พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8
พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง (2) ตอนที่หนึ่ง
พวกเราจะสามัคคีธรรมต่อไปในหัวข้อสุดท้ายของพวกเรา พวกเจ้าจำได้หรือไม่ว่าอะไรคือหัวข้อที่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันครั้งที่แล้ว? (พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง) หัวข้อนี้ “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” เป็นหัวข้อที่รู้สึกว่าไกลตัวมากสำหรับพวกเจ้าหรือไม่? หรือว่าพวกเจ้ามีมโนทัศน์คร่าวๆ อยู่แล้วในหัวใจของพวกเจ้า? ใครสักคนพอจะสามารถพูดคุยได้สักครู่หรือไม่ เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นจุดมุ่งเน้นของการสามัคคีธรรมล่าสุดของพวกเราในหัวข้อนี้? (โดยผ่านทางการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เราเห็นว่าพระองค์ทรงบำรุงเลี้ยงทุกสรรพสิ่งและทรงบำรุงเลี้ยงมวลมนุษย์ ในอดีตเราได้คิดเสมอว่า เมื่อพระเจ้าทรงทำการจัดเตรียมให้แก่มนุษย์ พระองค์ทรงจัดเตรียมเฉพาะพระวจนะของพระองค์ให้แก่ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร เราไม่เคยได้เห็นว่าพระเจ้ากำลังทรงบำรุงเลี้ยงมวลมนุษย์ทั้งปวงโดยผ่านทางธรรมบัญญัติทั้งหลายที่ปกครองทุกสรรพสิ่ง โดยผ่านทางการสื่อสารของพระเจ้าเกี่ยวกับความจริงข้อนี้เท่านั้น เราจึงได้กลายเป็นตระหนักรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง ว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมชีวิตของทุกสรรพสิ่ง ว่าพระเจ้าทรงจัดการเตรียมการธรรมบัญญัติเหล่านี้และทรงบำรุงเลี้ยงทุกสรรพสิ่ง จากการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เราเห็นความรักของพระองค์) ครั้งสุดท้ายที่ผ่านมา โดยหลักแล้ว พวกเราได้จัดสามัคคีธรรมเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและวิธีที่พระองค์ได้ทรงสถาปนาธรรมบัญญัติและหลักธรรมสำหรับทุกสรรพสิ่ง ภายใต้ธรรมบัญญัติเช่นนั้นและหลักธรรมเช่นนั้น ทุกสรรพสิ่งมีชีวิตและตายและอยู่ร่วมกับมนุษย์ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าและภายในสายพระเนตรของพระเจ้า ในตอนแรกนั้น พวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและทรงใช้วิธีการทั้งหลายของพระองค์เองเพื่อกำหนดพิจารณาธรรมบัญญัติที่พวกเขาใช้ในการเติบโต รวมทั้งวิถีโคจรและแบบแผนทั้งหลายของการเติบโตของพวกเขา พระองค์ยังได้ทรงกำหนดพิจารณาหนทางทั้งหลายที่ทุกสรรพสิ่งอยู่รอดในแผ่นดินนี้อีกด้วย เพื่อที่ทุกสรรพสิ่งอาจเติบโตและเพิ่มทวีคูณและอยู่รอดในการพึ่งพาอาศัยกันและกันต่อไป ด้วยวิธีการและธรรมบัญญัติทั้งหลายเช่นนี้ ทุกสรรพสิ่งจึงมีความสามารถที่จะดำรงอยู่และเติบโตบนแผ่นดินนี้ได้อย่างไม่ต้องใช้ความพยายามและเปี่ยมสันติสุข และด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้เท่านั้น ที่มวลมนุษย์อาจมีบ้านที่มั่นคงและสถานการณ์ที่มั่นคงให้ดำรงชีวิตอยู่ เคลื่อนไปข้างหน้าเสมอภายใต้การทรงนำของพระเจ้า—ไปข้างหน้าตลอดไป
ครั้งที่แล้วพวกเราได้เสวนาเรื่องมโนทัศน์พื้นฐานของการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง นั่นคือ พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งในหนทางนี้เพื่อที่ทุกสรรพสิ่งจะได้ดำรงอยู่และมีชีวิตเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ดำรงอยู่เพราะธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงกำหนด เป็นเพราะการที่พระเจ้าทรงธำรงรักษาและทรงบริหารธรรมบัญญัติเช่นนี้เท่านั้น มวลมนุษย์จึงมีสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตในปัจจุบัน เป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ระหว่างสิ่งที่พวกเราได้พูดคุยกันครั้งที่แล้วกับความรู้เรื่องพระเจ้าที่พวกเราได้พูดถึงในอดีต อะไรหรือคือเหตุผลสำหรับการดำรงอยู่ของการก้าวกระโดดนั้น? นั่นเป็นที่ว่าเมื่อตอนพวกเราได้เคยพูดคุยเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้าในอดีต พวกเรากำลังพูดคุยกันภายในวงเขตของการที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและทรงบริหารจัดการมวลมนุษย์—ซึ่งก็คือความรอดและการบริหารจัดการของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—และภายในวงเขตนั้นพวกเราได้พูดถึงการรู้จักพระเจ้า กิจการของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น น้ำพระทัยของพระองค์ และวิธีที่พระองค์ทรงจัดเตรียมความจริงและชีวิตให้แก่มนุษย์ แต่ในครั้งที่แล้วนั้น หัวข้อที่พวกเราได้เริ่มต้นไว้ไม่จำกัดอยู่ที่เนื้อหาของพระคัมภีร์และที่วงเขตของการที่พระเจ้าทรงช่วยประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้รอด แต่หัวข้อนั้นกลับยื่นขยายออกไปนอกวงเขตนี้ ออกไปจากขอบเขตของพระคัมภีร์และขอบเขตของพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติกับประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรเสียมากกว่า โดยเสวนากันในเรื่องพระเจ้าพระองค์เองแทน ดังนั้นเมื่อเจ้าได้ยินการสามัคคีธรรมของเราส่วนนี้ เจ้าต้องไม่จำกัดขอบเขตความรู้เรื่องพระเจ้าของเจ้าไว้กับพระคัมภีร์และพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าต้องเปิดมุมมองของเจ้าให้กว้าง เจ้าต้องเห็นกิจการของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นภายในทุกสรรพสิ่ง และวิธีที่พระองค์ทรงบงการและทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง โดยผ่านทางวิธีการนี้และบนรากฐานนี้ เจ้าย่อมสามารถมองเห็นวิธีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง ซึ่งทำให้มวลมนุษย์สามารถเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตที่แท้จริงสำหรับทุกสรรพสิ่ง ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว นี่คือพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง กล่าวคือพระอัตลักษณ์ พระสถานภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์มิได้ถูกหมายเพียงเพื่อบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ในปัจจุบันเท่านั้น—ไม่ได้แค่หมายเพื่อพวกเจ้า ผู้คนกลุ่มนี้—แต่หมายเพื่อทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นวงเขตของทุกสรรพสิ่งจึงกว้างมาก เราใช้คำว่า “ทุกสรรพสิ่ง” เพื่อบรรยายวงเขตของการปกครองของพระเจ้าเหนือทุกสิ่งทุกอย่างเพราะเราต้องการบอกพวกเจ้าว่า สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงบงการไม่ได้เป็นเพียงสิ่งทั้งหลายที่พวกเจ้าสามารถเห็นได้ด้วยตาของพวกเจ้า—สิ่งเหล่านั้นไม่เพียงรวมถึงโลกเชิงวัตถุที่ทุกคนสามารถเห็นได้ แต่ยังรวมถึงอีกพิภพหนึ่งที่อยู่เหนือโลกเชิงวัตถุซึ่งตามนุษย์ไม่สามารถเห็นได้ และที่อยู่เหนือโพ้นยิ่งกว่านั้นอีก ซึ่งก็คือดาวเคราะห์ทั้งหลายและอวกาศรอบนอก ที่ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกด้วย นั่นคือวงเขตแห่งอำนาจครอบครองของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่ง วงเขตแห่งอำนาจครอบครองของพระองค์กว้างมาก สำหรับส่วนของพวกเจ้า พวกเจ้าแต่ละคนจำเป็นต้องและต้องเข้าใจ มองเห็น และมีความกระจ่างแจ้งเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าควรเข้าใจ สิ่งที่เจ้าควรเห็น และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรมีความรู้ แม้ว่าวงเขตของคำว่า “ทุกสรรพสิ่ง” กว้างมากก็จริง แต่เราจะไม่บอกพวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายภายในวงเขตนั้นซึ่งพวกเจ้าไม่มีทางมองเห็นหรือที่พวกเจ้าไม่สามารถมาสัมผัสได้ด้วยตัวเอง เราเพียงจะบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายภายในวงเขตที่บรรดามนุษย์สามารถมาสัมผัส เข้าใจ และจับใจความได้เท่านั้น เพื่อที่ทุกคนจะสามารถตระหนักรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของวลีที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” ในหนทางนี้ วจนะแห่งการสามัคคีธรรมของเราต่อพวกเจ้าจะไม่มีสักคำที่ไร้ค่าไม่จริงใจ
ครั้งที่แล้วพวกเราได้ใช้วิธีการเล่าเรื่องเพื่อจัดเตรียมภาพรวมที่เรียบง่ายของหัวข้อ “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” เพื่อให้ผู้คนสามารถได้รับความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง อะไรหรือคือจุดประสงค์ของการสอนมโนทัศน์พื้นฐานนี้แก่พวกเจ้า? ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจว่าพระราชกิจของพระเจ้าเอื้อมออกไปเกินกว่าเพียงแค่พระคัมภีร์และพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระองค์ พระองค์กำลังทรงพระราชกิจเพิ่มขึ้นมากมายที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นและเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถมาสัมผัสได้ เป็นพระราชกิจที่พระองค์ทรงดูแลด้วยพระองค์เอง หากพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจในการบริหารจัดการของพระองค์และในการทรงนำทางประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และไม่ได้กำลังทรงกระทำอันใดในงานอื่นนี้ เช่นนั้นแล้วก็คงจะยากมากสำหรับมนุษยชาตินี้ รวมถึงพวกเจ้าทั้งหมด ที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไป มนุษยชาตินี้และโลกนี้คงจะไร้ความสามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้ ในการนั้นมีวลีที่สำคัญอยู่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” อันเป็นหัวข้อของการสามัคคีธรรมที่เราจะจัดให้มีขึ้นกับพวกเจ้าในวันนี้
สภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างสำหรับมวลมนุษย์
พวกเราได้เสวนาหัวข้อมากมายและเนื้อหามากมายซึ่งเกี่ยวข้องกับคำพูดที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” แต่พวกเจ้ารู้ในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่ว่าสิ่งใดที่พระเจ้าประทานแก่มวลมนุษย์ นอกเหนือจากการทรงจัดเตรียมพระวจนะของพระองค์ให้แก่พวกเจ้าและการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์กับพวกเจ้า? ผู้คนบางคนอาจจะพูดว่า “พระเจ้าประทานพระคุณและพระพรแก่ฉัน พระองค์ทรงมอบการบ่มวินัยและสิ่งชูใจแก่ฉัน และพระองค์ทรงให้การดูแลและการทรงอารักขาแก่ฉันในทุกหนทางที่เป็นไปได้” คนอื่นๆ จะพูดว่า “พระเจ้าประทานอาหารและเครื่องดื่มประจำวันแก่ฉัน” ในขณะที่บางคนจะถึงกับพูดว่า “พระเจ้าได้ประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้ฉัน” พวกเจ้าอาจจะโต้ตอบประเด็นปัญหาเหล่านั้นที่ผู้คนเผชิญในชีวิตประจำวันของพวกเขาในหนทางที่สัมพันธ์กับวงเขตแห่งประสบการณ์ชีวิตเชิงเนื้อหนังของพวกเจ้าเอง พระเจ้าประทานสิ่งทั้งหลายมากมายให้กับแต่ละบุคคล แม้ว่าสิ่งที่พวกเรากำลังเสวนากันตรงนี้ไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่กับวงเขตแห่งความต้องการที่จำเป็นรายวันของผู้คนเท่านั้น แต่ยังหมายที่จะขยายพื้นที่ทรรศนะของแต่ละบุคคล และยอมให้เจ้าเห็นสิ่งทั้งหลายจากมุมมองมหัพภาค ในเมื่อพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงธำรงรักษาชีวิตของทุกสรรพสิ่งอย่างไรเล่า? กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งใดหรือที่พระเจ้าทรงให้แก่ทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์เพื่อธำรงรักษาการดำรงอยู่ของพวกมันและธรรมบัญญัติทั้งหลายที่เกื้อหนุนมันอยู่ เพื่อที่พวกมันอาจดำรงอยู่ต่อไป? นั่นคือประเด็นหลักของการเสวนาของพวกเราในวันนี้ พวกเจ้าเข้าใจสิ่งที่เราได้พูดไปแล้วหรือไม่? หัวข้อนี้อาจจะไม่คุ้นหูพวกเจ้าเป็นอย่างมาก แต่เราจะไม่พูดเกี่ยวกับคำสอนอันใดที่ลุ่มลึกเกินไป เราจะเพียรพยายามทำให้แน่ใจว่าพวกเจ้าสามารถฟังวจนะของเราและได้รับความเข้าใจจากวจนะเหล่านั้น พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกถึงภาระอันใด—ทั้งหมดที่พวกเจ้าต้องทำคือตั้งใจฟัง อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ เราต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่า อะไรคือหัวข้อที่เรากำลังพูดถึง? จงบอกเราที (พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง) เช่นนั้นแล้วพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งอย่างไรหรือ? สิ่งใดหรือที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่งจนสามารถกล่าวได้ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง”? พวกเจ้ามีมโนทัศน์หรือความคิดใดเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่? ดูเหมือนว่าเรากำลังเสวนาหัวข้อที่พวกเจ้าแทบไม่รู้เลยโดยสิ้นเชิงทั้งในหัวใจของพวกเจ้าและในความนึกคิดจิตใจของพวกเจ้า แต่เราหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถเชื่อมโยงหัวข้อนี้และสิ่งที่เราจะพูดเข้ากับกิจการของพระเจ้ามากกว่าที่จะเข้ากับความรู้ วัฒนธรรมมนุษย์ หรือการศึกษาวิจัยอันใด เรากำลังพูดคุยเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้น นี่คือข้อเสนอแนะของเราต่อพวกเจ้า เราแน่ใจว่าพวกเจ้าเข้าใจ!
พระเจ้าได้ประทานสิ่งทั้งหลายมากมายให้มวลมนุษย์ เราจะเริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนสามารถมองเห็นได้ นั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาสามารถรู้สึกได้ เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนสามารถยอมรับและเข้าใจได้ในหัวใจของพวกเขา ดังนั้นก่อนอื่น พวกเรามาเริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ด้วยการเสวนาเกี่ยวกับโลกทางวัตถุ
1. อากาศ
แรกที่สุด พระเจ้าได้ทรงสร้างอากาศเพื่อให้มนุษย์ได้หายใจ อากาศเป็นสสารที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้เป็นประจำทุกวันและเป็นสิ่งที่มนุษย์พึ่งพาอยู่ในทุกๆ ชั่วขณะ แม้ในยามที่พวกเขาหลับ อากาศที่พระเจ้าทรงสร้างไว้นั้นมีความสำคัญอย่างมหันต์ต่อมวลมนุษย์ กล่าวคือ อากาศจำเป็นอย่างยิ่งต่อทุกลมหายใจของพวกเขาและต่อชีวิตเอง สสารนี้ซึ่งสามารถรู้สึกได้เท่านั้นแต่ไม่สามารถเห็นได้ เป็นของประทานชิ้นแรกของพระเจ้าแก่สรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างของพระองค์ แต่หลังจากทรงสร้างอากาศแล้ว พระเจ้าได้ทรงหยุด โดยถือว่าพระราชกิจของพระองค์นั้นเสร็จไปแล้วใช่หรือไม่? หรือว่าพระองค์ได้ทรงพิจารณาว่าอากาศน่าจะมีความหนาแน่นเพียงใด? พระองค์ได้ทรงพิจารณาหรือไม่ว่า อากาศน่าจะบรรจุไปด้วยสิ่งใดบ้าง? (ใช่) พระเจ้ากำลังทรงดำริอะไรหรือ เมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างอากาศ? เหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงสร้างอากาศ และเหตุผลของพระองค์คืออะไร? มนุษย์จำเป็นต้องมีอากาศ—พวกเขาจำเป็นต้องหายใจ ประการแรกความหนาแน่นของอากาศควรเหมาะกับปอดของมนุษย์ มีผู้ใดรู้ความหนาแน่นของอากาศหรือไม่? ในข้อเท็จจริงนั้น ไม่มีความต้องการที่จำเป็นโดยเฉพาะเลยที่ผู้คนจะต้องรู้คำตอบของคำถามนี้ในรูปของตัวเลขหรือข้อมูล และว่ากันจริงๆ แล้ว ก็ไม่จำเป็นเลยทีเดียวที่จะต้องรู้คำตอบ—แค่มีเพียงแนวคิดทั่วไปเท่านั้น ก็เพียงพออย่างสมบูรณ์แบบแล้ว พระเจ้าได้ทรงสร้างอากาศด้วยความหนาแน่นซึ่งน่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับปอดมนุษย์ที่จะหายใจ นั่นคือพระองค์ได้ทรงสร้างอากาศเพื่อที่มันอาจจะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้อย่างง่ายดายโดยผ่านทางลมหายใจของพวกเขา และเพื่อที่อากาศจะไม่ทำอันตรายต่อร่างกายในขณะที่ร่างกายนั้นหายใจ เหล่านี้คือข้อคำนึงพิจารณาของพระเจ้าเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างอากาศ ถัดไป พวกเราจะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่บรรจุอยู่ในอากาศ สิ่งทั้งหลายที่บรรจุอยู่ในอากาศไม่เป็นพิษต่อมนุษย์และจะไม่สร้างความเสียหายแก่ปอดหรือส่วนอื่นใดของร่างกาย พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งหมดนี้ พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาว่า อากาศที่มนุษย์หายใจควรเข้าสู่และออกจากร่างกายอย่างราบรื่น และว่า หลังจากถูกสูดเข้าไปแล้ว ธรรมชาติและปริมาณของสสารทั้งหลายภายในอากาศควรอยู่ในระดับที่เลือด ตลอดจนอากาศเสียในปอดและร่างกายโดยรวม จะถูกเผาผลาญอย่างถูกต้องเหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาว่า อากาศไม่ควรประกอบด้วยสสารมีพิษใดๆ จุดมุ่งหมายของเราในการบอกเจ้าเกี่ยวกับมาตรฐานทั้งสองนี้สำหรับอากาศนั้น ไม่ใช่เพื่อป้อนความรู้เฉพาะอันใดให้พวกเจ้า แต่เพื่อแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกๆ สิ่งภายในการทรงสร้างของพระองค์โดยสอดคล้องกับข้อคำนึงพิจารณาทั้งหลายของพระองค์เอง และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงสร้างนั้นดีที่สุดเท่าที่มันสามารถเป็นได้ นอกจากนี้ สำหรับปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ และปริมาณของฝุ่นผง ทราย และดินบนแผ่นดินโลก รวมทั้งปริมาณฝุ่นละอองที่ล่องลอยลงจากท้องฟ้ามายังแผ่นดินโลก—พระเจ้าทรงมีหนทางของพระองค์สำหรับบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้เช่นกัน หนทางแห่งการนำสิ่งเหล่านี้ออกไปหรือทำให้พวกมันสลายไป แม้ว่าจะมีฝุ่นละอองอยู่ในปริมาณหนึ่ง พระเจ้าได้ทรงทำเช่นนั้นก็เพื่อที่ฝุ่นละอองจะไม่ทำอันตรายร่างกายมนุษย์หรือทำให้การหายใจของมนุษย์ตกอยู่ในอันตราย และพระองค์ได้ทรงสร้างอนุภาคฝุ่นซึ่งมีขนาดที่จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การที่พระเจ้าทรงสร้างอากาศไม่ได้เป็นความล้ำลึกหรอกหรือ? นั่นเป็นเรื่องเรียบง่ายเฉกเช่นการทรงเป่าลมปราณจากพระโอษฐ์ของพระองค์หรือไม่? (ไม่) แม้แต่ในการที่พระองค์ทรงสร้างสิ่งทั้งหลายซึ่งเรียบง่ายที่สุด ความล้ำลึกของพระเจ้า การทำงานของพระหฤทัยของพระองค์ หนทางที่พระองค์ทรงดำริ และพระปัญญาของพระองค์ ทั้งหมดล้วนแจ่มแจ้ง พระเจ้าไม่ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรอกหรือ? (ใช่แล้ว พระองค์ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง) สิ่งที่การนี้หมายถึงก็คือว่า แม้แต่ในการทรงสร้างสิ่งที่เรียบง่าย พระเจ้าก็ได้กำลังทรงดำริถึงมนุษยชาติ ประการแรก อากาศที่มนุษย์หายใจนั้นสะอาด และสิ่งที่บรรจุอยู่ในอากาศก็เหมาะที่จะให้มนุษย์หายใจ ไม่เป็นพิษและไม่ก่ออันตรายต่อมนุษย์ ในทำนองเดียวกัน ความหนาแน่นของอากาศนั้นก็เหมาะสมสำหรับการหายใจของมนุษย์ อากาศนี้ซึ่งมนุษย์หายใจเข้าและหายใจออกอยู่เป็นนิตย์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกายมนุษย์ ต่อเนื้อหนังมนุษย์ นี่คือเหตุผลที่มนุษย์อาจหายใจได้อย่างอิสระโดยปราศจากการจำกัดควบคุมหรือความวิตกกังวล ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถหายใจได้โดยปกติ อากาศคือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นในปฐมกาล และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการหายใจของมนุษย์
2. อุณหภูมิ
สิ่งที่สองที่พวกเราจะเสวนากันคือ อุณหภูมิ ทุกคนรู้ว่าอุณหภูมิคืออะไร อุณหภูมิเป็นบางสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับความอยู่รอดของมนุษย์ หากอุณหภูมิสูงเกินไป—ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าอุณหภูมิสูงกว่าสี่สิบองศาเซลเซียส—นี่จะไม่เป็นการสูญเสียน้ำอย่างมากสำหรับมนุษย์หรอกหรือ? นี่จะไม่น่าอ่อนเพลียสำหรับมนุษย์ที่ดำรงชีวิตอยู่ในสภาพเงื่อนไขเช่นนั้นหรอกหรือ? แล้วถ้าหากอุณหภูมิต่ำเกินไปล่ะ? สมมุติว่าอุณหภูมิลงไปถึงลบสี่สิบองศาเซลเซียส—มนุษย์ก็คงไม่อาจทานทนต่อสภาพเงื่อนไขเหล่านี้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงพิถีพิถันมากในการกำหนดช่วงอุณหภูมิซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์สามารถปรับตัวเข้าหาได้ ซึ่งตกอยู่ระหว่างลบสามสิบองศาเซลเซียสกับสี่สิบองศาเซลเซียสโดยประมาณ อุณหภูมิในแผ่นดินทั้งหลายจากเหนือจรดใต้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตกอยู่ภายในช่วงนี้ ในภูมิภาคที่หนาวจัด อุณหภูมิสามารถลดฮวบลงได้จนบางทีไปถึงลบห้าสิบหรือหกสิบองศาเซลเซียส พระเจ้าคงจะไม่ทรงให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในภูมิภาคเช่นนั้น ดังนั้น เหตุใดภูมิภาคเยือกแข็งเหล่านี้จึงดำรงอยู่เล่า? พระเจ้าทรงมีพระปัญญาของพระองค์เอง และพระองค์ทรงมีเจตนารมณ์ของพระองค์เองสำหรับการนี้ พระองค์จะไม่ทรงให้เจ้าไปใกล้สถานที่เหล่านั้น สถานที่ซึ่งร้อนเกินไปและเย็นเกินไปนั้นได้รับการทรงอารักขาโดยพระเจ้า หมายความว่า พระองค์มิได้ทรงวางแผนให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ที่นั่น สถานที่เหล่านี้ไม่ได้มีไว้สำหรับมวลมนุษย์ แต่เหตุใดเล่า พระเจ้าจึงทรงให้มีสถานที่เช่นนั้นดำรงอยู่บนแผ่นดินโลก? หากสถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าน่าจะไม่ทรงให้มนุษย์อาศัยอยู่หรือแม้แต่อยู่รอด เช่นนั้นแล้วเหตุใดเล่า พระเจ้าจึงจะทรงสร้างสถานที่เหล่านั้นขึ้นมา? มีพระปัญญาของพระเจ้าอยู่ในเรื่องนั้น นั่นก็คือ พระเจ้าได้ทรงปรับเทียบช่วงอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อยู่รอดอย่างสมเหตุสมผล ยังมีกฎธรรมชาติกำลังทำงานอยู่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน พระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งทั้งหลายเฉพาะอย่างขึ้นก็เพื่อธำรงรักษาและควบคุมอุณหภูมิ สิ่งเหล่านั้นคืออะไรหรือ? อย่างแรก ดวงอาทิตย์สามารถนำพาความอบอุ่นมาให้ผู้คนได้ แต่ผู้คนมีความสามารถที่จะสู้ทนความอบอุ่นนี้ได้หรือไม่ เมื่อมันสูงมากเกินไป? มีผู้ใดบ้างที่กล้าเข้าหาดวงอาทิตย์? มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดบ้างบนแผ่นดินโลกที่สามารถเข้าหาดวงอาทิตย์ได้? (ไม่มี) เหตุใดจึงไม่มี? ดวงอาทิตย์ร้อนเกินไป สิ่งใดที่มาใกล้เกินไปจะหลอมละลาย เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงได้ทรงพระราชกิจอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อกำหนดความสูงของดวงอาทิตย์เหนือมวลมนุษย์และระยะห่างของมันจากมนุษย์โดยสอดคล้องกับการทรงคำนวณอย่างละเอียดรอบคอบของพระองค์และมาตรฐานของพระองค์ แล้วก็ยังมีขั้วทั้งสองของแผ่นดินโลก ที่ทิศใต้และทิศเหนือ ภูมิภาคทั้งสองนี้เยือกแข็งและเป็นธารน้ำแข็ง มวลมนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ในภูมิภาคที่เป็นธารน้ำแข็งได้หรือ? สถานที่ทั้งหลายเช่นนั้นเหมาะสมต่อความอยู่รอดของมนุษย์หรือไม่? (ไม่) ผู้คนไม่ไปยังสถานที่เหล่านี้เนื่องจากไม่เหมาะสมสำหรับความอยู่รอด ในเมื่อผู้คนไม่ไปที่ขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ ธารน้ำแข็งของที่นั่นจึงได้รับการอนุรักษ์และมีความสามารถที่จะทำหน้าที่ตามจุดประสงค์ของพวกมันได้ ซึ่งก็คือการควบคุมอุณหภูมิ เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่? หากไม่ได้มีขั้วโลกใต้และไม่ได้มีขั้วโลกเหนือ เช่นนั้นแล้วความร้อนอันต่อเนื่องของดวงอาทิตย์ก็คงจะทำให้ผู้คนบนแผ่นดินโลกมีอันพินาศ ว่าแต่พระเจ้าทรงรักษาอุณหภูมิไว้ภายในช่วงที่เหมาะสมต่อความอยู่รอดของมนุษย์โดยผ่านทางสองสิ่งนี้เท่านั้นใช่หรือไม่? ไม่ ยังมีสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทุกจำพวกอีกด้วย อาทิ หญ้าในทุ่งหญ้า ต้นไม้สารพัดชนิด และพืชทุกประเภทในป่าไม้ที่ดูดซับความร้อนของดวงอาทิตย์ และการทำเช่นนั้นทำให้พลังงานความร้อนของดวงอาทิตย์เป็นกลางอยู่ในหนทางที่บังคับควบคุมอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ แหล่งน้ำทั้งหลาย อาทิ แม่น้ำและทะเลสาบก็มีอยู่ด้วยเช่นกัน ไม่มีผู้ใดสามารถตัดสินได้เกี่ยวกับพื้นที่ที่แม่น้ำและทะเลสาบนั้นครอบคลุม ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่มีบนแผ่นดินโลก หรือแห่งหนที่น้ำไหลไป ทิศทางการไหลของน้ำ ปริมาตรของการไหล หรือความเร็วของการไหล พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ แหล่งน้ำสารพันเหล่านี้ ตั้งแต่น้ำใต้ดินไปจนถึงแม่น้ำและทะเลสาบที่มองเห็นได้เหนือพื้นดิน สามารถควบคุมอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ นอกเหนือจากแหล่งน้ำทั้งหลายแล้ว ยังมีการก่อตัวทางภูมิศาสตร์ทุกประเภท อาทิ ภูเขา ที่ราบ หุบผาชัน และพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งทั้งหมดควบคุมอุณหภูมิในขอบข่ายที่เป็นสัดส่วนเหมาะสมกับวงเขตและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของพวกมัน ตัวอย่างเช่น หากภูเขาลูกหนึ่งมีเส้นรอบวงหนึ่งร้อยกิโลเมตร เช่นนั้นแล้ว หนึ่งร้อยกิโลเมตรนั้นก็จะมีส่วนร่วมสนับสนุนการใช้ประโยชน์เทียบเท่ากับหนึ่งร้อยกิโลเมตร สำหรับการที่จำนวนเทือกเขาและหุบผาชันดังกล่าวที่พระเจ้าได้ทรงสร้างบนแผ่นดินโลกมีเท่าใดกันแน่นั้น นี่เป็นตัวเลขที่พระเจ้าได้ทรงพิจารณาแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีเรื่องราวอยู่เบื้องหลังการดำรงอยู่ของทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง และแต่ละสิ่งบรรจุไปด้วยพระปัญญาและแผนการของพระเจ้า ลองพิจารณาตัวอย่างเช่น ป่าไม้และพืชพรรณหลากหลายประเภททั้งหมด—แนวเขตและขอบข่ายของพื้นที่ซึ่งพวกมันดำรงอยู่และเติบโตนั้น อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์คนใด และไม่มีผู้ใดมีส่วนในการตัดสินใจเหนือสิ่งเหล่านี้ ในทำนองเดียวกัน ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่พวกมันดูดซับ หรือปริมาณพลังงานความร้อนที่พวกมันดูดซับจากดวงอาทิตย์ได้ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดตกอยู่ภายในวงเขตของแผนการที่พระเจ้าได้ทรงทำเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง
นั่นเป็นเพราะการทรงวางแผน การทรงพิจารณาและการทรงจัดการเตรียมการอย่างรอบคอบของพระเจ้าในทุกๆ ความคิดคำนึงนั่นเอง มนุษย์จึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเหมาะสมเช่นนี้ได้ เพราะฉะนั้นทุกๆ สิ่งที่มนุษย์มองเห็นด้วยตาของมนุษย์ เช่นดวงอาทิตย์ ขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือที่ผู้คนได้ยินเกี่ยวกับพวกมันอยู่บ่อยๆ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอันหลากหลายทั้งบนและใต้พื้นดินและในน้ำ และปริมาณของพื้นที่ซึ่งปกคลุมโดยป่าไม้และพืชพรรณจำพวกอื่นๆ และแหล่งน้ำ น่านน้ำอันหลากหลาย ปริมาณน้ำทะเลและน้ำจืด และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน—เหล่านี้คือทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงใช้ในการธำรงรักษาอุณหภูมิปกติเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนเด็ดขาด นั่นเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงดำริอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการนี้ทั้งหมดแล้วเท่านั้น มนุษย์จึงมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเหมาะสมเช่นนั้นได้ มันต้องไม่เย็นเกินไปหรือร้อนเกินไป กล่าวคือ สถานที่ซึ่งร้อนเกินไป ที่ซึ่งมีอุณหภูมิเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะสามารถปรับเข้าหาได้นั้น พระเจ้าไม่ทรงกันไว้ให้เจ้าอย่างแน่นอน สถานที่ซึ่งเย็นเกินไป ที่ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำเกินไป ซึ่งหลังจากไปถึงที่นั่นแล้ว มนุษย์จะหนาวเย็นจนเยือกแข็งไปทั้งตัวในเวลาเพียงไม่กี่นาที จนถึงระดับที่พวกเขาไม่สามารถพูดได้ สมองของพวกเขาเย็นจนเยือกแข็ง พวกเขาไร้ความสามารถที่จะคิด และในไม่ช้าพวกเขาก็จะทนทุกข์กับภาวะขาดอากาศหายใจ—สถานที่เช่นนั้นพระเจ้าก็ไม่ทรงกันไว้สำหรับมนุษย์เช่นกัน ไม่สำคัญว่ามนุษย์ต้องการดำเนินการศึกษาวิจัยประเภทใดให้เสร็จสิ้น และไม่ว่าพวกเขาต้องการที่จะคิดค้นหรือฝ่าทะลุข้อจำกัดเหล่านี้หรือไม่—ไม่ว่าผู้คนจะมีความคิดอะไรก็ตาม พวกเขาจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะไปเกินขีดจำกัดของสิ่งที่ร่างกายมนุษย์สามารถปรับเข้าหาได้ พวกเขาจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะปลดทิ้งข้อจำกัดเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างให้แก่มนุษย์ได้ นี่เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ และพระเจ้าทรงรู้ดีที่สุดว่า อุณหภูมิใดที่ร่างกายมนุษย์สามารถปรับเข้าหาได้ แต่มนุษย์เองนั้นไม่รู้ ทำไมเราจึงพูดว่ามนุษย์ไม่รู้? มนุษย์ได้ทำสิ่งโง่ๆ อะไรไปบ้างหรือ? ผู้คนมากมายไม่ได้พยายามท้าทายขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้อยู่เนืองนิตย์หรอกหรือ? ผู้คนเช่นนั้นได้ต้องการไปยังสถานที่เหล่านั้นเสมอ เพื่อยึดครองแผ่นดิน เพื่อที่พวกเขาจะสามารถตั้งรกรากที่นั่นได้ นั่นน่าจะเป็นการกระทำที่ไร้สาระสิ้นดี ต่อให้เจ้าได้ศึกษาวิจัยขั้วโลกทั้งสองแล้วอย่างถ้วนทั่ว แล้วยังไงหรือ? ต่อให้เจ้าสามารถปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิได้และมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ที่นั่น มันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ในหนทางใดหนทางหนึ่งหรือ หากเจ้าจะต้อง “ปรับปรุง” สภาพแวดล้อมปัจจุบันเพื่อชีวิตแห่งขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ? มวลมนุษย์มีสภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์สามารถอยู่รอดได้ในนั้น ทว่าพวกมนุษย์ไม่ได้ยังคงอยู่ที่นั่นอย่างสงบนิ่งและคล้อยตาม แต่กลับยืนกรานที่จะเสี่ยงไปยังสถานที่ที่พวกเขาไม่สามารถอยู่รอดได้แทน การนี้หมายความเช่นไรหรือ? พวกเขาได้กลายเป็นเบื่อหน่ายและหมดความอดทนกับชีวิตในอุณหภูมิที่เหมาะสมนี้ และได้ชื่นชมพระพรไปมากมายเกินไป นอกจากนั้น สภาพแวดล้อมอันเป็นปกตินี้สำหรับชีวิต ก็ได้ถูกทำลายไปจนแทบหมดสิ้นโดยมวลมนุษย์ ดังนั้นบัดนี้ พวกเขาจึงคิดว่า พวกเขาอาจจะไปยังขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือด้วยเช่นกัน เพื่อทำความเสียหายให้มากขึ้น หรือไล่ตามเสาะหา “เหตุ” บางอย่างให้พวกเขาสามารถพบบางหนทางแห่งการ “บุกเบิกลู่ทางใหม่” ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องโง่ๆ หรอกหรือ? กล่าวคือ ภายใต้การนำของกำพืดซาตานของพวกเขา มวลมนุษย์นี้ทำสิ่งไร้สาระครั้งแล้วครั้งเล่าติดๆ กัน พร้อมกับทำลายบ้านอันสวยงามที่พระเจ้าได้ทรงสร้างให้แก่พวกเขาอย่างบ้าบิ่นและพิเรนทร์ นี่เป็นการกระทำของซาตาน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเห็นว่าความอยู่รอดของมวลมนุษย์บนแผ่นดินโลกค่อนข้างตกอยู่ในอันตราย ผู้คนมากมายจึงแสวงหาหนทางไปเยี่ยมดวงจันทร์ โดยต้องการจัดตั้งหนทางที่จะอยู่รอดขึ้นที่นั่น แต่ในท้ายที่สุด ดวงจันทร์ก็ขาดออกซิเจน มนุษย์จะสามารถอยู่รอดโดยปราศจากออกซิเจนได้หรือ? ในเมื่อดวงจันทร์ขาดออกซิเจน นั่นจึงไม่ใช่สถานที่ที่มนุษย์สามารถพำนักอยู่ได้ ทว่ามนุษย์ยืนกรานในความอยากของเขาที่จะไปที่นั่น พฤติกรรมนี้ควรเรียกว่าอะไร? เป็นการทำลายตัวเองเช่นกันใช่หรือไม่? ดวงจันทร์เป็นสถานที่ที่ไม่มีอากาศ และอุณหภูมิที่นั่นก็ไม่เหมาะกับความอยู่รอดของมนุษย์—ดังนั้นจึงไม่ใช่สถานที่ที่พระเจ้าทรงกันไว้ให้มนุษย์
หัวข้อของพวกเราเมื่อตะกี้นี้ อุณหภูมิ เป็นบางสิ่งที่ผู้คนเผชิญในชีวิตประจำวันของพวกเขา อุณหภูมิเป็นบางสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ทั้งปวงสามารถสำนึกรับรู้ได้ แต่ไม่มีผู้ใดเลยที่คิดว่าอุณหภูมิเกิดขึ้นอย่างไร หรือใครเป็นผู้กำกับดูแลอุณหภูมิและควบคุมอุณหภูมิจนถึงระดับที่มันเหมาะสำหรับความอยู่รอดของมนุษย์ นี่คือสิ่งที่พวกเรากำลังเรียนรู้ในขณะนี้ ภายในการนี้มีพระปัญญาของพระเจ้าอยู่หรือไม่? ภายในการนี้ มีการกระทำของพระเจ้าอยู่หรือไม่? (มี) เมื่อพิจารณาว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมพร้อมด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับความอยู่รอดของมนุษย์ นี่เป็นหนึ่งในหนทางทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งใช่หรือไม่? (ใช่) นั่นเป็น
3. เสียง
สิ่งที่สามคืออะไร? มันก็เป็นบางสิ่งที่เป็นส่วนจำเป็นอย่างยิ่งของสภาพแวดล้อมปกติของการดำรงอยู่ของมนุษย์ บางสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องทำการจัดการเตรียมการเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน มันสำคัญมากต่อพระเจ้าและต่อมนุษย์ทุกๆ คน หากพระเจ้าไม่ได้ทรงดูแลสิ่งนี้ มันก็คงจะได้มีการแทรกแซงความอยู่รอดของมวลมนุษย์อย่างใหญ่หลวง ซึ่งหมายความว่า มันคงจะได้ส่งผลกระทบซึ่งมีนัยสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์และกายฝ่ายเนื้อหนังของเขามากเสียจนมวลมนุษย์คงจะไม่ได้มีความสามารถที่จะอยู่รอดในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น อาจพูดได้ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะสามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ดังนั้น สิ่งที่เราพูดถึงนี้คืออะไร? เรากำลังพูดเกี่ยวกับเสียง พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างดำรงชีวิตอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงแห่งการทรงสร้างของพระเจ้ากำลังดำรงชีวิตและกำลังพลิกหมุนอยู่ในการเคลื่อนที่ต่อเนื่องภายในสายพระเนตรของพระองค์ โดยการนี้ เราหมายความว่า แต่ละสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมีคุณค่าและความหมายในการดำรงอยู่ของมัน นั่นคือ มีบางสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของทุกๆ สิ่ง ในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ละสิ่งนั้นมีชีวิต และในเมื่อทุกสรรพสิ่งนั้นมีชีวิต แต่ละสิ่งเหล่านี้จึงให้กำเนิดเสียง ยกตัวอย่างเช่น แผ่นดินโลกกำลังหมุนอย่างต่อเนื่อง ดวงอาทิตย์กำลังหมุนอย่างต่อเนื่อง และดวงจันทร์ก็กำลังหมุนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในขณะที่ทุกสรรพสิ่งแพร่พันธุ์ พัฒนา และเคลื่อนที่ พวกมันก็กำลังส่งกระจายเสียงอย่างต่อเนื่อง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจากการทรงสร้างของพระเจ้าที่ดำรงอยู่บนแผ่นดินโลก ล้วนมีการแพร่พันธุ์ การพัฒนา และการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ฐานของภูเขากำลังเคลื่อนตัวและขยับตำแหน่ง และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในห้วงลึกของทะเลกำลังว่ายน้ำและเคลื่อนที่ไปมา นี่หมายความว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ทุกสรรพสิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า กำลังเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องเป็นปกติประจำโดยสอดคล้องกับแบบแผนที่ได้สถาปนาไว้แล้ว ดังนั้น สิ่งใดหรือ ที่ถูกทำให้มีขึ้นมาโดยสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดซึ่งแพร่พันธุ์และพัฒนาอยู่ในความมืดและเคลื่อนไหวอยู่อย่างลับๆ ? เสียง—เสียงที่ยิ่งใหญ่ทรงพลัง นอกเหนือจากดาวเคราะห์โลกแล้ว ดาวเคราะห์ทุกประเภทก็มีการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน และสิ่งมีชีวิตและจุลชีพทั้งหลายบนดาวเคราะห์เหล่านี้ก็กำลังแพร่พันธุ์ กำลังพัฒนา และกำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน นั่นก็คือ ทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตและที่ไม่มีชีวิตกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องในสายพระเนตรของพระเจ้า และในขณะที่สิ่งเหล่านั้นทำเช่นนั้น สิ่งเหล่านั้นแต่ละสิ่งก็กำลังส่งเสียงออกมา พระเจ้าได้ทรงทำการจัดการเตรียมการสำหรับเสียงเหล่านี้เช่นกัน และเราเชื่อว่าพวกเจ้ารู้เหตุผลของพระองค์สำหรับการนี้แล้วใช่หรือไม่? เมื่อเจ้าเข้าไปใกล้เครื่องบินลำหนึ่ง เสียงคำรามของเครื่องยนต์มีผลกระทบอะไรต่อเจ้า? หากเจ้าอยู่ใกล้มันนานเกินไป หูของเจ้าก็จะหนวก แล้วหัวใจของเจ้าล่ะ—จะมีความสามารถที่จะทานทนต่อความทุกข์ยากสาหัสเช่นนี้ได้หรือ? ผู้คนบางคนซึ่งมีหัวใจอ่อนแอคงจะไม่สามารถ แน่นอนว่าแม้แต่พวกที่มีหัวใจแข็งแกร่งก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้นานเกินไป กล่าวคือ ผลกระทบของเสียงต่อร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกับหูหรือหัวใจ มีนัยสำคัญอย่างสุดขีดต่อมนุษย์ทุกคน และเสียงที่ดังเกินไปจะเป็นอันตรายต่อผู้คน เพราะฉะนั้น เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมา และหลังจากที่ทุกสรรพสิ่งได้เริ่มต้นทำหน้าที่ได้ตามปกติแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงทำการจัดการเตรียมการที่เหมาะสมสำหรับเสียงเหล่านี้ เสียงทั้งหลายของทุกสรรพสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่ นี่ก็เป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาเมื่อทรงสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับมวลมนุษย์
ก่อนอื่น ความสูงของชั้นบรรยากาศเหนือพื้นผิวของแผ่นดินโลกมีผลกระทบต่อเสียง นอกจากนี้ขนาดของช่องว่างในดินก็จะบงการและส่งผลกระทบต่อเสียงเช่นกัน แล้วก็ยังมีสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลาย ซึ่งการมาบรรจบกันของพวกมันนั้น ส่งผลกระทบต่อเสียงด้วยเช่นกัน กล่าวคือ พระเจ้าทรงใช้วิธีการเฉพาะที่จะกำจัดเสียงบางเสียง เพื่อที่มนุษย์จะได้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่หูและหัวใจของพวกเขาสามารถทานทนได้ มิฉะนั้น เสียงก็จะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อความอยู่รอดของมนุษย์ กลายเป็นสิ่งรบกวนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของพวกเขาและก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงสำหรับพวกเขา นี่หมายความว่า พระเจ้าได้ทรงพิถีพิถันมากในการทรงสร้างแผ่นดิน ชั้นบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์หลากหลายประเภทของพระองค์ และที่บรรจุอยู่ภายในสิ่งเหล่านี้แต่ละสิ่ง ก็คือพระปัญญาของพระเจ้า ความเข้าใจของมวลมนุษย์ในการนี้ไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดมากเกินไปนัก—การที่ผู้คนรู้ว่าในนั้นมีการกระทำของพระเจ้าบรรจุอยู่ก็เพียงพอแล้ว ทีนี้พวกเจ้าจงบอกเราทีเถิดว่า พระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำนี้—การปรับเทียบเสียงอย่างแม่นยำเพื่อที่จะธำรงรักษาสภาพแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์และชีวิตที่เป็นปกติของพวกเขา—จำเป็นหรือไม่? (จำเป็น) ในเมื่อพระราชกิจนี้จำเป็น เช่นนั้นแล้ว จากมุมมองนี้ จะสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงใช้พระราชกิจนี้เป็นหนทางหนึ่งที่จะจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง? พระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบเช่นนี้เพื่อการจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ เพื่อให้ร่างกายมนุษย์สามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติอย่างยิ่งอยู่ภายในนั้นได้ โดยไม่ต้องทนทุกข์กับการแทรกแซงอันใด และเพื่อที่มวลมนุษย์จะมีความสามารถที่จะดำรงอยู่และดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติได้ เช่นนั้นแล้ว นี่ไม่ใช่หนึ่งในหนทางทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่มนุษย์หรอกหรือ? นี่ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญมากที่พระเจ้าได้ทรงทำหรอกหรือ? (เป็น) มีความต้องการที่จำเป็นอย่างมากสำหรับสิ่งนี้ ดังนั้นพวกเจ้าซาบซึ้งต่อสิ่งนี้อย่างไร? แม้ว่าพวกเจ้าจะไม่สามารถรู้สึกว่านี่คือการกระทำของพระเจ้า อีกทั้งพวกเจ้าไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงปฏิบัติการกระทำนี้อย่างไร ณ กาลสมัยนั้น เจ้ายังคงสามารถสำนึกรับรู้ความจำเป็นของการที่พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งนี้ได้หรือไม่? เจ้าสามารถรู้สึกถึงพระปัญญาของพระเจ้า กับความห่วงใยและพระดำริที่พระองค์ได้ทรงใส่ลงไปในนั้นหรือไม่? (ใช่ เราสามารถ) หากพวกเจ้ามีความสามารถที่จะรู้สึกถึงการนี้ เช่นนั้น นั่นก็เพียงพอแล้ว มีการกระทำมากมายที่พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติท่ามกลางสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสร้างซึ่งผู้คนไม่สามารถรู้สึกหรือมองเห็น เรายกการนี้ขึ้นมาพูดก็เพียงเพื่อแจ้งให้พวกเจ้ารู้เกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายของพระเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจมารู้จักพระเจ้า เหล่านี้คือเบาะแสทั้งหลายที่สามารถทำให้พวกเจ้าสามารถรู้จักและเข้าใจพระเจ้าได้ดียิ่งขึ้น
4. แสง
สิ่งที่สี่นั้นเกี่ยวข้องกับดวงตาของผู้คน นั่นก็คือ แสง นี่ก็สำคัญมากเช่นกัน เมื่อเจ้าเห็นแสงจ้าและความจ้าของแสงนั้นไปถึงความแรงกล้าเฉพาะในระดับหนึ่ง มันก็จะสามารถทำให้ดวงตามนุษย์บอดได้ จะว่าไปแล้วดวงตามนุษย์เป็นดวงตาแห่งเนื้อหนัง ตามนุษย์ไม่สามารถทนทานต่อการระคายเคืองได้ มีผู้ใดกล้าจ้องมองเข้าไปในดวงอาทิตย์ตรงๆ หรือไม่? ผู้คนบางคนได้ลองดูแล้ว และหากพวกเขากำลังสวมแว่นกันแดดอยู่ มันก็ทำงานได้ดีทีเดียว—แต่นั่นพึงต้องมีการใช้เครื่องมือ หากปราศจากเครื่องมือ ดวงตาเปลือยเปล่าของมนุษย์ย่อมไม่มีความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับดวงอาทิตย์และจ้องมองดวงอาทิตย์โดยตรงได้ อย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงอาทิตย์ขึ้นมาเพื่อนำแสงมาสู่มวลมนุษย์ และแสงนี้ก็เป็นบางสิ่งที่พระองค์ได้ทรงดูแลด้วยเช่นกัน พระเจ้าไม่เพียงได้ทรงสร้างดวงอาทิตย์จนเสร็จ วางดวงอาทิตย์ไว้ที่ใดสักแห่ง แล้วก็เพิกเฉยต่อมัน นั่นไม่ใช่วิธีที่พระเจ้าทรงทำสิ่งทั้งหลาย พระองค์ทรงระมัดระวังอย่างยิ่งในการกระทำของพระองค์ และทรงดำริการกระทำทั้งหลายอย่างถ้วนทั่ว พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงตาให้แก่มวลมนุษย์เพื่อที่พวกเขาอาจมองเห็น และพระองค์ได้ทรงกำหนดค่าตัวแปรจำกัดทั้งหลายของแสงซึ่งมนุษย์ใช้ในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายไว้ล่วงหน้าอีกด้วย คงจะไม่ดีแน่หากแสงสลัวเกินไป เมื่อมันมืดเสียจนผู้คนไม่สามารถมองเห็นนิ้วมือของพวกเขาที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาได้ เช่นนั้นแล้วดวงตาของพวกเขาก็ย่อมได้สูญเสียการทำหน้าที่ของพวกมันไปและไม่ให้ประโยชน์อะไรเลย แต่แสงที่จ้าเกินไปก็ส่งผลให้ดวงตามนุษย์ไร้ความสามารถพอกันในการที่จะมองเห็นสิ่งทั้งหลาย เพราะความสว่างจ้านั้นสุดที่จะทนได้ เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงประดับประดาสภาพแวดล้อมแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ด้วยแสงในจำนวนที่เหมาะสมสำหรับดวงตามนุษย์—จำนวนที่จะไม่ทำร้ายหรือทำลายดวงตาของผู้คน นับประสาอะไรที่จะทำให้ดวงตามนุษย์สูญเสียการทำหน้าที่ของพวกมัน นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าได้ทรงเพิ่มชั้นเมฆรอบดวงอาทิตย์และแผ่นดินโลก และเหตุผลที่ความหนาแน่นของอากาศมีความสามารถอย่างถูกต้องเหมาะสมที่จะกรองแสงชนิดต่างๆ ซึ่งสามารถทำร้ายดวงตาหรือผิวหนังของผู้คนได้—เหล่านี้ได้สัดส่วนเหมาะสมกัน นอกจากนี้สีสันทั้งหลายของแผ่นดินโลกที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น ก็ยังสะท้อนแสงอาทิตย์และแสงประเภทอื่นทั้งหมด และมีความสามารถที่จะกำจัดแสงจำพวกที่จ้าเกินกว่าที่ดวงตามนุษย์จะปรับเข้าหาได้ ดังนั้นผู้คนจึงมีความสามารถที่จะเดินอยู่ข้างนอกและดำเนินชีวิตของพวกเขาไปได้โดยไม่จำเป็นต้องสวมแว่นกันแดดอันมืดทึบอยู่เป็นนิตย์ ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกตินั้น ดวงตามนุษย์สามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายภายในลานสายตาของพวกเขาได้โดยไม่ถูกแสงรบกวน กล่าวคือ คงจะไม่ดีแน่ หากแสงแยงตาเกินไปหรือหากแสงสลัวเกินไป หากแสงสลัวเกินไป ดวงตาของผู้คนก็จะได้รับความเสียหาย และหมดสภาพหลังจากการใช้งานระยะสั้น หากแสงจ้าเกินไป ดวงตาของผู้คนก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้ แสงแท้จริงนี้ที่ผู้คนมีอยู่นั้น ต้องเหมาะสมสำหรับดวงตามนุษย์ที่จะมองเห็น และพระเจ้าได้ทรงลดความเสียหายที่แสงก่อให้เกิดต่อดวงตามนุษย์ให้เหลือน้อยที่สุดโดยผ่านทางวิธีการหลากหลาย และแม้ว่าแสงนี้อาจเป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อดวงตามนุษย์ แต่มันก็เพียงพอที่จะให้ผู้คนไปถึงปลายทางแห่งชีวิตของพวกเขาในขณะที่ยังคงธำรงการใช้งานดวงตาของพวกเขาอยู่ พระเจ้าไม่ได้ทรงได้พิจารณาการนี้อย่างถ้วนทั่วแล้วหรอกหรือ? กระนั้นมารซาตานก็ยังปฏิบัติตัวโดยไม่เคยได้มีการพิจารณาเช่นนั้นทะลุผ่านไปถึงจิตใจของมันเลย กับซาตานแล้ว แสงนั้น ถ้าไม่จ้าเกินไปก็สลัวเกินไปเสมอ นี่คือวิธีที่ซาตานปฏิบัติตัว
พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งเหล่านี้กับทุกด้านของร่างกายมนุษย์—กับการมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การหายใจ ความรู้สึก และอื่นๆ—เพื่อที่จะเพิ่มความสามารถปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์ให้สูงที่สุด เพื่อที่พวกเขาจะสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติและทำเช่นนั้นต่อไปได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สภาพแวดล้อมปัจจุบันที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นเพื่อชีวิตนั้น เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่สุดต่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์ ผู้คนบางคนอาจคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนักหนา ว่าเป็นสิ่งธรรมดามากที่สุดสิ่งหนึ่ง เสียง แสง และอากาศเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้สึกว่าเป็นสิทธิแต่กำเนิดของพวกเขาซึ่งพวกเขาได้ชื่นชมมาตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาเกิด แต่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ซึ่งเจ้ามีความสามารถที่จะชื่นชม พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจอยู่ นี่คือบางสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจ บางสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือรู้จักสิ่งเหล่านี้หรือไม่ โดยสังเขปแล้ว เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา พระองค์ได้ทรงดำริมากมายเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น พระองค์ได้ทรงมีแผนการ พระองค์ได้ทรงมีแนวคิดเฉพาะบางอย่าง พระองค์ไม่ทรงวางมวลมนุษย์ไว้ในสภาพแวดล้อมสำหรับชีวิตเช่นนั้นอย่างขอไปทีหรืออย่างง่ายๆ โดยปราศจากพระดำริอันใดในเรื่องนี้ พวกเจ้าอาจคิดว่าเราได้พูดเกี่ยวกับสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้แต่ละอย่างอย่างคุยโวเกินไป แต่ในทรรศนะของเรา แต่ละสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้แก่มนุษย์นั้น จำเป็นต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ มีการกระทำของพระเจ้าอยู่ในการนี้
5. กระแสลม
สิ่งที่ห้าคืออะไร? สิ่งนี้เกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับชีวิตของแต่ละบุคคลในแต่ละวัน ความสัมพันธ์ของสิ่งนี้กับชีวิตมนุษย์ใกล้ชิดมากเสียจนร่างกายมนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกเชิงวัตถุนี้ได้หากปราศจากมัน สิ่งนี้คือกระแสลมนั่นเอง ลางทีไม่ว่าใครก็สามารถเข้าใจคำนามว่า “กระแสลม” ได้ แม้เพิ่งเคยได้ยินคำนี้ ดังนั้นกระแสลมคืออะไรหรือ? เจ้าสามารถพูดได้ว่า “กระแสลม” เป็นเพียงความเคลื่อนไหวที่ไหลเลื่อนไปของอากาศ กระแสลมเป็นลมที่ดวงตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ มันยังเป็นหนทางหนึ่งที่ก๊าซทั้งหลายเคลื่อนที่ด้วย กระนั้นในการพูดคุยนี้ ในเบื้องต้นแล้ว “กระแสลม” อ้างอิงถึงอะไรเล่า? ทันทีที่เราพูด พวกเจ้าจะเข้าใจ แผ่นดินโลกบรรทุกภูเขา ทะเลและสรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างไปด้วยเมื่อมันหมุน และเมื่อมันหมุน มันก็หมุนด้วยความเร็ว แม้ว่าเจ้าจะไม่รู้สึกถึงการปั่นหมุนนี้แต่อย่างใด การหมุนรอบตัวของแผ่นดินโลกก็ยังดำรงอยู่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การหมุนรอบตัวของแผ่นดินโลกก่อให้เกิดสิ่งใดหรือ? เมื่อเจ้าวิ่ง ลมไม่เกิดขึ้นและแล่นวูบผ่านหูของเจ้าไปหรอกหรือ? หากลมสามารถกำเนิดออกมาได้ยามที่เจ้าวิ่ง จะไม่สามารถมีลมเมื่อแผ่นดินโลกหมุนรอบตัวได้อย่างไร? เมื่อแผ่นดินโลกหมุนรอบตัว ทุกสรรพสิ่งก็อยู่ในการเคลื่อนที่ แผ่นดินโลกเองกำลังอยู่ในการเคลื่อนที่และหมุนรอบตัวด้วยความเร็วเฉพาะ ในขณะที่ทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกก็กำลังแพร่พันธุ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเฉพาะจะทำให้เกิดกระแสลมโดยธรรมชาติ นี่คือสิ่งที่เราให้ความหมาย “กระแสลม” กระแสลมนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ในขอบข่ายหนึ่งหรอกหรือ? ลองพิจารณาพายุไต้ฝุ่นดูสิว่า พายุไต้ฝุ่นปกติไม่มีพลังเป็นพิเศษ แต่เมื่อพวกมันซัดกระหน่ำ ผู้คนไม่สามารถแม้แต่จะยืนได้อย่างคงที่ไม่สั่นคลอน และมันยากเย็นที่พวกเขาจะเดินในลม แม้แต่ก้าวเดียวก็ลำบากยากเข็ญแล้ว และผู้คนบางคนอาจถึงกับถูกลมดันไปอัดติดกับบางสิ่งบางอย่างโดยไร้ความสามารถที่จะขยับได้ นี่คือหนึ่งในหนทางทั้งหลายที่กระแสลมสามารถส่งผลกระทบต่อมวลมนุษย์ได้ หากทั้งแผ่นดินโลกถูกปกคลุมด้วยที่ราบ เช่นนั้นแล้วเมื่อโลกและทุกสรรพสิ่งหมุนรอบตัว ร่างกายมนุษย์ก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้โดยสิ้นเชิงต่อกระแสลมที่ถูกผลิตขึ้นจากการนั้น มันจะลำบากยากเย็นสุดขั้วที่จะตอบโต้สถานการณ์เช่นนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง กระแสลมเช่นนี้คงจะไม่เพียงแค่นำอันตรายมาสู่มวลมนุษย์ แต่จะนำมาซึ่งการทำลายล้างโดยสมบูรณ์ มนุษย์คงจะไม่มีความสามารถที่จะอยู่รอดในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันเพื่อแก้ปัญหากระแสลมเช่นนั้น—ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันกระแสลมจะอ่อนตัวลง เปลี่ยนทิศทางของพวกมัน เปลี่ยนความเร็วของพวกมัน และเปลี่ยนกำลังของพวกมัน นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนสามารถมองเห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน เช่นภูเขา เทือกเขาขนาดใหญ่ ที่ราบ เนินเขา ลุ่มน้ำ หุบเขา ที่ราบสูง และแม่น้ำสายใหญ่ ด้วยคุณสมบัติพิเศษทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันเหล่านี้ พระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนความเร็ว ทิศทาง และกำลังของกระแสลม นี่คือวิธีการที่พระองค์ทรงใช้เพื่อลดหรือบงการกระแสลมให้เป็นลมที่มีความเร็ว ทิศทาง และกำลังที่เหมาะสม เพื่อให้มนุษย์มีสภาพแวดล้อมปกติที่จะดำรงชีวิตอยู่ในนั้นได้ มีความจำเป็นที่ต้องมีการนี้หรือไม่? (มี) การทำบางสิ่งเช่นนี้ดูเหมือนจะลำบากยากเย็นสำหรับมนุษย์ แต่เป็นเรื่องง่ายสำหรับพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสังเกตการณ์ทุกสรรพสิ่ง สำหรับพระองค์แล้ว การสร้างสภาพแวดล้อมที่มีกระแสลมซึ่งเหมาะสมสำหรับมนุษย์ไม่สามารถเรียบง่ายหรือง่ายดายไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นในสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงสร้างเช่นนี้ แต่ละสิ่งภายในการทรงสร้างทั้งหมดของพระองค์จึงมิอาจขาดไปได้ การดำรงอยู่ของทุกๆ สิ่งนั้นมีคุณค่าและความจำเป็น อย่างไรก็ตามซาตานหรือมนุษย์ซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามแล้วนั้นไม่เข้าใจหลักธรรมนี้ พวกเขายังคงทำลายและพัฒนาและหาประโยชน์ต่อไป ด้วยความฝันอันสูญเปล่าที่จะแปรสภาพภูเขาให้กลายเป็นพื้นที่ราบ ถมหุบผาชันให้เต็มและสร้างตึกระฟ้าบนพื้นที่ราบเพื่อสร้างป่าคอนกรีต เป็นความหวังของพระเจ้าว่ามวลมนุษย์จะสามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุข เติบโตอย่างมีความสุข และใช้แต่ละวันอย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดนี้ ซึ่งพระองค์ได้ทรงตระเตรียมไว้ให้พวกเขา นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าไม่เคยได้ทรงประมาทในวิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ จากอุณหภูมิถึงอากาศ จากเสียงถึงแสง พระเจ้าได้ทรงทำแผนการและการจัดการเตรียมการที่สลับซับซ้อนเพื่อที่ร่างกายของพวกมนุษย์และสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของพวกเขาจะไม่อยู่ภายใต้การแทรกแซงอันใดจากสภาพเงื่อนไขทางธรรมชาติทั้งหลาย และเพื่อที่มวลมนุษย์จะมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตและเพิ่มทวีคูณตามปกติ และดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติกับทุกสรรพสิ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนแทน พระเจ้าทรงจัดเตรียมทั้งหมดนี้ให้แก่ทุกสรรพสิ่งและให้แก่มวลมนุษย์
ในหนทางที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการสภาพเงื่อนไขพื้นฐานทั้งห้านี้เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ เจ้าสามารถมองเห็นวิธีที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์หรือไม่? (เห็น) กล่าวคือ พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างสภาพเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดทั้งหมดสำหรับความอยู่รอดของมนุษย์ และพระเจ้าก็กำลังทรงบริหารจัดการและควบคุมสิ่งเหล่านี้อยู่ด้วยเช่นกัน แม้แต่ในตอนนี้หลังจากที่มนุษย์ได้ดำรงอยู่มาหลายพันปีแล้ว พระเจ้าก็ยังคงกำลังทรงทำการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิตของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมที่สุดให้แก่พวกเขาเพื่อให้ชีวิตของพวกเขาสามารถได้รับการธำรงรักษาไว้ได้ในหนทางปกติ สถานการณ์เช่นนั้นจะได้รับการธำรงรักษาไว้ได้นานเท่าใดเล่า? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าจะทรงยังจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต่อไปได้อีกนานเท่าใดกัน? สิ่งนี้จะยืนยาวจนกระทั่งพระเจ้าทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์อย่างครบถ้วน จากนั้นพระเจ้าก็จะทรงเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ อาจจะเป็นว่าพระองค์จะทรงทำการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วยวิธีการเดียวกัน หรืออาจจะเป็นด้วยวิธีการที่แตกต่างไป แต่สิ่งที่ผู้คนต้องรู้ในตอนนี้ก็คือพระเจ้ากำลังทรงจัดเตรียมสิ่งที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมี กำลังบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ และกำลังทรงคุ้มครอง กำลังทรงอารักขาและทรงธำรงรักษาสภาพแวดล้อมนั้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรย่อมมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตในลักษณะที่เป็นปกติและยอมรับความรอดและการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าได้ ทุกสรรพสิ่งอยู่รอดต่อไปเพราะอธิปไตยของพระเจ้า และมวลมนุษย์ทั้งปวงจึงเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปก็เพราะการจัดเตรียมทั้งหลายเช่นนั้นจากพระเจ้า
ส่วนสุดท้ายนี้ของการสามัคคีธรรมของพวกเราได้นำความคิดใหม่ๆ มาให้พวกเจ้าบ้างหรือไม่? บัดนี้พวกเจ้าได้กลายเป็นตระหนักรู้ถึงความแตกต่างอันยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์แล้วหรือไม่? ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ใดหรือที่เป็นเจ้านายของทุกสรรพสิ่ง? เป็นมนุษย์หรือ? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้วอะไรเล่าคือความแตกต่างระหว่างวิธีที่พระเจ้าและมนุษย์ปฏิบัติต่อสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง? (พระเจ้าทรงปกครองและทรงจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งขณะที่มนุษย์ชื่นชมสิ่งเหล่านั้น) พวกเจ้าเห็นด้วยกับการนี้หรือไม่? ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์ก็คือการที่พระเจ้าทรงปกครองและจัดเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง และในขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง มวลมนุษย์ก็ชื่นชมทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้น กล่าวคือ มนุษย์ชื่นชมสรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างเมื่อเขายอมรับชีวิตที่พระเจ้าประทานให้แก่ทุกสรรพสิ่ง พระเจ้าทรงเป็นองค์เจ้านาย และมวลมนุษย์ชื่นชมดอกผลของการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้วจากมุมมองของสรรพสิ่งทั้งมวลแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า สิ่งใดหรือ คือความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์? พระเจ้าทรงสามารถมองเห็นกฎทั้งหลายแห่งวิธีที่ทุกสรรพสิ่งเติบโตได้อย่างชัดเจน และพระองค์ทรงควบคุมและมีอำนาจครอบครองอยู่เหนือกฎเหล่านี้ นั่นคือ ทุกสรรพสิ่งอยู่ภายในสายพระเนตรของพระเจ้าและภายในวงเขตแห่งการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ มวลมนุษย์สามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งได้หรือ? สิ่งที่มวลมนุษย์สามารถมองเห็นได้ถูกจำกัดอยู่กับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาโดยตรง หากเจ้าปีนขึ้นภูเขา เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้ามองเห็นก็คือภูเขานั้นเท่านั้น เจ้าไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งของภูเขาได้ หากเจ้าไปที่ชายฝั่ง สิ่งที่เจ้าเห็นเป็นเพียงด้านหนึ่งของมหาสมุทร และเจ้าไม่สามารถรู้ได้ว่าอีกด้านของมหาสมุทรเป็นเหมือนอะไร หากเจ้าเข้าไปในป่าไม้เจ้าจะสามารถมองเห็นพืชพรรณที่อยู่เบื้องหน้าเจ้าและรอบๆ เจ้า แต่เจ้าไม่สามารถเห็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไกลออกไปข้างหน้า มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นสถานที่ที่สูงกว่า ไกลกว่า ลึกกว่าได้ ทั้งหมดที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้คือสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาโดยตรง ภายในลานสายตาของพวกเขา ต่อให้มนุษย์จะรู้จักกฎที่บงการฤดูกาลทั้งสี่ของปี หรือกฎทั้งหลายแห่งวิธีที่ทุกสรรพสิ่งเติบโต พวกเขาก็ยังคงไร้ความสามารถที่จะบริหารจัดการหรือบงการทุกสรรพสิ่งได้ กระนั้นหนทางที่พระเจ้าทรงมองเห็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงเป็นเช่นเดียวกับที่พระองค์จะทรงมองเห็นเครื่องจักรที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระองค์เองไม่มีผิด พระองค์ทรงคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งกับทุกส่วนประกอบและทุกการเชื่อมต่อ สิ่งที่เป็นหลักการของสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่เป็นแบบแผนของสิ่งเหล่านั้น และสิ่งที่เป็นจุดประสงค์ของสิ่งเหล่านั้น—พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมดนี้ด้วยความกระจ่างแจ้งในระดับสูงสุด ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงเป็นพระเจ้า และมนุษย์ก็คือมนุษย์! แม้ว่ามนุษย์อาจลงลึกในการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ของเขาและกฎทั้งหลายที่ปกครองทุกสรรพสิ่ง แต่การศึกษาวิจัยนั้นมีวงเขตที่จำกัด ในขณะที่พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับมนุษย์แล้วการควบคุมของพระเจ้าไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์ผู้หนึ่งอาจสามารถใช้เวลาทั้งชีวิตทำการศึกษาวิจัยกิจการที่เล็กที่สุดของพระเจ้าโดยไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์แท้จริงอันใด นี่คือเหตุผลที่เจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าหรือเข้าใจพระองค์ได้หากเจ้าใช้แค่ความรู้และสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้เพื่อศึกษาพระเจ้า แต่หากเจ้าเลือกวิธีแห่งการแสวงหาความจริงและแสวงหาพระเจ้า และมองดูพระเจ้าจากมุมมองแห่งการมารู้จักพระองค์ เช่นนั้นแล้วสักวันหนึ่งเจ้าจะระลึกได้ว่า การกระทำของพระเจ้าอยู่ทุกแห่งหนและพระปรีชาญาณของพระเจ้าอยู่ทุกแห่งหนในเวลาเดียวกัน และเจ้าจะรู้เหตุผลที่พระเจ้าทรงได้รับการเรียกขานว่าองค์เจ้านายแห่งทุกสรรพสิ่งและแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง ยิ่งเจ้าได้รับความเข้าใจเช่นนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งเข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงได้รับการเรียกขานว่าองค์เจ้านายแห่งทุกสรรพสิ่งมากขึ้นเท่านั้น ทุกสรรพสิ่งและทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งตัวเจ้า กำลังได้รับการจัดเตรียมของพระเจ้าที่หลั่งไหลแบบคงเส้นคงวาอยู่เป็นนิตย์ เจ้าจะมีความสามารถที่จะสำนึกรับรู้ได้อย่างชัดเจนอีกด้วยว่า ในโลกนี้และท่ามกลางมวลมนุษย์นี้ ไม่มีผู้ใดเลยนอกเหนือจากพระเจ้าที่จะสามารถมีความสามารถและแก่นแท้ที่พระองค์ทรงใช้ปกครอง บริหารจัดการ และธำรงรักษาการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง เมื่อเจ้าไปถึงความเข้าใจนี้ เจ้าก็จะระลึกได้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า เมื่อเจ้าไปถึงจุดนี้ เจ้าย่อมจะได้ยอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงและได้ให้โอกาสพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเจ้าและองค์เจ้านายของเจ้าแล้ว เมื่อเจ้าได้รับความเข้าใจเช่นนั้นแล้วและชีวิตของเจ้าได้ไปถึงจุดดังกล่าวแล้ว พระเจ้าก็จะไม่ทรงทดสอบเจ้าและพิพากษาเจ้าอีกต่อไป อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงทำการเรียกร้องอันใดจากเจ้า เพราะเจ้าจะเข้าใจพระเจ้า จะรู้จักพระหฤทัยของพระองค์ และจะได้ยอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงในหัวใจของเจ้าแล้ว นี่คือเหตุผลสำคัญในการสามัคคีธรรมในหัวข้อเหล่านี้เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครองและทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง การทำเช่นนี้หมายที่จะให้ความรู้และความเข้าใจมากขึ้นแก่ผู้คน—ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เจ้ายอมรับรู้ แต่เพื่อให้เจ้ารู้จักและเข้าใจการกระทำทั้งหลายของพระเจ้าในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ