การเชื่อในศาสนาหรือการเข้าร่วมศาสนพิธีไม่สามารถช่วยคนเราให้รอด (ตอนที่สอง)
ความเชื่อในพระเจ้าคืออะไรกันแน่? การเชื่อในศาสนาเทียบเท่ากับความเชื่อในพระเจ้าหรือไม่? การเชื่อในศาสนาคือการติดตามซาตาน การเชื่อในพระเจ้าคือการติดตามพระเจ้า—และเฉพาะผู้ที่ติดตามพระคริสต์เท่านั้นที่เป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ใครบางคนที่ไม่ยอมรับแม้แต่น้อยว่าพระวจนะของพระเจ้าคือชีวิตของตนก็ไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง พวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ และไม่ว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้วก็ตาม ก็ไม่มีประโยชน์อะไร หากผู้เชื่อในพระเจ้าเพียงแต่เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา แต่ไม่ปฏิบัติความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้า และพระเจ้าก็ไม่ทรงยอมรับพวกเขา หากพระเจ้าจะทรงยอมรับเจ้าในฐานะผู้ติดตามของพระองค์ เจ้าจำเป็นต้องมีอะไร? เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงใช้มาตรฐานใดในการประเมินบุคคล? พระเจ้าทรงประเมินว่าเจ้าทำทุกสิ่งตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์หรือไม่ และเจ้าปฏิบัติความจริงและนบนอบต่อความจริงตามพระวจนะของพระองค์หรือไม่ นี่คือมาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้ประเมินบุคคล การประเมินของพระเจ้าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานที่ว่าเจ้าเชื่อในพระองค์มากี่ปี เจ้าได้เดินทางมาไกลเพียงใด เจ้ามีพฤติกรรมที่ดีกี่ประการ หรือเจ้าเข้าใจคำพูดและคำสอนกี่ประการ พระองค์ทรงประเมินเจ้าบนพื้นฐานที่ว่าเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่และเจ้าเลือกเส้นทางใด ผู้คนจำนวนมากเชื่อในพระเจ้าและสรรเสริญพระองค์ด้วยวาจา แต่ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่รักพระวจนะที่พระเจ้าตรัส พวกเขาไม่สนใจความจริง พวกเขาเชื่อเสมอว่าการใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตานหรือทฤษฎีทางโลกทั้งหลายเป็นสิ่งที่คนปกติทำ เชื่อว่านี่คือวิธีที่คนเราสามารถคุ้มครองตนเองได้ และนี่คือวิธีใช้ชีวิตในโลกอย่างมีคุณค่า เหล่านี้คือผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ใช่หรือไม่? ไม่ พวกเขาไม่ใช่ คำพูดของผู้คนที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงฟังดูหลักแหลมเป็นพิเศษและอาจชักพาผู้อื่นให้หลงเชื่อได้ง่าย เจ้าอาจยึดถือคำพูดของพวกเขาว่าเป็นความจริงหรือคติพจน์ที่จะปฏิบัติตาม แต่เมื่อกล่าวถึงพระวจนะของพระเจ้า กล่าวถึงข้อพึงประสงค์ธรรมดาที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คน เช่น การเป็นคนที่ซื่อสัตย์ หรือการรักษาที่ทางของคนเราอย่างยินดีร่วมมือและละเอียดรอบคอบ การปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และการมีความประพฤติที่สม่ำเสมอและซื่อสัตย์ หากเจ้าไม่สามารถนำพระวจนะเหล่านี้ไปปฏิบัติได้และไม่ถือว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไม่ใช่ผู้ติดตามพระเจ้า เจ้าอ้างว่ากำลังปฏิบัติความจริง แต่หากพระเจ้าทรงถามเจ้าว่า “‘ความจริง’ ที่เจ้ากำลังปฏิบัติคือพระวจนะของพระเจ้าใช่หรือไม่? หลักธรรมที่เจ้าค้ำจุนนั้นอยู่บนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?”—เจ้าจะอธิบายตัวเจ้าเองอย่างไร? หากพื้นฐานของเจ้าไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพื้นฐานของเจ้าย่อมเป็นคำพูดของซาตาน เจ้ากำลังใช้ชีวิตตามคำพูดของซาตาน แต่เจ้ากลับอ้างว่ากำลังปฏิบัติความจริงและทำให้พระเจ้าพอพระทัย นั่นเป็นการสบประมาทพระเจ้าไม่ใช่หรือ? ตัวอย่างเช่น พระเจ้าทรงสั่งสอนผู้คนให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ แต่บางคนก็ไม่ไตร่ตรองว่าการเป็นคนที่ซื่อสัตย์นั้นที่จริงแล้วส่งผลอย่างไร การเป็นคนที่ซื่อสัตย์นั้นควรปฏิบัติตนอย่างไร สิ่งใดบ้างที่พวกเขาใช้ชีวิตตามและเผยให้เห็นที่ไม่ซื่อสัตย์ และสิ่งใดบ้างที่พวกเขาใช้ชีวิตตามและเผยให้เห็นที่ซื่อสัตย์ แทนที่จะไตร่ตรองแก่นแท้ของความจริงในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขากลับหันไปหาหนังสือของผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาคิดว่า “คำกล่าวของผู้ไม่มีความเชื่อก็ดีไม่น้อยเหมือนกัน—คำกล่าวเหล่านั้นก็สอนผู้คนให้เป็นคนดีเช่นกัน! ตัวอย่างเช่น ‘คนดีมีชีวิตที่เปี่ยมสันติสุข’ ‘ผู้คนที่ไร้เล่ห์มารยาเหนือกว่าเสมอ’ ‘การให้อภัยผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่โง่ การนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ในภายหลัง’ ถ้อยแถลงเหล่านี้ถูกต้องเช่นกัน และตรงกับความจริง!” ดังนั้นพวกเขาจึงยึดถือตามคำพูดเหล่านี้ ด้วยการปฏิบัติตามคติพจน์เหล่านี้ของผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตในฐานะของบุคคลประเภทใด? พวกเขาสามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่สามารถทำได้) มีผู้คนเช่นนี้มากมายมิใช่หรือ? พวกเขาได้รับความรู้บางประการ พวกเขาได้อ่านหนังสือสองสามเล่มและผลงานที่มีชื่อเสียงสองสามชิ้น พวกเขาได้รับมุมมองบางประการ และได้ยินคำกล่าวที่มีชื่อเสียงและสุภาษิตพื้นบ้านมาสองสามประโยค จากนั้นพวกเขาก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง ปฏิบัติตนและปฏิบัติหน้าที่ของตนตามคำกล่าวเหล่านี้ นำคำกล่าวเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตของตนในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า และคิดว่าพวกเขากำลังตอบสนองพระทัยของพระเจ้า นี่เป็นการแทนที่ความจริงด้วยความเทียมเท็จมิใช่หรือ? นี่เป็นการข้องเกี่ยวกับการหลอกลวงมิใช่หรือ? นี่คือการหมิ่นประมาทสำหรับพระเจ้า! สิ่งเหล่านี้สำแดงออกมาในทุกคนและมีจำนวนไม่น้อยเลย สำหรับผู้ที่ปฏิบัติต่อคำพูดที่น่าฟังและคำสอนที่ถูกต้องของผู้คนในฐานะความจริงที่ควรค้ำชู แต่เพิกเฉยและไม่เอาใจใส่พระวจนะของพระเจ้า และไม่ว่าจะอ่านพระวจนะเหล่านั้นกี่ครั้งก็ไม่อาจนำมาเป็นชีวิตของตน หรือมองว่าพระวจนะเหล่านั้นเป็นความจริง เช่นนี้พวกเขาเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าหรือไม่? พวกเขาเป็นผู้ติดตามพระเจ้าหรือไม่? (ไม่ใช่) ผู้คนเช่นนี้เชื่อในศาสนา พวกเขายังคงติดตามซาตานอยู่! พวกเขาเชื่อว่าถ้อยคำที่ซาตานกล่าวนั้นเป็นไปตามหลักปรัชญา เชื่อว่าถ้อยคำเหล่านั้นลึกซึ้งและเป็นอมตะอย่างยิ่ง พวกเขามองว่าถ้อยคำเหล่านั้นเป็นคำกล่าวที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นความจริงสูงสุด ไม่ว่าพวกเขาจะเลิกทำสิ่งอื่นใดก็ตาม พวกเขาก็ไม่สามารถปล่อยมือจากถ้อยคำเหล่านั้นได้ การละทิ้งถ้อยคำเหล่านั้นจะเป็นเหมือนกับการสูญสิ้นรากฐานแห่งชีวิตของพวกเขา เหมือนกับการทำให้หัวใจของพวกเขาว่างเปล่า คนเหล่านี้เป็นคนประเภทใด? พวกเขาเป็นผู้ติดตามซาตาน และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขายอมรับคำกล่าวที่มีชื่อเสียงของซาตานว่าเป็นความจริง พวกเจ้าสามารถชำแหละและจำแนกสภาวะต่างๆ ที่พวกเจ้าพบว่าตนเองอยู่ในนั้นภายในบริบทที่แตกต่างกันได้หรือไม่? ตัวอย่างเช่น บางคนเชื่อในพระเจ้าและอ่านพระวจนะของพระองค์บ่อยๆ แต่เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขามักจะพูดเสมอว่า “แม่ของฉันบอกว่า” “ปู่ของฉันบอกว่า” “บุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างนี้อย่างนั้นได้กล่าวไว้ว่า” หรือ “หนังสือเล่มนั้นเล่มนี้กล่าวว่า” พวกเขาไม่เคยพูดว่า “พระวจนะของพระเจ้ากล่าวเช่นนี้” “ข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีสำหรับพวกเราเป็นเช่นนั้น” “พระเจ้าตรัสเช่นนี้” พวกเขาไม่เคยกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ พวกเขากำลังติดตามพระเจ้าอยู่หรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้น) ผู้คนค้นพบสภาวะเหล่านี้อย่างง่ายดายหรือไม่? ไม่ สภาวะเหล่านี้ไม่อาจถูกค้นพบได้ง่าย แต่การดำรงอยู่ของสภาวะเหล่านี้ในตัวผู้คนเป็นความเสียหายอันใหญ่หลวงของพวกเขา เจ้าอาจเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาสามปี ห้าปี แปดปี หรือสิบปีแล้ว แต่ยังคงไม่รู้ว่าจะนบนอบพระเจ้าหรือปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เจ้ายังคงใช้คำพูดเยี่ยงซาตานเป็นพื้นฐานของเจ้า เจ้ายังคงแสวงหาพื้นฐานจากวัฒนธรรมดั้งเดิม นั่นคือความเชื่อในพระเจ้าใช่หรือไม่? เจ้ากำลังติดตามซาตานมิใช่หรือ? เจ้าใช้ชีวิตตามคำพูดเยี่ยงซาตานและตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน ดังนั้นเจ้ากำลังต้านทานพระเจ้าอยู่มิใช่หรือ? เนื่องจากเจ้าไม่ปฏิบัติตามหรือใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า ไม่ติดตามรอยพระบาทของพระเจ้า ไม่สามารถเอาใจใส่ในสิ่งที่พระเจ้าตรัสได้ และไม่สามารถนบนอบสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงหรือพึงประสงค์ เจ้าย่อมไม่ได้กำลังติดตามพระเจ้าอยู่ เจ้ายังคงกำลังติดตามซาตานอยู่ ซาตานอยู่ที่ใด? ซาตานอยู่ในหัวใจของผู้คน ปรัชญา ตรรกะ และกฎเกณฑ์ และวาจาเยี่ยงมารต่างๆ ของซาตานได้หยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของผู้คนมานานแล้ว นี่คือปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด หากเจ้าไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าได้ ดังนั้นพวกเจ้าต้องยกทุกสิ่งที่พวกเจ้าทำ ความคิดและทัศนะของพวกเจ้า และพื้นฐานของพวกเจ้าในการทำสิ่งทั้งหลายขึ้นมาเปรียบเทียบกับพระวจนะของพระเจ้า และชำแหละสิ่งทั้งหลายในความคิดของพวกเจ้า พวกเจ้าต้องรู้ว่าสิ่งใดบ้างภายในตัวพวกเจ้าคือปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก คติพจน์ที่ได้รับความนิยม วัฒนธรรมดั้งเดิม ตลอดจนสิ่งใดบ้างมาจากความรู้ทางปัญญา พวกเจ้าต้องรู้ว่าในบรรดาสิ่งเหล่านี้มีสิ่งใดบ้างที่พวกเจ้าเชื่อเสมอว่าถูกต้องและสอดคล้องกับความจริง สิ่งใดบ้างที่พวกเจ้าปฏิบัติตามราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความจริง และสิ่งใดบ้างที่พวกเจ้าเปิดโอกาสให้มาแทนที่ความจริง พวกเจ้าต้องชำแหละสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจ้าปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเชื่อว่าถูกต้องและล้ำค่าในฐานะความจริง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรู้เท่าทันสิ่งเหล่านั้น—แต่หากเจ้ารู้เท่าทันสิ่งเหล่านั้น เจ้าย่อมจะฝ่าฟันอุปสรรคสำคัญไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องขัดขวางไม่ให้ผู้คนเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า ปฏิบัติความจริง และนบนอบพระเจ้า หากเจ้าใช้เวลาทั้งวันอย่างงุนงงและไม่รู้ว่าจะทำอะไร และไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้หรือมุ่งความสนใจไปที่การแก้ปัญหาเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วปัญหาเหล่านี้ก็คือรากเหง้าของอาการป่วยของเจ้า เป็นพิษในหัวใจของเจ้า หากสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกขจัดออกไป เจ้าจะไม่สามารถติดตามพระเจ้าได้อย่างแท้จริง และไม่สามารถปฏิบัติตามความจริงหรือนบนอบพระเจ้าได้ และไม่มีหนทางที่จะบรรลุความรอด
ตอนนี้พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าเคยคิดถึงสภาวะ แนวคิด หรือมุมมองอันมีอคติภายในตัวพวกเจ้าเองที่ขัดแย้งกับความปรารถนาของพระเจ้า ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า และความจริง แต่พวกเจ้ากลับถือว่าเป็นความจริง และปฏิบัติและค้ำจุนสิ่งเหล่านั้นในฐานะความจริงบ้างหรือไม่? (ข้าพระองค์มีมุมมองว่าในฐานะบุคคลหนึ่ง คนเราควรเพียรพยายามเป็นคนดี เป็นคนที่ทุกคนชอบและต้องการที่จะคบหา ตอนที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจความจริง ข้าพระองค์คิดว่าการแสวงหานี้ดูสมเหตุสมผลและถูกต้อง แต่ตอนนี้ เมื่อประเมินกับความจริงแล้ว ข้าพระองค์ก็ตระหนักว่าบุคคลเช่นนั้นคือคนที่ชอบเอาใจผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้อ่านการเผยของพระเจ้าเกี่ยวกับคนหลอกลวง ข้าพระองค์ก็หยั่งรู้ว่าข้าพระองค์มีเจตนารมณ์อันหลอกลวงในการทำเช่นนี้ พยายามทำทุกสิ่งเพื่อรักษาความมีหน้ามีตาและสถานะของข้าพระองค์เองโดยการเอาใจผู้อื่น ทำให้พวกเขาเกิดความประทับใจที่จอมปลอมและชักพาให้พวกเขาหลงเชื่อ บางคราวข้าพระองค์ถึงกับสละผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อเอาใจผู้อื่น ข้าพระองค์ไม่ได้เป็นคนดีเลย และข้าพระองค์ก็ไม่ได้มีสภาพเสมือนของบุคคลที่จริงใจด้วย เมื่อข้าพระองค์ค้นพบสิ่งเหล่านี้ ข้าพระองค์ก็ปรารถนาที่จะแสวงหาความจริง ที่จะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า มากกว่าการเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน ข้าพระองค์ต้องการเป็นคนที่พูดอย่างสัตย์จริงและตามข้อเท็จจริง เป็นคนที่ตรงไปตรงมาในทุกสิ่ง เพราะการนี้ตรงกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า) (ข้าพระองค์ได้สังเกตเห็นในช่วงเวลานี้ว่าข้าพระองค์มุ่งความสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายนอก ตัวอย่างเช่น เมื่อพี่น้องชายหญิงบางคนบอกข้าพระองค์ว่า ข้าพระองค์เป็นคนโอหังและร่วมมือด้วยยาก ข้าพระองค์ก็จะพยายามยินดีช่วยเหลือและหารือเรื่องต่างๆ กับพวกเขาในหนทางที่อ่อนโยนและเป็นมิตร ข้าพระองค์ทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาบอกข้าพระองค์ และหากข้าพระองค์เห็นใครทำผิดพลาดในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน ข้าพระองค์ก็จะไม่ชี้ให้เห็นความผิดพลาดนั้น แต่กลับรักษาสันติและความปรองดองไว้ ขณะที่กำลังฟังการสามัคคีธรรมของพระเจ้าในตอนนี้ ข้าพระองค์เห็นว่าข้าพระองค์ไม่ได้กำลังปฏิบัติตนตามพระวจนะของพระเจ้า ข้าพระองค์กำลังปฏิบัติตนตามปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตาน ข้าพระองค์กำลังใช้พฤติกรรมภายนอกที่ดีของข้าพระองค์ชักพาผู้อื่นให้หลงเชื่อ เมื่ออันที่จริงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของข้าพระองค์ยังไม่ได้ถูกสลัดทิ้งไป ข้าพระองค์ไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และข้าพระองค์ก็เสียเวลาไปมาก) ตอนนี้พวกเจ้าสามารถรับรู้และตระหนักถึงมุมมองและการปฏิบัติบางประการที่ไม่ถูกต้องในอดีตได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเจ้าเมื่อเจ้าปฏิบัติความจริง เมื่อได้ตระหนักและรับรู้สภาวะเหล่านี้แล้ว พวกเจ้ามีความคิดและความรู้สึกอย่างไรบ้างเกี่ยวกับสถานการณ์เลวร้ายของมนุษยชาติอันเสื่อมทราม? เจ้าได้สำนึกหรือไม่ว่ามนุษยชาติอันเสื่อมทรามนี้ถูกซาตานควบคุมอย่างเด็ดขาดและแน่นหนา? เจ้าได้ตระหนักรู้เรื่องนี้แล้วหรือไม่? (ใช่) เจ้าตระหนักรู้เรื่องนี้เมื่อใด? (เมื่อข้าพระองค์ต้องการที่จะปฏิบัติความจริง ธรรมชาติของซาตานได้ควบคุมและกักขังข้าพระองค์ไว้ภายใน ข้าพระองค์ดิ้นรนในหัวใจของข้าพระองค์แต่ไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ ราวกับว่าข้าพระองค์กำลังสวมบางสิ่งที่คล้ายกับกุญแจมืออยู่ เรื่องนี้เจ็บปวดมาก) ตอนนั้นเจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าซาตานนั้นน่าชังอย่างที่สุด? หรือว่าเจ้าด้านชาเมื่อเวลาผ่านไปและไม่สามารถทำใจให้เกลียดชังได้อีกต่อไป? (ข้าพระองค์รู้สึกได้ว่าซาตานนั้นน่าชัง) เจ้าตระหนักถึงความจำเป็นอันยิ่งยวดของพระราชกิจของพระเจ้าในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดหรือไม่? เจ้าสามารถรับรู้ได้หรือไม่ว่าพระวจนะและความจริงที่พระเจ้าทรงแสดง ซึ่งรวมถึงพระวจนะเหล่านั้นที่เปิดโปงมวลมนุษย์ ล้วนเป็นความเป็นจริง ไม่มีสักวลีเดียวที่ไม่จริง และพระวจนะและความจริงเหล่านั้นล้วนสอดคล้องกับข้อเท็จจริงโดยสมบูรณ์และเป็นพระวจนะที่มวลมนุษย์ต้องการจำเป็นมากที่สุดเพื่อที่จะได้รับความจริงและได้รับการช่วยให้รอด? มนุษยชาติต้องการความรอดจากพระเจ้าอย่างที่สุด! หากพระเจ้ามิได้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์เพื่อที่จะทรงพระราชกิจของพระองค์ หากพระเจ้ามิได้แสดงความจริงมากมายยิ่งนัก มนุษยชาติจะสามารถพบเส้นทางสู่ความรอดได้ที่ใด? การพึ่งพาซาตานและวิญญาณชั่วร้ายทั้งปวงในเรื่องของหมายสำคัญและการอัศจรรย์จะนำไปสู่ความพินาศ ผู้คนที่ใช้ชีวิตตามปรัชญา ตรรกะ และกฎเกณฑ์ของซาตานล้วนตกเป็นเป้าของการทำลายล้าง ตอนนี้พวกเจ้าตระหนักรู้เรื่องนี้หรือไม่? หากเจ้าเพียงแค่ตระหนักรู้เรื่องนี้ นั่นก็ไม่เพียงพอ นั่นเป็นเพียงแค่หัวใจหนึ่งดวงที่โหยหาความรอดของพระเจ้า แต่เจ้าสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ และสามารถน้อมรับการพิพากษาและการตีสอนได้หรือไม่ และสามารถทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้หรือไม่—เหล่านี้เป็นคำถามที่สำคัญยิ่งยวด บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าต้องรักความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก และพวกเขาต้องเกลียดชังความชั่วและทุกสิ่งที่มาจากซาตานด้วย พวกเขาต้องมุ่งความสนใจไปที่การทบทวนตนเองและการเข้าใจตนเอง และการหยั่งรู้การเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาเอง พวกเขาต้องมองเห็นอย่างชัดเจนว่าแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขานั้นน่าขยะแขยงและเลวร้าย เป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้าและพระเจ้าทรงรังเกียจ และสามารถรู้สึกถึงการผลักไสตนเองและรังเกียจตนเองจากหัวใจของพวกเขา เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถมีความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งที่จะสลัดทิ้งและหลุดพ้นจากพันธนาการและการบีบคั้นของธรรมชาติของซาตานได้ และสามารถปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้าได้ หากปราศจากความมุ่งมั่นนี้ เจ้าจะพบว่าการปฏิบัติความจริงเป็นเรื่องยาก ต่อให้มีข้อพึงประสงค์ให้เจ้าทำเช่นนั้นก็ตาม ผู้คนต้องต่อสู้ดิ้นรนแทบตายท่ามกลางสภาวะทั้งหลาย เช่น พันธนาการ การบงการ การทรมาน การบดขยี้ และการทำให้เสื่อมเสียจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา เมื่อคนเรารู้สึกถึงความเจ็บปวดนี้เท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถเกลียดชังซาตานได้ และมีความแน่วแน่และความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องทั้งหมดนี้ เมื่อพวกเขาได้สู้ทนความทุกข์มามากพอแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถพัฒนาความมุ่งมั่นและมีแรงจูงใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและหลุดพ้นจากเรื่องทั้งหมดนี้ หากเจ้ารู้สึกว่าสิ่งทั้งหลายของซาตานนั้นดีทีเดียว สิ่งเหล่านั้นสามารถตอบสนองเนื้อหนังและทำให้มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของผู้คน ความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อของพวกเขา ตลอดจนความชอบส่วนตนนานัปการของพวกเขาลุล่วงได้ โดยไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ หรือสำนึกว่าซาตานทำร้ายผู้คนอย่างไร เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมเต็มใจที่จะหลุดพ้นจากเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่? (ไม่) สมมุติว่าคนหลอกลวงตระหนักรู้ว่าพวกเขาเป็นคนหลอกลวง พวกเขาชอบโกหกและไม่ชอบพูดความจริง และในการที่พวกเขาติดต่อกับผู้อื่น พวกเขาก็มักจะกำลังปกปิดสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ แต่พวกเขากลับสนุกสนานในการนี้ พลางคิดกับตนเองว่า “การใช้ชีวิตเช่นนี้ดีเยี่ยม ฉันกำลังตบตาผู้อื่นอยู่ตลอด แต่พวกเขาไม่สามารถทำแบบเดียวกันกับฉันได้ ฉันพึงพอใจแทบจะตลอดเวลาตราบเท่าที่เกี่ยวกับความเป็นไปของผลประโยชน์ ความภาคภูมิใจ สถานะ และความฟุ้งเฟ้อของตัวฉันเอง สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามแผนของฉัน อย่างไม่มีที่ติ แนบเนียน และไม่มีใครสามารถรู้เท่าทันแผนของฉันได้” นั่นเป็นบุคคลประเภทที่ต้องการเป็นคนซื่อสัตย์หรือไม่? พวกเขาไม่ต้องการ บุคคลนี้เชื่อว่าการหลอกลวงและความคดโกงเป็นความฉลาดและปัญญา เป็นสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก พวกเขาเชิดชูสิ่งเหล่านี้และไม่อาจทนการไม่มีสิ่งเหล่านี้ได้ “นี่เป็นหนทางที่สมบูรณ์แบบในการประพฤติตน และเป็นหนทางเดียวที่มีคุณประโยชน์ในการใช้ชีวิต” พวกเขาคิดว่า “นี่เป็นหนทางเดียวที่มีคุณค่าในการใช้ชีวิต หนทางเดียวในการใช้ชีวิตที่ทำให้คนอื่นอิจฉาฉันและนับถือฉัน คงจะเป็นเรื่องโง่เขลาและงี่เง่าที่ฉันจะไม่ใช้ชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตาน ฉันคงจะพ่ายแพ้อยู่เสมอ—ถูกรังแก ถูกเลือกปฏิบัติ และได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นคนรับใช้ การใช้ชีวิตแบบนั้นไม่มีคุณค่าอะไร ฉันจะไม่มีวันเป็นคนที่ซื่อสัตย์!” บุคคลประเภทนี้จะเลิกอุปนิสัยอันหลอกลวงของพวกเขาและปฏิบัติตนเป็นคนที่ซื่อสัตย์หรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน ไม่ว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามานานเพียงใด พวกเขาเคยได้ยินคำเทศนามามากเท่าไร และพวกเขาเข้าใจความจริงมากี่ประการแล้วก็ตาม ผู้คนเช่นนี้ก็ไม่มีวันจะติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาไม่มีวันจะติดตามพระเจ้าอย่างปิติยินดี เพราะพวกเขารู้สึกว่าเพื่อที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาจะต้องละเว้นมากมายนัก ละทิ้งมากมายนัก และทนทุกข์กับความเจ็บปวดและความสูญเสีย พวกเขารับเรื่องนี้ไม่ได้เลยจริงๆ พวกเขาคิดว่า “การเชื่อในพระเจ้าคือการเชื่อในศาสนา การเป็นผู้เชื่อเพียงในนาม การมีพฤติกรรมที่ดีสองสามประการ และการมีบางสิ่งเพื่อการค้ำชูฝ่ายวิญญาณ เพียงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องจ่ายราคา ทนทุกข์ หรือละทิ้งสิ่งใด ตราบเท่าที่คนเราเชื่อในหัวใจของพวกเขาและพูดว่าพวกเขายอมรับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วความเชื่อในพระเจ้าประเภทนั้นจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์! ความเชื่อเช่นนั้นช่างยิ่งใหญ่นัก!” ในท้ายที่สุดผู้คนเช่นนั้นจะสามารถได้รับความจริงหรือไม่? (ไม่สามารถ) อะไรคือเหตุผลที่พวกเขาจะไม่สามารถได้รับความจริง? พวกเขาไม่มีความรักให้แก่สิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก พวกเขาไม่โหยหาความสว่าง และพวกเขาไม่รักหนทางของพระเจ้าหรือความจริง พวกเขาชอบที่จะทำตามกระแสนิยมทางโลก พวกเขาหลงใหลชื่อเสียง ความได้เปรียบ และสถานะ พวกเขารักที่จะโดดเด่นเหนือฝูงชน พวกเขาบูชาชื่อเสียง ความได้เปรียบ และสถานะ และพวกเขาก็เทิดทูนบุคคลที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียง แต่อันที่จริงพวกเขาเทิดทูนปีศาจและเหล่าซาตานทั้งหลาย แท้จริงแล้วสิ่งที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาไม่ใช่ความจริงหรือสิ่งที่เป็นบวก ทว่า พวกเขากลับบูชาความรู้ ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่เห็นชอบกับผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับเห็นชอบและชื่นชมผู้คนที่มีความสามารถพิเศษและพรสวรรค์ ในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาไม่ได้เดินในเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง แต่เดินในเส้นทางของการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะ และอำนาจ พวกเขาเพียรพยายามที่จะเป็นใครบางคนที่มีเล่ห์มารยามากมาย คนที่ชนะด้วยกลอุบายอันชาญฉลาด พวกเขาพยายามที่จะผนวกตนเองเข้ากับสังคมชั้นสูงเพื่อที่จะกลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียง พวกเขาต้องการให้คนทักทายด้วยความเคารพนับถือและได้รับการต้อนรับในทุกโอกาสที่พวกเขาบังเอิญไปเข้าร่วม พวกเขาอยากเป็นที่เลื่อมใสของผู้คน นั่นคือบุคคลประเภทที่พวกเขาอยากเป็น นี่เป็นหนทางประเภทใด? นี่เป็นหนทางแห่งปีศาจ เส้นทางแห่งความชั่ว นี่ไม่ใช่หนทางที่ผู้เชื่อในพระเจ้าเลือก พวกเขาใช้ปรัชญาของซาตาน ตรรกะของซาตาน พวกเขาใช้ทุกกลอุบาย ทุกเล่ห์เหลี่ยมของซาตานในทุกสภาพแวดล้อม เพื่อหลอกให้ผู้คนไว้ใจพวกเขา เพื่อให้ผู้คนบูชาและติดตามพวกเขา นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรเดิน ไม่เพียงแต่คนเหล่านี้จะไม่ได้รับการช่วยให้รอด พวกเขายังต้องพบกับการลงโทษของพระเจ้าอีกด้วย—นี่เป็นเรื่องที่ไม่ต้องสงสัยแม้แต่น้อย อะไรคือพื้นฐานในการที่บุคคลหนึ่งจะสามารถได้รับความรอดหรือไม่? การนี้อยู่บนพื้นฐานที่ว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ นบนอบพระราชกิจของพระเจ้าได้หรือไม่ และเดินในเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ การนี้ถูกตัดสินบนพื้นฐานของปัจจัยเหล่านี้ คนเราสามารถบรรลุความรอดของพระเจ้าในความเชื่อได้ด้วยเส้นทางใด? พวกเขาต้องติดตามพระเจ้า เอาใจใส่พระวจนะของพระองค์ นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดแจงเตรียมการของพระองค์ และใช้ชีวิตตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์และความจริง ด้วยเส้นทางนี้เท่านั้นที่คนเราอาจจะบรรลุความรอด
4 มกราคม ค.ศ. 2018
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ