พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6

ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า (3) ตอนที่สอง

เมื่อใดก็ตามที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามหรือทำให้เกิดอันตรายซึ่งไม่ได้ควบคุมต่อมนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงยืนดูอยู่เฉยๆ อีกทั้งพระองค์ก็ไม่ทรงไม่แยแสและไม่ทรงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ต่อบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรร พระเจ้าทรงเข้าใจทั้งหมดที่ซาตานทำอย่างชัดแจ้งบริบูรณ์ ไม่สำคัญว่าซาตานทำอะไร ไม่สำคัญว่ามันทำให้แนวโน้มใดเกิดขึ้น พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมดที่ซาตานกำลังพยายามทำ และพระเจ้าไม่ทรงละทิ้งบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรร แทนที่จะเป็นเช่นนั้น โดยที่ไม่เรียกร้องความสนใจใด ๆ—อย่างลับๆ อย่างเงียบๆ—พระเจ้าทรงทำทุกสิ่งที่จำเป็น เมื่อพระเจ้าทรงเริ่มพระราชกิจกับใครสักคน เมื่อพระองค์ได้ทรงเลือกใครสักคน พระองค์ไม่ทรงประกาศข่าวนี้แก่ใคร อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงประกาศข่าวนี้แก่ซาตาน นับประสาอะไรกับการทรงแสดงท่าทียิ่งใหญ่ใดๆ พระเจ้าแค่ทรงทำสิ่งที่จำเป็นอย่างเงียบมากๆ อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ในขั้นแรก พระองค์ทรงเลือกครอบครัวให้เจ้า ภูมิหลังครอบครัวของเจ้า พ่อแม่ของเจ้า บรรพบุรุษของเจ้า—ทั้งหมดนี้พระเจ้าทรงกำหนดตัดสินล่วงหน้า อีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าไม่ทรงทำการกำหนดตัดสินเหล่านี้จากอารมณ์ชั่ววูบ ในทางตรงกันข้าม พระองค์ได้ทรงเริ่มพระราชกิจนี้นานมาแล้ว ทันทีที่พระเจ้าได้ทรงเลือกครอบครัวให้เจ้า จากนั้นพระองค์จึงทรงเลือกวันที่ซึ่งเจ้าจะถือกำเนิด จากนั้น พระเจ้าทรงเฝ้าดูขณะที่เจ้าถือกำเนิดและมาสู่โลกโดยที่ส่งเสียงร้อง พระองค์ทรงเฝ้าดูการเกิดของเจ้า ทรงเฝ้าดูขณะที่เจ้าเอ่ยคำแรกของเจ้า ทรงเฝ้าดูขณะที่เจ้าเดินสะดุดและเดินเตาะแตะเป็นครั้งแรกเมื่อเจ้าหัดเดิน ในขั้นแรกเจ้าก้าวเดินก้าวแรกและแล้วเจ้าก็ก้าวเดินอีกก้าว…และตอนนี้เจ้าสามารถวิ่ง กระโดด พูดคุย และแสดงความรู้สึกต่างๆ ของเจ้าได้ เมื่อผู้คนเติบโตขึ้น สายตาของซาตานจะจับจ้องไปที่พวกเขาทุกคน เช่นเดียวกับเสือที่จ้องเหยื่อของมัน แต่ในการทรงพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าไม่เคยทรงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆ ที่เกิดจากผู้คน เหตุการณ์หรือสิ่งต่างๆ จากพื้นที่หรือเวลา พระองค์ทรงทำสิ่งที่พระองค์ควรทรงทำและสิ่งที่พระองค์ต้องทรงทำ ในขณะที่กำลังเติบโต เจ้าอาจเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าชอบ เช่น โรคภัยไข้เจ็บและความผิดหวัง แต่ขณะที่เจ้าเดินไปบนเส้นทางนี้ ชีวิตของเจ้าและอนาคตของเจ้าอยู่ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของพระเจ้าอย่างเข้มงวด พระเจ้าทรงมอบเครื่องรับประกันอันจริงแท้ซึ่งจะคงอยู่ตลอดชั่วชีวิตของเจ้าให้แก่เจ้า ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเจ้าที่นั่นเสมอ ทรงคุ้มกันเจ้าและทรงดูแลเจ้า เจ้าเติบโตขึ้นโดยที่ไม่ตระหนักรู้ถึงการนี้ เจ้าเริ่มมาสัมผัสกับสิ่งใหม่ ๆ และเริ่มที่จะรู้จักโลกใบนี้และมวลมนุษย์นี้ ทุกสิ่งนั้นสดและใหม่สำหรับเจ้า เจ้ามีบางสิ่งที่เจ้าชื่นชมที่จะทำ เจ้าดำเนินชีวิตภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้าเอง เจ้าดำเนินชีวิตภายในพื้นที่ของเจ้าเอง และเจ้าไม่มีความตระหนักเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้าแม้แต่น้อย แต่พระเจ้าทรงเฝ้าดูเจ้าทุกย่างก้าวของหนทางขณะที่เจ้าเติบโตขึ้น และพระองค์ทรงเฝ้าดูเจ้าขณะที่เจ้าก้าวไปข้างหน้าทุกย่างก้าว แม้ในคราที่เจ้ากำลังศึกษาหาความรู้หรือกำลังศึกษาวิทยาศาสตร์ พระเจ้าไม่เคยทรงห่างเจ้าแม้เพียงก้าวเดียว เจ้าก็แค่เป็นเหมือนคนอื่นๆ ในเรื่องที่ว่า ในระหว่างการได้มารู้จักโลกและเชื่อมสัมพันธ์กับมัน เจ้าได้กำหนดอุดมคติของเจ้าเอง เจ้ามีงานอดิเรกของเจ้าเอง ความสนใจของเจ้าเอง และเจ้ายังเก็บงำความทะเยอทะยานอันสูงส่งอีกด้วย เจ้ามักจะใคร่ครวญอนาคตของเจ้าเอง มักจะวาดเค้าโครงเกี่ยวกับว่าอนาคตของเจ้าควรมีรูปร่างอย่างไร แต่ไม่สำคัญว่าอะไรจะปรากฏขึ้นระหว่างทาง พระเจ้าทรงเห็นมันทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างชัดเจน บางทีเจ้าเองอาจได้ลืมอดีตของเจ้าเองไปแล้ว แต่สำหรับพระเจ้า ไม่มีใครที่สามารถเข้าใจเจ้าได้ดีไปกว่าพระองค์ เจ้าดำเนินชีวิตภายใต้สายพระเนตรอันจับจ้องของพระเจ้า เติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ในระหว่างช่วงเวลานี้ ภารกิจที่สำคัญที่สุดของพระเจ้าคือบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีใครเคยล่วงรู้ บางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีใครรู้จัก พระเจ้าไม่ทรงบอกใครเกี่ยวกับการนี้อย่างแน่แท้ ดังนั้นแล้วอะไรคือสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่สุด? อาจกล่าวได้ว่ามันคือเครื่องรับประกันว่าพระเจ้าจะทรงช่วยบุคคลให้รอด นี่หมายความว่าหากพระเจ้าทรงต้องประสงค์ช่วยบุคคลนี้ให้รอด พระองค์ต้องทรงทำการนี้ ภารกิจนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งมนุษย์และพระเจ้า พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร? ดูเหมือนว่าพวกเจ้าไม่มีความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับการนี้ หรือมโนทัศน์ใดๆ เกี่ยวกับการนี้ ดังนั้นแล้วเราจะบอกพวกเจ้า ตั้งแต่เวลาที่เจ้าถือกำเนิดต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจมากมายกับเจ้า แต่พระองค์ไม่ทรงบรรยายทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำแก่เจ้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน พระเจ้าไม่ได้ทรงอนุญาตให้เจ้ารู้การนี้ และพระองค์ไม่ได้ทรงบอกเจ้า อย่างไรก็ดี สำหรับมวลมนุษย์ ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นสำคัญ ตามพระดำริของพระเจ้านั้น มันคือบางสิ่งบางอย่างที่พระองค์ต้องทรงทำ ในพระทัยของพระองค์มีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญซึ่งพระองค์ทรงจำเป็นต้องทำเกินสิ่งใดๆ ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ไปมาก นั่นคือ ตั้งแต่เวลาที่บุคคลถือกำเนิดมาจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าต้องทรงรับประกันความปลอดภัยของพวกเขา เมื่อเจ้าได้ยินพระวจนะเหล่านี้ เจ้าอาจรู้สึกราวกับว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจอย่างเต็มเปี่ยม เจ้าอาจถามว่า “ความปลอดภัยนี้สำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ?” ถ้าอย่างนั้น อะไรคือความหมายตามตัวอักษรของ “ความปลอดภัย”? บางทีพวกเจ้าอาจเข้าใจว่ามันหมายถึงสันติสุข หรือบางทีพวกเจ้าอาจเข้าใจว่ามันหมายถึงการไม่เคยผ่านประสบการณ์กับความวิบัติหรือหายนะใดๆ การดำเนินชีวิตอย่างสุขสบาย การดำเนินชีวิตปกติ แต่ในหัวใจของพวกเจ้า เจ้าต้องรู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น ดังนั้น จริงๆ แล้วสิ่งนี้ที่เราได้พูดถึง ที่พระเจ้าต้องทรงทำนั้น คืออะไรกันแน่? ความปลอดภัยหมายถึงอะไรสำหรับพระเจ้า? มันเป็นเครื่องรับประกันความหมายตามปกติของ “ความปลอดภัย” จริงๆ หรือไม่? ไม่ ดังนั้นแล้วอะไรคือสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ? “ความปลอดภัย” นี้หมายความว่าเจ้าจะไม่ถูกซาตานกลืนกิน นี่สำคัญหรือ? การไม่ถูกซาตานกลืนกิน—นี่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเจ้าหรือไม่? ใช่แล้ว นี่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยส่วนตัวของเจ้า และไม่สามารถมีอะไรที่สำคัญไปกว่าได้ ทันทีที่เจ้าถูกซาตานกลืนกิน วิญญาณของเจ้าและเนื้อหนังของเจ้าไม่เป็นของพระเจ้าอีกต่อไป พระเจ้าจะไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอดอีกต่อไป พระเจ้าทรงละทิ้งบรรดาวิญญาณและผู้คนที่ถูกซาตานกลืนกิน ดังนั้นเราจึงกล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่พระเจ้าต้องทรงทำก็คือการรับประกันความปลอดภัยนี้ของเจ้า เพื่อรับประกันว่าเจ้าจะไม่ถูกซาตานกลืนกิน เรื่องนี้สำคัญมาก ไม่ใช่หรอกหรือ? ดังนั้นแล้วทำไมพวกเจ้าจึงไม่สามารถตอบได้? ดูเหมือนว่าพวกเจ้าไร้ความสามารถที่จะรู้สึกถึงความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้!

พระเจ้าทรงทำมากมายกว่านี้นอกเหนือจากการรับประกันความปลอดภัยของผู้คน โดยการรับประกันว่าพวกเขาจะไม่ถูกซาตานกลืนกิน พระองค์ยังทรงปฏิบัติพระราชกิจขั้นเตรียมการอันยิ่งใหญ่ก่อนที่จะทรงเลือกและทรงช่วยใครบางคนให้รอดอีกด้วย ประการแรก พระเจ้าทรงทำการตระเตรียมที่พิถีพิถันเกี่ยวกับว่าเจ้าจะมีลักษณะนิสัยแบบใด เจ้าจะถือกำเนิดในครอบครัวประเภทใด ใครจะเป็นพ่อแม่ของเจ้า เจ้าจะมีพี่น้องชายหญิงกี่คน และสถานการณ์ สถานภาพทางเศรษฐกิจ และสภาพเงื่อนไขต่างๆ ของครอบครัวที่เจ้าจะถือกำเนิดนั้นจะเป็นอย่างไร พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าส่วนใหญ่ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรถือกำเนิดในครอบครัวประเภทใด? ครอบครัวเหล่านั้นเป็นครอบครัวที่มีชื่อเสียงหรือไม่? เราไม่อาจกล่าวได้แน่นอนว่าไม่มีใครเลยที่ถือกำเนิดในครอบครัวที่มีชื่อเสียง อาจมีจำนวนหนึ่ง แต่พวกเขาก็มีจำนวนน้อยมาก พวกเขาถือกำเนิดในครอบครัวที่มั่งคั่งเป็นพิเศษ ครอบครัวเศรษฐีพันล้าน หรือมหาเศรษฐีหรือไม่? ไม่ พวกเขาแทบจะไม่เคยถือกำเนิดในครอบครัวแบบนี้เลย ดังนั้นแล้วพระเจ้าทรงตระเตรียมครอบครัวประเภทใดให้กับส่วนใหญ่ของผู้คนเหล่านี้? (ครอบครัวธรรมดา) ถ้าอย่างนั้นแล้วครอบครัวใดบ้างที่อาจพิจารณาได้ว่าเป็น “ครอบครัวธรรมดา”? ครอบครัวเหล่านั้นรวมถึงครอบครัวของคนทำงาน นั่นก็คือ ครอบครัวที่พึ่งพาเงินค่าจ้างเพื่อความอยู่รอดเพื่อสามารถหาซื้อปัจจัยจำเป็นพื้นฐานได้ และไม่มั่งมีเกินไปนัก ครอบครัวเหล่านี้รวมถึงครอบครัวที่ทำการเกษตร ชาวนาที่พึ่งพาการเพาะปลูกพืชผลสำหรับอาหารของพวกเขา—มีธัญพืชไว้กิน และเสื้อผ้าไว้สวมใส่ และไม่ต้องหิวโหยหรือหนาวจนจะแข็งตาย แล้วก็มีบางครอบครัวที่ทำธุรกิจเล็กๆ และบางครอบครัวที่พ่อแม่เป็นปัญญาชน และครอบครัวเหล่านี้ยังสามารถนับได้ว่าเป็นครอบครัวธรรมดาเช่นกัน ยังมีพ่อแม่บางคนที่เป็นพนักงานบริษัทหรือเจ้าหน้าที่รัฐชั้นผู้น้อยอีกด้วย ที่ไม่สามารถนับได้ว่าเป็นสมาชิกของครอบครัวที่มีชื่อเสียงเช่นกัน ส่วนใหญ่ถือกำเนิดในครอบครัวธรรมดา และการนี้ทั้งหมดได้รับการจัดการเตรียมการโดยพระเจ้า ก่อนอื่น นั่นกล่าวได้ว่า สภาพแวดล้อมนี้ที่เจ้าดำรงชีวิตอยู่ไม่ใช่ครอบครัวที่มีทรัพย์สินมากมายที่ผู้คนอาจจินตนาการ และนี่เป็นครอบครัวซึ่งพระเจ้าได้ทรงกำหนดตัดสินให้เจ้า และผู้คนส่วนใหญ่จะดำรงชีวิตภายในขีดจำกัดของครอบครัวประเภทนี้ ดังนั้นแล้วสถานภาพทางสังคมเล่าเป็นเช่นไร? สภาวะทางเศรษฐกิจของพ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นคือปานกลางและพวกเขาไม่มีสถานะทางสังคมที่สูงส่ง—สำหรับพวกเขาแค่มีงานก็ดีแล้ว พวกเขารวมถึงบรรดาพวกผู้ปกครองหรือไม่? หรือบรรดาประธานาธิบดีของประเทศ? (ไม่) อย่างมากที่สุดพวกเขาก็เป็นผู้คนเช่นผู้จัดการในธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก สถานภาพทางสังคมของพวกเขานั้นดีพอใช้และสภาวะทางเศรษฐกิจของเขานั้นอยู่ระดับปานกลาง อีกปัจจัยหนึ่งคือสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของครอบครัว ก่อนอื่น ไม่มีพ่อแม่คนใดในหมู่ครอบครัวเหล่านี้ที่จะมีอิทธิพลอย่างชัดเจนต่อลูกๆ ของพวกเขาในการเดินเข้าสู่เส้นทางของพยากรณ์ศาสตร์หรือการทำนายโชคชะตา เหล่านี้คือจำนวนไม่กี่ครอบครัวที่เกี่ยวพันกับเรื่องต่างๆ ดังกล่าว พ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นค่อนข้างปกติ ในเวลาเดียวกันกับที่พระเจ้าทรงเลือกประชากร พระองค์ทรงกำหนดสภาพแวดล้อมประเภทนี้ให้พวกเขา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อพระราชกิจแห่งการช่วยผู้คนให้รอดของพระองค์ เมื่อดูอย่างผิวเผิน ดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงทำอะไรซึ่งเป็นการเขย่าโลกเป็นพิเศษสำหรับมนุษย์ พระองค์แค่ทรงดำเนินการอย่างเงียบๆ และอย่างลับๆ ในการทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำต่อไป อย่างถ่อมพระทัยและในความเงียบ แต่ในข้อเท็จจริงนั้น ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำ พระองค์ทรงทำเพื่อที่จะวางรากฐานเพื่อความรอดของเจ้า เพื่อตระเตรียมถนนเบื้องหน้าและสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อความรอดของเจ้า ถัดไป พระเจ้าทรงนำทุกๆ บุคคลให้กลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ แต่ละบุคคลในเวลาที่ได้ถูกกำหนดไว้ เมื่อถึงตอนนั้นที่เจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า นั่นเป็นเวลาเมื่อถึงตอนนั้นที่เจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ เมื่อถึงคราที่การนี้เกิดขึ้น บางคนได้กลายเป็นพ่อแม่เองแล้ว ในขณะที่คนอื่นๆ ยังคงเป็นลูกของใครบางคนอยู่ อีกนัยหนึ่งคือ บางคนได้แต่งงานและมีลูกแล้ว ในขณะที่บางคนยังคงเป็นโสด ยังไม่ได้เริ่มต้นครอบครัวของพวกเขาเอง แต่ไม่ว่าสภาพการณ์ของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้ทรงกำหนดเวลาไว้แล้วที่พวกเจ้าจะถูกเลือกและเวลาที่พระกิตติคุณและพระวจนะของพระองค์จะมาถึงเจ้า พระเจ้าได้ทรงกำหนดรูปการณ์แวดล้อมไว้แล้ว ซึ่งกำหนดตัดสินว่าด้วยบุคคลบางคนหรือบริบทบางอย่างซึ่งจะใช้ในการส่งผ่านข่าวประเสริฐต่อไปยังเจ้า เพื่อที่เจ้าจะได้ยินพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นทั้งหมดไว้ให้เจ้าแล้ว ด้วยวิธีนี้ แม้มนุษย์ไม่ตระหนักรู้ว่ามันกำลังเกิดขึ้น มนุษย์ได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์และกลับสู่ครอบครัวของพระเจ้า มนุษย์ยังติดตามพระเจ้าและเข้าสู่แต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย โดยเข้าสู่แต่ละขั้นตอนของวิธีการทรงพระราชกิจของพระเจ้าซึ่งพระองค์ได้ทรงตระเตรียมเพื่อมนุษย์ พระเจ้าทรงใช้วิธีใดเมื่อพระองค์ทรงทำสิ่งต่างๆ เพื่อมนุษย์ ณ เวลานี้? ก่อนอื่น อย่างน้อยที่สุดก็คือการดูแลเอาใจใส่และการคุ้มครองปกป้องที่มนุษย์ชื่นชม นอกเหนือจากนี้ พระเจ้าทรงกำหนดผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ หลากหลายเพื่อที่มนุษย์จะได้เห็นการดำรงอยู่ของพระองค์และกิจการของพระองค์โดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น มีบางคนที่เชื่อในพระเจ้าเพราะใครบางคนในครอบครัวของพวกเขาเจ็บป่วย เมื่อคนอื่นๆ ประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกเขา พวกเขาก็เริ่มที่จะเชื่อในพระเจ้า และการเชื่อนี้เกิดขึ้นเพราะสภาพการณ์นี้ ดังนั้นแล้วใครกันที่ได้จัดการเตรียมการสภาพการณ์นี้? (พระเจ้า) โดยความเจ็บป่วยนี้ มีบางครอบครัวที่ทุกคนเป็นผู้เชื่อ ในขณะที่มีครอบครัวอื่นๆ ที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในครอบครัวที่เชื่อ เมื่อดูอย่างผิวเผิน อาจดูเหมือนว่าใครบางคนในครอบครัวของเจ้าประสบกับโรคภัยไข้เจ็บ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วมันเป็นสภาพเงื่อนไขที่ถูกประทานแก่เจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า—นี่คือความเมตตาของพระเจ้า เพราะชีวิตครอบครัวนั้นยากลำบากสำหรับบางคนและพวกเขาไม่สามารถพบสันติสุขได้ เป็นไปได้ว่าโอกาสเหมาะที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จอาจนำเสนอตัวมันเอง—ใครบางคนบอกต่อข่าวประเสริฐและกล่าวว่า “จงเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าแล้วเจ้าจะมีสันติสุข” ด้วยเหตุนี้ โดยมิได้ตระหนักรู้ พวกเขาจึงได้มาเชื่อในพระเจ้าภายใต้รูปการณ์แวดล้อมอันเป็นธรรมชาติอย่างมาก ดังนั้นแล้วนี่ไม่ใช่สภาพเงื่อนไขประเภทหนึ่งหรอกหรือ? และข้อเท็จจริงที่ว่าครอบครัวของพวกเขาไม่ได้อยู่ในความสันติสุขคือพระคุณที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้พวกเขาหรือไม่? ยังมีบางคนอีกเช่นกันที่มาเชื่อในพระเจ้าด้วยเหตุผลอื่นๆ มีเหตุผลที่แตกต่างกันและหนทางที่แตกต่างกันของการเชื่อ แต่ไม่สำคัญว่าเหตุผลใดนำเจ้ามาเชื่อในพระองค์ มันทั้งหมดถูกจัดการเตรียมการและได้รับการทรงนำโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง ก่อนอื่น พระเจ้าทรงใช้วิธีที่หลากหลายในการเลือกเจ้าและในการนำเจ้าเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์ นี่คือพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่บุคคลทุกคน

ช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจในเรื่องเหล่านี้ของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พระองค์ไม่เพียงแค่ประทานพระคุณและพระพรแก่มนุษย์เหมือนกับที่พระองค์ทรงเคยทำมาก่อน อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงเกลี้ยกล่อมมนุษย์ให้ก้าวไปข้างหน้าอีกต่อไป ในระหว่างช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ มนุษย์ได้เห็นอะไรจากแง่มุมทั้งหมดของพระราชกิจของพระเจ้าที่เขาได้รับประสบการณ์มาแล้ว? มนุษย์ได้เห็นความรักของพระเจ้าและการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ในระหว่างช่วงเวลานี้พระเจ้าทรงจัดเตรียม ทรงสนับสนุน ทรงให้ความรู้แจ้ง และทรงนำมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะได้ค่อยๆ มารู้จักเจตนารมณ์ของพระองค์ รู้จักพระวจนะที่พระองค์ตรัส และความจริงที่พระองค์ประทานแก่มนุษย์ เมื่อมนุษย์อ่อนแอ เมื่อเขาท้อแท้ เมื่อเขาไม่มีที่ไหนให้หันไปหา พระเจ้าจะทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อชูใจ แนะนำ และให้กำลังใจมนุษย์ เพื่อที่วุฒิภาวะอันน้อยนิดของมนุษย์จะสามารถค่อยๆ เติบโตด้วยพละกำลัง ลุกขึ้นด้วยความคิดด้านบวก และกลายเป็นเต็มใจที่จะร่วมมือกับพระเจ้า แต่เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรือต้านทานพระองค์ หรือเมื่อมนุษย์เปิดเผยความเสื่อมทรามของเขา พระเจ้าจะไม่ทรงแสดงความปรานีในการตีสอนและการบ่มวินัยมนุษย์ อย่างไรก็ดี พระเจ้าจะทรงแสดงความยอมผ่อนปรนและความอดทนต่อความโง่เขลา ความไม่รู้เท่าทัน ความอ่อนแอ และความไม่เป็นผู้ใหญ่ของมนุษย์ ด้วยวิธีนี้ โดยผ่านทางพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำเพื่อมนุษย์ มนุษย์ค่อยๆ เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้น และมารู้จักเจตนารมณ์ของพระเจ้า มารู้จักความจริงบางอย่าง มารู้ว่าสิ่งใดเป็นด้านบวกและสิ่งใดเป็นด้านลบ มารู้ว่าความชั่วและความมืดคืออะไร พระเจ้าไม่ทรงใช้วิธีการเดียวในการตีสอนและการบ่มวินัยมนุษย์ตลอดเวลา แต่พระองค์ก็ไม่ทรงแสดงความยอมผ่อนปรนและความอดทนตลอดเวลา แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระองค์ทรงจัดเตรียมให้แต่ละบุคคลในวิธีที่แตกต่างกันที่ช่วงระยะที่แตกต่างกัน และตามวุฒิภาวะและขีดความสามารถที่แตกต่างกันของพวกเขา พระองค์ทรงทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อมนุษย์และด้วยต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ มนุษย์ไม่ล่วงรู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้หรือเกี่ยวกับต้นทุนนี้ กระนั้นก็ตามในทางปฏิบัติทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นการดำเนินการกับแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง ความรักของพระเจ้าสัมพันธ์กับชีวิตจริง: โดยผ่านทางพระคุณของพระเจ้า มนุษย์หลีกเลี่ยงความวิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า และตลอดเวลานั้นพระเจ้าทรงแสดงความยอมผ่อนปรนซ้ำแล้วซ้ำอีกสำหรับความอ่อนแอของมนุษย์ การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ค่อยๆ มารู้จักความเสื่อมทรามและแก่นแท้เยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ สิ่งซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียม ความรู้แจ้งของพระองค์เกี่ยวกับมนุษย์ และการทรงนำของพระองค์ทั้งหมดเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์รู้จักแก่นแท้ของความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในสิ่งที่ผู้คนต้องการ ถนนเส้นที่พวกเขาควรใช้ พวกเขาใช้ชีวิตเพื่ออะไร คุณค่าและความหมายของชีวิตของพวกเขา และวิธีเดินไปบนถนนข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำไม่สามารถแยกจากจุดประสงค์ดั้งเดิมหนึ่งประการของพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้วอะไรคือจุดประสงค์นี้? ทำไมพระเจ้าทรงใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์กับมนุษย์? พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใด? อีกนัยหนึ่ง พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นสิ่งใดในมนุษย์? พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับอะไรจากมนุษย์? สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นก็คือการที่หัวใจของมนุษย์สามารถฟื้นคืนได้ วิธีการเหล่านี้ที่พระองค์ทรงใช้ในการทรงพระราชกิจกับมนุษย์เป็นความพยายามต่อเนื่องเพื่อปลุกหัวใจของมนุษย์ เพื่อปลุกจิตวิญญาณของมนุษย์ เพื่อทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจว่าเขามาจากที่ไหน ใครกำลังนำ สนับสนุน และจัดเตรียมให้เขา และใครได้อนุญาตให้มนุษย์มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน พวกมันเป็นวิถีทางเพื่อทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจว่าใครคือพระผู้สร้าง เขาควรนมัสการใคร ถนนประเภทใดที่เขาควรเดิน และในหนทางใดที่มนุษย์ควรมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกมันเป็นวิถีทางเพื่อค่อยๆ ฟื้นคืนหัวใจของมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะได้รู้จักพระทัยของพระเจ้า เข้าใจพระทัยของพระเจ้า และจับใจความได้ถึงการดูแลเอาใจใส่อันยิ่งใหญ่และความคิดที่อยู่เบื้องหลังพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมนุษย์ให้รอด เมื่อหัวใจของมนุษย์ฟื้นคืน มนุษย์ไม่ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยอันต่ำทรามและเสื่อมทรามอีกต่อไป แต่กลับปรารถนาจะไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เมื่อหัวใจของมนุษย์ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น มนุษย์ก็ย่อมสามารถตัดขาดตัวเองออกจากซาตานได้อย่างสิ้นเชิง เขาจะไม่ถูกซาตานทำอันตรายอีกต่อไป ไม่ถูกควบคุมหรือถูกมันหลอกอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มนุษย์สามารถให้ความร่วมมืออย่างเป็นเชิงรุกในพระราชกิจของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์เพื่อทำให้พระเจ้าสมดังพระทัย ด้วยเหตุนี้จึงบรรลุถึงความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว นี่คือจุดประสงค์ดั้งเดิมของพระราชกิจของพระเจ้า

การหารือที่เราเพิ่งได้จัดขึ้นเกี่ยวกับความชั่วของซาตาน ทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับว่า มนุษย์ใช้ชีวิตท่ามกลางความทุกข์ใจอันใหญ่หลวง และรู้สึกว่าชีวิตของมนุษย์ถูกรุมเร้าด้วยโชคร้าย แต่บัดนี้เมื่อเรากำลังพูดถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าและพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติกับมนุษย์ นั่นทำให้พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร? (มีความสุขมาก) เราสามารถเห็นได้ตอนนี้ว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการให้มนุษย์อย่างอุตสาหะนั้น ไม่มีจุดด่างพร้อย ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นปราศจากความผิดพลาด ซึ่งหมายความว่ามันไม่มีข้อบกพร่อง ไม่จำเป็นต้องมีใครมาแก้ไข แนะนำ หรือทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับมัน ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำเพื่อบุคคลทุกคนนั้นไม่ต้องสงสัยเลย พระองค์ทรงนำทางทุกคนโดยการจูงมือ ทรงดูแลเจ้าในทุกชั่วขณะที่กำลังผ่านไป และไม่เคยทรงห่างเจ้าแม้สักครั้ง เมื่อผู้คนเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบนี้และด้วยภูมิหลังแบบนี้ เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่าในข้อเท็จจริงแล้วผู้คนเติบโตขึ้นในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า? (ได้) ดังนั้นแล้วตอนนี้พวกเจ้ายังคงรู้สึกถึงสำนึกรับรู้ของการสูญเสียหรือไม่? มีใครบ้างไหมที่ยังคงรู้สึกท้อแท้? มีใครบ้างไหมที่รู้สึกว่าพระเจ้าได้ทรงละทิ้งมวลมนุษย์? (ไม่) ถ้าเช่นนั้นแล้วจริงๆ แล้วพระเจ้าได้ทรงทำอะไรกันแน่? (พระองค์ได้ทรงเฝ้าดูมวลมนุษย์) ความคิดและการดูแลเอาใจใส่อันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นไม่ต้องสงสัยเลย ที่มากไปกว่านั้นคือ ในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ได้ทรงทำเช่นนั้นโดยไม่มีเงื่อนไขเสมอมา พระองค์ไม่เคยทรงพึงประสงค์ให้เจ้าคนใดต้องรู้ราคาที่พระองค์ทรงจ่ายเพื่อเจ้าเพื่อทำให้เจ้ารู้สึกสำนึกในพระคุณของพระองค์อย่างลึกซึ้ง พระเจ้าได้ทรงเคยพึงประสงค์การนี้จากเจ้าหรือไม่? (ไม่) ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานของชีวิตมนุษย์ แทบจะทุกคนได้เคยเผชิญกับสถานการณ์อันตรายมากมายและเผชิญหน้ากับการทดลองมากมาย นี่เป็นเพราะซาตานกำลังยืนข้างเจ้า ดวงตาของมันจับจ้องที่เจ้าตลอดเวลา เมื่อความวิบัติถล่มเจ้า ซาตานเพลิดเพลินในการนี้ เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นกับเจ้า เมื่อไม่มีอะไรเลยที่ถูกต้องสำหรับเจ้า เมื่อเจ้ากลายเป็นติดพันในใยของซาตาน ซาตานมีความสุขสำราญใหญ่หลวงจากสิ่งเหล่านี้ ในส่วนของสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงทำอยู่นั้น พระองค์กำลังทรงปกป้องเจ้ากับทุกชั่วขณะที่กำลังผ่านไป ทรงนำทางเจ้าให้ห่างจากโชคร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าและจากความวิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คือเหตุผลที่เรากล่าวว่าทุกอย่างที่มนุษย์มี—สันติสุขและความชื่นบานยินดี พระพรและความปลอดภัยส่วนบุคคล—ในข้อเท็จจริงแล้วทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า พระองค์ทรงนำและทรงกำหนดตัดสินชะตากรรมของแต่ละคน แต่พระเจ้าทรงมีมโนคติที่หลงผิดมากเกินปกติเกี่ยวกับพระฐานะของพระองค์ อย่างที่ผู้คนบางคนพูดกันหรือไม่? พระเจ้าทรงประกาศกับเจ้าหรือไม่ว่า “เราคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากสิ่งทั้งปวง เป็นเรานั่นเองที่ควบคุมดูแลพวกเจ้า พวกเจ้าต้องร้องขอความปรานีจากเรา และการไม่เชื่อฟังจะถูกลงโทษด้วยความตาย”? พระเจ้าทรงเคยข่มขู่มวลมนุษย์ด้วยวิธีนี้หรือ? (ไม่) พระองค์เคยตรัสหรือไม่ว่า “มวลมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ดังนั้นจึงไม่สำคัญว่าเราปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร และพวกเขาอาจได้รับการปฏิบัติในวิธีใดก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องทำการจัดการเตรียมการอันสมบูรณ์สำหรับพวกเขา”? พระเจ้าทรงพระดำริในหนทางนี้หรือ? พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระองค์ในหนทางนี้หรือ? (ไม่) ในทางตรงกันข้าม การปฏิบัติของพระเจ้าต่อแต่ละบุคคลนั้นเป็นไปอย่างจริงจังจริงใจ และด้วยความรับผิดชอบ พระองค์ทรงปฏิบัติกับเจ้าอย่างรับผิดชอบมากกว่าที่เจ้าปฏิบัติกับตัวเอง นี่ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ? พระเจ้าไม่ตรัสอย่างหาสาระไม่ได้ อีกทั้งพระองค์ก็ไม่ทรงโอ้อวดพระฐานะอันสูงส่งของพระองค์หรือหลอกลวงผู้คนอย่างตลกคะนอง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระองค์ทรงทำสิ่งต่างๆ ที่พระองค์เองทรงจำเป็นต้องทำอย่างสุจริตใจและอย่างเงียบๆ สิ่งเหล่านี้นำพระพร สันติสุข และความชื่นบานยินดีมาสู่มนุษย์ พวกมันนำพามนุษย์ไปสู่ สายพระเนตรของพระเจ้าและไปสู่ครอบครัวของพระองค์อย่างสงบสุขและอย่างเป็นสุข แล้วพวกเขาจึงดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับความรอดของพระเจ้าด้วยเหตุผลและการคิดที่ปกติ ดังนั้นแล้วพระเจ้าได้ทรงเคยตีสองหน้ากับมนุษย์ในพระราชกิจของพระองค์หรือไม่? พระองค์ได้ทรงเคยแสดงความเมตตาเทียมเท็จ โดยก่อนอื่นหลอกลวงมนุษย์ด้วยการล้อเล่นไม่กี่อย่างแล้วจึงทรงหันหลังไปหรือไม่? (ไม่) พระเจ้าได้เคยตรัสอย่างหนึ่งแล้วจึงทรงทำอีกอย่างหรือไม่? พระเจ้าได้ทรงเคยทำสัญญาที่ทำไม่ได้และอวดตัวแต่แล้วก็ทรงหายไปหรือไม่ โดยทรงบอกผู้คนว่าพระองค์สามารถทำการนี้เพื่อพวกเขาได้หรือช่วยทำการนั้นเพื่อพวกเขาได้? (ไม่) ไม่มีการหลอกลวงในพระเจ้า ไม่มีความเทียมเท็จ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ และพระองค์ทรงจริงแท้ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ผู้คนสามารถเชื่อใจได้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งผู้คนสามารถมอบความไว้วางใจในชีวิตของพวกเขาและทุกสิ่งที่พวกเขามีได้ เนื่องจากไม่มีการหลอกลวงในพระเจ้า พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงจริงใจที่สุด? (ได้) แน่นอนว่าพวกเราสามารถกล่าวได้! แม้คำว่า “จริงใจ” นั้นอ่อนด้อยเกินไป มีความเป็นมนุษย์มากเกินไปเมื่อนำไปใช้กับพระเจ้า มีคำอื่นใดให้เราใช้หรือไม่? เช่นนั้นคือขีดจำกัดของภาษาของมนุษย์ แม้ว่าจะค่อนข้างไม่เหมาะสมที่จะเรียกพระเจ้าว่า “จริงใจ” กระนั้นก็ตามพวกเราจะใช้คำนี้สำหรับตอนนี้ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและจริงใจ ดังนั้นแล้วเมื่อเราพูดถึงแง่มุมเหล่านี้ เรากำลังอ้างอิงถึงอะไร? เรากำลังอ้างอิงถึงความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์และความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับซาตานหรือไม่? ใช่ เราอาจกล่าวเช่นนั้นได้ นี่เป็นเพราะมนุษย์ไม่สามารถเห็นร่องรอยหนึ่งของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานในพระเจ้าได้ เราพูดถูกหรือไม่ในเรื่องนี้? อาเมน? (อาเมน!) เราไม่เห็นความชั่วของซาตานที่เปิดเผยให้เห็นในพระเจ้าเลย ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำและทรงเปิดเผยให้เห็นนั้นเป็นประโยชน์และช่วยมนุษย์ทั้งสิ้น ทำอย่างเต็มที่เพื่อจัดเตรียมให้มนุษย์ เต็มเปี่ยมด้วยชีวิตและให้มนุษย์มีถนนที่จะติดตามและมีทิศทางที่จะใช้ พระเจ้าไม่ทรงเสื่อมทราม และยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เมื่อดูทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ เราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์? (ได้) เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงมีความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์อีกทั้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างเดียวกันใดๆ ของมวลมนุษย์หรือแก่นแท้ของซาตาน และไม่มีอะไรเลยเกี่ยวกับพระเจ้าที่มีความคล้ายคลึงใดๆ กับสิ่งเหล่านี้ จากมุมมองนี้เราสามารถกล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ พระเจ้าไม่ทรงแสดงความเสื่อมทรามใดๆ และการเปิดเผยแก่นแท้ของพระองค์เองในพระราชกิจของพระองค์ทั้งหมดล้วนแต่เป็นการยืนยันว่าพระเจ้าพระองค์เองทรงบริสุทธิ์ พวกเจ้าเห็นการนี้หรือไม่? เพื่อที่จะรู้จักแก่นแท้อันบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตอนนี้เรามาดูสองแง่มุมนี้กัน: 1) ไม่มีร่องรอยของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามในพระเจ้า 2) แก่นแท้ของพระราชกิจต่อมนุษย์ของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้เห็นแก่นแท้ของพระเจ้าเอง และแก่นแท้นี้เป็นด้านบวกทั้งสิ้น เนื่องจากสิ่งต่างๆ ที่พระราชกิจทุกส่วนของพระเจ้านำมาสู่มนุษย์นั้นล้วนเป็นด้านบวก ก่อนอื่น พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้มนุษย์นั้นซื่อสัตย์—นี่ไม่ใช่เรื่องด้านบวกหรอกหรือ? พระเจ้าทรงมอบปัญญาแก่มนุษย์—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์สามารถหยั่งรู้ได้ระหว่างความดีและความชั่ว—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าใจความหมายและคุณค่าของชีวิตมนุษย์—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นเข้าไปข้างในแก่นแท้ของผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ และสิ่งต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับความจริง—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? (ใช่ มันเป็นด้านบวก) และผลลัพธ์ของทั้งหมดนี้ก็คือว่า มนุษย์ไม่ถูกซาตานหลอกอีกต่อไป จะไม่ถูกซาตานทำอันตรายหรือควบคุมต่อเนื่องอีกต่อไป อีกนัยหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้คนปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากความเสื่อมทรามของซาตานโดยสิ้นเชิง และดังนั้นจึงค่อยๆ เดินไปบนเส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว พวกเจ้าได้เดินไปบนเส้นทางนี้ไกลแค่ไหนแล้วตอนนี้? มันยากที่จะกล่าว ใช่หรือไม่? แต่อย่างน้อยที่สุดตอนนี้พวกเจ้าก็มีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม เกี่ยวกับว่าสิ่งใดเป็นความชั่วและสิ่งใดเป็นด้านลบใช่หรือไม่? อย่างน้อยที่สุดในตอนนี้พวกเจ้าก็กำลังเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง มั่นใจได้หรือไม่ที่จะกล่าวเช่นนี้? (ได้)

นี่คือที่ที่เราจะจบการหารือของเราเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตอนนี้ บนพื้นฐานของสิ่งที่พวกเจ้าได้ยินมาและได้รับมาทั้งหมดนั้น ใครบ้างในหมู่พวกเจ้าสามารถกล่าวได้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคืออะไร? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เราพูดถึงหมายถึงอะไร? จงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้สักครู่ ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือการเปี่ยมด้วยความจริงของพระองค์ใช่หรือไม่? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือความสัตย์ซื่อของพระองค์ใช่หรือไม่? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือความไม่เห็นแก่ตัวของพระองค์ใช่หรือไม่? มันคือความถ่อมพระทัยของพระองค์ใช่หรือไม่? ความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์หรือ? พระเจ้าทรงประทานความจริงและชีวิตแก่มนุษย์อย่างอิสระ—นี่คือความบริสุทธิ์ของพระองค์ใช่หรือไม่? (ใช่) ทั้งหมดนี้ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยเป็นหนึ่งเดียวและไม่ดำรงอยู่ภายในมนุษยชาติอันเสื่อมทราม อีกทั้งไม่สามารถเห็นมันได้ในมนุษยชาติ ไม่สามารถเห็นร่องรอยของมันได้แม้แต่น้อยในช่วงระหว่างกระบวนการของการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตาน ไม่ว่าจะในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานหรือในแก่นแท้หรือธรรมชาติของซาตาน ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นนั้นเป็นหนึ่งเดียว พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงมีและทรงครองแก่นแท้ประเภทนี้ ณ จุดนี้ในการหารือของเรา พวกเจ้าคนใดบ้างที่เคยเห็นคนใดคนหนึ่งท่ามกลางมวลมนุษย์ที่บริสุทธิ์อย่างที่เราเพิ่งจะได้อธิบายไปแล้ว? (ไม่เคย) เช่นนั้นแล้ว มีใครบ้างไหมที่บริสุทธิ์เพียงนี้ท่ามกลางผู้มีชื่อเสียง ผู้ยิ่งใหญ่ หรือเทวรูปของมวลมนุษย์ซึ่งพวกเจ้านมัสการ? (ไม่) เช่นนั้นแล้ว เมื่อเรากล่าวว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว นี่เป็นการพูดเกินจริงหรือไม่? (ไม่) ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นหนึ่งเดียวอันบริสุทธิ์ของพระเจ้ายังมีด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอีกด้วย มีความย้อนแย้งใดๆ หรือไม่ระหว่างความบริสุทธิ์ที่เราพูดถึงตอนนี้กับความบริสุทธิ์ที่พวกเจ้าได้คิดถึงและได้จินตนาการก่อนหน้านี้? (มี) ความย้อนแย้งมากเพียงใด? (เป็นความย้อนแย้งที่ใหญ่มาก) ผู้คนมักจะหมายถึงสิ่งใดเมื่อพวกเขาพูดถึงความบริสุทธิ์? (พฤติกรรมภายนอกบางอย่าง) เมื่อผู้คนกล่าวว่าพฤติกรรมหรือสิ่งอื่นๆ บางอย่างนั้นบริสุทธิ์ พวกเขากล่าวการนี้เพียงเพราะพวกเขามองว่ามันบริสุทธิ์หรือน่ายินดีต่อสำนึกรับรู้ อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้ขาดเนื้อแท้ที่แท้จริงของความบริสุทธิ์เป็นนิจสิน—นี่คือแง่มุมของคำสั่งสอน นอกเหนือจากนี้ อะไรคือสิ่งที่ถูกอ้างอิงถึงโดยแง่มุมที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของ “ความบริสุทธิ์” ที่ผู้คนนึกคิดในจิตใจของพวกเขา? มันใช่สิ่งที่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจินตนาการหรือตัดสินให้มันเป็นหรือไม่? ตัวอย่างเช่น ชาวพุทธบางคนเสียชีวิตขณะที่กำลังปฏิบัติ จากไปในขณะที่พวกเขานั่งหลับอยู่ตรงนั้น บางคนพูดว่าพวกเขาได้กลายเป็นบริสุทธิ์และได้บินสู่สวรรค์ นี่ก็เป็นผลผลิตของการจินตนาการด้วยเช่นกัน แล้วก็มีคนอื่นๆ ที่คิดว่าเทพยดาที่ลอยลงมาจากสวรรค์นั้นบริสุทธิ์ ที่จริงแล้ว มโนทัศน์ของผู้คนเกี่ยวกับคำว่า “บริสุทธิ์” เป็นแค่ความเพ้อฝันและทฤษฎีไร้ค่าไม่จริงใจประเภทหนึ่งเสมอมา โดยที่โดยพื้นฐานแล้วไม่มีเนื้อแท้อันจริงแท้ต่อมันเลย และยิ่งไปกว่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของความบริสุทธิ์เลย แก่นแท้ของความบริสุทธิ์คือความรักที่แท้จริง แต่ที่มากไปกว่านี้คือ มันคือแก่นแท้ของความจริง ความชอบธรรม และความสว่าง คำว่า “บริสุทธิ์” นั้นเหมาะสมเฉพาะเมื่อใช้กับพระเจ้าเท่านั้น ไม่มีอะไรในสิ่งทรงสร้างที่คู่ควรจะถูกเรียกว่า “บริสุทธิ์” มนุษย์จะต้องเข้าใจเรื่องนี้ ตั้งแต่นี้ไป พวกเราจะใช้คำว่า “บริสุทธิ์” กับพระเจ้าเท่านั้น การนี้เหมาะสมหรือไม่? (ใช่ เหมาะสม)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger