พระวจนะว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ (บทตัดตอน 33)
ผู้คนบางคนไม่รู้วิธีได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและไม่รู้วิธีนำพระวจนะของพระองค์ไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไปสู่ชีวิตจริง พวกเขามักพึ่งพาการไปร่วมชุมนุมมากมายหลายครั้งเพื่อให้ได้รับความจริงและการเติบโตในชีวิตอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามนี่ไม่เป็นความจริงและเป็นข้อโต้แย้งที่ไม่มีเหตุผล ชีวิตได้รับมาจากการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าและการได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอน บรรดาผู้ที่รู้วิธีได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์มีความสามารถที่จะเข้าใจและปฏิบัติความจริง ยอมรับการถูกตัดแต่ง เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง บรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตน และได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่อะไรก็ตาม พวกที่ขี้เกียจและละโมบต่อสิ่งชูใจไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และไม่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ายามปฏิบัติหน้าที่ของตน เรียกร้องไม่รู้จบให้พระนิเวศของพระเจ้าจัดเตรียมการชุมนุม คำเทศนา และการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงให้กับพวกเขา ผลที่ได้ก็คือ หลังจากที่ผ่านการเชื่อไปสิบหรือยี่สิบปีและหลังจากที่ฟังคำเทศนามานับไม่ถ้วน พวกเขายังคงไม่เข้าใจความจริงหรือไม่ได้รับความจริงอยู่ดี พวกเขาไม่รู้วิธีได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ไม่เข้าใจว่าอะไรคือการเชื่อในพระเจ้า และไม่รู้วิธีได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าเพื่อให้รู้จักตัวเองและได้รับความจริงและชีวิต พวกเขาเป็นผู้คนที่กระหายความชูใจและบ่ายเบี่ยงหน้าที่ของตน เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงถูกเปิดเผยและถูกกำจัดออกไปเนื่องจากวิธีที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนนั่นเอง บัดนี้ผู้คนที่พอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและให้ความสำคัญกับการไล่ตามเสาะหาความจริงเหล่านั้นล้วนมีการเข้าสู่ชีวิตอยู่บ้างเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน ทบทวนเพื่อทำความรู้จักตนเองเมื่อพวกเขาเผยความเสื่อมทราม และเมื่อพวกเขาเผชิญกับความลำบากยากเย็นในการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาแสวงหาความจริงและสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหลาย หลังจากปฏิบัติหน้าที่หลายปี พวกเขาก็เก็บเกี่ยวบำเหน็จที่ชัดเจน สามารถพูดถึงคำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์บางอย่าง มีความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าและเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระองค์โดยไม่รู้ตัวอยู่บ้าง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบันคริสตจักรทุกแห่งกำลังชำระตนเองให้สะอาดจากผู้คนที่ชั่วและพวกที่ขัดขวางและก่อให้เกิดการรบกวนต่างๆ บรรดาผู้ที่เหลืออยู่โดยทั่วไปแล้วคือผู้ที่มีความสามารถที่จะยืนกรานในการปฏิบัติหน้าที่ของตน มีความจงรักภักดีในระดับหนึ่ง และให้ความสำคัญกับการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา พวกเขาเป็นผู้คนประเภทที่สามารถตั้งมั่นในคำพยานของตน พวกเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปสู่ชีวิตจริงและไปสู่หน้าที่ที่พวกเจ้าปฏิบัติ โดยปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าและนำพระวจนะของพระเจ้าไปใช้ แล้วจึงแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นในเวลาที่เกิดปัญหาและความลำบากยากเย็นเหล่านั้น นอกจากนี้พวกเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน และพยายามที่จะปฏิบัติความจริงและจัดการรับมือกับสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมในทุกเรื่อง พวกเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปฏิบัติความรักสำหรับพระเจ้า โดยคำนึงถึงภาระของพระองค์ และไปให้ถึงจุดที่พวกเจ้าสามารถทำให้พระองค์พึงพอพระทัยได้ด้วยหัวใจที่รักพระเจ้า นี่เท่านั้นจึงเป็นใครบางคนที่รักพระเจ้าอย่างจริงใจ โดยการปฏิบัติในหนทางนี้ ต่อให้เจ้าไม่เข้าใจความจริงอย่างครบถ้วน เจ้าก็ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้อย่างเพียงพอ และไม่เพียงแต่เจ้าจะสามารถแก้ไขความสุกเอาเผากินของเจ้าได้เท่านั้น แต่เจ้ายังสามารถเรียนรู้ที่จะปฏิบัติความรักสำหรับพระเจ้า นบนอบต่อพระองค์ และทำให้พระองค์พึงพอพระทัยได้ในเวลาที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่—นี่คือบทเรียนของการเข้าสู่ชีวิต หากเจ้าสามารถปฏิบัติความจริงและปฏิบัติตนตามหลักธรรมในหนทางนี้ได้สำหรับทุกเรื่อง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงและจะมีการเข้าสู่ชีวิต ไม่สำคัญว่าเจ้าจะยุ่งกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเพียงใด เมื่อเจ้ามีดอกผลแห่งการเข้าสู่ชีวิต มีการเติบโตในชีวิต และสามารถนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะพบความชื่นบานยินดีในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าจะไม่รู้สึกเหนื่อยหน่ายไม่ว่าเจ้าจะยุ่งเพียงใด เจ้าจะมีสันติสุขและความปีติยินดีในหัวใจของเจ้าและรู้สึกก้าวหน้าและสงบเป็นพิเศษเสมอ ไม่สำคัญว่าจะเกิดความลำบากยากเย็นใด เมื่อเจ้าแสวงหาความจริง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำเจ้า เมื่อนั้นเจ้าจะได้รับพระพรของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าร่วมในการออกกำลังกายที่เหมาะสมตามแต่โอกาสและกิจกรรมเสริมสมรรถภาพของร่างกายที่สมเหตุสมผลเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าเจ้าจะยุ่งหรือไม่ก็ตามในเวลาที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า การนี้จะส่งเสริมการไหลเวียนของโลหิต ช่วยรักษาพละกำลังไว้ในระดับสูง และอาจมีประสิทธิผลในการป้องกันโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพบางอย่าง นี่เป็นประโยชน์อย่างสูงสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี เพราะฉะนั้นในเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า หากเจ้าสามารถที่จะเรียนรู้บทเรียนหลายอย่าง ได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับความจริงหลายประการ รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง และยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วในที่สุด เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะมีแนวคิดสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ หากเจ้าสามารถได้มาซึ่งความรักสำหรับพระเจ้า เป็นพยานให้พระองค์ และสัมฤทธิ์หัวใจและเจตจำนงที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เจ้าก็กำลังเดินบนเส้นทางแห่งการได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระองค์ นี่คือบุคคลที่ได้รับพระพรของพระเจ้า และเป็นสิ่งที่ได้รับพระพรอย่างเหลือเชื่อ! หากเจ้าสละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจ แน่นอนว่าเจ้าจะได้รับพระพรอันอุดมจากพระองค์ พวกที่ไม่สละตนเองเพื่อพระเจ้าและไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนจะสามารถได้รับความจริงหรือไม่? พวกเขาสามารถรับความรอดได้หรือไม่? เป็นเรื่องยากที่จะพูด พระพรทั้งหมดสามารถได้รับผ่านทางการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราและการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรานั่นเองที่คนเรารู้วิธีได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และรู้วิธีได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอน บททดสอบและการถลุง และการถูกตัดแต่ง เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายที่ควรค่าที่สุดแก่การได้รับพระพร ตราบที่บุคคลรักความจริงและไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาจะได้รับความจริง เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของตน ได้รับความเห็นชอบของพระเจ้า และกลายเป็นใครบางคนที่ได้รับพระพรจากพระองค์ในที่สุด
ผู้คนบางคนไม่แสวงหาความจริงเมื่อสิ่งทั้งหลายบังเกิดขึ้นกับพวกเขาในระหว่างทำหน้าที่ของตน โดยใช้ชีวิตตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเอง ทำสิ่งทั้งหลายตามความเลือกชอบส่วนบุคคล และปฏิบัติตนอย่างหูหนวกตาบอดตามเจตจำนงของตนเองอยู่เสมอ ผลที่ได้ก็คือพวกเขาทำหลายสิ่งหลายอย่างไม่ถูกต้องและทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่ง พวกเขายังคงไม่ยอมรับความจริงและยังแสดงพฤติกรรมที่ดื้อรั้นและบุ่มบ่ามอยู่ต่อไป ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขากลายเป็นงุนงงสับสนและถูกปกคลุมอยู่ในความมืดมิด ผู้คนบางคนชื่นชอบชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ และไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ยุ่งวุ่นวายอยู่กับสิ่งเหล่านี้โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือยอมรับการสามัคคีธรรมใดๆ เกี่ยวกับความจริง ในที่สุดพวกเขาก็ถูกเปิดเผยและถูกกำจัดออกไป และตกอยู่ในความมืดมิด ผู้เชื่อบางคนยอมรับรู้การทรงปรากฏในรูปมนุษย์ของพระเจ้า ทว่าในหัวใจของพวกเขายังคงเชื่อในพระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์และเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้น พวกเขามีมโนคติอันหลงผิดเป็นนิตย์เกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและหัวใจของพวกเขามีความระแวดระวังต่อพระองค์ เกรงกลัวว่าพระองค์จะทรงจับความเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา พวกเขาหลีกเลี่ยงพระเจ้าในทุกโอกาส และเมื่อพวกเขาเห็นพระองค์ พวกเขามองดูพระองค์ราวกับว่าพระองค์เป็นคนแปลกหน้า ด้วยเหตุนี้ แม้หลังจากหลายปีแห่งการเชื่อแล้วก็ตาม พวกเขาก็ยังไม่ได้รับสิ่งใดและไม่มีความเชื่อในพระองค์แม้แต่น้อย พวกเขาไม่แตกต่างจากพวกผู้ไม่เชื่อเลย นี่เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้คนบางคนต้องการเห็นพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงอยู่เป็นนิตย์ พวกเขาถวิลหาที่จะทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัยและให้พระองค์ทรงยกระดับสถานะของพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถใช้อิทธิพลเหนือคริสตจักร ผลก็คือพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา เนื่องจากความไม่ซื่อสัตย์ การไร้ซึ่งความตรงไปตรงมา การสังเกตพระพักตร์ของพระองค์อย่างสม่ำเสมอ และการคาดเดาเกี่ยวกับความหมายของพระองค์ของพวกเขา พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาที่จะได้เห็นผู้คนเยี่ยงนี้อีกต่อไป สิ่งใดคือจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าของผู้คนเหล่านี้? ในเมื่อพระเจ้าตรัสความจริงมากมายเหลือเกิน เหตุใดพวกเขาจึงยังคงตรวจสอบพระองค์? หากพวกเขาเชื่อในพระเจ้า เหตุใดพวกเขาจึงไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง? เหตุใดพวกเขาจึงทะเยอทะยานและมีความอยากได้อยู่เป็นนิตย์ โดยแสวงหาชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ สถานะ ผลประโยชน์ และข้อได้เปรียบ? พวกเขาเก็บงำเหตุจูงใจอันมุ่งร้ายต่อการเชื่อในพระเจ้า และผู้คนพบว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่อาจเข้าใจได้ ทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมของพวกผู้ไม่เชื่อ พูดให้ถูกต้องก็คือ ใครก็ตามที่เชื่อในพระเจ้าแต่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้คือผู้ไม่เชื่อ มีเพียงบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เพียรพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี และเสาะแสวงที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยเท่านั้นที่มีการเชื่อที่จริงใจในพระเจ้า และมีความสามารถที่จะได้รับความเห็นชอบจากพระองค์
บัดนี้ทุกวันและทุกปีที่ผ่านไปในชีวิตของพวกเจ้าล้วนมีคุณค่า คุณค่าที่ว่านี้อยู่ตรงไหนกัน? เมื่อบุคคลมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง ปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และได้รับความจริงจากพระผู้สร้าง พวกเขากลับกลายเป็นมีประโยชน์ในสายพระเนตรของพระเจ้า การทุ่มเทความพยายามอย่างถ่อมใจของเจ้าต่อแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชีวิตในแต่ละวันของเจ้ามีคุณค่ากระนั้นหรือ? (ใช่ เป็นดังนั้น) นี่คือคุณค่าของชีวิตในแต่ละวัน และเป็นสิ่งล้ำค่า! หากชีวิตในแต่ละวันของเจ้ามีคุณค่าเช่นนั้น สิ่งใดคือความทุกข์หรือความเจ็บป่วยเล็กน้อยเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า? ผู้คนไม่ควรพร่ำบ่น ผู้คนได้รับอย่างมากมายเหลือเกินจากการสถิตของพระเจ้า โดยที่พวกเขาชื่นชมพระคุณและพระพรที่มองไม่เห็น รวมทั้งการคุ้มครองที่มองไม่เห็นซึ่งล้ำเลิศกว่าสิ่งอันใดที่พวกเขาสามารถจินตนาการและมองเห็นได้ ผู้คนได้รับมากมายเหลือเกิน—ความเจ็บป่วยเล็กน้อยสำคัญอย่างไร? นั่นไม่ใช่บทเรียนที่ผู้คนควรเรียนรู้หรอกหรือ? หากคนเราสามารถเข้าใจความจริง บรรลุการนบนอบต่อพระเจ้า และทำให้พระองค์พึงพอพระทัยได้โดยผ่านทางความเจ็บป่วย นั่นไม่ใช่พระพรอีกประการจากพระองค์หรอกหรือ? ท่ามกลางผู้ที่หาเลี้ยงชีพในโลกนี้ ใครบ้างไม่ได้รับประสบการณ์กับความเจ็บไข้ได้ป่วยทางกาย? มีใครสนใจบ้างไหมถ้าพวกเขาเจ็บไข้ได้ป่วย? ไม่มีใครเอาใจใส่ ไม่มีใครถาม และไม่มีใครเลยที่จัดเตรียมการรับรองให้กับพวกเขา พวกเจ้าที่ปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้ามีการรับรองหรือไม่? (มี) บรรดาผู้ที่สละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจมีการรับรองและได้รับพระพรจากพระองค์ พวกเจ้ามองเห็นและยอมรับการรับรองประเภทใด? (ข้าพระองค์ไม่ได้รับอิทธิพลหรือได้รับพิษจากกระแสนิยมที่ชั่วของโลกอีกต่อไป โดยที่ข้าพระองค์ได้หลบเลี่ยงการกลั่นแกล้งและการทำร้ายจากพวกผู้ไม่มีความเชื่อ และมีการคุ้มครองและพระพรของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง ข้าพระองค์จะไม่ถูกพญานาคใหญ่สีแดงครอบงำหรือข่มเหงอีกต่อไป ข้าพระองค์จะใช้ชีวิตในพระนิเวศของพระเจ้า มีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ และหัวใจของข้าพระองค์จะเปี่ยมสันติสุข เปี่ยมความชื่นบาน และสงบ ทุกๆ วันข้าพระองค์จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและสามัคคีธรรมว่าด้วยความจริง และหัวใจของข้าพระองค์จะกลายเป็นสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เข้าใจความจริงแล้ว หัวใจของข้าพระองค์ก็เปี่ยมความชื่นบานเป็นพิเศษ จิตวิญญาณของข้าพระองค์ได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อย และข้าพระองค์ไม่ถูกผู้คนที่ชั่วและเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงหลอกลวงหรือทำอันตรายอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่เป็นพยานการคุ้มครองและพระพรของพระเจ้า ข้าพระองค์ก็ไม่กลัวเวลาที่ความวิบัติบังเกิดกับข้าพระองค์อีกต่อไป หัวใจของข้าพระองค์รู้สึกสงบและมีสันติสุข ข้าพระองค์วางความกังวลเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลาย เช่น ความต้องการพื้นฐานของข้าพระองค์จะได้รับการสนองในอนาคตหรือไม่ และใครจะเลี้ยงดูข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์แก่ชราหรือไม่ การดำรงชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้าคือพระพรและความชื่นบานอย่างแท้จริง!) สิ่งที่พวกเจ้ากำลังลิ้มรสชาติอยู่ในขณะนี้ถูกจำกัด แต่หลังจากมหาวิบัติแล้ว พวกเจ้าจะเข้าใจและมองเห็นหลายสิ่งอย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้คือการคุ้มครองของพระเจ้าและพระพรของพระองค์ ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าบางครั้งพวกเจ้าจะได้รับประสบการณ์กับการถูกตัดแต่งและผ่านการทดสอบและการถลุง และบางครั้งได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และทนทุกข์จากพระวจนะของพระองค์ แต่นี่เป็นการทนทุกข์จากการบรรลุความรอดและการได้รับการทำให้เพียบพร้อม—ไม่ใช่อย่างเดียวกันกับการทนทุกข์ของพวกผู้ไม่มีความเชื่อ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเจ้ากลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่มีประโยชน์และใช้ชีวิตที่มีคุณค่าและความหมายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าในพระนิเวศของพระเจ้า—เจ้าใช้ชีวิตเพื่อการไล่ตามเสาะหาความจริงและเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย แทนที่จะใช้ชีวิตเพื่อเนื้อหนังและเพื่อซาตาน ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับความจริงหลายประการและเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด หลังจากที่เจ้าเข้าใจความจริง ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และได้รับความจริงเป็นชีวิตของเจ้าแล้ว เจ้าจะได้ดำรงชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า และใช้ชีวิตในความสว่าง บัดนี้เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าในทุกๆ วัน และในแต่ละวันที่เจ้าใช้ชีวิตนั้นมีบำเหน็จและคุณค่า เจ้ายังได้รับความจริงด้วยเช่นกัน รวมทั้งดำรงชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า นี่ใช่การมีการรับรองหรือไม่? (ใช่) สิ่งใดคือการรับรอง? (การที่ไม่ถูกซาตานจับเป็นเชลย) นอกจากการถูกซาตานจับเป็นเชลยแล้ว สิ่งใดที่สำคัญยิ่งยวดมากไปกว่านั้นอีก? พระเจ้าทรงสร้างเจ้าในฐานะมนุษย์ และบัดนี้เจ้าสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ มีความเป็นจริงความจริง เดินตามหนทางของพระองค์ และใช้ชีวิตตามเจตนารมณ์ของพระองค์ พระเจ้าทรงเห็นชอบเจ้า และนั่นคือการรับรองและการรับประกันของเจ้าว่าเจ้าจะไม่ถูกพระเจ้าทำลาย นี่ไม่ใช่ต้นทุนชีวิตของเจ้าหรอกหรือ? หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ เจ้าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะใช้ชีวิตต่อไปหรือไม่? (ไม่) คนเราได้มาซึ่งคุณสมบัตินี้อย่างไร? ไม่ใช่ด้วยการที่มีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และทำตามหนทางของพระองค์ ตลอดจนด้วยการได้รับความเป็นจริงความจริง และการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าดังเช่นชีวิตของคนเราหรอกหรือ? (ใช่) เพราะสิ่งเหล่านี้เจ้าจึงสามารถนมัสการพระองค์ และในสายพระเนตรของพระองค์ เจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เพียงพอเหมาะสม พระองค์จะไม่ทรงปีติยินดีในตัวเจ้าได้อย่างไร? ใครหรือคือผู้คนที่พระเจ้าต้องประสงค์จะทำลาย? พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างประเภทไหนกัน? (พวกคนทำชั่ว) ใครก็ตามที่ทำชั่วกำลังต้านทานพระเจ้าอยู่ และเป็นอริกับพระองค์—พวกเขาเป็นศัตรูของพระเจ้าและจะเป็นพวกแรกที่จะถูกทำลาย พวกศัตรูของพระคริสต์ที่แย่งชิงกับพระเจ้าเพื่อสถานะ พวกผู้ไม่เชื่อ พวกที่รังเกียจความจริง ผู้ที่เป็นอริกับพระเจ้า ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และต่อต้านพระองค์ไปจนถึงที่สุด และพวกที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างถึงระดับใดก็ตาม—เหล่านี้คือผู้คนที่พระเจ้าต้องประสงค์จะทำลาย ผู้คนบางคนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นพวกผู้ไม่เชื่อ คนอื่นๆ กระทำการอย่างสุกเอาเผากินอยู่เป็นนิตย์ สามารถทำชั่วและก่อให้เกิดการรบกวน และต้านทานและต่อต้านพระเจ้า ถึงแม้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่ของตนก็ตาม ผู้คนเช่นนี้สามารถถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เพียงพอเหมาะสมในสายพระเนตรของพระเจ้าได้หรือไม่? (ไม่ ไม่สามารถถือเป็นเช่นนั้นได้) ผลลัพธ์สุดท้ายของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ถูกพิจารณาว่าไม่เพียงพอเหมาะสมจะเป็นอย่างไร? (พระเจ้าจะทรงกำจัดและทำลายพวกเขา) มีคุณค่าในชีวิตของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งถูกพิจารณาว่าไม่เพียงพอหรือไม่? (ไม่มี) พวกเขาอาจคิดว่า “ชีวิตของฉันมีคุณค่า ฉันต้องการมีชีวิตอยู่ ฉันสามารถทำสิ่งดีๆ กับชีวิตของฉันได้!” อย่างไรก็ตามในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่พื้นฐานของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้เสียด้วยซ้ำ หากพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเพียงพอ ชีวิตของพวกเขาควรค่ากับการดำรงชีวิตอยู่หรือไม่? ในการดำรงอยู่ของพวกเขานั้นมีคุณค่าหรือไม่? หากไม่มีคุณค่าใดในการดำรงอยู่ของพวกเขาเลย เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะยังคงต้องประสงค์พวกเขาอยู่หรือไม่? (ไม่) พระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดเล่า? พระองค์จะทรงกำจัดพวกเขาออกไป กรณีที่เบาบางกว่าจะถูกวางไว้และส่งมอบให้แก่พวกผีโสโครกและบรรดาวิญญาณชั่ว ในขณะที่กรณีที่หนักหนาจะได้รับการลงโทษ และกรณีที่หนักหนามากขึ้นไปอีกจะนำไปสู่การทำลายล้าง
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ