พระวจนะว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ (บทตัดตอน 32)

ผู้คนมากมายปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางที่สุกเอาเผากิน ไม่เคยจริงจังกับการนั้นเลย ราวกับว่าพวกเขากำลังทำงานให้ผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายในหนทางที่หยาบ ผิวเผิน ไม่แยแส และเลินเล่อ ราวกับว่าทุกสิ่งเป็นเรื่องตลก ทำไมจึงเป็นเช่นนี้? พวกเขาเป็นผู้ไม่มีความเชื่อที่ออกแรงทำงาน ผู้ไม่เชื่อที่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนเหล่านี้ขี้โกงมากเหลือเกิน พวกเขาเหลวแหลกและไม่มีการยับยั้งชั่งใจ และพวกเขาไม่แตกต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อ เมื่อพวกเขาทำสิ่งทั้งหลายเพื่อตนเอง พวกเขาจะไม่สุกเอาเผากินอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้วเพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่เอาจริงเอาจังหรือขยันเลยแม้แต่น้อยเมื่อถึงคราวปฏิบัติหน้าที่ของตน? สิ่งใดก็ตามที่พวกเขาทำ หน้าที่ใดก็ตามที่พวกเขาปฏิบัติ ย่อมมีคุณสมบัติของการทำเป็นเล่นและการสร้างปัญหา ผู้คนเหล่านี้สุกเอาเผากินอยู่เสมอและมีคุณสมบัติของการหลอกลวงในตัวพวกเขา ผู้คนเช่นนี้มีความเป็นมนุษย์หรือไม่? พวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน และพวกเขาก็ไม่มีมโนธรรมและเหตุผลในระดับต่ำที่สุด พวกเขาต้องถูกบริหารจัดการและกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องเหมือนกับลาป่าหรือม้าป่า พวกเขาหลอกลวงและใช้เล่ห์เหลี่ยมกับพระนิเวศของพระเจ้า นี่หมายความว่าพวกเขามีการเชื่อในพระองค์อย่างจริงใจบ้างหรือไม่? พวกเขากำลังสละตนเองเพื่อพระองค์หรือไม่? แน่นอนว่าพวกเขาต่ำกว่ามาตรฐานและไม่มีคุณสมบัติที่จะออกแรงทำงาน หากคนอื่นจ้างผู้คนเช่นนี้ให้ทำงาน พวกเขาย่อมจะถูกไล่ออกภายในสองสามวัน ในพระนิเวศของพระเจ้าเป็นการถูกต้องทั้งหมดที่จะกล่าวว่าพวกเขาเป็นคนออกแรงทำงานและคนทำงานที่เป็นผู้รับจ้าง และพวกเขาสามารถถูกกำจัดออกไปเท่านั้น ผู้คนจำนวนมากสุกเอาเผากินอยู่บ่อยๆ ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน เมื่อเผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่ง พวกเขายังคงไม่ยอมที่จะยอมรับความจริง โต้แย้งด้วยประเด็นของพวกเขาอย่างดื้อดึง และถึงกับบ่นว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่ยุติธรรมต่อพวกเขา ไร้ซึ่งความกรุณาและความใจกว้าง นี่ไม่มีเหตุผลมิใช่หรือ? กล่าวอย่างไม่มีอคติมากขึ้นก็คือ นี่เป็นอุปนิสัยอันโอหัง และพวกเขาไร้ซึ่งมโนธรรมและเหตุผลแม้เพียงเล็กน้อย ผู้คนเหล่านั้นที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงต้องสามารถยอมรับความจริงได้และสามารถทำสิ่งทั้งหลายได้โดยไม่ละเมิดมโนธรรมและเหตุผลเป็นอย่างน้อย ผู้คนที่ไม่สามารถยอมรับหรือนบนอบต่อการถูกตัดแต่งนั้นโอหังเกินไป คิดว่าตนเองถูก และไม่มีเหตุผลอย่างแท้จริง การเรียกพวกเขาว่าสัตว์เดรัจฉานนั้นไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเพราะว่าพวกเขาไม่แยแสโดยสิ้นเชิงกับทุกสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายตรงตามที่พวกเขายินดีพอใจและปราศจากการคำนึงถึงผลที่ตามมา หากมีปัญหาเกิดขึ้น พวกเขาก็ไม่ใส่ใจ ผู้คนเช่นนี้ไม่มีคุณสมบัติที่จะออกแรงทำงาน เพราะว่าพวกเขาปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนในหนทางนี้ คนอื่นจึงไม่สามารถทนดูพวกเขาได้และไร้ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวพวกเขา เช่นนั้นแล้วพระเจ้าสามารถมีความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวพวกเขาได้หรือไม่? เนื่องจากไม่ถึงแม้กระทั่งมาตรฐานขั้นต่ำนี้ พวกเขาจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะออกแรงทำงานและสามารถถูกกำจัดออกไปเท่านั้น ผู้คนบางคนสามารถโอหังและคิดว่าตนเองถูกได้ถึงเพียงใด? พวกเขาคิดอยู่เสมอว่าพวกเขาสามารถทำสิ่งใดก็ได้ ไม่ว่าสิ่งใดได้ถูกจัดแจงเตรียมการไว้สำหรับพวกเขาก็ตาม พวกเขากล่าวว่า “เรื่องนี้ง่าย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ฉันสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้ ฉันไม่จำเป็นต้องมีใครสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมความจริงกับฉัน ฉันสามารถเฝ้าดูตัวฉันเองได้” ด้วยการมีท่าทีประเภทนี้อยู่เสมอ ทั้งเหล่าผู้นำและคนทำงานย่อมไม่สามารถทนดูผู้คนเหล่านี้และไร้ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจในสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำ ผู้คนเหล่านี้ไม่โอหังและไม่คิดว่าตนเองถูกหรอกหรือ? หากใครบางคนโอหังและคิดว่าตนเองถูกมากเกินไป นี่เป็นพฤติกรรมที่น่าละอาย และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง พวกเขาย่อมจะไม่มีวันทำหน้าที่ของตนให้ดีพอ คนเราควรมีท่าทีใดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน? อย่างน้อยที่สุดคนเราควรมีท่าทีของความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะมีความลำบากยากเย็นและปัญหาใดเกิดขึ้นกับคนเราก็ตาม คนเราก็ควรจะแสวงหาหลักธรรมความจริง เข้าใจมาตรฐานที่พึงประสงค์ของพระนิเวศของพระเจ้า และรู้ว่าคนเราควรจะสัมฤทธิ์ผลใดด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของตน หากคนเราสามารถจับความเข้าใจในสามสิ่งเหล่านี้ พวกเขาย่อมสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีพอได้ง่าย ไม่ว่าคนเราปฏิบัติหน้าที่ใดก็ตาม หากพวกเขาเข้าใจหลักธรรม เข้าใจข้อพึงประสงค์ของพระนิเวศของพระเจ้า และรู้ว่าพวกเขาควรจะสัมฤทธิ์ผลใดเสียก่อน พวกเขาจะไม่มีเส้นทางสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรอกหรือ? ดังนั้นท่าทีของคนเราต่อการปฏิบัติหน้าที่จึงสำคัญมาก บรรดาผู้คนเหล่านั้นที่ไม่รักความจริงย่อมปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางที่สุกเอาเผากิน—พวกเขาไม่มีท่าทีที่ถูกต้อง พวกเขาไม่เคยแสวงหาหลักธรรมความจริง และพวกเขาไม่คิดคำนึงถึงข้อพึงประสงค์ของพระนิเวศของพระเจ้าและผลลัพธ์ใดที่พวกเขาควรจะสัมฤทธิ์ พวกเขาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีพอได้อย่างไร? หากเจ้าเป็นใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจ เมื่อเจ้าสุกเอาเผากิน เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระองค์และทบทวนตนเองและรู้จักตนเอง เจ้าต้องต่อต้านอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน พยายามอย่างหนักเพื่อหลักธรรมความจริง และเพียรพยายามทำให้ถึงมาตรฐานที่พระองค์พึงประสงค์ ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าในหนทางนี้ เจ้าจะตอบสนองข้อพึงประสงค์ของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความจริงก็คือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีนั้นไม่ยากมากนัก การนี้เป็นเพียงเรื่องของการมีมโนธรรมและเหตุผล เรื่องของการเป็นคนเที่ยงตรงและขยันหมั่นเพียร มีผู้ไม่มีความเชื่อจำนวนมากที่ทำงานอย่างจริงจังและพวกเขาก็ประสบความสำเร็จเป็นผลลัพธ์ พวกเขาไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับหลักธรรมความจริงเลย ดังนั้นพวกเขาทำดีมากได้อย่างไร? นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขารอบคอบและขยันหมั่นเพียร ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถทำงานอย่างจริงจังและเป็นคนพิถีพิถันได้ และในหนทางนี้พวกเขาก็ทำสิ่งทั้งหลายให้เสร็จได้ง่าย ไม่มีหน้าที่ใดของพระนิเวศของพระเจ้าที่ยากมาก ตราบเท่าที่เจ้าทุ่มเทหัวใจของเจ้าทั้งดวงให้กับหน้าที่นั้นและพยายามสุดความสามารถของเจ้า เจ้าก็สามารถทำงานให้ดีได้ หากเจ้าไม่เที่ยงตรง และไม่ขยันหมั่นเพียรในสิ่งที่เจ้าทำ หากเจ้าพยายามช่วยตัวเจ้าเองให้รอดพ้นจากเรื่องเดือดร้อน หากเจ้าสุกเอาเผากินอยู่เสมอตลอดจนทำทุกสิ่งสำเร็จแบบมั่วๆ หากเจ้าไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี ก่อให้เกิดความเสียหาย และนำความเสียหายมาสู่พระนิเวศของพระเจ้าเป็นผลลัพธ์ นั่นหมายความว่าเจ้ากำลังทำความชั่ว และความชั่วนั้นจะกลายเป็นการกระทำผิดที่พระเจ้าทรงรังเกียจ ระหว่างช่วงเวลาสำคัญของการประกาศข่าวประเสริฐ หากเจ้าไม่สัมฤทธิ์ผลที่ดีในหน้าที่ของตนและไม่เล่นบทบาทที่เป็นบวก หรือหากเจ้าก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน ตามธรรมชาติแล้วพระเจ้าจะทรงรังเกียจและกำจัดเจ้าออกไปและเจ้าจะสูญสิ้นโอกาสของเจ้าที่จะได้รับความรอด นี่จะเป็นความเสียใจชั่วนิรันดร์ของเจ้า! การที่พระเจ้าทรงเชิดชูเจ้าให้ทำหน้าที่ของเจ้านั้นเป็นเพียงโอกาสเดียวเท่านั้นที่เจ้าจะได้รับความรอด หากเจ้าไม่มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติต่อหน้าที่ของเจ้าอย่างไม่เอาใจใส่ตลอดจนสุกเอาเผากิน นั่นคือท่าทีที่เจ้ากำลังปฏิบัติต่อความจริงและพระเจ้า หากเจ้าไม่จริงใจหรือไม่นบนอบแม้แต่น้อย เจ้าจะสามารถได้รับความรอดจากพระเจ้าได้อย่างไร? ตอนนี้เวลามีค่ามาก ทุกวันและทุกนาทีสำคัญยิ่งยวด หากเจ้าไม่แสวงหาความจริง หากเจ้าไม่มุ่งความสนใจไปที่การเข้าสู่ชีวิต และหากเจ้าสุกเอาเผากินตลอดจนหลอกลวงพระเจ้าในหน้าที่ของเจ้า นั่นเป็นการไร้เหตุผลและอันตรายอย่างแท้จริง! ทันทีที่พระเจ้าทรงรังเกียจและกำจัดเจ้าออกไป พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าอีกต่อไป และไม่มีการกลับมาจากจุดนั้น บางครั้งสิ่งที่บุคคลหนึ่งทำในนาทีเดียวนั้นสามารถทำลายชีวิตของพวกเขาได้ บางครั้งเพราะคำพูดคำเดียวที่ก้าวล่วงอุปนิสัยของพระเจ้า บุคคลหนึ่งก็ถูกเผยออกมาและกำจัดออกไป—นี่ไม่ใช่บางสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่นาทีหรอกหรือ? เหมือนกับผู้คนบางคนที่แม้จะปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่กลับปฏิบัติตนอย่างไร้ความรับผิดชอบ ประพฤติตนอย่างบุ่มบ่าม และปฏิบัติตนอย่างไร้ความยับยั้งชั่งใจอยู่ร่ำไป โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาเป็นผู้ไม่มีความเชื่อและผู้ไม่เชื่อ และไม่ว่าพวกเขาทำสิ่งใดก็ตาม พวกเขาย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย นอกจากผู้คนเช่นนี้จะนำความสูญเสียมาสู่พระนิเวศของพระเจ้าเป็นผลลัพธ์แล้ว พวกเขายังสูญเสียโอกาสแห่งความรอดของตนอีกด้วย ในหนทางนี้พวกเขาย่อมทำให้คุณสมบัติของพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาถูกเพิกถอน การนี้หมายความว่าพวกเขาถูกเผยออกมาและกำจัดออกไปแล้ว ซึ่งเป็นกิจธุระอันน่าเศร้าสลด บางคนในบรรดาพวกเขาต้องการกลับใจ แต่พวกเจ้าคิดว่าพวกเขาจะได้รับโอกาสหรือไม่? เมื่อถูกกำจัดออกไป พวกเขาย่อมจะสูญสิ้นโอกาสของพวกเขาไปแล้ว และเมื่อถูกพระเจ้าทรงทอดทิ้ง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพวกเขาที่จะไถ่ตัวพวกเขาเอง

บุคคลประเภทใดที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด? เจ้าอาจกล่าวได้ว่าพวกเขาล้วนมีมโนธรรมและเหตุผลตลอดจนสามารถยอมรับความจริงได้ เพราะว่ามีเพียงผู้คนเหล่านั้นที่มีมโนธรรมและเหตุผลที่สามารถยอมรับและเห็นคุณค่าของความจริงได้ และตราบใดที่พวกเขาเข้าใจความจริง พวกเขาก็สามารถปฏิบัติความจริงได้ ผู้คนเหล่านั้นที่ไม่มีมโนธรรมและเหตุผลเป็นคนที่ไร้ซึ่งสภาวะความเป็นมนุษย์ ในภาษาพูดพวกเรากล่าวว่าพวกเขาไร้ซึ่งคุณธรรม ธรรมชาติของการไร้ซึ่งคุณธรรมคืออะไร? เป็นธรรมชาติที่ไร้ซึ่งสภาวะความเป็นมนุษย์ ไม่สมควรถูกเรียกว่ามนุษย์ ดังคำกล่าวที่ว่าบุคคลหนึ่งสามารถขาดไร้ซึ่งสิ่งใดก็ได้ยกเว้นคุณธรรม—พวกเขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นสัตว์ร้ายในร่างมนุษย์ จงดูปีศาจและกษัตริย์มารเหล่านั้นที่เพียงแค่ทำสิ่งทั้งหลายเพื่อต้านทานพระเจ้าและทำร้ายประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร พวกเขาไม่ไร้ซึ่งคุณธรรมหรอกหรือ? พวกเขาไร้ซึ่งคุณธรรม พวกเขาไร้ซึ่งคุณธรรมอย่างแท้จริง ผู้คนซึ่งทำหลายสิ่งมากเกินไปที่ไร้ซึ่งคุณธรรมนั้นจะเผชิญหน้ากับกรรมสนองอย่างไม่มีข้อสงสัย ผู้คนเหล่านั้นที่ไร้ซึ่งคุณธรรมนั้นปราศจากความเป็นมนุษย์ พวกเขาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีได้อย่างไร? พวกเขาไม่ควรค่าที่จะปฏิบัติหน้าที่เพราะว่าพวกเขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ผู้คนเหล่านั้นที่ไร้ซึ่งคุณธรรมไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ใดให้ดี ผู้คนเช่นนี้ไม่สมควรถูกเรียกว่ามนุษย์ พวกเขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานในร่างมนุษย์ มีเพียงผู้คนที่มีมโนธรรมและเหตุผลเท่านั้นที่สามารถรับมือกับกิจธุระของมนุษย์ได้ เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อคำพูดของตน น่าไว้วางใจ และมีคุณสมบัติของ “สุภาพบุรุษที่เที่ยงตรง” ในพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีการใช้คำศัพท์ที่ว่า “สุภาพบุรุษที่เที่ยงตรง” แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระนิเวศของพระเจ้าพึงประสงค์ให้ผู้คนซื่อสัตย์ เพราะนั่นคือความจริง มีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่น่าไว้วางใจ มีมโนธรรมและเหตุผล และสมควรถูกเรียกว่ามนุษย์ หากคนเราสามารถยอมรับความจริงได้ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนและสามารถปฏิบัติตนตามหลักธรรมได้ พลางปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีพอ เช่นนั้นแล้วบุคคลนี้ย่อมซื่อสัตย์อย่างแท้จริงและน่าไว้วางใจจริงๆ และผู้คนเหล่านั้นที่สามารถได้รับความรอดจากพระเจ้าก็คือผู้คนที่ซื่อสัตย์ การเป็นคนที่ซื่อสัตย์ซึ่งน่าไว้วางใจนั้นไม่เกี่ยวกับศักยภาพหรือรูปร่างหน้าตาของเจ้า และยิ่งไม่เกี่ยวกับขีดความสามารถ สมรรถนะ หรือพรสวรรค์ของเจ้า ตราบใดที่เจ้ายอมรับความจริง ปฏิบัติตนอย่างมีความรับผิดชอบ และเจ้ามีมโนธรรมและเหตุผลตลอดจนสามารถนบนอบพระเจ้าได้ นั่นเพียงพอแล้ว ไม่ว่าบุคคลหนึ่งมีฝีมือเช่นใด ความกังวลที่จริงนั้นอยู่ที่ว่าพวกเขาไร้ซึ่งคุณธรรมหรือไม่ เมื่อใครบางคนปราศจากคุณธรรม พวกเขาย่อมไม่อาจถูกมองว่าเป็นมนุษย์ได้ แต่เป็นสัตวเดรัจฉานมากกว่า ผู้คนเหล่านั้นที่ถูกกำจัดออกไปจากพระนิเวศของพระเจ้านั้นถูกกำจัดออกไปเพราะว่าพวกเขาปราศจากความเป็นมนุษย์และคุณธรรม ดังนั้นผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าต้องสามารถยอมรับความจริงได้ เป็นคนที่ซื่อสัตย์ มีมโนธรรมและเหตุผลเป็นอย่างน้อย และสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีได้ และสามารถทำให้พระบัญชาของพระเจ้าลุล่วงได้ มีเพียงผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่สามารถได้รับความรอดจากพระเจ้า พวกเขาเป็นผู้ที่เชื่อในพระองค์อย่างจริงใจและเป็นผู้ที่สละตนเองเพื่อพระองค์อย่างจริงใจ ผู้คนเหล่านี้คือผู้คนที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด

ขณะที่พวกเจ้ากำลังทำสิ่งทั้งหลายและปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเจ้าตรวจสอบพฤติกรรมและเจตนารมณ์ของตนบ่อยหรือไม่? (นานๆ ครั้ง) หากเจ้าตรวจสอบตัวเจ้าเองนานๆ ครั้ง เจ้าจะสามารถจำแนกอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้หรือไม่? เจ้าจะสามารถเข้าใจสภาวะที่แท้จริงของตนได้หรือไม่? หากเจ้าเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมาอย่างแท้จริง ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร? เจ้าต้องชัดเจนมากเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด หากคนเราไม่ตรวจสอบตนเอง พลางทำสิ่งทั้งหลายในหนทางที่สุกเอาเผากินอยู่ร่ำไปและปราศจากหลักธรรมแม้เพียงน้อยนิด ย่อมจะส่งผลให้คนเรากระทำความชั่วมากมายและถูกเผยออกมาและกำจัดออกไป นี่ไม่ใช่ผลที่ร้ายแรงหรอกหรือ? การตรวจสอบตนเองเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหานี้ จงบอกเราเถิดว่า เมื่อความเสื่อมทรามของมนุษย์ฝังลึก การทบทวนตนเองเพียงนานๆ ครั้งเท่านั้นเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่? คนเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ดีโดยปราศจากการแสวงหาความจริงเพื่อที่จะแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเราได้หรือไม่? หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามไม่ได้รับการแก้ไข ย่อมเป็นการง่ายที่จะทำสิ่งทั้งหลายผิด ละเมิดหลักธรรม และแม้กระทั่งทำความชั่ว หากเจ้าไม่เคยตรวจสอบตัวเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมเป็นความเดือดร้อน—เจ้าก็ไม่ต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อ ผู้คนจำนวนมากไม่ได้ถูกกำจัดออกไปเพราะเหตุผลนี้เท่านั้นหรอกหรือ? เมื่อไล่ตามเสาะหาความจริง คนเราต้องปฏิบัติอย่างไรเพื่อที่จะได้มาซึ่งความจริง? สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบตนเองบ่อยๆ ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา โดยคิดทบทวนว่าคนเราได้ละเมิดหลักธรรมและเผยความเสื่อมทรามออกมาหรือไม่ และคิดทบทวนว่าคนเรามีเจตนารมณ์ที่ผิดหรือไม่ หากเจ้าทบทวนตนเองให้สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าและมองเห็นวิธีประยุกต์ใช้พระวจนะเหล่านั้นกับตัวเจ้าเอง ก็ย่อมจะง่ายที่จะรู้จักตัวเจ้าเอง หากเจ้าทบทวนตนเองในหนทางนี้ เจ้าจะแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและแก้ไขแนวคิดที่เลวร้ายตลอดจนเจตนารมณ์และแรงจูงใจที่เป็นอันตรายได้ง่าย หากเจ้าเพียงตรวจสอบหลังจากบางสิ่งผิดไป เพียงตรวจสอบหลังจากทำความผิดพลาด หรือเพียงตรวจสอบหลังจากกระทำความชั่ว เช่นนั้นก็สายเกินไปหน่อยแล้ว ผลที่ตามมาได้เกิดขึ้นแล้ว และการนี้ถือเป็นการกระทำผิด หากเจ้าทำความชั่วมากเกินไปและเจ้าเพียงแค่ตรวจสอบตัวเจ้าเองเมื่อเจ้าถูกกำจัดออกไปแล้ว ย่อมจะสายเกินไปและทั้งหมดที่เจ้าจะสามารถทำได้ก็คือการร่ำไห้คร่ำครวญและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของตน ผู้คนเหล่านั้นที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้—นี่คือการทรงเชิดชูและพระพรของพระเจ้า และนี่เป็นโอกาสที่เจ้าควรจะทะนุถนอม ดังนั้นจึงยิ่งเป็นการสำคัญกว่ามากที่เจ้าทบทวนตัวเจ้าเองบ่อยในขณะที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตน คนเราต้องตรวจสอบเป็นอาจิณและตรวจสอบทุกสิ่ง คนเราต้องตรวจสอบเจตนารมณ์และสภาวะของตน โดยดูว่าคนเราใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรือไม่ เจตนารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของคนเรานั้นถูกควรหรือไม่ และทั้งเหตุจูงใจและแหล่งที่มาของการกระทำของคนเรานั้นสามารถต้านทานการตรวจตราของพระเจ้าและรองรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าหรือไม่ บางครั้งผู้คนรู้สึกว่าการแสวงหาความจริงเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับความลำบากยากเย็นในการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นเป็นภาระ พวกเขาคิดว่า “แค่นี้ก็พอ ดีพอแล้ว” การคิดเช่นนี้สะท้อนท่าทีของบุคคลต่อเรื่องทั้งหลายและวิธีคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของพวกเขา วิธีคิดนี้เป็นสภาวะประเภทหนึ่ง สภาวะนี้คืออะไร? ไม่ใช่การเข้าหาหน้าที่โดยปราศจากสำนึกของความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นท่าทีที่สุกเอาเผากินประเภทหนึ่งหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) ด้วยความที่มีปัญหาร้ายแรงเช่นนี้ การไม่ตรวจสอบตนเองจึงเป็นอันตรายมาก ผู้คนบางคนไม่แยแสกับสภาวะนี้ พวกเขาคิดว่า “การเป็นผู้ที่สุกเอาเผากินเล็กน้อยนั้นเป็นเรื่องปกติ นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ผู้คนเป็น ปัญหาคืออะไรหรือ?” ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้คนที่สับสนหรอกหรือ? ไม่อันตรายเกินไปหรอกหรือสำหรับใครบางคนที่มองเห็นสิ่งทั้งหลายในหนทางนี้? จงดูบรรดาผู้ที่ถูกกำจัดออกไป พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางที่สุกเอาเผากินอยู่เสมอหรอกหรือ? นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนเราสุกเอาเผากิน ไม่ช้าก็เร็วผู้คนที่สุกเอาเผากินง่ายนั้นจะทำลายตนเอง และพวกเขาไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงหนทางของตนเองจนกว่าพวกเขาจะอยู่ตรงประตูแห่งความตาย การปฏิบัติหน้าที่ในหนทางที่สุกเอาเผากินนั้นเป็นปัญหาที่ร้ายแรง และหากเจ้าไม่สามารถทบทวนตัวเจ้าเองให้ดีและแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา นี่ย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่งโดยแท้จริง—เจ้าอาจถูกกำจัดออกไปเมื่อใดก็ได้ หากยังมีปัญหาที่ร้ายแรงเช่นนี้อยู่และเจ้ายังคงไม่ตรวจสอบตนเองตลอดจนแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา เจ้าย่อมจะทำร้ายและทำลายตนเอง และเมื่อถึงวันที่เจ้าถูกกำจัดออกไปและเจ้าเริ่มร่ำไห้คร่ำครวญและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของตน ทั้งหมดย่อมจะสายเกินไปเสียแล้ว

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger