พระวจนะว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ (บทตัดตอน 30)

อะไรคือหน้าที่? พระบัญชาที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้มนุษย์ทำคือหน้าที่ที่มนุษย์ควรปฏิบัติ สิ่งใดที่พระองค์ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำก็คือหน้าที่ที่เจ้าควรปฏิบัติ ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นจริงและไม่ไขว่คว้าหาสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม จงอย่าคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่อยู่ไกลตัวนั้นดีกว่าและดึงดันที่จะทำสิ่งที่ไม่เหมาะกับตนเอง บางคนเหมาะที่จะให้ที่พักพิง แต่กลับยืนยันที่จะเป็นผู้นำ ในขณะที่บางคนเหมาะที่จะเป็นนักแสดง แต่กลับอยากเป็นผู้กำกับ การพยายามไต่ขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป คนเราต้องค้นหาบทบาทหน้าที่และฐานะของตนเองให้เจอ—นั่นคือสิ่งที่คนมีเหตุผลเขาทำกัน จากนั้นพวกเขาก็ควรปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีด้วยท่าทีที่มั่นคงหนักแน่นเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้าและทำให้พระองค์พอพระทัย หากคนเรามีท่าทีเช่นนี้ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน จิตใจของคนเราก็จะมั่นคงและสงบสุข พวกเขาจะสามารถยอมรับความจริงในหน้าที่ของตนได้ และจะค่อยๆ เริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนตามข้อกำหนดของพระเจ้า พวกเขาจะสามารถขจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน นบนอบต่อทุกการจัดเตรียมของพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีพอ นี่คือหนทางที่จะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า หากเจ้าสามารถสละตนเองเพื่อพระเจ้าได้อย่างแท้จริงและปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง เป็นทัศนคติที่รักพระองค์และทำให้พระองค์พอพระทัย เจ้าก็จะมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คอยชี้แนะและนำทาง เจ้าจะเต็มใจปฏิบัติความจริงและทำตามหลักธรรมขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน และเจ้าจะกลายเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ด้วยวิธีนี้เจ้าย่อมจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงโดยสมบูรณ์ ชีวิตของผู้คนค่อยๆ เติบโตเมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่จะไม่สามารถได้รับความจริงและชีวิต ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อมากี่ปีแล้วก็ตาม เพราะพวกเขาไม่มีพรจากพระเจ้า พระเจ้าทรงอวยพรแก่ผู้ที่สละตนเพื่อพระองค์อย่างแท้จริงและปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถเท่านั้น หน้าที่ใดก็ตามที่เจ้าปฏิบัติ สิ่งใดก็ตามที่เจ้าสามารถทำได้ จงถือว่านั่นคือความรับผิดชอบของเจ้า เป็นหน้าที่ของเจ้า ยอมรับเอาไว้ และทำให้ดี การที่เจ้าจะทำให้ดีนั้นทำอย่างไร? ด้วยการทำสิ่งนั้นๆ ตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ทุกประการ—ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และด้วยพละกำลังทั้งหมดที่พวกเจ้ามี เจ้าควรใคร่ครวญวจนะเหล่านี้และพิจารณาว่าเจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น หากเจ้าเห็นใครสักคนกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างปราศจากหลักธรรม ทำอย่างไม่เอาใจใส่และตามเจตจำนงของตนเอง แล้วเจ้าคิดอยู่ในใจว่า “ฉันไม่สนใจ นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน” นี่ใช่การทำหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของตนหรือไม่? ไม่ใช่ นี่คือการไม่รับผิดชอบ หากเจ้าเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เมื่อสถานการณ์เช่นนี้บังเกิดแก่เจ้า เจ้าย่อมจะพูดว่า “ทำอย่างนี้ไม่ได้ เรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ในขอบเขตการดูแลของฉัน แต่ฉันสามารถแจ้งเรื่องนี้ให้ผู้นำรู้และให้พวกเขาดำเนินการตามหลักธรรมได้” หลังจากทำเช่นนั้นแล้ว ทุกคนจะเห็นว่านั่นเป็นสิ่งที่พอเหมาะพอควร หัวใจของเจ้าจะรู้สึกผ่อนคลาย และเจ้าจะได้ทำตามความรับผิดชอบของเจ้าได้อย่างสำเร็จลุล่วง แล้วเจ้าก็จะได้ทำหน้าที่ของเจ้าด้วยทั้งหัวใจของเจ้า ไม่สำคัญว่าหน้าที่ที่เจ้ากำลังปฏิบัติอยู่คืออะไร หากเจ้าไม่เอาใส่ใจอยู่เสมอและเจ้าก็พูดว่า “หากฉันทำงานนี้ในหนทางที่เรียบง่าย แบบลวกๆ ฉันก็สามารถจับแพะชนแกะให้มันผ่านไป สุดท้ายแล้วก็จะไม่มีใครตรวจสอบอยู่ดี ฉันทำได้ดีที่สุดแล้วเท่าที่จะทำได้ด้วยความสามารถและทักษะเชิงวิชาชีพที่ฉันมีอยู่แบบจำกัด แค่ทำให้เสร็จๆ ไปก็ดีพอแล้ว อีกอย่าง ไม่มีใครถามถึงเรื่องนี้หรือเอาอะไรจริงจังกับฉันหรอก—ไม่ใช่เรื่องสำคัญขนาดนั้น” การมีเจตนานี้และกรอบความคิดนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าหรือไม่? ไม่ใช่เลย นี่คือการทำตัวสุกเอาเผากิน และเป็นการเปิดเผยอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเจ้า เจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าโดยการพึ่งพาอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าได้หรือ? ไม่ได้ นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น การทำหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าหมายความว่าอย่างไรหรือ? เจ้าจะต้องพูดว่า “แม้เบื้องบนยังไม่ได้สอบถามถึงงานชิ้นนี้ และมันดูไม่สำคัญมากนักเมื่อเทียบกับงานทั้งหมดในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันก็ยังจะทำให้ดีอยู่ดี—มันคือหน้าที่ของฉัน งานชิ้นนั้นสำคัญหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง ฉันสามารถทำมันให้ดีได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่อง” อะไรเล่าที่สำคัญ? การที่เจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าได้หรือไม่ และการที่เจ้าสามารถยึดติดอยู่กับหลักธรรมและการปฏิบัติโดยสอดคล้องกับความจริงได้หรือไม่ นี่เองที่เป็นสิ่งซึ่งสำคัญ หากเจ้าสามารถปฏิบัติความจริงและทำสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับหลักธรรมได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าอย่างแท้จริง หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ประเภทหนึ่งได้ดีแล้ว แต่เจ้ายังไม่พึงพอใจและปรารถนาที่จะปฏิบัติหน้าที่ชนิดอื่นที่สำคัญยิ่งกว่าด้วยซ้ำ และเจ้าสามารถปฏิบัติได้ดี เช่นนั้นเจ้าก็กำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าในระดับที่สูงกว่าเดิมด้วยซ้ำ ดังนั้น หากเจ้าสามารถทำหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้า การนี้แสดงนัยอะไรหรือ? ในแง่หนึ่ง การนี้หมายความว่าเจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไปโดยสอดคล้องกับหลักธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้า ในอีกแง่หนึ่งก็หมายความว่าเจ้าได้ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าและมีพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้าแล้ว หมายความว่าเจ้าไม่ได้กำลังทำหน้าที่ของเจ้าเพื่อแสดงให้ผู้อื่นเห็น หรือตามแต่ที่เจ้ายินดี หรือไม่ก็ทำไปตามการเลือกชอบของตนเอง—แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเจ้ากลับกำลังถือว่านั่นเป็นพระบัญชาที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายแก่เจ้า และเจ้ากำลังทำด้วยความรับผิดชอบนั้นและหัวใจ ไม่ใช่ทำตามเจตจำนงของเจ้าเอง แต่ทำตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าโดยทั้งสิ้น เจ้ากำลังใส่หัวใจทั้งดวงของเจ้าลงไปในหน้าที่ของเจ้า—นี่คือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้า ผู้คนบางคนไม่เข้าใจความจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อความยากลำบากบางอย่างตกมาถึงพวกเขา พวกเขาพร่ำบ่น และพวกเขาก็โวยวายเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ ผลกำไรและผลขาดทุนส่วนตนอยู่เสมอ พวกเขาคิดว่า “หากฉันปฏิบัติงานได้ดีตามที่ผู้นำมอบให้ ก็จะนำพาเกียรติและสง่าราศีมาสู่พวกเขา ว่าแต่ใครเล่าจะจดจำฉัน จะไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นผู้ทำงานนั้น แล้วผู้นำจะได้รับความน่าเชื่อถือสำหรับงานนั่นไปทั้งหมด การปฏิบัติหน้าที่ของฉันในหนทางนี้ไม่ใช่การรับใช้ผู้อื่นหรอกหรือ?” นี่คืออุปนิสัยประเภทใด นี่คือความเป็นกบฏ—ผู้คนเหล่านี้เป็นพวกไร้สาระ พวกเขาไม่เข้าใจพระบัญชาของพระเจ้าในทางที่ถูกต้องเลย พวกเขาต้องการเสมอที่จะอยู่ในตำแหน่งผู้มีสิทธิอำนาจ เพื่อให้ได้รับความน่าเชื่อถือและบำเหน็จ และเพื่อทำให้ตนเองดูดีอยู่เสมอ เหตุใดพวกเขาจึงมุ่งเน้นชื่อเสียงและผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา? นั่นแสดงให้เห็นว่าความอยากที่พวกเขามีต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์นั้นกล้าแข็งเกินไป และพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย หรือไม่เข้าใจว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์เบื้องลึกในหัวใจของบุคคลทุกคน ผู้คนเหล่านี้ขาดความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงลงความเห็นตัดสินบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่พวกเขามองเห็นได้ด้วยตาของตนเอง ซึ่งนำพวกเขาไปสู่การสร้างทรรศนะที่ผิดพลาด ผลสืบเนื่องก็คือพวกเขากลายเป็นคิดลบและนิ่งเฉยในงานของตน และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้ด้วยหัวใจทั้งดวงและพละกำลังทั้งหมดของตน เพราะพวกเขาขาดความเชื่อที่แท้จริง และพวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์เบื้องลึกในหัวใจของผู้คน พวกเขาจึงมุ่งเน้นการปฏิบัติหน้าที่ของตนเพื่อให้ผู้อื่นเห็น มุ่งเน้นการทำให้ผู้อื่นรู้ถึงความทุกข์และความยากลำบากที่พวกเขาสู้ทน และมุ่งเน้นการแสวงหาการสรรเสริญและความเห็นชอบจากเหล่าผู้นำและคนทำงาน พวกเขาคิดว่าการปฏิบัติหน้าที่มีความคุ้มค่าก็ต่อเมื่อพวกเขาทำในลักษณะนี้เท่านั้น และมีสง่าราศีก็ต่อเมื่อทุกคนมองเห็นพวกเขาเทำเท่านั้น นี่ไม่ชั่วช้าหรือ? พวกเขาเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขาไม่เพียงไม่มีความเชื่อเท่านั้น พวกเขายังไม่ยอมรับหรือเข้าใจความจริงเลยสักนิดอีกด้วย ผู้คนแบบนี้สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ดีได้อย่างไร? อุปนิสัยของพวกเขาไม่มีปัญหาหรือ? หากเจ้าพยายามสามัคคีธรรมกับพวกเขาเกี่ยวกับความจริง และพวกเขายังคงไม่ยอมรับ เช่นนั้นพวกเขาก็มีอุปนิสัยที่ชั่ว พวกเขาล้มเหลวในการใส่ใจในความรับผิดชอบที่ถูกต้องเหมาะสมของตน และไม่ยึดมั่นต่อหน้าที่ของตน ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็ต้องถูกกำจัดออกไป บรรดาผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นคนที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ พวกเขาจะต้องมีเหตุผลที่สมเหตุสมผล และพวกเขาจะต้องสามารถนบนอบต่อทุกการจัดการเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า พระเจ้าประทานขีดความสามารถและของประทานที่แตกต่างให้แก่ผู้คนแตกต่างกัน และผู้คนที่แตกต่างกันก็เหมาะดีที่สุดที่จะปฏิบัติหน้าที่ซึ่งแตกต่างกันออกไป เจ้าต้องไม่เรื่องมากและเลือกหน้าที่ตามพื้นฐานการเลือกชอบของตน เลือกปฏิบัติเฉพาะหน้าที่ที่ง่ายและสบายซึ่งตรงตามความปรารถนาของตนเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ผิด นี่ไม่ใช่การทำหน้าที่ด้วยหัวใจของเจ้าทั้งดวง และนี่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ สิ่งแรกที่เจ้าต้องทำเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ก็คือใส่หัวใจทั้งดวงของเจ้าลงไปในนั้นด้วย ต่อจากนั้นไม่ว่าเจ้ากำลังทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นงานชิ้นใหญ่หรืองานชิ้นเล็ก งานที่สกปรกหรือที่น่าเหน็ดเหนื่อย งานที่ทำต่อหน้าผู้อื่นหรือที่ทำนอกสายตา งานชิ้นสำคัญหรืองานชิ้นที่ไม่สำคัญ เจ้าก็ควรถือว่านั่นเป็นหน้าที่ของเจ้าและยึดติดอยู่กับหลักธรรมของการปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้า ด้วยจิตใจทั้งหมดของเจ้า และด้วยพละกำลังทั้งหมดของเจ้า หากหลังจากปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าแล้ว เจ้าจบลงด้วยความรู้สึกว่ามโนธรรมของเจ้ายังไม่ชัดเจนครบบริบูรณ์เกี่ยวกับงานบางส่วนที่เจ้าได้ทำไป และรู้สึกว่าแม้เจ้าได้ใส่หัวใจทั้งดวงของเจ้าลงไปในนั้นแล้ว เจ้าก็ยังทำงานบางส่วนได้ไม่ดี และผลลัพธ์ของความพยายามของเจ้านั้นไม่ดีเท่าไร เจ้าควรทำอย่างไรเล่า? บางคนจะคิดว่า “เอาเถอะ ฉันได้ใส่หัวใจลงไปในหน้าที่ของฉันแล้ว แต่ผลลัพธ์กลับไม่ดีเท่าไร นั่นไม่ใช่ปัญหาของฉัน ตอนนี้มันอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว” นี่เป็นทรรศนะประเภทใดหรือ? ใช่ทรรศนะที่ถูกต้องหรือ? พวกเขาไม่ได้กำลังสละตนเองเพื่อพระเจ้าเพราะพวกเขาไม่เต็มใจที่จะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และพวกเขายังคงมีมุมมองที่สุกเอาเผากินต่อหน้าที่ของตน ดูเหมือนว่าผู้คนประเภทนี้ไม่มีหัวใจ เมื่อพวกเราพูดถึงการทำหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้า นั่นหมายถึงการใช้ทั้งหัวใจของเจ้า—เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าโดยครึ่งหัวใจไม่ได้ เจ้าควรอุทิศตน ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างใส่ใจ และแสดงให้เห็นความจงรักภักดีของเจ้าโดยการนำท่าทีแบบรับผิดชอบมาใช้เพื่อให้แน่ใจว่าชิ้นงานทั้งหลายทำเสร็จไปได้ด้วยดีและสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่เจ้าควรที่จะสัมฤทธิ์ ถึงตอนนั้นเท่านั้นสามารถเรียกการนี้ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจทั้งดวงของคนเรา หากเจ้าเห็นว่าผลลัพธ์ของงานของเจ้าไม่ดีเท่าไร และเจ้าก็คิดในใจว่า “ฉันได้ทำดีที่สุดแล้ว ฉันเสียสละเวลานอน อดอาหารบางมื้อ และนอนดึก บางครั้งก็ยังอยู่รั้งท้ายในขณะที่คนอื่นออกไปพักผ่อนและเดินเล่นกันแล้ว ฉันได้สู้ทนกับความยากลำบากและไม่โลภมากต่อสิ่งชูใจทางเนื้อหนัง นั่นหมายความว่าฉันได้ทำหน้าที่ของฉันด้วยหัวใจทั้งดวงของฉันแล้ว” นี่เป็นทรรศนะที่ถูกต้องหรือ? เจ้าได้ทุ่มเทเวลาและมานะพยายามไปแล้ว โดยผิวเผิน ดูเหมือนเจ้าผ่านการเคลื่อนไหวเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่เจ้าได้มานั้นกลับไม่ดี และเจ้าไม่ยอมรับความรับผิดชอบต่อการนี้ และเจ้าก็ไม่สนใจ นี่ใช่การทำหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าหรือ? (ไม่ใช่) นี่ไม่ใช่การทำหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงกำหนดพิจารณาว่าบุคคลหนึ่งกำลังทำบางสิ่งด้วยหัวใจทั้งดวงของพวกเขาหรือไม่นั้น พระองค์ทรงมองที่สิ่งใด? ในแง่หนึ่ง พระองค์ทรงมองว่าเจ้าเข้าหาสิ่งนั้นด้วยท่าทีที่มีมโนธรรมและรับผิดชอบหรือไม่ ในอีกแง่หนึ่ง พระองค์ก็ทรงมองว่าเจ้ากำลังคิดอะไรขณะที่เจ้าทำหน้าที่ ว่าเจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ที่เจ้าควรปฏิบัติอย่างใส่ใจหรือไม่ และว่าเจ้ากำลังทำหน้าที่อย่างเสมอต้นเสมอปลายโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่ และว่าเมื่อความยากลำบากตกมาถึงเจ้า เจ้ากำลังแสวงหาความจริงโดยเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาทั้งหลายเพื่อให้เจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ดีหรือไม่ ในขณะที่มนุษย์ทำสิ่งทั้งหลาย พระเจ้าก็ทรงเฝ้าดูและพินิจพิเคราะห์อยู่ พระองค์ทรงเฝ้าดูหัวใจของพวกเขาตลอดเวลา แม้ผู้คนไม่รู้ แต่บางคราวพวกเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ บางคนสุกเอาเผากินในหน้าที่ของตนเสมอ และในท้ายที่สุด พระเจ้าก็ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อที่จะเผยพวกเขาออกมา เมื่อถึงจุดนั้น พวกเขาสัมผัสได้ถึงการทอดทิ้งของพระองค์ และทุกคนมองเห็นว่าพวกเขาไม่มีความคล้ายคลึงกับบรรดาผู้เชื่อ—พวกเขากลับเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ พวกมาร และเหล่าซาตานทั้งหลาย ผู้คนจำพวกนี้ย่อมถูกกำจัดออกไปในช่วงระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา ผู้คนบางคนมักทบทวนตนเองอยู่บ่อยๆ ขณะปฏิบัติหน้าที่ บางครั้งพวกเขาได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี หรือมีปัญหาเกิดขึ้น และพวกเขารู้สึกได้ในหัวใจของพวกเขา และคิดว่า “ฉันกำลังสุกเอาเผากินอีกแล้วหรือเปล่า?” พวกเขารู้สึกถูกตำหนิ นี่เกิดขึ้นได้อย่างไรหรือ? นี่เกิดขึ้นโดยพระเจ้า เป็นความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น เหตุใดเล่าพระเจ้าจึงกำลังทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า? พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าบนพื้นฐานใด? พระองค์กำลังทรงตำหนิเจ้าในบริบทใดหรือ? เจ้าต้องมีกรอบความคิดที่ถูกต้องและพูดว่า “ฉันต้องทำหน้าที่ของฉันด้วยหัวใจของฉันทั้งดวง และนั่นหมายถึงการทำหน้าที่โดยสอดคล้องกับความจริง ฉันได้ทำหน้าที่ของฉันด้วยหัวใจทั้งดวงของฉันแล้วหรือยัง?” หากเจ้าไตร่ตรองเรื่องนี้อยู่เสมอ พระเจ้าจะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าและทำให้เจ้าเข้าใจ “ฉันไม่ได้ทำงานชิ้นนั้นด้วยหัวใจทั้งดวงของฉัน ฉันคิดว่าฉันกำลังทำได้ค่อนข้างดี ฉันน่าจะให้คะแนนตนเอง 99 เต็ม 100 แต่ตอนนี้ฉันเห็นว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสักเท่าไร—แท้จริงแล้วมันยังแทบไม่พอเลย” เพียงเท่านี้เจ้าก็จะค้นพบความไม่พึงพอพระทัยของพระเจ้า นี่คือการที่พระเจ้ากำลังทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าและเปิดโอกาสให้เจ้าเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าดีเท่าไรและเจ้ายังคงห่างจากข้อพึงประสงค์ของพระองค์เท่าไร หากใครสักคนตกลงไปอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำของการปฏิบัติหน้าที่ของตน พระเจ้าจะยังคงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขาหรือไม่? อาจจะไม่ พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งแก่ใครบ้าง? อันดับแรกคือบรรดาผู้ที่รักความจริง อันดับสองคือผู้ที่มีท่าทีนบนอบ อันดับสาม บรรดาผู้ที่ถวิลหาความจริง และอันดับสี่ บรรดาผู้ที่ตรวจสอบและทบทวนตนเองในทุกด้าน นี่คือประเภทของผู้คนที่สามารถได้รับความรู้แจ้งของพระเจ้า โดยการปฏิบัติและรับประสบการณ์ในหนทางนี้ ประสบการณ์ส่วนตัวของเจ้าในการทำหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้า—แง่มุมนี้ของการปฏิบัติความจริงและแง่มุมนี้ของความเป็นจริง—จะเติบโตยิ่งขึ้นเรื่อยไป เจ้าจะเริ่มเข้าใจชัดเจนไปทีละน้อยว่าผู้คนใดทำหน้าที่ด้วยหัวใจทั้งดวงของตนและผู้คนใดที่ไม่ทำ รวมถึงท่าทีและพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลอันหลากหลายที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเจ้ารู้จักตนเอง เจ้าจะสามารถหยั่งรู้ผู้อื่น และเจ้าจะกลายเป็นคนที่ละเอียดลออในการทำหน้าที่ของเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ การสุกเอาเผากินแม้เพียงเล็กน้อยย่อมจะไม่รอดจากการสังเกตของเจ้า และเจ้าจะสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขมันได้ เจ้าจะสามารถรับมือสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับหลักธรรมทั้งหลายในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ เจ้าจะปฏิบัติความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และหัวใจของเจ้าจะมั่นคงและมีสันติสุข หากวันหนึ่งเจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าเจ้าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดี เจ้าควรทำเช่นไรเล่า? เจ้าต้องไตร่ตรองการนี้ ค้นหาข้อมูล และแสวงหาคำแนะนำจากผู้อื่น แล้วเจ้าจะได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นก่อนเจ้าทันรู้ตัว นี่จะไม่ช่วยเหลือเจ้าในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรอกหรือ? (ช่วย) มันจะเป็นประโยชน์ จะเป็นเช่นนี้ไม่ว่าหน้าที่ที่เจ้ากำลังปฏิบัติอยู่นั้นคืออะไร ตราบใดที่ผู้คนทำหน้าที่ของพวกเขาด้วยหัวใจทั้งดวงของพวกเขา แสวงหาหลักธรรมความจริง และพากเพียรในความพยายาม พวกเขาก็จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้ในที่สุด

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger