ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา (ตอนที่สอง)
การดำเนินชีวิตทั้งชีวิตของมนุษย์เป็นไปภายใต้แดนครอบครองของซาตาน และไม่มีแม้แต่บุคคลเดียวที่สามารถปลดปล่อยตัวเองจากอิทธิพลของซาตานได้ด้วยตัวพวกเขาเอง ทั้งหมดล้วนมีชีวิตอยู่ในโลกอันโสมม ในความเสื่อมทรามและความว่างเปล่า ปราศจากความหมายหรือคุณค่าแม้เพียงน้อยนิด พวกเขาใช้ชีวิตที่ช่างอิสระไร้กังวลเยี่ยงนั้นเพื่อเนื้อหนัง เพื่อตัณหา และเพื่อซาตาน การดำรงอยู่ของพวกเขาไม่มีคุณค่าแม้แต่น้อยนิดเลย มนุษย์ไร้ความสามารถในการค้นหาความจริงซึ่งจะปลดปล่อยเขาจากอิทธิพลของซาตาน แม้ว่ามนุษย์เชื่อในพระเจ้า และอ่านพระคัมภีร์ เขาก็หาได้เข้าใจไม่ ว่าจะปลดปล่อยตัวเขาเองจากการควบคุมของอิทธิพลของซาตานได้อย่างไร ตลอดหลายยุคสมัย มีผู้คนน้อยมากที่ได้ค้นพบความลับนี้ มีน้อยมากที่ได้จับความเข้าใจเกี่ยวกับมัน ครั้นเป็นเช่นนั้น แม้มนุษย์รังเกียจซาตานและรังเกียจเนื้อหนัง เขาก็ไม่รู้ว่าจะกำจัดอิทธิพลของซาตานที่กำลังวางกับดักอยู่ออกจากตัวเขาได้อย่างไร ในวันนี้ ไม่ใช่ว่าเจ้ายังคงอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตานหรอกหรือ? เจ้าไม่เสียใจในการกระทำอันไม่เชื่อฟังของเจ้า และนับประสาอะไรที่จะรู้สึกว่าตัวเจ้านั้นโสมมและไม่เชื่อฟัง ภายหลังการต่อต้านพระเจ้า เจ้าถึงกับรู้สึกมีสันติสุขในจิตใจและรู้สึกสงบอย่างใหญ่หลวง ความสงบของเจ้านั้นมิใช่เพราะเจ้าเสื่อมทรามหรอกหรือ? สันติสุขของจิตใจนี้มิได้มาจากการไม่เชื่อฟังของเจ้าหรอกหรือ? มนุษย์มีชีวิตอยู่ในนรกมนุษย์ เขามีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลมืดของซาตาน ทั่วแผ่นดิน ผีทั้งหลายอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ รุกคืบไปบนเนื้อหนังของมนุษย์ บนแผ่นดินโลก เจ้าไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองบรมสุขเกษมอันงดงาม สถานที่ที่เจ้าอยู่ก็คืออาณาจักรของมาร นรกมนุษย์แห่งหนึ่ง นรกขุมลึกแห่งหนึ่งนั่นเอง หากมนุษย์ไม่ได้รับการชำระให้สะอาดแล้วไซร้ เขาย่อมเป็นสิ่งโสมม หากเขาไม่ได้รับการคุ้มครองปกป้องและดูแลโดยพระเจ้าแล้วไซร้ เขาย่อมยังคงเป็นเชลยของซาตาน หากเขาไม่ได้รับการพิพากษาและการตีสอนแล้วไซร้ เขาย่อมจะไม่มีวิถีทางที่จะหลีกหนีการกดขี่ของอิทธิพลมืดของซาตาน อุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เจ้าแสดงออกมาและพฤติกรรมอันไม่เชื่อฟังที่เจ้าใช้ดำเนินชีวิตนั้นเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า เจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน หากความคิดและจิตใจของเจ้ายังไม่ได้รับการชำระให้สะอาด และอุปนิสัยของเจ้ายังไม่ได้ถูกพิพากษาและตีสอนแล้วไซร้ ความเป็นอยู่ทั้งสิ้นของเจ้าก็ย่อมยังคงถูกควบคุมโดยแดนครอบครองของซาตาน จิตใจของเจ้าถูกควบคุมโดยซาตาน ความคิดของเจ้าถูกหลอกใช้โดยซาตาน และความเป็นอยู่ทั้งสิ้นของเจ้าถูกควบคุมด้วยเงื้อมมือของซาตาน เจ้ารู้ไหมว่าตอนนี้เจ้าห่างไกลจากมาตรฐานของเปโตรเพียงใด? เจ้ามีขีดความสามารถนั้นหรือไม่? เจ้ารู้มากเพียงใดในเรื่องของการตีสอนและการพิพากษาของวันนี้? เจ้ามีสิ่งที่เปโตรได้มารู้มากแค่ไหน? หากในวันนี้เจ้าไม่สามารถรู้ได้ ในอนาคตเจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ความรู้นี้ได้หรือไม่? คนบางคนที่ขี้เกียจและขี้ขลาดอย่างเจ้านั้น ย่อมไม่สามารถรู้เรื่องการตีสอนและการพิพากษาเป็นธรรมดา หากเจ้าไล่ตามเสาะหาสันติสุขของเนื้อหนัง และความยินดีของเนื้อหนังแล้วไซร้ เจ้าย่อมจะไม่มีวิถีทางที่จะได้รับการชำระให้สะอาด และในท้ายที่สุด เจ้าย่อมจะหวนคืนสู่ซาตาน เพราะสิ่งที่เจ้าใช้ดำเนินชีวิตก็คือซาตาน และมันก็คือเนื้อหนังนั่นเอง เท่าที่สิ่งทั้งหลายเป็นอยู่ในทุกวันนี้ ผู้คนมากมายไม่ไล่ตามเสาะหาชีวิต ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ใส่ใจเกี่ยวกับการได้รับการชำระให้สะอาด หรือเกี่ยวกับการเข้าสู่ประสบการณ์ชีวิตที่ลึกซึ้งกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้อย่างไร? พวกที่ไม่เสาะหาชีวิตไม่มีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และพวกที่ไม่เสาะหาความรู้ในเรื่องของพระเจ้า ผู้ที่ไม่เสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขานั้น ไร้ความสามารถที่จะหลีกหนีอิทธิพลมืดของซาตาน พวกเขาไม่จริงจังเกี่ยวกับความรู้ของพวกเขาในเรื่องของพระเจ้าและเกี่ยวกับการเข้าสู่ของพวกเขาในการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา เหมือนกันไม่มีผิดกับพวกที่เชื่อในศาสนา ซึ่งแค่ทำไปตามพิธีกรรมและเข้าร่วมงานปรนนิบัติตามกิจวัตร นั่นไม่ใช่การเสียเวลาไปเปล่าๆ หรอกหรือ? หากในการเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์ เขาไม่จริงจังเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหลายของชีวิต ไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริง ไม่ไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา ยิ่งไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้ในเรื่องพระราชกิจของพระเจ้าแล้วไซร้ เขาย่อมไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วไซร้ เจ้าจะต้องเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าต้องเข้าใจนัยสำคัญของการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ และสาเหตุที่พระราชกิจของพระองค์ถูกดำเนินการในมนุษย์ เจ้าสามารถยอมรับได้หรือไม่? ในช่วงระหว่างการตีสอนประเภทนี้ เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ประสบการณ์และความรู้แบบเดียวกับเปโตรหรือไม่? หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความรู้ในเรื่องของพระเจ้าและในเรื่องของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และหากเจ้าไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าแล้วไซร้ เจ้าย่อมมีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม
สำหรับบรรดาผู้ที่กำลังจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมนั้น ขั้นตอนนี้ของงานแห่งการถูกพิชิตเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ มนุษย์สามารถได้รับประสบการณ์กับงานแห่งการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ได้ถูกพิชิตแล้วเท่านั้น ไม่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ใดเลยในการที่เพียงแค่แสดงบทบาทแห่งการถูกพิชิตเท่านั้น นั่นไม่ได้จะทำให้เจ้าเหมาะสมสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้า เจ้าจะไม่มีวิถีทางที่จะแสดงบทบาทในส่วนของเจ้าในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ เพราะเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาชีวิต และไม่ได้ไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงและการสร้างขึ้นใหม่ในตัวเจ้าเอง และดังนั้น เจ้าจึงไม่มีประสบการณ์จริงของชีวิต ในช่วงระหว่างพระราชกิจซึ่งเป็นขั้นเป็นตอนนี้ ครั้งหนึ่งเจ้าเคยได้แสดงบทเป็นคนปรนนิบัติและเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น แต่หากในท้ายที่สุดแล้วเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาที่จะเป็นเปโตร และการไล่ตามเสาะหาของเจ้าไม่เป็นไปตามเส้นทางที่เปโตรได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วไซร้ เจ้าย่อมจะไม่ได้รับประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าเป็นธรรมดา หากเจ้าเป็นใครบางคนซึ่งไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วไซร้ เจ้าก็ย่อมจะได้เป็นคำพยาน และเจ้าจะพูดว่า “ในพระราชกิจของพระเจ้าซึ่งเป็นขั้นเป็นตอนนี้ ข้าพระองค์ได้ยอมรับพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า และแม้ว่าข้าพระองค์ได้สู้ทนความทุกข์อันใหญ่หลวง ข้าพระองค์ก็ได้มารู้วิธีที่พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ข้าพระองค์ได้รับพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ ข้าพระองค์ได้มีความรู้เกี่ยวกับความชอบธรรมของพระเจ้า และการตีสอนของพระองค์ได้ช่วยข้าพระองค์ให้รอด พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ได้มาถึงข้าพระองค์โดยไม่คาดฝันและนำพาพระพรและพระคุณมาให้ข้าพระองค์ การพิพากษาและการตีสอนของพระองค์นี่เองที่ได้คุ้มครองปกป้องและชำระข้าพระองค์ให้บริสุทธิ์ หากข้าพระองค์ไม่ได้ถูกตีสอนและพิพากษาโดยพระเจ้า และหากพระวจนะอันกร้าวกระด้างของพระเจ้าไม่ได้มาถึงข้าพระองค์โดยไม่คาดฝัน ข้าพระองค์ก็คงไม่สามารถได้รู้จักพระเจ้า และข้าพระองค์ก็คงยังไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดด้วยเช่นกัน ในวันนี้ ในฐานะสิ่งทรงสร้าง ข้าพระองค์ไม่เพียงมองเห็นว่า คนเราชื่นชมทุกสิ่งที่พระผู้สร้างทรงสร้างขึ้นเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ สิ่งทรงสร้างทั้งมวลควรชื่นชมพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าและการพิพากษาอันชอบธรรมของพระองค์ เพราะพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้นมีค่าควรแก่การชื่นชมยินดีของมนุษย์ ในฐานะสิ่งทรงสร้างซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม คนเราควรชื่นชมพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้น มีการตีสอนและการพิพากษา และยิ่งไปกว่านั้น มีความรักยิ่งใหญ่อยู่ แม้ว่าข้าพระองค์ไร้ความสามารถที่จะได้รับความรักของพระเจ้าไว้จนครบบริบูรณ์ในวันนี้ แต่ข้าพระองค์ก็มีโชควาสนาที่ได้มองเห็นมัน และในการนี้ ข้าพระองค์ได้รับการอวยพรแล้ว” นี่คือเส้นทางซึ่งบรรดาผู้ที่ได้รับประสบการณ์กับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมใช้เดิน และนี่คือความรู้ที่พวกเขาพูดถึง ผู้คนดังกล่าวเป็นเหมือนเปโตร พวกเขามีประสบการณ์เดียวกันกับเปโตร ผู้คนดังกล่าวคือบรรดาผู้ที่ได้รับชีวิต คือผู้ที่ครองความจริงด้วยเช่นกัน เมื่อพวกเขาผ่านประสบการณ์ไปจนถึงขั้นสุดท้ายจริงๆ ในช่วงระหว่างการพิพากษาของพระเจ้า พวกเขาจะกำจัดอิทธิพลของซาตานออกจากตัวพวกเขาได้จนหมดสิ้น และได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน
หลังจากที่ผู้คนได้ถูกพิชิตแล้ว พวกเขาไม่มีคำพยานอันกึกก้องอันใด พวกเขาก็แค่ได้ทำให้ซาตานอับอาย แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตไปตามความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า เจ้ายังไม่ได้รับความรอดที่สอง เจ้าแค่ได้รับเครื่องบูชาลบล้างบาป ทว่าเจ้ายังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม—นี่คือความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ พวกเจ้าต้องเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าสู่ และอะไรคือสิ่งที่พวกเจ้าควรใช้ในการดำเนินชีวิต และพวกเจ้าต้องเข้าสู่สิ่งเหล่านั้น ในท้ายที่สุดแล้ว หากเจ้าไม่ทำให้การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมสำเร็จลุล่วงไป เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่เป็นมนุษย์ที่แท้จริง และเจ้าจะเต็มไปด้วยความเสียใจ อาดัมกับเอวาที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นในปฐมกาลนั้น เป็นผู้คนบริสุทธิ์ ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในขณะที่อยู่ในสวนเอเดน พวกเขาบริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อยด้วยความโสมม พวกเขาสัตย์ซื่อต่อพระยาห์เวห์ด้วยเช่นกัน และไม่ได้รู้อะไรในเรื่องการทรยศพระยาห์เวห์เลย นี่เป็นเพราะพวกเขาปราศจากการรบกวนจากอิทธิพลของซาตาน ปราศจากพิษของซาตาน และบริสุทธิ์ที่สุดในหมู่มวลมนุษย์ พวกเขามีชีวิตอยู่ในสวนเอเดน ไม่มีความโสมมใดๆ มาทำให้มัวหมอง ไม่ได้ถูกเนื้อหนังเข้าครอง และมีความเคารพในพระยาห์เวห์ ต่อมา เมื่อพวกเขาได้ถูกซาตานทดลอง พวกเขาก็มีพิษของงู และมีความอยากที่จะทรยศพระยาห์เวห์ และพวกเขาได้มีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตาน ในปฐมกาล พวกเขาบริสุทธิ์ และพวกเขาเคารพพระเจ้า เพียงในสภาวะนี้เท่านั้นที่พวกเขาเป็นมนุษย์ ต่อจากนั้นมา หลังจากที่พวกเขาได้ถูกซาตานทดลอง พวกเขาได้กินผลของต้นไม้แห่งความรู้ถึงความดีและความชั่ว และได้มีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตาน พวกเขาค่อยๆ ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและได้สูญเสียภาพลักษณ์ดั้งเดิมของมนุษย์ไป ในปฐมกาล มนุษย์มีลมปราณของพระยาห์เวห์ ไม่มีความไม่เชื่อฟังแม้เพียงเสี้ยวน้อยนิด และไม่มีความชั่วในหัวใจของเขาเลย ณ เวลานั้น มนุษย์เป็นมนุษย์จริงๆ หลังจากที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม มนุษย์ก็กลายเป็นสัตว์ร้าย ความคิดของเขาถูกเติมความชั่วและความโสมมเข้าไป ปราศจากความดีหรือความบริสุทธิ์ นี่ไม่ใช่ซาตานหรอกหรือ? เจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามากมาย กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือได้รับการชำระให้สะอาด เจ้ายังคงใช้ชีวิตภายใต้แดนครอบครองของซาตาน และยังคงไม่นบนอบต่อพระเจ้า นี่คือใครบางคนที่ได้ถูกพิชิตแล้วแต่ไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และเหตุใดจึงมีการพูดว่าบุคคลเช่นนั้นยังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมละหรือ? นั่นก็เพราะบุคคลนี้ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาชีวิตหรือความรู้ในเรื่องพระราชกิจของพระเจ้า และละโมบแต่เพียงความยินดีในเนื้อหนังและสิ่งชูใจชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ผลลัพธ์ก็คือ อุปนิสัยในชีวิตของพวกเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลง และพวกเขาไม่ได้รับรูปลักษณ์ดั้งเดิมของมนุษย์ตามที่พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้กลับคืนมา ผู้คนเช่นนั้นคือซากศพเดินได้ พวกเขาคือคนตายที่ไร้จิตวิญญาณ! พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวในจิตวิญญาณ ไม่ไล่ตามเสาะหาความบริสุทธิ์ และไม่ไล่ตามเสาะหาการดำเนินชีวิตด้วยความจริง ผู้ซึ่งเพียงแค่พอใจกับการถูกพิชิตในทางลบเท่านั้น และไม่สามารถที่จะดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าและกลายมาเป็นพวกมนุษย์ที่บริสุทธิ์ได้—เหล่านี้เป็นผู้คนที่ยังไม่ได้รับการช่วยให้รอด เพราะหากเขาปราศจากความจริง มนุษย์ย่อมไม่สามารถตั้งมั่นในช่วงระหว่างการทดสอบของพระเจ้าได้ บรรดาผู้ที่สามารถตั้งมั่นในช่วงระหว่างการทดสอบของพระเจ้าได้คือคนทั้งหลายซึ่งได้รับการช่วยให้รอดแล้วเท่านั้น สิ่งที่เราต้องการคือผู้คนเหมือนเปโตร ผู้คนซึ่งไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ความจริงในวันนี้ได้ถูกมอบให้กับบรรดาผู้ซึ่งโหยหาและแสวงหามัน ความรอดนี้ถูกมอบให้แก่บรรดาผู้ซึ่งโหยหาที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า และไม่ได้หมายเพียงให้พวกเจ้าได้รับไว้เอง จุดประสงค์ของความรอดก็เพื่อที่พระเจ้าอาจทรงได้รับพวกเจ้าไว้ พวกเจ้าได้รับพระเจ้าก็เพื่อที่พระเจ้าอาจทรงได้รับพวกเจ้า วันนี้ เราได้กล่าววจนะเหล่านี้กับพวกเจ้า และพวกเจ้าได้ยินวจนะเหล่านี้แล้ว และพวกเจ้าจึงควรปฏิบัติตามวจนะเหล่านี้ ในท้ายที่สุดแล้ว เวลาที่พวกเจ้านำวจนะเหล่านี้ไปปฏิบัติจะเป็นชั่วขณะที่เราได้รับพวกเจ้าไว้โดยผ่านทางวจนะเหล่านี้ ในเวลาเดียวกัน พวกเจ้าก็จะได้รับวจนะเหล่านี้ไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งกล่าวได้ว่า จะได้รับความรอดซึ่งสูงส่งที่สุดนี้ไว้ ทันทีที่พวกเจ้าได้รับการชำระให้สะอาด พวกเจ้าจะได้กลายเป็นมนุษย์ที่แท้จริง หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะดำเนินชีวิตด้วยความจริงหรือดำเนินชีวิตด้วยสภาพเสมือนผู้ซึ่งได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วไซร้ ก็ย่อมสามารถพูดได้ว่า เจ้านั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นซากศพเดินได้ เป็นสัตว์ร้าย เพราะเจ้าปราศจากความจริง ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เจ้าไม่มีลมปราณของพระยาห์เวห์ ดังนั้นเจ้าคือบุคคลที่ตายแล้วซึ่งไม่มีจิตวิญญาณ! แม้ว่าเป็นไปได้ที่จะเป็นคำพยานหลังจากที่ได้รับการพิชิต แต่สิ่งที่เจ้าได้รับนั้นเป็นเพียงความรอดเล็กน้อยเท่านั้น และเจ้ายังไม่ได้กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ครองจิตวิญญาณ แม้ว่าเจ้าได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษาไปแล้ว ก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์เป็นการที่อุปนิสัยของเจ้าได้รับการสร้างขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลง เจ้ายังคงเป็นตัวเจ้าคนเดิม เจ้ายังคงเป็นของซาตาน และเจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่ได้รับการชำระให้สะอาดแล้ว มีเพียงบรรดาผู้ซึ่งได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วเท่านั้นที่มีคุณค่า และผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ได้รับชีวิตจริง สักวันหนึ่ง ใครบางคนจะพูดกับเจ้าว่า “เธอได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าแล้ว ดังนั้นก็พูดสิว่าพระราชกิจของพระองค์นั้นเป็นเช่นไร ดาวิดได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าแล้ว และได้มองเห็นกิจการของพระยาห์เวห์แล้ว โมเสสก็ได้มองเห็นกิจการของพระยาห์เวห์แล้วเช่นกัน และพวกเขาทั้งสองสามารถบรรยายถึงกิจการทั้งหลายของพระยาห์เวห์ได้ และสามารถพูดถึงความน่าอัศจรรย์ของพระยาห์เวห์ได้ พวกเธอได้มองเห็นพระราชกิจที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้ทรงกระทำไปในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายแล้ว เธอสามารถพูดถึงพระปรีชาญาณของพระองค์ได้หรือไม่? เธอสามารถพูดถึงความน่าอัศจรรย์ของพระราชกิจของพระองค์ได้หรือไม่? อะไรคือสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากพวกเธอและพวกเธอได้รับประสบการณ์กับข้อเรียกร้องเหล่านั้นมาอย่างไร? พวกเธอได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายมาแล้ว—นิมิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเธอคืออะไร? พวกเธอสามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้หรือไม่? พวกเธอสามารถพูดถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าได้หรือไม่?” เจ้าจะตอบอย่างไรเมื่อเผชิญหน้ากับคำถามเหล่านี้? หากเจ้าพูดว่า “พระเจ้าทรงชอบธรรมยิ่งนัก พระองค์ทรงตีสอนและทรงพิพากษาพวกเรา และทรงเปิดโปงพวกเราอย่างหมดสิ้นไม่มีเหลือ พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นไม่ทรงยอมผ่อนปรนให้กับการทำให้ขุ่นเคืองโดยมนุษย์เลยจริงๆ หลังจากได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ฉันได้มารู้จักความเป็นสัตว์ร้ายของตัวพวกเราเอง และฉันได้มองดูพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าจริงๆ” แล้วบุคคลอื่นก็จะถามเจ้าต่อไปว่า “เธอรู้อะไรอื่นในเรื่องของพระเจ้าอีกหรือไม่? คนเราเข้าสู่ชีวิตอย่างไร? เธอมีความทะเยอทะยานส่วนตัวบ้างหรือไม่?” เจ้าก็จะตอบว่า “หลังจากถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม สิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้าได้กลายเป็นสัตว์ร้าย และไม่ต่างอะไรกับพวกลา ในวันนี้ ฉันมีชีวิตอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และดังนั้น ฉันต้องทำให้สมดังสิ่งที่พระผู้สร้างทรงพึงปรารถนา และเชื่อฟังไม่ว่าพระองค์ทรงสอนอะไร ฉันไม่มีทางเลือกอื่น” หากเจ้าเพียงพูดคุยในเรื่องกว้างๆ ทั่วไปเช่นนั้น บุคคลผู้นั้นจะไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้ากำลังพูดเลย ในตอนที่พวกเขาถามเจ้าว่าเจ้าได้รับความรู้อะไรมาบ้างจากพระราชกิจของพระเจ้านั้น พวกเขากำลังอ้างอิงถึงประสบการณ์ส่วนตัวของเจ้า พวกเขากำลังตั้งคำถามว่า ความรู้อะไรที่เจ้ามีในเรื่องการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าหลังจากได้รับประสบการณ์กับมัน และในการนี้พวกเขากำลังอ้างอิงถึงประสบการณ์ส่วนตัวของเจ้า และกำลังขอให้เจ้าพูดถึงความรู้ของเจ้าในเรื่องของความจริง หากเจ้าไม่สามารถพูดถึงสิ่งทั้งหลายดังกล่าว นี่ก็พิสูจน์ว่า เจ้าไม่รู้อะไรเลยในเรื่องพระราชกิจของวันนี้ เจ้ามักกล่าวคำพูดตบตาเสมอ หรือไม่ก็เป็นคำพูดที่ทั้งจักรวาลรู้กันดีอยู่แล้ว เจ้าไม่มีประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีสาระสำคัญในความรู้ของเจ้า และเจ้ายังไม่มีคำพยานที่แท้จริงเลยเช่นกัน ดังนั้นผู้อื่นจึงไม่เชื่อถือเจ้า จงอย่าเป็นผู้ติดตามพระเจ้าที่นิ่งเฉย และจงอย่าไล่ตามเสาะหาในสิ่งซึ่งทำให้เจ้าอยากรู้อยากเห็น เจ้าจะทำลายตัวเจ้าเองและทำให้ชีวิตของเจ้าล่าช้าโดยผ่านทางการเป็นอยู่ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว เจ้าต้องกำจัดความนิ่งเฉยและความไม่กระตือรือร้นเช่นนั้นออกไปจากตัวเจ้า และกลายมาเป็นเก่งกาจในเรื่องการไล่ตามเสาะหาสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวกและเอาชนะความอ่อนแอของตัวเจ้าเอง เพื่อที่เจ้าอาจได้รับความจริงและดำเนินชีวิตด้วยความจริง ไม่มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับความอ่อนแอของเจ้า และข้อบกพร่องของเจ้าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สุดของเจ้า ปัญหาใหญ่ที่สุดของเจ้าและข้อบกพร่องอันใหญ่หลวงที่สุดของเจ้าคือการเป็นอยู่ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเจ้าและการขาดความพึงปรารถนาที่จะแสวงหาความจริงของเจ้า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเจ้าทั้งหมดก็คือสภาพจิตใจอันขี้ขลาดซึ่งเป็นที่มาให้พวกเจ้ามีความสุขกับสิ่งทั้งหลายในแบบที่พวกมันเป็น และแค่รออย่างนิ่งเฉย นี่คืออุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเจ้าและศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อการไล่ตามเสาะหาความจริงของพวกเจ้า หากเจ้าเชื่อฟังเพียงเพราะวจนะที่เรากล่าวนั้นลุ่มลึกยิ่งนัก เช่นนั้นแล้วเจ้าไม่ได้ครอบครองความรู้อย่างแท้จริง และไม่ได้มองเห็นความล้ำค่าของความจริง ความเชื่อฟังเช่นของเจ้านั้นไม่ใช่คำพยาน และเราไม่เห็นชอบกับความเชื่อฟังเช่นนั้น ใครบางคนอาจถามเจ้าว่า “พระเจ้าของเธอมาจากไหนกันแน่? อะไรคือเนื้อแท้ของพระเจ้าองค์นี้ของเธอ?” เจ้าก็จะตอบว่า “เนื้อแท้ของพระองค์คือการตีสอนและการพิพากษา” แล้วเขาก็ต่อไปอีกว่า “พระเจ้าไม่ทรงสงสารหรือเปี่ยมรักต่อมนุษย์หรอกหรือ? เธอไม่รู้เรื่องนี้หรอกหรือ?” เจ้าก็จะพูดว่า “นั่นมันพระเจ้าของคนอื่น นั่นเป็นพระเจ้าที่ผู้คนในศาสนาเชื่อกัน และนั่นไม่ใช่พระเจ้าของพวกเรา” เมื่อผู้คนเช่นเจ้าเผยแผ่ข่าวประเสริฐ เจ้าจึงบิดเบือนหนทางที่แท้จริง แล้วดังนั้นเจ้ามีประโยชน์อันใดเล่า? ผู้อื่นจะสามารถได้รับหนทางที่แท้จริงจากเจ้าได้อย่างไร? เจ้าปราศจากความจริงและไม่สามารถพูดอะไรในเรื่องของความจริงได้เลย และยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่สามารถดำเนินชีวิตด้วยความจริงได้ อะไรเล่าที่ทำให้เจ้ามีคุณสมบัติที่จะมีชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า? ในเวลาที่เจ้าเผยแผ่ข่าวประเสริฐแก่ผู้อื่น และในเวลาที่เจ้าสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงและเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะโน้มน้าวพวกเขาได้ พวกเขาก็จะหักล้างคำพูดของเจ้า เจ้าไม่ใช่ขยะข้างถนนหรอกหรือ? เจ้าได้รับประสบการณ์มากมายเหลือเกินกับพระราชกิจของพระเจ้า ทว่าเมื่อเจ้าพูดถึงความจริง เจ้ากลับพูดไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย เจ้าไม่ใช่คนไม่เอาไหนหรอกหรือ? เจ้ามีประโยชน์อะไรหรือ? พวกเจ้าสามารถได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามามากมาย ทว่ากลับไม่มีความรู้ในเรื่องของพระองค์แม้เพียงน้อยนิดได้อย่างไรกัน? เมื่อพวกเขาถามว่าสิ่งใดคือความรู้ที่แท้จริงที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้า เจ้าก็จนคำพูด หรือไม่ก็ตอบไปด้วยอะไรบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน—ด้วยการพูดว่าพระเจ้านั้นทรงฤทธิ์ พูดว่าพระพรยิ่งใหญ่ที่เจ้าได้รับมาแล้วนั้นคือการยกย่องของพระเจ้าอย่างแท้จริง และพูดว่าไม่มีสิทธิพิเศษใดที่ยิ่งใหญ่กว่าการที่สามารถมองดูพระเจ้าเป็นการส่วนตัว การพูดเรื่องนี้มีคุณค่าอะไรหรือ? พวกมันช่างเป็นคำพูดลอยลมไร้ประโยชน์! ครั้นได้รับประสบการณ์มาแล้วมากมายกับพระราชกิจของพระเจ้า เจ้ากลับรู้เพียงว่าการยกย่องของพระเจ้าคือความจริงเท่านั้นเองหรือ? เจ้าต้องรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า และเมื่อถึงตอนนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นคำพยานที่แท้จริงให้กับพระเจ้าได้ พวกที่ยังไม่ได้รับความจริงจะสามารถเป็นคำพยานให้กับพระเจ้าได้อย่างไรกัน?
หากพระราชกิจมากมายและพระวจนะมากมายไม่มีผลต่อเจ้าเลย เช่นนั้นแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผยแผ่พระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็ย่อมจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ และจะอับอาย และถูกเหยียดหยาม ณ เวลานั้น เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าติดค้างพระเจ้ามากมายเหลือเกิน รู้สึกว่าความรู้ของเจ้าในเรื่องของพระเจ้านั้นช่างผิวเผินเหลือเกิน หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้ในเรื่องของพระเจ้าในวันนี้ ในขณะที่พระองค์กำลังทรงพระราชกิจอยู่แล้วไซร้ มันย่อมจะสายเกินไป ในท้ายที่สุดแล้ว เจ้าจะไม่มีความรู้ใดให้พูดถึงเลย—เจ้าจะถูกทิ้งไว้กับความว่างเปล่า ไม่เหลืออะไรเลย เจ้าจะใช้อะไรอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า? เจ้ากล้าดีที่จะพิจารณาตัดสินพระเจ้าหรือ? เจ้าควรทุ่มเททำงานในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเสียแต่บัดนี้ เพื่อที่ในท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะรู้เหมือนกับเปโตร ว่าการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้านั้นมีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไรกันแน่ และรู้ว่าโดยปราศจากการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์แล้ว มนุษย์ย่อมไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ และทำได้เพียงจมลงสู่ดินแดนอันโสมมนี้ลึกลงไปทุกที ลงสู่ตะกอนตมลึกลงไปทุกทีเท่านั้น ผู้คนได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ใช้เล่ห์กลใส่กัน และปฏิบัติต่อกันอย่างไม่คำนึงถึงความรู้สึก เลิกยำเกรงพระเจ้า การไม่เชื่อฟังของพวกเขานั้นใหญ่หลวงเกินไป มโนคติที่หลงผิดของพวกเขานั้นมากเกินไป และทั้งหมดล้วนเป็นของซาตาน อุปนิสัยเสื่อมทรามของมนุษย์นั้นจะไม่สามารถได้รับการชำระให้สะอาดได้ และเขาจะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ โดยปราศจากการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงแสดงออกในเนื้อหนังนั้นก็คือสิ่งซึ่งแสดงออกโดยพระวิญญาณนั่นเอง และพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำนั้นก็ดำเนินไปโดยสอดคล้องกับสิ่งที่พระวิญญาณทรงกระทำ วันนี้ หากเจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องของพระราชกิจนี้แล้วไซร้ เจ้าย่อมโง่เขลายิ่งนัก และได้สูญเสียไปอย่างมากมายเหลือเกิน! หากเจ้ายังไม่ได้รับความรอดของพระเจ้าแล้วไซร้ ความเชื่อของเจ้าก็ย่อมเป็นความเชื่อทางศาสนา และเจ้าก็คือคริสตชนผู้เป็นคนของศาสนา เพราะเจ้ายึดติดกับคำสอนที่ตายไปแล้ว เจ้าจึงได้สูญเสียพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไป ผู้อื่นซึ่งไล่ตามเสาะหาความรักที่มีต่อพระเจ้านั้นสามารถได้มาซึ่งความจริงและชีวิต ในขณะที่ความเชื่อของเจ้านั้นไม่สามารถที่จะได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับได้กลายเป็นคนทำชั่ว เป็นใครบางคนที่กระทำการอันสร้างความย่อยยับและความจงเกลียดจงชัง กล่าวคือ เจ้าได้กลายเป็นตัวตลกในมุกตลกของซาตานและเป็นเชลยของซาตานไปเสียแล้ว พระเจ้ามิได้มีไว้เพื่อให้มนุษย์เชื่อ แต่มีไว้ให้เขารัก และให้เขาไล่ตามเสาะหาและนมัสการ หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาในวันนี้แล้วไซร้ สักวันเจ้าจะต้องพูดว่า “ย้อนกลับไปในตอนนั้น เหตุใดฉันจึงไม่ได้ติดตามพระเจ้าอย่างเหมาะสม ไม่ได้ทำให้พระองค์พึงพอพระทัยอย่างเหมาะสม ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของชีวิตฉัน? ฉันเสียใจเหลือเกินที่ไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าในเวลานั้น และไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า ย้อนกลับไปในตอนนั้น พระเจ้าได้ตรัสไว้มากมายนัก ฉันสามารถไม่เคยไล่ตามเสาะหาไปได้อย่างไรกัน? ฉันช่างโง่เง่านัก!” เจ้าจะเกลียดชังตัวเจ้าเองในระดับหนึ่งทีเดียว วันนี้ เจ้าไม่เชื่อวจนะที่เรากล่าว และเจ้าไม่ใส่ใจกับมันเลย เมื่อถึงวันที่พระราชกิจนี้เผยแผ่ออกไป และเจ้ามองเห็นทั้งหมดทั้งสิ้นของมัน เจ้าจะเสียใจ และ ณ เวลานั้น เจ้าจะอึ้งและงงงัน พระพรทั้งหลายนั้นมีอยู่ ทว่าเจ้าไม่รู้ว่าจะชื่นชมพวกมันอย่างไร และความจริงนั้นมีอยู่ ทว่าเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหามัน นี่เจ้าไม่ได้ทำให้ตัวเองน่าเหยียดหยามหรอกหรือ? วันนี้ ถึงแม้ว่าขั้นตอนถัดไปแห่งพระราชกิจของพระเจ้ายังไม่ได้เริ่มขึ้น ก็ไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่ขอจากเจ้าและเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าถูกขอให้ใช้ดำเนินชีวิต มีพระราชกิจมากมายเหลือเกินและความจริงมากมายเหลือเกิน พวกมันไม่มีค่าคู่ควรที่เจ้าจะรู้หรอกหรือ? การตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าไร้ความสามารถที่จะปลุกจิตวิญญาณของเจ้าให้ตื่นขึ้นมาหรือ? การตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าไร้ความสามารถที่จะทำให้เจ้าเกลียดชังตัวเจ้าเองหรือ? เจ้าพอใจที่จะมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานพร้อมกับสันติสุขและความชื่นบาน และสิ่งชูใจเล็กน้อยทางเนื้อหนังอย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่ได้ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งหมดหรอกหรือ? ไม่มีใครเลยที่โง่เขลาไปกว่าพวกที่มองดูความรอดแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาที่จะได้รับมัน กล่าวคือ เหล่านี้เป็นผู้คนที่มูมมามไปกับเนื้อหนังจนเกินขนาดและชื่นชมซาตาน เจ้าหวังว่าความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าจะไม่พ่วงเอาความท้าทายหรือความทุกข์ลำบากอันใด หรือความยากลำบากแม้เพียงน้อยนิดมาด้วย เจ้าไล่ตามเสาะหาสิ่งเหล่านั้นซึ่งไร้ค่าเสมอ และเจ้าไม่ให้คุณค่ากับชีวิต แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับให้ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเจ้าเองมาก่อนความจริง เจ้าช่างไร้ค่ายิ่งนัก! เจ้ามีชีวิตอยู่เหมือนสุกรตัวหนึ่ง—มีความแตกต่างอะไรเล่าระหว่างตัวเจ้า และพวกสุกรกับพวกสุนัข? พวกที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับรักเนื้อหนัง ไม่ใช่สัตว์ร้ายทั้งหมดหรอกหรือ? พวกที่ตายไปแล้วและปราศจากจิตวิญญาณไม่ใช่ซากศพที่เดินได้หรอกหรือ? วจนะมากมายเพียงใดแล้วที่ได้กล่าวไปท่ามกลางพวกเจ้า? งานที่ได้ถูกกระทำไปท่ามกลางพวกเจ้ามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นอย่างนั้นหรือ? เราได้จัดเตรียมไปมากเพียงใดแล้วท่ามกลางพวกเจ้า? แล้วเหตุใดเจ้ายังไม่ได้รับมัน? เจ้ามีอะไรให้ต้องร้องทุกข์หรือ? นี่ไม่ใช่กรณีที่เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดเลยเพราะเจ้าหลงรักเนื้อหนังมากเกินไปหรอกหรือ? และนี่ไม่ใช่เพราะความคิดของเจ้านั้นฟุ้งซ่านเกินไปหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่เพราะเจ้าโง่เง่าเกินไปหรอกหรือ? หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะได้รับพระพรเหล่านี้ เจ้าสามารถติเตียนพระเจ้าเพราะการที่ไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอดได้อย่างนั้นหรือ? สิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาคือการที่จะสามารถได้รับสันติสุขภายหลังการเชื่อในพระเจ้า เพื่อลูกหลานของเจ้าจะได้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ เพื่อสามีของเจ้าจะมีงานที่ดี เพื่อบุตรชายของเจ้าจะได้เจอภรรยาที่ดี เพื่อบุตรสาวของเจ้าจะได้เจอสามีที่มีความประพฤติดีเหมาะสม เพื่อม้าและโคของเจ้าจะไถพรวนผืนดินได้ดี เพื่อปีที่มีสภาพอากาศที่ดีสำหรับพืชผลของเจ้า นี่คือสิ่งที่เจ้าแสวงหา การไล่ตามเสาะหาของเจ้าก็เพียงเพื่อจะมีชีวิตในความสุขสบาย เพื่อที่จะไม่มีอุบัติภัยตกมาถึงครอบครัวของเจ้า เพื่อที่สายลมจะโชยผ่านเจ้า เพื่อที่ใบหน้าของเจ้าจะไม่สัมผัสกรวดทราย เพื่อที่พืชผลของครอบครัวเจ้าจะไม่ถูกน้ำท่วม ไม่ได้รับผลกระทบจากความวิบัติอันใด เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้า เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในรังอันอุ่นสบาย คนขี้ขลาดอย่างเจ้าผู้ซึ่งไล่ตามเสาะหาเนื้อหนังเสมอนั้น—เจ้ามีหัวใจ เจ้ามีจิตวิญญาณหรือไม่? เจ้าไม่ใช่สัตว์ร้ายหรอกหรือ? เราให้หนทางที่แท้จริงแก่เจ้าโดยไม่ได้ขออะไรกลับคืน กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา เจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่? เรามอบชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงให้แก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา เจ้าไม่ได้ต่างอะไรจากสุกรหรือสุนัขตัวหนึ่งหรอกหรือ? พวกสุกรไม่เสาะหาชีวิตของมนุษย์ พวกมันไม่ไล่ตามเสาะหาการได้รับการชำระให้สะอาด และพวกมันไม่เข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ในแต่ละวัน หลังจากที่พวกมันกินกันจนอิ่มแปล้ มันก็แค่หลับไป เราได้ให้หนทางที่แท้จริงแก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ไม่ได้รับมัน เจ้าเป็นคนมือเปล่า เจ้าเต็มใจที่จะดำเนินต่อไปในชีวิตนี้ ชีวิตของสุกรตัวหนึ่งหรือไม่? อะไรคือนัยสำคัญของผู้คนเช่นนั้นที่กำลังมีชีวิตอยู่? ชีวิตของเจ้าช่างน่าเหยียดหยามและต่ำศักดิ์ เจ้ามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความโสมมและความเสเพล และเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายใดเลย ชีวิตของเจ้าไม่ได้ต่ำศักดิ์ที่สุดในบรรดาสิ่งทั้งหมดหรอกหรือ? เจ้ากล้าดีที่จะพิจารณาตัดสินพระเจ้าหรือ? หากเจ้าได้รับประสบการณ์ในหนทางนี้ต่อไป ใช่ว่าเจ้าจะไม่ได้มาซึ่งสิ่งใดเลยหรอกหรือ? หนทางที่แท้จริงได้ถูกมอบให้เจ้าไปแล้ว แต่การที่เจ้าจะสามารถรับไว้จนถึงที่สุดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาส่วนบุคคลของตัวเจ้าเอง ผู้คนพากันพูดว่าพระเจ้าคือพระเจ้าผู้ชอบธรรม และพูดว่าตราบเท่าที่มนุษย์ติดตามพระองค์ไปจนสุดปลายทาง แน่นอนว่าพระองค์จะทรงเป็นธรรมต่อมนุษย์ เพราะพระองค์ทรงชอบธรรมที่สุด หากมนุษย์ติดตามพระองค์ไปจนสุดทาง พระองค์จะสามารถทอดทิ้งมนุษย์ได้อย่างไรเล่า? เราเป็นธรรมต่อมนุษย์ทุกคน และพิพากษามนุษย์ทุกคนด้วยอุปนิสัยอันชอบธรรมของเรา ทว่ามีสภาพเงื่อนไขที่เหมาะสมต่อข้อพึงประสงค์ที่เรามีต่อมนุษย์ และสิ่งที่เราพึงประสงค์จะต้องถูกทำให้สำเร็จลุล่วงโดยมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าพวกเขาเป็นใคร เราไม่ใส่ใจว่าเจ้าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างไร หรือเจ้ามีคุณสมบัติเช่นนั้นมานานเท่าใดแล้ว เราใส่ใจเพียงว่าเจ้าเดินไปในหนทางของเรา และไม่ว่าเจ้ารักและกระหายความจริงหรือไม่ หากเจ้าขาดความจริง แต่กลับนำความอับอายมาสู่นามของเรา และไม่ปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับหนทางของเรา แค่ทำตามโดยปราศจากความใส่ใจหรือความห่วงใย เช่นนั้นแล้ว ณ เวลานั้น เราจะบดขยี้เจ้าและลงโทษเจ้าสำหรับความชั่วของเจ้า และเจ้าจะต้องพูดอะไรอีกเล่าเมื่อถึงตอนนั้น? เจ้าจะสามารถพูดว่า พระเจ้าไม่ทรงชอบธรรมอย่างนั้นหรือ? ในวันนี้หากเจ้าปฏิบัติตามวจนะที่เราได้พูดไป เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือบุคคลประเภทที่เราเห็นชอบ เจ้าพูดว่า เจ้าเป็นทุกข์เสมอขณะกำลังติดตามพระเจ้า พูดว่าเจ้าได้ติดตามพระองค์ผ่านร้อนผ่านหนาว และได้ใช้เวลาที่ดีและที่เลวร้ายร่วมกับพระองค์ แต่เจ้าไม่ได้ดำเนินชีวิตตามพระวจนะที่พระเจ้าตรัสไว้ เจ้าปรารถนาเพียงสาละวนวุ่นวายเพื่อพระเจ้าและสละตัวเจ้าเองเพื่อพระเจ้าในแต่ละวัน และไม่เคยคิดที่จะดำเนินชีวิตที่มีความหมาย เจ้ายังพูดด้วยว่า “ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ข้าพระองค์เชื่อว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม ข้าพระองค์ได้ทนทุกข์เพื่อพระองค์ สาละวนวุ่นวายเพื่อพระองค์ และอุทิศตัวข้าพระองค์เพื่อพระองค์ และข้าพระองค์ได้ทำงานหนักทั้งที่ไม่ได้รับการให้ความสำคัญอันใด พระองค์จะทรงจดจำข้าพระองค์ได้อย่างแน่นอน” เป็นความจริงที่พระเจ้านั้นทรงชอบธรรม ทว่าความชอบธรรมนี้ไม่ได้ด่างพร้อยด้วยราคีอันใด กล่าวคือ มันไม่มีเจตจำนงของมนุษย์อยู่ในนั้นเลย และมันไม่ได้ถูกทำให้ด่างพร้อยโดยเนื้อหนัง หรือโดยการแลกเปลี่ยนของมนุษย์ พวกที่เป็นกบฏและต่อต้านทั้งหมด พวกที่ไม่ปฏิบัติตามหนทางของพระองค์จะถูกลงโทษ ไม่มีใครเลยที่ได้รับการอภัย และไม่มีใครเลยที่ได้รับการยกเว้น! ผู้คนบางคนพูดว่า “ในวันนี้ ข้าพระองค์สาละวนวุ่นวายเพื่อพระองค์ เมื่อบทอวสานมาถึง พระองค์จะสามารถมอบพระพรให้ข้าพระองค์สักเล็กน้อยได้หรือไม่?” ดังนั้นเราจึงถามเจ้าว่า “เจ้าได้ปฏิบัติตามวจนะของเราแล้วหรือยัง?” ความชอบธรรมที่เจ้าพูดถึงนั้นมีพื้นฐานอยู่บนการทำการแลกเปลี่ยน เจ้าเพียงแต่คิดว่าเราชอบธรรมและเป็นธรรมกับมนุษย์ทุกคน และคิดว่าบรรดาผู้ซึ่งติดตามเราทั้งหมดไปจนสุดทางนั้นจะต้องได้รับการช่วยให้รอดและได้รับพรของเราอย่างแน่นอน วจนะของเราที่ว่า “บรรดาผู้ซึ่งติดตามเราทั้งหมดไปจนสุดทางนั้นจะต้องได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน” มีความหมายแฝงเร้นอยู่ กล่าวคือ บรรดาผู้คนที่ติดตามเราไปจนสุดทางนั้นคือผู้ที่จะได้รับการรับไว้โดยเราอย่างครบถ้วน พวกเขาคือบรรดาผู้ที่แสวงหาความจริงและได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม หลังจากที่ถูกเราพิชิตแล้ว สภาพเงื่อนไขใดหรือที่เจ้าได้สัมฤทธิ์? เจ้าเพียงสัมฤทธิ์การติดตามเราไปจนสุดทาง ว่าแต่อย่างอื่นเล่า? เจ้าได้ปฏิบัติตามวจนะของเราหรือไม่? เจ้าได้สำเร็จลุล่วงหนึ่งในข้อพึงประสงค์ทั้งห้าของเรา กระนั้นเจ้าก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้อีกสี่ข้อที่เหลือนั้นสำเร็จลุล่วง เจ้าก็แค่ได้พบเส้นทางซึ่งธรรมดาที่สุด ง่ายดายที่สุด และได้ไล่ตามเสาะหามันไปด้วยท่าทีของการที่แค่หวังว่าจะโชคดี กับบุคคลเช่นเจ้า อุปนิสัยอันชอบธรรมของเราย่อมเป็นอุปนิสัยแห่งการตีสอนและการพิพากษา เป็นอุปนิสัยแห่งการลงทัณฑ์อันสาสมและชอบธรรม และเป็นการลงโทษอันชอบธรรมสำหรับพวกคนทำชั่วทุกคน นั่นก็คือ พวกที่ไม่เดินในหนทางของเราทั้งหมดจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน ต่อให้พวกเขาติดตามมาจนสุดทางก็ตาม นี่คือความชอบธรรมของพระเจ้า เมื่ออุปนิสัยอันชอบธรรมนี้ถูกแสดงออกมาในการลงโทษมนุษย์ มนุษย์จะตะลึงงันและรู้สึกเสียใจว่า ในขณะที่กำลังติดตามพระเจ้า เขาไม่ได้เดินในหนทางของพระองค์ “ณ เวลานั้น ข้าพระองค์เพียงทนทุกข์เล็กน้อยในขณะที่กำลังติดตามพระเจ้า แต่ก็ไม่ได้เดินในหนทางแห่งพระเจ้า ยังจะมีข้อแก้ตัวอะไรหรือ? ไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากการถูกตีสอนเท่านั้น!” กระนั้นในจิตใจเขากำลังคิดว่า “ไม่ว่าอย่างไร ข้าพระองค์ก็ได้ติดตามพระองค์มาจนสุดทาง ดังนั้นต่อให้พระองค์ทรงตีสอนข้าพระองค์ การตีสอนก็ไม่น่าจะรุนแรงเกินไป และหลังจากการบีบบังคับให้รับการตีสอนนี้แล้ว พระองค์ก็จะยังคงต้องประสงค์ในตัวข้าพระองค์ ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงชอบธรรม และจะไม่ปฏิบัติต่อข้าพระองค์ในหนทางนั้นตลอดกาล จะว่าไปแล้ว ข้าพระองค์ก็ไม่เหมือนกับพวกที่จะถูกลบทิ้ง กล่าวคือ พวกที่จะถูกลบทิ้งจะได้รับการตีสอนอย่างหนัก ในขณะที่การตีสอนของข้าพระองค์จะเบากว่า” พระอุปนิสัยอันชอบธรรมไม่ได้เป็นเหมือนที่เจ้ากล่าว มันไม่ใช่กรณีที่ว่าพวกที่เก่งในการสารภาพบาปของพวกเขาจะถูกจัดการอย่างกรุณา ความชอบธรรมนั้นบริสุทธิ์ และเป็นพระอุปนิสัยที่ไม่ยอมผ่อนปรนให้กับการทำให้ขุ่นเคืองโดยมนุษย์ และทุกสิ่งที่โสมมและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนั้นล้วนเป็นเป้าแห่งความขยะแขยงของพระเจ้า พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้นไม่ใช่ธรรมบัญญัติ แต่เป็นประกาศกฤษฎีกาบริหาร มันคือประกาศกฤษฎีกาบริหารภายในราชอาณาจักร และประกาศกฤษฎีกาบริหารนี้คือการลงโทษอันชอบธรรมสำหรับผู้ใดก็ตามที่ไม่ครองความจริงและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีช่องว่างสำหรับความรอดเลย เนื่องจากเมื่อมนุษย์แต่ละคนได้ถูกจำแนกชั้นไปตามประเภท มนุษย์ที่ดีจะได้รับบำเหน็จและมนุษย์ที่ชั่วจะถูกลงโทษ มันคือตอนที่บั้นปลายของมนุษย์จะถูกระบุชัดออกมา เป็นเวลาที่พระราชกิจแห่งความรอดจะมาถึงบทอวสาน หลังจากนั้น พระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดจะไม่ถูกกระทำอีกต่อไป และการลงทัณฑ์อันสาสมจะมาถึงทุกคนที่ทำชั่ว ผู้คนบางคนพูดว่า “พระเจ้าทรงจดจำทุกคนที่ไปอยู่เคียงข้างพระองค์บ่อยๆ พระองค์จะไม่ทรงลืมคนใดในหมู่พวกเรา พวกเราได้รับการรับประกันว่าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า พระองค์จะไม่ทรงจดจำผู้ใดที่อยู่เบื้องล่าง พวกที่อยู่ท่ามกลางผู้คนเบื้องล่างซึ่งจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมนั้น ได้รับการรับประกันว่าจะต่ำต้อยกว่าพวกเรา พวกเราผู้ซึ่งเผชิญหน้ากับพระเจ้าอยู่บ่อยๆ ไม่มีใครท่ามกลางพวกเราที่พระเจ้าจะทรงลืม พวกเราทุกคนได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าแล้ว และพวกเราได้รับการรับประกันที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า” พวกเจ้าทั้งหมดมีมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้น นี่หรือคือความชอบธรรม? เจ้าได้นำความจริงไปปฏิบัติแล้วหรือยัง? เจ้าแพร่ข่าวลือเฉกเช่นนี้จริงๆ—เจ้าช่างไม่มีความละอายเอาเสียเลย!
ในวันนี้ ผู้คนบางคนไล่ตามเสาะหาการถูกใช้โดยพระเจ้า แต่หลังจากที่ถูกพิชิตแล้ว พวกเขาไม่สามารถถูกใช้ได้โดยตรงในทันที สำหรับพระวจนะที่ได้มีการตรัสไว้ในวันนี้ หากถึงตอนที่พระเจ้าทรงใช้ผู้คน แล้วเจ้ายังคงไม่สามารถสำเร็จลุล่วงในพระวจนะเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม กล่าวได้อีกอย่างว่า การมาถึงของจุดสิ้นสุดของช่วงเวลาที่มนุษย์ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมนั้น จะกำหนดพิจารณาว่ามนุษย์จะถูกกำจัดทิ้งหรือถูกใช้โดยพระเจ้า บรรดาผู้ที่ได้รับการพิชิตไปแล้วนั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าตัวอย่างของความนิ่งเฉยและสิ่งที่เป็นลบ พวกเขาเป็นวัตถุตัวอย่างและแบบอย่าง แต่พวกเขาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าข้อเปรียบเทียบ เฉพาะเมื่ออุปนิสัยในชีวิตมนุษย์ได้เปลี่ยนไปแล้ว และเขาได้สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอกแล้วเท่านั้น เขาจึงจะได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์อย่างเต็มที่ ในวันนี้สิ่งไหนเล่าที่เจ้าต้องการ การถูกพิชิตหรือการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม? สิ่งไหนหรือที่เจ้าปรารถนาจะสัมฤทธิ์? เจ้าได้ลุล่วงสภาพเงื่อนไขสำหรับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วหรือ? สภาพเงื่อนไขใดที่เจ้ายังคงขาดอยู่? เจ้าควรเตรียมตัวเองให้มีความพร้อมอย่างไร และเจ้าควรชดเชยสิ่งที่ขาดตกบกพร่องอย่างไร? เจ้าควรเข้าสู่เส้นทางของการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างไร? เจ้าควรนบนอบโดยครบบริบูรณ์อย่างไร? เจ้าขอที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ดังนั้น เจ้าไล่ตามเสาะหาความบริสุทธิ์ใช่หรือไม่? เจ้าเป็นบุคคลที่พยายามจะได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษาเพื่อที่เจ้าอาจได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ใช่หรือไม่? เจ้าไล่ตามเสาะหาการได้รับการชำระให้สะอาด ดังนั้นแล้วเจ้าเต็มใจที่จะยอมรับการตีสอนและการพิพากษาใช่หรือไม่? เจ้าขอที่จะรู้จักพระเจ้า แต่เจ้ามีความรู้ในเรื่องการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์หรือไม่? ในวันนี้ พระราชกิจส่วนใหญ่ที่พระองค์ทรงทำกับเจ้าคือการตีสอนและการพิพากษา อะไรคือความรู้ของเจ้าในเรื่องพระราชกิจนี้ สิ่งใดที่ได้ถูกดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วในตัวเจ้า? การตีสอนและการพิพากษาที่เจ้าได้รับประสบการณ์มาแล้วนั้น ได้ชำระเจ้าให้สะอาดแล้วหรือยัง? มันได้เปลี่ยนแปลงเจ้าหรือยัง? มันได้ส่งผลใดต่อเจ้าหรือยัง? เจ้าอ่อนล้ากับพระราชกิจในวันนี้ที่ช่างมากมายเหลือเกินหรือไม่—การสาปแช่ง การพิพากษา การเผย—หรือเจ้ารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์มหาศาลต่อเจ้าหรือไม่? เจ้ารักพระเจ้า แต่เหตุใดเจ้าจึงรักพระองค์เล่า? เจ้ารักพระองค์เพราะเจ้าได้รับพระคุณมาบ้างเล็กน้อยใช่หรือไม่? หรือเจ้ารักพระเจ้าหลังจากที่ได้รับสันติสุขและความชื่นบานแล้ว? หรือเจ้ารักพระเจ้าหลังจากที่ได้รับการชำระให้สะอาดโดยการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์? อะไรกันแน่ที่ทำให้เจ้ารักพระเจ้า? สภาพเงื่อนไขใดที่เปโตรได้ทำให้ลุล่วงเพื่อที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม? หลังจากที่เขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว อะไรคือหนทางอันสำคัญยิ่งยวดที่ความเพียบพร้อมนั้นได้ถูกแสดงออกมา? เขารักองค์พระเยซูเจ้าเพราะเขาถวิลหาพระองค์ หรือเพราะเขาไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ หรือเพราะเขาได้ถูกตำหนิ? หรือเขายิ่งรักองค์พระเยซูเจ้ามากขึ้น เพราะเขาได้ยอมรับความทุกข์ทนจากความทุกข์ลำบาก และได้มารู้จักความโสมมและการไม่เชื่อฟังของตัวเขาเอง ได้มารู้จักความบริสุทธิ์แห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า? ความรักของเขาที่มีต่อพระเจ้าได้กลายเป็นบริสุทธิ์ขึ้นเพราะการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า หรือเพราะอย่างอื่น? สิ่งนั้นคืออะไรหรือ? เจ้ารักพระเจ้าเพราะพระคุณของพระเจ้า และเพราะวันนี้พระองค์ได้ให้พระพรแก่เจ้ามาบ้างเล็กน้อย นี่คือรักที่แท้จริงหรือ? เจ้าควรรักพระเจ้าอย่างไรหรือ? เจ้าควรยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ และหลังจากที่ได้มองดูพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์แล้ว ก็สามารถที่จะรักพระองค์ได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นเจ้าจึงเชื่อมั่นอย่างถึงที่สุด และมีความรู้เกี่ยวกับพระองค์ใช่หรือไม่? เจ้าสามารถพูดเหมือนกับเปโตรได้หรือไม่ว่าเจ้าไม่สามารถรักพระเจ้าได้มากพอ? สิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหานั้นถูกพิชิตภายหลังการตีสอนและการพิพากษา หรือถูกชำระให้สะอาด ได้รับการคุ้มครองปกป้อง และได้รับการดูแลภายหลังการตีสอนและการพิพากษากันแน่? เจ้าไล่ตามเสาะหาอะไรกันแน่ในสิ่งเหล่านี้? ชีวิตของเจ้าเป็นชีวิตหนึ่งซึ่งเปี่ยมความหมาย หรือมันไร้จุดประสงค์และปราศจากคุณค่า? เจ้าต้องการเนื้อหนัง หรือเจ้าต้องการความจริง? เจ้าต้องการการพิพากษาหรือการชูใจ? เมื่อผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามามากมายแล้ว และเมื่อได้มองดูความบริสุทธิ์และความชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว เจ้าควรไล่ตามเสาะหาอย่างไร? เจ้าควรเดินไปตามเส้นทางนี้อย่างไร? เจ้าควรนำความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้ามาปฏิบัติอย่างไร? การตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าได้สัมฤทธิ์ผลในตัวเจ้าบ้างหรือไม่? การที่เจ้าจะมีความรู้เกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เจ้าใช้ดำเนินชีวิต และขอบข่ายของความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้า! ปากเจ้าพูดว่าเจ้ารักพระเจ้า ทว่าสิ่งที่เจ้าใช้ในการดำเนินชีวิตนั้นคืออุปนิสัยเดิมที่เสื่อมทราม เจ้าปราศจากความยำเกรงในพระเจ้า และนับประสาอะไรที่เจ้าจะมีมโนธรรม ผู้คนเช่นนี้รักพระเจ้าหรือ? ผู้คนเช่นนี้รักภักดีต่อพระเจ้าหรือ? พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าหรือ? เจ้าพูดว่าเจ้ารักพระเจ้าและเชื่อในพระองค์ ทว่าเจ้าไม่ปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของเจ้าเลย ในงาน ในการเข้าสู่ และในคำพูดที่เจ้าพูด และในชีวิตของเจ้า ไม่มีการสำแดงความรักของเจ้าต่อพระเจ้าอยู่เลย และไม่มีความเคารพในพระเจ้าอยู่เลย นี่คือใครบางคนที่ได้รับการตีสอนและการพิพากษาแล้วกระนั้นหรือ? ใครบางคนที่เป็นเช่นนี้จะสามารถเป็นเปโตรได้หรือ? บรรดาผู้ที่เป็นเหมือนเปโตร เพียงมีความรู้ แต่ไม่มีการดำเนินชีวิตอย่างนั้นหรือ? ในวันนี้ อะไรคือสภาพเงื่อนไขที่มนุษย์จำเป็นต้องมีเพื่อดำเนินชีวิตที่เป็นชีวิตจริง? คำอธิษฐานทั้งหลายของเปโตรไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าคำพูดที่ออกมาจากปากของเขาใช่หรือไม่? คำอธิษฐานเหล่านั้นไม่ใช่คำพูดที่มาจากส่วนลึกภายในหัวใจของเขาหรอกหรือ? เปโตรได้แต่อธิษฐานเท่านั้น และไม่ได้นำความจริงไปปฏิบัติอย่างนั้นหรือ? การไล่ตามเสาะหาของเจ้าเป็นไปเพื่อผู้ใดหรือ? เจ้าควรทำให้ตัวเจ้าได้รับการคุ้มครองปกป้องและการชำระให้สะอาดในช่วงระหว่างการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าอย่างไร? การตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าไม่มีประโยชน์ต่อมนุษย์เลยหรือ? การพิพากษาทั้งหมดคือการลงโทษใช่หรือไม่? สามารถเป็นไปได้หรือไม่ว่า เฉพาะสันติสุขและความชื่นบาน เฉพาะพระพรทางวัตถุและความชูใจชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์? หากมนุษย์มีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่น่ายินดีและชูใจ โดยปราศจากชีวิตแห่งการพิพากษา เขาจะได้รับการชำระให้สะอาดหรือไม่? หากมนุษย์ปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงและได้รับการชำระให้สะอาด เขาควรยอมรับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างไร? เส้นทางใดหรือที่เจ้าควรเลือกในวันนี้?
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ