พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5
ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า (2) ตอนที่สาม
ซาตานใช้หลายวิธีการเหล่านี้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม มนุษย์มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทางวิทยาศาสตร์บางอย่าง มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมตามประเพณี และมนุษย์ทุกคนเป็นผู้รับมรดกและผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมตามประเพณี มนุษย์ถูกผูกมัดให้ต้องดำเนินวัฒนธรรมตามประเพณีที่ซาตานมอบให้เขานี้ต่อไป และมนุษย์ยังปฏิบัติตามกระแสนิยมทางสังคมที่ซาตานจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์อีกด้วย มนุษย์ไม่สามารถแยกจากซาตานได้ ปฏิบัติตามทุกอย่างที่ซาตานทำอยู่ตลอดเวลา โดยยอมรับความชั่ว การหลอกลวง ความคิดร้าย และความโอหังของมัน ทันทีที่มนุษย์ได้มาครองอุปนิสัยเหล่านี้ของซาตาน เขามีความสุขหรือเศร้าโศกที่ได้มาดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้? (โศกเศร้า) เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า? (เพราะมนุษย์ถูกมัดและควบคุมโดยสิ่งทั้งหลายที่เสื่อมทรามเหล่านี้ เขาใช้ชีวิตอยู่ในบาปและชีวิตของเขาถูกโอบล้อมอยู่ในการต่อสู้ดิ้นรนที่ยากลำเค็ญ) ผู้คนบางคนสวมแว่นสายตา โดยมีลักษณะภายนอกเป็นผู้มีภูมิปัญญาอย่างยิ่ง พวกเขาอาจพูดอย่างน่านับถือยิ่งนัก มีวาทศิลป์และเหตุผล และเนื่องจากพวกเขาได้ก้าวผ่านสิ่งทั้งหลายมามากมาย พวกเขาอาจมีประสบการณ์และทันสมัยอย่างมาก พวกเขาอาจมีความสามารถที่จะพูดในรายละเอียดของเรื่องทั้งหลายทั้งใหญ่และเล็กได้ ทั้งพวกเขายังอาจจะมีความสามารถที่จะประเมินความน่าเชื่อถือและให้เหตุผลสิ่งทั้งหลายด้วยเช่นกัน บางคนอาจจะมองดูที่พฤติกรรมและการปรากฏของผู้คนเหล่านี้ ตลอดจนบุคลิกลักษณะ สภาวะความเป็นมนุษย์ การประพฤติ และอื่นๆ ของพวกเขา และพบว่าพวกเขาไม่มีข้อผิดพลาดเลย ผู้คนเช่นนั้นมีความสามารถเป็นพิเศษในการปรับตัวให้เข้ากับกระแสนิยมทางสังคมปัจจุบัน ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้อาจสูงวัย พวกเขาก็ไม่เคยล้าหลังกระแสนิยมทั้งหลายของยุคนั้นและไม่เคยแก่เกินเรียน เมื่อมองผิวเผิน ไม่มีผู้ใดสามารถพบข้อผิดพลาดในบุคคลเช่นนี้ได้ แต่ทว่าภายในพวกเขาถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างถึงที่สุดและโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถพบข้อผิดพลาดภายนอกจากผู้คนเหล่านี้ได้ ถึงแม้ว่าบนเปลือกนอกนั้นพวกเขาเป็นคนสุภาพ ได้รับการถลุง และครองความรู้และความมีศีลธรรมเฉพาะอย่าง และพวกเขามีความสัตย์สุจริต และถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีทางด้อยกว่าผู้คนรุ่นเยาว์ในด้านของความรู้ ทว่าในแง่ของธรรมชาติและธาตุแท้ของพวกเขา ผู้คนเช่นนี้เป็นแบบอย่างอันสมบูรณ์และมีชีวิตของซาตาน พวกเขาเป็นสำเนาถูกต้องของซาตาน นี่คือ “ดอกผล” ของการที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม สิ่งที่เราได้พูดไปอาจทำให้พวกเจ้าเจ็บปวด แต่ทั้งหมดนั้นจริงแท้ ความรู้ที่มนุษย์ศึกษา วิทยาศาสตร์ที่เขาเข้าใจ และวิถีทางที่เขาเลือกเพื่อทำให้เขาเข้ากันได้กับกระแสนิยมทางสังคมนั้น คือเครื่องมือที่ซาตานใช้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามโดยไม่มีการยกเว้น การนี้แท้จริงอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงดำรงชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามโดยสิ้นเชิง และมนุษย์ไม่มีหนทางที่จะรู้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือสิ่งใดหรือเนื้อแท้ของพระเจ้าคือสิ่งใด นี่เป็นเพราะบนเปลือกนอกนั้น คนเราไม่สามารถพบข้อผิดพลาดกับหนทางที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามได้ คนเราไม่สามารถบอกได้จากพฤติกรรมของใครบางคนว่าสิ่งใดผิดปกติ ทุกคนทำงานของตนเองอย่างเป็นปกติและดำรงชีวิตตามปกติ พวกเขาอ่านหนังสือและหนังสือพิมพ์อย่างเป็นปกติ พวกเขาศึกษาและพูดอย่างเป็นปกติ ผู้คนบางคนได้เรียนรู้จริยธรรมมาเล็กน้อยและพูดเก่ง มีความเข้าใจและเป็นมิตร ชอบช่วยเหลือและใจบุญ และไม่หาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหยุมหยิมหรือเอาเปรียบผู้คน อย่างไรก็ตาม อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานนี้หยั่งรากลึกภายในตัวพวกเขา และธาตุแท้นี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยอาศัยความพยายามภายนอก เนื่องจากธาตุแท้นี้ มนุษย์จึงไม่สามารถรู้จักความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ และถึงแม้เนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะได้เผยแก่มนุษย์ มนุษย์ก็ไม่จริงจังกับมัน นี่เป็นเพราะซาตานได้มาครอบงำความรู้สึก แนวคิด ทัศนคติ และความคิดของมนุษย์ไว้แล้วอย่างสิ้นเชิงโดยผ่านทางวิถีทางต่างๆ นานา การครอบงำและความเสื่อมทรามนี้ไม่ใช่ชั่วคราวหรือเป็นบางโอกาส แต่ปรากฏอยู่ทุกที่และตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ ผู้คนมากมายยิ่งนักที่เชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาสามหรือสี่ปี หรือแม้กระทั่งห้าหรือหกปีแล้ว ก็ยังคงนึกว่าความคิด ทรรศนะ ตรรกะที่ชั่วร้ายเหล่านี้ และปรัชญาทั้งหลายที่ซาตานได้ปลูกฝังไว้ในตัวพวกเขาเป็นทรัพย์สมบัติล้ำค่า และไร้ความสามารถที่จะปล่อยสิ่งเหล่านั้นไปได้ เพราะมนุษย์ได้ยอมรับสิ่งทั้งหลายที่ชั่ว โอหัง และคิดร้ายที่มาจากธรรมชาติของซาตาน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความขัดแย้ง ข้อโต้เถียง และความเข้ากันไม่ได้อยู่บ่อยๆ ในสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นอันเป็นผลจากธรรมชาติอันโอหังของซาตาน หากซาตานได้มอบสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกแก่มวลมนุษย์─ยกตัวอย่างเช่น หากลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าจากวัฒนธรรมตามประเพณีที่มนุษย์ได้ยอมรับนั้นเป็นสิ่งที่ดี─ผู้คนประเภทที่คล้ายกันควรสามารถไปด้วยกันได้หลังจากที่ยอมรับสิ่งเหล่านั้นแล้ว ดังนั้น เหตุใดจึงมีการแบ่งแยกมากมายระหว่างผู้คนที่ได้ยอมรับในสิ่งเดียวกัน? เหตุใดเล่าจึงเป็นเช่นนั้น? นั่นเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้มาจากซาตานและซาตานได้สร้างการแบ่งแยกขึ้นท่ามกลางผู้คน สิ่งเหล่านี้จากซาตาน ไม่สำคัญว่าสิ่งเหล่านี้จะปรากฏทางเปลือกนอกว่ามีศักดิ์ศรีหรือยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม ย่อมนำพาความโอหังมาสู่มนุษย์และทำให้มันแสดงออกในชีวิตของมนุษย์เท่านั้นเอง และไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าความหลอกลวงจากธรรมชาติชั่วของซาตาน นั่นไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? ใครบางคนที่สามารถปลอมตัว ที่ครองความอุดมทรัพย์ทางความรู้ หรือผู้ที่มีการอบรมเลี้ยงดูที่ดีก็ยังคงจะมีเวลาที่ยากลำบากในการปกปิดอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขาอยู่ กล่าวคือ ไม่สำคัญว่าบุคคลนี้จะห่มคลุมตัวเองสักกี่วิธี ไม่ว่าเจ้าจะคิดถึงพวกเขาในฐานะวิสุทธิชนหรือไม่ หรือเจ้าจะคิดว่าพวกเขาเป็นคนมีความเพียบพร้อมหรือไม่ หรือเจ้าจะคิดว่าพวกเขาเป็นทูตสวรรค์หรือไม่ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะคิดว่าพวกเขาบริสุทธิ์หมดจดเพียงใด ชีวิตจริงของพวกเขาเป็นเยี่ยงใดเล่าเบื้องหลังฉาก? ธาตุแท้ใดหรือที่เจ้าจะมองเห็นในการเปิดเผยอุปนิสัยของพวกเขา? ไม่ต้องกังขาเลยว่าเจ้าคงจะมองเห็นธรรมชาติชั่วของซาตาน การพูดเช่นนั้นพอจะยอมรับได้หรือไม่? (ได้) ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเจ้ารู้จักใครบางคนที่ใกล้ชิดกับพวกเจ้า ผู้ที่เจ้าคิดว่าเป็นคนดี อาจจะเป็นใครบางคนที่เจ้าชื่นชู ด้วยวุฒิภาวะปัจจุบันของเจ้า เจ้าคิดถึงพวกเขาอย่างไร? อย่างแรก เจ้าประเมินว่าบุคคลประเภทนี้มีสภาวะความเป็นมนุษย์หรือไม่ ว่าพวกเขาซื่อสัตย์หรือไม่ ว่าพวกเขามีความรักแท้จริงต่อผู้คนหรือไม่ ว่าคำพูดและการกระทำของพวกเขาเป็นประโยชน์และช่วยผู้อื่นหรือไม่ (พวกเขาไม่เป็นเช่นนั้น) สิ่งที่เรียกว่าความใจดีมีเมตตา ความรัก หรือความดีงามอันใดที่ผู้คนเหล่านี้เปิดเผยออกมา? ทั้งหมดนั้นเป็นเท็จ ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงหน้าฉาก เบื้องหลังหน้าฉากนี้มีจุดประสงค์ชั่วแอบแฝง นั่นก็คือ เพื่อทำให้บุคคลนั้นเป็นที่รักใคร่บูชาและชื่นชู พวกเจ้ามองเห็นการนี้อย่างชัดเจนใช่หรือไม่? (ใช่)
วิธีการที่ซาตานใช้เพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทรามนั้น นำพาสิ่งใดมาสู่มวลมนุษย์หรือ? วิธีการเหล่านั้นนำพาสิ่งใดที่เป็นบวกมาหรือไม่? ก่อนอื่น มนุษย์สามารถแยกความแตกต่างระหว่างความดีและความชั่วได้หรือไม่? เจ้าจะพูดหรือไม่ว่า ในพิภพนี้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือยิ่งใหญ่บางคน หรือนิตยสารหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ มาตรฐานที่พวกเขาใช้เพื่อตัดสินว่าบางสิ่งบางอย่างดีหรือชั่วและถูกหรือผิดนั้น ถูกต้องแม่นยำหรือไม่? การประเมินของพวกเขาที่มีต่อเหตุการณ์และผู้คนยุติธรรมหรือไม่? การประเมินเหล่านั้นบรรจุไปด้วยความจริงหรือไม่? พิภพนี้ มนุษยชาตินี้ ประเมินสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกและเป็นลบบนพื้นฐานของมาตรฐานแห่งความจริงหรือไม่? (ไม่) เหตุใดผู้คนจึงไม่มีความสามารถนั้น? ผู้คนได้ศึกษาความรู้มากมายยิ่งนัก และรู้มากมายยิ่งนักเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ดังนั้นพวกเขาจึงครองความสามารถยิ่งใหญ่มิใช่หรือ? ดังนั้นเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถแยกระหว่างสิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบได้? เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? (เพราะผู้คนไม่มีความจริง วิทยาศาสตร์และความรู้ไม่ใช่ความจริง) ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานนำมาให้แก่มนุษยชาติคือความชั่ว ความเสื่อมทราม และการขาดพร่องความจริง ชีวิต และหนทาง ด้วยความชั่วและความเสื่อมทรามที่ซาตานนำพามาสู่มนุษย์ เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าซาตานมีความรัก? เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่ามนุษย์มีความรัก? ผู้คนบางคนอาจจะพูดว่า “ท่านผิดแล้ว มีผู้คนมากมายทั่วโลกที่ช่วยเหลือคนยากจนและไร้บ้าน ผู้คนเหล่านั้นไม่ใช่คนดีหรอกหรือ? ยังมีองค์กรการกุศลทั้งหลายที่ทำงานที่ดีงามอีกด้วย งานที่พวกเขาทำไม่ใช่งานที่ดีงามหรอกหรือ?” เจ้าจะพูดอย่างไรต่อการนั้น? ซาตานใช้วิธีการและทฤษฎีที่แตกต่างกันมากมายเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ความเสื่อมทรามนี้ของมนุษย์เป็นมโนทัศน์ที่คลุมเครือใช่หรือไม่? ไม่ใช่ มันไม่คลุมเครือ ซาตานยังทำบางสิ่งบางอย่างที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอีกด้วย และมันยังส่งเสริมทัศนคติหรือทฤษฎีในพิภพนี้และในสังคมอีกด้วย มันส่งเสริมทฤษฎีและปลูกฝังความคิดเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ ในทุกราชวงศ์และในทุกยุคสำคัญในประวัติศาสตร์ ความคิดและทฤษฎีเหล่านี้ค่อยๆ หยั่งรากในหัวใจของผู้คน และต่อมาพวกเขาก็เริ่มดำรงชีวิตด้วยสิ่งเหล่านั้น ทันทีที่พวกเขาเริ่มดำรงชีวิตด้วยสิ่งเหล่านี้ พวกเขาไม่กลายเป็นซาตานโดยไม่รู้ตัวหรอกหรือ? เช่นนั้นแล้วผู้คนไม่กลายเป็นหนึ่งเดียวกับซาตานหรอกหรือ? เมื่อผู้คนได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับซาตานแล้ว ท่าทีของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้าในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร? มันจะไม่ใช่ท่าทีแบบเดียวกันกับที่ซาตานมีต่อพระเจ้าหรอกหรือ? ไม่มีผู้ใดกล้ายอมรับการนี้ใช่หรือไม่? ช่างน่าสยองขวัญยิ่งนัก! เหตุใดเราจึงพูดว่าธรรมชาติของซาตานนั้นชั่วร้าย? เราไม่ได้พูดการนี้อย่างเลื่อนลอย ในทางตรงกันข้าม ธรรมชาติของซาตานถูกกำหนดพิจารณาและวิเคราะห์บนพื้นฐานของสิ่งที่มันได้ทำไปและสิ่งทั้งหลายที่มันได้เปิดเผยไป หากเราแค่พูดว่าซาตานชั่ว พวกเจ้าจะคิดอย่างไร? พวกเจ้าคงจะคิดว่า “เห็นได้ชัดว่าซาตานนั้นชั่ว” ดังนั้นเราถามเจ้าว่า “แง่มุมใดของซาตานที่ชั่ว?” หากเจ้าพูดว่า “การต้านทานของซาตานที่มีต่อพระเจ้านั้นชั่ว” เจ้ายังคงไม่ได้พูดด้วยความกระจ่างแจ้ง บัดนี้ที่เราได้พูดเกี่ยวกับข้อเฉพาะเจาะจงทั้งหลายในหนทางนี้แล้ว พวกเจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงในธาตุแท้แห่งความชั่วของซาตานแล้วใช่หรือไม่? (ใช่แล้ว) หากเจ้าสามารถมองเห็นธรรมชาติชั่วของซาตานได้อย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมองเห็นสภาพเงื่อนไขทั้งหลายของเจ้าเอง มีสัมพันธภาพใดระหว่างสองสิ่งเหล่านี้หรือไม่? การนี้มีประโยชน์ต่อพวกเจ้าหรือไม่? (มี) เมื่อเราสามัคคีธรรมเกี่ยวกับเนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้า จำเป็นหรือไม่ที่เราต้องสามัคคีธรรมเกี่ยวกับธาตุแท้ชั่วของซาตาน? พวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการนี้? (ใช่แล้ว มันจำเป็น) เพราะเหตุใดเล่า? (ความชั่วของซาตานขับให้ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นที่สะดุดตาขึ้นมา) มันเป็นเช่นนั้นหรือ? นี่ถูกต้องเป็นบางส่วน เพราะหากปราศจากความชั่วของซาตาน ผู้คนก็คงจะไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ มันจึงถูกต้องที่กล่าวเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าพูดว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเพียงแค่มีอยู่เนื่องจากความที่มันต่างกันคนละขั้วกับความชั่วของซาตาน นี่ถูกต้องหรือไม่? การคิดในหนทางแบบวิภาษวิธีเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นเนื้อแท้ประจำพระองค์ของพระเจ้า แม้เมื่อพระเจ้าทรงเปิดเผยสิ่งนั้นโดยผ่านทางกิจการทั้งหลายของพระองค์ นี่ยังคงเป็นการแสดงออกตามธรรมชาติถึงเนื้อแท้ของพระเจ้า และนั่นยังคงเป็นเนื้อแท้ประจำพระองค์ของพระเจ้า นั่นดำรงอยู่เสมอและเป็นเนื้อในแต่ดั้งเดิมของพระเจ้าพระองค์เอง แม้ว่ามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นสิ่งนั้นได้ นี่เป็นเพราะมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานและอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตาน และพวกเขาไม่รู้เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ นับประสาอะไรที่จะรู้เกี่ยวกับเนื้อหาอันเฉพาะเจาะจงในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ดังนั้น มันจำเป็นอย่างยิ่งหรือไม่ที่พวกเราต้องสามัคคีธรรมเกี่ยวกับธาตุแท้ชั่วของซาตานก่อน? (ใช่ มันสำคัญ) ผู้คนบางคนอาจแสดงความกังขาบางอย่างว่า “ท่านกำลังสามัคคีธรรมเกี่ยวกับพระเจ้าพระองค์เอง ดังนั้นเหตุใดท่านจึงพูดคุยอยู่เสมอเกี่ยวกับว่า ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร และธรรมชาติของซาตานชั่วร้ายอย่างไร?” บัดนี้เจ้าได้คลายความกังขาเหล่านี้แล้ว มิใช่หรือ? เมื่อผู้คนมีวิจารณญาณเกี่ยวกับความชั่วของซาตาน และเมื่อพวกเขามีคำนิยามถูกต้องแม่นยำให้กับมัน เมื่อผู้คนสามารถมองเห็นเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงและการสำแดงถึงความชั่ว แหล่งกำเนิดและธาตุแท้ของความชั่วได้อย่างชัดเจน เมื่อนั้นเท่านั้น ผู้คนจึงสามารถตระหนักหรือระลึกได้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นอย่างไร ความบริสุทธิ์คือสิ่งใด โดยผ่านทางการเสวนาถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า หากเราไม่เสวนาถึงความชั่วของซาตาน ผู้คนบางคนจะเชื่ออย่างเข้าใจผิดว่า บางสิ่งที่ผู้คนทำในสังคมและท่ามกลางผู้คน─หรือสิ่งเฉพาะทั้งหลายที่มีอยู่ในพิภพนี้─อาจจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับความบริสุทธิ์ นี่เป็นทัศนคติที่ผิดไม่ใช่หรือ? (ใช่ มันผิด)
บัดนี้ที่เราได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับธาตุแท้ของซาตานในหนทางนี้ พวกเจ้าได้รับความเข้าใจแบบใดเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ของพวกเจ้าในสองสามปีที่ผ่านมา จากการที่พวกเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและจากการรับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์? ขอเชิญพูดถึงสิ่งนั้นได้เลย เจ้าไม่ต้องใช้คำพูดที่ฟังรื่นหู แต่แค่พูดจากประสบการณ์ของเจ้าเอง ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าประกอบด้วยความรักของพระองค์เท่านั้นหรือ? แค่ความรักของพระเจ้าเท่านั้นหรือที่พวกเราบรรยายว่าเป็นความบริสุทธิ์? นั่นคงจะเป็นด้านเดียวเกินไปมิใช่หรือ? นอกเหนือจากความรักของพระเจ้าแล้ว มีแง่มุมอื่นๆ เกี่ยวกับเนื้อแท้ของพระเจ้าหรือไม่? พวกเจ้ามองเห็นสิ่งเหล่านั้นแล้วหรือไม่? (เห็นแล้ว พระเจ้าทรงรังเกียจเทศกาลและวันหยุด ขนบธรรมเนียม และความเชื่อเหนือธรรมชาติทั้งหลาย นี่เป็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน) พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ ดังนั้น พระองค์จึงทรงรังเกียจสิ่งทั้งหลาย เจ้าหมายความเช่นนั้นใช่หรือไม่? เมื่อพิจารณาถึงการนั้น ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือสิ่งใด? มันคือการที่ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าไม่มีเนื้อหาอันเป็นเนื้อแท้ มีเพียงเกลียดชังเท่านั้นใช่หรือไม่? ในจิตใจของพวกเจ้า พวกเจ้ากำลังคิดใช่หรือไม่ว่า “เนื่องจากพระเจ้าทรงเกลียดชังสิ่งชั่วเหล่านี้ ดังนั้นคนเราจึงสามารถกล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์”? ตรงนี้นี่ไม่ใช่การคาดเดาหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่รูปแบบหนึ่งของการคาดการณ์และการตัดสินหรอกหรือ? สิ่งใดคือการก้าวพลาดอันใหญ่หลวงที่สุดที่ต้องหลีกเลี่ยงโดยสิ้นเชิงเมื่อกล่าวถึงความเข้าใจของพวกเราเกี่ยวกับเนื้อแท้ของพระเจ้า? (นั่นคือเมื่อพวกเราทิ้งความเป็นจริงไว้เบื้องหลังและพูดถึงคำสอนทั้งหลายแทน) นี่คือการก้าวพลาดอันใหญ่หลวงยิ่ง มีสิ่งอื่นใดอีกหรือไม่? (การคาดเดาและการจินตนาการ) เหล่านี้คือการก้าวพลาดที่ร้ายแรงยิ่งเช่นกัน เหตุใดการคาดเดาและจินตนาการจึงไม่มีประโยชน์? สิ่งทั้งหลายที่เจ้าคาดเดาถึงและจินตนาการเป็นสิ่งที่เจ้าสามารถมองเห็นได้อย่างแท้จริงหรือ? สิ่งเหล่านั้นเป็นเนื้อแท้ของพระเจ้าหรือไม่? (ไม่ใช่) สิ่งใดอีกที่ต้องหลีกเลี่ยง มันเป็นการก้าวพลาดหรือไม่ที่เพียงแค่ท่องจำคำพูดที่น่ายินดียาวเป็นสายเพื่อบรรยายถึงเนื้อแท้ของพระเจ้า? (ใช่แล้ว) นี่ไม่ยิ่งใหญ่และไร้สาระใช่หรือไม่? การตัดสินและการคาดเดานั้นไร้สาระ เช่นเดียวกับการหยิบยกคำพูดที่น่ายินดี การสรรเสริญที่ว่างเปล่าก็ไร้สาระด้วยเช่นกันมิใช่หรือ? พระเจ้าทรงชื่นชมการสดับฟังผู้คนพูดคุยเรื่องไร้สาระประเภทนี้หรือไม่? (ไม่ พระองค์ไม่ทรงชื่นชม) พระองค์ทรงรู้สึกไม่สบายพระทัยเมื่อพระองค์ทรงได้ยินสิ่งนั้น! เมื่อพระเจ้าทรงนำและทรงช่วยผู้คนกลุ่มหนึ่งให้รอด หลังจากที่ผู้คนกลุ่มนี้ได้ยินพระวจนะของพระองค์แล้ว แต่ถึงกระนั้นพวกเขาไม่เคยเข้าใจสิ่งที่พระองค์ทรงหมายถึง ใครบางคนอาจถามว่า “พระเจ้าทรงดีงามใช่หรือไม่?” และพวกเขาคงจะตอบว่า “ใช่!” “ทรงดีงามอย่างไร?” “ทรงดีงามมาก!” “พระเจ้าทรงรักมนุษย์ใช่หรือไม่?” “ใช่!” “มากเพียงใด? เจ้าสามารถบรรยายถึงการนั้นได้หรือไม่?” “มากมายยิ่งนัก! ความรักของพระเจ้าล้ำลึกกว่าทะเล สูงส่งกว่าท้องฟ้า!” คำพูดเหล่านี้ไม่ไร้สาระหรอกหรือ? ความไร้สาระนี้ไม่คล้ายกันกับสิ่งที่พวกเจ้าเพิ่งพูดไปหรอกหรือที่ว่า “พระเจ้าทรงเกลียดชังอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตาน และดังนั้นพระเจ้าจึงทรงบริสุทธิ์”? (ใช่แล้ว) สิ่งที่เจ้าเพิ่งพูดไปไม่ไร้สาระหรอกหรือ? และสิ่งไร้สาระทั้งหลายที่พูดไปนั้นส่วนใหญ่แล้วมาจากที่ใด? (ซาตาน) สิ่งไร้สาระทั้งหลายที่พูดไปโดยหลักแล้วมาจากความไม่รับผิดชอบและความไม่เคารพพระเจ้าของผู้คน พวกเราสามารถพูดเช่นนั้นได้หรือไม่? เจ้าไม่มีความเข้าใจอันใด แต่ทว่าเจ้ายังคงพูดเรื่องไร้สาระ นั่นเป็นการไม่รับผิดชอบมิใช่หรือ? นั่นไม่ใช่การไม่นับถือพระเจ้าหรอกหรือ? เจ้าได้เรียนรู้ความรู้บางอย่าง ได้เข้าใจเหตุผลและตรรกะบางอย่าง เจ้าได้ใช้สิ่งเหล่านี้ และยิ่งไปกว่านั้น ได้ทำเช่นนั้นเป็นหนทางในการเข้าใจพระเจ้าแล้ว เจ้าคิดว่าพระเจ้าทรงรู้สึกไม่พอพระทัยเมื่อพระองค์ทรงได้ยินเจ้าพูดจาในแบบนั้นหรือไม่? เจ้าสามารถพยายามรู้จักพระเจ้าโดยใช้วิธีการเหล่านี้ได้หรือไม่? เมื่อเจ้าพูดเช่นนั้น มันไม่ฟังดูน่าตะขิดตะขวงหรอกหรือ? เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึงความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า คนเราต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง จงพูดเฉพาะในขอบข่ายที่เจ้ารู้จักพระเจ้า จงพูดอย่างซื่อสัตย์และอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง และจงอย่าประดับคำพูดของเจ้าด้วยคำชมอันอ่อนหวาน และจงอย่าใช้การป้อยอ พระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์การนั้น สิ่งประเภทนี้มาจากซาตาน อุปนิสัยของซาตานนั้นโอหัง ซาตานชอบการป้อยอและการได้ยินคำพูดที่น่าฟัง ซาตานจะยินดีและมีความสุขหากผู้คนท่องจำคำพูดที่น่ายินดีทั้งหมดที่พวกเขาได้เรียนรู้มาและใช้คำพูดเหล่านั้นเพื่อซาตาน แต่พระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์สิ่งนี้ พระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์การเยินยอหรือการป้อยอ และพระองค์ไม่ทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนพูดไร้สาระและสรรเสริญพระองค์อย่างหูหนวกตาบอด พระเจ้าทรงชิงชังและจะไม่แม้กระทั่งฟังการสรรเสริญและการป้อยอที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น เมื่อผู้คนสรรเสริญพระเจ้าอย่างไม่จริงใจ และทำการปฏิญญาและอธิษฐานต่อพระองค์อย่างหูหนวกตาบอด พระเจ้าไม่ทรงรับฟังเลย เจ้าต้องรับผิดชอบสำหรับสิ่งที่เจ้าพูด หากเจ้าไม่รู้บางสิ่งบางอย่าง ก็แค่พูดไปเช่นนั้น หากเจ้ารู้บางสิ่งบางอย่าง ก็จงแสดงมันออกไปในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ดังนั้น ตามสิ่งที่ความบริสุทธิ์ของพระเจ้านำมาโดยเฉพาะและโดยแท้จริงนั้น พวกเจ้ามีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับการนั้นหรือไม่? (เมื่อฉันได้แสดงความกบฏ เมื่อฉันกระทำการล่วงละเมิด ฉันได้รับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และในการนั้นฉันได้เห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้า และเมื่อฉันได้เผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของฉัน ฉันได้อธิษฐานเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ และฉันแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า และดังที่พระเจ้าได้ทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำฉันด้วยพระวจนะของพระองค์ ฉันได้เห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้า) การนี้มาจากประสบการณ์ของเจ้าเอง (จากสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสเกี่ยวกับการนั้น ฉันได้เห็นสิ่งที่มนุษย์ได้กลายมาเป็นหลังจากถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและได้รับอันตราย ถึงกระนั้นก็ตาม พระเจ้าได้ทรงมอบทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยพวกเราให้รอดและจากการนี้ฉันมองเห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้า) นี่คือลักษณะการพูดที่เป็นจริง มันคือความรู้ที่แท้จริง มีหนทางที่แตกต่างกันอันใดในการเข้าใจนี้หรือไม่? (ฉันมองเห็นความชั่วของซาตานจากคำพูดที่มันพูดเพื่อชักนำเอวาให้ทำบาปและการทดลองของมันที่ทำต่อองค์พระเยซูเจ้า จากพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสบอกอาดัมและเอวาถึงสิ่งที่พวกเขาสามารถและไม่สามารถกินได้นั้น ฉันมองเห็นว่าพระเจ้าตรัสอย่างตรงไปตรงมา อย่างสะอาด และอย่างน่าเชื่อถือ จากการนี้ฉันมองเห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้า) เมื่อได้ยินคำกล่าวข้างต้นแล้ว คำพูดของผู้ใดที่บันดาลใจให้เจ้าพูดว่า “อาเมน” มากที่สุด? การสามัคคีธรรมของผู้ใดใกล้เคียงกับหัวข้อการสามัคคีธรรมของพวกเราวันนี้? การสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงคนล่าสุดเป็นอย่างไรบ้าง? (ดี) พวกเจ้าพูด “อาเมน” ให้กับสิ่งที่เธอได้พูดไป สิ่งใดที่เธอได้พูดไปที่ถูกต้องตรงเป้า? (ในคำพูดของพี่น้องหญิงที่เพิ่งได้พูดไป ฉันได้ยินว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นตรงไปตรงมาและชัดเจนมาก และว่านั่นไม่เหมือนกับการพูดวกไปวนมาของซาตานเลย ฉันมองเห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้าในการนี้) นี่คือส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น มันถูกต้องใช่หรือไม่? (ใช่) ดีมาก เรามองเห็นว่าพวกเจ้าได้รับบางสิ่งบางอย่างในการสามัคคีธรรมสองครั้งที่ผ่านไปนี้ แต่พวกเจ้าต้องทำงานหนักต่อไป เหตุผลที่พวกเจ้าต้องทำงานหนักเป็นเพราะการเข้าใจเนื้อแท้ของพระเจ้าเป็นบทเรียนที่ลุ่มลึกมาก นั่นไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่คนเราจะมาเข้าใจในชั่วข้ามคืน หรือที่คนเราสามารถแสดงออกได้อย่างชัดเจนด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
ทุกแง่มุมของอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน ความรู้ ปรัชญาของมนุษย์ ความคิดและทัศนคติของมนุษย์ และแง่มุมเฉพาะส่วนบุคคลของผู้คนแต่ละคนขัดขวางพวกเขาอย่างยิ่งจากการรู้จักเนื้อแท้ของพระเจ้า ดังนั้น เมื่อเจ้าได้ยินหัวข้อเหล่านี้ ซึ่งบางส่วนจากหัวข้อเหล่านี้อาจเกินการเอื้อมถึงของพวกเจ้า บางหัวข้อเจ้าอาจไม่เข้าใจ ในขณะที่บางหัวข้อเจ้าอาจจะไม่มีความสามารถที่จะทำให้ตรงกับความเป็นจริงได้โดยพื้นฐาน ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราเคยได้ยินเกี่ยวกับความเข้าใจของพวกเจ้าในเรื่องความบริสุทธิ์ของพระเจ้า และเรารู้ว่าในหัวใจของพวกเจ้านั้นพวกเจ้ากำลังเริ่มยอมรับสิ่งที่เราได้พูดและได้สามัคคีธรรมไปเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เรารู้ว่าในหัวใจของพวกเจ้านั้น ความปรารถนาของเจ้าที่จะเข้าใจเนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้ากำลังเริ่มแตกหน่อ แต่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือว่าพวกเจ้าบางคนสามารถใช้คำพูดที่เรียบง่ายที่สุดในการบรรยายความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าแล้ว ถึงแม้ว่าการนี้เป็นสิ่งง่ายที่จะพูด และเราได้พูดถึงการนี้ไปก่อนแล้ว ถึงกระนั้นในหัวใจของพวกเจ้าส่วนใหญ่ พวกเจ้ายังไม่ยอมรับคำพูดเหล่านี้ และอันที่จริงคำพูดเหล่านี้ไม่ได้สร้างความประทับใจในจิตใจของพวกเจ้า ถึงกระนั้นก็ตาม พวกเจ้าบางคนได้หมายมั่นที่จะจดจำคำพูดเหล่านี้ การนี้ดีมากและเป็นการเริ่มต้นที่มีความหวังอย่างมาก เราหวังว่าพวกเจ้าจะครุ่นคิดกันต่อไปและสามัคคีธรรมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในหัวข้อทั้งหลายที่พวกเจ้าคิดว่าลุ่มลึก─หรือหัวข้อที่เกินเอื้อมถึงสำหรับพวกเจ้า สำหรับประเด็นเหล่านั้นที่อยู่เกินเอื้อมสำหรับพวกเจ้า จะมีใครบางคนที่ให้การนำแก่พวกเจ้ามากขึ้น หากเจ้ามีส่วนร่วมในการสามัคคีธรรมในด้านทั้งหลายที่อยู่ภายในการเอื้อมถึงของพวกเจ้าตอนนี้มากยิ่งขึ้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำพระราชกิจของพระองค์และพวกเจ้าจะได้มามีความเข้าใจยิ่งใหญ่ขึ้น การเข้าใจเนื้อแท้ของพระเจ้าและการรู้จักเนื้อแท้ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการที่ผู้คนจะเข้าสู่ชีวิต เราหวังว่าพวกเจ้าจะไม่เพิกเฉยการนี้หรือมองว่ามันเป็นเกม เพราะการรู้จักพระเจ้าเป็นรากฐานความเชื่อของมนุษย์และเป็นกุญแจให้มนุษย์ไล่ตามเสาะหาความจริงและบรรลุถึงความรอด หากผู้คนเชื่อในพระเจ้าแต่ยังไม่รู้จักพระองค์ หากพวกเขาเพียงดำรงชีวิตอยู่ในวจนะและคำสอนเท่านั้น ก็จะไม่มีวันเป็นไปได้เลยสำหรับพวกเขาที่จะบรรลุถึงความรอด ต่อให้พวกเขากระทำและดำรงชีวิตสอดคล้องกับความหมายผิวเผินของความจริงก็ตาม กล่าวคือ หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่รู้จักพระองค์ เช่นนั้นแล้วความเชื่อของเจ้าก็ล้วนสูญเปล่าและไม่มีสิ่งใดที่เป็นความเป็นจริงเลย เจ้าเข้าใจมิใช่หรือ? (ใช่ พวกเราเข้าใจ) การสามัคคีธรรมของพวกเราจะจบลง ณ ที่นี้สำหรับวันนี้ (ขอขอบคุณพระเจ้า!)
4 มกราคม ค.ศ. 2014
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ