พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3

ตอนที่หนึ่ง

การสามัคคีธรรมในไม่กี่ครั้งที่ผ่านมาของพวกเราได้ส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อพวกเจ้าทุกคนแล้ว ณ ขณะนี้ ในที่สุดผู้คนก็สามารถรู้สึกได้จริงๆ ถึงการดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระเจ้า และว่าที่จริงแล้วพระเจ้าทรงอยู่ใกล้มนุษย์มาก ถึงแม้ว่าผู้คนอาจเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่เคยเข้าใจพระดำริและแนวความคิดของพระองค์อย่างแท้จริงเหมือนกับที่พวกเขาเข้าใจในตอนนี้ อีกทั้งพวกเขาไม่เคยได้รับประสบการณ์กับกิจการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์เหมือนกับที่พวกเขาได้รับในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือการปฏิบัติจริง ผู้คนส่วนใหญ่ก็ได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างที่ใหม่และสัมฤทธิ์ผลในความเข้าใจที่สูงขึ้น พวกเขาได้ตระหนักถึงความผิดพลาดในการไล่ตามเสาะหาในอดีตของพวกเขาเอง ตระหนักถึงความผิวเผินในประสบการณ์ของพวกเขา และตระหนักว่ามีประสบการณ์ของพวกเขามากมายเกินไปที่ไม่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และตระหนักว่าสิ่งที่มนุษย์ขาดมากที่สุดก็คือความรู้เกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า ในส่วนของมนุษย์นั้น ความรู้นี้เป็นแค่ความรู้ประเภทหนึ่งซึ่งอ้างอิงตามการรับรู้ การที่จะขึ้นสู่ระดับความรู้ที่รู้จักเหตุผลได้นั้นจำเป็นต้องมีการทำให้ความรู้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อยโดยผ่านทางประสบการณ์ของคนเรา ก่อนที่มนุษย์จะเข้าใจพระเจ้าอย่างแท้จริง สามารถพูดตามความรู้สึกของแต่ละคนได้ว่าพวกเขาเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา แต่พวกเขาไม่มีความเข้าใจจริงๆ เกี่ยวกับคำถามที่เฉพาะเจาะจงต่างๆ เช่น จริงๆ แล้วพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแบบใด น้ำพระทัยของพระองค์คือสิ่งใด พระอุปนิสัยของพระองค์คือสิ่งใด และท่าทีจริงๆ ที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์คือสิ่งใด สิ่งนี้ส่งผลร้ายต่อความเชื่อที่ผู้คนมีในพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง และขัดขวางความเชื่อของพวกเขาไม่ให้มีวันสัมฤทธิ์ผลในความบริสุทธิ์หรือความเพียบพร้อม ถึงแม้ว่าเจ้าจะเผชิญกับพระวจนะของพระเจ้าซึ่งๆ หน้า หรือรู้สึกว่าเจ้าได้พบปะกับพระเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้า ก็ยังคงไม่สามารถกล่าวได้ว่าเจ้าเข้าใจพระองค์อย่างบริบูรณ์แล้วอยู่ดี เพราะเจ้าไม่รู้พระดำริของพระเจ้า หรือสิ่งที่พระองค์ทรงรักและสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด สิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงกริ้วและสิ่งที่นำความปีติยินดีมาสู่พระองค์ ดังนั้น เจ้าจึงไม่มีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระองค์ ความเชื่อของเจ้าสร้างขึ้นบนรากฐานของความคลุมเครือและจินตนาการ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความอยากส่วนตัวของเจ้า ความเชื่อของเจ้ายังคงไกลจากความเชื่อที่จริงแท้ และเจ้ายังคงไกลจากการเป็นผู้ติดตามที่แท้จริง คำอธิบายของตัวอย่างจากเรื่องราวในพระคัมภีร์เหล่านี้ทำให้มนุษย์สามารถรู้พระทัยของพระเจ้า พระองค์กำลังทรงดำริสิ่งใดในทุกๆ ขั้นตอนในพระราชกิจของพระองค์และเหตุใดพระองค์จึงทรงพระราชกิจนี้ เจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระองค์คืออะไรและแผนของพระองค์คืออะไรเมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจ พระองค์ทรงสัมฤทธิ์ผลในความคิดเห็นของพระองค์อย่างไร และพระองค์ทรงตระเตรียมและพัฒนาแผนของพระองค์อย่างไร โดยผ่านทางเรื่องราวเหล่านี้ เราสามารถได้รับความเข้าใจที่ละเอียดและเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับทุกเจตนารมณ์ที่เฉพาะเจาะจงและทุกพระดำริจริงๆ ของพระเจ้าในช่วงระหว่างพระราชกิจการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์ และท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อพวกมนุษย์ในเวลาที่แตกต่างกันและในยุคที่แตกต่างกันได้ หากผู้คนสามารถเข้าใจว่าพระองค์ทรงพระดำริสิ่งใด ท่าทีของพระองค์ทรงเป็นอย่างไร และพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงเผยขณะที่พระองค์ทรงเผชิญกับทุกสถานการณ์ สิ่งนี้สามารถช่วยให้ทุกบุคคลตระหนักถึงการดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระเจ้าได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และรู้สึกถึงความสัมพันธ์กับชีวิตจริงและความจริงแท้ของพระองค์ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายของเราในการเล่าเรื่องราวเหล่านี้นั้นไม่ใช่เพื่อให้ผู้คนเข้าใจประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์ หรือไม่ใช่เพื่อช่วยให้พวกเขาคุ้นเคยกับวรรคต่างๆ ในพระคัมภีร์หรือผู้คนในนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจภูมิหลังของสิ่งที่พระเจ้าทรงภาคชีวิตจริงในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ แต่เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระองค์ และทุกส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพระองค์ และได้รับความเข้าใจและความรู้ที่จริงแท้มากขึ้นและถูกต้องแม่นยำมากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า ด้วยวิธีนี้ หัวใจของผู้คนสามารถเปิดรับพระเจ้าได้ทีละเล็กทีละน้อย กลายมาอยู่ใกล้กับพระเจ้า และพวกเขาสามารถเข้าใจพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์ เนื้อแท้ของพระองค์ได้ดีขึ้น และรู้จักพระเจ้าที่แท้จริงพระองค์เองได้ดีขึ้น

ความรู้เกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นสามารถมีผลกระทบในแง่บวกต่อผู้คน ความรู้นี้สามารถช่วยพวกเขาให้มีความมั่นใจในพระเจ้ามากขึ้น และช่วยให้พวกเขาสัมฤทธิ์ผลในการเชื่อฟังที่แท้จริงและการยำเกรงพระองค์ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะไม่ติดตามหรือนมัสการพระองค์อย่างหูหนวกตาบอดอีกต่อไป พระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์คนโง่หรือผู้ที่ติดตามฝูงชนอย่างหูหนวกตาบอด แต่ทรงต้องประสงค์กลุ่มผู้คนที่มีความเข้าใจและความรู้ที่ชัดเจนในหัวใจของพวกเขาเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า และสามารถกระทำการเป็นพยานของพระเจ้าได้ ผู้คนที่จะไม่มีวันทิ้งขว้างพระเจ้า เพราะความดีงามของพระองค์ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น และเพราะพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ ในฐานะผู้ติดตามพระเจ้า หากในหัวใจของเจ้ายังคงขาดความชัดเจน หรือมีความกำกวม หรือความสับสนเกี่ยวกับการดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น และแผนของพระองค์ที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอด เช่นนั้นแล้วความเชื่อของเจ้าก็ไม่สามารถได้รับการสรรเสริญจากพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์ให้บุคคลประเภทนี้ติดตามพระองค์ และพระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์ให้บุคคลประเภทนี้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ เพราะบุคคลประเภทนี้ไม่เข้าใจพระเจ้า พวกเขาจึงไม่สามารถมอบหัวใจของพวกเขาให้แก่พระเจ้าได้—หัวใจของพวกเขาปิดรับพระองค์ ดังนั้นความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความไม่บริสุทธิ์ การติดตามพระเจ้าของพวกเขาสามารถเรียกได้ว่าเป็นการติดตามอย่างหูหนวกตาบอดเท่านั้น ผู้คนสามารถเพียงได้รับความเชื่อที่แท้จริงและเป็นผู้ติดตามที่แท้จริงได้หากพวกเขามีความเข้าใจและความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดการเชื่อฟังที่แท้จริงและความยำเกรงพระเจ้าขึ้นภายในตัวพวกเขา พวกเขาสามารถมอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้าและเปิดหัวใจรับพระองค์ได้ด้วยวิธีนี้เท่านั้น นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ เพราะทุกสิ่งที่พวกเขาทำและคิดสามารถทานทนต่อการทดสอบของพระเจ้า และสามารถเป็นพยานต่อพระเจ้าได้ ทุกสิ่งที่เราสื่อสารกับพวกเจ้าเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า หรือสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น หรือน้ำพระทัยของพระองค์และพระดำริของพระองค์ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ และไม่ว่าเราจะกล่าวถึงสิ่งนั้นจากมุมมองใดๆ ก็ตามหรือจากมุมใดๆ ก็ตาม ทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่อช่วยเจ้าให้มั่นใจมากขึ้นเกี่ยวกับการดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระเจ้า ให้เข้าใจและซึ้งถึงคุณค่าของความรักที่พระองค์ทรงมีให้แก่มวลมนุษย์อย่างแท้จริงมากขึ้น และเข้าใจและซึ้งถึงคุณค่าของความกังวลที่พระองค์ทรงมีให้กับผู้คนอย่างแท้จริงมากขึ้น และพระประสงค์อย่างจริงใจของพระองค์ที่จะบริหารจัดการและช่วยมวลมนุษย์ให้รอด

วันนี้ ในอันดับแรกพวกเราจะสรุปเกี่ยวกับพระดำริและแนวความคิดของพระเจ้า และการเคลื่อนไหวทุกๆ ประการของพระองค์นับตั้งแต่ที่พระองค์ได้ทรงสร้างมวลมนุษย์ พวกเราจะดูว่าพระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจใด นับตั้งแต่การสร้างโลกไปจนถึงการเริ่มยุคพระคุณอย่างเป็นทางการ จากนั้น พวกเราจึงสามารถค้นพบได้ว่าพระดำริและแนวความคิดใดของพระองค์ที่มนุษย์ไม่รู้ และจากจุดนั้น พวกเราสามารถชี้แจงลำดับของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า และเข้าใจบริบทที่พระเจ้าได้ทรงสร้างพระราชกิจการบริหารจัดการของพระองค์ แหล่งที่มา และกระบวนการพัฒนาของแผนนั้นได้อย่างถ้วนทั่ว และยังเข้าใจผลลัพธ์ที่พระองค์ทรงต้องประสงค์จากแผนการบริหารจัดการของพระองค์—นั่นคือ แกนหลักและจุดประสงค์ของแผนการบริหารจัดการของพระองค์ได้อย่างถ้วนทั่วด้วย เพื่อให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ พวกเราจำเป็นต้องกลับไปยังช่วงเวลาอันไกลโพ้นที่นิ่งเงียบเมื่อครั้งที่ยังไม่มีพวกมนุษย์…

เมื่อพระเจ้าทรงลุกจากพระแท่นบรรทมของพระองค์ พระดำริแรกที่พระองค์ทรงมีคือสิ่งนี้: การสร้างบุคคลที่มีชีวิต—มนุษย์ที่มีชีวิตที่แท้จริง—ใครสักคนที่ใช้ชีวิตและเป็นสหายของพระองค์เสมอ บุคคลนี้สามารถรับฟังพระองค์ และพระองค์ทรงสามารถปรับทุกข์และตรัสกับบุคคลผู้นั้นได้ จากนั้น พระองค์ทรงช้อนฝุ่นมาหนึ่งกำพระหัตถ์และใช้มันสร้างบุคคลที่มีชีวิตคนแรกเป็นครั้งแรกตามพระฉายาที่พระองค์ได้ทรงจินตนาการไว้ในจิตใจของพระองค์ และจากนั้นพระองค์ได้ประทานชื่อให้กับสิ่งทรงสร้างซึ่งมีชีวิตนี้—อาดัม ทันทีที่พระเจ้าทรงมีบุคคลที่มีชีวิตและหายใจนี้แล้ว พระองค์ทรงรู้สึกอย่างไร? พระองค์ทรงรู้สึกเป็นครั้งแรกถึงความชื่นบานของการมีผู้ที่เป็นที่รัก มีสหาย พระองค์ยังทรงรู้สึกเป็นครั้งแรกถึงความรับผิดชอบในการเป็นบิดา และความกังวลที่มาพร้อมความรับผิดชอบนั้น บุคคลที่มีชีวิตและหายใจนี้นำความสุขและความชื่นบานมาสู่พระเจ้า พระองค์รู้สึกสบายพระทัยเป็นครั้งแรก นี่คือสิ่งแรกที่พระเจ้าทรงทำ ซึ่งไม่ได้สำเร็จลุล่วงด้วยพระดำริหรือแม้กระทั่งพระวจนะของพระองค์ แต่ทรงกระทำด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เมื่อสิ่งประเภทนี้—บุคคลที่มีชีวิตและหายใจ—ที่ทำจากเนื้อและเลือด พร้อมด้วยร่างกายและรูปร่าง และสามารถพูดคุยกับพระเจ้ามายืนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พระองค์ทรงได้รับประสบการณ์กับความชื่นบานแบบที่พระองค์ไม่เคยทรงรู้สึกมาก่อน พระองค์ทรงรู้สึกถึงความรับผิดชอบของพระองค์อย่างแท้จริง และสิ่งมีชีวิตนี้ไม่เพียงแต่ทำให้พระองค์ทรงเกิดความเห็นพระทัยเท่านั้น แต่ยังทำให้พระทัยของพระองค์อบอุ่นและเร้าพระทัยของพระองค์ในทุกๆ การเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาทำ เมื่อสิ่งมีชีวิตนี้ยืนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า นั่นเป็นครั้งแรกที่พระองค์มีพระดำริที่จะได้มาซึ่งผู้คนเช่นนั้นเพิ่มขึ้น นี่คือลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เริ่มต้นขึ้นด้วยพระดำริแรกที่พระเจ้าทรงมีนี้ สำหรับพระเจ้าแล้วนั้น เหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ในเหตุการณ์แรกๆ เหล่านี้ ไม่ว่าพระองค์ทรงรู้สึกอย่างไรในขณะนั้น—ความชื่นบาน ความรับผิดชอบ ความกังวล—พระองค์ทรงไม่มีผู้ใดให้แบ่งปันความรู้สึกนั้นด้วย นับตั้งแต่ชั่วขณะนั้น พระเจ้าทรงรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาและความเสียพระทัยที่พระองค์ไม่เคยทรงได้ประสบการณ์มาก่อนอย่างแท้จริง พระองค์ทรงรู้สึกว่ามนุษย์ไม่สามารถยอมรับหรือจับใจความความรักและความกังวลของพระองค์ หรือเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีให้กับมนุษย์ได้ ดังนั้นพระองค์จึงยังทรงรู้สึกโทมนัสและเจ็บปวดในพระทัยของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งเหล่านี้เพื่อมนุษย์ มนุษย์ก็ไม่ตระหนักรู้ถึงสิ่งนั้นและไม่เข้าใจ นอกเหนือจากความสุขแล้ว ความชื่นบานและความสบายพระทัยที่มนุษย์นำมาให้พระองค์ยังทำให้พระองค์รู้สึกถึงความโทมนัสและความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเป็นครั้งแรกอย่างรวดเร็วด้วย เหล่านี้คือพระดำริและความรู้สึกของพระเจ้าในเวลานั้น ในขณะที่พระเจ้ากำลังทรงกระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดนั้น ในพระทัยของพระองค์ พระองค์ทรงเปลี่ยนจากความชื่นบานเป็นความโทมนัส และจากความโทมนัสเป็นความเจ็บปวด และความรู้สึกเหล่านี้ผสมผสานกับความวิตกกังวล ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะทำคือการเร่งรีบทำให้บุคคลนี้ มนุษย์ผู้นี้ รู้สิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระองค์ และเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์เร็วขึ้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจึงสามารถกลายเป็นผู้ติดตามของพระองค์ และมีความคิดเหมือนกับพระดำริของพระองค์ และเห็นพ้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ พวกเขาจะไม่แค่รับฟังพระเจ้าตรัสและนิ่งเงียบอีกต่อไป พวกเขาจะตระหนักรู้วิธีการเข้าร่วมกับพระเจ้าในพระราชกิจของพระองค์ เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาจะไม่เป็นผู้คนที่ไม่แยแสต่อข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าอีกต่อไป สิ่งแรกๆ เหล่านี้ที่พระเจ้าทรงทำมีความหมายอย่างยิ่ง และมีคุณค่ายิ่งใหญ่สำหรับแผนการบริหารจัดการของพระองค์ และสำหรับมนุษย์ในวันนี้

หลังจากที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและมวลมนุษย์แล้ว พระเจ้าไม่ได้ทรงหยุดพัก พระองค์ทรงกระวนกระวายและกระตือรือร้นที่จะดำเนินการบริหารจัดการของพระองค์ และทรงกระวนกระวายและกระตือรือร้นที่จะได้รับผู้คนที่พระองค์ทรงรักอย่างยิ่งในหมู่มวลมนุษย์

จากนั้น ไม่นานหลังจากที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาแล้ว พวกเราเห็นจากพระคัมภีร์ว่าได้มีน้ำท่วมครั้งใหญ่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก ในบันทึกเกี่ยวกับน้ำท่วมนั้นมีการกล่าวถึงโนอาห์ และสามารถกล่าวได้ว่าโนอาห์คือบุคคลแรกที่ได้รับการทรงเรียกของพระเจ้า ให้ทำงานร่วมกับพระองค์เพื่อทำให้พระราชกิจของพระเจ้าครบบริบูรณ์ แน่นอนว่านี่เป็นครั้งแรกเช่นกันที่พระเจ้าได้ทรงเรียกบุคคลบนแผ่นดินโลกให้ทำบางสิ่งบางอย่างตามพระบัญชาของพระองค์ ทันทีที่โนอาห์สร้างเรือเสร็จแล้ว พระเจ้าทรงทำให้น้ำท่วมแผ่นดินโลกเป็นครั้งแรก เมื่อพระเจ้าทรงทำลายแผ่นดินโลกด้วยน้ำท่วม นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การทรงสร้างมนุษย์ที่พระองค์ทรงมีความรู้สึกรังเกียจพวกเขาอย่างยิ่ง นี่คือสิ่งที่ผลักดันให้พระเจ้าตัดสินพระทัยด้วยความเจ็บปวดที่จะทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้โดยผ่านทางน้ำท่วม หลังจากที่น้ำท่วมได้ทำลายแผ่นดินโลกแล้ว พระเจ้าได้ทรงทำพันธสัญญาแรกของพระองค์กับมนุษย์ พันธสัญญาที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์จะไม่มีวันทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วมอีก เครื่องหมายแห่งพันธสัญญานี้คือรุ้ง นี่คือพันธสัญญาแรกของพระเจ้าที่ทรงมีกับมนุษย์ ดังนั้นรุ้งจึงเป็นเครื่องหมายแรกแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าประทานให้ รุ้งเป็นสิ่งทางกายภาพที่เป็นจริงที่มีอยู่ การมีอยู่จริงของรุ้งนี่เองที่ทำให้พระเจ้ารู้สึกเสียพระทัยอยู่บ่อยครั้งเพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนหน้านี้ซึ่งพระองค์ได้สูญเสียไป และทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนให้พระองค์ทรงระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาอยู่เสมอ…พระเจ้าไม่ทรงชะลอย่างพระบาทของพระองค์ลง—พระองค์ทรงกระวนกระวายและกระตือรือร้นที่จะดำเนินขั้นตอนต่อไปในการบริหารจัดการของพระองค์ หลังจากนั้น พระเจ้าได้ทรงเลือกอับราฮัมเป็นตัวเลือกแรกของพระองค์สำหรับพระราชกิจของพระองค์ทั่วทั้งอิสราเอล นี่เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันที่พระเจ้าทรงเลือกผู้ที่อาจเหมาะสมเช่นนั้น พระเจ้าตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดโดยผ่านทางบุคคลนี้ และจะปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ต่อไปท่ามกลางพงศ์พันธุ์ของบุคคลนี้ พวกเราสามารถเห็นได้จากพระคัมภีร์ว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงทำกับอับราฮัม พระเจ้าจึงได้ทรงทำให้อิสราเอลเป็นแผ่นดินแรกที่ได้รับเลือก และทรงเริ่มต้นพระราชกิจแห่งยุคธรรมบัญญัติของพระองค์โดยผ่านทางผู้คนที่ได้รับเลือกนี้ นั่นคือ คนอิสราเอล อีกครั้งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมกฎและธรรมบัญญัติที่ชัดแจ้งทั้งหลายที่มวลมนุษย์ควรปฏิบัติตามให้แก่คนอิสราเอลเป็นครั้งแรก และพระองค์ทรงอธิบายสิ่งเหล่านี้อย่างละเอียด นี่เป็นครั้งแรกที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมกฎที่เป็นมาตรฐานที่เฉพาะเจาะจงเช่นนั้นว่าพวกเขาควรพลีอุทิศอย่างไร พวกเขาควรใช้ชีวิตอย่างไร พวกเขาควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร เทศกาลและวันใดที่พวกเขาควรทำตาม และหลักการที่ควรปฏิบัติตามในทุกสิ่งที่พวกเขาได้ทำให้แก่พวกมนุษย์ นี่เป็นครั้งแรกที่พระเจ้าประทานกฎระเบียบและหลักการที่ละเอียดและเป็นมาตรฐานเช่นนั้นเกี่ยวกับวิธีการใช้ชีวิตของตนให้แก่มวลมนุษย์

ในแต่ละครั้งที่เราพูดว่า “เป็นครั้งแรก” วลีนั้นหมายถึงประเภทของพระราชกิจที่พระเจ้าไม่เคยทรงทำมาก่อน วลีนั้นหมายถึงพระราชกิจที่ไม่มีอยู่ก่อนหน้านั้น และถึงแม้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทรงสร้างและสิ่งมีชีวิตทุกลักษณะขึ้นมาแล้ว นี่ก็เป็นพระราชกิจประเภทหนึ่งที่พระองค์ไม่เคยทรงทำมาก่อน พระราชกิจทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมวลมนุษย์ของพระเจ้า ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับผู้คนและความรอดของพระองค์ และการบริหารจัดการพวกเขา หลังจากอับราฮัม พระเจ้าทรงทำอะไรบางอย่างเป็นครั้งแรกอีกครั้ง—พระองค์ทรงเลือกโยบให้เป็นผู้ที่ใช้ชีวิตภายใต้ธรรมบัญญัติ และผู้ที่สามารถทานทนต่อการทดลองของซาตาน ในขณะที่ยังคงยำเกรงพระเจ้า หลบเลี่ยงความชั่ว และยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้า นี่เป็นครั้งแรกเช่นกันที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานทดลองบุคคล และเป็นครั้งแรกที่พระองค์ทรงวางเดิมพันกับซาตาน ท้ายที่สุดแล้ว เป็นครั้งแรกที่พระเจ้าทรงได้รับคนบางคนที่สามารถยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระองค์และเป็นพยานต่อพระองค์ในขณะที่เผชิญหน้ากับซาตาน และบางคนที่สามารถทำให้ซาตานอับอายอย่างถ้วนทั่ว นับตั้งแต่ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมา นี่คือบุคคลแรกที่พระองค์ทรงได้รับมาซึ่งสามารถเป็นพยานเพื่อพระองค์ได้ ทันทีที่พระองค์ทรงได้รับมนุษย์ผู้นี้มาแล้ว พระเจ้าทรงมีความกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้นไปอีกที่จะดำเนินการบริหารจัดการของพระองค์ต่อไปและดำเนินช่วงระยะต่อไปในพระราชกิจของพระองค์ โดยทรงตระเตรียมสถานที่และผู้คนที่พระองค์จะทรงเลือกสำหรับขั้นตอนต่อไปในพระราชกิจของพระองค์

หลังจากที่ได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้แล้ว พวกเจ้ามีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่? พระเจ้าทรงพิจารณากรณีการบริหารจัดการมวลมนุษย์นี้ของพระองค์ กรณีความรอดของมวลมนุษย์ของพระองค์ ว่ามีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด พระองค์ทรงทำสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ด้วยจิตใจของพระองค์เท่านั้น ไม่เพียงแต่ด้วยพระวจนะของพระองค์เท่านั้น และแน่นอนว่าไม่ใช่ด้วยท่าทีที่ไม่ใส่พระทัย—แต่พระองค์ทรงทำสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ด้วยแผนการหนึ่ง ด้วยเป้าหมายหนึ่ง ด้วยมาตรฐานต่างๆ และด้วยน้ำพระทัยของพระองค์ เห็นได้ชัดเจนว่าพระราชกิจในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทั้งพระเจ้าและมนุษย์ ไม่ว่าพระราชกิจนี้จะลำบากยากเย็นเพียงใด ไม่ว่าอุปสรรคจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่ามนุษย์จะอ่อนแอเพียงใด หรือไม่ว่าความกบฏของมนุษย์จะล้ำลึกเพียงใด ไม่มีสิ่งใดในนี้ที่ลำบากยากเย็นสำหรับพระเจ้า พระเจ้าทรงทำพระองค์เองให้ยุ่งอยู่เสมอ โดยทรงทุ่มเทความมานะพยายามอย่างพากเพียรของพระองค์ และทรงบริหารจัดการพระราชกิจที่พระองค์เองมีพระประสงค์จะดำเนินการ พระองค์ยังกำลังทรงจัดการเตรียมการทุกสิ่งและใช้อำนาจอธิปไตยของพระองค์เหนือผู้คนเหล่านี้ทั้งหมดที่พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจ และเหนือพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้ครบบริบูรณ์—ทั้งหมดนี้ไม่มีสิ่งใดที่เคยได้รับการทำมาก่อน นี่คือครั้งแรกที่พระเจ้าทรงใช้วิธีการเหล่านี้และที่ทรงจ่ายราคามากมายเช่นนั้นเพื่อโครงการอันสำคัญยิ่งในการบริหารจัดการและช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนี้ ในขณะที่พระเจ้ากำลังทรงดำเนินพระราชกิจนี้ พระองค์กำลังทรงแสดงออกและทรงปลดปล่อยความมานะพยายามอย่างพากเพียรของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น พระปรีชาญาณและความทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ และทุกแง่มุมของพระอุปนิสัยของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ทีละเล็กละน้อยอย่างไม่ตั้งข้อแม้ใดๆ พระองค์ทรงปลดปล่อยและแสดงออกสิ่งเหล่านี้เพราะพระองค์ไม่เคยทรงทำมาก่อน ดังนั้น ในทั้งจักรวาล นอกเหนือจากผู้คนที่พระเจ้าทรงมุ่งหมายที่จะจัดการและช่วยให้รอดนั้น ไม่เคยมีสิ่งทรงสร้างใดๆ ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าเช่นนั้น ที่ได้มีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมเช่นนั้นกับพระองค์ ในพระทัยของพระองค์ มวลมนุษย์ที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะจัดการและช่วยให้รอดนั้นมีความสำคัญที่สุด พระองค์ทรงให้คุณค่ากับมวลมนุษย์นี้เหนือสิ่งอื่นทั้งหมด ถึงแม้ว่าพระองค์จะได้ทรงจ่ายราคามากมายเพื่อพวกเขา และถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงเจ็บปวดและถูกพวกเขาไม่เชื่อฟังอย่างต่อเนื่อง แต่พระองค์ก็ไม่เคยทรงล้มเลิกกับพวกเขา และทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยไม่มีการร้องทุกข์หรือความเสียใจใดๆ นี่เป็นเพราะว่าพระองค์ทรงรู้ว่าอีกไม่ช้าไม่นาน ผู้คนจะตื่นรับการทรงเรียกของพระองค์และได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวจนะของพระองค์ ระลึกได้ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง และกลับมาเคียงข้างพระองค์…

หลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ทั้งหมดในวันนี้ พวกเจ้าอาจรู้สึกว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นช่างปกติยิ่ง ดูเหมือนว่าพวกมนุษย์จะได้รู้สึกถึงเจตนารมณ์บางส่วนที่พระเจ้าทรงมีให้กับพวกเขามาตลอด จากพระวจนะของพระองค์และจากพระราชกิจของพระองค์ แต่ระหว่างความรู้สึกของพวกเขาหรือความรู้ของพวกเขากับสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงดำรินั้นมีระยะห่างที่แน่นอนอยู่ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกับผู้คนทั้งหมดว่าเหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้น และภูมิหลังที่อยู่เบื้องหลังความปรารถนาของพระองค์ที่จะได้รับมวลมนุษย์ที่พระองค์ทรงหวังไว้ การแบ่งปันสิ่งนี้กับทุกคนเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกคนมีความชัดเจนในหัวใจของตน เพราะทุกพระดำริและแนวความคิดของพระเจ้า และทุกระยะและทุกช่วงเวลาของพระราชกิจของพระองค์เกี่ยวพันและเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับพระราชกิจการบริหารจัดการทั้งหมดของพระองค์ ดังนั้น เมื่อเจ้าเข้าใจพระดำริของพระเจ้า แนวความคิด และน้ำพระทัยของพระองค์ในทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์แล้ว ก็เหมือนกับการเข้าใจว่าพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการของพระองค์เกิดขึ้นอย่างไร ความเข้าใจพระเจ้าของเจ้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นบนรากฐานนี้นี่เอง ถึงแม้ว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกเป็นครั้งแรก ซึ่งเราได้กล่าวถึงไปแล้วก่อนหน้านี้ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าเป็นแค่ “ข้อมูล” นั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับการไล่ตามเสาะหาความจริง แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลาที่เจ้าได้รับประสบการณ์ จะมีวันที่เจ้าไม่คิดว่าสิ่งนี้เป็นบางอย่างที่เรียบง่ายเหมือนกับข้อมูลสองสามชิ้น อีกทั้งสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความล้ำลึกบางประเภทเท่านั้น ในขณะที่ชีวิตของเจ้าเดินหน้าไปนั้น ทันทีที่พระเจ้าทรงมีที่บางแห่งในหัวใจของเจ้าแล้ว หรือทันทีที่เจ้าเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์อย่างถี่ถ้วนและลึกซึ้งยิ่งขึ้นแล้ว เมื่อนั้นเจ้าจะเข้าใจความสำคัญและความจำเป็นของสิ่งที่เรากำลังกล่าวถึงในวันนี้อย่างแท้จริง ไม่ว่าในตอนนี้พวกเจ้าจะยอมรับสิ่งนี้ถึงเพียงใดก็ตาม ก็ยังคงมีความจำเป็นที่พวกเจ้าต้องเข้าใจและรู้จักสิ่งเหล่านี้ เมื่อพระเจ้าทรงทำบางสิ่งบางอย่าง เมื่อพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำด้วยแนวความคิดของพระองค์หรือด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกหรือครั้งสุดท้ายที่พระองค์ทรงทำมัน ที่สุดแล้วพระเจ้าทรงมีแผนการ และจุดประสงค์ของพระองค์และพระดำริของพระองค์อยู่ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ จุดประสงค์และพระดำริเหล่านี้เป็นสิ่งแทนพระอุปนิสัยของพระเจ้า และแสดงถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น สองสิ่งนี้—พระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น—ต้องเป็นที่เข้าใจโดยทุกๆ บุคคล ทันทีที่บุคคลหนึ่งเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นแล้ว พวกเขาจะสามารถค่อยๆ เข้าใจว่าเพราะเหตุใดพระองค์จึงทรงทำสิ่งที่พระองค์ทรงทำ และเพราะเหตุใดพระองค์จึงตรัสสิ่งที่พระองค์ตรัส แล้วจากจุดนั้น พวกเขาจะสามารถมีความเชื่อที่มากขึ้นที่จะติดตามพระเจ้า ที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขา นั่นจึงกล่าวได้ว่าความเข้าใจที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้าและความเชื่อที่เขามีในพระเจ้านั้นแยกจากกันไม่ได้

หากสิ่งที่ผู้คนได้รับความรู้และได้มาเข้าใจคือพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น เช่นนั้นแล้วสิ่งที่พวกเขาได้รับก็จะเป็นชีวิตที่มาจากพระเจ้า ทันทีที่ชีวิตนี้ได้รับการสร้างขึ้นภายในตัวเจ้าแล้ว ความยำเกรงพระเจ้าของเจ้าจะกลายเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่ได้รับซึ่งได้มาอย่างเป็นธรรมชาติยิ่ง หากเจ้าไม่ต้องการเข้าใจหรือรู้เกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรือเนื้อแท้ของพระองค์ หากเจ้าไม่ต้องการแม้ที่จะครุ่นคิดหรือจดจ่อกับสิ่งเหล่านี้ เราก็สามารถบอกเจ้าได้ด้วยความมั่นใจว่า วิธีที่เจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาความเชื่อพระเจ้าของเจ้าในปัจจุบันนั้นไม่มีวันสามารถทำให้เจ้าได้พบกับน้ำพระทัยของพระองค์หรือได้รับการสรรเสริญจากพระองค์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าไม่มีวันสามารถบรรลุถึงความรอดอย่างแท้จริง—สิ่งเหล่านี้คือผลพวงสุดท้าย เมื่อผู้คนไม่เข้าใจพระเจ้าและไม่รู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์ หัวใจของพวกเขาก็ไม่มีวันสามารถเปิดรับพระองค์อย่างแท้จริงได้ ทันทีที่พวกเขาเข้าใจพระเจ้าแล้ว พวกเขาจะเริ่มต้นซึ้งคุณค่าและดื่มด่ำกับสิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระองค์ด้วยความสนใจและความเชื่อ เมื่อเจ้าซึ้งคุณค่าและดื่มด่ำกับสิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระเจ้าแล้ว หัวใจของเจ้าจะค่อยๆ เปิดรับพระองค์ทีละเล็กละน้อย เมื่อหัวใจของพวกเจ้าเปิดรับพระองค์แล้ว เจ้าจะรู้สึกว่าการโต้ตอบแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าของเจ้า สิ่งที่เจ้าร้องขอจากพระเจ้า และความอยากอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้าเองช่างน่าอับอายและน่าเหยียดหยามเพียงใด เมื่อหัวใจของเจ้าเปิดรับพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าจะมองเห็นว่าพระทัยของพระองค์ช่างเป็นโลกที่ไม่สิ้นสุด และเจ้าจะเข้าสู่อาณาจักรที่เจ้าไม่เคยได้รับประสบการณ์มาก่อน ในอาณาจักรนี้ไม่มีการคดโกง ไม่มีการหลอกลวง ไม่มีความมืด และไม่มีความชั่ว มีเพียงความจริงใจและความสัตย์ซื่อ มีเพียงความสว่างและความเที่ยงธรรม มีเพียงความชอบธรรมและความใจดี อาณาจักรนี้เต็มไปด้วยความรักและความใส่ใจ เต็มไปด้วยความสงสารและการทนยอมรับ และเจ้าจะรู้สึกถึงความสุขและความชื่นบานของการมีชีวิตโดยผ่านทางอาณาจักรนี้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าจะทรงเผยต่อเจ้าเมื่อเจ้าเปิดหัวใจของพวกเจ้าเพื่อรับพระองค์ โลกที่ไม่สิ้นสุดนี้เต็มไปด้วยพระปรีชาญาณและอำนาจที่ไม่สิ้นสุดของพระเจ้า และเต็มไปด้วยความรักของพระองค์และสิทธิอำนาจของพระองค์ด้วยเช่นกัน ที่นี่เจ้าสามารถมองเห็นทุกแง่มุมของสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น สิ่งที่นำความชื่นบานมาให้พระองค์ เหตุผลที่พระองค์ทรงกังวล และเหตุผลที่พระองค์ทรงกลายมาเสียพระทัย เหตุผลที่พระองค์ทรงกลายมากริ้ว…นี่คือสิ่งที่สามารถมองเห็นได้โดยทุกๆ บุคคลที่เปิดหัวใจของพวกเขาและยอมให้พระเจ้าเสด็จเข้ามา พระเจ้าสามารถเสด็จเข้ามาในหัวใจของเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเจ้าเปิดหัวใจของเจ้าเพื่อรับพระองค์เท่านั้น หากพระองค์เสด็จเข้ามาในหัวใจของเจ้าแล้ว เจ้าสามารถมองเห็นได้เพียงสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น และเจ้าสามารถมองเห็นได้เพียงเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีให้แก่เจ้า ณ ขณะนั้น เจ้าจะค้นพบว่าทุกสิ่งเกี่ยวกับพระเจ้านั้นช่างล้ำค่า ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นนั้นช่างควรค่าแก่การทะนุถนอมความล้ำค่า เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้คนที่รายล้อมเจ้า วัตถุและเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเจ้า และกระทั่งคนที่เจ้ารัก คู่ครองของเจ้า และสิ่งที่เจ้ารัก ก็แทบจะไม่ควรค่าที่จะกล่าวถึง สิ่งเหล่านั้นช่างเล็กน้อยและช่างต่ำต้อย เจ้าจะรู้สึกว่าไม่มีวันที่วัตถุทางกายใดๆ จะสามารถดึงดูดเจ้าเข้าไปได้อีก หรือว่าวัตถุทางกายใดๆ จะสามารถยั่วยุเจ้าให้จ่ายราคาใดๆ เพื่อมันได้อีก ในความถ่อมพระทัยของพระเจ้า เจ้าจะมองเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์และอำนาจสูงสุดของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะมองเห็นพระปรีชาญาณอันไม่สิ้นสุดของพระเจ้าและการทนยอมรับของพระองค์ในบางกิจการของพระเจ้าซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าเชื่อว่ามีค่อนข้างเล็กน้อย และเจ้าจะมองเห็นความอดทนของพระองค์ ความอดกลั้นของพระองค์ และความเข้าใจในตัวเจ้าของพระองค์ สิ่งนี้จะก่อให้เกิดการรักใคร่บูชาพระองค์ขึ้นในตัวเจ้า ในวันนั้น เจ้าจะรู้สึกว่ามวลมนุษย์กำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่โสมมเช่นนั้น และรู้สึกว่าผู้คนข้างๆ เจ้าและสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเจ้า หรือแม้กระทั่งผู้คนที่เป็นที่รักของเจ้า ความรักที่พวกเขามีให้เจ้า และสิ่งที่เรียกว่าการคุ้มครองปกป้องของพวกเขา หรือความกังวลเกี่ยวกับเจ้าของพวกเขา ก็ไม่แม้แต่จะควรค่าแก่การกล่าวถึง—มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นที่รักของเจ้า และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เจ้าทะนุถนอมความล้ำค่ามากที่สุด เมื่อวันนั้นมาถึง เราเชื่อว่าจะมีบางคนพูดว่า: ความรักของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่ และเนื้อแท้ของพระองค์ช่างบริสุทธิ์ยิ่ง—ในพระเจ้าไม่มีการหลอกลวง ไม่มีความชั่ว ไม่มีความอิจฉา และไม่มีความขัดแย้ง แต่มีเพียงความชอบธรรมและความเป็นของแท้เท่านั้น และทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นควรเป็นที่ถวิลหาของมนุษย์ มนุษย์ควรเพียรพยายามและอยากมีสิ่งนั้น ความสามารถของมวลมนุษย์ในการสัมฤทธิ์ผลในสิ่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานใด? สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเข้าใจของพวกเขาเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า และความเข้าใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับเนื้อแท้ของพระเจ้า ดังนั้น ความเข้าใจเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นจึงเป็นบทเรียนชั่วชีวิตของทุกบุคคล นี่คือเป้าหมายชั่วชีวิตที่ถูกไล่ตามเสาะหาโดยทุกบุคคลที่เพียรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนและเพียรพยายามที่จะรู้จักพระเจ้า

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger