ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีด้วยสุดหัวใจ จิตใจ และดวงจิตของตนเท่านั้นคือผู้ที่รักพระเจ้า (ตอนที่สอง)
เหตุใดจึงกล่าวกันว่า พระวจนะของพระเจ้าเป็นดวงประทีปที่จะคอยนำผู้คน? นั่นเป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้พูดออกไปอย่างสูญเปล่า แต่พูดออกไปเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของผู้คน พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่ทฤษฎี วาทศิลป์ที่ฟังดูสูงส่ง หรือวาทกรรม พระวจนะของพระเจ้าหมายที่จะให้เจ้าประยุกต์ใช้และนำไปปฏิบัติ ยามที่เจ้าเผชิญกับสถานการณ์ที่เจ้าไม่มีหนทางต่อไปข้างหน้าและไม่รู้ว่าต้องทำสิ่งใด เจ้าสามารถระลึกย้อนไปดูวิธีที่พระวจนะของพระเจ้าพึงประสงค์ให้เจ้ากระทำการได้ เจ้าพบหนทาง เจ้าเข้าใจความหมายของพระวจนะของพระเจ้าด้วยการไตร่ตรองเรื่องพระวจนะของพระเจ้า แล้วจึงเดินหน้านำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าได้รับการยืนยันหลังจากนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติแล้ว และค้นพบว่าเจ้าได้ประสบการณ์กับสันติสุขและความชื่นบานในจิตวิญญาณของเจ้าผ่านทางการกระทำนี้ และค้นพบว่าผู้อื่นก็ได้รับการทำให้เจริญด้วย ในขณะที่กำลังนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ เจ้าได้รับความรู้แจ้งและประสบการณ์ เจ้าเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง แล้วเจ้าจึงได้เข้าใจบางสิ่ง เจ้าเข้าใจสิ่งใด? เจ้าเข้าใจจุดประสงค์เบื้องหลังพระวจนะของพระเจ้าและเบื้องหลังเจตนารมณ์ของพระองค์ในการปล่อยให้ผู้คนกระทำการในลักษณะบางอย่าง เมื่อเจ้าค้นพบหลักธรรมของการปฏิบัติซึ่งเป็นมูลฐานของทั้งหมดนี้ เจ้าค้นพบแหล่งกำเนิดและนัยสำคัญของพระวจนะของพระองค์ นี่คือการเข้าใจความจริง หลังจากเข้าใจความจริงแล้ว เจ้าไม่งุนงงสับสนอีกต่อไป ไม่ได้ไม่รู้เท่าทันเช่นนั้น และไม่ขี้ขลาดอีกต่อไปยามที่เจ้าทำสิ่งทั้งหลาย การไม่ขี้ขลาดหมายความว่าอย่างไร? นั่นหมายความว่ายามที่เผชิญหน้ากับความลำบากยากเย็น เจ้ามีความสามารถที่จะแสวงหาความจริง รู้วิธีแก้ไขความลำบากยากเย็นเหล่านั้น และรู้โดยแน่ชัดว่าจะต้องเดินหน้าต่ออย่างไร การมีหนทางต่อไปข้างหน้าเมื่อนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติหมายความว่าอย่างไร? นั่นหมายความว่าเจ้าเข้าใจหลักธรรมของการปฏิบัติพระวจนะของพระองค์ เจ้าจับใจความสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งพระวจนะของพระองค์อ้างอิงถึง และเจ้ารู้วิธีนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ เหตุใดจึงกล่าวกันว่า พระวจนะของพระเจ้าคือชีวิตและเส้นทางของมนุษย์ทั้งหลาย? นั่นเป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตของผู้คนได้ และมีเพียงพระวจนะของพระองค์เท่านั้น มีเพียงความจริงเท่านั้น ที่สามารถนำทางผู้คนไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตได้ พระวจนะของพระเจ้าตรงไปตรงมาและง่ายที่จะเข้าใจ พระวจนะของพระเจ้าให้ไว้เพื่อที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจและยอมรับความจริงได้โดยง่าย เมื่อผู้คนมีความสามารถที่จะยอมรับรู้และยอมรับความจริง พวกเขาย่อมพบตนเองบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตโดยไม่รู้ตัว พระวจนะของพระเจ้าบางส่วนอาจดูเหมือนเรียบง่ายหรือเข้าใจได้ง่าย แต่พระวจนะเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำแนะนำว่าด้วยวิธีดำรงชีวิต วิธีจัดการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ และวิธีแก้ไขความลำบากยากเย็น นี่คือความจริง นี่อาจกลายมาเป็นเส้นทางของเจ้าได้ โดยจัดเตรียมปัญญา หลักธรรม และเส้นทางของการปฏิบัติให้กับเจ้ายามที่เจ้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย หากเจ้ามีเส้นทางในการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือในเรื่องอื่นๆ หากเจ้าสามารถจัดการงานด้วยหลักธรรมและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า นี่หมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริงกระนั้นหรือ? (ใช่) การนี้หมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริงและเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า พวกคนลงแรงไม่จำเป็นต้องเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาเพียงแค่จำเป็นต้องทุ่มเทความพยายาม เพราะฉะนั้นการลงแรงจึงเป็นงานที่เรียบง่าย ผู้คนบางคนไม่เก่งแม้แต่ในการลงแรง และผู้คนเช่นนั้นสร้างความอับอายขายหน้าให้กับตัวเองเสียเหลือเกิน! การสร้างความอับอายขายหน้าให้กับตัวเองเสียเหลือเกินหมายความว่ากระไรเล่า? นั่นหมายถึงว่าพวกเขาไม่สามารถจัดการรับมือกับงานซึ่งเป็นการลงแรงได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเสียด้วยซ้ำ พวกเขาไม่สามารถทุ่มเทความพยายามอย่างสุดความสามารถ และพวกเขาก็เกเร คอยขัดขวาง คิดลบ และเกียจคร้านอยู่เสมอ พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการหว่านล้อมและกำกับดูแลอยู่เสมอ ผู้คนเช่นนั้นล้มเหลวในการที่จะลุล่วงหน้าที่ของตนให้เป็นที่น่าพึงพอใจและไม่ตรงตามมาตรฐานของการเป็นบุคคล ทีนี้ พวกเจ้าตั้งใจที่จะใช้เส้นทางไหน? พวกเจ้าวางแผนที่จะเป็นบุคคลประเภทใดหรือ? พวกเจ้าจะเพียรพยายามที่จะเป็นคนลงแรงที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน หรือพวกเจ้าจะมุ่งหมายที่จะเป็นใครบางคนที่ลุล่วงหน้าที่ของตนด้วยสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของตน? (เป็นใครบางคนที่ลุล่วงหน้าที่ของตนด้วยสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของตน) นั่นเป็นสิ่งที่ดีและเป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง พวกเจ้าไม่พึงปรารถนาที่จะเป็นเพียงแค่คนลงแรง พวกเจ้าไม่พึงปรารถนาที่จะเพียงแค่ทุ่มเทความพยายาม เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ควรเพียรพยายามไปสู่ความจริง! ความจริงไหนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องเข้าใจเมื่อเพียรพยายามเพื่อให้ได้ความจริง? การนี้ขึ้นอยู่กับความลำบากยากเย็นที่พวกเจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่ และการจัดการแก้ไขกับปัญหาเฉพาะหน้าเป็นอันดับแรกนั้นมีความสำคัญยิ่งยวด ในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่กำลังมุ่งความสนใจไปที่การไล่ตามเสาะหาความจริงและการลุล่วงหน้าที่ของตน และความจริงเกี่ยวกับการลุล่วงหน้าที่ของคนเรานั้นมีความสำคัญยิ่งยวดทีเดียว ตราบที่พวกเจ้าสามารถลุล่วงหน้าที่ของตนได้ตามหลักธรรม พวกเจ้าย่อมจะรู้สึกถึงสันติสุขและการรับรองในหัวใจของพวกเจ้า และหากพวกเจ้าสามารถรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า ได้ประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ และแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามบางส่วนของพวกเจ้าได้ด้วย เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ย่อมจะลิ้มรสชาติความหวานของการติดตามพระเจ้า และพบว่าการเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นทำได้ง่ายกว่า ประเด็นปัญหาหลักในการติดตามพระเจ้าและนบนอบต่อพระเจ้าก็คือการลุล่วงหน้าที่ของพวกเจ้าอย่างถูกต้องเหมาะสม พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “พวกเจ้าจงลุล่วงหน้าที่ของพวกเจ้าด้วยสุดใจของพวกเจ้า ด้วยสุดความคิดของพวกเจ้า และด้วยสุดกำลังของพวกเจ้า” ข้อความนี้ไม่ใช่ความจริงหรอกหรือ? หากพวกเจ้าสามารถยืนยันได้ว่าข้อความนี้คือความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ควรทุ่มเทความพยายามให้กับการลุล่วงหน้าที่ของพวกเจ้า ยิ่งพวกเจ้าเข้าใจความจริงในการลุล่วงหน้าที่ของพวกเจ้ามากขึ้นเท่าใด การลุล่วงหน้าที่ของพวกเจ้าก็จะยิ่งมีหลักธรรมและมีประสิทธิผลมากขึ้นเท่านั้น หากพวกเจ้าลุล่วงหน้าที่ของพวกเจ้าอย่างน่าพึงพอใจ พวกเจ้าย่อมจะไม่เพียงแต่มีสันติสุขและความชื่นบานในหัวใจของพวกเจ้าเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อที่จริงแท้ด้วย นี่คือผลลัพธ์ของการติดตามพระเจ้าและการลุล่วงหน้าที่ของพวกเจ้า เป็นจริงอย่างแน่นอนที่สุดว่าเส้นทางของการติดตามพระเจ้ากลายเป็นสดใสขึ้นขณะที่พวกเจ้าเดินไปบนเส้นทางนั้น เพราะฉะนั้นการลุล่วงหน้าที่ของเจ้าจึงเป็นสิ่งที่มีความหมายที่สุดที่จะทำ หากเจ้าใช้ความพยายามที่จะเพียรพยายามไปสู่ความจริงโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า เจ้าย่อมจะได้เริ่มต้นจากตำแหน่งแห่งที่ที่ถูกต้องแล้ว ขณะที่เจ้าเพียรพยายามในทิศทางนี้ เจ้าจะค่อยๆ เห็นผลลัพธ์แล้วจึงได้มีสภาพเสมือนมนุษย์ สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าจะค่อยๆ ใกล้ชิดกันมากขึ้น เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับบททดสอบและความทุกข์ลำบากและรู้สึกคิดลบหรืออ่อนแอเล็กน้อย และเกิดมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดบางอย่างขึ้น เจ้าจะแสวงหาจนพบความจริงโดยง่ายเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาเหล่านั้น และประเด็นปัญหาเหล่านั้นจะไม่ใช่ปัญหาที่มีนัยสำคัญอีกต่อไป
พวกเจ้าส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตย ต่างจากเหล่าพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ที่ทนทุกข์กับการข่มเหงและความยากลำบากเรื่อยมา การมีชีวิตที่สะดวกสบายใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเจ้า ในการที่พวกเจ้าจะไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นอาจต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง และอาจจะเป็นเรื่องที่ท้าทายสักเล็กน้อยที่จะสู้ทนความยากลำบากและยอมลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้า ผู้คนที่เติบโตขึ้นมาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่เสรีมีแนวโน้มที่จะมีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตามใจตัวเอง พวกเขาไม่ยอมให้ผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์หรือว่ากล่าวตน ความคิดของพวกเขาค่อนข้างมีอิสระและเปิดกว้าง พวกเขาเรียกร้องพื้นที่ส่วนตัวและอิสรภาพอยู่เสมอ พวกเขาต้องการไล่ตามไขว่คว้าความอยากได้อยากมีทุกอย่างที่ตนเองมีอยู่เสมอ และพวกเขาเรียกร้องสิ่งต่างๆ ทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับความรื่นรมย์ทางเนื้อหนังอยู่เสมอ หากพวกเจ้าไม่เต็มใจที่จะปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ ย่อมจะเป็นการยากที่พวกเจ้าจะหลุดพ้นจากสภาวะและเงื่อนไขของการเพียงแค่ทุ่มเทความพยายามโดยปราศจากการไล่ตามเสาะหาความจริง การเน้นย้ำถึงความเป็นอิสระและพื้นที่ส่วนตัวอยู่เป็นนิตย์จะนำพาความเดือดร้อนมา เจ้าต้องพูดถึงความจริง พูดถึงพระวจนะของพระเจ้า และพูดถึงสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต แม้ว่าอิสรภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นอิสระจะเป็นสิ่งที่ดีและเป็นระบบสังคมแบบก้าวหน้า แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ความจริง สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่แนวคิดและระบบแบบก้าวหน้าในโลกที่มืดมิดและชั่วร้ายใบนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นระบบที่ค่อนข้างเหมาะสมกับการอยู่รอดของมนุษย์และเป็นระบบซึ่งค้ำจุนสิทธิมนุษยชน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริงเลยแม้แต่น้อย และพวกเจ้าต้องมองการนี้ให้ชัดเจน จงอย่าคิดว่า “ฉันเกิดมาภายใต้ระบบสังคมเช่นนี้ ดังนั้นฉันจึงมีสิทธิเหล่านี้ ฉันสามารถคิด พูด และทำอะไรก็ตามที่ฉันต้องการ และไม่มีใครสามารถแทรกแซงได้ นี่เป็นสิทธิมนุษยชนของฉัน เป็นสิทธิที่สังคมและประเทศของฉันมอบให้ฉัน” หากเจ้าคำนึงถึงการนี้ว่าเป็นความจริงสูงสุด นั่นย่อมจะนำพาความเดือดร้อนมา ความคิดเหล่านี้สามารถแสดงให้เห็นว่าเจ้าครองความจริงได้หรือ? สิ่งเหล่านี้มาจากไหนกัน? สิ่งเหล่านี้มาจากเหล่ามนุษย์และเกิดขึ้นจากความเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า และสิ่งเหล่านี้ยิ่งไม่ใช่ความจริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนครอง หากเจ้าปฏิบัติต่อแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยและอิสรภาพประหนึ่งเป็นความจริง และเจ้ามุ่งความสนใจไปที่การไล่ตามไขว่คว้าอิสรภาพเท่านั้นและไม่ยอมถูกยับยั้งในพระนิเวศของพระเจ้า โดยกระทำการอย่างบุ่มบ่ามในการปฏิบัติหน้าที่ของตน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมจะเผชิญกับความเดือดร้อน เจ้าจะเปิดกว้างต่อความจริงหรือไม่หากเจ้ามีความคิดเช่นนั้น? เจ้าจะมีความสามารถที่จะปฏิบัติความจริงได้โดยง่ายหรือไม่? เจ้าจะยังคงมีความสามารถที่จะติดตามพระเจ้าได้อย่างแท้จริงหรือไม่? การติดตามพระเจ้าพึงต้องเข้าใจความจริง เข้าใจวิธีนบนอบ และอยู่ภายใต้การยับยั้งชั่งใจของความจริง เจ้าไม่สามารถกระทำโดยจงใจได้ หากเจ้าไล่ตามไขว่คว้าประชาธิปไตยและอิสรภาพ เจ้าจะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ เจ้าจะไม่กลายมาเป็นผู้ติดตามของพระเจ้าทั้งจะไม่พิจารณาว่าตนเองเป็นผู้ที่ติดตามพระคริสต์ การนี้จะนำพาความเดือดร้อนมาให้เจ้า และนี่คือความลำบากยากเย็นที่พวกเจ้าเผชิญหน้า ผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเฉพาะบางอย่าง ทัศนคติด้านวัฒนธรรมดั้งเดิมเฉพาะบางอย่าง และแนวคิดที่ได้รับการส่งเสริมในกระแสนิยมทางสังคม สิ่งเหล่านี้สร้างขึ้นโดยภูมิหลังและสภาพแวดล้อมทางสังคม หากพวกเจ้าล้มเหลวที่จะมองเห็นแก่นแท้และความร้ายแรงของประเด็นปัญหาเหล่านี้ และปฏิบัติต่อการปฏิบัติหน้าที่ การที่เชื่อในพระเจ้า และพระบัญชาที่พระเจ้าทรงมอบให้พวกเจ้าในลักษณะของสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าย่อมจะไม่มีวันเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง และจะไม่มีวันเข้าไปอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้า ผู้คนในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่บัดนี้ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความมืดมัวอันมืดมิดของการปกครองแบบเผด็จการและไม่ครองความรู้สึกเหนือกว่าใดๆ พวกเขาเกิดมาพร้อมกับความเคยชินในการสู้ทนความยากลำบากและการทำงานอย่างขะมักเขม้นเยี่ยงวัวควาย และภูมิหลังและสภาพแวดล้อมทางสังคมประเภทนี้กำหนดรูปแบบความเคยชินในชีวิตหรือหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติของพวกเขา ในทางกลับกัน ผู้คนที่ใช้ชีวิตในประเทศประชาธิปไตยเสรีไม่มีแนวคิดดังกล่าว พวกเขาไม่ต้องการที่จะถูกจำกัดขอบเขต พวกเขารู้สึกว่านั่นเป็นการกดขี่และพวกเขาพึงปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากสิ่งหน่วงเหนี่ยวหรือกฎระเบียบใดๆ เมื่อพวกเขามาที่พระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาถึงขั้นต้องการที่จะหลุดพ้นจากระบบการบริหาร การจัดการเตรียมการงาน และกฎเกณฑ์ของคริสตจักร พวกเขาไม่ต้องการที่จะถูกจำกัดเขต พวกเขาไม่ยอมให้ใครตัดแต่งและปฏิเสธคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมด พวกเขาไม่ยอมที่จะยุ่งกับงานอีกสักหน่อยหรือที่จะสู้ทนความเหนื่อยล้าสักเล็กน้อย การนี้จะนำพาความเดือดร้อนมา! นี่ไม่ใช่อากัปกิริยาที่คริสตชนควรมี ทั้งยังไม่ใช่อากัปกิริยาของทหารที่ดีของพระคริสต์ ความถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของธรรมิกชนเป็นที่พูดถึงอยู่เสมอในยุคพระคุณ การนี้ยังคงใช้ได้อยู่หรือไม่ในขณะนี้? ยังคงใช้ได้อย่างแน่นอนที่สุด! นี่คือสิ่งบวกที่ใช้ได้ทุกที่และทุกเวลา ก่อนอื่นพวกเราอย่าพูดถึงสภาพเสมือนที่มวลมนุษย์ที่ทรงสร้างควรมีเลย ซึ่งเป็นข้อพึงประสงค์พื้นฐานที่สุดของพระเจ้าที่จะให้มนุษย์สัมฤทธิ์ แค่พิจารณาในฐานะคริสตชนว่า เจ้าควรมีความถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของคริสตชนมิใช่หรือ? หากเจ้าไม่มี เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมไม่ควรค่ากับการเป็นผู้ติดตามของพระเจ้า และพระเจ้าย่อมไม่ทรงยอมรับเจ้า หากเจ้าต้องการติดตามพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าต้องการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือแค่บุคคลธรรมดาสามัญ เจ้าก็ต้องใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ หัวใจของเจ้าต้องมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าสามารถพูดว่า “พระเจ้า นี่คือวิธีที่ข้าพระองค์วางแผนที่จะติดตามพระองค์ นี่คือความมุ่งมั่นและเป้าหมายของข้าพระองค์ การนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์หรือไม่?” หรือบางทีเจ้าอาจจะไม่พูดการนี้กับพระเจ้าโดยตรง แต่เจ้าสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าและกำหนดความตั้งใจแน่วแน่ของเจ้าอยู่ในใจ โดยเปิดโอกาสให้พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตสิ่งที่เจ้าทำเป็นลำดับถัดไป ไม่ว่าเจ้าจะเกิดในประเทศหรือภูมิหลังทางสังคมใดก็ตาม ด้วยบัดนี้เจ้ากำลังติดตามพระเจ้าอยู่ เจ้าย่อมไม่ได้เป็นคนของประเทศหรือผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไป เจ้าเป็นผู้ติดตามของพระเจ้า เป็นผู้เชื่อในพระเจ้า เป็นสมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าต้องพิจารณาตนเองอยู่เสมอและในทุกหนทางว่าเป็นบุคคลของพระนิเวศของพระเจ้า เป็นผู้ติดตามของพระเจ้า เจ้าควรเพียรพยายามที่จะเป็นทหารที่ดีของพระคริสต์ ประเมินวัดตนเองตามมาตรฐานของธรรมิกชน หากเจ้าพูดอยู่เป็นนิตย์ว่า “ฉันเป็นคนเกาหลี” “ฉันเป็นคนไต้หวัน” “ฉันเป็นคนอเมริกัน” “เราทุกคนล้วนมีหนทางในการดำรงชีวิตของพวกเราเอง” เช่นนั้นแล้วเจ้ายังคงเป็นผู้ติดตามของพระเจ้าอยู่หรือไม่? มุมมองของเจ้าไม่ถูกต้อง มุมมองของเจ้าเป็นของพวกผู้ไม่มีความเชื่ออย่างชัดเจน เหล่านี้คือพวกผู้ไม่เชื่อ! หากเจ้าเป็นผู้ไม่เชื่อ เจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่โดยใช้เวลาหมดไปอย่างเปล่าประโยชน์ในพระนิเวศของพระเจ้า? เจ้ากำลังพยายามที่จะแสร้งทำเป็นคริสตชนอยู่หรือไม่? ในที่นี้ไม่ควรมีการแสร้งทำใดๆ การพยายามที่จะทำตัวให้กลมกลืนย่อมหาประโยชน์มิได้โดยสิ้นเชิง หากเจ้าเป็นคริสตชน เจ้าต้องยอมรับความจริงและปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี นั่นเองคือความหมายของการติดตามพระเจ้า หากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีได้ ไม่ว่าเจ้าจะมาจากประเทศไหนย่อมไม่สำคัญเลย พระเจ้าจะไม่ทรงยอมรับเจ้า ไม่ว่าคนเราจะมีสัญชาติใดก็ตาม บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีและยอมรับความจริง นั่นเองคือความหมายของการติดตามพระเจ้า หากเจ้ากล่าวอ้างว่าเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ยอมรับความจริงหรือปฏิบัติหน้าที่ของตน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมเป็นผู้ไม่เชื่อ เหมือนกันไม่มีผิดกับพวกผู้ไม่มีความเชื่อ เจ้าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ผู้คนที่ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั้นต้องได้รับการชำระออกจากพระนิเวศของพระเจ้าโดยเร็ว บุคคลชนิดนี้ไม่เป็นที่ต้องการในพระนิเวศของพระเจ้า หากเจ้าพิจารณาตนเองว่าเป็นบุคคลของราชอาณาจักร เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องยึดมั่นมาตรฐานของประชากรของราชอาณาจักร หากเจ้าพูดว่า “ประชากรของราชอาณาจักรอะไรหรือ? ฉันเป็นพลเมืองของประเทศประชาธิปไตย ฉันมีศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชน คุณต้องสร้างข้อเรียกร้องต่อฉันตามมาตรฐานของประเทศประชาธิปไตย มิฉะนั้นก็ไม่อาจมีการสนทนาได้!” เราเสียใจด้วย แต่นี่คือราชอาณาจักรของพระเจ้า ไม่ใช่อาณาจักรของซาตาน พระเจ้าทรงต้องประสงค์ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ประชากรของราชอาณาจักร เจ้าเข้าใจใช่ไหม? (ใช่ ข้าพระองค์เข้าใจ) หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ เจ้าต้องรับฟังพระวจนะของพระองค์ หากเจ้าพูดว่า “ฉันสามารถติดตามพระเจ้าได้ แต่ฉันต้องการอิสรภาพที่จะเลือก ฉันชอบฟังสิ่งที่ผู้คนพูด ฟังในสิ่งที่ฉันชอบ และติดตามบรรดาผู้ที่ฉันชอบ จงอย่าแทรกแซงฉัน ฉันให้ความสำคัญกับการเชื่อฟังนโยบายและกฎระเบียบของประเทศของฉัน นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ฉันไม่สามารถให้ความสำคัญกับการนบนอบต่อพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งก็คือความจริง สำหรับฉันแล้ว ประเทศและชาติของฉันมาก่อน และความจริงมาเป็นลำดับที่สองหรือที่สาม ฉันสามารถยอมรับการนั้นหรือปฏิเสธการนั้นได้” เช่นนั้นแล้วท่าทีของพระเจ้าที่มีต่อบุคคลเช่นนั้นเป็นอย่างไร? คือว่า เราเสียใจด้วย แต่เจ้าควรออกจากพระนิเวศของพระเจ้า! พระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการใครบางคนเยี่ยงเจ้า เจ้าไม่ได้กำลังติดตามพระเจ้า เจ้าไม่ใช่บุคคลของราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ เจ้าเป็นพลเมืองของโลก และพระเจ้าไม่ตรัสกับผู้คนเยี่ยงเจ้า ทั้งพระองค์ไม่ทรงช่วยผู้คนเยี่ยงเจ้าให้รอดแต่อย่างใด บุคคลเช่นนั้นไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ เจ้าควรออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยิ่งเร็วยิ่งดี!
ผู้คนบางคนเคารพบูชาคนที่มีชื่อเสียงและคนดัง พวกเขามีข้อสงสัยอยู่เสมอว่าพระวจนะของพระเจ้าสามารถช่วยผู้คนให้รอดได้จริงๆ หรือไม่ และพวกเขาเชื่ออยู่เสมอว่ามีเพียงคำพูดของคนที่มีชื่อเสียงและคนดังเท่านั้นที่มีน้ำหนักและคุณสมบัติพิเศษในการดึงดูดใจคน พวกเขาคิดกับตัวเองอยู่เสมอว่า “ดูสิว่าประมุขของประเทศของเราน่าประทับใจเพียงใด! ดูพิธีฉลองอันยิ่งใหญ่ ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ ความยิ่งใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎรของเราสิ! พระนิเวศของพระเจ้าเทียบกับการนั้นได้บ้างหรือไม่?” การที่เจ้าพูดสิ่งเช่นนั้นได้แสดงให้เห็นว่าเจ้าเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ เจ้ามองไม่เห็นความชั่วของการเมือง หรือความมืดมิดของชาติ หรือความเสื่อมทรามของสภาวะความเป็นมนุษย์ได้อย่างชัดเจน เจ้ามองไม่เห็นว่าความจริงครองอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า และเจ้ามองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจสิ่งที่คำพยานเชิงประสบการณ์ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแสดงให้เห็น พระนิเวศของพระเจ้ามีความจริงและคำพยานมากมายเหลือเกิน และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งหมดก็กำลังตื่นขึ้นมาและเปลี่ยนแปลง โดยพวกเขาทุกคนเริ่มได้ประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง เจ้ามองเห็นภาพที่จะมาจากการที่ประชากรของพระเจ้านบนอบต่อพระองค์และนมัสการพระองค์หรือไม่? นั่นอยู่เลยพ้นความคิดฝันของเจ้า ทั้งหมดที่พระนิเวศของพระเจ้ามีนั้นดีกว่าโลกร้อยเท่าพันเท่า และในอนาคต ทั้งหมดที่พระนิเวศของพระเจ้ามีนั้นมีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ และเป็นปกติยิ่งขึ้น และเพียบพร้อมยิ่งขึ้นต่อไปเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดสัมฤทธิผลทีละน้อยๆ และสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดคือสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าจะสำเร็จลุล่วง ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรล้วนแต่คัดสรรมาโดยพระองค์และกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระองค์ ดังนั้นแน่นอนว่าพวกเขาย่อมดีกว่าผู้คนของโลกมากมายนัก หากใครบางคนมองไม่เห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้ตามืดบอดหรอกหรือ? ผู้คนบางคนรู้สึกอยู่เสมอว่าโลกนี้ยิ่งใหญ่ และลึกลงไปแล้วพวกเขาเคารพบูชาผู้คนที่มีชื่อเสียงและคนดังของโลก พวกเขาไม่ได้กำลังเคารพบูชาพวกมารและพวกซาตานอยู่หรอกหรือ? ผู้คนที่มีชื่อเสียงและคนดังเหล่านี้เชื่อในพระเจ้าหรือไม่? พวกเขาใช่ผู้ที่นบนอบต่อพระเจ้าหรือไม่? พวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่? พวกเขายอมรับความจริงหรือไม่? พวกเขาล้วนแต่เป็นพวกปีศาจที่แข็งขืนพระเจ้า—เจ้ามองไม่เห็นการนั้นจริงๆ หรือ? เนื่องจากเจ้าเคารพบูชาผู้คนที่มีชื่อเสียงและคนดังของโลก เหตุใดหรือเจ้าจึงเชื่อในพระเจ้า? จริงๆ แล้วเจ้ามีทรรศนะถึงพระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดงออกอย่างไร? โดยรวมแล้วเจ้ามีทรรศนะถึงอธิปไตยของพระเจ้าอย่างไร? ผู้คนบางคนไม่เพียงแค่ไม่มีความยำเกรงพระเจ้า—พวกเขาไม่มีความนับถือให้กับพระองค์แม้แต่น้อยเสียด้วยซ้ำ พวกเขาไม่ใช่พวกผู้ไม่เชื่อหรอกหรือ? บุคคลเช่นนั้นไม่ควรถูกขอให้จากไปทันทีหรอกหรือ? (พวกเขาควรถูกขอให้จากไปทันที) แล้วถ้าหากว่าพวกเขาไม่จากไปล่ะ จะต้องทำสิ่งใด? รีบขับพวกเขาออกไป กวาดพวกเขาทิ้งไป พวกผู้ไม่เชื่อเป็นเหมือนพวกแมลงวันเหม็นสกปรก น่าขยะแขยงเกินกว่าจะมอง พระนิเวศของพระเจ้าครองอำนาจโดยความจริงและโดยพระวจนะของพระองค์ และการกระทำทั้งหลายทำไปตามหลักธรรมความจริง ผู้คนเช่นนั้นควรถูกกวาดทิ้งไป พวกเขาพูดด้วยคำพูดของตนว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้า แต่ในหัวใจนั้นพวกเขาดูแคลนพระนิเวศของพระเจ้าและดูหมิ่นพระเจ้า พวกเจ้าเต็มใจหรือที่จะให้พวกผู้ไม่เชื่อมาปะปนท่ามกลางพวกเจ้า? (ไม่) นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาต้องถูกกวาดทิ้งไปทันที ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับการศึกษาหรือมีความสามารถเพียงใด พวกเขาต้องถูกกวาดทิ้งไป ผู้คนบางคนถามว่า “นั่นไม่ใช่การไม่รักหรอกหรือ?” ไม่ใช่ นั่นเป็นการกระทำตามหลักธรรม เราหมายถึงสิ่งใดกับการนี้? การที่ว่าไม่สำคัญว่าวุฒิภาวะของเจ้าจะใหญ่โตเพียงใด ไม่สำคัญว่าเจตจำนงของเจ้าที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือว่าเจ้ามีความเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ มีหนึ่งสิ่งที่แน่นอน นั่นคือ พระคริสต์ทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต นี่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล นี่ควรเป็นศิลาของเจ้า รากฐานอันแข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นที่สุดของการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า ทั้งนี้เจ้าควรจะแน่ใจและไม่มีข้อกังขาเกี่ยวกับการนี้ภายในหัวใจของเจ้า หากเจ้ากังขาแม้แต่การนี้ เจ้าย่อมไม่เหมาะที่จะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนบางคนพูดว่า “ชาติของพวกเราเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ และเผ่าพันธุ์ของพวกเราก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่สูงศักดิ์ ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของพวกเราก็สูงศักดิ์เกินกว่าจะเปรียบเทียบ พวกเราไม่จำเป็นต้องยอมรับความจริง” นั่นไม่ใช่เสียงของพวกผู้ไม่เชื่อหรอกหรือ? นั่นเป็นเสียงของพวกผู้ไม่เชื่อ และพวกผู้ไม่เชื่อเช่นนั้นควรถูกกวาดทิ้งไป ผู้คนบางคนเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่บ่อยครั้ง และในบางครั้งอุปนิสัยของพวกเขาก็หยาบโลนและไม่มีการยับยั้งชั่งใจ กระนั้นก็ตามความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาก็แท้จริง และพวกเขาสามารถยอมรับความจริง หากพวกเขาก้าวผ่านมาตรการการตัดแต่ง พวกเขาก็สามารถกลับใจได้ ผู้คนเช่นนั้นควรได้รับโอกาสแก้ตัว ผู้คนนั้นโง่เขลาอยู่บ้าง หรือพวกเขามองสิ่งทั้งหลายได้ไม่ชัดเจน หรือพวกเขาถูกนำไปในทางที่ผิด หรือพวกเขาอาจพูดบางสิ่งที่งุนงงสับสนหรือประพฤติตนในหนทางที่งุนงงสับสนในชั่วขณะแห่งความโง่เขลา เพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริง การนี้เกิดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทราม การนี้เกิดจากความโง่เขลา การไม่รู้ความ และการขาดพร่องการเข้าใจความจริง แต่ผู้คนเช่นนั้นไม่ใช่คนจำพวกเดียวกับพวกผู้ไม่เชื่อ สิ่งที่จำเป็นในที่นี้คือการใช้การสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ผู้คนบางคนที่ได้เชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีไม่ยอมรับความจริงเลยแม้แต่น้อยและไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย พวกเขาเป็นพวกผู้ไม่เชื่อ พวกเขาไม่ใช่ประชากรของพระนิเวศของพระเจ้า และพระเจ้าไม่ทรงยอมรับพวกเขา เมื่อเราพูดสิ่งเหล่านี้หมายความว่ากระไรเล่า? นั่นหมายความว่าเรากำลังบอกพวกเจ้าให้ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างขะมักเขม้น จงอย่าเพียงแค่ทุ่มเทความพยายาม พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดผ่านทางพระวจนะของพระองค์ ผ่านทางความจริง หนทางที่ตรงที่สุดคือการทำให้พวกเจ้าจับใจความความจริงและแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้า การนี้ช่วยให้พวกเจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติและนบนอบต่อพระเจ้าได้ ในหนทางนี้ พระเจ้าจะพึงพอพระทัย และพระทัยของพระองค์ก็จะได้รับความชูพระทัย พระเจ้าไม่ทรงโปรดเห็นสิ่งใดมากที่สุด? พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะมากมาย ทรงแสดงความจริงมากมาย และทรงลงทุนไปกับความพยายามมาก และทรงยอมลำบากอย่างใหญ่หลวงเพื่อพวกเจ้า สุดท้ายแล้วสิ่งที่พระองค์ทรงได้รับคือกลุ่มผู้คนที่เพียงแค่ทุ่มเทความพยายาม และทั้งหมดที่เหลืออยู่คือกลุ่มผู้คนที่ลงแรง ผู้คนเหล่านี้ไม่เข้าใจความจริง พวกเขาไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่แค่ทุ่มเทความพยายามเท่านั้น แม้ว่าผู้คนเหล่านี้อาจยังคงเหลืออยู่ แต่พวกเขาก็ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่อาจพิจารณาได้ว่าพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง นี่คือสิ่งที่พระเจ้าไม่เต็มพระทัยที่สุดที่จะทอดพระเนตร และนี่ไม่ได้อยู่ในเจตนารมณ์แต่เดิมของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษยชาติให้รอด
พวกเจ้าต้องยอมรับความจริงโดยสุดใจและไม่ติดตามกระแสนิยมของโลกหรือใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตาน การติดตามพระเจ้าพึงต้องมีการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้า และการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าให้ดีพึงต้องมีการยอมรับความจริง นี่สำคัญยิ่งยวด ผู้คนมากมายไม่คำนึงถึงความจริงในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาไม่นำความจริงไปปฏิบัติแม้หลังจากหลายปีแห่งความชื่อแล้วก็ตาม และพวกเขาแสดงให้เห็นการขาดพร่องความกังวลสนใจอย่างสิ้นเชิง ผู้คนเหล่านี้เป็นพวกผู้ไม่เชื่อและจะถูกกำจัดออกไปในไม่ช้า ผู้คนบางคนใช้ชีวิตเพื่อเนื้อหนังเท่านั้น เพื่อผลตอบแทนส่วนตัว และหมดแรงไปกับสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ละทิ้งหน้าที่ของตน ไม่คิดเป็นจริงเป็นจังกับหน้าที่ และไล่ตามเสาะหาความสำราญทางเนื้อหนัง นี่ไม่เห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นอย่างที่สุดหรอกหรือ? บุคคลเช่นนั้นไม่รักความจริง พวกเขารักผลตอบแทนส่วนตัวและความฟุ้งเฟ้อเท่านั้น พวกเขาหน้าแดงและกระวนกระวายในเรื่องประโยชน์เล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไร ยอมเสียความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของตน พวกเขาไม่ได้ไม่รู้ความและโง่เขลาหรอกหรือ? บรรดาผู้ที่รักความจริงอย่างจริงแท้ควรแสวงหาความจริงในการสถิตของพระเจ้าเป็นอันดับแรก ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญหน้ากับรูปการณ์แวดล้อมใดก็ตาม พวกเขาควรหลีกให้พ้นจากการนำตัวเองเข้าไปพัวพันยุ่งเหยิงกับกรณีพิพาทต่างๆ หรือเข้าไปต่อล้อต่อเถียงกับผู้อื่น พฤติกรรมเช่นนั้นไม่มีความเป็นผู้ใหญ่และขาดพร่องความรู้ความเข้าใจเชิงลึก เมื่อผู้คนมากมายมารวมตัวกัน ประเด็นปัญหานานาสารพันจะเกิดขึ้นเนื่องจากมีผู้คนอยู่ทุกประเภทและเรื่องของความถูกผิดนั้นไม่มีวันจบสิ้น ความเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทรามเป็นดังนี้ไม่มีผิด ในท่ามกลางพวกผู้ไม่มีความเชื่อ สถานการณ์ยิ่งร้ายแรงมากขึ้นไปอีก แต่ละวันเต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตรและความตึงเครียดที่คุกรุ่น โลกนี้ไม่มั่นคงปลอดภัยเช่นนั้นเลย เพราะทุกคนเชื่อในพระเจ้า ภายในพระนิเวศของพระเจ้าจึงมีคนชั่วจำนวนน้อยลงและมีอุบัติการณ์ที่ผู้คนถูกเอาเปรียบน้อยครั้งลง มีกรณีพิพาทและการทะเลาะวิวาทเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากพวกเจ้าไม่เข้าใจความจริงและมัวแต่คิดถึงเรื่องเหล่านี้อยู่เป็นนิตย์ หัวใจของพวกเจ้าย่อมจะกลายเป็นหมกมุ่นและพัวพันยุ่งเหยิงกับเรื่องเหล่านี้ และพวกเจ้าย่อมจะไม่สามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ พวกเจ้าต้องหลุดพ้นจากสภาวะเช่นนั้น และพฤติกรรมเช่นนั้นแสดงให้เห็นวุฒิภาวะที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ พวกที่มีวุฒิภาวะที่ไม่เป็นผู้ใหญ่มุ่งความสนใจไปที่เรื่องของเนื้อหนัง ความเลือกชอบของตัวเอง และการตอบสนองความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตนอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงละเลยความรับผิดชอบที่จริงแท้และชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถจัดการสิ่งทั้งหลายได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและทำความผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นความไม่เป็นผู้ใหญ่ของเด็กๆ พวกเจ้าต้องไล่ตามเสาะหาความเป็นผู้ใหญ่ในชีวิต เราหมายถึงสิ่งใดกับคำว่าความเป็นผู้ใหญ่? เราหมายถึงการเข้าใจความจริง การมีวุฒิภาวะของผู้ใหญ่ และการมีความสามารถที่จะสมดังข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าและทำให้งานที่พระองค์ไว้วางพระทัยมอบหมายลุล่วง เราหมายถึงความสามารถที่จะแบกรับหน้าที่ของมนุษย์ไว้บนบ่าและการมีความสามารถที่จะแบกรับหน้าที่ทั่วไปไว้บนบ่า การมีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีเช่นผู้อื่นไม่ผิดเลยและสัมฤทธิ์สิ่งที่ผู้อื่นสามารถสัมฤทธิ์ได้ การเอาอย่างบรรดาผู้ที่นบนอบต่อพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริง การทำสิ่งที่ผู้คนควรทำและปฏิบัติหน้าที่ที่ผู้คนควรปฏิบัติ การสำรวจและแสวงหาเพื่อไปสู่เส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง นี่คือกระบวนการของการเติบโตในชีวิตของบุคคลหนึ่ง พวกเจ้าต้องแสวงหาและรู้วิธีสำรวจสิ่งทั้งหลาย เช่น วิธีที่ผู้คนปกติประพฤติตน และวิธีที่ผู้คนที่ใส่ใจหน้าที่ที่ถูกต้องเหมาะสมของตนประพฤติ รวมทั้งผู้คนจำพวกนั้นใช้รูปแบบ วิธีเข้าหา และหลักธรรมใดขณะที่ทำสิ่งทั้งหลาย ผู้ใหญ่ต้องจัดการรับมือกับหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่สำคัญว่าจะเกิดสิ่งใด ต่อให้ท้องฟ้าจะร่วงหล่น พวกเขาก็ต้องลุล่วงหน้าที่ของตนและไม่ยอมให้งานที่ถูกต้องเหมาะสมของตนต้องประสบกับความล่าช้า ในทางกลับกัน เด็กๆ นั้นอยากรู้อยากเห็นได้ง่ายเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขา พวกเขาต้องการออกไปข้างนอกเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น อุบัติการณ์ใดๆ ก็ส่งผลกระทบต่อพวกเขาและเบนความสนใจพวกเขาไม่ให้ทำสิ่งที่ถูกต้องได้ นี่ไม่ใช่การขาดพร่องความมุ่งมั่นต่อหน้าที่ของพวกเขาหรอกหรือ? ปัญหาแม้แต่เพียงเล็กน้อยก็รบกวนพวกเขาได้ คำพูดคำเดียวจากใครบางคนก็รบกวนหัวใจของพวกเขาได้ หรือเรื่องล้อเล่นก็นำไปสู่ความเข้าใจผิดและการระเบิดอารมณ์ซึ่งเป็นเหตุให้พวกเขาประพฤติตนไปในทางลบเป็นเวลาสองหรือสามวันได้ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาล่าช้าออกไป พวกเขาอาจถึงขั้นพิจารณาลาออกและเหล่าผู้นำและคนทำงานต้องหว่านล้อมและโน้มน้าวพวกเขา สามัคคีธรรมความจริงและชี้แจงเหตุผลกับพวกเขาอยู่เป็นนิตย์ นี่ไม่ใช่สัญญาณของวุฒิภาวะที่ต่ำและความไม่เป็นผู้ใหญ่หรอกหรือ? ผู้คนดูเหมือนไม่เติบโตขึ้นเลย ยังคงไม่เป็นผู้ใหญ่เหมือนเด็กๆ—ไม่รู้ประสาและไร้สาระน่าขัน พวกเขาถูกดูแคลน พวกเขาขาดพร่องศักดิ์ศรีและความสัตย์สุจริต และพระเจ้าก็ไม่พอพระทัยพวกเขา
พวกเจ้าต้องมุ่งเน้นไปที่ความจริง—เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเจ้าจึงจะสามารถมีการเข้าสู่ชีวิตได้ และเฉพาะเมื่อพวกเจ้ามีการเข้าสู่ชีวิตเท่านั้น พวกเจ้าจึงจะสามารถจัดเตรียมให้กับผู้อื่นและนำทางพวกเขาได้ หากมีการค้นพบว่าการกระทำของผู้อื่นไม่ลงรอยกับความจริง พวกเราต้องช่วยเหลือด้วยความรักให้พวกเขาเพียรพยายามเพื่อความจริง หากผู้อื่นมีความสามารถที่จะปฏิบัติความจริง และมีหลักธรรมต่อหนทางที่พวกเขาทำสิ่งทั้งหลาย พวกเราก็ควรลองพยายามที่จะเอาอย่างและเรียนรู้จากพวกเขา นี่เองคือสิ่งที่เป็นความรักต่อกัน นี่คือบรรยากาศชนิดที่เจ้าต้องมีภายในคริสตจักร—การที่ทุกคนมุ่งเน้นไปที่ความจริงและการเพียรพยายามที่จะบรรลุความจริง ไม่สำคัญว่าผู้คนจะแก่เฒ่าหรือเยาว์วัยเพียงใด หรือพวกเขาเป็นผู้เชื่อที่มากประสบการณ์หรือไม่ และไม่สำคัญว่าพวกเขามีขีดความสามารถมากหรือน้อย สิ่งเหล่านี้หาได้สำคัญไม่ ต่อหน้าความจริง ทุกคนล้วนทัดเทียม สิ่งที่เจ้าต้องดูก็คือผู้ใดพูดจาถูกต้องและตรงตามความจริง ผู้ใดคิดถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ผู้ใดแบกรับภาระให้แก่งานในพระนิเวศของพระเจ้ามากที่สุด ผู้ใดเข้าใจความจริงชัดเจนกว่ากัน ผู้ใดมีสำนึกแห่งความยุติธรรม และผู้ใดเต็มใจที่จะจ่ายราคา ผู้คนดังกล่าวควรได้รับการเกื้อหนุนและได้รับการปรบมือให้โดยเหล่าพี่น้องชายหญิงของพวกเขา สำนึกอันเที่ยงตรงจากการไล่ตามเสาะหาความจริงนี้ต้องมีเหนือสิ่งใดในคริสตจักร ในหนทางนี้ เจ้าจะมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระเจ้าจึงจะทรงประทานพระพรและการทรงนำ หากบรรยากาศที่ปกคลุมภายในคริสตจักรเป็นบรรยากาศแห่งการซุบซิบนินทา การโวยวายใส่อารมณ์ต่อกัน การเคียดแค้นฝังใจต่อกัน การอิจฉาริษยากัน และการโต้เถียงกัน เช่นนั้นแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทรงพระราชกิจในพวกเจ้าอย่างแน่นอน การดิ้นรนเอาชนะกันและการต่อสู้ หลอกลวง ใช้เล่ห์กลและวางแผนร้ายต่อกันอย่างลับๆ—นี่เป็นบรรยากาศแห่งความชั่ว! หากบรรยากาศเช่นนี้ได้เปรียบกว่าในคริสตจักร พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจของพระองค์ ในพระคัมภีร์ องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสดังต่อไปนี้ว่า “ถ้าพวกท่านสองคนจะร่วมใจกันทูลขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลก พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ก็จะทรงทำสิ่งนั้นให้ เพราะว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น” (มัทธิว 18:19-20) นี่คือพระวจนะของพระเจ้า นี่คือความจริง เมื่อพระเจ้าตรัส นั่นก็เสร็จสิ้นแล้ว หากเจ้าสวนทางกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าและไม่ติดตามพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าจะทรงถอยห่างจากเจ้า หากเจ้าไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้า ไม่ยอมรับการเปิดโปง การพิพากษา หรือการตัดแต่งผ่านทางพระวจนะของพระองค์ และเจ้าปฏิเสธความช่วยเหลือจากเหล่าพี่น้องชายหญิงของเจ้า มุ่งความสนใจไปที่ข้อตำหนิและปัญหาในผู้อื่นอยู่เป็นนิตย์ขณะที่คิดว่าตัวเจ้าเองไม่แย่ขนาดนั้น พิจารณาว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นทุกคน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมเดือดร้อน ประการแรก พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้า และเจ้าจะพลาดพระพรของพระเจ้า ประการที่สอง เหล่าพี่น้องชายหญิงของเจ้าก็จะถอยห่างจากเจ้าเช่นกัน ทิ้งเจ้าไว้โดยปราศจากคนอื่นใดที่จะช่วยเหลือเจ้า ทำให้ลำบากยากเย็นที่เจ้าจะได้ประโยชน์จากการสนับสนุนของพวกเขา เมื่อปราศจากพระราชกิจและพระพรของพระเจ้า เมื่อปราศจากความช่วยเหลือและประโยชน์จากเหล่าพี่น้องชายหญิงของเจ้า เจ้าจะพบว่าตัวเองอยู่ในสภาวะที่ลำบากใจ ไร้ความสามารถที่จะก้าวหน้า เจ้าสามารถทำงานของคริสตจักรได้อย่างมีประสิทธิผลโดยพึ่งพาพรสวรรค์และทักษะของมนุษย์เท่านั้นได้หรือ? นั่นล้วนแต่จะสูญเปล่า เป็นความพยายามที่สูญเปล่าทั้งหมด การมาถึงจุดดังกล่าวไม่เป็นภัยอันตรายหรอกหรือ? เจ้าจะได้ประสบการณ์กับความร้าวรานในหัวใจของเจ้ามากเพียงใด? ไม่ว่าในกรณีใดๆ เจ้าต้องเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง เส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง เพื่อที่จะได้รับพระพรของพระเจ้าและความช่วยเหลือจากเหล่าพี่น้องชายหญิงของเจ้า การเดินบนเส้นทางของเจ้าเองนำไปสู่ทางตัน และพวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงจะถูกกำจัดออกไปในที่สุด พวกเจ้าจะเริ่มซาบซึ้งกับการนี้เมื่อพวกเจ้าได้ประสบการณ์กับการนี้ทีละน้อยเมื่อเวลาผ่านไป ในความมานะพยายามทั้งหมดของพวกเจ้า พวกเจ้าต้องแสวงหาให้พบหลักธรรมความจริงจนกระทั่งพวกเจ้ามามีหัวใจหนึ่งเดียวและจิตใจหนึ่งเดียว เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเจ้าจึงจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างปรองดอง เหมือนกันไม่มีผิดกับเกลียวเชือกที่ถูกบิดเข้าด้วยกัน เมื่อมีความร่วมมือกันอย่างปรองดอง เมื่อนั้นพวกเจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้
19 กันยายน ค.ศ. 2017
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ