การแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าเป็นเรื่องสำคัญ (ตอนที่หนึ่ง)
ในการสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นปกติกับพระเจ้า สิ่งสำคัญที่สุดคือคำถามที่ว่าจะปฏิบัติต่อพระวจนะของพระองค์อย่างไร ไม่ว่าพระเจ้าตรัสในลักษณะใด ไม่ว่าพระองค์ตรัสถึงประเด็นใดหรือตรัสในขอบเขตใด ข้อเท็จจริงก็คือทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรเข้าใจ และเป็นสิ่งที่พวกเขาควรมีพร้อม นอกจากนี้พระวจนะที่พระเจ้าตรัสนั้นอยู่ในขอบเขตของความคิดและจิตใจของมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็คือ ความสามารถที่มีมาแต่กำเนิดของมนุษย์นั้นเอื้อมถึงได้ พระวจนะของพระองค์เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ ไม่ว่าพระเจ้าตรัสหรือทรงทำสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงในคนคนหนึ่งหรือในการจัดการเตรียมการผู้คน เหตุการณ์ สิ่งทั้งหลาย หรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ของพระเจ้าก็ตาม ย่อมไม่เกินขอบเขตสติปัญญาที่มีมาแต่กำเนิดของมนุษย์หรือขอบข่ายความคิดของพวกเขา แต่เป็นสิ่งที่มีความเฉพาะเจาะจง ถ่องแท้ และเป็นจริง หากคนคนหนึ่งไม่สามารถเข้าใจการนี้ได้ พวกเขาย่อมจะมีปัญหาบางอย่าง นั่นหมายความว่าพวกเขามีขีดความสามารถที่อ่อนด้อยเกินไป ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม วิธีตรัสและกระแสเสียงของพระเจ้า แรงผลักดันในพระดำรัสของพระองค์ รวมถึงพระวจนะทั้งหมดที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้กับมนุษย์นั้นล้วนเป็นสิ่งที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าใจ และทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ นี่เป็นเพราะพระเจ้ากำลังตรัสกับมนุษย์ และสิ่งที่พระองค์ตรัสคือภาษามนุษย์ อีกทั้งในการแสดงพระวจนะเหล่านี้ พระองค์ทรงถ่ายทอดและจัดเตรียมภาษาพูดและคำศัพท์ที่มีความหลากหลายซึ่งมนุษย์สามารถเข้าใจและเข้าถึงได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แก่พวกเขา เพื่อให้ผู้คนที่ต่างความคิดและต่างมุมมอง ต่างระดับความสามารถในการอ่านเขียน อีกทั้งต่างภูมิหลังทางครอบครัวและการศึกษา สามารถจับใจความและเข้าใจพระวจนะของพระองค์ได้ทุกคน ในพระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสนี้มีบางสิ่งที่เจ้าควรเข้าใจ นั่นคือ ในพระวจนะของพระองค์ ไม่มีเรื่องใดที่เข้าใจยากหรือเป็นนามธรรมจนเกินไป ไม่มีพระวจนะใดที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้ ดังนั้นตราบใดที่ใครบางคนมีขีดความสามารถอยู่บ้าง อีกทั้งมุ่งเน้นการปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาย่อมสามารถบรรลุการเข้าใจความจริงและจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ได้ ความจริงทั้งหลายที่พระเจ้าทรงแสดงนั้นมาจากพระองค์เอง แต่รูปแบบภาษาที่พระองค์ทรงใช้ในการแสดงความจริงไปจนถึงสำนวนที่เฉพาะเจาะจงล้วนเป็นภาษามนุษย์ทั้งสิ้น พระวจนะของพระองค์ไม่ได้ออกนอกขอบเขตภาษามนุษย์เลย ไม่ว่าพระเจ้าทรงใช้รูปแบบใดในการตรัสพระวจนะของพระองค์ หรือทรงใช้วิธีการหรือกระแสเสียงแบบใดในการตรัส ไม่ว่าสำนวนโวหารของพระองค์มาจากทางตะวันตกหรือทางตะวันออก ไม่ว่าพระองค์ตรัสด้วยภาษาโบราณหรือภาษาสมัยใหม่ มีภาษาใดในพระดำรัสของพระองค์ที่มวลมนุษย์พบว่าไม่สามารถเข้าใจได้หรือไม่ใช่ภาษามนุษย์หรือไม่? (ไม่มี) จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครพบสิ่งเหล่านั้นเลย มีบางคนกล่าวว่า “เรื่องนั้นไม่ถูกต้อง ฉันเจออยู่สองคำ นั่นคือ ‘ความชอบธรรม’ และ ‘พระบารมี’” คำว่า “ความชอบธรรม” และ “พระบารมี” ทั้งสองคำเป็นการอธิบายหรือถ้อยแถลงที่เกี่ยวกับแง่มุมหนึ่งของแก่นแท้ของพระเจ้า แต่คำเหล่านี้ก็เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่มนุษย์ด้วยมิใช่หรือ? (ใช่ ทั้งสองเป็นที่แพร่หลาย) ไม่สำคัญว่าเจ้ามีความเข้าใจในคำสองคำนี้มากเพียงใด อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็สามารถหาคำจำกัดความพื้นฐานและดั้งเดิมที่สุดได้จากพจนานุกรม และด้วยการยกคำจำกัดความดั้งเดิมที่สุดเหล่านั้นขึ้นมาเปรียบเทียบกับแก่นแท้ของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น ในการผสมผสานดังกล่าว คำเหล่านี้จะเป็นรูปธรรมสำหรับมนุษย์มากขึ้นและไม่เป็นนามธรรมอีกต่อไป เมื่อผนวกกับการเปิดเผยข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และคำอธิบายที่มีมาอย่างยาวนานของคำเหล่านี้ในพระวจนะของพระเจ้า คำเหล่านี้ก็จะยิ่งเป็นรูปธรรมมากขึ้นสำหรับมนุษย์ทุกคน เป็นภาพที่กระจ่างชัดขึ้น เป็นจริงมากขึ้น เข้าใกล้แก่นแท้ การทรงมี และทรงเป็นของพระเจ้าที่ผู้คนควรรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น คำศัพท์และถ้อยแถลงเหล่านั้นที่เกี่ยวข้องกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าจึงดูไม่เป็นนามธรรมหรือล้ำลึกสำหรับพวกเจ้า เช่นนั้นแล้ว จงบอกเราทีเถิดว่า ในความจริงทั้งหลายที่กล่าวถึงการปฏิบัติตามปกติของมนุษย์ เส้นทางที่พวกเขาเดิน และหลักธรรมความจริงนั้นมีสิ่งใดที่เป็นนามธรรมหรือไม่? (ไม่มี) ขอกล่าวอีกครั้งว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นนามธรรมเลย
ตั้งแต่เราเริ่มแสดงวจนะของเราและให้คำเทศนา เราพยายามอย่างที่สุดที่จะใช้ภาษามนุษย์—เป็นภาษาที่มนุษย์สามารถเข้าใจ มีส่วนร่วม และจับใจความได้—ในการประกาศ สามัคคีธรรมความจริงและเสวนาหลักธรรมความจริง เพื่อให้พวกเจ้าสามารถเข้าใจความจริงได้ดียิ่งขึ้น นี่ไม่ใช่แนวทางที่เป็นมนุษย์มากขึ้นหรอกหรือ? แนวทางนี้เป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้าอย่างไร? แนวทางนี้ทำให้พวกเจ้าสามารถเข้าใจความจริงได้มากขึ้น และจุดมุ่งหมายที่เราพูดในแนวทางนี้คืออะไร? เพื่อให้พวกเจ้าได้ยินภาษาที่สมบูรณ์ขึ้น หลากหลายขึ้น แล้วจึงใช้ภาษาอันหลากหลายนั้นทำให้ผู้คนเข้าใจความจริงได้ง่ายขึ้น และเพื่อให้พวกเขาไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ ความหลากหลายของภาษาในพระคัมภีร์ดังเช่นในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่นั้น ล้วนอยู่ในรูปแบบภาษาที่มีลักษณะเฉพาะทั้งสิ้น จนกระทั่งผู้คนสามารถบอกได้ในทันทีว่าคำคำนั้นอยู่ในพระคัมภีร์ และเป็นคำที่มาจากพระคัมภีร์ คำเหล่านี้มีนัยและสัญลักษณ์บางอย่าง สิ่งที่เราทำคือเพียรพยายามที่จะทำให้รูปแบบและการใช้ถ้อยคำของภาษาในปัจจุบันนี้ไม่มีคุณสมบัติเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ผู้คนสามารถเห็นได้ว่าภาษาที่ใช้นี้ไปไกลเกินกว่าสำนวนในพระคัมภีร์ แม้ผู้คนเห็นได้จากเนื้อหาและกระแสเสียงแห่งพระดำรัสของพระเจ้าว่าแหล่งที่มาของพระดำรัสกับแหล่งที่มาของพระวจนะที่พระเจ้าตรัสในพระคัมภีร์ดูจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่พวกเขาก็สามารถเห็นได้จากการใช้ถ้อยคำว่า พระดำรัสนั้นก้าวไปไกลกว่าพระคัมภีร์ ไปไกลกว่าพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ และสูงกว่าคำศัพท์ทางฝ่ายวิญญาณที่ผู้คนฝ่ายวิญญาณทุกคนใช้กันมานานกว่าสหัสวรรษเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นมีถ้อยคำใดบ้างในพระดำรัสที่พระเจ้าตรัสในปัจจุบัน? บางส่วนเป็นภาษาที่เป็นบวกและยกย่องซึ่งผู้คนมักใช้กันอยู่บ่อยๆ ในขณะที่พระวจนะและภาษาของพระองค์ในส่วนอื่นเหมาะที่จะใช้เปิดโปงและแสดงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ ทั้งยังมีเรื่องเฉพาะทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรม ดนตรี การเต้นรำ การแปล และอื่นๆ อีกด้วย นี่ก็เพื่อให้ผู้ที่มีขอบเขตหน้าที่หรือความรู้ความชำนาญเชิงวิชาชีพใดก็ตาม รู้สึกว่าความจริงที่เราพูดนั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงและหน้าที่ที่พวกเขาปฏิบัติอย่างใกล้ชิด และไม่มีความจริงในแง่มุมใดที่แยกขาดจากชีวิตจริงของผู้คนหรือหน้าที่ที่พวกเขาปฏิบัติ ดังนั้นแล้ว ความจริงเหล่านี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้าอย่างยิ่งมิใช่หรือ? (เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง) หากเราไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการแปลภาษา ภาพยนตร์ ศิลปะ การเขียน และดนตรีโดยสิ้นเชิง ทั้งยังไม่เคยใช้คำเหล่านี้ และจงใจที่จะหลีกเลี่ยงคำเหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว เราจะสามารถทำงานของเราให้ดีได้หรือ? หากเป็นเช่นนั้น เราอาจจะยังทำงานได้บางส่วน แต่นั่นย่อมจะเป็นอุปสรรคในการสื่อสารกับพวกเจ้า เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามอย่างหนักที่จะศึกษาและมีความเชี่ยวชาญในภาษาเหล่านั้น ประการหนึ่งคือ เรื่องนี้สามารถช่วยพวกเจ้าในทางทฤษฎีและหลักการของงานเชิงวิชาชีพของพวกเจ้าได้ อีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อพวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนเองในด้านเหล่านี้ นั่นย่อมช่วยให้เจ้ารู้สึกว่างานเชิงวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของเจ้าไม่ได้แยกออกจากความจริง ไม่ว่าเจ้ามีความชำนาญในด้านใด ไม่ว่าเจ้าถนัดในเรื่องใด ไม่ว่าเจ้าศึกษาวิชาชีพใด เจ้าย่อมสามารถอ่านและเข้าใจพระวจนะเหล่านี้ได้ และพระวจนะเหล่านี้ย่อมทำให้เจ้าบรรลุเป้าหมายในการเข้าสู่ความจริงขณะทำหน้าที่ของตน นี่เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ? (เป็นเรื่องที่ดี) นี่เป็นเรื่องที่ดี ดังนั้นแล้ว จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีเหล่านั้นได้อย่างไร? การนี้กำหนดให้พระเจ้าในสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ต้องครอบครองบางสิ่ง แล้วสิ่งเหล่านั้นคืออะไร? สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ต้องเข้าใจเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางต่างๆ อยู่บ้าง แม้เราไม่จำเป็นต้องพยายามอย่างหนักในเรื่องนั้นและศึกษาสิ่งเหล่านั้นจนเชี่ยวชาญก็ตาม นี่ก็เพียงเพื่อให้เราสามารถใช้ความรู้จากทุกสาขาในขณะที่เราสามัคคีธรรมความจริงและกล่าวคำพยานให้พระเจ้า สิ่งนี้ช่วยให้ผู้คนในสาขาต่างๆ สามารถเข้าใจและซาบซึ้งกับคำพยานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า รวมถึงผลงานภาพยนตร์ต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานเผยแผ่ข่าวประเสริฐ หากเราใช้แต่ภาษาแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อสามัคคีธรรมความจริง และไม่ใช้ภาษาหรือความรู้ในสาขาเฉพาะทางต่างๆ ของสังคม ผลลัพธ์ย่อมจะแย่มาก ดังนั้น เพื่อที่จะทำงานนี้ให้ดี เราต้องสัมฤทธิ์สิ่งใดบ้าง? เราต้องมีความรู้เชิงวิชาชีพในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่บางครั้งเราฟังเพลง ดูข่าวสาร อ่านนิตยสาร และอ่านหนังสือพิมพ์บ้างเป็นครั้งคราว บางเวลาเราก็ให้ความสนใจเรื่องราวบางเรื่องของผู้ไม่มีความเชื่อด้วย เรื่องราวของผู้ไม่มีความเชื่อเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ มากมาย และภาษาของพวกเขาบางภาษาก็ไม่มีอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า—แต่หากภาษานั้นถูกนำมาใช้เป็นภาษาในการเทศนา บางครั้งกลับจะมีประสิทธิภาพอย่างสูง นั่นจะช่วยพวกเจ้า และทำให้พวกเจ้ารู้สึกว่าเส้นทางของการเชื่อในพระเจ้านั้นกว้างไกล ไม่น่ารำคาญหรือน่าเบื่อเลย นี่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้าเป็นอย่างยิ่ง และพวกเจ้าก็ควรเรียนรู้บางสิ่งที่เป็นประโยชน์จากเรื่องนี้ แม้พวกเจ้าส่วนใหญ่จะไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ แต่ผู้ที่มีขีดความสามารถเพียงพอจะสามารถเรียนรู้บางสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้ นั่นจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา เมื่อเราไม่มีสิ่งใดต้องทำ เราก็เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างโดยไม่ทันคิดด้วยการดูข่าวสารหรือฟังเพลง เรื่องนี้ไม่ต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษ เราเพียงแต่ใช้เวลาว่างของเราเรียนรู้สิ่งต่างๆ ดูสิ่งต่างๆ ฟังสิ่งต่างๆ และเกิดชำนาญในสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาบ้างโดยไม่ตั้งใจ ความชำนาญในสิ่งเหล่านี้ของเราจะส่งผลกระทบต่องานหรือไม่? ไม่เลยสักนิดเดียว—อันที่จริงแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น นี่เป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าและต่อการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ การที่เราสามัคคีธรรมปัญหาเหล่านี้กับพวกเจ้าหมายความอย่างไร? หมายความว่าพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเหล่านี้ควรเป็นสิ่งที่พวกเจ้าเข้าถึงได้ ทั้งหมดควรเป็นสิ่งที่พวกเจ้าสามารถทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้โดยง่าย อย่างน้อยที่สุด พระวจนะเหล่านี้คือบางสิ่งที่ผู้มีความเป็นมนุษย์ควรมี เมื่อเรากล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่ผู้มีความเป็นมนุษย์ควรมีนั้น เราหมายความว่า เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจและทรงแสดงพระวจนะของพระองค์ สิ่งเหล่านั้นได้ผ่านกระบวนการภายใต้ความเป็นมนุษย์ของพระองค์แล้ว คำว่า “ผ่านกระบวนการ” หมายความว่าอย่างไร? ขอยกตัวอย่างดังนี้ การนี้ก็เหมือนกับข้าวสาลีที่ถูกนวดและบดจนเป็นแป้ง แล้วจึงนำไปทำเป็นขนมปัง เค้ก และบะหมี่ หลังจากผ่านกระบวนการแล้ว สิ่งเหล่านี้จึงถูกมอบให้กับพวกเจ้า และสิ่งที่พวกเจ้าบริโภคในท้ายที่สุดก็คือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เป็นอาหารที่พร้อมรับประทาน พวกเจ้ามีส่วนอย่างไรในกระบวนการนี้? พวกเจ้ามีส่วนในการกินและดื่มพระวจนะที่พระเจ้าตรัสทั้งหมดในวันนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จงกินและดื่มพระวจนะให้มากขึ้น ยอมรับพระวจนะมากขึ้น และมีประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้น จงย่อยและซึมซับพระวจนะไปทีละน้อย จงเปลี่ยนพระวจนะเหล่านั้นให้เป็นชีวิตของพวกเจ้า เป็นวุฒิภาวะของพวกเจ้า และปล่อยให้พระวจนะของพระเจ้ามีอำนาจเหนือชีวิตในแต่ละวันของเจ้าและเหนือหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ พระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสเป็นภาษาของความเป็นมนุษย์ และแม้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้โดยง่าย ความจริงที่อยู่ในพระวจนะเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจหรือเข้าสู่อย่างแน่นอน แม้ภาษานั้นง่ายต่อการเข้าใจ ทว่าการเข้าสู่ความจริงเป็นกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะเอาไว้มากมายและทรงนำมนุษย์มาสู่ปัจจุบัน อีกทั้งพระวจนะทุกคำที่พระองค์ตรัสถูกทำให้ลุล่วงภายในตัวพวกเจ้าทีละน้อย และความจริงที่พระองค์ทรงแสดง รวมถึงขั้นตอนในการทรงนำผู้คนในขณะที่พวกเขาเข้าสู่ความจริงและก้าวไปบนเส้นทางแห่งความรอดนั้นกำลังเป็นจริงในตัวพวกเจ้า และถูกทำให้ลุล่วงทีละน้อยอย่างชัดเจนและแจ่มแจ้งทีเดียว ผลลัพธ์ดังกล่าวถูกสำแดงในตัวเจ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป เรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นนามธรรมเลย ตอนนี้ ขอพวกเราอย่าใส่ใจเลยว่าพระวจนะของพระเจ้ามีการดำเนินการผ่านสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์อย่างไร ไม่จำเป็นจะต้องตรวจสอบกระบวนการนั้น—กระบวนการนั้นมีความล้ำลึกที่การศึกษาของมนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ จงใส่ใจแค่การยอมรับความจริงเท่านั้นเถิด นี่คือทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุดและเป็นท่าทีที่ถูกต้องที่สุด ความปรารถนาที่จะตรวจสอบสิ่งต่างๆ ตลอดเวลานั้นไม่มีประโยชน์อันใดเลย เป็นการเสียเวลาและความพยายามโดยเปล่าประโยชน์ ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ได้มาด้วยการศึกษาเล่าเรียน นับประสาอะไรกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงแสดงออกมาโดยตรง และเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจและรู้ได้ผ่านทางประสบการณ์เท่านั้น คนเราสามารถได้รับความจริงผ่านทางการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น หากคนเราใช้แต่กระบวนการทางความรู้สึกนึกคิดในการศึกษาสิ่งต่างๆ แต่ไม่ปฏิบัติและไม่มีประสบการณ์เลย พวกเขาย่อมไม่สามารถได้รับความจริง ท่าทีที่เป็นบวกต่อพระวจนะของพระเจ้านอกจากการไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงคืออะไร? การยอมรับ การร่วมมือ การนบนอบอย่างแน่วแน่ จริงๆ แล้ว หากมีใครสักคนที่มีคุณสมบัติในการศึกษามากที่สุด คนคนนั้นย่อมเป็นเรา แต่เราไม่เคยทำเช่นนั้นเลย เราไม่เคยพูดว่า “พระวจนะเหล่านี้มาจากไหน? ใครบอกเรามา? เรารู้จักพระวจนะเหล่านี้ได้อย่างไร? เรารู้จักพระวจนะเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไร? คนอื่นรู้จักพระวจนะเหล่านี้หรือไม่? เมื่อเรากล่าวพระวจนะเหล่านี้ออกไป จะได้ผลหรือไม่? จะเกิดอะไรขึ้นจากพระวจนะเหล่านี้? เรานำผู้คนมากมาย—เราจะทำเช่นไรหากที่สุดแล้วไม่สัมฤทธิ์ผลดังหวัง หากเราไม่ได้นำพวกเขาไปสู่เส้นทางแห่งความรอด?” บอกเราเถิดว่า—สิ่งเหล่านี้ควรถูกตรวจสอบหรือไม่? (ไม่ควรถูกตรวจสอบ) เราไม่เคยตรวจสอบสิ่งเหล่านี้เลย ไม่ว่าเราปรารถนาที่จะเอ่ยสิ่งใด ไม่ว่าเราปรารถนาจะบอกอะไรพวกเจ้า เราย่อมบอกพวกเจ้าโดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทางความรู้สึกนึกคิดในการศึกษาเรื่องนี้ สิ่งเดียวที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ หากเราพูดออกไปลักษณะนั้น พวกเจ้าจะสามารถเข้าใจได้หรือไม่ เราต้องพูดให้เป็นรูปธรรมกว่านี้หรือไม่ เราต้องยกตัวอย่างและจัดเตรียมเรื่องราวเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งพวกเจ้าจะได้รับข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้นและเส้นทางปฏิบัติที่เจาะจงมากขึ้น ไม่ว่าพวกเจ้าเข้าใจสิ่งที่เรากล่าวหรือไม่ ไม่ว่าบางสิ่งในวจนะของเรา ในรูปแบบและน้ำเสียงในการพูดของเรา ในไวยากรณ์หรือวิธีการพูดหรืออธิบายของเราทำให้พวกเจ้าเข้าใจผิดหรือสับสนหรือไม่ หรือมีบางอย่างในคำพูดของเราที่ทำให้พวกเจ้ารู้สึกว่าเป็นนามธรรม ล้ำลึก หรือว่างเปล่าหรือไม่ เราจำเป็นต้องเฝ้าสังเกตและตรวจสอบสิ่งเหล่านี้เท่านั้น เราไม่มองส่วนที่เหลือเลย การไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องปกติของเรา แต่นั่นเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเจ้าหรือไม่? การตรวจสอบสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องที่ปกติมากสำหรับพวกเจ้า หากไม่ทำเช่นนั้นย่อมจะถือว่าผิดปกติ นี่เกิดจากการกระตุ้นของสัญชาตญาณและธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม พวกเจ้าทุกคนตรวจสอบสิ่งต่างๆ อย่างแน่นอน แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ นั่นคือ ขณะที่มนุษย์ค่อยๆ มีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และพระเจ้าย่อมเป็นปกติมากขึ้น อีกทั้งมนุษย์ย่อมวางฐานะของตนได้อย่างถูกต้อง และถวายตำแหน่งที่เหมาะสมในหัวใจของตนให้แก่พระเจ้า เมื่อการนี้ก้าวหน้าไปในทางที่ดีขึ้น ในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนั้นการตระหนักรู้ ความรู้ ความแน่ใจ และการยอมรับสิ่งที่พระเจ้าทรงทำของมนุษย์ก็จะลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนั้น ความมั่นใจ การตระหนักรู้ ความรู้ และการรับรู้เรื่องการทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็จะลึกซึ้งขึ้นเช่นกัน ขณะที่สิ่งเหล่านี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พวกเจ้าก็จะศึกษาและกังขาพระเจ้าน้อยลงเรื่อยๆ ในหนทางที่เล็กลงทุกที
เหตุใดมนุษย์จึงศึกษาเรื่องของพระเจ้า? นั่นเพราะในตัวพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเกี่ยวกับพระเจ้ามากเกินไป มีปัจจัยที่ไม่แน่นอนมากเกินไป มีความกังขามากเกินไป มีสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาไม่เข้าใจมากเกินไป มีสิ่งที่พวกเขาพบว่ายากที่จะเข้าใจมากเกินไป มีความล้ำลึกมากเกินไป ดังนั้น พวกเขาจึงปรารถนาที่จะหาคำตอบของสิ่งเหล่านี้ผ่านทางการศึกษา การศึกษาใดๆ ของเจ้าโดยใช้ปรากฏการณ์ภายนอก ใช้ความรู้เฉพาะทางหรือการตัดสินทางความรู้สึกนึกคิดนั้นย่อมจะไม่นำไปสู่ความเข้าใจ เจ้าจะเสียแรงไปมากโดยเปล่าประโยชน์และจะยังคงไม่เข้าใจว่าพระเจ้าและความจริงคืออะไร แต่สำหรับผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงย่อมใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็จะเห็นผลลัพธ์ ได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า และเริ่มมีหัวใจที่ยำเกรงและนบนอบพระเจ้า บางคนไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าสัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นข้อเท็จจริง พวกเขาจึงปรารถนาที่จะศึกษาพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า และกระทั่งการทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อยู่เสมอ เรื่องของชีวิตและจิตวิญญาณนั้นไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยการศึกษา เมื่อถึงวันที่เจ้าได้รับประสบการณ์กับความจริงเหล่านี้และทุ่มทุกความรู้สึกนึกคิด ราคาทั้งหมดที่เจ้าจ่าย และการให้ความสำคัญทั้งหมดของเจ้าให้กับการปฏิบัติความจริงและปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าย่อมจะเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอด และจะไม่เฝ้าศึกษาเรื่องพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกต่อไป นั่นคือเวลาที่จะได้รับคำตอบของคำถามที่ว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์หรือเป็นพระเจ้า ไม่ว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์นั้นเป็นปกติเพียงใด ไม่ว่าพระองค์ทรงคล้ายคลึงกับคนธรรมดาเพียงใด นั่นจะไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ สุดท้ายแล้วเจ้าจะค้นพบแก่นแท้ของพระเจ้าของพระองค์ และสุดท้ายเจ้าจะยอมรับความจริงที่พระองค์ทรงแสดงออกมา และเมื่อถึงตอนนั้น เจ้าจะยอมรับจากส่วนลึกของหัวใจเจ้าถึงข้อเท็จจริงที่ว่า บุคคลนี้เป็นเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเพราะข้อเท็จจริงบางประการ กระบวนการบางอย่าง ประสบการณ์บางเรื่อง จากบทเรียนบางอย่างที่เจ้าได้เรียนรู้จากการสะดุดและความล้มเหลว ลึกลงไปในตัวเจ้า เจ้าจะสามารถเข้าใจความจริงได้บางส่วนและยอมรับว่าเจ้าเคยผิดพลาด เจ้าจะไม่กังขาหรือศึกษาเกี่ยวกับบุคคลผู้นี้อีกต่อไป แต่จะรู้สึกว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้สัมพันธ์กับชีวิตจริง และได้รับข้อสรุปแล้วว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ จากนั้นเจ้าจะยอมรับโดยสัญชาตญาณอย่างไร้ข้อกังขาว่าพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ไม่สำคัญว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์เป็นปกติเพียงใด และแม้พระองค์ตรัสและทรงปฏิบัติเช่นเดียวกับคนธรรมดาและไม่ได้พิเศษหรือยิ่งใหญ่เลยแม้แต่น้อย เจ้าก็จะไม่กังขาในตัวพระองค์ และจะไม่หมิ่นประมาทพระองค์ ในอดีตเจ้าจะไม่เคยรู้สึกว่าพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้า และเจ้าจะคอยศึกษาเกี่ยวกับพระองค์ อีกทั้งเจ้าจะคอยเหยียดหยามและเย้ยหยัน รวมทั้งแข็งขืนอยู่ในใจ—แต่วันนี้สิ่งต่างๆ แตกต่างออกไป วันนี้ เมื่อเจ้าลิ้มรสและรับฟังพระวจนะของพระองค์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เจ้าจะยอมรับทุกสิ่งที่พระองค์ทรงแสดงจากมุมมองที่แตกต่างกัน แล้วมุมมองนั้นคืออะไร? “ฉันคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พระคริสต์อาจไม่สูงโปร่ง พระสุรเสียงของพระองค์อาจไม่ดังกังวาล และพระองค์อาจดูไม่มีความพิเศษใดๆ แต่พระอัตลักษณ์ของพระองค์แตกต่างจากฉัน พระองค์ไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม พระองค์ไม่ใช่หนึ่งในพวกเรา พวกเราไม่ได้อยู่ในจุดที่ทัดเทียมกับพระองค์ ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับพระองค์” นี่คือความแตกต่างจากมุมมองเดิมของเจ้า ความแตกต่างที่ว่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร? ลึกลงไปในตัวเจ้า เจ้าทำการเปลี่ยนผ่านจากการไม่ยอมรับและการศึกษาที่ไม่ได้ตั้งใจของเจ้าในตอนแรก มาสู่การยอมรับพระวจนะของพระองค์เป็นชีวิต เป็นเส้นทางปฏิบัติ มาสู่การรู้สึกว่าพระองค์ทรงมีความจริง พระองค์ทรงเป็นความจริง เป็นหนทาง และเป็นชีวิต พระองค์ทรงดูเหมือนมีเงาของพระเจ้าและการเผยพระอุปนิสัยของพระองค์ รวมทั้งพระบัญชาและพระราชกิจของพระเจ้าก็อยู่ในบุคคลผู้นี้ของพระองค์ นั่นเป็นเวลาที่เจ้าจะตระหนักและยอมรับพระองค์โดยสมบูรณ์ เมื่อปฏิกิริยาและท่าทีใดก็ตามที่เจ้ามีต่อพระองค์กลายเป็นปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณที่ถูกต้องซึ่งสิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อบุตรมนุษย์ในเนื้อหนังผู้นี้ในฐานะของพระเจ้า และจะไม่ศึกษาเกี่ยวกับพระองค์อีกต่อไป แม้เจ้าได้รับการบอกกล่าวให้ทำเช่นนั้นก็ตาม เช่นเดียวกับที่เจ้าจะไม่ศึกษาว่าเหตุใดเจ้าจึงกำเนิดจากบิดาและมารดาของเจ้า หรือเหตุใดเจ้าจึงดูคล้ายพวกเขา เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว เจ้าย่อมหยุดศึกษาสิ่งเหล่านั้นไปโดยสัญชาตญาณ สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่หัวข้อที่สัมพันธ์กับขอบเขตในชีวิตประจำวันของเจ้า และย่อมไม่ใช่คำถามอีกต่อไป ท่าทีของเจ้าต่อสิ่งเหล่านี้ย่อมเปลี่ยนไปจากเดิม จากการศึกษาตามสัญชาติญาณอย่างมีเงื่อนไขสู่การปฏิเสธการศึกษาโดยสัญชาตญาณ และด้วยสัญชาตญาณของเจ้าที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ย่อมจะมีสถานะและระดับที่สูงขึ้นอย่างไม่มีผู้ใดสามารถแทนที่ได้ และกลายเป็นพระเจ้าพระองค์เองในหัวใจของเจ้า ด้วยสถานะของพระเจ้า จากนั้น ความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าก็จะเป็นปกติโดยสมบูรณ์ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? นี่เป็นเพราะเจ้าไม่สามารถมองเห็นโลกวิญญาณ และไม่ว่าสำหรับใครก็ตาม พระเจ้าแห่งโลกวิญญาณค่อนข้างเป็นเรื่องนามธรรม พระองค์สถิตอยู่ที่ใด พระองค์ทรงเป็นเช่นไร พระองค์ทรงมีท่าทีต่อมนุษย์อย่างไร พระองค์ทรงแสดงออกอย่างไรเมื่อตรัสกับมนุษย์—ผู้คนไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย วันนี้ ผู้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าคือบุคคลที่มีลักษณะและสภาพเสมือนผู้ที่ถูกเรียกว่าพระเจ้า ในตอนแรกเจ้าไม่เข้าใจพระองค์ มีการต้านทาน ความกังขา การทึกทัก ความเข้าใจผิด และแม้แต่การหมิ่นประมาท จากนั้น เจ้าก็ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์และเดินหน้ายอมรับสิ่งเหล่านั้นเป็นชีวิตและความจริง เป็นหลักธรรมแห่งการปฏิบัติของเจ้า อีกทั้งเป็นจุดมุ่งหมายและทิศทางของเส้นทางที่เจ้าเดิน และจากจุดนั้น เจ้าจึงยอมรับบุคคลที่ซื่อสัตย์จริงใจผู้นี้ ราวกับเขาคือภาพที่เป็นรูปธรรมของพระเจ้าในหัวใจของเจ้าที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ เมื่อเจ้ามารู้สึกเช่นนี้แล้ว ความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าจะเป็นสิ่งที่ว่างเปล่าหรือไม่? (ไม่) ย่อมจะไม่ว่างเปล่า เมื่อเจ้าถือพระเจ้าเป็นภาพคลุมเครือที่มองไม่เห็น และทำให้พระองค์มีตัวตน จนถึงจุดที่พระองค์ทรงกลายเป็นร่างที่มีเนื้อหนัง เป็นบุคคลที่อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ไม่มีใครจะหันมามองเป็นครั้งที่สอง หากเจ้ายังสามารถรักษาความสัมพันธ์กับพระองค์ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและพระผู้สร้างไว้ได้ เช่นนั้นแล้ว ความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าย่อมจะเป็นปกติเท่าที่จะเป็นไปได้ จากนั้นไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใดเพื่อพระองค์ โดยพื้นฐานแล้ว นั่นย่อมจะเป็นปฏิกิริยาที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมีโดยสัญชาตญาณ เจ้าไม่สามารถกังขาในตัวพระองค์แม้ถูกขอให้ทำเช่นนั้น และไม่สามารถศึกษาพระองค์ เจ้าจะไม่พยายามศึกษาพระองค์ด้วยการกล่าวว่า “เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสเช่นนั้น? เหตุใดพระองค์ทรงแสดงออกเช่นนั้น? เหตุใดพระองค์จึงแย้มพระโอษฐ์และทรงทำตัวเช่นนั้นเล่า?” สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่สุดสำหรับเจ้า เจ้าจะบอกตนเองว่า “พระเจ้าทรงเป็นเช่นนั้นและควรเป็นเช่นนั้น—ใช่! ไม่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดก็ตาม ความสัมพันธ์ของฉันกับพระองค์ก็จะเป็นปกติและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ