มีเพียงการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเราเท่านั้นที่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง (ตอนที่สาม)
ในบรรดาพวกเจ้ามีคนหนุ่มสาว รวมไปถึงคนที่ยังไม่ได้สร้างครอบครัวอยู่หลายคนทีเดียว พวกเจ้าทุกคนต่างทิ้งบ้านมาหลายปีเพื่อทำหน้าที่ของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าคิดถึงบ้านหรือไม่? พวกเจ้าคิดถึงพ่อแม่ของตนเองหรือไม่? พวกเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะของการคิดถึงพ่อแม่ของพวกเจ้าอยู่บ่อยครั้งใช่ไหม? มาฟังเรื่องสภาวะของการคิดถึงพ่อแม่ของพวกเจ้ากันเถิด—นี่เป็นประสบการณ์จริง (ตอนที่ข้าพระองค์เพิ่งมาต่างประเทศ ข้าพระองค์คิดถึงแม่และพี่สาวของข้าพระองค์เป็นพิเศษ ข้าพระองค์เคยพึ่งพาพวกเขาเสมอ ดังนั้นเมื่อข้าพระองค์ต้องจากมาอยู่เพียงลำพัง ข้าพระองค์ก็คิดถึงพวกเขาอยู่เป็นนิจ แต่เมื่อมีประสบการณ์ในต่างประเทศมากเท่านี้ ข้าพระองค์ก็รู้สึกว่าผู้เดียวที่ข้าพระองค์ไม่สามารถทิ้งไว้เบื้องหลังได้ในขณะนี้คือพระเจ้า เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น ข้าพระองค์ก็อธิษฐานถึงพระองค์ และข้าพระองค์ก็ไม่คิดถึงแม่กับพี่สาวอีกต่อไป) นี่คือสองสภาวะที่แตกต่างกัน สภาวะแรกคืออะไร? การคิดถึงบ้าน การคิดถึงแม่และพี่สาวของเจ้าอยู่เสมอนั่นเอง รายละเอียดของสภาวะประเภทนี้คืออะไร? คือเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น เจ้าไม่รู้ว่าจะทำสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้อย่างไร ดังนั้นเจ้าจึงรู้สึกหมดสิ้นหนทาง เจ้าไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากคนที่เจ้ารักคอยอยู่เคียงข้าง และเจ้าก็ไม่มีใครให้พึ่งพา เมื่อเจ้าลืมตาขึ้นมาในตอนเช้า เจ้าก็เริ่มคิดถึงพวกเขา และก่อนเจ้าเข้านอนในตอนกลางคืน เจ้าก็คิดถึงพวกเขา เจ้าติดอยู่ในสภาวะของการคิดถึงคนที่เจ้ารักเช่นนี้นั่นเอง แล้วเหตุใดเจ้าจึงคิดถึงพวกเขามากเหลือเกิน? นั่นก็เพราะรูปการณ์แวดล้อมของเจ้าเปลี่ยนแปลงไป และเจ้าได้ทิ้งพวกเขาเอาไว้ข้างหลัง เจ้าเป็นห่วงพวกเขา และมากกว่านั้นคือเจ้าเกิดความเคยชินที่จะพึ่งพาพวกเขา ใช้ชีวิตและพึ่งพาพวกเขาเพื่อการอยู่รอด มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เจ้าไม่สามารถแยกจากกันและกันได้ ดังนั้นเจ้าจึงคิดถึงพวกเขาอย่างมาก นี่คือสภาวะประเภทที่เจ้าเป็นอยู่ แล้วตอนนี้ที่เจ้าไม่คิดถึงพวกเขา เจ้าอยู่ในสภาวะประเภทใด? (ข้าพระองค์รู้สึกเหมือนการจากบ้านมาและการทำหน้าที่ของข้าพระองค์นั้นเป็นความรักของพระเจ้า เป็นความรอดของพระองค์ ซึ่งทำให้ข้าพระองค์ได้เรียนรู้วิธีพึ่งพาพระองค์ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของข้าพระองค์เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว และดวงจิตของข้าพระองค์ก็รู้สึกได้รับการชูใจ นอกจากนี้ การยอมรับอธิปไตยของพระเจ้ายังทำให้ข้าพระองค์รู้ว่า ชะตากรรมของผู้คนล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แม่กับพี่สาวของข้าพระองค์ต่างก็มีภารกิจของพวกเขา และข้าพระองค์ก็มีภารกิจของตนเอง ข้าพระองค์จึงไม่คิดถึงพวกเขาอีกต่อไป) ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขแล้วใช่ไหม? (ข้าพระองค์รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น) ทุกคนคิดอย่างไร สิ่งนี้ได้รับการแก้ไขแล้วใช่หรือไม่? (ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขเพียงชั่วคราว) ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขเพียงชั่วคราว หากวันหนึ่งเจ้าบังเอิญเจอพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตา น้ำเสียง หรือวิธีปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนกับแม่ของเจ้าเป็นพิเศษ หรือเหมือนกับพี่สาวของเจ้าเป็นพิเศษ เจ้าจะรู้สึกอย่างไร? (ข้าพระองค์จะเริ่มคิดถึงพวกเขาอีกครั้ง) เจ้าจะตกลงสู่สภาวะของการคิดถึงพวกเขาอีกครั้ง ดังนั้นปัญหานี้ย่อมจะไม่ได้รับการแก้ไข แล้วเจ้าจะแก้ไขปัญหานี้จากต้นตอได้อย่างไร? เมื่อพวกเจ้าคิดถึงคนที่พวกเจ้ารัก พวกเจ้าคิดถึงสิ่งใด? โดยปกติแล้วเมื่อเจ้าคิดถึงใครบางคน คิดถึงคนที่เจ้ารัก หรือคิดถึงบ้าน แน่นอนว่าเจ้าไม่ได้คิดถึงสิ่งที่ทำให้เจ้าเสียใจ เจ้าคิดถึงสิ่งทั้งหลายที่ทำให้เจ้ารู้สึกยินดี สิ่งทั้งหลายที่ทำให้เจ้ารู้สึกมีความสุขและรู้สึกดี และเป็นสิ่งที่เจ้าเพลิดเพลิน อย่างเช่น วิธีที่แม่ของเจ้าเคยดูแลเจ้า รักเจ้าสุดดวงใจ และทะนุถนอมเจ้า หรือของดีๆ ที่พ่อของเจ้าเคยซื้อให้เจ้า เจ้าคิดถึงสิ่งที่ดีทั้งหลายนี้ ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถหยุดคิดถึงคนที่เจ้ารักได้ ยิ่งเจ้านึกถึงคนที่เจ้ารักมากเท่าไร เจ้าก็ยิ่งไม่สามารถละทิ้งพวกเขา และไม่สามารถยับยั้งตนเองได้มากเท่านั้น บางคนกล่าวว่า “ตลอดหลายปีมานี้ ฉันไม่เคยทิ้งแม่มาก่อนเลย ฉันตามแม่ไปทุกหนทุกแห่ง ฉันเป็นแก้วตาดวงใจของแม่ หลังจากที่หายจากกันมานานเหลือเกิน ฉันจะไม่คิดถึงแม่ได้อย่างไร?” การคิดถึงแม่เป็นเรื่องธรรมชาติ เนื้อหนังของผู้คนก็เป็นเช่นนี้เอง มนุษย์ผู้เสื่อมทรามดำเนินชีวิตอยู่ในความรู้สึกของพวกเขา พวกเขาคิดว่า “มีเพียงการใช้ชีวิตในหนทางนี้เท่านั้นที่เป็นสภาวะเสมือนมนุษย์ หากฉันถึงกับไม่คิดถึงคนที่ฉันรัก หรือไม่นึกถึงพวกเขา หรือหาทางค้ำจุนพวกเขาเลย ฉันจะยังเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ? ฉันจะไม่เป็นเหมือนสัตว์หรอกหรือ?” พวกเจ้าไม่คิดเช่นนี้หรือ? หากพวกเขาไม่มีความรักใคร่เอ็นดูหรือมิตรภาพ และพวกเขาไม่คิดถึงผู้อื่น เช่นนั้นผู้อื่นก็ย่อมคิดว่าพวกเขาไร้ความเป็นมนุษย์ และคิดว่าพวกเขาไม่สามารถดำเนินชีวิตในหนทางนี้ได้ มุมมองเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูกต้อง) อันที่จริงไม่ว่าเจ้าคิดถึงพ่อแม่ของเจ้าหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ การคิดถึงพวกเขาไม่ใช่เรื่องผิด และการไม่คิดถึงพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องผิด คนบางคนมีความเป็นอิสระสูง ขณะที่คนอื่นๆ เกาะติดอยู่กับพ่อแม่ของตน แต่พวกเจ้าทุกคนก็สามารถทิ้งบ้านและทิ้งพ่อแม่ของพวกเจ้าเพื่อมาทำหน้าที่ได้ อันดับแรก พวกเจ้ามีความเต็มใจที่จะทำหน้าที่ มีเจตจำนงที่จะทำหน้าที่ และมีเจตจำนงที่จะสละตนและทิ้งสิ่งทั้งหลายเพื่อพระเจ้า แต่ความลำบากยากเย็นของพวกเจ้าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการทุ่มความพยายามอย่างสุดตัวเพียงครั้งเดียว และพวกเจ้าก็ไม่สามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเจ้าได้ด้วยการทุ่มเทพยายามอย่างสุดตัวในการทำความดีและการประพฤติตัวดีเพียงครั้งเดียว พวกเจ้าเข้าใจคำสอนนี้ใช่หรือไม่? ดังนั้นแล้ว พวกเจ้าจะแก้ไขเรื่องของการคิดถึงพ่อแม่ของพวกเจ้าจากรากเหง้าได้อย่างไร? คนบางคนจากบ้านมาใช้ชีวิตอย่างอิสระได้สองถึงสามปี พวกเขาก็เติบโตขึ้นแล้ว และไม่คิดถึงพ่อแม่ของพวกเขามากนัก ด้วยเหตุนั้น ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขแล้วใช่ไหม? ไม่ใช่ หากเจ้าถามพวกเขาว่าพวกเขาใกล้ชิดกับใครมากที่สุด พวกเขาย่อมตอบไปตามตำราว่า “ฉันใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุด พระเจ้าทรงเป็นสุดที่รักของฉัน!” ทว่าในหัวใจพวกเขากลับคิดว่า “พระเจ้าไม่ทรงอยู่เคียงข้างฉัน และพระองค์ก็ไม่สามารถดูแลฉันได้ ฉันยังคงใกล้ชิดกับแม่ของฉันมากที่สุด ฉันมาจากเลือดเนื้อของท่าน ท่านรักฉันมากที่สุด และท่านก็เข้าใจและทำความเข้าใจกับฉันมากที่สุด ในยามที่สิ่งต่างๆ ลำบากยากเย็นและขมขื่นที่สุด แม่ก็อยู่ตรงนั้นเสมอเพื่อชูใจ ช่วยเหลือ และห่วงใยฉัน ตอนนี้ การจากบ้านมาทำให้ไม่มีใครคอยดูแลฉันเหมือนแม่ในยามที่ฉันป่วย คุณบอกว่าพระเจ้าทรงดีเลิศ แต่ฉันไม่สามารถมองเห็นพระพักตร์ของพระองค์ แล้วพระองค์อยู่ที่ไหนกันเล่า? นั่นไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเลย” พวกเขาคิดว่าการพึ่งพาพระเจ้าไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และคำพูดที่พวกเขาบอกว่าใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุดก็ค่อนข้างฝืนใจ ค่อนข้างปากว่าตาขยิบ ที่จริงในส่วนลึกของหัวใจพวกเขา พวกเขาคิดว่าตนเองใกล้ชิดกับแม่มากที่สุด แต่เพราะอะไรเล่า? “ฉันเชื่อในพระเจ้าเพราะแม่เผยแผ่ข่าวประเสริฐให้กับฉัน ถ้าไม่มีท่าน ฉันคงจะไม่มาอยู่ตรงนี้” พวกเขาไม่ได้คิดเช่นนี้หรอกหรือ? (พวกเขาคิดเช่นนี้) พวกเจ้าคิดว่าผู้คนเช่นนั้นเข้าใจความจริงหรือไม่? (ไม่เข้าใจ) แม่ของเจ้าเพียงให้กำเนิดเจ้าและดูแลเจ้าจนถึงอายุยี่สิบกว่าปีเท่านั้น แม่เจ้าสามารถมอบความจริงให้เจ้าได้หรือ? แม่เจ้าสามารถมอบชีวิตให้เจ้าได้หรือ? แม่เจ้าสามารถช่วยเจ้าให้รอดจากอิทธิพลของซาตานได้หรือ? แม่เจ้าสามารถชำระอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าให้สะอาดได้หรือ? แม่เจ้าไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เลย ด้วยเหตุนั้นพระคุณของพ่อแม่และความรักของพ่อแม่จึงมีจำกัดมาก พระเจ้าทรงสามารถทำสิ่งใดเพื่อเจ้าได้บ้าง? พระเจ้าสามารถประทานความจริงแก่ผู้คน สามารถช่วยพวกเขาให้รอดจากอิทธิพลของซาตานและจากความตาย และสามารถประทานชีวิตนิรันดร์ให้พวกเขาได้—นี่ไม่ใช่ความรักที่ยิ่งใหญ่หรอกหรือ? ความรักนี้สูงเสียดฟ้าสวรรค์และลึกสุดแผ่นดินโลก นี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหลือเชื่อ ยิ่งใหญ่กว่าความรักของพ่อแม่ร้อยเท่า ไม่ใช่สิ หนึ่งพันเท่าต่างหาก หากผู้คนได้มารู้โดยแท้จริงว่าความรักของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงไหน พวกเขาจะยังมีความรู้สึกที่หนักแน่นต่อพ่อแม่อยู่หรือไม่? ช่วงวันปีใหม่และวันหยุด พวกเขาจะยังคิดถึงพ่อแม่ของตนตลอดทั้งวันหรือไม่? หากพวกเขาเข้าใจความจริง พวกเขาจะคิดถึงความรักของพระเจ้ามากกว่าเดิม หากใครบางคนเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและยังคิดว่าความรักของพ่อแม่ของพวกเขายิ่งใหญ่กว่าความรักของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว บุคคลนั้นย่อมมืดบอด และไม่มีความเชื่อในพระเจ้าเลย หากใครบางคนเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาจะสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้หรือ? พวกเขาจะสามารถสัมฤทธิ์ความรอดได้หรือ? พวกเขาไม่สามารถทำได้ หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้ายังไม่ได้รับการแก้ไข และชีวิตฝ่ายวิญญาณของเจ้ายังไม่เติบโตจนมีวุฒิภาวะในระดับหนึ่ง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถตะโกนคำขวัญบางอย่างได้ แต่เจ้าจะไม่สามารถปฏิบัติตามคำขวัญเหล่านั้นได้เพราะเจ้าไม่มีวุฒิภาวะ เจ้าสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่ยิ่งใหญ่ได้เท่าที่เจ้ามีอำนาจที่จะทำ เจ้าสามารถก้าวผ่านบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ได้เท่าที่วุฒิภาวะของเจ้าสู้ทนไหว เจ้าสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้มากเท่าที่เจ้าสามารถเข้าใจ นั่นคือระดับความเป็นจริงความจริงที่เจ้าสามารถใช้ชีวิตตามได้ ในทำนองเดียวกัน ยังมีเรื่องของการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้มากเพียงใดและเจ้าสามารถแก้ไขความลำบากยากเย็นของตนเองได้มากเพียงใดด้วย นี่เป็นเรื่องที่สอดคล้องกัน
วันหนึ่ง เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงบ้างแล้ว เจ้าก็จะไม่คิดว่าแม่ของเจ้าคือบุคคลที่ดีที่สุด หรือพ่อแม่ของเจ้าเป็นคนที่ดีที่สุดอีกต่อไป เจ้าจะตระหนักว่าพวกเขาก็เป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เสื่อมทรามเช่นกัน และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาล้วนเป็นเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากคนอื่นคือสัมพันธภาพทางสายโลหิตกับเจ้า หากพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็เป็นเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อทั้งหลาย เจ้าจะไม่มองพวกเขาจากมุมมองของสมาชิกในครอบครัว หรือจากมุมมองของสัมพันธภาพทางเนื้อหนังของเจ้าอีกต่อไป แต่จะมองจากฝั่งของความจริง สิ่งใดคือแง่มุมหลักที่เจ้าควรมอง? เจ้าควรดูทรรศนะที่พวกเขามีเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้า ทรรศนะที่พวกเขามีต่อโลก ทรรศนะที่พวกเขามีต่อการรับมือเรื่องราวทั้งหลาย และที่สำคัญที่สุดก็คือท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า หากเจ้าประเมินแง่มุมเหล่านี้อย่างถูกต้องแม่นยำ เจ้าก็จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาเป็นคนดีหรือไม่ดี วันหนึ่งเจ้าอาจมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาก็เป็นผู้คนที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นเดียวกับเจ้า นี่อาจชัดเจนยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำว่าพวกเขาไม่ใช่คนจิตใจดีที่มีความรักจริงให้กับเจ้าดังที่เจ้าจินตนาการ และพวกเขาไม่สามารถนำทางเจ้าไปสู่ความจริงหรือไปยังเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตได้เลย เจ้าอาจมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่พวกเขาทำให้เจ้าไม่ได้มีประโยชน์อันใหญ่หลวงต่อเจ้า และไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการที่เจ้าจะเลือกเดินบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง เจ้าอาจพบอีกด้วยว่าการปฏิบัติและข้อคิดเห็นหลายประการของพวกเขาตรงกันข้ามกับความจริง ว่าพวกเขาเป็นฝ่ายเนื้อหนัง และนี่ทำให้เจ้าดูหมิ่นพวกเขา รู้สึกอยากผลักไสและรังเกียจพวกเขา หากเจ้าได้มาเห็นสิ่งเหล่านี้ เจ้าก็จะสามารถปฏิบัติต่อพ่อแม่ของเจ้าได้อย่างถูกต้องในหัวใจ และเจ้าจะไม่คิดถึงพวกเขา กังวลเรื่องพวกเขา หรือไม่อาจใช้ชีวิตแยกจากพวกเขาได้อีกต่อไป พวกเขาทำภารกิจในฐานะพ่อแม่ของพวกเขาเสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นเจ้าจะไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะของผู้คนที่ใกล้ชิดเจ้าที่สุด หรือปลาบปลื้มหลงใหลพวกเขาอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าจะปฏิบัติต่อพวกเขาประหนึ่งผู้คนปกติทั่วไป และเมื่อนั้นเจ้าจะหนีพ้นจากพันธนาการของความรู้สึกได้โดยสมบูรณ์ เจ้าจะออกจากความรู้สึกและความรักใคร่ผูกพันต่อครอบครัวได้อย่างแท้จริง เมื่อเจ้าทำเช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นไม่คู่ควรแก่การหวงแหนเลย เมื่อถึงจุดนั้น เจ้าจะเห็นว่าญาติพี่น้อง ครอบครัว และสัมพันธภาพทางเนื้อหนังเป็นเครื่องสะดุดต่อการเข้าใจความจริง และต่อการทำให้เจ้าเป็นอิสระจากความรู้สึกของตน นี่เป็นเพราะเจ้ามีความสัมพันธ์ฉันท์ครอบครัวกับพวกเขา—สัมพันธภาพทางเนื้อหนังเช่นนั้นทำให้เจ้าไม่สามารถทำอะไรได้ นำเจ้าให้หลงเจิ่น และทำให้เจ้าเชื่อว่าพวกเขาปฏิบัติต่อเจ้าอย่างดีที่สุด เป็นคนที่ใกล้ชิดกับเจ้ามากที่สุด ดูแลเจ้าดีกว่าใคร และรักเจ้ามากที่สุด—ทั้งหมดนี้เองที่ทำให้เจ้าไม่สามารถหยั่งรู้ได้โดยชัดเจนว่าพวกเขาเป็นคนดีหรือคนไม่ดี เมื่อเจ้าออกมาจากความรู้สึกเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง แม้อาจจะยังคิดถึงพวกเขาบ้างเป็นครั้งคราว แต่เจ้าจะยังคิดถึงพวกเขาอย่างสุดหัวใจ พูดถึงพวกเขาตลอดเวลา และถวิลหาพวกเขาอย่างที่เจ้าเป็นอยู่ในตอนนี้หรือไม่? เจ้าจะไม่เป็นเช่นนั้น เจ้าจะไม่กล่าวว่า “คนที่ฉันไม่สามารถขาดได้จริงๆ คือแม่ของฉัน ท่านเป็นคนที่รักฉัน ดูแลฉัน และห่วงใยฉันมากที่สุด” เมื่อเจ้ามีการรับรู้ในระดับนี้ เจ้าจะยังคงร้องไห้เมื่อคิดถึงพวกเขาหรือไม่? ไม่ ปัญหานี้ย่อมจะได้รับการแก้ไข แล้วสำหรับเรื่องหรือปัญหาทั้งหลายที่สร้างความลำบากยากเย็นให้กับเจ้า หากเจ้าไม่ได้รับความจริงในแง่มุมนั้นและหากเจ้าไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงในแง่มุมนั้น เจ้าย่อมจะติดกับดักอยู่ในความลำบากยากเย็นหรือสภาวะเช่นนั้น และเจ้าจะไม่สามารถออกมาจากสิ่งเหล่านั้นได้เลย หากเจ้าปฏิบัติต่อความลำบากยากเย็นและปัญหาประเภทนี้เป็นปัญหาสำคัญของการเข้าสู่ชีวิต แล้วจากนั้นก็แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นเจ้าย่อมจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงในแง่มุมนี้ได้ เจ้าจะเรียนรู้บทเรียนจากความลำบากยากเย็นและปัญหาเหล่านี้ไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไข เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าไม่ได้ใกล้ชิดกับพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวของเจ้าขนาดนั้น เจ้าจะมองเห็นแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาชัดเจนมากขึ้น และจะเห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นคนประเภทใด เมื่อเจ้ามองเห็นคนที่เจ้ารักโดยชัดเจน เจ้าจะกล่าวว่า “แม่ของฉันไม่ยอมรับความจริงเลย ที่จริงท่านรังเกียจและเกลียดชังความจริง โดยแก่นแท้แล้วท่านเป็นคนชั่ว เป็นมาร พ่อของฉันเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน ยืนอยู่ข้างเดียวกับแม่ พ่อก็ไม่ยอมรับความจริงและไม่ปฏิบัติความจริงเลย ดูจากพฤติกรรมของพ่อกับแม่แล้ว พวกท่านสองคนคือผู้ไม่เชื่อ พวกท่านทั้งสองคนเป็นมาร ฉันต้องกบฏต่อพวกท่านโดยสิ้นเชิง และขีดเส้นให้พวกท่านอย่างชัดเจน” ในหนทางนี้เจ้าจึงจะยืนอยู่ฝั่งเดียวกับความจริง และจะสามารถละทิ้งพวกเขาไปได้ เมื่อเจ้าสามารถแยกแยะได้ว่าพ่อกับแม่ของเจ้าเป็นใคร และเป็นคนประเภทใด เจ้าจะยังมีความรู้สึกต่างๆ ให้กับพวกเขาอยู่หรือไม่? เจ้าจะยังรู้สึกรักใคร่ผูกพันกับพวกเขาอยู่หรือไม่? เจ้าจะยังมีสัมพันธภาพทางเนื้อหนังกับพวกเขาอยู่หรือไม่? เจ้าจะไม่มีสิ่งเหล่านั้น เจ้าจะยังจำเป็นต้องยับยั้งความรู้สึกของเจ้าอยู่หรือไม่? (ไม่) แล้วที่จริงเจ้าพึ่งพาสิ่งใดเพื่อแก้ไขความลำบากยากเย็นเหล่านี้? เจ้าพึ่งพาการเข้าใจความจริง การพึ่งพาพระเจ้า และการเคารพนับถือพระเจ้า หากเจ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจนในหัวใจ เช่นนั้นแล้ว เจ้ายังจำเป็นต้องยับยั้งตนเองอยู่หรือ? เจ้ายังรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่หรือไม่? เจ้ายังจำเป็นต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดสาหัสเช่นนั้นหรือไม่? เจ้ายังจำเป็นต้องให้ผู้อื่นสามัคคีธรรมกับเจ้าและทำงานตามอุดมคติอยู่หรือไม่? ไม่จำเป็น เพราะเจ้าได้จัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเจ้าเองแล้ว—สิ่งนี้ง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก กลับมาที่เรื่องก่อนหน้านี้ เจ้าควรแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เจ้าจะได้ไม่นึกถึงหรือคิดถึงพวกเขา? (แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขเรื่องนี้) นั่นเป็นคำพูดยากๆ ที่ฟังดูทางการมากทีเดียว—แต่พูดให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงขึ้นอีกหน่อยเถิด (นำพระวจนะของพระเจ้ามาปรับใช้เพื่อมองให้ทะลุถึงแก่นแท้ของพวกเขา นั่นก็คือ แยกแยะพวกเขาตามแก่นแท้ของพวกเขา จากนั้น พวกเราก็จะสามารถละวางความรักใคร่ผูกพันและสัมพันธภาพทางเนื้อหนังของพวกเราได้) ถูกต้อง เจ้าต้องมีวิจารณญาณเกี่ยวกับแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คนตามพระวจนะของพระเจ้า หากไร้ซึ่งการเปิดโปงจากพระวจนะของพระเจ้า ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถมองทะลุถึงแก่นแท้ธรรมชาติของผู้อื่นได้ มีเพียงการอ้างอิงตามพระวจนะของพระเจ้าและตามความจริงเท่านั้นที่คนเราจะสามารถมองทะลุถึงแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คนได้ เมื่อนั้นเท่านั้นที่คนเราจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องความรู้สึกของมนุษย์ที่ต้นตอได้ จงเริ่มจากการทิ้งความรักใคร่ผูกพันและสัมพันธภาพทางเนื้อหนังของเจ้าไว้เบื้องหลังเป็นอันดับแรก ใครก็ตามที่เจ้ามีความรู้สึกที่ดีด้วยมากที่สุด นั่นคือคนที่เจ้าควรชำแหละและแยกแยะเป็นคนแรก เจ้าคิดอย่างไรกับวิธีแก้ไขนี้? (เป็นวิธีที่ดี) คนบางคนกล่าวว่า “การใช้วิจารณญาณแยกแยะและการชำแหละคนที่ฉันมีความรู้สึกที่ดีด้วยมากที่สุด—นั่นเป็นเรื่องที่ใจดำเหลือเกิน!” ประเด็นของการให้เจ้าใช้วิจารณญาณแยกแยะพวกเขาไม่ใช่เพื่อให้เจ้าตัดความสัมพันธ์กับพวกเขา—ไม่ใช่เพื่อให้เจ้าตัดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก และไม่ใช่เพื่อให้เจ้าละทิ้งพวกเขาโดยสิ้นเชิงโดยไม่ปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาอีกต่อไป เจ้าควรลุล่วงความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อคนที่เจ้ารัก แต่เจ้าไม่สามารถให้พวกเขามาบีบคั้นหรือพัวพันกับเจ้าได้ เพราะเจ้าคือผู้ติดตามของพระเจ้า เจ้าต้องครองหลักธรรมข้อนี้ หากเจ้ายังถูกพวกเขาบีบคั้นหรือเข้ามาพัวพัน เจ้าย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ของตนให้ดีได้ และไม่สามารถรับประกันได้ว่าเจ้าจะสามารถติดตามพระเจ้าไปได้จนสุดทาง หากเจ้าไม่ใช่ผู้ติดตามของพระเจ้าหรือเป็นคนที่รักความจริง เช่นนั้นก็จะไม่มีใครประสงค์สิ่งนี้จากเจ้า คนบางคนกล่าวว่า “ตอนนี้ฉันไม่เข้าใจความจริง ฉันไม่รู้ว่าจะแยกแยะผู้อื่นอย่างไร” หากเจ้าไม่มีวุฒิภาวะนี้ เช่นนั้นตอนนี้ก็จงวางการใช้วิจารณญาณแยกแยะไว้ก่อนเถิด เมื่อเจ้ามีวุฒิภาวะเพียงพอและสามารถข้ามผ่านบททดสอบเช่นนั้นได้ อีกทั้งสามารถริเริ่มที่จะปฏิบัติในหนทางนี้ได้ด้วยตัวเอง เมื่อนั้นก็ยังไม่สายเกินไปที่เจ้าจะปฏิบัติความจริงในแง่มุมนี้
ผู้คนมากมายทนทุกข์ทางอารมณ์โดยไม่จำเป็น อันที่จริงทั้งหมดนี้เป็นความทุกข์ที่ไม่จำเป็นและไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนั้น? ผู้คนถูกบีบคั้นโดยความรู้สึกของตนอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้าได้ นอกจากนี้ การถูกบีบคั้นโดยความรู้สึกไม่เป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่หรือการติดตามพระเจ้าของคนเราเลย และยิ่งไปกว่านั้นก็ยังเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงต่อการเข้าสู่ชีวิตด้วย ดังนั้น การทนทุกข์จากการถูกบีบคั้นทางความรู้สึกจึงไม่มีความหมาย และพระเจ้าก็ไม่ทรงจดจำการนี้ แล้วเจ้าจะปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากความทุกข์อันไร้ความหมายนี้ได้อย่างไร? เจ้าจำเป็นต้องเข้าใจความจริง รวมถึงมองเห็นและเข้าใจแก่นแท้ของสัมพันธภาพทางเนื้อหนังเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เช่นนั้นแล้วย่อมเป็นเรื่องง่ายที่เจ้าจะเป็นอิสระจากการถูกความรู้สึกทางเนื้อหนังบีบคั้น บางคนที่เชื่อในพระเจ้าถูกพ่อแม่ที่ไม่มีความเชื่อของตนข่มเหงอย่างหนักหน่วง หากพวกเขาไม่ถูกบังคับให้หาคู่ครอง พวกเขาก็ย่อมถูกบังคับให้หางานทำ พวกเขาสามารถทำสิ่งใดก็ได้ตามต้องการ แต่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เชื่อในพระเจ้า พ่อแม่บางคนถึงกับหมิ่นประมาทพระเจ้า ดังนั้นผู้คนเหล่านี้จึงมองเห็นธาตุแท้เยี่ยงมารของพ่อแม่ตนเอง เมื่อนั้นเท่านั้นที่หัวใจของพวกเขาร้องคร่ำครวญว่า “พวกท่านเป็นมารโดยแท้จริง ฉันจึงไม่สามารถปฏิบัติต่อพวกท่านในฐานะคนที่ฉันรักได้อีกต่อไป!” นับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็เป็นอิสระจากการตีกรอบและโซ่ตรวนแห่งความรู้สึกของตนเอง ซาตานต้องการใช้ความรักใคร่เอ็นดูเพื่อจำกัดควบคุมและผูกมัดผู้คนเอาไว้ หากผู้คนไม่เข้าใจความจริง ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่พวกเขาจะถูกหลอกลวง บ่อยครั้งทีเดียวที่พวกเขาไม่มีความสุข พวกเขาร่ำไห้ สู้ทนความยากลำบาก และยอมเสียสละเพราะเห็นแก่พ่อแม่และคนที่ตนรัก นี่คือความไม่รู้ความอันโง่เขลาของพวกเขา พวกเขายอมรับอย่างจำนนโดยไม่ปริปากบ่น และพวกเขายอมรับผลแห่งการกระทำ การทนทุกข์ต่อสิ่งเหล่านี้ไม่มีคุณค่า—เป็นความพยายามอันเปล่าประโยชน์ที่พระเจ้าจะไม่ทรงจดจำไว้เลย—และคนเราอาจกล่าวได้ว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในนรก เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงโดยแท้จริงและมองเห็นแก่นแท้ของพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง เจ้าย่อมจะเป็นอิสระ เจ้าจะรู้สึกว่าความทุกข์ของเจ้าก่อนหน้านี้คือความไม่รู้และความโง่เขลา เจ้าจะไม่ติเตียนผู้ใดเลย ทว่าเจ้าจะติเตียนความมืดบอด ความโง่เขลาของตัวเอง และข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าไม่เข้าใจความจริงหรือไม่ได้มองเห็นเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน ปัญหาเรื่องความรู้สึกนั้นแก้ไขได้ง่ายใช่หรือไม่? พวกเจ้าแก้ไขปัญหานี้ได้แล้วหรือยัง? (ยัง พวกเรายังไม่ได้ปฏิบัติหรือเข้าสู่เส้นทางของการปฏิบัติที่พระเจ้าทรงชี้ให้เห็น พวกเราเพียงแต่มีรากฐานสำหรับอ้างอิงเมื่อมีเรื่องประเภทนี้เกิดขึ้น) ในการกล่าวเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึงเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง หรือการกล่าวถึงสิ่งทั้งหลายที่พวกเจ้าตีความว่าเป็นเส้นทาง เราขอบอกพวกเจ้าว่า เมื่อพวกเจ้าเผชิญหน้ากับเรื่องประเภทนี้ วิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือก็คืออธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความจริง แล้วเจ้าจะมีหนทางในการแก้ไข เมื่อเจ้ามองทะลุไปถึงแก่นแท้ของความรู้สึกทางเนื้อหนังแล้ว ก็ย่อมง่ายที่เจ้าจะรับมือกับเรื่องต่างๆ ตามหลักธรรมความจริง หากเจ้าถูกสัมพันธภาพทางเนื้อหนังกับคนที่เจ้ารักบีบคั้นอยู่เสมอ เช่นนั้นเจ้าจะไม่มีทางได้ปฏิบัติความจริง ต่อให้เจ้าเข้าใจคำสอนและร้องตะโกนคำขวัญ เจ้าก็จะยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาจริงของเจ้าได้ คนบางคนไม่รู้ว่าจะแสวงหาความจริงอย่างไร คนอื่นๆ สามารถแสวงหาความจริงได้ แต่เมื่อผู้คนสามัคคีธรรมความจริงอย่างชัดเจนกับพวกเขา พวกเขากลับไม่เชื่ออย่างแท้จริงและไม่ได้ยอมรับโดยสิ้นเชิง พวกเขาเพียงรับฟังสามัคคีธรรมนั้นราวกับเป็นคำสอน ปัญหาเรื่องที่เจ้าถูกความรู้สึกบีบคั้นจึงไม่มีวันแก้ไขได้ หากปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ เจ้าก็ไม่มีวันออกจากปัญหานี้ได้ และเจ้าจะยังคงถูกบีบคั้นและผูกมัดต่อไป หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่สามารถติดตามพระองค์หรือทำหน้าที่ที่เจ้าพึงกระทำได้ เช่นนั้นแล้ว ท้ายที่สุดเจ้าจะไม่คู่ควรที่จะได้รับพระสัญญาของพระเจ้า จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าจะร่วงลงสู่ความวิบัติและถูกลงโทษ—การร่ำไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันย่อมจะเปล่าประโยชน์ และจะไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเจ้าได้ ตอนนี้เจ้าเข้าใจชัดเจนถึงผลของการไม่แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแล้วใช่หรือไม่?
วันนี้พวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องใดไปแล้วบ้าง? พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องสภาวะของผู้คน อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา รวมถึงวิธีเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง วิธีปฏิบัติต่อเรื่องทั้งหลายที่เจ้าเผชิญอย่างถูกต้อง มุมมองประเภทใดที่เจ้าควรยึดถือ และวิธีรู้จัก ชำแหละ และแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง เจ้าต้องเรียนรู้บทเรียนของการเข้าสู่ชีวิตอยู่เสมอ ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเรียนรู้ หรือสายเกินไปที่จะเริ่มต้น แล้วเมื่อไรเล่าที่เรียกว่าสายเกินไป? หากเจ้าตายไปแล้ว นั่นคือสายเกินไป หากเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นก็ยังไม่สายเกินไป ตอนนี้พวกเจ้าทุกคนล้วนมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย ทว่าพวกเจ้าเข้าใจชัดเจนจริงๆ หรือไม่ว่าคนเป็นกับคนตายคืออะไร? ในภาษาอังกฤษ ผู้คนมักจะกล่าวเสมอว่า “I’m still alive (ฉันยังมีชีวิตอยู่)” คำนั้นหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเมื่อมีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับเจ้าและเจ้าไม่รู้จะทำเช่นไร หรือเจ้าได้ถูกลากไปสู่กระแสสังคม หรือเจ้ารู้สึกว่าตนเองเสื่อมทรามลง แล้วเจ้าก็ใช้เข็มแทงตัวเองและสามารถยอมรับการนั้นได้—จากนั้นเจ้าจะรู้สึกว่าเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ รู้สึกว่าหัวใจของเจ้ายังไม่ตาย หากเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นเจ้าก็ควรมีการไล่ตามเสาะหาและใช้ชีวิตในสภาพเสมือนมนุษย์ เมื่อก่อนนี้เจ้าเสื่อมทราม เจ้าติดตามสิ่งทั้งหลายในทางโลกและใช้ชีวิตอยู่ในกระแสของความชั่ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะสงบสติอารมณ์และหลีกเลี่ยงไม่ให้เสื่อมทรามไปมากกว่าเดิมหรอกหรือ? เห็นหรือไม่ ชาวตะวันตกยังไม่พบหนทางที่แท้จริง และพวกเขาก็รู้สึกสิ้นหวังในเรื่องชีวิตมนุษย์และวิถีชีวิตของพวกเขา ดังนั้นคำพูดของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยภาวะอารมณ์ที่ดิ่งลึก อีกทั้งมีความหดหู่ใจและความสิ้นหวัง—กล่าวคือ อารมณ์ที่สิ้นหวัง—บรรจุอยู่ในคำพูดเหล่านั้นนั่นเอง ขณะที่พวกเขาใช้ชีวิต พวกเขาก็มักจะรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่มนุษย์ แต่พวกเขาต้องใช้ชีวิตในหนทางนี้ ต่อให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นผี เป็นสัตว์ หรือเป็นสัตว์ร้าย พวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไป พวกเขาทำอะไรได้บ้างหรือไม่? พวกเขาไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย หากพวกเขาไม่ตาย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตในหนทางนี้ ไม่มีเส้นทางอื่นสำหรับพวกเขา และพวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างน่าเวทนา พวกเจ้าทุกคนเป็นเช่นนี้หรือไม่? หากวันหนึ่งพวกเจ้าเต็มไปด้วยอารมณ์ดิ่งลึก พลางคิดว่า “เฮ้อ ฉันยังมีชีวิตอยู่ หัวใจของฉันยังไม่ตาย”—หากคนคนหนึ่งใช้ชีวิตไปจนถึงจุดนั้น พวกเขาจะกลายเป็นเช่นไร? พวกเขาตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวงเสียแล้ว! สำหรับผู้เชื่อ นี่เป็นเรื่องที่อันตรายมากอยู่แล้ว พวกเจ้าห้ามกล่าวคำพูดอย่าง “ฉันยังมีชีวิตอยู่ เนื้อหนังของฉันเป็นเพียงเปลือก และฉันเป็นซากศพเดินได้ หัวใจของฉันยังมีชีวิต และมีเพียงความปรารถนาและอุดมคติไม่กี่อย่างในหัวใจของฉันเท่านั้นที่ประคับประคองเนื้อหนังของฉันเอาไว้” จงอย่าไปถึงจุดนั้น! หากเจ้าไปถึงจุดนั้น การช่วยเจ้าให้รอดก็จะเป็นเรื่องที่ยากมาก ดูพวกเจ้าทุกคนในตอนนี้เถิด สถานการณ์ของพวกเจ้าไม่ได้เลวร้ายเลย หากเจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้แก่ผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาย่อมจะไม่ได้รับความตระหนักรู้ใดๆ ดังนั้นหากตอนนี้เราใช้คำพูดที่รุนแรงเพื่อตัดแต่งพวกเจ้า พวกเจ้าจะตระหนักในเรื่องนี้บ้างหรือไม่? (ตระหนัก) พวกเจ้าบางคนมารู้จักตนเองหลังจากที่ถูกตัดแต่งเท่านั้น เมื่อนั้นพวกเจ้าจะรู้สึกสำนึกผิด นี่หมายความว่าพวกเจ้ายังคงมีมโนธรรม และหัวใจของพวกเจ้ายังไม่ได้ตายไปโดยสมบูรณ์ ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกเจ้ายังคงตื่น ยังคงมีชีวิตอยู่! หากพวกเจ้าสามารถยอมรับความจริงและนำความจริงไปปฏิบัติได้ เช่นนั้นพวกเจ้าก็มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด หากใครบางคนมาถึงจุดที่พวกเขาจะไม่ยอมรับความจริงเลย เช่นนั้นพวกเขาก็ได้ตายไปแล้วโดยสมบูรณ์ และพวกเขาก็อยู่นอกเหนือการช่วยให้รอด ในคริสตจักรมีผู้คนมากมายทีเดียวที่จะไม่ยอมรับความจริง แม้ว่าคนพวกนี้จะหายใจอยู่ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาไร้วิญญาณ พวกเขาคือซากศพเดินได้ คือคนตายที่ไร้วิญญาณ ผู้คนเช่นนั้นได้ถูกเผยและกำจัดออกไปโดยสิ้นเชิง
5 ตุลาคม ค.ศ. 2016
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ