มีเพียงมีชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้บ่อยครั้งเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระองค์ (ตอนที่สอง)

พวกเจ้าอ่านหนังสือโยบกันหรือยัง? ตอนที่พวกเจ้ากำลังอ่านหนังสือเล่มนั้น พวกเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจกันหรือไม่? พวกเจ้าเคยมีความปรารถนาที่จะเป็นคนประเภทเดียวกับโยบหรือไม่? (มี) สภาวะและอารมณ์แบบนี้จะคงอยู่ได้นานเพียงใด? หนึ่งหรือสองวัน หรือว่าหนึ่งหรือสองเดือน หรืออาจจะเป็นหนึ่งหรือสองปี? (สองหรือสามวัน) ดังนั้น สภาวะและอารมณ์ประเภทนี้จะหายไปหลังผ่านไปสองหรือสามวันใช่หรือไม่? เจ้าต้องอธิษฐานเมื่อเจ้ารู้สึกว่าได้รับการดลใจ และบอกพระเจ้าว่าเจ้าปรารถนาที่จะเป็นคนที่เหมือนโยบ เจ้าปรารถนาที่จะเข้าใจความจริง ได้รับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และกลายเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เจ้าต้องอ้อนวอนให้พระเจ้าบันดาลให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นในตัวเจ้า พร้อมทั้งอ้อนวอนให้พระองค์ทรงนำเจ้า จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้แก่เจ้า ประทานพละกำลังแก่เจ้า และคุ้มครองเจ้าเพื่อให้เจ้าตั้งมั่นได้ในทุกสถานการณ์ที่เจ้าพบเจอ ไม่ขัดขืนพระเจ้า แต่กระทำการที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และสนองเจตนารมณ์ของพระองค์ เจ้าต้องอธิษฐานและวิงวอนพระเจ้าอยู่เสมอเพื่อเป้าหมายนี้และเพื่อสิ่งทั้งหลายที่เจ้าหวังจะสัมฤทธิ์ และเมื่อพระเจ้าทรงมองเห็นหัวใจที่แท้จริงของเจ้า พระองค์ย่อมจะทรงลงมือ จงอย่ากลัวเมื่อพระเจ้าทรงลงมือ เป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงทำให้ร่างกายของเจ้ามีฝีร้ายขึ้นเต็มและริบทุกสิ่งที่เจ้ามี ดังที่พระองค์ทรงทำเมื่อทรงทดสอบโยบ พระเจ้าจะไม่ทรงทำเช่นนั้น พระองค์จะประทานบททดสอบแก่เจ้ามากขึ้นตามวุฒิภาวะของเจ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป เจ้าต้องเรียกหาพระเจ้าอย่างจริงจัง—อย่าเรียกหาพระองค์เพียงสองวันหลังจากที่เจ้าอ่านเรื่องราวของโยบจบและยังคงรู้สึกว่าได้รับการดลใจจากการอ่านหนังสือนั้นอยู่ จากนั้นก็ลืมเรื่องนี้ไปในวันที่สามเมื่อเจ้าไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นอีกแล้ว และเลิกใส่ใจ หากเจ้าทำเช่นนั้น นั่นย่อมสร้างปัญหาให้เจ้า! หากเจ้าชื่นชมผู้คนแบบโยบ และเจ้าต้องการเป็นคนแบบนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องมีเส้นทางว่าจะกลายเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร เจ้าต้องตีแผ่หัวใจของตนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แล้วจากนั้นก็อธิษฐานเรื่องนี้ให้บ่อย และไตร่ตรองเรื่องนี้ให้บ่อย จากนั้นก็กินและดื่มพระวจนะที่พระเจ้าตรัสถึงโยบ ใคร่ครวญพระวจนะเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังจากนั้นเจ้าก็ต้องสามัคคีธรรมกับผู้คนที่มีประสบการณ์และความรู้ในเรื่องประเภทนี้ เจ้าต้องพยายามอย่างหนักเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ การพยายามอย่างหนักนั้นเจ้าควรทำอย่างไร? หากเจ้าเพียงนั่งดูและรอคอย นั่นไม่ใช่การพยายามอย่างหนัก เจ้าต้องนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติ ต้องทุ่มเทความพยายามในการปฏิบัติ ในเวลาเดียวกันก็มีความแน่วแน่ที่จะสู้ทนความทุกข์ มีหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนา และจากนั้นก็กล่าวคำอธิษฐานของเจ้าเพื่อสิ่งนี้ โดยขอให้พระเจ้าทรงลงมือ หากพระเจ้าไม่ทรงลงมือ เช่นนั้นแล้วไม่ว่าผู้คนจะมีแรงผลักดันมากเพียงใด ก็จะไม่เกิดประโยชน์ พระเจ้าจะทรงลงมืออย่างไร? พระเจ้าจะเริ่มจัดวางเรียบเรียงและจัดแจงเตรียมสภาพแวดล้อมให้เจ้าตามที่เหมาะควรกับวุฒิภาวะของเจ้า เจ้าต้องบอกพระเจ้าว่าเจ้าต้องการสัมฤทธิ์เป้าหมายใดในความเชื่อของเจ้า และเจ้ามีปณิธานแบบใด เจ้าเคยอธิษฐานและวิงวอนพระเจ้าในเรื่องนี้หรือไม่? เจ้าอธิษฐานและวิงวอนพระเจ้ามานานเพียงใดแล้ว? หากนานๆ ครั้งเจ้าค่อยกล่าวคำอธิษฐานสักสองครั้งเท่านั้น และเมื่อเจ้าเห็นว่าพระเจ้าไม่ทรงลงมือ เจ้าก็คิดว่า “ช่างเถอะ ฉันจะปล่อยให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปก็แล้วกัน อะไรจะเกิดก็ย่อมเกิด ฉันจะไหลไปตามกระแสก็แล้วกัน ฉันไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับฉัน” นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และเจ้าก็ไม่จริงใจ หากทั้งหมดที่เจ้ามีคือสองนาทีแห่งความมีใจกระตือรือร้น พระเจ้าจะสามารถลงมือเพื่อเจ้าและช่วยจัดแจงเตรียมสภาพแวดล้อมให้เจ้าได้หรือไม่? พระเจ้าจะไม่ทรงทำเช่นนั้น! พระเจ้าทรงต้องการเห็นความจริงใจของเจ้า ต้องการเห็นว่าเจ้าจะยังคงจริงใจและบากบั่นได้นานเพียงใด และหัวใจของเจ้านั้นแท้จริงหรือเทียมเท็จ พระเจ้าจะทรงรอ พระองค์ทรงได้ยินคำอธิษฐานและคำวิงวอนของเจ้า พระองค์ทรงได้ยินปณิธานและความปรารถนาที่เจ้าบอกพระองค์ แต่พระองค์จะไม่ทรงลงมือทำอะไรจนกว่าพระองค์จะทรงเห็นความแน่วแน่ของเจ้าที่จะสู้ทนความทุกข์ หลังจากที่เจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้าเสร็จแล้ว หากเจ้าเอาแต่หายตัวไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลย พระเจ้าจะทรงลงมือภายใต้สถานการณ์เหล่านี้หรือไม่? แน่นอนที่สุดว่าไม่ เจ้าต้องอธิษฐานและวิงวอนพระเจ้าให้มากขึ้น ทุ่มเทความพยายามในเรื่องนี้และไตร่ตรองเรื่องนี้ จากนั้นจึงดื่มด่ำกับรายละเอียดของสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เจ้า ซึ่งจะมาถึงตัวเจ้าทีละน้อย และพระเจ้าจึงจะเริ่มลงมือ หากเจ้าไม่มีหัวใจที่แท้จริง เช่นนั้นแล้วเรื่องนี้ย่อมจะไม่ได้ผล เจ้าอาจกล่าวว่า “ฉันชื่นชมโยบเหลือเกิน และฉันก็ชื่นชมเปโตรมาก!” แต่การชื่นชมของเจ้ามีประโยชน์อะไร? เจ้าสามารถชื่นชมพวกเขาได้เท่าที่เจ้าต้องการ แต่เจ้าก็ไม่ใช่พวกเขา และความชื่นชมทั้งหมดที่เจ้ามีก็จะไม่ทำให้พระเจ้าทรงพระราชกิจในตัวเจ้าเหมือนที่พระองค์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา เพราะเจ้าไม่ใช่คนประเภทเดียวกันกับพวกเขา เจ้าไม่มีความแน่วแน่ของพวกเขา หรือความเป็นมนุษย์ของพวกเขา หรือหัวใจที่โหยหาและไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างพวกเขา เมื่อเจ้าเริ่มมีสิ่งเหล่านี้เท่านั้น พระเจ้าจึงจะประทานแก่เจ้ามากขึ้น

ตอนนี้พวกเจ้ามีความแน่วแน่ที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง ได้รับความจริง สัมฤทธิ์ความรอด และได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าหรือไม่? (มี) ความแน่วแน่ของพวกเจ้ามีมากเพียงใด? พวกเจ้าสามารถรักษาความแน่วแน่ไว้ได้นานเพียงใด? (เมื่ออยู่ในสภาวะที่ดี ข้าพระองค์ก็มีความแน่วแน่ แต่เมื่อเผชิญสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดหรือผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของข้าพระองค์ หรือได้รับการถลุงบ้าง หรือมีความยากลำบากบางประการ ข้าพระองค์ก็ติดอยู่ในกับดักของสภาวะที่คิดลบ ความเชื่อและความแน่วแน่ที่มีในเบื้องต้นก็หายไปทีละน้อย) ไม่ควรเป็นเช่นนี้ เจ้าอ่อนแอเกินไป เจ้าต้องไปถึงจุดที่ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญสถานการณ์ใด สถานการณ์เหล่านั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความแน่วแน่ของเจ้าได้ เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเป็นคนที่รักและไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริง เมื่อเกิดบางสิ่งขึ้นกับเจ้าและเจ้าเผชิญความยากลำบากเล็กน้อย หากเจ้าถอยกลับ กลายเป็นคนคิดลบและหดหู่ และปล่อยมือจากความแน่วแน่ของเจ้า นี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เจ้าต้องมีความเข้มแข็งของคนที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิต และกล่าวว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น—ต่อให้ฉันตาย ฉันก็จะไม่ละทิ้งความจริงหรือเป้าหมายของตนที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง” เมื่อเป็นเช่นนั้นย่อมจะไม่มีสิ่งใดหยุดเจ้าได้ หากเจ้าเผชิญความยากลำบากจริงๆ และถูกต้อนให้จนมุม พระเจ้าย่อมจะทรงลงมือ นอกจากนั้นเจ้าต้องมีความเข้าใจดังนี้ว่า “ไม่ว่าจะเผชิญอะไรก็ล้วนเป็นบทเรียนที่ฉันต้องเรียนรู้ในการไล่ตามเสาะหาความจริงของฉัน—พระเจ้าทรงจัดแจงเตรียมสิ่งเหล่านั้นไว้ ฉันอาจจะอ่อนแอ แต่ก็ไม่คิดลบ และรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ประทานโอกาสให้ฉันเรียนรู้บทเรียนเหล่านี้ ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงจัดเตรียมสถานการณ์นี้ให้ฉัน ฉันไม่อาจปล่อยมือจากความแน่วแน่ของตนที่จะติดตามพระเจ้าและได้รับความจริง หากฉันล้มเลิกความแน่วแน่นี้ นั่นก็จะเหมือนการยอมจำนนต่อซาตาน ทำลายตัวฉันเอง และทรยศพระเจ้า” นี่คือความแน่วแน่ชนิดที่เจ้าต้องมี ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญเรื่องเล็กน้อยอันใดก็ตาม ทั้งหมดล้วนเป็นห้วงเวลาสั้นๆ ในพัฒนาการแห่งชีวิตของเจ้า เจ้าต้องไม่ปล่อยให้เรื่องเหล่านั้นกีดขวางทิศทางความก้าวหน้าของเจ้า เมื่อเจ้าพบกับความยากลำบาก เจ้าสามารถแสวงหาและรอคอยได้ แต่ทิศทางความก้าวหน้าของเจ้าต้องไม่เปลี่ยนแปลง ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไร หรือจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร และไม่ว่าพระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร ความแน่วแน่ของเจ้าต้องไม่เปลี่ยนแปลง หากพระเจ้าตรัสว่า “เจ้าไม่ยอมรับความจริงเลย เราเกลียดเจ้า” และเจ้ากล่าวว่า “พระเจ้าทรงเกลียดฉัน แล้วชีวิตของฉันจะมีความหมายอะไร? ฉันน่าจะตายให้สิ้นเรื่องไป!” เจ้าก็กำลังเข้าใจพระเจ้าผิด จริงอยู่ที่พระเจ้าทรงเกลียดเจ้า แต่เจ้าก็ควรสู้ต่อไป เจ้าควรยอมรับความจริง และควรลุล่วงหน้าที่ของเจ้า เมื่อทำเช่นนั้น เจ้าย่อมจะไม่เป็นคนไร้ค่าและพระเจ้าก็จะไม่ทรงรังเกียจเดียดฉันท์เจ้า ขณะนี้พวกเจ้ายังคงมีวุฒิภาวะน้อยเกินไปและมาตรฐานของแต่ละคนก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่พระเจ้าจะทรงทดสอบพวกเจ้า สิ่งเดียวที่พวกเจ้าสามารถทำได้คืออะไร? เจ้าต้องอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงนำข้าพระองค์และประทานความรู้แจ้ง เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ มีความเชื่อและความมานะบากบั่นที่จะเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง และเพื่อให้ข้าพระองค์สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว แม้ว่าข้าพระองค์จะอ่อนแอและยังไม่บรรลุวุฒิภาวะ แต่ก็ขอวิงวอนให้พระองค์ประทานความเข้มแข็งและทรงคุ้มครองข้าพระองค์เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถติดตามพระองค์ได้จนถึงปลายทาง” เจ้าต้องมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยๆ คนอื่นอาจโหยหาสิ่งของทางโลก ตามใจเนื้อหนังของตน และทำตามกระแสนิยมทางโลก แต่เจ้าต้องไม่ร่วมทางกับพวกเขา—จงมุ่งความสนใจไปที่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเองเท่านั้น เมื่อคนอื่นรู้สึกในทางลบและไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน เจ้าต้องไม่รู้สึกว่าถูกตีกรอบ และควรแสวงหาความจริงเพื่อช่วยเหลือพวกเขา เมื่อคนอื่นทำตัวสุขสบาย เจ้าต้องไม่อิจฉาพวกเขา เจ้าต้องสนใจที่จะใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้น เมื่อคนอื่นไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ เจ้าก็ควรอธิษฐานเพื่อพวกเขาและช่วยเหลือพวกเขา สงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรรอบตัวเจ้า เจ้าก็ควรอธิษฐานถึงพระเจ้าในทุกเรื่อง เจ้าควรแสวงหาความจริง ยับยั้งชั่งใจตนเอง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเจ้ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า และมีสัมพันธภาพที่เป็นปกติกับพระเจ้า พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ผู้คนตลอดเวลา และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงพระราชกิจภายในตัวผู้คนทั้งหลายนี้ พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของคนคนหนึ่งอย่างไร? พระองค์ไม่เพียงมองด้วยพระเนตรของพระองค์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับเจ้า และทรงสัมผัสหัวใจของเจ้าด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ เพราะเหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้? เพราะเมื่อพระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่งให้แก่เจ้า พระเจ้าย่อมทอดพระเนตรเห็นว่าเจ้าไม่พอใจและรังเกียจสภาพแวดล้อมนั้น หรือว่าชอบและนบนอบสภาพแวดล้อมนั้น เจ้ารอคอยอย่างนิ่งเฉยหรือแสวงหาความจริงอย่างแข็งขัน พระเจ้าทรงเฝ้าดูว่าหัวใจและความคิดของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และพัฒนาไปในทิศทางใด บางครั้งสภาวะในหัวใจของเจ้าเป็นบวก และบางครั้งก็เป็นลบ หากเจ้าสามารถยอมรับความจริงได้ เจ้าย่อมจะสามารถยอมรับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายจากพระเจ้าได้ รวมทั้งสภาพแวดล้อมอันหลากหลายที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้เจ้า และเจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง และด้วยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า รวมทั้งการใคร่ครวญ ความคิดและแนวคิดทั้งหมดของเจ้า ความเห็นทั้งปวงและอารมณ์ทั้งมวลของเจ้า ย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปตามพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะรู้ชัดในเรื่องนี้ และพระเจ้าก็จะทรงพินิจพิเคราะห์ทั้งหมดนั้นด้วย แม้ว่าเจ้าจะไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ให้ใครฟัง หรืออธิษฐานเรื่องนี้ แม้เจ้าจะคิดเรื่องนี้อยู่ในหัวใจของเจ้าและในโลกของเจ้าเองเท่านั้น แต่จากมุมมองของพระเจ้า เรื่องนี้ย่อมจะชัดเจนมากอยู่แล้ว—กล่าวคือ ย่อมจะเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดสำหรับพระองค์ ผู้คนมองเจ้าด้วยดวงตาของพวกเขา แต่พระเจ้าทรงสัมผัสหัวใจของเจ้าด้วยพระหทัยของพระองค์ พระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดเจ้าถึงเพียงนั้น หากเจ้าสามารถรู้สึกได้ถึงการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า เจ้าก็กำลังใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า หากเจ้าไม่สามารถรู้สึกถึงการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์เลย เจ้าก็กำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกของตัวเจ้าเอง และเจ้าก็กำลังใช้ชีวิตตามความรู้สึกและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังตกที่นั่งลำบาก หากเจ้าไม่ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า หากมีระยะห่างอันกว้างใหญ่ระหว่างเจ้ากับพระเจ้า และเจ้าก็อยู่ไกลจากพระองค์ หากเจ้าไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลย และไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า พระเจ้าย่อมจะทรงรู้ทั้งหมดนี้ การที่พระองค์จะทรงล่วงรู้เรื่องนี้ย่อมจะง่ายเหลือเกิน ดังนั้นเมื่อเจ้ามีความแน่วแน่และมีเป้าหมาย เต็มใจที่จะให้พระเจ้าทำให้เจ้าเพียบพร้อม และกลายเป็นคนที่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เมื่อเจ้ามีความแน่วแน่เช่นนี้ สามารถอธิษฐานและวิงวอนขอสิ่งเหล่านี้ได้บ่อยๆ และใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า ไม่เคยออกห่างจากพระเจ้าหรือละทิ้งพระองค์ เจ้าย่อมรู้สิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจน และพระเจ้าก็ทรงรู้สิ่งเหล่านี้เช่นกัน บางคนกล่าวว่า “ตัวฉันเองรู้เรื่องนี้ชัดเจน แต่พระเจ้าทรงรู้หรือไม่?” คำถามนี้ไม่ถูกต้อง หากเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่เคยสามัคคีธรรมกับพระเจ้า และไม่มีสัมพันธภาพระหว่างเจ้ากับพระเจ้าโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุใดเราจึงกล่าวว่าไม่มีสัมพันธภาพระหว่างเจ้ากับพระเจ้า? เจ้าไม่เคยใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถรู้สึกได้ว่าพระองค์สถิตอยู่กับเจ้าหรือไม่ พระองค์กำลังนำเจ้าอยู่หรือไม่ พระองค์กำลังคุ้มครองเจ้าอยู่หรือไม่ และพระองค์ทรงตำหนิเจ้าบ้างหรือไม่เมื่อเจ้าทำสิ่งที่ผิด หากเจ้าไม่รู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้ใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าเพียงแค่จินตนาการเรื่องนี้และตามใจตัวเอง—เจ้ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเจ้าเอง ไม่ใช่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และระหว่างเจ้ากับพระเจ้าก็ไม่มีสัมพันธภาพอันใดเลย

ผู้คนจะดำรงรักษาสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าไว้ได้อย่างไร? การรักษาสัมพันธภาพนี้เอาไว้ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง? ย่อมขึ้นอยู่กับการวิงวอน อธิษฐาน และมีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าอยู่ในหัวใจของพวกเขา สัมพันธภาพแบบนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ตลอดเวลา ดังนั้น เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่เป็นปกติกับพระเจ้า ผู้คนต้องสงบใจเสียก่อน บางคนทำสิ่งภายนอกเป็นนิตย์ และยุ่งอยู่กับกิจธุระภายนอกเท่านั้น หากพวกเขาไม่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณเลยสักหนึ่งหรือสองวัน พวกเขาย่อมจะไม่รู้ตัว ผ่านไปสามหรือสี่วัน หรือแม้กระทั่งหนึ่งหรือสองเดือน พวกเขาก็จะไม่รู้ตัวอยู่ดี นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่อธิษฐาน หรือวิงวอน หรือสามัคคีธรรมกับพระเจ้า การวิงวอนก็คือเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าและเจ้าต้องการให้พระเจ้าช่วยเจ้า นำเจ้า จัดหาให้เจ้า ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า ทำให้เจ้าเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ รู้ว่าความจริงคืออะไร เข้าใจว่าหลักธรรมความจริงคืออะไร และรู้ว่าควรปฏิบัติความจริงอย่างไร—นี่คือการวิงวอนประเภทที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า การอธิษฐานครอบคลุมขอบเขตที่ค่อนข้างกว้าง บางครั้งเจ้าอาจเล่าสิ่งทั้งหลายที่อยู่ในหัวใจของตน—เมื่อเจ้าเผชิญความยากลำบากหรือกำลังรู้สึกในทางที่เป็นลบและอ่อนแอ เจ้าสามารถพูดคุยเรื่องเหล่านี้กับพระเจ้าจากหัวใจ บางครั้งเมื่อเจ้ากำลังเป็นกบฏ เจ้าก็สามารถอธิษฐานถึงพระเจ้าได้เช่นกัน หรือพูดคุยกับพระเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าอยู่ทุกวัน ทั้งสิ่งที่เจ้าสามารถเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และสิ่งที่เจ้าไม่สามารถเข้าใจได้—นี่เรียกว่าการอธิษฐาน การอธิษฐานคือการพูดคุยกับพระเจ้าถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้าหรือการแสวงหาความจริงจากพระเจ้า บางครั้งก็มีการอธิษฐานตามเวลาที่กำหนดไว้ บางครั้งก็ไม่ได้มีการกำหนดเวลาอธิษฐานให้แน่นอนลงไป เจ้าสามารถอธิษฐานได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ การสามัคคีธรรมอยู่ในวิญญาณไม่มีรูปแบบเฉพาะ อาจมีบางสิ่งทำให้เจ้าไม่สบายใจ หรืออาจไม่มีอะไรก็ได้ เจ้าอาจมีบางสิ่งที่ต้องการจะกล่าว หรืออาจไม่มีก็ได้ เมื่อมีบางสิ่งที่ทำให้เจ้าไม่สบายใจ เจ้าควรพูดคุยกับพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนั้น และกล่าวคำอธิษฐาน ตามปกติแล้วเจ้าควรพยายามใคร่ครวญคำถามทั้งหลายอย่างเช่น พระเจ้าทรงรักมนุษย์อย่างไร พระองค์ทรงเป็นห่วงมนุษย์อย่างไร เพราะเหตุใดพระองค์จึงทรงตัดแต่งมนุษย์ ความหมายที่แท้จริงของการนบนอบพระเจ้าคืออะไร และอื่นๆ พลางสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าตลอดเวลาและในทุกสถานที่ อธิษฐานถึงพระเจ้า และแสวงหาจากพระองค์ นี่คือการสามัคคีธรรมในวิญญาณ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “สามัคคีธรรมทางวิญญาณ” บางครั้งขณะที่อยู่บนท้องถนน เจ้าอาจนึกถึงสิ่งที่ทำให้เจ้าอารมณ์เสียมากๆ เจ้าไม่จำเป็นต้องคุกเข่าหรือหลับตา เจ้าสามารถพูดกับพระเจ้าในหัวใจของเจ้าได้เลยว่า “ข้าแต่พระเจ้า สิ่งนี้เกิดขึ้นกับข้าพระองค์แล้วและข้าพระองค์ก็ไม่รู้วิธีจัดการเรื่องนี้อย่างถูกควร ดังนั้นขอพระองค์ทรงนำในเรื่องนี้ด้วยเถิด” เมื่อเจ้ารู้สึกถึงการดลใจในหัวใจของตน และเจ้าเล่าเรื่องนี้ให้พระเจ้าฟังด้วยถ้อยคำบางคำที่มาจากหัวใจ เมื่อนั้นพระองค์จะทรงรู้ บางครั้งเจ้าอาจรู้สึกคิดถึงบ้านและเจ้าก็กล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์คิดถึงบ้านเหลือเกิน” เจ้าไม่ได้บอกว่าเจ้ากำลังคิดถึงใครเป็นพิเศษ เพียงแต่เจ้ารู้สึกเศร้าและกำลังบอกเรื่องนี้กับพระเจ้า เจ้าจะสามารถแก้ปัญหาของเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้าและเล่าสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้าให้พระองค์ฟังเท่านั้น เจ้าสามารถแก้ปัญหาของตนด้วยการพูดคุยกับใครอีกคนได้หรือไม่? การทำเช่นนั้นจะไม่เลวร้ายนักหากเจ้าพบใครบางคนที่เข้าใจความจริง—ไม่เพียงเจ้าจะสามารถแก้ปัญหาของตนเองได้เท่านั้น แต่เจ้าจะได้ประโยชน์จากการทำเช่นนั้นอีกด้วย แต่หากเจ้าพบเจอคนที่ไม่เข้าใจความจริง เจ้าย่อมจะไม่สามารถแก้ปัญหาของเจ้าได้ และนี่ก็อาจส่งผลกระทบต่อปัญหาเหล่านั้นด้วย หากเจ้าพูดกับพระเจ้า พระเจ้าจะทรงชูใจและดลใจเจ้า หากเจ้าสามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และอ่านพระวจนะของพระองค์ จากนั้นก็ใคร่ครวญและอธิษฐาน เจ้าย่อมจะสามารถเข้าใจความจริงและแก้ปัญหาของเจ้าได้ พระวจนะของพระเจ้าสามารถช่วยให้เจ้าค้นพบเส้นทางที่จะเอาชนะความยากลำบากของเจ้าได้ และเวลาที่เจ้าข้ามอุปสรรคเล็กๆ นี้ไป เจ้าจะไม่สะดุด และอุปสรรคนี้ก็จะไม่ตีกรอบเจ้าเอาไว้ และจะไม่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ย่อมจะมีบ้างที่จู่ๆ เจ้าก็รู้สึกไม่มีความสุขและมืดมนเล็กน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าควรอธิษฐานถึงพระเจ้าทันที และมาใกล้ชิดพระองค์ ซึ่งหมายถึงการพูดกับพระองค์เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้าและเล่าความในใจกับพระองค์ตลอดเวลาไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เมื่อทำเช่นนี้ เจ้าจะสามารถพลิกสภาวะของตนกลับมาได้ เจ้าต้องมีความเชื่อว่า “พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างฉันทุกขณะ พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งฉัน ฉันสามารถรู้สึกได้ ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ใดหรือกำลังทำอะไร—ไม่ว่าฉันจะอยู่ในการชุมนุมหรือกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน—ฉันก็รู้อยู่ในหัวใจของฉันว่าพระเจ้ากำลังนำฉันโดยทรงจูงมือฉันอยู่ และพระองค์ไม่เคยทรงทอดทิ้งฉันเลย” บางครั้งเมื่อเจ้านึกถึงว่าเจ้าผ่านแต่ละวันมาแบบนี้ได้อย่างไรตั้งหลายปี เจ้าย่อมจะรู้สึกว่าเจ้ามีวุฒิภาวะมากขึ้น พระเจ้าทรงนำเจ้า และความรักของพระเจ้าก็คอยคุ้มครองเจ้าอยู่เสมอ เมื่อเจ้านึกถึงสิ่งเหล่านี้ เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะอธิษฐานในหัวใจของเจ้า พลางขอบคุณพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอขอบคุณพระองค์! ข้าพระองค์อ่อนแอเกินไป ขลาดกลัว และเสื่อมทรามมากเหลือเกิน หากไม่มีพระองค์คอยนำเช่นนี้ ข้าพระองค์ย่อมไม่มีหนทางที่จะมาถึงวันนี้ได้ด้วยตนเอง” นี่คือการสามัคคีธรรมฝ่ายจิตวิญญาณมิใช่หรือ? หากผู้คนสามารถสามัคคีธรรมกับพระเจ้าในหนทางนี้ได้บ่อยๆ พวกเขาย่อมจะมีเรื่องคุยกับพระเจ้ามากมายมิใช่หรือ? พวกเขาจะไม่ปล่อยเวลาให้เวลาผ่านไปหลายวันโดยไม่พูดอะไรสักอย่างกับพระเจ้า เมื่อเจ้าไม่มีสิ่งใดจะพูดกับพระเจ้า พระเจ้าก็ไม่สถิตอยู่ในหัวใจของเจ้า หากพระเจ้าสถิตอยู่ในหัวใจของเจ้า และเจ้ามีความเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถกล่าวความในใจทุกคำกับพระองค์ รวมถึงเรื่องที่เจ้าจะพูดกับคนที่รู้ใจ อันที่จริงพระเจ้าก็คือคนรู้ใจที่สนิทกับเจ้ามากที่สุด หากเจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะคนรู้ใจที่สนิทกับเจ้าที่สุด ในฐานะครอบครัวที่เจ้าพึ่งพามากที่สุด ที่เจ้าพบว่าเป็นที่พึ่งได้มากที่สุด ไว้วางใจได้มากที่สุด และใกล้ชิดกับเจ้าที่สุด เช่นนั้นแล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะไม่มีอะไรพูดกับพระเจ้า หากเจ้ามีบางสิ่งที่จะพูดกับพระเจ้าอยู่เสมอ เจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์เป็นนิตย์มิใช่หรือ? หากเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้าเป็นนิตย์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะรู้สึกได้ทุกขณะว่าพระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งและนำเจ้าอย่างไร พระองค์ทรงดูแลและคุ้มครองเจ้าอย่างไร นำสันติและความยินดีมาให้เจ้าอย่างไร พระองค์ทรงอวยพรเจ้าอย่างไร และพระองค์ทรงตักเตือนเจ้า บ่มวินัยเจ้า สั่งสอนเจ้า พิพากษาและตีสอนเจ้าอย่างไร ทั้งหมดนี้จะชัดเจนและเป็นที่ประจักษ์สำหรับเจ้า หากเจ้าทำอะไรแต่พอให้พ้นตัวทุกวัน เชื่อในพระเจ้าเพียงคำพูดเท่านั้น ไม่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้า และหากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนและเข้าร่วมการชุมนุมเพียงภายนอกเท่านั้น อ่านพระวจนะของพระเจ้าและอธิษฐานทุกวัน ทำสิ่งเหล่านี้ไปตามขั้นตอนเท่านั้น เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมไม่ใช่การเชื่อในพระเจ้า—สิ่งที่เจ้าสังเกตเห็นในพิธีกรรมทางศาสนาเหล่านี้ไม่มีอะไรสัมพันธ์กับความจริง ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างถี่ถ้วนสักหนึ่งบทตอนทุกวัน อธิษฐานและสามัคคีธรรมภายในพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาควรได้รับความกระจ่างเล็กน้อยจากพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน และเข้าใจความจริงบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาควรที่จะสามารถแสวงหาความจริงและรับมือเรื่องทั้งหลายได้ตามหลักธรรมขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน สามารถได้รับประสบการณ์ชีวิตทุกวัน และมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า นั่นคือผู้เชื่อที่แท้จริงและเป็นคนที่ติดตามพระเจ้า

ปัญหาที่สำคัญที่สุดและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขมากที่สุดในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าคือเรื่องใด? คือเรื่องสัมพันธภาพที่ปกติระหว่างเจ้ากับพระเจ้า หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่หัวใจของเจ้าไม่มีพระองค์ เจ้าตัดความสัมพันธ์กับพระองค์ไปแล้ว และไม่ได้ปฏิบัติต่อพระเจ้าเหมือนเป็นสมาชิกครอบครัวและคนรู้ใจที่เจ้าใกล้ชิดด้วยที่สุด ไว้วางใจที่สุด และสนิทที่สุด เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็ไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า จงปฏิบัติตามวจนะของเราสักระยะหนึ่งและดูว่าสภาวะภายในของพวกเจ้าเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ ด้วยการปฏิบัติตามวจนะของเรา เจ้าสามารถมั่นใจได้ว่าเจ้าจะใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า มีภาวะที่ปกติ และมีสภาวะที่ปกติ เมื่อสภาวะของคนคนหนึ่งเป็นปกติ และพวกเขาไม่ได้รับอิทธิพลจากผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย หรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพวกเขาในทุกช่วงของประสบการณ์ชีวิตที่พวกเขามี และพวกเขาสามารถยืนหยัดในการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามปกติ พวกเขาย่อมมีวุฒิภาวะที่แท้จริงและเป็นคนที่เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแล้ว

13 กรกฎาคม ค.ศ. 2017

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger