มีเพียงการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเราเท่านั้นที่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง (ตอนที่สอง)

สมมุติว่าใครบางคนวาดภาพภาพหนึ่ง—พวกเขาคิดว่าภาพนี้สมบูรณ์แบบ และพวกเขาก็รู้สึกพึงพอใจในภาพนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งมีใครบางคนบอกว่าภาพวาดของพวกเขามีข้อบกพร่องมากมาย คนคนนั้นไม่ทันได้ลงรายละเอียดเสียด้วยซ้ำ พวกเขาก็รู้สึกว่านี่ถือเป็นการโจมตีตนเอง พวกเขารู้สึกหัวเสีย และเอาคืนทันควันว่า “คุณบอกว่าฉันวาดรูปไม่สวยเช่นนั้นหรือ? คุณวาดได้แย่กว่าฉัน แถมงานคุณก็มีปัญหามากกว่าฉัน! ไม่มีใครอยากดูงานพวกนั้นด้วยซ้ำ!” เหตุใดพวกเขาจึงกล่าวเช่นนั้นได้? พวกเขาอยู่ในสภาวะชนิดใดที่ทำให้พวกเขาสามารถกล่าวเช่นนั้น? เหตุใดเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้จึงทำให้พวกเขาโมโหและโกรธจัดจนเกิดกรอบความคิดที่ก้าวร้าวและคิดเอาคืน? อะไรที่นำมาสู่สิ่งนี้? (พวกเขาคิดว่าภาพวาดของตนเองสมบูรณ์แบบ และการมีใครบางคนกล่าวว่าภาพนั้นมีข้อบกพร่องก็เป็นการล่วงเกินพวกเขา) นั่นคือการที่เจ้าไม่สามารถทำลายภาพลักษณ์ที่เพียบพร้อมของพวกเขาได้ หากพวกเขาคิดว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นดีอยู่แล้ว ย่อมเป็นการดีที่สุดที่เจ้าจะไม่ชี้ให้เห็นถึงตำหนิหรือเกิดข้อกังขาใดๆ เจ้าต้องกล่าวว่า “ภาพวาดของคุณสวยจริงๆ เรียกว่าเป็นงานชิ้นเอกได้เลย ฉันคิดว่าทักษะของเหล่าปรมาจารย์ก็ยังไม่ได้ดีไปกว่าคุณ ถ้าคุณปล่อยงานชิ้นนี้ออกไป มันจะเขย่าวงการนี้ได้อย่างแน่นอน แถมจะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าไปอีกหลายชั่วอายุคน!” แล้วพวกเขาก็จะรู้สึกพอใจ ความพอใจและความเดือดดาลมาจากคนคนเดียวกัน แล้วพวกเขามีการเผยสองแบบที่ต่างกันได้อย่างไร? แบบใดคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา? (ทั้งสองแบบ) ในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งสองแบบนี้ แบบใดร้ายแรงกว่ากัน? (แบบที่สอง) แบบที่สองเผยให้เห็นถึงความหน้าซื่อใจคด ไม่รู้ความ และความโง่เขลาของพวกเขา เมื่อใครบางคนกล่าวว่าเจ้าวาดภาพแย่ เหตุใดเจ้าจึงไม่มีความสุขนัก จนถึงขั้นพัฒนาเป็นกรอบความคิดที่เกลียดชัง ก้าวร้าว และคิดเอาคืน? เหตุใดเจ้าจึงรู้สึกพอใจเหลือเกินเมื่อใครบางคนเรียงร้อยคำพูดรื่นหูสองสามคำมาให้เจ้า? เหตุใดเจ้าจึงอิ่มอกอิ่มใจอย่างถึงที่สุด? ผู้คนเช่นนั้นไม่ไร้ยางอายโดยสิ้นเชิงหรอกหรือ? พวกเขาไม่รู้จักละอาย พวกเขาทั้งโง่เขลาและน่าเวทนา แม้คำพูดเหล่านี้จะไม่ได้ฟังดูรื่นหูมากนัก แต่มันเป็นเช่นนี้ ความไม่รู้ ความโง่เขลา และโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของผู้คนมาจากไหน? สิ่งเหล่านี้มาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน หากใครบางคนมีท่าทีเช่นนั้นเมื่อเกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นกับพวกเขา สิ่งที่พวกเขาเผยออกมาย่อมไม่ใช่เหตุผลและมโนธรรมซึ่งคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติพึงมี อีกทั้งไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติพึงนำมาใช้ดำเนินชีวิต เช่นนั้นแล้วควรจะจัดการเรื่องแบบนี้อย่างไร? บางคนกล่าวว่า “ฉันมีวิธี เวลาใครบางคนโอ้อวดว่าฉันเก่ง ​ฉันก็จะเงียบ เวลาใครบางคนบอกว่าฉันไม่ได้เรื่อง ฉันก็จะเงียบเช่นกัน ฉันรับมือกับทุกอย่างด้วยความเฉยเมย นี่ไม่เกี่ยวว่าเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด และไม่ใช่การเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แบบนี้ไม่ยอดเยี่ยมหรอกหรือ?” มุมมองนี้เป็นอย่างไร? นี่หมายความว่าผู้คนเหล่านี้ไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใช่หรือไม่? ไม่ว่าใครบางคนถนัดในการเสแสร้งแกล้งทำแค่ไหน ต่อให้พวกเขาสามารถทำเช่นนี้ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง การทำเช่นนี้ไปตลอดชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าเจ้าถนัดในการเสแสร้งแกล้งทำอย่างไร หรือเจ้าปิดบังสิ่งทั้งหลายให้มิดชิดอย่างไร เจ้าก็ไม่สามารถปลอมแปลงหรือปิดบังอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้ เจ้าอาจจะหลอกลวงผู้คนเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้าได้ แต่เจ้าไม่สามารถหลอกลวงพระเจ้า และเจ้าไม่สามารถหลอกตัวเองได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นถูกเผยออกมาหรือไม่ ท้ายที่สุด สิ่งที่ผู้คนคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของพวกเขา ไม่ว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงหรือไม่ ไม่ว่าจะเห็นได้ชัดหรือไม่ ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา ดังนั้นแล้ว อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ไม่ได้ถูกเผยออกมาตามธรรมชาติในทุกที่และทุกเวลาหรอกหรือ? คนบางคนคิดว่าบางครั้งพวกเขาอาจจะเผลอให้ข้อคิดเห็นไปในยามที่พวกเขาไม่ทันระวัง จนเปิดโปงความคิดในส่วนลึกของพวกเขา และพวกเขาก็เสียใจกับเรื่องนั้น พวกเขาคิดว่า “คราวหน้าฉันจะไม่พูดอะไรทั้งสิ้น คนที่พูดมากก็ย่อมผิดพลาดมาก ถ้าฉันไม่พูดอะไรเลย เช่นนั้นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันก็จะไม่ถูกเผยออกมาใช่หรือไม่?” อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดเมื่อพวกเขากระทำการ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาก็ถูกเผยออกมาอีกครั้ง และพวกเขาก็เปิดโปงเจตนาของตนอีกครั้ง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกเวลา และไม่มีทางป้องกันได้เลย ดังนั้นหากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าไม่ได้รับการแก้ไข ก็เป็นเรื่องปกติที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามนั้นจะถูกเผยให้เห็นอยู่เป็นประจำ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะแก้ไขได้ นั่นคือเจ้าต้องแสวงหาความจริงและทุ่มเทความพยายามจนกระทั่งเจ้าเข้าใจความจริงโดยแท้จริง และสามารถมองทะลุไปถึงแก่นแท้ของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้ แล้วเจ้าก็จะสามารถเกลียดชังซาตานและเกลียดชังเนื้อหนังของเจ้าได้ และในหนทางนี้ เจ้าย่อมจะนำความจริงไปปฏิบัติได้โดยง่าย เมื่อเจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ สิ่งที่เจ้าเผยออกมาก็จะไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทราม แต่กลับเป็นการเผยมโนธรรม เหตุผล และความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ดังนั้น มีเพียงการแสวงหาความจริงเท่านั้นที่จะทำให้เจ้าสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้ การพึ่งพาการควบคุมตนเอง การยับยั้งชั่งใจ และการบ่มวินัยตนเองไม่ใช่วิธีการที่ดี และไม่สามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้เลย

แล้วเจ้าจะแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้อย่างไร? ก่อนอื่นเจ้าต้องตระหนักและชำแหละต้นกำเนิดของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ จากนั้นก็หาวิธีการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน จงดูเรื่องที่เราเพิ่งยกเป็นตัวอย่าง คนคนนี้คิดว่าภาพวาดของเขาสมบูรณ์แบบ แต่ท้ายที่สุดใครบางคนที่เข้าใจเรื่องการวาดภาพก็บอกว่าภาพนี้มีข้อบกพร่องมากมาย พวกเขาจึงไม่มีความสุข และรู้สึกว่าความเชื่อมั่นในตนเองของพวกเขาถูกละเมิด เมื่อความเชื่อมั่นในตนเองของเจ้าถูกละเมิด และเมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าถูกเผย จะสามารถทำเช่นไรได้บ้าง? คนอื่นๆ นำเสนอแนวคิดและทัศนคติที่ต่างออกไป หากเจ้าไม่สามารถยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้ เจ้าจะทำอย่างไรได้บ้าง? บางคนไม่สามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขา ก่อนอื่นพวกเขาก็วิเคราะห์ว่า “พวกเขาหมายความว่าอย่างไร? พวกเขากำลังมุ่งสิ่งนั้นมาที่ฉันหรือ? นี่เป็นเพราะวันก่อนฉันทำหน้าบึ้งตึงใส่พวกเขา วันนี้พวกเขาเลยอยากเอาคืนฉันหรือ? ถ้าพวกเขากำลังมุ่งสิ่งนั้นมาที่ฉัน อย่างนั้นฉันก็จะไม่ปล่อยผ่าน ตาต่อตา ฟันต่อฟันไปเลย ถ้าพวกเขาจะไม่ใจดีกับฉัน ฉันก็จะไม่ยุติธรรมกับพวกเขา ฉันต้องเอาคืน!” นี่เป็นการเผยประเภทใด? นี่ยังคงเป็นการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ในทางปฏิบัตินั้น การเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามประเภทนี้แสดงให้เห็นถึงความโน้มเอียงและเจตนาที่จะเอาคืน โดยแก่นแท้แล้วแนวทางการปฏิบัติตนเช่นนี้มีลักษณะเช่นไร? ไม่ใช่ลักษณะที่มุ่งร้ายหรอกหรือ? ในการนี้มีธรรมชาติที่มุ่งร้ายอยู่ หากผู้คนไม่มีธรรมชาติที่มุ่งร้าย พวกเขาจะคิดเอาคืนหรือไม่? พวกเขาย่อมจะไม่คิดถึงเรื่องนี้ มีเพียงตอนที่พวกเขาคิดเอาคืนเท่านั้นที่คำพูดเช่นนี้จะพรั่งพรูออกจากพวกเขา “คุณบอกว่าฉันวาดรูปไม่สวยเช่นนั้นหรือ? คุณวาดรูปได้แย่กว่าฉันแถมงานของคุณก็มีปัญหามากกว่า! ไม่มีใครอยากดูงานพวกนั้นด้วยซ้ำ!” คำพูดดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร? นี่เป็นการโจมตีประเภทหนึ่ง เจ้าคิดอย่างไรกับแนวทางการปฏิบัติตนเช่นนั้น? การโจมตีและการเอาคืนนั้นเป็นบวกหรือเป็นลบ? สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่น่ายกย่องหรือเป็นเรื่องเสื่อมเสีย? เห็นได้ชัดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นลบและเป็นเรื่องเสื่อมเสีย การโจมตีและการเอาคืนเป็นการกระทำและการเผยให้เห็นจำพวกหนึ่งที่เกิดจากธรรมชาติอันมุ่งร้ายเยี่ยงซาตาน นี่ยังเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามประเภทหนึ่งอีกด้วย ผู้คนคิดเช่นนี้ว่า “หากเธอร้ายกับฉัน เช่นนั้นแล้ว ฉันก็จะทำไม่ดีกับเธอ! หากเธอไม่ปฏิบัติต่อฉันอย่างมีศักดิ์ศรี เหตุใดฉันจะปฏิบัติต่อเธออย่างมีศักดิ์ศรี?” นี่คือการคิดแบบไหนกัน? ไม่ใช่วิธีคิดเอาคืนหรอกหรือ? ในทัศนะของบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง นี่มิใช่มุมมองที่สมเหตุสมผลหรอกหรือ? มุมมองเช่นนี้ฟังไม่ขึ้นมิใช่หรือ? “ฉันจะไม่เล่นงาน หากฉันไม่ถูกเล่นงาน หากฉันถูกเล่นงาน แน่นอนว่าฉันจะเล่นงานกลับ” และ “ให้ทุกข์ย่อมได้ทุกข์”—ผู้ไม่มีความเชื่อมักจะกล่าวคำเหล่านี้ ในหมู่พวกเขา เหล่านี้คือเหตุผลทั้งหมดที่ถูกต้องและคล้อยตามมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์ แต่ทว่าบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริงควรมีทัศนะเช่นไรต่อคำพูดเหล่านี้? แนวคิดเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่) เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง? แนวคิดเหล่านี้ควรได้รับการแยกแยะอย่างไร? สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากไหน? (จากซาตาน) สิ่งเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากซาตาน ข้อนี้ไม่ต้องสงสัยเลย สิ่งเหล่านี้มาจากอุปนิสัยส่วนใดของซาตาน? สิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติอันมุ่งร้ายของซาตาน สิ่งเหล่านี้บรรจุน้ำพิษ และบรรจุใบหน้าที่แท้จริงของซาตานในความมุ่งร้ายและความอัปลักษณ์ของมันทั้งหมด สิ่งเหล่านี้บรรจุแก่นแท้ธรรมชาติประเภทนี้เอาไว้ ทัศนคติ ความคิด การเผย คำพูด และแม้แต่การกระทำที่มีแก่นแท้ธรรมชาติประเภทนั้นมีลักษณะอย่างไร? นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย—นี่คืออุปนิสัยของซาตาน สิ่งทั้งหลายเยี่ยงซาตานเหล่านี้ตรงตามพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? แง่มุมเหล่านี้อยู่ในแนวเดียวกับความจริงหรือไม่? แง่มุมเหล่านี้มีพื้นฐานตามพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? (ไม่) แง่มุมเหล่านี้คือการกระทำที่บรรดาผู้ติดตามพระเจ้าควรทำ และความคิดและทัศนคติที่พวกเขาควรครองหรือไม่? ความคิดและแนวทางการปฏิบัติตนเหล่านี้ตรงตามความจริงหรือไม่? (ไม่) ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่ตรงตามความจริง แล้วสิ่งเหล่านี้ตรงตามมโนธรรมและเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่? (ไม่) ตอนนี้เจ้าสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ตรงตามความจริงหรือตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ก่อนหน้านี้พวกเจ้าคิดว่าแนวทางการปฏิบัติตนและความคิดเหล่านี้เหมาะสม นำเสนอได้ และมีหลักเกณฑ์ยึดถือใช่หรือไม่? (ใช่) ความคิดและทฤษฎีเยี่ยงซาตานเหล่านี้ถือครองตำแหน่งสำคัญในหัวใจของผู้คน ชี้นำความคิด มุมมอง ความประพฤติ และแนวทางในการปฏิบัติตน รวมไปถึงสภาวะนานาประการของพวกเขา แล้วผู้คนจะสามารถเข้าใจความจริงได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน ในทางกลับกัน—ผู้คนไม่ได้ปฏิบัติและยึดถือสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาคิดว่าถูกต้องราวกับสิ่งเหล่านี้คือความจริงหรอกหรือ? หากสิ่งเหล่านี้คือความจริง แล้วเหตุใดการยึดติดกับสิ่งเหล่านี้จึงไม่แก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าเล่า? เหตุใดการยึดติดกับสิ่งเหล่านี้จึงไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในตัวเจ้า แม้ว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้วก็ตาม? เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อหยั่งรู้ปรัชญาที่มาจากซาตานเหล่านี้ได้? เจ้ายังคงยึดถือปรัชญาเยี่ยงซาตานเหล่านี้ราวกับเป็นความจริงใช่หรือไม่? หากเจ้ามีวิจารณญาณอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วเจ้ายังไม่พบรากเหง้าของปัญหาทั้งหลายอีกหรือ? เพราะสิ่งที่เจ้ายึดถือไม่เคยเป็นความจริง—กลับเป็นเหตุผลวิบัติและปรัชญาเยี่ยงซาตาน—ปัญหาก็อยู่ตรงนั้นนั่นเอง พวกเจ้าทุกคนควรเดินตามเส้นทางนี้เพื่อตรวจสอบและพินิจพิเคราะห์ตนเอง ดูว่าสิ่งใดภายในตัวพวกเจ้าที่พวกเจ้าคิดว่ามีหลักยึดถือ ตรงตามสำนึกโดยทั่วไปและปัญญาทางโลก และเป็นสิ่งที่พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้านำมาเสนอได้—ทั้งความคิด มุมมอง แนวทางการปฏิบัติตน และรากฐานทั้งหลายที่ไม่ถูกต้องซึ่งในหัวใจของพวกเจ้าได้ปฏิบัติราวกับสิ่งเหล่านี้เป็นความจริงไปแล้ว และพวกเจ้าไม่คิดว่าเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทราม จงขุดหาสิ่งเหล่านี้ต่อไป ยังมีอีกมากทีเดียว หากพวกเจ้าขุดสิ่งทั้งหลายที่เสื่อมทรามและเป็นลบเหล่านี้ออกมาจนหมด ชำแหละสิ่งเหล่านี้จนพวกเจ้ามีวิจารณญาณ และสามารถละวางสิ่งเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้ว อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเจ้าย่อมจะได้รับการแก้ไขโดยง่าย และพวกเจ้าจะสามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์

ย้อนกลับมาที่ตัวอย่างก่อนหน้านี้ เมื่อจิตรกรได้ยินผู้อื่นประเมินงานของพวกเขาทั้งที่เป็นลบและน่ายินดี การตอบกลับที่ถูกต้องซึ่งมีพฤติกรรมและการพรั่งพรูที่มีทั้งความเป็นมนุษย์และความมีเหตุมีผลนั้นเป็นแบบใด? เราเพิ่งกล่าวไปว่า ความคิดทั้งหลายในตัวผู้คน ไม่ว่าพวกเขาคิดว่าเป็นความคิดที่ถูกหรือผิดนั้นล้วนมาจากซาตาน มาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา ความคิดเหล่านั้นไม่ถูกต้อง และไม่ใช่ความจริง ไม่ว่าเจ้าคิดว่าถูกต้องอย่างไร หรือคิดว่าผู้อื่นเห็นชอบในความคิดของเจ้ามากแค่ไหน ความคิดเหล่านั้นก็ไม่ได้มาจากความจริง สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่การเผยหรือการใช้ชีวิตตามความเป็นจริงความจริง และความคิดเหล่านั้นก็ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า แล้วที่จริงเจ้าควรปฏิบัติต่อเรื่องนี้ด้วยความมีเหตุมีผลและความเป็นมนุษย์อย่างไร? อันดับแรก จงอย่ามีความรู้สึกอิ่มเอมใจกับคำพูดชมเชยที่ผู้อื่นมอบแก่เจ้า นั่นเป็นสภาวะประเภทหนึ่ง นอกจากนี้ จงอย่ารังเกียจหรือเกลียดชังสิ่งไม่ดีทั้งหลายที่คนอื่นพูดถึงเจ้า นับประสาอะไรกับการมีสภาวะจิตใจที่มุ่งร้ายและคิดเอาคืน ไม่ว่าพวกเขาชมเชยเจ้าหรือไม่ หรือพวกเขาพูดสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับเจ้า เจ้าก็ต้องมีท่าทีที่ถูกต้องในหัวใจของเจ้า ท่าทีประเภทใด? ก่อนอื่นเจ้าต้องสงบใจของตนเอาไว้ แล้วพูดกับพวกเขาว่า “การวาดภาพเป็นเพียงงานอดิเรกตามประสามือสมัครเล่นของฉัน ฉันรู้ระดับฝีมือตัวเอง ไม่ว่าคุณพูดอย่างไร ฉันก็สามารถปฏิบัติต่อคุณได้อย่างถูกต้อง เราอย่าคุยเรื่องการวาดภาพกันเลย ฉันไม่สนใจในเรื่องนั้น สิ่งที่ฉันสนใจคือคุณสามารถบอกฉันได้ไหมว่า ฉันมีการเผยความเสื่อมทรามตรงไหนที่ฉันยังไม่ตระหนักและที่ฉันไม่รู้ เรามาสามัคคีธรรมและสืบค้นเรื่องพวกนี้กันเถิด ให้เราสองคนได้มีประสบการณ์กับการเติบโตในการเข้าสู่ชีวิต และมีการเข้าสู่ที่ลึกซึ้งมากขึ้นกันเถิด—แบบนั้นคงจะยอดเยี่ยมทีเดียว! การเสวนาเรื่องภายนอกนั้นมีประโยชน์อะไร? การนั้นไม่สามารถช่วยผู้คนให้ทำหน้าที่ของพวกเขาให้ดีได้ ไม่ว่าคุณบอกว่าภาพวาดของฉันดีหรือแย่ ฉันก็ไม่ใส่ใจเลยจริงๆ หากคุณชมภาพวาดของฉัน คุณจะไม่มีเจตนาแอบแฝงใช่ไหม? คุณไม่ได้ต้องการใช้ให้ฉันทำอะไรบางอย่างเพื่อคุณใช่ไหม? หากคุณต้องการให้ฉันช่วยคุณจัดการเรื่องต่างๆ ฉันก็จะช่วยเหลือในสิ่งที่ฉันทำได้โดยไม่คิดค่าตอบแทน หากฉันช่วยไม่ได้ ฉันก็สามารถให้ข้อเสนอแนะบางอย่างกับคุณได้ ไม่จำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์กับฉันในหนทางนี้ นี่เป็นเรื่องที่หน้าซื่อใจคด และทำให้ฉันรู้สึกขยะแขยงและคลื่นไส้! หากคุณบอกว่าภาพวาดของฉันแย่ คุณก็กำลังพยายามทดลองฉัน และทำให้ฉันต้องตกอยู่ในการทดลองใช่หรือไม่? คุณต้องการให้ฉันแสดงความหัวร้อน แล้วคิดเอาคืนและโจมตีคุณใช่หรือไม่? ฉันจะไม่ทำเช่นนั้น ฉันไม่โง่ขนาดนั้น ฉันจะไม่หลงกลซาตาน” เจ้าคิดอย่างไรกับท่าทีเช่นนั้น? (นั่นเป็นท่าทีที่ดี) แนวทางการปฏิบัติตนเช่นนี้เรียกว่าอะไร? สิ่งนี้เรียกว่าการตอบโต้ซาตาน คนบางคนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นไม่มีอะไรทำ และพูดสิ่งที่ไร้ประโยชน์ทุกรูปแบบว่า “เฮ้อ อาชีพเก่าของคุณรุ่งเรืองมาก นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ใครบางคนอิจฉาแล้ว!” “โอ๊ย! ดูสิว่าคุณสวยแค่ไหน! ใบหน้าของคุณเป็นตัวอย่างของคนที่มีโหงวเฮ้งดี” พวกเขาเฝ้ามองคนที่มีอำนาจ คนที่มีรูปลักษณ์งดงาม หรือคนที่พอจะเป็นประโยชน์กับพวกเขาได้ จากนั้นก็เกาะแกะอยู่ใกล้คนเหล่านั้นไม่ห่าง ทำตัวสอพลอ ยกย่องสรรเสริญ และประจบประแจงคนเหล่านั้น พวกเขาใช้วิธีการที่น่าดูหมิ่นและไร้ยางอายทุกรูปแบบเพื่อสนองเจตนาและความปรารถนาที่เก็บงำไว้ของตนเอง สิ่งนี้ไม่น่ารังเกียจหรอกหรือ? (น่ารังเกียจ) แล้วเมื่อเจ้าบังเอิญเจอคนประเภทนี้ เจ้าควรปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร? การทำตัวตาต่อตา ฟันต่อฟันนั้นถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูกต้อง) หากเจ้าไม่มีเวลา ก็เพียงใช้คำพูดที่กร้าวกระด้างโต้ตอบพวกเขาไปสักสองสามคำและทำให้พวกเขาอับอาย เจ้าสามารถพูดได้ว่า “ทำไมคุณช่างน่าเบื่อเหลือเกิน? คุณไม่มีเรื่องที่จะต้องใส่ใจแล้วหรือ? การซุบซิบนินทาในเรื่องแบบนั้นมีประโยชน์อะไร?” หากเจ้าคิดว่าคำพูดประจบประแจงของพวกเขาตื้นเขินและน่าสะอิดสะเอียนเกินไป เจ้าไม่ชอบฟัง และเจ้าไม่มีเวลาที่จะต่อความยาวสาวความยืด เช่นนั้นก็ตอบกลับไปด้วยสองสามประโยคนี้แล้วจบ หากเจ้ามีเวลา เช่นนั้นก็จงสามัคคีธรรมกับพวกเขา เมื่อพูดถึงสามัคคีธรรม ในที่นี้ย่อมไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ไม่มีความหัวร้อนหรือความเป็นธรรมชาติ ไม่มีการโจมตีหรือการเอาคืน ไม่มีความเกลียดชัง และไม่มีสิ่งที่ผู้คนดูหมิ่น—สิ่งทั้งหลายที่เจ้าเผยต้องตรงตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ต้องตรงตามมโนธรรมและเหตุผล ต้องมีความเป็นจริงความจริง ต้องสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ รวมถึงต้องสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ทั้งหมดนี้คือการเผยที่เป็นบวก แล้วการเผยที่เป็นลบมีอะไรบ้าง? ลองสรุปออกมาเถิด (การเอาคืน การโจมตี การใช้ตาต่อตา ฟันต่อฟัน) การเอาคืน การโจมตี การใช้ตาต่อตา ฟันต่อฟัน และแนวคิดที่โดยดั้งเดิมแล้วผู้คนคิดว่าถูกต้อง อย่างเช่น “ให้ทุกข์ย่อมได้ทุกข์” และ “ฉันต้องการเป็นสุภาพบุรุษผู้ซื่อตรง ฉันไม่ต้องการเป็นคนที่น่าดูหมิ่นหรือคนหน้าซื่อใจคด” สิ่งเหล่านี้ที่ผู้คนคิดว่าถูกต้องนั้นตรงตามความจริงหรือไม่? (ไม่) สิ่งเหล่านี้ควรค่าแก่การตรวจสอบ สิ่งทั้งหลายที่เรียบง่าย ชัดเจน และมองเห็นได้ง่ายในทันทีนั้นแยกแยะได้ง่ายกว่ากันเล็กน้อย ส่วนสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนส่วนมากมองไม่เห็น ซึ่งหลายคนคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีนั้น—ผู้คนไม่หยั่งรู้สิ่งเหล่านี้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่พวกเขาจะปฏิบัติและยึดตามสิ่งเหล่านี้ราวกับเป็นความจริง ในการยึดตามสิ่งเหล่านี้ ผู้คนคิดว่าสิ่งที่พวกเขาใช้ในการดำเนินชีวิตคือความเป็นจริงความจริงและความเป็นมนุษย์ที่ปกติ พวกเขาคิดว่าตนเองช่างเพียบพร้อม ดี ยุติธรรมและมีเกียรติ ช่างเปิดกว้างและตรงไปตรงมา การนำเอาสิ่งทั้งหลายที่เป็นความหัวร้อน เป็นธรรมชาติ เป็นเรื่องทางเนื้อหนัง จริยธรรม และศีลธรรมมาแทนที่ความจริงและดำเนินชีวิตตามสิ่งเหล่านี้ราวกับเป็นความเป็นจริงความจริงนั้นเป็นความผิดพลาดที่ผู้คนส่วนมากมีแนวโน้มจะกระทำ นั่นเป็นสิ่งที่แม้แต่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีก็ไม่สามารถแยกแยะได้ ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเกือบทุกคนต้องก้าวผ่านช่วงเวลานี้ และมีเพียงผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นที่สามารถรอดพ้นจากแนวคิดที่ผิดพลาดนี้มาได้ ดังนั้นผู้คนจึงต้องตระหนักและตรวจสอบให้ลึกลงไปในสิ่งเหล่านี้ที่มาจากความเลือดร้อนและมาจากความเป็นธรรมชาติ หากเจ้าสามารถมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งและแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ บางสิ่งที่เจ้าเผยให้เห็นเป็นปกติก็จะตรงตามความเป็นจริงความจริง การปฏิบัติความจริงนั้นสัมฤทธิ์ได้ด้วยความเป็นมนุษย์ที่ปกติ การปฏิบัติความจริงเป็นเพียงมาตรฐานเดียวที่พิสูจน์ว่าใครบางคนมีมโนธรรมและเหตุผล ไม่ว่าพวกเขาปฏิบัติความจริงมากแค่ไหนก็ล้วนเป็นบวกทั้งสิ้น นี่ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างแน่นอน นับประสาอะไรกับการปฏิบัติตนด้วยความหัวร้อน หากใครบางคนทำให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจมาก่อน และเจ้าปฏิบัติต่อพวกเขาในแบบเดียวกัน สิ่งนี้ตรงตามหลักธรรมความจริงหรือไม่? หากเจ้าพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อคิดเอาคืนหรือลงโทษพวกเขาเพราะพวกเขาทำให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจ—ทำให้เจ้าเจ็บปวดแสนสาหัส—ถ้าอ้างอิงตามผู้ไม่มีความเชื่อ นี่ย่อมเป็นธรรมและสมเหตุสมผล และไม่มีสิ่งใดให้ติเตียนได้ ทว่านี่คือแนวทางปฏิบัติตนประเภทใดหรือ? นี่คือความหัวร้อน พวกเขาทำให้เจ้าเจ็บปวด ซึ่งแนวทางการปฏิบัติตนนี้เป็นการเผยธรรมชาติอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน แต่หากเจ้าคิดเอาคืนพวกเขา แนวทางการปฏิบัติตนของเจ้าก็เหมือนพวกเขามิใช่หรือ? วิธีคิด จุดเริ่มต้น และแหล่งที่มาเบื้องหลังการเอาคืนของเจ้าย่อมเหมือนกับพวกเขา ไม่มีสิ่งใดที่ต่างกันเลย เพราะฉะนั้น แน่นอนว่าการกระทำของเจ้าย่อมมีลักษณะเยี่ยงซาตาน หัวร้อน เป็นธรรมชาติ เนื่องจากนี่เป็นการกระทำเยี่ยงซาตานและความหัวร้อน เจ้าไม่ควรเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติตนของเจ้าหรอกหรือ? แหล่งที่มา เจตนา และแรงจูงใจเบื้องหลังการกระทำของเจ้าควรเปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่? (ใช่) เจ้าจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้อย่างไร? หากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าเป็นเรื่องเล็กน้อย แม้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้เจ้าไม่สบายใจ แต่หากสิ่งนั้นไม่ไปพาดพิงถึงผลประโยชน์ของตัวเจ้าเอง หรือทำให้เจ้าเจ็บปวดแสนสาหัส หรือทำให้เจ้าเกลียดชังสิ่งนั้น หรือทำให้เจ้ายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อคิดเอาคืน เช่นนั้นเจ้าก็สามารถละวางความเกลียดชังของเจ้าลงได้โดยไม่พึ่งพาความหัวร้อน แต่เจ้าสามารถพึ่งพาความมีเหตุมีผลและความเป็นมนุษย์ของตนเองเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและสงบใจ เจ้าสามารถอธิบายเรื่องนี้ต่อคู่กรณีของเจ้าได้อย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ อีกทั้งแก้ไขความเกลียดชังของเจ้าได้ แต่หากความเกลียดชังนี้ล้ำลึกเกินไป เช่นนั้นเจ้าก็ย่อมไปถึงจุดที่ต้องการเอาคืนและรู้สึกเกลียดชังอย่างรุนแรง เช่นนั้นแล้ว เจ้ายังสามารถใช้ความอดกลั้นได้หรือไม่? เมื่อเจ้าสามารถไม่พึ่งพาความหัวร้อน และสามารถกล่าวได้อย่างสงบใจว่า “ฉันต้องมีเหตุมีผล ฉันต้องใช้ชีวิตด้วยมโนธรรมและเหตุผลของฉัน และใช้ชีวิตด้วยหลักธรรมความจริง ฉันไม่สามารถตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว ฉันต้องตั้งมั่นในคำพยานของฉันและทำให้ซาตานอับอาย” นี่ไม่ใช่สภาวะที่ต่างออกไปหรือ? (นี่คือสภาวะที่ต่างออกไป) เมื่อก่อนนั้นพวกเจ้ามีสภาวะประเภทใด? หากใครบางคนขโมยของบางอย่างของเจ้า หรือรับประทานอาหารบางอย่างของเจ้า เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นความเกลียดชังที่ลึกซึ้งและหนักหนา ดังนั้นเจ้าจะไม่คิดว่าเจ้าจำเป็นต้องไปโต้เถียงกับพวกเขาจนหน้าดำหน้าแดงเพราะเรื่องนี้—สิ่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้า และไม่คุ้มค่าที่จะทำเช่นนั้น ในสถานการณ์ประเภทนี้ เจ้าสามารถรับมือเรื่องนี้ได้อย่างมีเหตุมีผล การสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างมีเหตุมีผลนั้นเทียบเท่ากับการปฏิบัติความจริงหรือไม่? สิ่งนี้เทียบเท่ากับการมีความเป็นจริงความจริงในเรื่องนี้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ใช่ ความมีเหตุมีผลและการปฏิบัติความจริงเป็นสองสิ่งที่แยกจากกัน หากเจ้าเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่ทำให้เจ้าฉุนเฉียวเป็นพิเศษ แต่เจ้าสามารถจัดการสิ่งนั้นได้อย่างมีเหตุมีผลและสงบใจ ไร้ซึ่งการเผยความหัวร้อนหรือความเสื่อมทราม—การนี้พึงให้เจ้าเข้าใจหลักธรรมความจริงและพึ่งพาปัญญาในการจัดการสิ่งนั้น ในสถานการณ์ดังกล่าว หากเจ้าไม่อธิษฐานถึงพระเจ้าหรือแสวงหาความจริง ความหัวร้อนย่อมจะเกิดขึ้นในตัวเจ้าอย่างง่ายดาย—หรือแม้กระทั่งความรุนแรง หากเจ้าไม่แสวงหาความจริง เพียงแต่นำวิธีการของมนุษย์มาใช้ และจัดการเรื่องนั้นตามความชอบใจส่วนตน เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถแก้ไขสิ่งนี้ได้ด้วยการประกาศคำสอนเพียงเล็กน้อยหรือการนั่งลงและตีแผ่หัวใจของเจ้า การนี้ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก

ขณะนี้ สิ่งที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมล้วนพาดพิงถึงปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและธรรมชาติอันเสื่อมทรามของผู้คน คนบางคนเกิดมาพร้อมพื้นอารมณ์ที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา เมื่อผู้อื่นก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของพวกเขา หรือพูดสิ่งที่ไม่รื่นหูใส่พวกเขา พวกเขาก็หัวเราะออกมาและปล่อยผ่านไป คนบางคนใจแคบและไม่สามารถปล่อยผ่านได้ พลางแบกความคับแค้นฝังใจไปตลอดชีวิต ผู้คนสองประเภทนี้ คนแบบใดที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม? อันที่จริงพวกเขาทั้งคู่ต่างก็มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เพียงแต่พื้นอารมณ์ตามธรรมชาติของพวกเขาแตกต่างกัน พื้นอารมณ์ไม่สามารถส่งผลต่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนคนหนึ่ง อีกทั้งไม่ได้กำหนดความลึกของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา การเลี้ยงดู การศึกษา และรูปการณ์แวดล้อมทางครอบครัวของผู้คนไม่ได้กำหนดว่าพวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามถลำลึกแค่ไหน ดังนั้นแล้ว ความถลำลึกนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนศึกษาหรือไม่? คนบางคนกล่าวว่า “ฉันศึกษาด้านวรรณกรรมและอ่านหนังสือมามากมาย ฉันมีรสนิยมที่ดีและได้รับการอบรมสั่งสอน ดังนั้น ความสามารถในการยับยั้งตนเองของฉันจึงแข็งแกร่งกว่าผู้อื่น ฉันเข้าใจผู้คนได้ดีกว่าผู้อื่น และใจฉันก็กว้างกว่าผู้อื่น เมื่อฉันเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ ฉันก็มีหนทางในการแก้ไขสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันก็อาจจะไม่ถลำลึกมากนัก” บางคนกล่าวว่า “ฉันร่ำเรียนด้านดนตรี ดังนั้นฉันจึงเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ ดนตรีช่วยยกระดับจิตวิญญาณของผู้คนและชำระจิตวิญญาณของพวกเขาให้บริสุทธิ์ ตัวโน้ตแต่ละตัวส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณของผู้คน จิตวิญญาณของพวกเขานั้นได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และเกิดความเปลี่ยนแปลง การฟังดนตรีที่ต่างกันทำให้จิตใจของผู้คนอยู่ในสภาวะที่แตกต่างกัน และทำให้เกิดอารมณ์ที่แตกต่างกัน เมื่อฉันอยู่ในอารมณ์ที่เป็นลบ ฉันก็ฟังเพลงเพื่อแก้ไขอารมณ์ที่เป็นลบนั้น แล้วอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันก็ค่อยๆ เบาบางลงขณะที่ฉันฟังเพลง ในขณะที่ความสามารถทางดนตรีของฉันพัฒนาขึ้น ธรรมชาติอันเสื่อมทรามของฉันก็ค่อยๆ ได้รับการแก้ไขด้วยเช่นกัน” คนบางคนที่ร้องเพลงกล่าวว่า “บทเพลงที่รื่นรมย์สามารถนำความสุขมาสู่จิตวิญญาณของผู้คนได้ ยิ่งฉันร้องเพลงมากเท่าไร เสียงของฉันก็ยิ่งวิเศษมากขึ้น ทักษะในการร้องเพลงของฉันก็ยอดเยี่ยมมากขึ้น และฉันก็มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้สภาวะของฉันดีขึ้นด้วย ขณะที่สภาวะของฉันดีขึ้นเรื่อยๆ นั้น อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันจะไม่น้อยลงไปทุกทีหรอกหรือ?” พวกเจ้าคิดว่าเป็นเช่นนี้หรือไม่? (ไม่) ดังนั้น ผู้คนมากมายจึงมีแนวคิดที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความรู้และความเข้าใจในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามตนเอง เมื่อพวกเขาได้รับการศึกษาเล็กน้อย พวกเขาก็คิดว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองย่อมจะลดลง ผู้สูงอายุบางคนถึงกับคิดว่า “ตอนที่อายุยังน้อยฉันทนทุกข์มามากมาย และชีวิตก็เรียบง่ายเหลือเกิน ฉันมุ่งเก็บหอมรอมริบและไม่ใช้เงินสิ้นเปลือง ไม่ว่าฉันทำงานอะไร ฉันก็สะอาดหมดจด และคำพูดของฉันก็สุภาพอ่อนโยน ฉันพูดตรงไปตรงมาและเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยา ดังนั้นฉันจึงไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามมากขนาดนั้น คนหนุ่มสาวบางคนได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมทางสังคมของพวกเขา พวกเขาใช้ยาเสพติด และไล่ตามไขว่คว้ากระแสชั่ว พวกเขาได้รับผลกระทบจากบรรยากาศทางสังคมอย่างรุนแรง และถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างหนัก!” ความรู้และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ทำให้ผู้คนมีความรู้สึกและอคติที่แตกต่างกันในเรื่องแก่นแท้อันเสื่อมทรามและธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขา ความรู้สึกและอคติเหล่านี้ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า ถึงแม้พวกเขาจะมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ถึงแม้พวกเขาจะโอหัง คิดว่าตนเองถูก และเป็นกบฏ พฤติกรรมส่วนใหญ่ของพวกเขาก็ยังคงดีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้คนสามารถรักษากฎเกณฑ์ ก็ย่อมมีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เป็นปกติและเป็นระเบียบ และสามารถพูดคำสอนฝ่ายวิญญาณบางอย่างได้ พวกเขาก็ถึงกับปักใจเชื่อยิ่งกว่าเดิมว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในเส้นทางของการเชื่อในพระเจ้า และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาส่วนใหญ่ก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ถึงกับมีคนบางคนที่เมื่อสภาวะของพวกเขาไม่ได้ย่ำแย่มากนัก เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ของตน หรือเมื่อพวกเขาทำบางสิ่งบางอย่างสำเร็จลุล่วง ก็คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายวิญญาณแล้ว คิดว่าตนเองเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ซึ่งได้รับการทำให้เพียบพร้อมและได้รับการชำระให้สะอาดแล้ว และคิดว่าพวกเขาไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอีกต่อไป ความคิดดังกล่าวของผู้คนไม่ใช่ความเข้าใจผิดนานาประการที่เกิดขึ้นภายใต้รูปการณ์แวดล้อมของการไม่รู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของตนอย่างแท้จริงหรอกหรือ? (นี่คือความเข้าใจผิด) ความเข้าใจผิดเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคที่ใหญ่หลวงที่สุดในการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและความลำบากยากเย็นของผู้คนหรอกหรือ? นี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่หลวงที่สุด เป็นอุปสรรคที่ผู้คนจัดการได้ยากที่สุด

พวกเจ้าเข้าใจสิ่งที่พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงในวันนี้หรือไม่? พวกเจ้าจับความเข้าใจองค์ประกอบสำคัญได้หรือยัง? หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนไม่ได้รับการแก้ไข พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ หากพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใด หรือแก่นแท้ธรรมชาติเยี่ยงซาตานของตัวเองเป็นเช่นไร เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะสามารถยอมรับได้อย่างแท้จริงหรือว่าพวกเขาคือมนุษย์ผู้เสื่อมทราม? (ไม่ได้) หากผู้คนไม่สามารถยอมรับได้อย่างแท้จริงว่าพวกเขาเป็นพวกซาตาน ว่าพวกเขาเป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้เสื่อมทราม เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะสามารถกลับใจได้อย่างแท้จริงหรือ? (ไม่ได้) หากพวกเขาไม่สามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นพวกเขาก็อาจจะคิดอยู่บ่อยครั้งไม่ใช่หรือว่าตนเองไม่ได้ย่ำแย่มากนัก ว่าพวกเขามีศักดิ์ศรี มีตำแหน่งสูงส่ง ว่าพวกเขามีสถานะและมีเกียรติ? พวกเขาอาจจะมีความคิดและสภาวะเช่นนั้นอยู่บ่อยครั้งไม่ใช่หรือ? (ใช่) แล้วเหตุใดสภาวะเหล่านี้จึงปรากฏขึ้นมา? ทั้งหมดล้วนขมวดลงมาได้ในประโยคเดียว นั่นคือ หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนไม่ได้รับการแก้ไข เช่นนั้นหัวใจของพวกเขาก็ย่อมปั่นป่วนอยู่เสมอ และเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะมีสภาวะที่เป็นปกติ กล่าวคือ หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าไม่ได้รับการแก้ไขในบางแง่มุม ก็ย่อมเป็นเรื่องยากมากที่เจ้าจะเป็นอิสระจากอิทธิพลของสภาวะที่เป็นลบ และยากมากที่เจ้าจะเดินออกจากสภาวะที่เป็นลบนั้นได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าอาจจะคิดว่าสภาวะนี้ของเจ้าเหมาะสม ถูกต้อง และตรงตามความจริงเสียด้วยซ้ำ เจ้าจะยึดถือและยืนกรานในสภาวะนี้ และเจ้าติดกับดักอยู่ในสภาวะนี้ไปโดยธรรมชาติ ดังนั้น การจะเดินออกจากสภาวะนี้จึงจะเป็นเรื่องที่ยากมาก แล้ววันหนึ่ง เมื่อเจ้าเข้าใจความจริง เจ้าจะตระหนักว่าสภาวะประเภทนี้นำเจ้าไปสู่การเข้าใจผิดและต้านทานพระเจ้า และนำเจ้าไปสู่การต่อต้านและการพิพากษาของพระเจ้า จนถึงจุดที่เจ้ากังขาเรื่องพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง กังขาในพระราชกิจของพระเจ้า กังขาว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และกังขาว่าพระเจ้าคือความเป็นจริงและเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งอันเป็นบวกจริงหรือ เจ้าจะเห็นว่าสภาวะของเจ้าอันตรายมาก ผลที่ร้ายแรงนี้เกิดจากการที่เจ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับปรัชญา แนวคิด และทฤษฎีเยี่ยงซาตานเหล่านี้อย่างแท้จริง เวลานี้เท่านั้นที่เจ้าจะเห็นได้ว่าซาตานชั่วร้ายและมุ่งร้ายเพียงใด ซาตานค่อนข้างมีความสามารถในการชักพาผู้คนให้หลงผิดและทำให้เสื่อมทราม จนทำให้พวกเขาเดินบนเส้นทางของการต้านทานพระเจ้าและทรยศพระองค์ หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามไม่ได้รับการแก้ไข ผลที่ตามมาก็ย่อมร้ายแรง หากเจ้าสามารถที่จะมีความรู้เรื่องนี้ มีการตระหนักรู้เรื่องนี้ ก็ย่อมเป็นผลจากการที่เจ้าเข้าใจความจริง และเป็นผลจากการที่พระวจนะของพระเจ้าให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างกับเจ้าโดยสมบูรณ์ คนที่ไม่เข้าใจความจริงย่อมไม่สามารถมองทะลุไปถึงวิธีที่ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทราม วิธีที่มันชักพาผู้คนให้หลงผิดและต้านทานพระเจ้า ผลที่ตามมาของเรื่องนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ผู้คนมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า หากพวกเขาไม่รู้วิธีทบทวนตนเอง วิธีแยกแยะสิ่งทั้งหลายที่เป็นลบ หรือหยั่งรู้ปรัชญาเยี่ยงซาตาน เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่มีทางที่จะเป็นอิสระจากการชักพาให้หลงผิดและความเสื่อมทรามของซาตานได้ เหตุใดพระเจ้าจึงมีพระประสงค์ให้ผู้คนอ่านพระวจนะของพระองค์ให้มากขึ้น? ก็เพื่อที่จะให้ผู้คนเข้าใจความจริง มารู้จักตนเอง มองเห็นอย่างชัดเจนว่าสภาวะอันเสื่อมทรามของพวกเขาเกิดขึ้นมาจากอะไร รวมถึงเห็นว่าแนวคิด มุมมอง และวิธีการให้การพูด การประพฤติตน และการจัดการเรื่องต่างๆ ของพวกเขามาจากไหน เมื่อเจ้าเริ่มตระหนักว่ามุมมองที่เจ้ายึดถือเหล่านี้ไม่ตรงตามความจริง มุมมองเหล่านี้ขัดกับทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ และไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ต้องประสงค์ เมื่อพระเจ้าทรงมีข้อพึงประสงค์แก่เจ้า เมื่อพระวจนะของพระองค์มาถึงเจ้า และเมื่อสภาวะและสภาพจิตใจของเจ้าไม่อนุญาตให้เจ้านบนอบพระเจ้า และไม่นบนอบรูปการณ์แวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการเอาไว้ อีกทั้งไม่ทำให้เจ้าได้ใช้ชีวิตอย่างปลดปล่อยและเป็นอิสระอยู่ในการสถิตของพระเจ้าและทำให้พระองค์พอพระทัย—นี่ก็ล้วนพิสูจน์ว่าสภาวะที่เจ้ายึดถือนั้นผิด พวกเจ้าเคยบังเอิญเจอสถานการณ์ประเภทนี้มาก่อนหรือไม่ กล่าวคือ เจ้าใช้ชีวิตด้วยสิ่งทั้งหลายที่เจ้าคิดว่าเป็นบวก สิ่งที่เจ้าคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวเจ้ามากที่สุด แต่แล้วเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับเจ้าโดยไม่คาดคิด สิ่งที่เจ้าคิดว่าถูกต้องที่สุดก็มักจะไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นบวก—ในทางตรงกันข้าม สิ่งเหล่านั้นกลับทำให้เจ้าเกิดข้อกังขาต่อพระเจ้า ทิ้งให้เจ้าไร้เส้นทาง ทำให้เจ้าเข้าใจพระเจ้าผิด และทำให้เจ้าเกิดการต่อต้านพระเจ้า—พวกเจ้าเคยมีช่วงเวลาเช่นนั้นหรือไม่? (เคยมี) แน่นอนว่า เจ้าจะไม่ยึดถือสิ่งเหล่านั้นที่เจ้าคิดว่าผิดโดยแน่แท้ เจ้ายึดถือและยืนกรานในสิ่งที่เจ้าคิดว่าถูกต้องเท่านั้น พลางใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะเช่นนั้นเสมอ เมื่อวันหนึ่งเจ้าเข้าใจความจริง ตอนนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะตระหนักว่าสิ่งทั้งหลายที่เจ้ายึดถือไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก—สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง เป็นสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนคิดว่าดีแต่ไม่ใช่ความจริง กี่ครั้งกี่หนที่พวกเจ้าตระหนักและเริ่มรู้ตัวว่าสิ่งทั้งหลายที่เจ้ายึดถือนั้นไม่ถูกต้อง? หากในเวลาส่วนใหญ่พวกเจ้าตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ถูกต้อง แต่พวกเจ้าไม่คิดทบทวน และพวกเจ้าเกิดการต้านทานอยู่ในหัวใจ ไม่สามารถยอมรับความจริง และไม่สามารถเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งพวกเจ้าก็หาเหตุผลมาแก้ต่างให้ตนเองเสมอ—หากสภาวะที่ไม่ถูกต้องประเภทนี้ไม่ถูกแก้ไขให้กลับคืนมา ก็ย่อมเป็นอันตรายมาก การยึดถือสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอทำให้พวกเจ้าเกิดความโศกเศร้าได้ง่ายมาก ทำให้พวกเจ้าสะดุดและล้มลงได้อย่างง่ายดาย และนอกจากนี้ พวกเจ้าจะไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง เมื่อผู้คนโต้แย้งเพื่อตัวเองเสมอ นี่คือการกบฏ นี่หมายความว่าพวกเขาไม่มีเหตุผล ต่อให้พวกเขาไม่พูดออกมาดังๆ หากพวกเขายึดถือสิ่งนี้ในหัวใจของตน เช่นนั้นแล้วรากเหง้าของปัญหาก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข แล้วเมื่อไรเจ้าจึงจะสามารถไม่มาต่อต้านพระเจ้าได้? เจ้าต้องพลิกสภาวะของเจ้าให้กลับคืนมาและแก้ไขรากเหง้าปัญหาของเจ้าในเรื่องนี้ เจ้าต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าความผิดพลาดในมุมมองที่เจ้ายึดถือนั้นอยู่ที่ใดกันแน่ เจ้าต้องสืบเสาะเรื่องนี้ และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจึงจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง เจ้าย่อมจะไม่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า และเจ้าจะไม่มีการต่อต้านพระองค์เลย นับประสาอะไรกับการที่จะเกิดมโนคติอันหลงผิดในตัวเจ้า ในเวลานี้ ความเป็นกบฏในเรื่องนี้ของเจ้าจะได้รับการแก้ไข เมื่อความเป็นกบฏได้รับการแก้ไขและเจ้ารู้วิธีปฏิบัติตนให้ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า คราวนี้การกระทำของเจ้าย่อมจะเข้ากันได้กับพระเจ้ามิใช่หรือ? หากเจ้าเข้ากันได้กับพระเจ้าในเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้ว ทั้งหมดที่เจ้าทำย่อมจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์มิใช่หรือ? แนวทางของการกระทำและการปฏิบัติที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้านั้นไม่ตรงตามความจริงหรอกหรือ? ขณะที่เจ้าตั้งมั่นในเรื่องนี้ เจ้าย่อมกำลังใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง เมื่อเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง สิ่งที่เจ้าเผยและใช้ในการดำเนินชีวิตก็ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามอีกต่อไป เจ้าสามารถใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้ การนี้ย่อมง่ายที่เจ้าจะนำความจริงไปปฏิบัติ และเจ้าย่อมนบนอบได้อย่างแท้จริง ขณะนี้ ประสบการณ์ของพวกเจ้าส่วนใหญ่ยังไม่ถึงจุดนี้ ดังนั้นพวกเจ้าอาจจะไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าดีนัก และความเข้าใจของพวกเจ้าต่อพระวจนะเหล่านี้ก็ย่อมไม่ชัดเจน พวกเจ้าสามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้าได้ในทางทฤษฎี และดูเหมือนพวกเจ้าเข้าใจ แต่ก็ดูเหมือนพวกเจ้าไม่เข้าใจด้วยเช่นกัน ส่วนที่พวกเจ้าเข้าใจคือคำสอน และส่วนที่พวกเจ้าไม่เข้าใจก็คือส่วนที่เกี่ยวกับสภาวะและความเป็นจริง เมื่อประสบการณ์ของพวกเจ้าลึกซึ้งมากขึ้น พวกเจ้าก็จะมาเข้าใจพระวจนะเหล่านี้ และพวกเจ้าจะรู้วิธีนำพระวจนะเหล่านี้ไปปฏิบัติ ตอนนี้ไม่ว่าประสบการณ์ของเจ้าลึกซึ้งเพียงใด ความลำบากยากเย็นที่เจ้ามีจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้าก็มีอยู่ไม่น้อยอย่างแน่นอน แล้วเจ้าจะสามารถแก้ไขความลำบากยากเย็นเหล่านี้ได้อย่างไร? อันดับแรก เจ้าต้องคิดทบทวนสภาวะอันเสื่อมทรามที่เจ้าควรสืบค้น นั่นคือ สภาวะอันเสื่อมทรามนั้นมีแง่มุมที่ต่างกันอย่างไร? ใครอยากจะลองอธิบายแง่มุมเหล่านี้บ้าง? (สภาวะอันเสื่อมทรามประกอบด้วยห้าแง่มุม อันได้แก่แนวคิด มุมมอง ภาวะ อารมณ์ และจุดยืน) เมื่อเจ้าเข้าใจคำสอน เช่นนั้นแล้ว เวลาที่มีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าควรปฏิบัติและมีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร? (เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น พวกเราก็ควรไปตรวจสอบว่าท่าทีและแนวคิดที่พรั่งพรูออกจากพวกเรานั้นเกี่ยวข้องกับอุปนิสัยและธรรมชาติแบบใด มารู้ถึงชุดความคิด แนวคิด และมุมมองเหล่านี้ จากนั้นก็เริ่มแก้ไขสิ่งเหล่านั้นจากจุดนี้) เรื่องนี้ถูกต้อง หากเจ้ารู้จักสภาวะ ท่าที แนวคิด และมุมมองที่แท้จริงของตัวเองอย่างถี่ถ้วน เช่นนั้นปัญหานี้ก็ได้รับการแก้ไขไปแล้วครึ่งหนึ่ง จากนั้น ด้วยการแสวงหาความจริงและนำความจริงไปปฏิบัติ ความลำบากยากเย็นนี้ย่อมหมดไป

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger