การเข้าสู่ชีวิตเริ่มต้นที่การปฏิบัติหน้าที่ (ตอนที่สอง)

เพื่อที่จะทำหน้าที่ของเจ้าได้ตามมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับได้ ก่อนอื่นเจ้าต้องมีวิธีคิดที่ถูกต้องเหมาะสมเสียก่อน เมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเผยตัวออกมา เจ้าต้องปรับเปลี่ยนสภาวะของตนเองด้วย เมื่อเจ้าสามารถปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้อง เมื่อเจ้าสลัดหลุดจากข้อจำกัดและอิทธิพลของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทุกประเภทแล้ว เมื่อเจ้านบนอบพระเจ้าได้โดยสมบูรณ์ เมื่อนั้นเจ้าจะสามารถทำหน้าที่ของตนได้ดี เคล็ดลับในการทำสิ่งนี้ก็คือการให้ความสำคัญแก่หน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าเป็นอันดับแรกเสมอ ในกระบวนการทำหน้าที่ของเจ้านั้น เจ้าต้องสำรวจตนเองอยู่เสมอว่า “ฉันมีท่าทีแบบสุกเอาเผากินในการทำหน้าที่ของตนหรือไม่? สิ่งใดรบกวนใจฉันและทำให้ฉันสุกเอาเผากินในการทำหน้าที่ของตน? ฉันกำลังทำหน้าที่ด้วยหัวใจและพละกำลังทั้งหมดของตัวเองหรือเปล่า? การทำแบบนี้จะทำให้พระเจ้าทรงเชื่อใจฉันหรือไม่? หัวใจของฉันนบนอบพระเจ้าโดยบริบูรณ์หรือยัง? การทำหน้าที่ของฉันแบบนี้สอดคล้องกับหลักธรรมหรือเปล่า? การทำหน้าที่ของฉันแบบนี้จะสัมฤทธิ์ผลที่ดีที่สุดหรือไม่?” เจ้าควรทบทวนคำถามเหล่านี้บ่อยๆ เมื่อเจ้าพบปัญหา เจ้าก็ควรแสวงหาความจริงอย่างแข็งขัน และค้นหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องมาแก้ปัญหาเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เจ้าย่อมจะสามารถทำหน้าที่ของเจ้าได้ดี เจ้าจะมีสันติสุขและความเบิกบานในหัวใจของเจ้า หากเกิดปัญหาอยู่เนืองๆ ในขณะที่เจ้าทำหน้าที่ของตน ปัญหาเหล่านั้นส่วนใหญ่ย่อมเกิดขึ้นเพราะเจตนาของเจ้ามีปัญหา—นี่เป็นปัญหาของอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของบุคคลหนึ่งเผยตัวออกมา พวกเขาย่อมจะมีปัญหาในหัวใจของตนและสภาวะของพวกเขาย่อมจะไม่ปกติ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อความสามารถในการทำหน้าที่ของพวกเขาโดยตรง ปัญหาที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำหน้าที่ของคนเราเป็นปัญหาที่ใหญ่และร้ายแรง สามารถมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้าโดยตรงได้ ตัวอย่างเช่น บางคนเกิดมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าเมื่อความวิบัติบังเกิดแก่ครอบครัวของพวกเขา บางคนคิดลบเมื่อพวกเขาประสบความยากลำบากในหน้าที่ของตน ไม่มีผู้ใดมองเห็นความลำบากนั้นหรือชื่นชมพวกเขา บางคนไม่ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี สุกเอาเผากินอยู่เสมอ และพร่ำบ่นพระเจ้าเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง บางคนก็ไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตนเองเพราะพวกเขาคิดหาทางหนีอยู่เสมอ ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลโดยตรงต่อความสัมพันธ์ตามปกติกับพระเจ้า ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เกิดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ทั้งหมดล้วนเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนไม่รู้จักพระเจ้า ว่าพวกเขาออกอุบายเพื่อตนเองและคำนึงถึงตนเองเสมอ ซึ่งขัดขวางไม่ให้พวกเขาคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือนบนอบต่อแผนการของพระเจ้า นี่สร้างความรู้สึกเชิงลบทุกประเภท ผู้คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นเช่นนี้เอง เมื่อปัญหาเล็กๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็คิดลบและอ่อนแอ พวกเขาระบายความคับข้องใจระหว่างที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขากบฏและต่อต้านพระเจ้า พวกเขาอยากจะละทิ้งความรับผิดชอบของตนเองและทรยศพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลสืบเนื่องนานัปการที่เกิดจากข้อจำกัดของอุปนิสัยอันเสื่อมทราม บุคคลที่รักความจริงสามารถละมือจากชีวิต อนาคต และโชคชะตาของตนเองได้ พวกเขาต้องการที่จะไล่ตามเสาะหาและได้มาซึ่งความจริงเท่านั้น พวกเขาคิดว่ามีเวลาไม่มากพอ พวกเขากลัวว่าจะไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ดี และกลัวว่าพวกเขาจะไม่สามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อม ดังนั้นพวกเขาจึงวางทุกสิ่งลงได้ วิธีคิดของพวกเขามีเพียงนบนอบและหันเข้าหาพระเจ้า พวกเขาไม่ท้อถอยกับความยากลำบากใดๆ และหากพวกเขารู้สึกในเชิงลบหรืออ่อนแอ พวกเขาก็จะแก้ไขความรู้สึกนั้นไปตามปกติโดยอ่านพระวจนะของพระเจ้าสักสองสามบทตอน ผู้คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงย่อมเดือดร้อน และไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของตนได้โดยสมบูรณ์ ต่อให้พวกเขามีสติคิดได้ชั่วคราวและสามารถยอมรับความจริงได้ พวกเขาก็จะผิดคำพูดในภายหลังอยู่ดี ดังนั้นจึงยากมากที่จะรับมือบุคคลประเภทนี้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เข้าใจความจริงเอาเสียเลย แต่พวกเขาไม่ให้ค่าหรือยอมรับความจริงในหัวใจของพวกเขาต่างหาก สุดท้ายแล้วนี่ทำให้พวกเขาไม่สามารถวางเจตจำนง ความเห็นแก่ตัว อนาคต โชคชะตา และบั้นปลายของตนเองได้ ซึ่งหลังจากนั้นย่อมจะผุดขึ้นมารบกวนพวกเขาเสมอ หากบุคคลหนึ่งสามารถยอมรับความจริงได้ เช่นนั้นแล้วเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริง สิ่งทั้งหลายที่เป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามก็จะหายไปเองตามธรรมชาติ และพวกเขาจะมีการเข้าสู่ชีวิตและวุฒิภาวะ พวกเขาจะไม่ใช่เด็กไม่รู้ความอีกต่อไป เมื่อบุคคลมีวุฒิภาวะ พวกเขาก็จะเติบโตขึ้นและเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น สามารถแยกแยะผู้คนทุกประเภทได้มากขึ้น และจะไม่มีบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ มาจำกัดพวกเขาได้ สิ่งใดก็ตามที่ใครๆ พูดหรือทำย่อมจะไม่กระทบพวกเขา พวกเขาจะไม่ถูกกองกำลังอันชั่วของซาตานแทรกแซง หรือถูกผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดหรือรบกวน หากนี่เกิดขึ้น วุฒิภาวะของบุคคลหนึ่งย่อมจะค่อยๆ เติบโตขึ้นมิใช่หรือ? ยิ่งบุคคลหนึ่งเข้าใจความจริงมากขึ้นเท่าไร ชีวิตของพวกเขาก็จะก้าวหน้าเร็วขึ้นเท่านั้น และพวกเขาจะประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ของตนและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงโดยง่าย เมื่อเจ้ามีการเข้าสู่ชีวิตและชีวิตของเจ้าก็ค่อยๆ เติบโต สภาวะของเจ้าจะเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยรบกวนและจำกัดเจ้าจะไม่เป็นปัญหาสำหรับเจ้าอีกต่อไป เจ้าจะไม่มีความยากลำบากในการทำหน้าที่ของเจ้าอีกเลย และความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าก็จะเป็นปกติมากขึ้นทุกที เมื่อเจ้ารู้วิธีที่จะพึ่งพาพระเจ้า เมื่อเจ้ารู้วิธีแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า เมื่อเจ้ารู้จุดยืนของตัวเจ้าเอง เมื่อเจ้ารู้ว่าเจ้าควรและไม่ควรทำสิ่งใด และเรื่องใดที่พึงต้องหรือไม่พึงต้องให้เจ้ารับผิดชอบ สภาวะของเจ้าย่อมจะเป็นปกติขึ้นเรื่อยๆ มิใช่หรือ? การใช้ชีวิตเช่นนี้ย่อมจะไม่ทำให้เจ้าเหน็ดเหนื่อยใช่หรือไม่? ไม่เพียงเจ้าจะไม่เหน็ดเหนื่อยเท่านั้น เจ้าจะรู้สึกผ่อนคลายและเป็นสุขเป็นพิเศษอีกด้วย ผลที่ตามมาคือ หัวใจของเจ้าย่อมจะเต็มไปด้วยความสว่างมิใช่หรือ? วิธีคิดของเจ้าจะเป็นปกติ การเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าออกมาจะลดน้อยลง และเจ้าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้าได้ ใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้ เมื่อผู้คนเห็นทัศนคติทางจิตใจของเจ้า พวกเขาก็จะคิดว่าในตัวเจ้ามีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พวกเขาจะเต็มใจสามัคคีธรรมกับเจ้า จะรู้สึกถึงสันติสุขและความเบิกบานในหัวใจของพวกเขา และจะได้รับประโยชน์เช่นกัน เมื่อวุฒิภาวะของเจ้าเติบโต คำพูดและการกระทำของเจ้าจะถูกต้องเหมาะสมและมีหลักธรรมมากขึ้น เมื่อเจ้าเห็นผู้คนที่อ่อนแอและคิดลบ เจ้าจะสามารถให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขาได้อย่างแท้จริง—ไม่ใช่บีบบังคับหรือสั่งสอนพวกเขา แต่ใช้ประสบการณ์จริงของตัวเจ้าเองช่วยเหลือและทำประโยชน์ให้พวกเขา ในหนทางนี้ เจ้าจะไม่เอาแต่มานะพยายามในพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจะเป็นคนที่มีประโยชน์ สามารถรับผิดชอบตนเอง และสามารถทำสิ่งที่มีความหมายได้มากขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้า พระเจ้าย่อมโปรดคนแบบนี้มิใช่หรือ? หากเจ้าคือคนที่พระเจ้าโปรด ทุกคนก็จะชอบเจ้าด้วยมิใช่หรือ? (พวกเขาย่อมจะชอบ) เหตุใดบุคคลประเภทนี้จึงทำให้พระเจ้าพอพระทัย? เพราะพวกเขาสามารถทำสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเฉพาะพระพักตร์พระองค์ พวกเขาไม่หลงคำป้อยอ พวกเขาสนใจเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และพวกเขาสามารถช่วยเหลือและชี้นำผู้อื่นด้วยการพูดถึงประสบการณ์จริงของตน พวกเขาสามารถช่วยผู้อื่นแก้ปัญหาใดๆ ได้ และเมื่องานของคริสตจักรเกิดความยากลำบาก พวกเขาก็สามารถนำทางไปข้างหน้า แก้ไขปัญหาอย่างแข็งขันได้ นี่คือความหมายของการทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างจงรักภักดี พวกเขาสามารถช่วยให้พี่น้องชายหญิงแก้ไขปัญหาของตนได้ ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกเขามีการเข้าสู่ชีวิต ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาสามารถทำสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้มากมายพิสูจน์ว่าพวกเขาปฏิบัติความจริง ว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า เนื่องจากพวกเขามีความเป็นจริงความจริง พวกเขาจึงสามารถนำผู้อื่นเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ด้วย หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริงหรือไม่มีประสบการณ์จริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถนำผู้อื่นเข้าสู่การสถิตของพระเจ้าได้กระนั้นหรือ? หากตัวเจ้าเองไม่ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่สามารถนำผู้อื่นเข้าสู่การสถิตของพระองค์ได้ หากเจ้าเอาแต่มานะพยายามเวลาที่เจ้าทำหน้าที่ของเจ้า โดยไม่แสวงหาหลักธรรมความจริงเลย และไม่เต็มใจที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า ผู้ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้าจะสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ได้หรือ? พวกเขาจะสามารถทนฝ่าการทดสอบของพระเจ้าได้หรือ? พวกเขาจะสามารถตั้งมั่นท่ามกลางบททดสอบได้หรือ? (ไม่ พวกเขาทำไม่ได้) บุคคลประเภทนี้จะเป็นคำพยานให้แก่พระเจ้าได้หรือ? พวกเขาเป็นพยานยืนยันถึงพระองค์ได้หรือ? (ไม่ พวกเขาทำไม่ได้) บุคคลประเภทใดที่เป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้าไม่ได้? พวกเขาเป็นคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ยังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขายังคงดำรงอยู่ภายนอกพระวจนะของพระเจ้า คนที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีโดยไม่มีการเข้าสู่ชีวิตเลย ไม่สามารถกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ของพวกเขา และยิ่งไม่สามารถเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถเผยแผ่ข่าวประเสริฐให้แก่ผู้ใดได้สำเร็จ—พวกเขาไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่าพยานของพระเจ้า ดังนั้น คนที่มีวุฒิภาวะน้อยและไม่มีการเข้าสู่ชีวิต ย่อมจะไม่มีวันเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้าได้ ความนัยที่ไม่ได้กล่าวออกมาก็คือคนประเภทนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า หากเจ้าไม่ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า ไม่มีการเข้าสู่ชีวิต และไม่ใช่พยานของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระองค์จะทรงรับรู้ว่าเจ้าเป็นผู้ติดตามคนหนึ่งของพระองค์หรือไม่? พระองค์จะไม่ทรงรับรู้ พระเจ้าได้ประทานโอกาสให้เจ้าทำหน้าที่ของตน และเจ้าก็เต็มใจที่จะทำหน้าที่นั้น แต่ด้วยพฤติกรรมของเจ้า พระองค์จึงทรงเห็นว่าเจ้าไม่อาจเป็นพยานยืนยันถึงพระองค์ได้แม้จะเชื่อในพระองค์มานานแล้วก็ตาม ไม่เพียงเจ้าไม่มีความรู้ที่แท้จริงจากประสบการณ์เท่านั้น เจ้ายังใช้ชีวิตตามมโนคติอันหลงผิดและการคิดฝันของตนเองอีกด้วย เจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริง และเจ้าไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า หากพระองค์ประทานบททดสอบแก่เจ้า เจ้าย่อมไม่อาจสู้ทนได้ หากพระองค์ทรงตัดแต่งเจ้า เจ้าก็จะไม่อาจทนรับได้ หากพระองค์ทรงตัดสินและตีสอนเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมละทิ้งความรับผิดชอบของตนเองและเกิดอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา และพระองค์ก็จะทรงดำริว่า “คนคนนี้ก็เหมือนเสือที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง! ไม่ว่าเราจะไปทำงานของเราหรือพูดในที่ใดก็ตาม บุคคลประเภทนี้ก็ไม่คู่ควรที่จะติดตาม ไม่คู่ควรที่จะอยู่กับเรา” เหตุใดพระองค์จึงจะตรัสเช่นนี้? เพราะบุคคลประเภทนี้ไม่เข้าใจความจริง พวกเขาไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ พวกเขาไม่มีประสบการณ์ที่แท้จริง และพวกเขาไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า หากพวกเขาไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาจะเข้ากับพระองค์ได้หรือไม่? หากพวกเขาไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ พวกเขาจะสามารถตระหนักรู้เจตนารมณ์เหล่านั้นได้หรือไม่? พวกเขาจะสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่? เป็นเรื่องที่พูดยาก และทั้งหมดนี้ล้วนไม่สามารถระบุได้ ดังนั้นหากบุคคลประเภทนี้อยู่กับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะมีข้อคลางแคลงใจเกี่ยวกับพระองค์ในทุกเรื่อง และพวกเขาจะไม่ทำความเข้าใจพระองค์ ซึ่งจากนั้นก็จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เรื่องพร่ำบ่น และความเห็นทุกรูปแบบที่ใช้ตัดสินพระเจ้าในทุกโอกาส สุดท้ายนี่ย่อมจะทำให้เกิดการทรยศ เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะทรงต้องการคนที่ทรยศพระองค์? เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้พวกเขากลายเป็นผู้ติดตามของพระองค์? เป็นไปไม่ได้ หากเจ้าต้องการให้พระเจ้าทรงเห็นชอบให้เจ้าเป็นผู้ติดตามคนหนึ่งของพระองค์ เช่นนั้นเจ้าก็ต้องมุ่งเน้นการเข้าสู่ชีวิตเสียก่อน เจ้าต้องเริ่มด้วยการรู้จักตนเอง สามารถปลดเปลื้องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า สัมฤทธิ์ความสามารถที่จะยึดมั่นในหน้าที่ของเจ้า และลุล่วงหน้าที่ของเจ้าตามข้อกำหนดของพระเจ้า—นั่นคือเรื่องแรก การมุ่งเน้นการเข้าสู่ชีวิตนั้นเป็นไปเพื่อให้เจ้าทำหน้าที่ของตนให้ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานของเรื่องทั้งหมดนี้ เจ้าควรเริ่มไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตจากการทำหน้าที่ของตน และเจ้าก็ควรเข้าใจและได้มาซึ่งความจริงทีละนิดจากการเข้าสู่ชีวิต จนถึงจุดที่เจ้ามีวุฒิภาวะ จนถึงจุดที่ชีวิตของเจ้าค่อยๆ เติบโตและเจ้ามีประสบการณ์จริงกับความจริง จากนั้นเจ้าควรแตกฉานในหลักธรรมทุกประการของการปฏิบัติ เพื่อที่เจ้าจะสามารถทำหน้าที่ของเจ้าโดยไม่ถูกผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ จำกัดหรือรบกวน ในหนทางนี้ เจ้าจะค่อยๆ ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า เจ้าจะไม่ถูกผู้คน เหตุการณ์ หรือเรื่องแบบใดรบกวน และเจ้าจะมีประสบการณ์กับความจริง เมื่อประสบการณ์ของเจ้าเพิ่มพูนขึ้น เจ้าจะสามารถเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้าได้มากขึ้น และเมื่อเจ้าสามารถเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้าได้มากขึ้น เจ้าก็จะค่อยๆ กลายเป็นคนที่มีประโยชน์ เมื่อเจ้ากลายเป็นคนที่มีประโยชน์ เจ้าก็จะสามารถทำหน้าที่ของตนได้ถึงมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับในพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าจะสามารถยืนอยู่ในจุดยืนของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นบนอบต่อการจัดการเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และเจ้าจะสามารถตั้งมั่น มีเพียงบุคคลประเภทนี้เท่านั้นที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งเป็นที่ยอมรับและพระเจ้าก็ทรงเห็นชอบ และแล้วเจ้าย่อมจะคู่ควรกับทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานแก่เจ้า

กุญแจสำคัญของการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงคือสิ่งใด? เจ้าต้องเรียนรู้การปฏิบัติความจริงและการรับมือเรื่องราวต่างๆ ตามหลักธรรม มีประโยชน์อันใดที่จะให้คำปฏิญาณและแสดงเจตจำนงของเจ้าอยู่เสมอ? หากเจ้าให้คำปฏิญาณและแสดงเจตจำนงของเจ้าอยู่เสมอ แต่ยังคงไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดและเป็นจริงที่สุดคือการสัมฤทธิ์การเข้าสู่ชีวิตในระหว่างที่ทำหน้าที่ของเจ้า ผ่านทางการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะที่เจ้าทำหน้าที่ของเจ้า และเพื่อกลับตัวกลับใจจากท่าทีผิดๆ ที่เจ้ามีต่อหน้าที่ของตน การมีการเข้าสู่ชีวิตหมายความว่ากระไร? การมีการเข้าสู่ชีวิตหมายความว่าเจ้ามีประสบการณ์กับความจริง มีความรู้เกี่ยวกับความจริง และสามารถปฏิบัติความจริงได้อย่างถูกต้อง ตอนนี้พวกเจ้าทุกคนมีการเข้าสู่ชีวิตหรือไม่? พวกเจ้าสามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าหรือไม่? โดยมากแล้วเจ้ายังคงติดอยู่กับคำสอนมิใช่หรือ? เจ้าหยุดยั้งอยู่กับคำสอน ไร้ซึ่งความเข้าใจเกี่ยวกับความจริงหรือประสบการณ์กับความจริงอย่างแท้จริงมิใช่หรือ? หากเจ้าไม่สามารถมีประสบการณ์และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไม่สามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า โดยมากแล้วความเข้าใจของเจ้าย่อมเป็นไปตามการรับรู้ เจ้าจึงไม่ชัดเจน รู้สึกเหมือนว่าสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งนั้นถูกทั้งคู่ เมื่อพระเจ้าตรัสสิ่งหนึ่ง ก็เหมือนว่านั่นคือความจริงสำหรับเจ้า แล้วพอพระองค์ตรัสอีกสิ่งหนึ่ง นั่นก็เป็นความจริงเช่นกัน เจ้ารู้สึกเหมือนว่าพระวจนะทุกคำของพระเจ้าคือความจริง และเจ้าก็กล่าวอาเมนต่อพระวจนะ สรรเสริญพระวจนะ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เจ้าไม่สามารถปฏิบัติตนได้เทียบเคียงพระวจนะ เวลาที่เจ้าทำสิ่งต่างๆ เจ้ายังคงสับสน และเจ้าไม่รู้ว่าควรใช้ความจริงข้อใดแก้ปัญหาของเจ้า พวกเจ้าส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะนี้มิใช่หรือ? แม้เจ้าจะเข้าใจคำสอนเป็นอันมากและสามารถกล่าวคำสอนได้มาก แต่เจ้าก็ไม่สามารถใช้คำสอนในชีวิตจริงของตน เจ้ายังคงไม่รู้วิธีปฏิบัติความจริง ไม่รู้วิธีนำพระวจนะของพระเจ้าไปใช้ในชีวิตจริงของเจ้า และไม่ว่าสิ่งใดจะบังเกิดแก่เจ้า เจ้าก็ไม่รู้ว่าจะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของเจ้าอย่างไร นี่เป็นเพราะวุฒิภาวะของเจ้ามีน้อยเกินไป เมื่อพวกเจ้ารู้วิธีผ่านประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า ปฏิบัติตามพระวจนะ และนำพระวจนะไปใช้ในชีวิตจริงของพวกเจ้า เมื่อเจ้ารู้วิธีแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหาหลังจากที่มีบางสิ่งบังเกิดแก่เจ้าแล้ว เมื่อนั้นชีวิตของพวกเจ้าจึงจะเติบโต การรู้วิธีปฏิบัติความจริงคือเครื่องหมายว่าชีวิตของเจ้ากำลังเติบโต สักวันหนึ่งเมื่อเจ้าสามารถแก้ปัญหาด้วยความจริง เมื่อเจ้าพอจะรู้จักพระเจ้าอยู่บ้าง เมื่อเจ้าสามารถเป็นพยานยืนยันพระราชกิจของพระองค์ พระอุปนิสัยอันบริสุทธิ์และชอบธรรมของพระองค์ มหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระองค์ ผ่านทางการแบ่งปันความเข้าใจอันแท้จริงที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้า เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะสามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้อย่างแท้จริง และเจ้าจะมีคุณสมบัติที่จะให้พระเจ้าทรงใช้งาน หากเจ้าเข้าใจมากและสามารถกล่าวคำสอนได้ตลอดทั้งวัน แต่เจ้าไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของเจ้าเองหรือไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร เช่นนั้นแล้วนั่นก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่เจ้าเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงวาจาและคำสอนเท่านั้น ต่อให้เจ้ากล่าวคำสอนบางอย่างได้สัมพันธ์กับชีวิตจริงมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่ก็เป็นเพียงความรู้ตามการรับรู้เท่านั้น ยังไม่สัมฤทธิ์ความมีเหตุผล แม้ผู้คนจะมีความเจริญใจหลังจากที่ฟังเจ้า มีความรู้สึกเหมือนเจ้า และความรู้ของเจ้าก็ถึงกับสัมฤทธิ์ผลบางอย่างในตัวพวกเขาได้ แต่เจ้าก็ไม่สามารถกล่าวคำสอนได้ชัดแจ้งพอ และไม่สามารถแก้ปัญหาให้สิ้นไปได้ นี่ย่อมพิสูจน์ว่าคำสอนที่เจ้าพูดถึงนั้นเป็นเพียงความรู้ที่เกิดจากการรับรู้เท่านั้น เจ้าไม่สามารถพูดได้ว่าคำสอนเหล่านั้นคือความเป็นจริงความจริง และยิ่งพูดไม่ได้ว่าเจ้าได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแล้ว แล้วเจ้าแก้ปัญหาของการกล่าวตามวาทะและคำสอนอย่างไร? นี่พึงต้องให้เจ้าคิดทบทวนความเสื่อมทรามนานาชนิดที่ถูกเปิดเผยให้เห็นในตัวเจ้าระหว่างที่เจ้าทำหน้าที่ของตน คิดทบทวนบ่อเกิดของทุกปัญหาที่เจ้าพบเจอ แล้วจากนั้นก็แสวงหาความจริง ใช้พระวจนะของพระเจ้าแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เจ้าเผยให้เห็นอย่างถ้วนทั่ว ไม่ว่าสิ่งที่เผยให้เห็นในตัวเจ้าจะเป็นความโอหังและความคิดว่าตนชอบธรรมเสมอ หรือความบิดเบี้ยวและความเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ไม่ว่าจะเป็นความเห็นแก่ตัวและความน่ารังเกียจ หรือความสุกเอาเผากินและการโกหกพระเจ้า เจ้าก็ต้องคิดทบทวนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้จนกว่าเจ้าจะมองเห็นทั้งหมดนี้อย่างชัดแจ้ง ในหนทางนี้เจ้าจึงจะรู้ว่ามีปัญหาอันใดบ้างระหว่างที่เจ้าทำหน้าที่ของตน และเจ้าอยู่ห่างไกลจากการสัมฤทธิ์ความรอดเพียงใด เฉพาะเมื่อเจ้ามองเห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองได้อย่างชัดเจนเท่านั้น เจ้าจึงจะรู้ได้ว่าความยากลำบากและอุปสรรคในการทำหน้าที่ของเจ้าอยู่ที่ใด เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมันได้ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเจ้าไม่รับผิดชอบการทำหน้าที่ของเจ้า กลับกระทำการอย่างสุกเอาเผากินอยู่เสมอ ก่อให้เกิดความเสียหายในงานของเจ้า แต่เจ้าก็ใส่ใจแต่หน้าตาของตนเอง ดังนั้นเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะสามัคคีธรรมอย่างเปิดเผยถึงสภาวะและความยากลำบากของเจ้า หรือชำแหละตนเองและทำความรู้จักตัวเจ้าเอง กลับมองหาข้อแก้ตัวอยู่เสมอให้กับการจัดการสิ่งต่างๆ อย่างสุกเอาเผากิน เจ้าควรแก้ปัญหานี้อย่างไร? เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและทบทวนตนเองโดยกล่าวว่า “โอ พระเจ้า หากข้าพระองค์พูดจาเช่นนั้น ก็เป็นไปเพื่อปกป้องหน้าตาของตนเองเท่านั้น นั่นเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของข้าพระองค์ที่พูดจาออกมา ข้าพระองค์ไม่ควรกล่าวเช่นนั้น ข้าพระองค์ต้องเปิดเผย ตีแผ่ตนเอง และกล่าวตามความคิดที่แท้จริงในหัวใจของตนออกมาดังๆ ข้าพระองค์ยอมที่จะทนทุกข์กับความละอายใจและการเสียหน้ามากกว่าที่จะสนองความไม่เป็นแก่นสารของตน ข้าพระองค์ต้องการที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยเท่านั้น” ด้วยการทำดังนี้ ด้วยการขบถต่อตนเองและกล่าวตามความคิดที่แท้จริงในหัวใจของเจ้าออกมาดังๆ เจ้าก็กำลังเป็นคนที่ซื่อสัตย์แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าไม่ได้กำลังกระทำการตามเจตจำนงของเจ้าเองหรือปกป้องหน้าตาของตน เจ้าสามารถนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ สามารถปฏิบัติความจริงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า ลุล่วงหน้าที่ของเจ้าอย่างจริงจังตั้งใจ และลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าอย่างครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ ไม่เพียงเจ้ากำลังปฏิบัติความจริงและทำหน้าที่ของตนให้ดีเท่านั้น เจ้ากำลังค้ำจุนผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และพระทัยของพระเจ้าก็ย่อมพอใจ นี่คือหนทางดำรงชีวิตที่ยุติธรรมและมีเกียรติ คู่ควรที่จะได้รับการกล่าวถึงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์ นี่ช่างวิเศษนัก! การปฏิบัติในหนทางนี้ออกจะยากสักหน่อย แต่หากความมานะพยายามและการปฏิบัติของเจ้ามุ่งไปในทิศทางนี้ เช่นนั้นแล้ว ต่อให้เจ้าล้มเหลวสักครั้งหรือสองครั้ง เจ้าย่อมจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน และสำหรับเจ้าแล้วความสำเร็จหมายความว่าอะไร? นั่นหมายความว่าเมื่อเจ้าปฏิบัติตามความจริง เจ้ามีความสามารถที่จะใช้ขั้นตอนนั้นซึ่งปลดปล่อยเจ้าเป็นอิสระจากพันธนาการของซาตาน ขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้เจ้าขบถต่อตนเอง นี่หมายความว่าเจ้าย่อมสามารถละวางความไม่เป็นแก่นสารและเกียรติยศ เลิกแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง และเลิกทำเรื่องที่เห็นแก่ตัวและควรถูกดูหมิ่น เมื่อเจ้าปฏิบัติเช่นนี้ เจ้าย่อมแสดงให้ผู้คนเห็นว่าเจ้าคือคนที่รักความจริง โหยหาความจริง โหยหาความยุติธรรมและความสว่าง นี่เป็นผลจากการที่เจ้าสามารถปฏิบัติความจริงได้ และเจ้าก็ทำให้ซาตานอับอายไปพร้อมกันอีกด้วย ซาตานทำให้เจ้าเสื่อมทราม มันทำให้เจ้าคิดแต่จะเอาตัวรอด มันทำให้เจ้าเห็นแก่ตัว ทำให้เจ้าคิดถึงเกียรติยศของตัวเจ้าเอง แต่ตอนนี้สิ่งที่เกิดจากซาตานนี้ไม่สามารถพันธนาการเจ้าไว้ได้อีกต่อไป เจ้าเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ไม่ถูกความไม่เป็นแก่นสาร เกียรติยศ หรือผลประโยชน์ส่วนตัวควบคุมเอาไว้อีกต่อไป และเจ้าก็ปฏิบัติความจริง ดังนั้น ซาตานจึงถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างสิ้นเชิง และไม่อาจทำอะไรได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าย่อมมีชัยมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าได้ชัย เจ้าย่อมตั้งมั่นในคำพยานที่เจ้ามีให้พระเจ้ามิใช่หรือ? เจ้าต่อสู้อย่างเต็มกำลังแล้วมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลังแล้ว ย่อมมีสันติสุข ความชื่นบาน และความรู้สึกเบาสบายอยู่ในหัวใจของเจ้า หากเจ้ามักจะรู้สึกถึงการกล่าวหาในชีวิตของเจ้า หากหัวใจของเจ้าไม่อาจพบความสงบ หากเจ้าไร้ซึ่งสันติสุขหรือความชื่นบาน และมักจะถูกความวิตกกังวลและความกระวนกระวายเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ สารพัดชนิดรุมเร้า นี่แสดงให้เห็นสิ่งใด? แสดงให้เห็นเพียงว่าเจ้าไม่ปฏิบัติความจริง ไม่ตั้งมั่นในคำพยานที่เจ้ามีให้พระเจ้า เมื่อเจ้าใช้ชีวิตท่ามกลางอุปนิสัยของซาตาน ก็มีแนวโน้มที่เจ้ามักจะปฏิบัติความจริงไม่ได้ ทรยศความจริง เห็นแก่ตัวและเลวทราม เจ้าเอาแต่รักษาภาพลักษณ์ของเจ้า ชื่อและสถานะของเจ้า รวมถึงผลประโยชน์ของเจ้า การใช้ชีวิตเพื่อตนเองอยู่เสมอนำความเจ็บปวดอันใหญ่หลวงมาให้เจ้า เจ้ามีความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัว มีเรื่องพัวพัน มีโซ่ตรวน มีความคลางแคลงใจ และความเดือดเนื้อร้อนใจอยู่มากมายเสียจนเจ้าไม่มีสันติสุขหรือความชื่นบานแม้แต่น้อย การใช้ชีวิตเพื่อเนื้อหนังอันเสื่อมทรามคือการทนทุกข์อย่างเหลือล้น ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นแตกต่างออกไป ยิ่งพวกเขาเข้าใจความจริง พวกเขาก็ยิ่งเป็นอิสระและมีเสรี ยิ่งพวกเขาปฏิบัติความจริง พวกเขาก็ยิ่งมีสันติสุขและความชื่นบาน เมื่อพวกเขาได้มาซึ่งความจริง พวกเขาก็จะมีชีวิตอยู่ในความสว่างโดยบริบูรณ์ ชื่นชมพรจากพระเจ้า และไม่มีความเจ็บปวดแต่อย่างใด

ตอนนี้พวกเจ้าทุกคนมีชีวิตอยู่ในสภาวะใดเป็นส่วนใหญ่? โดยมากแล้วพวกเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่เป็นบวกหรือสภาวะที่เป็นลบ? (พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่เป็นลบกันโดยมาก) การที่ใครบางคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่เป็นลบตลอดเวลาจะยืนหยัดในการทำหน้าที่ของตนโดยไม่ยอมทิ้งความรับผิดชอบของพวกเขานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย! พวกเจ้าทุกคนมักจะนิ่งเฉย แต่กลับไม่รู้ว่าจะแก้ไขเรื่องนี้กันอย่างไร บางครั้งการที่เจ้าจะแก้ไขสภาวะที่นิ่งเฉยของตนย่อมใช้ความมานะพยายามอย่างมาก และเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่เจ้าต้องการ เจ้าก็กลับไปนิ่งเฉยอีก เจ้าเกลือกกลิ้งอยู่ในสภาวะที่นิ่งเฉยของเจ้าเสมอ และต่อให้เจ้าอยากจะหยัดยืนขึ้นมา เจ้าก็ไม่สามารถทำได้ เจ้าไม่สามารถทำหน้าที่อันใดได้ดี และเจ้าก็ไร้ความสามารถเสียจนไม่มีผู้ใดช่วยเจ้าได้ การใช้ชีวิตเช่นนี้ไม่น่าเหน็ดเหนื่อยหรอกหรือ? (น่าเหนื่อย) เช่นนั้นแล้วเจ้าจะจัดการปัญหาเรื่องความนิ่งเฉยให้หมดไปอย่างไร? แน่นอนที่สุดว่าเจ้าต้องเข้าใจความจริงบางประการ จำนวนคำสอนที่เจ้าสามารถพูดถึงได้จะไม่แก้ปัญหาให้เจ้า ทันทีที่คนคนหนึ่งเข้าใจความจริงอย่างแท้จริง และทันทีที่พวกเขาแก้ไขสภาวะที่นิ่งเฉยหรือความยากลำบากใดๆ ที่ตนเผชิญอยู่ได้แล้ว เมื่อนั้นการปฏิบัติหน้าที่ก็จะไม่หนักหนาสำหรับพวกเขาถึงเพียงนั้น คนเราจะเป็นอิสระและมีเสรีได้ก็ด้วยการได้มาซึ่งความจริงเท่านั้น ตอนนี้สิ่งที่พวกเจ้าทุกคนขาดมากที่สุดก็คือความจริง แต่การได้มาซึ่งความจริงก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน เจ้าต้องรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแท้จริง และสามารถมองเห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนได้อย่างชัดเจน นี่พึงต้องใช้เวลา และเพื่อที่จะเข้าใจความจริง เจ้าก็ต้องแสวงหาความจริง พวกเจ้าทุกคนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของการใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เจ้ามีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง แล้วหลังจากที่พวกเจ้าเข้าใจความจริง เมื่อพวกเจ้าสามารถปฏิบัติความจริงและทำตามหลักธรรมความจริงได้ พวกเจ้าเคยผ่านประสบการณ์กับสันติและความสุขที่เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่? เจ้ามีประสบการณ์เช่นนั้นอยู่หลายครั้งหรือไม่? หากมีประสบการณ์เหล่านี้มากมายหลายครั้งจริง นั่นก็หมายความว่าเจ้ามีความเป็นจริงความจริงโดยบริบูรณ์ เจ้าจะรู้สึกว่าดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างและในการสถิตของพระเจ้า หากเจ้าได้ชื่นชมความรู้แจ้งจากพระเจ้าบ้างเป็นครั้งคราว เจ้าย่อมจะยินดีมาก หากเจ้าพึ่งพาพระเจ้าเป็นครั้งคราว แทนที่จะพึ่งพาผู้คน และพระเจ้าก็ประทานความสว่างแก่เจ้าอยู่บ้าง ประทานหนทางข้างหน้าที่เจ้าไม่ได้นึกถึง และเรื่องราวนั้นๆ ก็ได้รับการจัดการแก้ไข เจ้าย่อมจะยินดีมาก การมีประสบการณ์เล็กน้อยเหล่านี้อยู่เนืองๆ ย่อมไม่เพียงพอ เจ้ายังคงต้องทุ่มเทพยายามเข้าสู่ความจริงต่อไป ในด้านหนึ่ง พวกเจ้าต้องเข้าใจความจริงเกี่ยวกับนิมิต มีความเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้าให้ชัดแจ้งที่สุด และรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าอย่างแท้จริง ในหนทางนี้เมื่อเจ้าเผชิญความยากลำบากอีกครั้งยามที่เจ้าทำหน้าที่ของตน อย่างน้อยที่สุดนั่นก็จะไม่ทำให้เกิดมโนคติอันหลงผิด และจะไม่ทำให้เกิดความเป็นกบฏ นี่คือด้านหนึ่งของสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากนี้แล้ว เจ้าต้องทุ่มเทพยายามที่จะเข้าสู่ชีวิต ต้องมีการสรุปความจริงที่ต้องปฏิบัติและเข้าสู่ เช่น การมารู้จักตนเอง การเป็นคนที่ซื่อสัตย์ การเรียนรู้ที่จะนบนอบพระเจ้า การพึ่งพาพระเจ้าทำอย่างไร การทำหน้าที่ของเจ้าอย่างจงรักภักดีทำอย่างไร การแยกแยะผู้คนสารพัดประเภททำอย่างไร เจ้าควรปฏิบัติต่อซาตานอย่างไร เจ้าควรที่จะมีปัญญาข้อใด และอื่นๆ ด้วยการเข้าสู่และมีประสบการณ์กับความจริงในแง่มุมต่างๆ นี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถยำเกรงพระเจ้า หลบเลี่ยงความชั่ว และกลายเป็นคนที่เพียบพร้อมได้ ดังนั้นในตอนนี้พวกเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงไปกี่แง่มุมแล้ว? มีความเป็นจริงความจริงในแง่มุมใดที่พวกเจ้ายังไม่ได้เข้าสู่? เจ้าต้องคอยติดตามดูข้อเท็จจริงนี้อยู่ในหัวใจของเจ้า เมื่อพวกเจ้าเข้าสู่ความจริงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติไปมากมายหลายข้อ เมื่อนั้นชีวิตของพวกเจ้าย่อมจะเติบโตแล้ว และเจ้าย่อมจะมีวุฒิภาวะอย่างแท้จริง เมื่อวุฒิภาวะของพวกเจ้าเติบโตจนถึงระดับหนึ่ง เมื่อนั้นพวกเจ้าก็จะสามารถเข้าสู่เส้นทางที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า และเจ้าก็จะมีวุฒิภาวะอันแท้จริง นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะเร่งรัดได้—เจ้าไม่สามารถกินช้างทั้งตัวได้ในคำเดียว ตอนนี้สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่เจ้าจำเป็นต้องแก้ไขคือเรื่องใด? คือเรื่องที่ว่าเจ้าต้องทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี และมีการเข้าสู่ชีวิตในระหว่างที่เจ้าทำหน้าที่ นี่คือกุญแจสำคัญ เจ้าจะเอาแต่ใช้ความพยายามเท่านั้นไม่ได้—เจ้าต้องทุ่มเทหัวใจให้กับหน้าที่ด้วย พระเจ้าไม่มีพระประสงค์ที่จะทรยศน้ำพักน้ำแรงของเจ้าในยามที่เจ้าทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่พระองค์ทรงต้องการให้เจ้ามอบถวายความจริงใจให้พระองค์ ยามที่เจ้าทำหน้าที่ของเจ้า เจ้าต้องมีการเข้าสู่ชีวิต เฉพาะเมื่อเจ้ามีการเข้าสู่ชีวิต เจ้าจึงจะมีชีวิต เฉพาะเมื่อเจ้ามีชีวิตแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะเติบโตได้ และผู้ที่มีชีวิตเท่านั้นที่จะมีความจริง

10 สิงหาคม ค.ศ. 2015

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger