พระวจนะว่าด้วยการปฏิบัติต่อความจริงและพระเจ้า (บทตัดตอน 8)

ธรรมชาติของปัญหาเรื่องการดัดแปลงแก้ไขพระวจนะของพระเจ้าเป็นอย่างไร? หากเจ้าเปลี่ยนแปลงพระวจนะของพระเจ้าและดัดแปลงแก้ไขสิ่งที่พระองค์ดำรัส นี่ก็เท่ากับการต่อต้านและหมิ่นประมาทพระเจ้าที่ร้ายแรงที่สุด มีเพียงคนพวกเดียวกับซาตานเท่านั้นที่สามารถประพฤติชั่วเช่นนี้ได้ และพวกเขาก็เป็นเหมือนหัวหน้าทูตสวรรค์ หัวหน้าทูตสวรรค์กล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงสามารถสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง อีกทั้งทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ทั้งหลาย—ข้าพระองค์ก็สามารถทำเช่นนี้ได้เช่นกัน พระองค์ทรงขึ้นครองบัลลังก์ ข้าพระองค์ก็จะทำเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงปกครองทุกชนชาติ ข้าพระองค์ก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ทั้งหลายและข้าพระองค์บริหารจัดการพวกเขา!” นี่คือความโอหังของหัวหน้าทูตสวรรค์ โดยไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น ธรรมชาติของการดัดแปลงแก้ไขพระวจนะของพระเจ้าก็เหมือนกับธรรมชาติของหัวหน้าทูตสวรรค์ หมายความว่านั่นเป็นการสำแดงถึงการต่อต้านพระเจ้าและการหมิ่นประมาทพระเจ้าโดยตรง ผู้คนที่ดัดแปลงแก้ไขพระวจนะของพระเจ้าคือพวกที่ต่อต้านพระองค์มากที่สุด และพวกเขายังล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระองค์โดยตรง พระเจ้าไม่ทรงเกลียดผู้ใดมากไปกว่าพวกที่ดัดแปลงแก้ไขพระวจนะของพระองค์ สามารถกล่าวได้ว่าการดัดแปลงแก้ไขพระวจนะของพระเจ้าเป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้าและพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเป็นบาปที่อภัยให้ไม่ได้ นอกจากผู้คนที่ดัดแปลงแก้ไขพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ยังมีสิ่งอื่นที่ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าอีก นั่นคือเมื่อผู้คนกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงการจัดการเตรียมงานทั้งหลายโดยไม่สนใจสิ่งใด แล้วส่งต่อไปยังคริสตจักรเพื่อชักพาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด เป็นการขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร นี่ยังเป็นการสำแดงถึงการต่อต้านพระเจ้าโดยตรง และเป็นบางสิ่งที่ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าด้วย บางคนไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย พวกเขาเชื่อว่าการจัดการเตรียมงานถูกเขียนขึ้นโดยมนุษย์ มาจากมนุษย์ และเมื่อใดก็ตามที่การจัดการเตรียมงานทั้งหลายไม่เป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของผู้คนเหล่านี้ พวกเขาก็เปลี่ยนแปลงตามที่ตนเองต้องการ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นการละเมิดกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าข้อใด? (7. “ในงานและเรื่องราวทั้งหลายของคริสตจักร นอกเหนือไปจากการเชื่อฟังพระเจ้าแล้ว จงปฏิบัติตามคำแนะนำทั้งหลายของมนุษย์ผู้ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานในทุกสิ่ง แม้แต่การละเมิดเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ จงเด็ดขาดในการปฏิบัติตามของเจ้า และจงอย่าวิเคราะห์ว่าถูกหรือผิด สิ่งที่ถูกหรือผิดไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า เจ้าต้องให้ตัวเจ้าเองกังวลอยู่กับการเชื่อฟังอย่างเบ็ดเสร็จเท่านั้น” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประกาศกฤษฎีกาบริหารสิบประการซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในยุคแห่งราชอาณาจักรต้องเชื่อฟัง)) สิ่งทั้งหลายที่ละเมิดกฤษฎีกาบริหารคือสิ่งที่ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า พวกเจ้ายังมองไม่กระจ่างอีกหรือ? บางคนมีท่าทีไม่เคารพอย่างยิ่งต่อการจัดการเตรียมงานของเบื้องบน พวกเขาเชื่อว่า “เบื้องบนทำการจัดการเตรียมงานทั้งหลายและพวกเราทำงานในคริสตจักร วจนะและกิจธุระบางอย่างสามารถนำไปใช้อย่างยืดหยุ่นได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับพวกเราโดยเฉพาะว่าจะดำเนินการอย่างไร เบื้องบนเพียงกล่าวและจัดการเตรียมการงานทั้งหลาย พวกเราคือผู้ลงมือกระทำการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ดังนั้นหลังจากเบื้องบนก็มอบหมายงานให้กับพวกเราแล้ว พวกเราก็สามารถทำงานนั้นได้อย่างที่ต้องการ ไม่เป็นไรหรอก ถึงอย่างไรงานนั้นก็เสร็จสิ้นแล้ว ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์แทรกแซงทั้งนั้น” หลักธรรมที่พวกเขาปฏิบัติตามมีดังนี้ พวกเขารับฟังสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง และเพิกเฉยต่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าผิด พวกเขาถือว่าความเชื่อของตนเป็นความจริงและเป็นหลักธรรม พวกเขาแข็งขืนต่อสิ่งใดก็ตามที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของพวกเขา อีกทั้งพวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้าอย่างยิ่งในเรื่องของสิ่งเหล่านั้น เมื่อพระวจนะของเบื้องบนไม่สอดคล้องกับเจตจำนงของพวกเขา พวกเขาก็เดินหน้าเปลี่ยนแปลงพระวจนะนั้น และส่งต่อเมื่อเห็นชอบในพระวจนะนั้นแล้ว หากพวกเขาไม่เห็นชอบ พวกเขาก็ไม่อนุญาตให้ส่งต่อพระวจนะนั้น ขณะที่พื้นที่อื่นส่งต่อการจัดการเตรียมงานของเบื้องบนไปตามจริง ผู้คนเหล่านี้กลับส่งต่อการจัดการเตรียมงานที่ไปยังคริสตจักรภายใต้การกำกับดูแลของตน ผู้คนเช่นนี้ปรารถนาที่จะละวางพระเจ้าเอาไว้เสมอ พวกเขาประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะทำให้ทุกคนเชื่อพวกเขา ติดตามพวกเขา และนบนอบต่อพวกเขา บางส่วนของจิตใจของพวกเขาคิดว่าพระเจ้าทรงไม่ดีเท่ากับพวกเขา—พวกเขาควรจะเป็นพระเจ้าเสียเอง และผู้อื่นควรเชื่อพวกเขา นั่นคือธรรมชาติของเรื่องนี้ หากพวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ พวกเจ้าจะยังคงร่ำไห้เมื่อพวกเขาถูกปลดหรือไม่? เจ้ายังจะรู้สึกเสียใจกับพวกเขาหรือไม่? เจ้ายังจะคิดอยู่หรือไม่ว่า “เบื้องบนกระทำการไม่เหมาะสม ท่านทั้งหลายปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไม่เป็นธรรม พวกท่านปลดผู้ที่ทำงานหนักเช่นนี้ไปได้อย่างไร?” พวกที่กล่าวเช่นนี้เป็นพวกไร้วิจารณญาณ คนเหล่านั้นทำงานหนักเพื่อประโยชน์ของใครหรือ? เพื่อประโยชน์ของพระเจ้าหรือ? เพื่องานของคริสตจักรหรือ? พวกเขาทำงานหนักเพื่อทำให้สถานะของตนมั่นคงขึ้น พวกเขากำลังทำงานหนักเพื่อก่อตั้งอาณาจักรอิสระ พวกเขากำลังรับใช้พระเจ้าหรือไม่? พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไม่? พวกเขาจงรักภักดีและนบนอบต่อพระเจ้าหรือไม่? พวกเขาเป็นเพียงพวกขี้ข้าของซาตาน และเมื่อพวกเขาทำงาน ก็ย่อมเป็นมารที่ครองอำนาจ พวกเขาทำลายแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์โดยแท้! บางคนกล่าวว่า “ดูสิว่าพวกเขากำลังทำงานหนักขนาดไหน—ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเขียนเรื่องราวทั้งหมดนั้น และส่งต่อไปยังคริสตจักรทั้งหลาย” เช่นนั้นแล้วเราขอถามพวกเจ้าว่า สิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเขียนนั้นพาให้ผู้คนเจริญใจหรือไม่? พวกเขาต้องการสัมฤทธิ์เป้าหมายใดกันแน่? เจ้ามีวิจารณญาณแยกแยะในเรื่องเหล่านี้หรือไม่? หากเจ้าถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิด ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร? เจ้าเคยคำนึงถึงเรื่องนั้นบ้างหรือไม่? บางคนรู้สึกสงสารคนเหล่านี้ โดยกล่าวว่า “พวกเขาทำงานหนักเหลือเกินและไม่ง่ายเลยที่จะเขียนสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ดังนั้นพระนิเวศของพระเจ้าก็ควรให้อภัยพวกเขาหากสิ่งที่พวกเขาเขียนมีความเบี่ยงเบนหรือบิดเบือนไปบ้าง” ปัญหาในการที่พวกเขากล่าวเช่นนี้คืออะไร? เพียงทำงานหนักคนเราก็สามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าจริงหรือ? คนเหล่านั้นทำงานหนักเพื่อผู้ใด? หากพวกเขาไม่ได้กำลังทำงานหนักเพื่อให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและเพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้า แต่กลับทำเพื่อให้ตนเองได้รับสถานะ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าพวกเขาทำงานหนักเพียงใด การทำงานหนักนั้นมีนัยสำคัญหรือมีคุณค่าอยู่หรือ? การทำงานหนักประเภทนี้ย่อมเห็นแก่ตัวและต่ำช้า ชั่วร้ายและไร้ยางอาย! หากศัตรูของพระคริสต์ประเภทนี้ไม่ถูกปลดออก ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นใด? ผู้คนจะก่อกวนงานของคริสตจักรตามอำเภอใจและกลายเป็นผู้ต่อต้านพระเจ้าโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ นั่นเป็นการขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้ามิใช่หรือ? หากพวกเขาทำงานหนักเพื่อให้สัมฤทธิ์เป้าหมายของตนเอง นั่นทำให้พวกเขามีสิทธิ์ที่จะต่อต้านพระเจ้าใช่หรือไม่? เช่นนั้นแล้วพวกเขาควรต่อต้านพระองค์และเป็นกบฏต่อพระองค์หรือ? พวกเขาควรทำตัวตามอำเภอใจและบุ่มบ่ามอีกทั้งไม่ยอมนบนอบต่อพระองค์หรือ? พวกเขาสามารถทำทุกอย่างได้ตามที่ต้องการหรือไม่? ผู้คนที่ไม่มีความจริง ผู้ที่ไม่นบนอบต่อพระเจ้า และเพียงต้องการกระทำการอย่างมืดบอด คิดว่าทุกอย่างที่พวกเขาทำนั้นมีเหตุผลและถูกต้องคือพวกมารและขี้ข้าของซาตานที่มาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรโดยแท้! หากเจ้าไม่เพียงแต่ไม่สามารถหยั่งรู้ผู้คนเช่นนี้ แต่ยังเห็นใจพวกเขา หลั่งน้ำตาให้พวกเขา อีกทั้งมาปกป้องพวกเขา เช่นนั้นแล้ว เจ้าเองก็เป็นคนไร้ประโยชน์คนหนึ่งเช่นกัน เจ้าเป็นคนที่สับสนเลอะเลือนและเป็นพวกสมองทึบ เจ้าอาจยังคงคิดว่า “เบื้องบนไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของพวกเขา บุคคลผู้นั้นทำงานหนักมากและเบื้องบนก็ปลดพวกเขาไปเสียดื้อๆ” หากเจ้ากล่าวเช่นนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าเองก็เป็นขี้ข้าของซาตานและเป็นพวกของมารด้วย มีคนมากมายที่ดำเนินชีวิตตามปรัชญาซาตาน ไม่เคยเปิดโปงหรือรายงานพวกผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ จนกระทั่งวันหนึ่งศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งทำสิ่งวิบัติบางอย่าง และพวกเขาก็ตระหนักในที่สุดว่านี่คือศัตรูของพระคริสต์ชักพาผู้คนให้หลงผิดโดยแท้จริง บางคนยังคงมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยคิดว่า “พระเจ้าทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ ดังนั้นพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์ควรรู้ว่ามีศัตรูของพระคริสต์กี่คนอยู่ในคริสตจักร เราจำเป็นต้องรายงานเรื่องพวกเขาด้วยหรือ?” คนที่กล่าวเช่นนี้เป็นพวกไร้สาระมิใช่หรือ? ตอนนี้พระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจภายในสภาวะความเป็นมนุษย์และมนุษย์ที่พระเจ้าทรงใช้นั้นเป็นมนุษย์ปกติ ดังนั้นหากเขาไม่มาสัมผัสกับเรื่องทั้งหลายของคริสตจักรโดยตรง เขาจะรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร? หลายครั้งเมื่อเกิดเรื่องเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์ ปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไขก็ต่อเมื่อหลังมีคนรายงานและเปิดโปงพวกเขา และเบื้องบนทรงสั่งให้ทำการสืบค้น ขณะที่ทรงพระราชกิจและทรงนำผู้คนในสภาวะความเป็นมนุษย์ปกตินั้น พระเจ้ามิได้ทรงเหนือธรรมชาติเลย อีกทั้งทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างยิ่ง แต่พระองค์ทรงพิชิต ทรงเอาชนะและทำให้ซาตานอับอาย มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่สามารถเผยให้เห็นความทรงมหิทธิฤทธิ์และพระปัญญาของพระองค์ พระราชกิจของพระเจ้าสัมพันธ์กับชีวิตจริงเช่นนี้ พระองค์ทรงจัดการเตรียมการบรรดาผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายนี้เพื่อให้ผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรสามารถเรียนรู้บทเรียน ได้รับวิจารณญาณ และขยายความรู้ของพวกเขาให้กว้างขึ้น เมื่อผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรได้รับวิจารณญาณแล้ว ผู้นำเทียมเท็จ ศัตรูของพระคริสต์ และคนชั่วจะไม่สามารถหลบหนีไปจาก “เงื้อมมือแห่งธรรมบัญญัติ” ได้ พระเจ้าจะทรงใช้ข้อเท็จจริงทั้งหลายเปิดเผยพวกเขา และทำให้ผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรทั้งหมดเข้าใจและมองเห็นได้อย่างชัดเจน ในอดีตคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์มากมายก็ถูกเปิดเผยและถูกกำจัดออกไปมิใช่หรือ? ไม่มีผู้ใดมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนเลยหรือ? เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็สับสนเลอะเลือนเกินไป!

แม้ว่าบางคนไม่เข้าใจบางส่วนของการจัดการเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้า แต่พวกเขาก็ยังสามารถนบนอบได้ โดยกล่าวว่า “ทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้องและมีความหมาย หากพวกเราไม่เข้าใจการจัดการเตรียมงานทั้งหลายอย่างครบถ้วนแล้ว พวกเราก็ควรนบนอบเสียก่อน พวกเราไม่สามารถตัดสินพระเจ้าได้! พวกเรายังควรรับฟังการจัดการเตรียมงานทั้งหลายอยู่ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเราก็ตาม เพราะพวกเราเป็นมนุษย์ แล้วจิตใจมนุษย์สามารถมองเห็นสิ่งใดได้? พวกเราควรนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้าเท่านั้น วันนั้นจะมาถึงเมื่อพวกเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ แม้ว่าในยามที่พวกเราไปถึงวันนั้น แล้วยังไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน พวกเราก็ยังควรนบนอบด้วยความเต็มใจ พวกเราคือผู้คน และพวกเราควรนบนอบต่อพระเจ้า นี่คือสิ่งที่พวกเราควรทำ” แต่บางคนแตกต่างออกไป และเมื่อพวกเขาเห็นการจัดการเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาจะศึกษาสิ่งเหล่านี้ก่อน โดยกล่าวว่า “นี่คือสิ่งที่พระเจ้าตรัส และสิ่งเหล่านี้คือข้อพึงประสงค์ของพระองค์ ข้อแรกยอมรับได้ แต่ข้อสองนั้นไม่เหมาะสมอย่างมาก ฉันจะเดินหน้าเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้” ผู้คนเช่นนี้มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่? หากเจ้าเปลี่ยนแปลงการจัดการเตรียมงานตามอย่างที่ใจเจ้าชอบ ธรรมชาติของปัญหานี้คืออะไร? นี่ไม่เป็นการขัดขวางและก่อกวนทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงักหรอกหรือ? สิ่งที่เจ้าครองอยู่นี้คือความจริงหรือ? หากเจ้ามีความจริงอยู่จริงๆ เช่นนั้นแล้ว ทำไมเจ้าไม่แสดงออกมาเล่า? ทำไมเจ้าปรับเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้า? ด้วยการทำเช่นนี้ เจ้าเปิดเผยอุปนิสัยเช่นไรออกมา? นี่คืออุปนิสัยโอหังและคิดว่าตนชอบธรรมเสมอ เป็นอุปนิสัยที่ไม่เชื่อฟังผู้ใด หากเจ้ากล้าเลือกเฟ้นเมื่อเป็นเรื่องของการจัดการเตรียมการของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมมีปัญหาร้ายแรงกับกรอบความคิดและอุปนิสัยของเจ้า บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแล้วควรมีวิจารณญาณแยกแยะผู้คนแบบนี้ ประการแรก คนพวกนี้ไม่สามารถสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาได้ แต่พวกเขาก็ยังเชื่อว่าตนเข้าใจความจริงและจะไม่เชื่อฟังผู้ใด ประการที่สอง เมื่อพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับการจัดการเตรียมงาน พวกเขาไม่เอ่ยสิ่งเหล่านั้นกับพระนิเวศของพระเจ้า แต่กลับพูดไปทั่ว ประการที่สาม เมื่อพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าและงานของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่แก้ไขมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้น แต่ยังยุยงผู้คนที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้พัฒนามโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ และให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับพระองค์อีกด้วย เพื่อบีบบังคับให้พระองค์ทรงกระทำการตามความปรารถนาของพวกเขา และทำให้พระองค์ทรงยอมจำนนในที่สุด จากพฤติกรรมทั้งสามประการนี้ คนเราสามารถแน่ใจได้ว่าผู้คนเหล่านี้เป็นคนประเภทใด พวกเขาคือผู้คนที่แสวงหาความจริงและนบนอบต่อพระเจ้าหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ใช่ พวกเขาไม่แสวงหาความจริงแม้แต่น้อย แล้วพวกเขาก็ไม่พึงพอใจกับพระเจ้าอีกด้วย พวกเขามีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า และพวกเขาเผยแพร่มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ ทำให้ทุกคนพัฒนามโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ และลุกขึ้นมาต่อสู้และต่อต้านพระองค์ บนพื้นฐานนี้ จึงจัดได้ว่าพวกเขามีลักษณะเป็นพวกเจตนาเป็นศัตรูของพระคริสต์โดยสมบูรณ์ ผู้คนเช่นนี้ควรถูกจัดการอย่างไร? พวกเขาควรได้รับความช่วยเหลือด้วยความรักหรือไม่? ไร้ประโยชน์เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริง แล้วการตัดแต่งพวกเขาเล่าเป็นอย่างไร? นี่ก็ไร้ประโยชน์เช่นกัน เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริง หากผู้เชื่อในพระเจ้าเหล่านั้นไม่สามารถยอมรับความจริง นี่ถือเป็นปัญหาร้ายแรงและเป็นสิ่งที่น่ากลัว! หากเจ้ามองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาเกินไปและเชื่อว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เช่นนั้นแล้ว จะต้องมีสักวันที่เจ้าล่วงเกินพระเจ้า เราเห็นบางคนที่เป็นเช่นนี้มาแล้ว และแม้ว่าพวกเขายังไม่ถูกเอาออกไป แต่ที่จริงจุดจบของพวกเขาได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว พวกเขาจะถูกกำจัดออกไป

อย่างน้อยที่สุด ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเหล่านั้นต้องมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และการยำเกรงพระเจ้าหมายถึงอะไร? ผู้คนต้องเกรงกลัวพระเจ้า พวกเขาต้องทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบและเอาใจใส่ เหลือโอกาสให้กับตัวเองสำหรับการจัดการ และไม่เอาแต่ทำในสิ่งที่ตนต้องการ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าไล่ผู้นำเทียมเท็จบางคนออกไป บางคนก็กล่าวว่า “ฉันไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเราไม่รู้ว่าพวกเขาทำอะไรกันแน่ และแม้ว่าพวกเรารู้ แต่พวกเราก็ไม่สามารถเข้าใจธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำได้อย่างถี่ถ้วน ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้อง และจะมีวันที่พระองค์จะทรงทำสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจนและอนุญาตให้พวกเราเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์เสมอ” หากเจ้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าทำสิ่งต่างๆ ในหนทางนี้ แต่เจ้าก็ยังสามารถนบนอบได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็เป็นบุคคลที่ค่อนข้างมีความศรัทธา เป็นผู้ที่สามารถกล่าวได้ว่ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่บ้าง หากเจ้าไม่เข้าใจ ทั้งยังตั้งตนต่อต้านพระเจ้าและก่อความไม่สงบต่องานของคริสตจักร นั่นหมายถึงความเดือดร้อน เมื่อใดก็ตามที่คริสตจักรไล่ผู้นำเทียมเท็จและขับไล่ไสส่งศัตรูของพระคริสต์บางคนออกไป ผู้ติดตามของคนพวกนั้นที่หัวรั้นบางคนจะลุกขึ้นมาปกป้องพวกเขา ตัดสินพระเจ้าต่อหน้าสาธารณชนเพราะเหตุนี้เสมอ โดยกล่าวว่าพระองค์ไม่ชอบธรรม และขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เปิดเผยเรื่องนี้ สำหรับผู้คนเช่นนี้ แม้พวกเขาจัดเตรียมการปรนนิบัติเป็นพิเศษเมื่อเผยแผ่ข่าวอันประเสริฐและปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา แต่สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญเลย การทรยศครั้งเดียวจะกำหนดชะตากรรมของเจ้าตลอดกาล เจ้าต้องเห็นแก่นแท้ของการทรยศอย่างชัดเจน จงอย่าคิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ สามารถกล่าวได้ว่าพวกเจ้าทุกคนต่อต้านพระเจ้า พวกเจ้าทุกคนมีการฝ่าฝืน อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติการต่อต้านและการฝ่าฝืนของพวกเจ้าก็แตกต่างกัน ธรรมชาติของเรื่องที่เราเพิ่งพูดถึงนั้นร้ายแรงมากและประกอบด้วยการตัดสินและการต่อต้านพระเจ้าต่อหน้าธารกำนัล ผู้คนบางคนรักที่จะเขียนจดหมาย เขียนอะไรบางอย่างที่พวกเขามักส่งต่อไปทั่วคริสตจักรอย่างไม่ใส่ใจอยู่เป็นนิจ การทำเช่นนี้สอดคล้องกับหลักธรรมทั้งหลายหรือไม่? สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาเขียนเป็นคำพยานที่แท้จริงหรือไม่? เป็นประสบการณ์ชีวิตหรือไม่? สิ่งเหล่านั้นสอนสั่งผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปในทางที่ดีหรือไม่? หากไม่ใช่ แต่ผู้คนเหล่านี้ยังคงส่งต่อสิ่งเหล่านั้นไปทั่วคริสตจักรอย่างไม่ใส่ใจ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็กำลังชักพาผู้คนให้หลงผิด เผยแพร่เรื่องนอกรีตและเหตุผลวิบัติ บิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างความสับสนระหว่างถูกและผิด และพูดเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิงอย่างมากมายก่ายกอง บางคนต้องการกระทั่งเขียนหนังสือของตนเอง แล้วส่งให้คริสตจักรและมีชื่อเสียงขึ้นมา ผู้คนไม่ได้เรียนรู้บทเรียนอันลึกซึ้งจากตัวอย่างของเปาโลเลยหรือ? เจ้ายังต้องการที่จะเขียนหนังสือ เขียน “อัตชีวประวัติคนดัง” และเขียน “บทสรุปของความจริง” เจ้าไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย! หากเจ้ามีความสามารถ ก็จงเขียนคำพยานเชิงประสบการณ์ขึ้นมาหลายๆ ชิ้นเถิด ในช่วงไม่กี่ปีที่เชื่อในพระเจ้า เจ้ายังไม่ถูกพิพากษาและยังไม่ทนทุกข์มากพออีกหรือ? เจ้ายังไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนอีกหรือ? ผู้คนเข้าใจอะไรบ้าง? คำพูดและคำสอนที่เจ้าพูดออกมาแม้แต่แก้ไขปัญหาของเจ้าเองก็ยังทำไม่ได้ และเจ้าก็ยังต้องการที่จะส่งต่อให้กับผู้อื่น เจ้าไม่มีความรู้จักตัวเองเลยสักนิด! เหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าจึงพิมพ์และส่งออกหนังสือในลักษณะเดียวกัน? เพราะหนังสือเหล่านี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยพระวจนะของพระเจ้า และส่วนที่เหลือล้วนประกอบขึ้นจากคำพยานเชิงประสบการณ์ที่แท้จริงของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกซึ่งจำเป็นต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งสิ้น และหนังสือที่พระนิเวศของพระเจ้าเผยแพร่อย่างสม่ำเสมอล้วนจำเป็นต่องานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแล้ว การทำสิ่งทั้งหลายในหนทางนี้ ยังมีต้นกำเนิดมาจากการนำทางของพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกด้วย พวกเจ้าทุกคนเข้าใจว่าหนังสือทั้งหลายที่เผยแพร่อย่างสม่ำเสมอโดยพระนิเวศของพระเจ้านั้นมีคุณค่าและมีความจำเป็นสูงสุด พวกเจ้าย่อมรู้ดีว่าตนได้รับประโยชน์อันใดจากการฟังคำเทศนา ดังนั้น หากพวกเจ้ามีวิจารณญาณแยกแยะสิ่งต่างๆ ที่เผยแพร่โดยผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ทั้งหลาย พวกเจ้าจะสามารถแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างแท้จริง แต่ด้วยวุฒิภาวะของพวกเจ้าในปัจจุบัน พวกเจ้าทำได้เพียงเข้าใจคำสอนมากมายเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าเท่านั้น และความจริงก็ยังคงไม่ชัดเจนสำหรับพวกเจ้า มีเรื่องสำคัญบางเรื่องที่พวกเจ้ายังไม่สามารถเข้าใจอย่างถ่องแท้ ซึ่งดูคลุมเครือและพร่ามัวสำหรับพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้ายังคงไม่มีความเป็นจริงความจริงใดๆ และยังคงแยกแยะไม่ได้มากนัก ไม่ว่าใครก็ตามในคริสตจักรประพฤติหรือพูดอย่างไร พวกเจ้าก็ขาดพร่องวิจารณญาณในการแยกแยะได้อย่างชัดเจน บางคนเชื่อว่า ตราบใดที่คนเราพูดจาคมคาย พวกเขาสามารถเป็นพยานให้กับพระเจ้า และผู้ที่พูดจาไม่คมคายไม่สามารถพูดเกี่ยวกับคำพยานเชิงประสบการณ์แม้ว่าพวกเขาจะมีคำพยานเชิงประสบการณ์ก็ตาม พวกเขาเข้าใจเรื่องนี้ถูกต้องหรือไม่? พวกเขาเข้าใจผิดอย่างมหันต์ คำพยานเชิงประสบการณ์นั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงไม่ว่าจะถูกพูดถึงอย่างไรก็ตาม และหากคนเราไม่มีคำพยานเชิงประสบการณ์ เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่พวกเขาพูดก็ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถพูดเกี่ยวกับคำสอนทั้งหลายได้ดีขนาดไหนก็ตาม ทำไมเป็นเช่นนี้? การพูดเกี่ยวกับคำพูดและคำสอนไม่ได้แสดงว่าบุคคลผู้หนึ่งครองความเป็นจริงความจริง และแม้พวกเขาเข้าใจความจริงบ้าง ความเข้าใจนี้ก็ยังคงตื้นเขินและจำกัดมาก และพวกเขาไม่สามารถเขียนคำพยานเชิงประสบการณ์ได้เลย หากใครบางคนไม่มีคำพยานเชิงประสบการณ์ แต่พวกเขายังคงเอ่ยคำพูดและคำสอน และสั่งสอนผู้คนอย่างไร้ยางอายแล้ว พวกเขาก็จะกลายเป็นฟาริสีที่หน้าซื่อใจคด พวกเขาทำได้เพียงสร้างคำพยานเท็จเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด ผู้ที่ทำเช่นนี้จะถูกพระเจ้าสาปแช่ง การที่ใครบางคนจะสามารถเป็นพยานที่แท้จริงได้หรือไม่นั้น มิได้ขึ้นอยู่กับคารมคมคาย ดูสิว่าเปโตรครองคำพยานเชิงประสบการณ์มากเพียงใด—เขาเขียนจดหมายไปกี่ฉบับ? เขาเขียนคำพยานไปกี่บท? อาจมีไม่มากนัก แต่พระเจ้าทรงเห็นชอบเปโตรในฐานะบุคคลผู้รู้จักพระองค์ดีที่สุด และเป็นผู้ที่รักพระองค์อย่างแท้จริง หากเจ้ามีคำพยานเชิงประสบการณ์ที่แท้จริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะเปลี่ยนแปลงและมีความประพฤติดีขึ้นมากอย่างแน่นอน เจ้าจะไม่ทำสิ่งที่น่ากระตือรือร้นเหล่านั้น ไม่ทำสิ่งทั้งหลายที่เจ้าคิดว่าดีอีกต่อไป เมื่อเจ้าตระหนักว่ามนุษย์ไม่มีนัยสำคัญ ขัดสนและน่าเวทนาเพียงใด เจ้าจะไม่กล้ากระทำการตามอำเภอใจ หรือเขียนหนังสือหรืออัตชีวประวัติเลย ผู้คนทั้งหมดที่ปรารถนาจะเขียนหนังสือหรืออัตชีวประวัติ หรือสร้างความมีหน้ามีตาของพวกเขาในชื่อของการทำคุณูปการบางอย่าง ล้วนเป็นคนโอหัง ทะนงตน และมักใหญ่ใฝ่สูงที่ประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินจริงทั้งสิ้น เป็นผู้ที่ไม่ได้ครองหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และเป็นผู้ที่ชอบกระทำการตามเจตจำนงของตนเอง ผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงล้วนจดจ่ออยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลายของตนให้ดี เข้าใจความจริง และกระทำการให้สอดคล้องกับหลักธรรม พวกเขาคิดว่าการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราให้ดี การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย การเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และการมีคำพยานเชิงประสบการณ์ที่แท้จริงนั้นย่อมดีกว่าสิ่งอื่นใด ผู้ที่สามารถไล่ตามเสาะหาในหนทางนี้เป็นผู้คนที่ฉลาดหลักแหลมที่สุด และพวกเขาคือผู้ที่ครองเหตุผลมากที่สุด

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger