พระวจนะว่าด้วยการปฏิบัติต่อความจริงและพระเจ้า (บทตัดตอน 9)

สำหรับโนอาห์ อับราฮัม และโยบผู้ซึ่งได้รับการจารึกไว้ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ความเป็นมนุษย์ของพวกเขามีลักษณะอย่างไร? พวกเขามีลักษณะใดของความเป็นมนุษย์ที่ปกติซึ่งทำให้พระเจ้าทรงมองว่าพวกเขาเป็นที่ยอมรับได้? (พวกเขามีมโนธรรมและเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง) นั่นถูกต้องทั้งหมด โยบมีชีวิตอยู่จนอายุยืนยาวโดยที่พระเจ้าไม่ได้ตรัสกับเขาเป็นการส่วนพระองค์เลย และพระองค์ไม่ได้ทรงปรากฏให้เขาเห็นเป็นการส่วนพระองค์ แต่โยบก็สามารถเข้าใจและรู้สึกถึงทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ท้ายที่สุดเขาได้สรุปเป็นคำพูดบางอย่างเกี่ยวกับความรู้ของเขาที่มีต่อพระเจ้าว่า “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21) คำพูดเหล่านี้หมายถึงอะไร? คำพูดเหล่านี้หมายถึง “พระยาห์เวห์คือพระเจ้า พระองค์คือพระผู้สร้าง พระองค์คือพระเจ้าของฉัน และเวลาที่พระองค์ตรัส ต่อให้ฉันเข้าใจเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของสิ่งที่พระองค์ตรัส ฉันก็ต้องฟังและปฏิบัติตามที่พระองค์ตรัสอย่างเคร่งครัด” พระเจ้าทรงเห็นว่าโยบเป็นที่ยอมรับได้ก็เมื่อความรู้ของโยบที่เกี่ยวกับพระองค์มาถึงระดับนี้แล้วเท่านั้น โยบมีประสบการณ์และความเข้าใจเช่นนี้ และเขายังสามารถยอมรับและนบนอบบททดสอบที่พระองค์ทรงนำมาทดสอบกับเขาอีกด้วย ทั้งหมดนี้สัมฤทธิ์ได้บนพื้นฐานของการที่เขามีมโนธรรมและเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ไม่ว่าเขาได้เห็นพระเจ้าหรือไม่ ไม่ว่าพระเจ้าได้ทรงทำสิ่งใดแก่เขา และไม่ว่าพระเจ้าได้ทรงทดสอบเขาหรือทรงปรากฏต่อเขาหรือไม่ เขาก็เชื่อเสมอว่า “พระยาห์เวห์คือพระเจ้าของฉัน และฉันต้องปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอน และสิ่งที่พระองค์ทรงปีติยินดี ไม่ว่าฉันเข้าใจเรื่องนั้นหรือไม่ก็ตาม ฉันต้องเดินตามหนทางของพระองค์ และฉันต้องฟังและนบนอบพระองค์” ในหนังสือของโยบมีการบันทึกว่าบรรดาบุตรของโยบมักจะจัดงานเลี้ยง และโยบไม่เคยที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงเหล่านั้นเลย แต่กลับจะอธิษฐานและทำเครื่องบูชาเผาทั้งตัวแทนพวกเขา ข้อเท็จจริงที่ว่าโยบมักจะทำเช่นนี้ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าเขารู้อยู่ในหัวใจว่าพระเจ้าทรงเกลียดการที่มวลมนุษย์ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการกิน ดื่ม และสรวลเสเฮฮา รวมถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยงานเลี้ยงหรูหราของมวลมนุษย์ โยบเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่านี่คือความจริง และถึงแม้เขาไม่เคยได้ยินพระเจ้าตรัสเรื่องนี้โดยตรง แต่เขาก็รู้อยู่ในหัวใจของตนว่านี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนา เนื่องจากโยบรู้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาสิ่งใด เขาจึงสามารถฟังและนบนอบพระองค์ได้ เขายึดถือสิ่งนี้ไว้ตลอดเวลา และเขาไม่เคยเข้าร่วมในการกิน ดื่ม และงานเลี้ยงเลย โยบเข้าใจความจริงหรือไม่? เขาไม่เข้าใจ เขาสามารถทำเช่นนี้ได้ก็เพราะเขามีมโนธรรมและเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ นอกจากมโนธรรมและเหตุผลแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดก็คือเขามีความเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เขาตระหนักรู้จากก้นบึ้งของหัวใจตนว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และสิ่งที่พระผู้สร้างตรัสคือน้ำพระทัยของพระเจ้า ในบริบทปัจจุบัน นี่คือความจริง คือคำสั่งสอนสูงสุด และคือสิ่งที่มนุษย์ต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ หรือพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเพียงบางส่วน มนุษย์ก็ควรยอมรับและปฏิบัติตามนั้น นี่เองคือเหตุผลที่มนุษย์ทุกคนควรมี เมื่อมนุษย์มีเหตุผลนี้ การปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า การนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ และการนบนอบต่อพระวจนะของพระองค์ย่อมเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นสำหรับมนุษย์ การทำเช่นนั้นย่อมจะไม่มีความยากลำบาก ไม่มีความทุกข์ และแน่นอนว่าจะไม่มีอุปสรรคประเภทใดก็ตาม โยบเข้าใจความจริงมากพอหรือไม่? เขารู้จักพระเจ้าหรือไม่? เขามีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น หรือแก่นนิสัยของพระองค์หรือไม่? เมื่อเทียบกับผู้คนในปัจจุบัน เขาไม่รู้จักพระองค์ และเขาเข้าใจน้อยมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่โยบมีจริงๆ ก็คือคุณสมบัติในการนำทุกสิ่งที่เขาเข้าใจไปปฏิบัติ หลังจากเข้าใจบางสิ่งแล้ว เขาจะเชื่อฟังและปฏิบัติตาม นี่คือด้านที่สูงส่งที่สุดของความเป็นมนุษย์ของเขา และยังเป็นสิ่งที่ผู้คนดูแคลนมากที่สุดด้วย ผู้คนย่อมคิดว่า “โยบแค่ละเว้นจากการจัดงานเลี้ยงหรูหรามิใช่หรือ? เขาแค่ทำเครื่องบูชาเผาทั้งตัวเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเป็นประจำมิใช่หรือ? ในบริบทปัจจุบัน เขาก็แค่ละเว้นจากการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสุขสบายทางเนื้อหนังเท่านั้นไม่ใช่หรือ?” สิ่งเหล่านี้เป็นแค่เรื่องผิวเผินเท่านั้น แต่เมื่อเจ้ามองดูที่แก่นนิสัยและความเป็นมนุษย์ของโยบที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ เจ้าจะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเรียบง่าย และไม่ง่ายเลยที่จะบรรลุผลสำเร็จ หากคนธรรมดาคนหนึ่งต้องละเว้นจากการจัดงานเลี้ยงหรูหราเพื่อประหยัดเงิน นี่ย่อมจะเป็นสิ่งที่สัมฤทธิ์ได้โดยง่าย แต่โยบเป็นคนมั่งคั่งในเวลานั้น มีคนร่ำรวยคนไหนที่จะเลือกไม่จัดงานเลี้ยงหรูหรา? เช่นนั้นแล้วทำไมโยบจึงสามารถละเว้นจากการจัดงานเลี้ยงหรูหราได้? (เขารู้ว่าพระเจ้าทรงเกลียดสิ่งนั้น เขาสามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้) ถูกต้อง ในการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วนั้น โยบปฏิบัติสิ่งใดเป็นพิเศษ? เขารู้ว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดนั้นล้วนเป็นสิ่งชั่ว เขาจึงปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า และเขาจะไม่ทำสิ่งใดที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง เขาจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้เป็นอันขาดไม่ว่าคนอื่นจะพูดอย่างไรก็ตาม นี่คือความหมายของการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เหตุใดโยบจึงสามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้? เขากำลังคิดอะไรอยู่ในหัวใจของตน? เขาสามารถที่จะไม่ทำสิ่งชั่วเหล่านี้ได้อย่างไร? เขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า การมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหมายถึงอะไร? นั่นหมายความว่าหัวใจของเขาเกรงกลัวพระเจ้า สามารถถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่ และมีที่สำหรับพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเขา เขาไม่กลัวว่าพระเจ้าจะทรงเห็น และไม่กลัวว่าพระเจ้าจะพิโรธ แต่ในหัวใจของเขา เขาถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่และเต็มใจที่จะตอบสนองพระเจ้า และเต็มใจที่จะยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ตอนนี้ทุกคนสามารถกล่าววลีที่ว่า “การยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว” แต่พวกเขาไม่รู้ว่าโยบทำให้ลุล่วงได้อย่างไร ที่จริงแล้ว โยบถือว่า “การยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว” เป็นเรื่องพื้นฐานและสำคัญที่สุดในการเชื่อในพระเจ้า ดังนั้น เขาจึงสามารถยึดมั่นในพระวจนะเหล่านี้ราวกับว่าเขากำลังยึดมั่นในพระบัญญัติ เขาฟังพระวจนะของพระเจ้าเพราะหัวใจของเขาถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่ ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะดูธรรมดาแค่ไหนในสายตาของมนุษย์ ต่อให้พระวจนะเหล่านี้เป็นเพียงพระวจนะธรรมดา แต่ในหัวใจของโยบ พระวจนะเหล่านี้มาจากพระเจ้าผู้สูงสุด เป็นพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด ต่อให้พระวจนะเหล่านี้เป็นพระวจนะที่ผู้คนดูแคลน แต่ตราบใดที่เป็นพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนก็ควรปฏิบัติตาม—ต่อให้พวกเขาถูกเย้ยหยันหรือใส่ร้ายเพราะเรื่องนี้ก็ตาม ต่อให้พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากหรือถูกข่มเหง พวกเขาก็ต้องยึดมั่นพระวจนะของพระองค์จนถึงปลายทาง พวกเขาไม่สามารถละทิ้งพระวจนะเหล่านั้นได้ นี่คือความหมายของการยำเกรงพระเจ้า เจ้าต้องยึดมั่นในทุกพระวจนะที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับมนุษย์ สำหรับสิ่งเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงห้ามหรือสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียด หากเจ้าไม่รู้เรื่องเหล่านั้นย่อมไม่เป็นไร แต่หากเจ้ารู้เช่นนั้นแล้ว เจ้าควรจะไม่ทำสิ่งเหล่านั้นโดยเด็ดขาด เจ้าควรจะยึดมั่นให้ได้ ต่อให้ครอบครัวของเจ้าละทิ้งเจ้าไป พวกผู้ไม่มีความเชื่อเย้ยหยันเจ้า หรือพวกที่ใกล้ชิดกับเจ้าเยาะเย้ยและล้อเลียนเจ้า ทำไมเจ้าจึงจำเป็นต้องยึดมั่น? อะไรคือจุดเริ่มต้นของเจ้า? อะไรคือหลักการของเจ้า? หลักการก็คือ “ฉันต้องยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้า และปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ ฉันจะมั่นคงในการทำสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าโปรด และแน่วแน่ในการละทิ้งสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงเกลียด หากฉันไม่รู้ถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า นั่นก็แล้วไป แต่หากฉันรู้และเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ เช่นนั้นแล้วฉันจะแน่วแน่ในการฟังและนบนอบพระวจนะของพระองค์ ไม่มีใครจะสามารถขัดขวางฉันได้ และฉันจะไม่หวั่นไหวต่อให้โลกมาถึงจุดจบก็ตาม” นี่คือความหมายของการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว

เงื่อนไขเบื้องต้นที่ทำให้ผู้คนสามารถหลบเลี่ยงความชั่วได้คือการมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า หัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร? โดยการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่ การถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่หมายถึงอะไร? หมายถึงเวลาที่คนเรารู้ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง และหัวใจของพวกเขายำเกรงพระเจ้า ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถใช้พระวจนะของพระเจ้าในการประเมินสถานการณ์ใดๆ และใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐานและเกณฑ์ของพวกเขา นี่คือความหมายของการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่ พูดง่ายๆ ก็คือการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่คือการมีพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้า การที่หัวใจของเจ้าครุ่นคิดถึงพระเจ้า การไม่ลืมตนเองในสิ่งต่างๆ ที่เจ้าทำ และการไม่พยายามทำในหนทางของตนเอง แต่ให้พระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมแทน ในทุกสิ่ง เจ้าพึงคิดว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้าและทำตามพระเจ้า ฉันเป็นแค่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างเล็กๆ ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกสรรแล้ว ฉันควรปล่อยมือจากทัศนะ ข้อเสนอแนะ และการตัดสินใจที่มาจากเจตจำนงของตนเอง และให้พระเจ้าทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของฉัน พระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าของฉัน ศิลาของฉัน และแสงสว่างอันสุกใสที่นำทางฉันในทุกสิ่งที่ฉันทำ ฉันต้องทำสิ่งต่างๆ ตามพระวจนะและพระประสงค์ของพระองค์ ไม่ใช่คำนึงถึงตัวเองก่อน” นี่คือความหมายของการมีพระเจ้าในหัวใจของตน เมื่อเจ้าต้องการทำบางสิ่งบางอย่าง จงอย่ากระทำแบบหุนหันพลันแล่นหรือผลีผลาม จงคิดเสียก่อนว่าพระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้ว่าอย่างไร พระเจ้าจะทรงเกลียดการกระทำของเจ้าหรือไม่ และการกระทำของเจ้าตรงตามเจตนารมณ์ของพระองค์หรือไม่ ในหัวใจของเจ้า จงถามตัวเอง คิด และไตร่ตรองเสียก่อน จงอย่าผลีผลาม การผลีผลามคือการหุนหันพลันแล่น และการถูกกระตุ้นโดยความหัวร้อนและเจตจำนงของมนุษย์ หากเจ้าผลีผลามและหุนหันพลันแล่นอยู่เสมอ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่ในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นเวลาที่เจ้ากล่าวว่าเจ้าถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่ คำพูดเหล่านี้ย่อมเป็นคำพูดที่ว่างเปล่ามิใช่หรือ? ความเป็นจริงของเจ้าอยู่ที่ไหน? เจ้าไม่มีความเป็นจริง และเจ้าไม่สามารถถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่ เจ้าปฏิบัติตนราวกับเป็นเจ้าแห่งคฤหาสน์ในทุกเรื่อง ทำตามเจตจำนงของตนตลอดเวลา ถ้าอย่างนั้นเมื่อเจ้ากล่าวว่าเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า ก็ย่อมเป็นเรื่องไร้สาระไม่ใช่หรือ? เจ้ากำลังหลอกลวงผู้คนด้วยคำพูดเหล่านี้ หากคนคนหนึ่งมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า จริงๆ แล้วการนี้จะสำแดงออกมาอย่างไร? โดยการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่ การสำแดงอย่างเป็นรูปธรรมของการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่คือการที่พระเจ้ามีที่สถิตอยู่ในหัวใจของพวกเขา—เป็นที่ที่สำคัญที่สุด ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาให้พระเจ้าเป็นพระผู้เป็นเจ้าและมีสิทธิอำนาจ เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น พวกเขาย่อมมีหัวใจแห่งการนบนอบพระเจ้า พวกเขาไม่ผลีผลาม ไม่หุนหันพลันแล่น และไม่ปฏิบัติตนอย่างมุทะลุ แต่พวกเขากลับสามารถเผชิญหน้ากับสิ่งนั้นอย่างสงบ และสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาหลักธรรมความจริง สิ่งต่างๆ ที่เจ้าทำสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าหรือเจตจำนงของตัวเอง และเจ้ายอมให้เจตจำนงของตนเองหรือพระวจนะของพระเจ้าเข้ามามีอำนาจ นั่นขึ้นอยู่กับว่าพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้าหรือไม่ เจ้ากล่าวว่าพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้า แต่เวลาที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น เจ้ากลับกระทำการอย่างมืดบอด ปล่อยให้ตัวเองเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาด และละเลยพระเจ้า นี่คือการสำแดงของหัวใจที่มีพระเจ้าอยู่ในนั้นหรือ? มีคนบางคนที่สามารถอธิษฐานถึงพระเจ้าเวลาที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น แต่หลังจากอธิษฐานแล้ว พวกเขายังคงครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้ต่อไป โดยคิดว่า “ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่ฉันควรทำ” เจ้ามักทำตามเจตจำนงของตนเองเสมอ และไม่ฟังใครไม่ว่าพวกเขาสามัคคีธรรมกับเจ้าอย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การสำแดงถึงการขาดหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรอกหรือ? เพราะเจ้าไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง และไม่ปฏิบัติความจริง เวลาที่เจ้าพูดว่าเจ้าถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่ และมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า คำพูดเหล่านี้ย่อมเป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่า ผู้คนที่ไม่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจ และไม่สามารถถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าว่ายิ่งใหญ่คือคนที่ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า ผู้คนที่ไม่สามารถแสวงหาความจริงเวลาที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น และไม่มีหัวใจแห่งการนบนอบต่อพระเจ้าล้วนเป็นผู้คนที่ขาดพร่องมโนธรรมและเหตุผล หากคนเรามีมโนธรรมและเหตุผลอย่างแท้จริง เวลาที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น พวกเขาก็จะสามารถแสวงหาความจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขาต้องคิดเสียก่อนว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันมาเพื่อแสวงหาการช่วยให้รอดของพระเจ้า เพราะฉันมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ฉันจึงปฏิบัติต่อตนเองในฐานะผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในสิ่งใดก็แล้วแต่ที่ฉันทำเสมอ ฉันต่อต้านเจตนารมรณ์ของพระเจ้าตลอดเวลา ฉันต้องกลับใจ ฉันไม่สามารถกบฏต่อพระเจ้าด้วยวิธีนี้ได้อีกต่อไป ฉันต้องเรียนรู้วิธีการนบนอบต่อพระเจ้า ฉันต้องแสวงหาว่าพระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงอะไร และหลักธรรมความจริงคืออะไร” เหล่านี้คือความคิดและปณิธานที่เกิดจากเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ สิ่งเหล่านี้คือหลักธรรมและท่าทีที่เจ้าควรมีในการทำสิ่งต่างๆ เมื่อเจ้ามีเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เจ้าย่อมมีท่าทีเช่นนี้ หากเจ้าไม่มีเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีท่าทีเช่นนี้ เพราะฉะนั้นการมีเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง สิ่งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ผู้คนเข้าใจความจริงและสัมฤทธิ์การช่วยให้รอด

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger