การมีชีวิตย่อมมีคุณค่าเฉพาะเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดีเท่านั้น (ตอนที่หนึ่ง)

พวกเจ้าล้วนแต่กำลังยุ่งอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของตนในขณะนี้ ฝึกฝนการประกาศและเป็นพยานให้พระวจนะของพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพยนตร์หรือร้องเพลงสรรเสริญเพื่อเป็นพยานให้พระเจ้า หน้าที่ที่พวกเจ้าปฏิบัติมีคุณค่าต่อมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามหรือไม่? (มีคุณค่า) หน้าที่เหล่านั้นมีคุณค่าอะไร? คุณค่าของหน้าที่เหล่านั้นอยู่ที่การช่วยให้ผู้คนเริ่มเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องหลังจากที่เห็นพระวจนะและความจริงเหล่านี้ที่แสดงโดยพระเจ้า และอยู่ที่การช่วยให้ผู้คนเข้าใจว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และพวกเขาควรมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง ผู้คนมากมายไร้ความสามารถที่จะจับใจความหรือมองทะลุปรุโปร่งถึงสิ่งต่างๆ มากมายที่พวกเขาเผชิญ พวกเขารู้สึกหมดหนทางและรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายและว่างเปล่า และพวกเขาก็ไม่มีเสบียงทางจิตวิญญาณเลย ต้นตอของทั้งหมดนี้คืออะไร? คำตอบสำหรับทั้งหมดนี้อยู่ที่พระวจนะของพระเจ้า ในช่วงหลายปีที่พวกเจ้าได้เชื่อในพระเจ้าเรื่อยมา พวกเจ้าล้วนแต่ได้อ่านพระวจนะของพระองค์มามากแล้วและพวกเจ้าก็ได้เข้าใจความจริงจำนวนหนึ่งแล้ว ดังนั้นหน้าที่ที่พวกเจ้าควรที่จะปฏิบัติก็คือการใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขาและแก้ไขความคิดและทรรศนะที่ผิดพลาดของพวกเขา ช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าใจความจริงภายในพระวจนะของพระเจ้าและมองทะลุปรุโปร่งถึงความมืดมิดและความชั่วร้ายของโลก ตลอดจนช่วยให้พวกเขาแสวงหาหนทางที่ถูกต้อง ค้นพบพระผู้สร้าง ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า และอ่านพระวจนะของพระองค์ การนี้จะอำนวยให้พวกเขาจับความความจริงบางอย่างและมองเห็นพระราชกิจแห่งความรอดที่พระเจ้ากำลังทรงปฏิบัติอยู่ เพื่อที่ว่าพวกเขาอาจหันมาหาพระองค์และยอมรับพระราชกิจของพระองค์ นั่นคือหน้าที่ที่พวกเจ้าควรที่จะปฏิบัติโดยแน่ชัด พวกเจ้าทุกคนรู้ในหัวใจของตนว่าพวกเจ้าเข้าใจความจริงมากแค่ไหนแล้วและพวกเจ้าได้แก้ไขปัญหาไปมากแค่ไหนแล้วนับตั้งแต่ที่มาเชื่อในพระเจ้า ทุกวันนี้มีผู้คนมากมายที่กำลังแสวงหาหนทางที่แท้จริงและมองหาพระผู้ช่วยให้รอด ทั้งที่เป็นผู้คนทางศาสนาและผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาไม่รู้คำตอบสำหรับคำถามที่เฉพาะเจาะจง อย่างเช่น เหตุใดผู้คนจึงมีชีวิตอยู่แล้วก็ตาย คุณค่าและความหมายของชีวิตของคนคนหนึ่งคืออะไร หรือผู้คนมาจากไหนและพวกเขากำลังจะไปไหน พวกเขากำลังรอให้พวกเจ้าประกาศข่าวประเสริฐและเป็นพยานให้พระเจ้า และนำทางพวกเขาไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง—นั่นคือเหตุผลที่หน้าที่ที่พวกเจ้ากำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนี้มีความหมายมาก! ในแง่มุมหนึ่ง พวกเจ้าเองกำลังมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และในอีกแง่มุมหนึ่ง พวกเจ้าก็กำลังเป็นพยานยืนยันให้ผู้อื่นเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าด้วย ยิ่งพวกเจ้ารับประสบการณ์การนี้มากขึ้นเท่าใด พวกเจ้าก็ยิ่งจะจำเป็นต้องเข้าใจและเตรียมตัวเองให้พร้อมสรรพไปด้วยความจริงมากขึ้นเท่านั้น และพวกเจ้าก็ยิ่งจำเป็นต้องทำงานมากขึ้นเท่านั้น นี่คือโอกาสเหมาะอันดีเยี่ยมที่พระเจ้าจะทรงทำให้ผู้คนเพียบพร้อม พวกเจ้าควรอธิษฐานต่อพระเจ้าและฝากความหวังไว้ที่พระเจ้าโดยไม่สำคัญว่าพวกเจ้าจะเผชิญความลำบากยากเย็นใดเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน เมื่อทุกคนอ่านพระวจนะของพระเจ้าและแสวงหาความจริงร่วมกันมากขึ้น ย่อมจะไม่มีปัญหาใดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ มีความจริงมากมายในพระวจนะของพระเจ้าที่พวกเจ้าจำเป็นต้องเข้าใจ ดังนั้นพวกเจ้าจึงควรไตร่ตรองและสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงเหล่านั้นบ่อยครั้ง เมื่อนั้นพวกเจ้าจึงจะมีความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีปัญหาใดที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการวางใจในพระเจ้า พวกเจ้าต้องมีความเชื่อในการนี้

หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมวลมนุษย์นี้ พระองค์ได้ทรงก่อร่างแผนการบริหารจัดการแผนหนึ่ง ในช่วงสองสามพันปีที่ผ่านมา มวลมนุษย์นี้ไม่ได้แบกรับความรับผิดชอบหรือพระบัญชาหลักใดเลยในการที่จะเป็นพยานให้พระผู้สร้าง และพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำท่ามกลางมวลมนุษย์ก็ค่อนข้างซ่อนเร้นและเรียบง่าย อย่างไรก็ตาม ในยุคสุดท้ายสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พระผู้สร้างได้ทรงเริ่มที่จะดำรัสพระวจนะแล้ว พระองค์ได้ทรงแสดงความจริงมากมายเหลือเกินรวมทั้งเผยข้อล้ำลึกของแผนการบริการจัดการของพระองค์ แต่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามปัญญาทึบและด้านชา กล่าวคือ ผู้คนมองเห็นแต่พวกเขาไม่รู้ และพวกเขาได้ยินแต่พวกเขาไม่เข้าใจ ราวกับว่าหัวใจของพวกเขามืดทึบ เพราะฉะนั้นพวกเจ้าทุกคนจึงควรแบกรับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่! มีอะไรเกี่ยวกับการนั้นที่ยิ่งใหญ่มากขนาดนั้นหรือ? นอกจากการเผยแผ่พระวจนะและความจริงเหล่านี้ที่แสดงโดยพระเจ้า สิ่งที่ยังคงสำคัญมากกว่าก็คือการที่พวกเจ้าเป็นพยานให้พระผู้สร้างต่อมนุษย์ที่ทรงสร้างทุกคน และการที่พวกเจ้านำพามนุษย์ที่ทรงสร้างเหล่านั้นที่ได้ยินข่าวประเสริฐของพระเจ้าแล้วมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง เพื่อที่ว่าพวกเขาอาจจับใจความนัยสำคัญของการทรงสร้างมวลมนุษย์ของพระเจ้า และเข้าใจว่า ในฐานะมนุษย์ที่ทรงสร้าง พวกเขาควรกลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง รับฟังถ้อยดำรัสของพระองค์ และยอมรับความจริงทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงแสดง นี่คือวิธีที่มนุษย์ทุกคนสามารถถูกทำให้นบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง การสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เหล่านี้โดยการอ่านบทตอนแค่สองสามบทตอนจากพระวจนะของพระเจ้าเป็นไปได้หรือ? หรือโดยการเรียนรู้ที่จะร้องเพลงสรรเสริญแค่สองสามเพลง? หรือโดยการทำงานเพียงแค่หนึ่งแง่มุมเท่านั้น? เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากพวกเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี พวกเจ้าต้องเป็นพยานให้การกระทำของพระผู้สร้างและอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์โดยใช้วิธีการที่หลากหลายและรูปแบบที่แตกต่างกันไป ในหนทางนี้ พวกเจ้าจึงจะมีความสามารถที่จะนำพาผู้คนในจำนวนที่มากขึ้นมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้างและช่วยให้พวกเขายอมรับและนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ นี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่หรอกหรือ? (นี่คือความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่) เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าควรรับท่าทีใดมาใช้กับหน้าที่ของตน? การที่เป็นคนสับสนนั้นดีแล้วหรือ? การที่แสร้งทำเป็นไม่เห็นสิ่งต่างๆ นั้นดีแล้วหรือ? การที่ทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่เต็มใจและสุกเอาเผากินนั้นดีแล้วหรือ? การผัดวันประกันพรุ่งและเริ่มทำการสิ่งต่างๆ ไปอย่างเรื่อยเปื่อยตามสบายล่ะ? (ไม่ดี) แล้วพวกเจ้าควรทำอย่างไร? (กระทำอย่างเต็มใจ) พวกเจ้าเองควรผูกมัดตนเองอย่างเต็มใจ โดยใช้พลัง ประสบการณ์ และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่พวกเจ้ามีจนหยดสุดท้าย ผู้ไม่มีความเชื่อไม่เข้าใจสิ่งที่มีความหมายที่สุดที่บุคคลหนึ่งสามารถทำได้ในชีวิตของตนคืออะไร แต่พวกเจ้าเข้าใจบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับการนี้จริงๆ ใช่หรือไม่? (ใช่) การยอมรับสิ่งที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเจ้าและการลุล่วงภารกิจของตัวเอง—เหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่สุด หน้าที่ที่พวกเจ้ากำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนี้มีคุณค่า! เจ้าอาจไม่เห็นผลในขณะนี้ และเจ้าก็อาจไม่ได้รับผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่จากหน้าที่เหล่านั้นในขณะนี้ แต่อีกไม่นานหน้าที่เหล่านั้นก็จะเกิดผล ในระยะยาวหากงานนี้กระทำไปด้วยดี เงินทองย่อมจะไม่เพียงพอที่จะประเมินวัดการมีส่วนร่วมสนับสนุนที่งานนี้มีต่อมวลมนุษย์ คำพยานที่แท้จริงเช่นนั้นล้ำค่าและมีคุณค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด และคำพยานเหล่านี้จะคงทนอยู่ไปชั่วกัลปาวสาน เหล่านี้คือความประพฤติดีของบุคคลทุกคนที่ติดตามพระเจ้าและเป็นบางสิ่งที่ควรค่ากับการฉลองรำลึก นอกจากการเชื่อในพระเจ้า การไล่ตามเสาะหาความจริง และการลุล่วงหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของมนุษย์ว่างเปล่าและไม่ควรค่ากับการฉลองรำลึก ต่อให้เจ้าได้สำเร็จลุล่วงความสำเร็จซึ่งมีผลกระทบมากที่สุดแล้ว ต่อให้เจ้าได้ไปถึงดวงจันทร์และกลับมาแล้ว ต่อให้เจ้าได้ทำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ซึ่งช่วยเหลือหรือเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์อยู่บ้างแล้ว นั่นก็หาประโยชน์มิได้และทั้งหมดนั่นก็จะหายไป อะไรคือสิ่งเดียวที่จะไม่หายไป? (พระวจนะของพระเจ้า) มีเพียงพระวจนะของพระเจ้า คำพยานต่อพระเจ้า คำพยานและงานทั้งหมดที่เป็นพยานให้พระผู้สร้าง และความประพฤติดีของผู้คนเท่านั้นที่จะไม่หายไป สิ่งเหล่านี้จะคงทนอยู่ไปตลอดกาลและมีคุณค่ามาก ดังนั้น จงสลัดทิ้งข้อจำกัดหวงห้ามของพวกเจ้า ดำเนินการตามความมานะพยายามที่ยิ่งใหญ่นี้ และอย่าปล่อยให้ตัวเองถูกจำกัดควบคุมโดยผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งใด สละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจ และทุ่มเทพลังและความพยายามทั้งหมดของพวกเจ้าให้กับการปฏิบัติหน้าที่ของตน นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงอวยพรมากที่สุดในบรรดาทั้งปวง และสิ่งนี้ควรค่ากับความทุกข์ไม่ว่าปริมาณเท่าใด!

เจ้าติดตามพระเจ้าในขณะนี้ เจ้ารับฟังพระวจนะของพระเจ้า และเจ้ายอมรับพระบัญชาของพระผู้สร้าง บางครั้งนั่นก็เป็นเรื่องยากและน่าเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย และบางครั้งเจ้าก็ได้รับความอัปยศอดสูและการถลุงเล็กน้อย แต่เหล่านี้คือสิ่งที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่แย่ ในท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะได้รับสิ่งใดเล่า? สิ่งที่เจ้าจะได้รับคือความจริงและชีวิต รวมทั้งความเห็นชอบและการยืนยันในตัวเจ้าจากพระผู้สร้างในท้ายที่สุด พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าติดตามเรา และเราโปรดปรานเจ้า และเจ้าก็ยินดีในตัวเรา” หากพระเจ้าไม่ตรัสสิ่งใดเลยนอกจากว่าเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในสายพระเนตรของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไม่ได้ใช้ชีวิตโดยสูญเปล่า และเจ้าย่อมมีประโยชน์ การได้รับการยอมรับจากพระเจ้าในหนทางนี้เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ และไม่ใช่ความสำเร็จเล็กน้อยเลย หากผู้คนติดตามซาตาน พวกเขาจะได้รับสิ่งใด? (การทำลายล้าง) ก่อนที่ผู้คนเหล่านั้นจะถูกทำลาย พวกเขาจะกลายมาเป็นอะไร? (พวกเขาจะกลายมาเป็นพวกปีศาจ) ผู้คนเหล่านั้นจะกลายมาเป็นพวกปีศาจ ไม่สำคัญว่าผู้คนได้มาซึ่งทักษะมากเพียงใด พวกเขาหาเงินได้มากเพียงใด พวกเขาได้รับชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติมากเพียงใด พวกเขาชื่นชมผลประโยชน์ที่สำคัญมากเพียงใด หรือสถานะของพวกเขาในโลกปุถุชนสูงเพียงใด ภายในนั้นพวกเขาจะกลับกลายเป็นเสื่อมทรามมากขึ้นทุกที เลวและสกปรกมากขึ้นทุกที เป็นกบฏและหน้าซื่อใจคดมากขึ้นทุกที และในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะกลายมาเป็นผีที่มีชีวิต—พวกเขาจะกลับกลายเป็นไม่มีความเป็นมนุษย์ แล้วผู้คนเช่นนั้นถูกมองอย่างไรในสายพระเนตรของพระผู้สร้าง? ก็แค่ “อมนุษย์” แล้วก็จบแค่นั้นหรือ? ทรรศนะและท่าทีของพระผู้สร้างที่มีต่อบุคคลเช่นนั้นเป็นอย่างไร? นั่นคือความจงเกลียดจงชัง ความขยะแขยง ความรังเกียจ การปฏิเสธ และการสาปแช่ง การลงโทษ และการทำลายล้างในท้ายที่สุด ผู้คนเดินบนเส้นทางที่ต่างกันและลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ต่างกัน พวกเจ้าเลือกเส้นทางไหน? (การเชื่อในพระเจ้าและการติดตามพระองค์) การเลือกที่จะติดตามพระเจ้าคือการเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง กล่าวคือ นั่นคือการเริ่มเข้าสู่เส้นทางแห่งความสว่าง หากผู้คนต้องการที่จะใช้ชีวิตอย่างควรค่าและมีความหมาย มีมโนธรรมที่ชัดเจน และกลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้างและอยู่ข้างเดียวกับพระองค์อย่างแท้จริง พวกเขาต้องอุทิศตัวเองอย่างเต็มใจ ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าโดยการลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—พวกเขาไม่อาจเป็นคนที่ไม่เต็มใจได้ เจ้าควรพูดว่า “ในชั่วชีวิตของฉันและในโลกนี้ ฉันไม่คาดหวังที่จะร่ำรวย โดดเด่นท่ามกลางผู้อื่น หรือนำพาเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของฉัน ได้รับความเหนือกว่าท่ามกลางเพื่อนๆ ของฉัน หรือได้รับการยกย่องนับถือ—ฉันจะไม่ต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านี้ ฉันจะไม่เดินตามเส้นทางนั้น ฉันก็แค่จะติดตามพระเจ้าและทุ่มเทอุทิศชีวิตของฉัน พลังของฉัน และความสามารถ พรสวรรค์ และความสามารถพิเศษใดที่ฉันมีให้กับการปฏิบัติหน้าที่ของฉันเท่านั้น ฉันจะอุทิศสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแด่พระเจ้า ในระหว่างช่วงเวลานี้ ต่อให้ฉันถูกผู้อื่นรังเกียจเดียดฉันท์และฉันถูกตัดแต่งในบางครั้ง หรือถูกเหล่าพี่น้องชายหญิงของฉันเข้าใจผิด หรือหากพระเจ้าทรงถลุงและทดสอบฉัน และทรงทำให้ฉันทนทุกข์มาก หรือหากฉันไม่มีความรื่นรมย์ทางเนื้อหนังในชีวิตนี้และพบว่าตัวเองอยู่เพียงลำพังผู้เดียวและไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่—ฉันยอมรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดและทุ่มเทอุทิศการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งปวงของฉันแด่พระเจ้า” นี่คือเจตจำนงที่เจ้าจะต้องมี! ด้วยเจตจำนงเช่นนี้ คนเราสามารถสู้ทนความยากลำบากมากมาย แต่หากปราศจากเจตจำนงเช่นนี้ คนเราก็มีเพียงแค่ความอยากได้อยากมีหรือการปะทุของความมีใจกระตือรือร้นอย่างปัจจุบันทันด่วนเท่านั้น นั่นจะไม่บังเกิดผล กล่าวคือ ไม่มีแรงจูงใจเลย เวลาที่ยุ่งอยู่กับหน้าที่ของตน ผู้คนบางคนข้ามอาหารสองมื้อและได้นอนน้อยลงเล็กน้อย แล้วพอพวกเขาเห็นว่าตนเองดูไม่ดี พวกเขาก็คิดว่า “อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ไม่สำคัญว่าฉันจะยุ่งแค่ไหน ฉันก็จำเป็นต้องพักผ่อน ฉันไม่อาจแก่ก่อนวัยได้ และฉันก็ไม่อาจสู้ทนความยากลำบากมากมายขนาดนั้นได้ การดูแลสุขภาพของฉันเป็นเรื่องสำคัญ” เจ้าคิดอย่างไรกับความคิดเหล่านี้? ความคิดเหล่านี้ไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาหวงแหนเนื้อหนังราวสมบัติล้ำค่ามากกว่าที่พวกเขาหวงแหนหน้าที่ของตนเองและพระบัญชาของพระเจ้า เมื่อได้ลิ้มรสชาติของความทุกข์ครั้งแรก พวกเขาสูญเสียความเต็มใจของตน และพวกเขาถอยหลังกลับเหมือนเต่าที่หดหัวและเริ่มพร่ำบ่น พวกเขาไม่สามารถวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงวิตกกังวลได้ และพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะคิดเรื่องสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงคิด พวกเขาไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า หากผู้นำพูดว่างานงานหนึ่งเร่งด่วนมาก ผู้คนเช่นนี้จะตอบกลับว่า “ฉันไม่สนใจการนั้นเลย และฉันก็ไม่ต้องการความไม่สะดวก ฉันไม่สนใจ” ผู้คนเช่นนั้นมีอยู่จริงหรือไม่? (ผู้คนเช่นนั้นมีอยู่จริง) ผู้คนเช่นนั้นเห็นแก่ตัว น่าดูหมิ่น และคิดคดทรยศ พวกเขาใช้กลอุบาย พวกเขาไว้วางใจไม่ได้ และพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้คนที่ต้องการพระเจ้าอย่างจริงใจ พวกเขาจะพูดเช่นกันว่าพวกเขาก็ได้อุทิศตนให้กับพระเจ้า แต่เหล่านี้เป็นเพียงแค่คำพูด—ผู้คนเหล่านี้ไม่จัดการรับมือกับเรื่องใดๆ ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง พวกเขาไม่ทนทุกข์ความยากลำบากแม้แต่น้อย หรือยอมลำบากแม้แต่น้อย พระเจ้าไม่ทรงปีติยินดีในตัวผู้คนเช่นนี้ และพวกเขาก็ไม่มีพระพรของพระองค์ ผู้คนบางคนกลับกลายเป็นไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนทันทีที่เนื้อหนังของตนทนทุกข์เล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนวัยเยาว์ใส่ใจเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนมากและเกิดโศกเศร้าเวลาที่พวกเขาเห็นว่าใบหน้าของตนซีดเซียว ว่าผิวหนังของตนไม่เรียบเนียนอีกต่อไป หรือเวลาที่พวกเขาเจอผมหงอก พวกเขาวิตกกังวลเกี่ยวกับการกลายเป็นแก่ชราและน่าเกลียดอยู่เสมอ เกี่ยวกับการไม่มีความสามารถที่จะหาคู่ครอง หรือเกี่ยวกับการไม่มีความสามารถที่จะสร้างครอบครัว ผู้คนเช่นนั้นสามารถได้มาซึ่งความจริงได้หรือ? สิ่งใดคือหลักธรรมของพระเจ้าสำหรับการตัดสินว่าผู้คนมีความสามารถที่จะยอมลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไม่ และพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับหรือไม่? พระเจ้าต้องประสงค์ที่จะทอดพระเนตรเห็นความจริงใจของผู้คนเป็นธรรมดา บางครั้งผู้คนก็คิดว่า “ฉันก็แค่จะมอบถวายหัวใจของฉัน และนั่นก็จะเพียงพอ” แต่กระนั้นพวกเขากลับเริ่มทำสิ่งที่พวกเขาทำตามปกติ โดยปราศจากการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อย พระเจ้าทรงคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างไร? ในแง่มุมหนึ่ง พระเจ้าจะทอดพระเนตรที่ความมุ่งมาดปรารถนาของเจ้า และในอีกแง่มุมหนึ่งพระองค์จะทอดพระเนตรที่การกระทำจริงของเจ้า พระเจ้าจะทรงพินิจพิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ หากเจ้ามีความมุ่งมาดปรารถนาและเจตจำนงและในเวลาเดียวกันก็สามารถยอมลำบากได้จริงๆ เช่นนั้นแล้วต่อให้เจ้าอ่อนแอในบางครั้ง พระเจ้าย่อมจะทอดพระเนตรเห็นว่าหัวใจของเจ้ายังไม่ได้เลิกล้มไปอย่างแท้จริง และยังคงเพียรพยายามขึ้นไปอีก และเจ้ารักความจริง ความเที่ยงธรรม ความชอบธรรม และสิ่งที่เป็นบวก และพระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งเจ้า ผู้คนบางคนพูดค่อนข้างดี แต่หัวใจของพวกเขาไม่ได้รับการดลใจ พวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงเลยแม้แต่น้อย และทั้งหมดที่พวกเขาทำคือพยายามหลอกลวงผู้อื่น พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากพูดในหนทางนี้ นี่คือวิธีที่พวกเขาจัดการรับมือกับผู้คนรอบๆ ตัวพวกเขา พวกเขาอาจฟังดูน่านับถืออยู่บ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่เต็มใจที่จะกระทำการ ต่อให้พวกเขากระทำการจริงๆ พวกเขาก็ไม่ปฏิบัติสิ่งที่พวกเขาพูด แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับทำอะไรก็ตามที่พวกเขาต้องการ อะไรก็ตามที่ดีสำหรับพวกเขา และอะไรก็ตามที่จะปกป้องพวกเขา มีความคลาดเคลื่อนระหว่างคำพูดกับการกระทำของพวกเขาไม่ใช่หรือ? พระเจ้าสามารถทอดพระเนตรเห็นความคลาดเคลื่อนนี้ได้หรือไม่? พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ และพระองค์ก็สามารถทอดพระเนตรเห็นความคลาดเคลื่อนนี้ได้มากมายอย่างที่สุด ผู้คนบางคนหลอกลวงและใช้กลอุบายเล็กๆ พวกเขาคิดว่าพระเจ้าไม่ทรงรู้ ว่าพระองค์ทั้งไม่ทรงใส่ใจและไม่ทอดพระเนตรเห็น เป็นเช่นนี้จริงๆ หรือไม่? พระเจ้าทรงจัดการรับมือกับผู้คนที่ซื่อสัตย์และพวกที่ใช้กลอุบายเล็กๆ อย่างไร? พวกเจ้าสามารถมองเห็นความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติของพระเจ้าต่อผู้คนสองประเภทนี้หรือไม่? (พระเจ้าทรงอวยพรผู้ที่ซื่อสัตย์และทรงรังเกียจผู้ที่หลอกลวง) พระเจ้าทรงอวยพรผู้คนที่ซื่อสัตย์อย่างไร? พวกเจ้าคิดอย่างไรกับการที่ผู้คนที่ซื่อสัตย์มีพระพรของพระเจ้า? (ผู้คนที่ซื่อสัตย์ได้รับผลลัพธ์ในหน้าที่ของตน) (พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งแก่ผู้คนที่ซื่อสัตย์ และผู้คนที่ซื่อสัตย์ก็สามารถเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงได้อย่างง่ายดาย) (พระเจ้าทรงรักและใส่พระทัยต่อผู้คนที่ซื่อสัตย์ และมีเพียงผู้ที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า) คำกล่าวเหล่านี้ล้วนแต่ถูกต้อง และเหล่านี้คือพระพรของพระเจ้าแด่ผู้คนที่ซื่อสัตย์ ขณะนี้พวกเจ้าไม่เห็นความแตกต่างและท่าทีของพระเจ้าในการปฏิบัติต่อผู้คนที่แตกต่างกันและผู้คนที่เดินบนเส้นทางที่แตกต่างกันได้หรือ? ผู้คนที่ซื่อสัตย์ก็ทำสิ่งที่โง่เขลาและมีประสบการณ์กับความอ่อนแอเช่นกัน แต่พวกเขามีความรู้แจ้งและการทรงนำของพระเจ้า พวกเขาชื่นชมการคุ้มครองของพระองค์ และพวกเขาก็สามารถมองเห็นพระพรของพระองค์ได้ทุกหนแห่ง พระเจ้าทรงบ่มวินัยและตัดแต่งพวกเขา หรือทดสอบและถลุงพวกเขา เพื่อทำให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงและเติบโต ผู้คนที่ใช้กลอุบายในคำพูดและการกระทำของตนอยู่เสมอ และผู้ที่ปลิ้นปล้อนและปัดความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่เสมอ คือพวกที่ไม่ยอมรับความจริงเลยแม้แต่น้อย พวกเขาไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งก็เป็นดังเช่นใช้ชีวิตอยู่ในปลักตม อยู่ในความมืดมิด ไม่สำคัญว่าพวกเขาควานหาอย่างไร ไม่สำคัญว่าพวกเขาพยายามหนักเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถมองเห็นความสว่างและหาทิศทางไม่เจอ พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยปราศจากการดลใจและโดยปราศจากการทรงนำของพระเจ้า เจอทางตันในหลายๆ เรื่อง และพวกเขาก็ถูกเปิดเผยโดยไม่รู้ตัวในขณะที่ทำบางสิ่งบางอย่าง อะไรคือจุดประสงค์ของการเผยพวกเขาให้เห็น? นั่นก็เพื่อให้ทุกคนอาจแยกแยะพวกเขาและมองทะลุปรุโปร่งได้ว่าพวกเขาเป็นผู้คนประเภทใด ในข้อเท็จจริงแล้ว ผู้คนประเภทเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนลงแรง หลังจากที่พวกเขาเสร็จสิ้นการลงแรง พวกเขาจะเริ่มถูกเผยให้เห็นและถูกกำจัดออกไป โดยไม่ได้ก้าวผ่านการแปลงสภาพจริงใดๆ พวกที่ได้กระทำการปฏิบัติตนชั่วทุกจำพวกจะถูกลงโทษ และพวกเขาจะตายอย่างน่าสยดสยองในทุกรูปแบบ ดังเช่นพวกผู้ไม่มีความเชื่อ ผู้คนบางคนได้กล่าวคำพูดอันเป็นการหมิ่นประมาทและบังอาจ และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงไม่ต้องประสงค์พวกเขาอีกต่อไป และพระองค์ก็ทรงนำส่งพวกเขาให้แก่ซาตาน การนำส่งพวกเขาให้แก่ซาตานยังคงสามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้หรือไม่? หากปราศจากความคุ้มครองของพระเจ้า ซาตานจะทรมานพวกเขาและกระทำการกับพวกเขา พวกเขาจะกลายเป็นถูกพวกปีศาจเข้าสิง พวกเขาจะปรากฏเหมือนผี จนกระทั่งพวกเขาถูกทรมานถึงตายโดยบรรดาวิญญาณชั่ว พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติต่อผู้คนที่แตกต่างกันในหนทางที่แตกต่างกันหรอกหรือ? เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจในตัวผู้คน พระองค์กำลังทรงดลใจพวกเขาอยู่ ทรงจัดเตรียมความรู้แจ้งและการทรงนำให้พวกเขา และทรงแปลงสภาพสภาวะภายในของพวกเขา คนดีชอบที่จะซื่อสัตย์มากขึ้นทุกที เนื่องจากโดยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีและเริ่มเข้าสู่เส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงได้ โดยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และทบทวนตัวเองได้อยู่เป็นนิตย์ ไม่ขัดขืนพระเจ้า นบนอบพระเจ้าในสิ่งต่างๆ ที่บังเกิดขึ้นกับพวกเขา และแสวงหาและเพียรพยายามเพื่อให้ได้ความจริงในทุกสรรพสิ่ง นี่เองคือสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากผู้คน และเมื่อพวกเขาทำได้ตรงตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์แล้ว พระองค์ก็ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขา ทรงให้ความกระจ่างแก่พวกเขา ทรงนำพวกเขา และทรงอวยพรพวกเขา พระเจ้าทรงพักวางพวกที่รังเกียจและเกลียดความจริงไว้ก่อน พระเจ้าทรงจัดการรับมือกับคนที่ไม่ดีและชั่วที่กระทำการปฏิบัติตนชั่วทุกจำพวกรวมทั้งขัดขวางและรบกวนงานของคริสตจักรอยู่เป็นนิตย์อย่างไร? พระเจ้าจะทรงเผยพวกเขาให้เห็นและนำส่งพวกเขาให้แก่ซาตาน พวกเขาจะเริ่มทำให้เกิดเรื่องเดือดร้อนและเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาให้เห็น พวกเขาจะพูดสิ่งทั้งหลายที่ส่งผลร้ายและเป็นลบโดยไม่ได้ตั้งใจ และหว่านความแตกแยก ปฏิบัติตนดังเช่นตัวตลก พวกเขาจะทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ดี ซึ่งจะทำให้เกิดการขัดขวางและการรบกวนในคริสตจักร และเมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าใจความจริง และสามารถแยกแยะและเปิดโปงพวกเขาได้ พวกเขาย่อมจะถูกเอาออกไปและถูกขับไล่ นั่นใช่ทางเลือกของพวกเขาเองหรือไม่? (ไม่ใช่) นี่คือวิธีที่สิ่งต่างๆ สิ้นสุดลงสำหรับผู้คนที่ไม่ยอมรับความจริงและไม่ใส่ใจต่อหน้าที่อันถูกต้องเหมาะสมของตน เมื่อผู้คนไม่เดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง หากพระเจ้าทรงนำส่งพวกเขาให้แก่ซาตานและพวกปีศาจตัวน้อยของซาตาน เมื่อนั้นพวกเขาย่อมถูกทำให้ย่อยยับอย่างสิ้นเชิงและถูกทอดทิ้งอย่างไม่อาจแก้ไขได้ เมื่อพวกเขาถูกเผยให้เห็นแล้ว พวกเขาจะไตร่ตรองว่า “เกิดอะไรขึ้น? ฉันทำให้เกิดเรื่องเดือดร้อนหรือ? ฉันขัดขวางหรือ ฉันทำการรบกวนหรือ? เหตุใดฉันจึงไม่ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้?” พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่าง และหากพระองค์ทรงจัดการเตรียมการสภาพแวดล้อมที่จะเผยพวกเขาให้เห็นและกำจัดพวกเขาออกไป เช่นนั้นแล้วการนั้นย่อมจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เป็นไปได้ที่พวกเขาจะถูกพบว่าเป็นคนชั่วและได้รับการจัดการไปตามนั้นหลังจากผ่านอุบัติการณ์ไปหนึ่งหรือสองครั้ง มีบางสิ่งที่พระเจ้าทรงดูแลใส่พระทัยด้วยพระองค์เอง และมีสิ่งอื่นๆ ที่พระองค์ทรงทำโดยใช้พวกปีศาจตัวน้อย ซาตาน หรือบรรดาวิญญาณชั่วให้ทำงานรับใช้พระองค์ ในแง่มุมหนึ่ง พระองค์ทรงทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพียบพร้อมและให้ความเจริญแก่ประชากรเหล่านี้ อีกแง่มุมหนึ่ง พระองค์ทรงเผยคนชั่วให้เห็นและทรงกำจัดคนชั่วออกไป หากเจ้าประเมินวัดการนี้โดยใช้มโนคติอันหลงผิดของเจ้าและคิดว่านี่ไม่ใช่บางสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ ว่าพระองค์ไม่ทรงกระทำสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น ว่าพระองค์ไม่ทรงจัดวางเรียบเรียงสิ่งเหล่านี้ นั่นไม่ผิดหรอกหรือ? ทุกสรรพสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และพวกเจ้าจะรู้การนี้เมื่อพวกเจ้าได้ประสบการณ์การนี้แล้ว

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger