วิธีแก้ไขการทดลองและพันธนาการของสถานะ (ตอนที่สอง)

มนุษย์ผู้เสื่อมทรามรักที่จะไล่ตามไขว่คว้าสถานะและชื่นชมประโยชน์ทั้งหลายจากสถานะนั้น นี่ใช้ได้กับทุกคนไม่ว่าตอนนี้เจ้ามีสถานะหรือไม่ก็ตาม การละทิ้งสถานะและหลุดพ้นจากการทดลองของมันเป็นเรื่องที่ลำบากยากเย็นเกินไป เรื่องนี้พึงต้องใช้ความร่วมมือในส่วนของมนุษย์อย่างมาก ความร่วมมือที่ว่านั้นเกี่ยวข้องกับอะไร? โดยหลักคือการแสวงหาความจริง การยอมรับความจริง การเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และการแทรกซึมเข้าถึงแก่นแท้ของปัญหาได้อย่างชัดเจน เมื่อมีสิ่งเหล่านี้ คนเราย่อมจะมีความเชื่อที่จะเอาชนะการทดลองจากสถานะไปได้ นอกจากนี้ เจ้าต้องนึกถึงหนทางที่ได้ผลในการทำให้ตัวเองหลุดไปจากการทดลองและสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าต้องมีเส้นทางในการปฏิบัติ นี่จะทำให้เจ้าดำรงอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง หากปราศจากเส้นทางในการปฏิบัติ เจ้าจะร่วงหล่นสู่การทดลองบ่อยครั้ง ถึงแม้เจ้าต้องการจะเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง สุดท้ายแล้วความพยายามของเจ้าย่อมจะไม่เกิดผลมากมายนัก ไม่ว่าเจ้าพยายามมากเพียงไรก็ตาม แล้วการทดลองที่พวกเจ้ามักเจออยู่บ่อยครั้งคืออะไรเล่า? (เมื่อข้าพระองค์ประสบความสำเร็จบางอย่างในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นที่เคารพนับถือของพี่น้องชายหญิง ข้าพระองค์ก็รู้สึกพึงพอใจในตนเองและชื่นชมความรู้สึกนี้อย่างใหญ่หลวง แต่บางครั้งข้าพระองค์ก็ไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ ข้าพระองค์รู้ตัวว่านี่เป็นสภาวะที่ผิด แต่ข้าพระองค์ก็ยังไม่สามารถขัดขืนสิ่งนี้ได้) นั่นคือการทดลอง มีใครจะพูดอีกไหม? (เนื่องจากข้าพระองค์เป็นผู้นำ บางครั้งพี่น้องชายหญิงของพวกเราก็ปฏิบัติต่อข้าพระองค์เป็นพิเศษ) นั่นก็เป็นการทดลองเช่นกัน หากเจ้าไม่รู้ถึงการทดลองที่เจ้าเผชิญ ทั้งยังรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้ไม่ดีและไม่สามารถเลือกสิ่งที่ถูกต้องได้ การทดลองเหล่านี้ย่อมจะนำพาความโศกเศร้าและความทุกข์ใจมาสู่เจ้า ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าสิ่งที่พี่น้องชายหญิงปฏิบัติต่อเจ้าเป็นพิเศษหมายรวมถึงการหาวัตถุดิบพิเศษมาหุงหาอาหารให้เจ้า ให้เครื่องนุ่งห่มแก่เจ้า ให้ที่พักอาศัยแก่เจ้า และจัดหาสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันให้แก่เจ้า หากสิ่งที่เจ้าชื่นชมนั้นดีเลิศกว่าสิ่งที่พวกเขาหามาให้ เจ้าย่อมจะดูแคลนสิ่งเหล่านั้นและอาจเดียดฉันท์ของขวัญจากพวกเขา อย่างไรก็ตาม หากเจ้าเจอคนร่ำรวยและเขามอบเสื้อผ้าชั้นดีให้กับเจ้าโดยบอกว่านี่เป็นชุดที่เขาไม่ใส่ เจ้าจะสามารถตั้งมั่นในการเผชิญหน้ากับการทดลองดังกล่าวได้หรือไม่? เจ้าอาจคิดตริตรองสถานการณ์นี้ พลางบอกกับตัวเองว่า “เขาเป็นคนรวย และเสื้อผ้าพวกนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขา ยังไงเขาก็ไม่ใส่อยู่แล้ว ถ้าเขาไม่เอาให้ฉัน เขาก็คงจะเอาห่อซุกไว้ที่ไหนสักที่หนึ่ง ดังนั้นฉันจะเก็บเสื้อผ้าพวกนี้ไว้แล้วกัน” อะไรทำให้เจ้าตัดสินใจเช่นนั้น? (พวกเขากำลังชื่นชมประโยชน์จากสถานะแล้ว) เหตุใดนี่จึงเป็นเรื่องของการชื่นชมประโยชน์จากสถานะ? (เพราะพวกเขายอมรับในสิ่งชั้นเลิศ) การแค่ยอมรับสิ่งชั้นเลิศที่ผู้คนมอบให้เจ้าก็เป็นการชื่นชมประโยชน์จากสถานะหรือ? หากมีคนมอบสิ่งของธรรมดาทั่วไปให้เจ้า แต่นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องมีพอดีและเจ้าก็รับมันมา นี่นับเป็นการชื่นชมประโยชน์จากสถานะด้วยหรือไม่? (ใช่ เมื่อไรก็ตามที่พวกเขายอมรับสิ่งของจากผู้อื่นเพื่อสนองความอยากอันเห็นแก่ตัวของพวกเขาเอง นี่ก็นับด้วย) ดูเหมือนว่าเจ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า หากเจ้าไม่ใช่ผู้นำและไม่มีสถานะ เขาจะยังเสนอของขวัญชิ้นนี้ให้เจ้าหรือไม่? (ไม่ให้) แน่นอนว่าเขาคงจะไม่ให้ เขาทำของขวัญชิ้นนี้ให้เจ้าก็เพราะเจ้าเป็นผู้นำ ธรรมชาติของสิ่งนั้นเปลี่ยนไปแล้ว นี่ไม่ใช่การกุศลธรรมดา ทว่าปัญหานั้นอยู่ในนี้ หากเจ้าถามเขาว่า “ถ้าฉันไม่ใช่ผู้นำ แต่เป็นแค่พี่น้องชายหญิงทั่วไป คุณจะให้ของขวัญเช่นนั้นแก่ฉันหรือไม่? ถ้าของชิ้นนี้เป็นสิ่งที่พี่น้องชายหรือหญิงคนหนึ่งจำเป็นต้องมี คุณจะมอบของชิ้นนี้ให้พวกเขาหรือไม่?” เขาย่อมจะตอบว่า “ฉันให้ไม่ได้ ฉันให้อะไรต่ออะไรกับใครตามอำเภอใจไม่ได้ ฉันให้ของชิ้นนี้กับคุณเพราะคุณเป็นผู้นำของฉัน หากคุณไม่มีสถานะพิเศษนี้ ฉันจะให้ของขวัญแบบนั้นกับคุณทำไม?” ดูเอาเถิดว่าเจ้าไม่เข้าใจสถานการณ์ขนาดไหน เจ้าเชื่อเขาเมื่อเขาบอกว่าไม่ได้ใส่เสื้อผ้าชั้นเลิศตัวนั้น แต่เขากำลังหลอกลวงเจ้าอยู่ จุดประสงค์ของเขาคือการให้เจ้ายอมรับของขวัญจากเขา เพื่อที่ในอนาคตเจ้าจะได้ทำดีกับเขาและให้การปฏิบัติต่อเขาเป็นพิเศษ นี่คือความตั้งใจที่อยู่เบื้องหลังของขวัญชิ้นนั้น ข้อเท็จจริงคือเจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าเขาคงจะไม่มีวันมอบของขวัญเช่นนั้นให้เจ้าหากเจ้าไม่มีสถานะ แต่เจ้าก็ยังยอมรับของชิ้นนั้นไว้ ปากของเจ้ากล่าวว่า “ขอบคุณพระเจ้า ฉันได้ยอมรับของขวัญชิ้นนี้จากพระเจ้า นี่คือพระเมตตาที่พระเจ้าทรงมีต่อฉัน” ไม่เพียงแต่เจ้าชื่นชมประโยชน์ทั้งหลายจากสถานะเท่านั้น เจ้ายังชื่นชมสิ่งทั้งหลายจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรราวกับเป็นสิ่งอันถูกต้องเหมาะสมที่เจ้าควรจะได้รับอีกด้วย นี่ไม่ไร้ยางอายหรอกหรือ? หากมนุษย์ไร้ซึ่งมโนธรรมและความละอายใจทั้งปวง เช่นนั้นก็ย่อมเป็นปัญหา การนี้เป็นเพียงเรื่องของพฤติกรรมงั้นหรือ? การรับสิ่งของทั้งหลายจากผู้อื่นนั้นผิดและการปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นถูกต้องใช่หรือไม่? เมื่อพวกเจ้าเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนั้น เจ้าควรทำอย่างไร? เจ้าต้องถามผู้ที่ให้ของขวัญชิ้นนั้นว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำนั้นเข้าร่องเข้ารอยกับหลักธรรมหรือไม่ จงพูดกับพวกเขาว่า “พวกเรามามองหาการทรงนำจากพระวจนะของพระเจ้าหรือจากกฎการปกครองของคริสตจักรกันเถิด และดูว่าสิ่งที่คุณกำลังทำนั้นอยู่ในแนวเดียวกับหลักธรรมหรือไม่ ถ้าไม่ ฉันก็ไม่สามารถรับของขวัญชิ้นนั้นได้” หากแหล่งอ้างอิงเหล่านั้นให้ข้อมูลผู้ให้ของขวัญว่าการกระทำของพวกเขาละเมิดหลักธรรม แต่พวกเขายังปรารถนาที่จะมอบของขวัญให้แก่เจ้า เจ้าควรทำเช่นไร? เจ้าก็ต้องกระทำไปตามหลักธรรม ผู้คนธรรมดาไม่สามารถเอาชนะสิ่งนี้ได้ พวกเขาถวิลหาอย่างกระหายร้อนรนที่จะให้ผู้อื่นมอบสิ่งทั้งหลายให้พวกเขามากขึ้น และพวกเขาก็ปรารถนาที่จะชื่นชมการปฏิบัติที่เป็นพิเศษมากขึ้น หากเจ้าเป็นคนประเภทที่ถูกต้อง เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนั้นเจ้าควรอธิษฐานถึงพระเจ้าทันทีโดยกล่าวว่า “โอ้พระเจ้า สิ่งที่ข้าพระองค์เผชิญในวันนี้ต้องเป็นสัญญาณแห่งน้ำพระทัยอันดีของพระองค์อย่างแน่นอน นี่คือบทเรียนที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาเพื่อข้าพระองค์ ข้าพระองค์เต็มใจที่จะแสวงหาความจริงและกระทำตามหลักธรรม” การทดลองที่เหล่าผู้มีสถานะเผชิญนั้นใหญ่หลวงเกินไป และเมื่อการทดลองมาถึง การเอาชนะสิ่งนั้นไปให้ได้ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากเสียจริง เจ้าจำเป็นต้องมีการคุ้มครองและการช่วยเหลือจากพระเจ้า เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้า รวมถึงต้องแสวงหาความจริงและทบทวนตนเองให้บ่อย ด้วยหนทางนี้เจ้าจะรู้สึกมั่นคงและมีสันติสุข อย่างไรก็ตาม หากเจ้ารอจนกระทั่งได้รับของขวัญดังกล่าวแล้วค่อยอธิษฐาน เจ้าจะยังรู้สึกถึงความมั่นคงและสันติสุขเช่นนั้นหรือไม่? (ไม่รู้สึกอีกต่อไป) เช่นนั้นพระเจ้าจะทรงคิดอย่างไรกับเจ้า? พระเจ้าจะทรงยินดีจากการกระทำของเจ้าหรือพระองค์จะทรงรังเกียจการกระทำเหล่านั้น? พระองค์จะทรงขยะแขยงการกระทำของเจ้า ปัญหานี้เป็นแค่ปัญหาที่ว่าเจ้ายอมรับสิ่งของชิ้นหนึ่งใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) แล้วปัญหาอยู่ที่ใดเล่า? ปัญหานั้นอยู่ที่ความคิดเห็นและท่าทีที่เจ้านำมาใช้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนั้น เจ้าตัดสินใจด้วยตนเองหรือเจ้าแสวงหาความจริง? เจ้ามีมาตรฐานทางมโนธรรมบ้างหรือไม่? เจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าสักนิดหรือไม่? เมื่อเผชิญสถานการณ์นั้นแล้ว เจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้าหรือไม่? เจ้าเสาะแสวงที่จะสนองความอยากได้อยากมีของตนเองหรืออธิษฐานและแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าเป็นอันดับแรก? เจ้าถูกเปิดเผยในเรื่องนี้ เจ้าควรรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไร? เจ้าต้องมีหลักธรรมในการปฏิบัติ ก่อนอื่นโดยภายนอกนั้น เจ้าต้องปฏิเสธการพิจารณาวัตถุพิเศษเหล่านี้ การทดลองเหล่านี้ แม้เมื่อเจ้าได้รับการเสนอให้บางสิ่งที่เจ้าอยากได้เป็นพิเศษหรือเป็นสิ่งของที่เจ้าจำเป็นต้องมีอยู่พอดี เจ้าก็ต้องปฏิเสธเช่นเดียวกัน คำว่าสิ่งทั้งหลายทางวัตถุหมายถึงอะไร? หมายถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่พักพิง รวมถึงสิ่งทั้งหลายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เจ้าต้องปฏิเสธการพิจารณาวัตถุแบบพิเศษเหล่านี้ไป เหตุใดเจ้าต้องปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น? การทำเช่นนั้นเป็นแค่เรื่องวิธีปฏิบัติตนของเจ้าใช่หรือไม่? ไม่ใช่ นี่เป็นเรื่องของท่าทีที่ให้ความร่วมมือของเจ้า หากเจ้าต้องการปฏิบัติความจริง ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และหลบเลี่ยงการทดลอง ก่อนอื่นเจ้าก็ต้องมีท่าทีที่ให้ความร่วมมือนี้ เมื่อมีท่าทีเช่นนี้เจ้าจะสามารถหลบเลี่ยงการทดลองได้ และมโนธรรมของเจ้าก็จะมีสันติสุข หากมีคนเสนอให้บางสิ่งที่เจ้าต้องการและเจ้ายอมรับของสิ่งนั้น หัวใจของเจ้าย่อมจะรู้สึกตำหนิมโนธรรมของตนในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จากข้อแก้ตัวและการสร้างความชอบธรรมให้ตนเองของเจ้า เจ้าย่อมจะกล่าวว่าเจ้าควรได้รับสิ่งนี้ นี่คือสิ่งตอบแทนที่เจ้าสมควรได้รับ จากนั้นความรู้สึกเสียดแทงทางมโนธรรมของเจ้าก็จะไม่แม่นยำหรือชัดเจนนัก บางครั้ง มโนธรรมของเจ้าอาจแกว่งไกวเพราะเหตุผลหรือความคิดและทรรศนะบางประการของเจ้า ความรู้สึกเสียดแทงของมโนธรรมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ชัดเจน ดังนั้นแล้วมโนธรรมของเจ้าเป็นมาตรฐานที่เชื่อถือได้หรือไม่? ไม่ได้ นี่คือระฆังที่ดังเตือนผู้คน สิ่งนี้ให้คำเตือนประเภทใด? เตือนว่าการพึ่งพาความรู้สึกของมโนธรรมเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ปลอดภัย คนเราต้องแสวงหาหลักธรรมความจริง นั่นคือสิ่งที่เชื่อถือได้ หากไร้ซึ่งความจริงมาคอยยับยั้งพวกเขา ผู้คนก็ยังสามารถตกสู่การทดลอง ใช้เหตุผลและข้อแก้ตัวสารพันที่ยอมให้พวกเขาตอบสนองความโลภที่มีต่อประโยชน์ทั้งหลายจากสถานะของตน เพราะฉะนั้นในฐานะผู้นำ เจ้าควรยึดหลักธรรมข้อหนึ่งติดเอาไว้ในใจ นั่นคือ ฉันจะปฏิเสธอยู่เสมอ หลบเลี่ยงอยู่เสมอ และจะไม่ยอมรับการปฏิบัติพิเศษใดโดยเด็ดขาด การปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเป็นความพร้อมพื้นฐานสำหรับการหลบเลี่ยงความชั่ว หากเจ้ามีความพร้อมพื้นฐานสำหรับหลบเลี่ยงความชั่ว เจ้าย่อมอยู่ภายใต้การคุ้มครองจากพระเจ้าในระดับหนึ่งแล้ว และหากเจ้ามีหลักธรรมในการปฏิบัติเช่นนั้นและยึดเอาไว้ให้มั่น เจ้าก็ได้ปฏิบัติความจริงและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยแล้ว เจ้ากำลังเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว เมื่อเจ้ากำลังเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยแล้ว เจ้ายังพึงต้องได้รับการทดสอบทางมโนธรรมอยู่หรือไม่? การกระทำการตามหลักธรรมและการปฏิบัติความจริงนั้นสูงส่งกว่ามาตรฐานทางมโนธรรม หากใครบางคนมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะให้ความร่วมมือและสามารถกระทำการตามหลักธรรมได้ พวกเขาก็ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยแล้ว นี่คือมาตรฐานที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากมนุษย์

ความร่วมมือของคนเราส่งผลอย่างมากต่อความสามารถของเขาในการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ความร่วมมือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เหมือนที่โยบยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ด้วยวุฒิภาวะและความเป็นจริงที่เขาครอง เขาไม่จำเป็นต้องกลัวการตกลงสู่การทดลองใดเลย หากเขาได้นั่งอยู่ที่โต๊ะกินเลี้ยง เขาย่อมจะไม่ล่วงเกินพระเจ้าโดยง่ายด้วยกิริยาหรือวาจา แล้วเหตุใดเขาถึงยังปฏิเสธการเข้าร่วมงานกินเลี้ยงนั้นเล่า? (เขาไม่ชอบงานเหล่านั้น) เขาไม่ชอบวาระโอกาสเช่นนั้น นี่เป็นเหตุผลส่วนตัว แต่ยังมีประเด็นที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่พวกเจ้าอาจไม่ได้นึกถึง โยบยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เขาลงมือทำและนำเอาการปฏิบัติทั้งหลายมาใช้เพื่อที่จะได้รับการคุ้มครองจากพระเจ้า ป้องกันไม่ให้เขาทำบาปหรือล่วงเกินพระเจ้า เขานำวิธีการให้ความร่วมมือแบบมนุษย์มาใช้ นี่คือด้านหนึ่งของเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีบางสถานการณ์ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมธรรมชาติอันเสื่อมทรามของเขาได้ด้วยตนเอง ดังนั้นโยบจึงจะไม่เข้าไปอยู่ในวาระโอกาสที่เขาจะถูกทดลอง เขาหลีกเลี่ยงการทดลองในหนทางนี้นี่เอง ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือยังว่าเหตุใดโยบจึงจะไม่เข้าร่วมงานกินเลี้ยงดังกล่าว? เพราะวาระโอกาสดังกล่าวย่อมจะเป็นการทดลองที่ใหญ่หลวงเกินไปสำหรับใครก็ตาม การที่บางสิ่งเป็นการทดลองที่ใหญ่หลวงเกินไปหมายความว่าอย่างไร? ผู้คนสามารถทำบาปและล่วงเกินพระเจ้าได้ทุกที่ทุกเวลา ลำพังแค่หัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าของเจ้า ความเชื่อในพระเจ้าและความมุ่งมั่นของเจ้าย่อมไม่เพียงพอที่เจ้าจะเปิดโอกาสให้ตัวเองหลุดพ้นจากการทดลองได้ สิ่งนี้ไม่สามารถป้องกันเจ้าจากการล่วงเกินพระเจ้าเมื่อถูกทดลองได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่? เจ้าต้องปฏิเสธการที่คนอื่นปฏิบัติต่อเจ้าเป็นพิเศษอย่างเด็ดขาด เจ้าต้องปฏิเสธให้ได้ทุกครั้ง นี่เป็นการทำสิ่งทั้งหลายในหนทางชนิดใดหรือ? หลักธรรมและกฎข้อบังคับเช่นนั้นชี้นำไปที่ขอบข่ายใดของปัญหาของมนุษย์? (สิ่งเหล่านั้นมุ่งเป้าไปที่ธรรมชาติอันโลภมากของมนุษย์) จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เขาย่อมมีแนวโน้มที่จะตกสู่การทดลอง ด้วยเหตุนั้นเขาจึงต้องนำหลักธรรมหรือวิธีการบางอย่างมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการทดลองเช่นนั้นเพื่อที่จะไม่ล่วงเกินพระเจ้า นี่เป็นหนทางในการร่วมมือที่ทรงพลังและมีประสิทธิผล หากเจ้าไม่ทำเช่นนี้ หากเจ้าตัดสินสถานการณ์และยอมรับการปฏิบัติแบบพิเศษในบางครั้งและครั้งต่อมาเจ้ากลับปฏิเสธมัน นี่คือเจ้ามีความเข้าใจเรื่องนี้อย่างดีหรือไม่? (ไม่ใช่) เหตุใดความเข้าใจในเรื่องนี้ของเจ้าจึงย่ำแย่? (เพราะมนุษย์มีธรรมชาติเยี่ยงซาตานและไม่สามารถควบคุมตนเองได้) พวกที่ไร้หัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าย่อมไร้ซึ่งหลักธรรมเมื่อเผชิญกับรูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้น พวกเขายอมรับทุกสิ่งและไม่เคยปฏิเสธอะไรเลย หากใครบางคนบอกพวกเขาว่านี่คือของถวาย เป็นของที่อุทิศแด่พระเจ้า ถึงตอนนั้นแล้วพวกเขาก็หาได้กลัวไม่ พวกเขาก็แค่เอาของชิ้นนั้นใส่กระเป๋าตัวเอง พวกเขากล้าที่จะฉกฉวยและยึดของถวายดังกล่าวไปโดยไม่มีการตำหนิตนเองเลยสักนิด เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และย่อมตกลงสู่ภาวะทั้งหลายดังกล่าวไปเองตามที่พวกเขาเป็น พวกเขายังเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าอยู่อีกหรือ? นี่คือผลที่ตามมาของการแสวงหาความชูใจกับความสบายและการชื่นชมประโยชน์ทั้งหลายจากสถานะ หากเจ้าตกสู่การทดลองอยู่บ่อยครั้งและไม่หลบเลี่ยงมัน เจ้าก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำล่องลงไปตามเส้นทางนี้โดยไม่รู้ตัว อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์นำพวกเขาให้เลือกเส้นทางที่ผิด หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข สิ่งทั้งหลายจะสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่? นั่นเป็นเหตุผลที่ไม่ว่าเจ้าเผชิญปัญหาอะไรก็ตาม เจ้าควรยึดติดอยู่กับหลักธรรมความจริง นำเอาวิถีทางพิเศษมาใช้จัดการรับมือปัญหาที่พิเศษ การทำตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัดไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง วิถีทางใดก็ตามที่เปิดโอกาสให้เจ้ามีชัยเหนือการทดลองได้ วิถีทางเหล่านั้นย่อมเป็นที่ยอมรับได้

การทดลองทางวัตถุเป็นเรื่องที่เอาชนะได้ง่ายกว่า ตราบที่เจ้ามีอาหารกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่ และมีหัวใจที่พอใจเจ้าก็สามารถทำได้ ดังนั้นแล้ว การทดลองดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่กำราบได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม การทดลองของชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะนั้นเอาชนะได้ยากที่สุดในบรรดาทั้งหมด ตัวอย่างเช่น เมื่อคนสองคนกำลังทำงานร่วมกัน หากอีกฝ่ายมีสถานะที่ต่ำต้อยกว่าเจ้า และเจ้ามีสถานะที่สูงกว่าเขา เจ้าก็จะรู้สึกดีใจ แต่หากเจ้ามีสถานะต่ำต้อยกว่าเขาเจ้าก็จะไม่มีความสุข หัวใจของเจ้าจะตกอยู่ในความไม่ชูใจ เจ้าจะรู้สึกว่าถูกบีบคั้น คิดลบและอ่อนแอ และเจ้าก็จะไม่อธิษฐาน ปัญหานี้แก้ไขได้โดยง่ายหรือไม่? มันไม่มีวิธีแก้ไขได้โดยง่าย ผู้คนสามารถปฏิเสธและหลบเลี่ยงการทดลองทางวัตถุ หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนจากสิ่งเหล่านั้นได้ แต่การเอาชนะสถานะ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ ความถือดีและความมีหน้ามีตาเป็นเรื่องที่ยากที่สุด แม้การนี้ไม่ง่ายแต่ที่จริงแล้วก็มีหนทางแก้ไข ตราบที่เจ้าสามารถแสวงหาความจริง อธิษฐานต่อพระเจ้า และมองทะลุปรุโปร่งผ่านความว่างเปล่าของชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเพื่อแทรกซึมไปถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านี้ได้ เจ้าก็จะมีความมั่นใจในการละทิ้งชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะไป แล้วเจ้าก็จะไม่หล่นลงสู่การทดลองของสิ่งเหล่านั้น มนุษย์ทั้งหลายมีธรรมชาติอันเสื่อมทรามซึ่งทำให้พวกเขาเปิดเผยและใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามสารพัน สิ่งนี้นำพวกเขาให้ขัดขืนและกบฏต่อพระเจ้า พวกเขาใช้ชีวิตตามสิ่งที่ไร้มนุษยธรรมและไม่สอดคล้องกับความจริง ไม่ว่าผู้คนโอหังและคิดว่าตนเองถูก ไม่ยอมก้มศีรษะให้กับความจริง หรือหลอกลวง กระทำด้วยเจตนาที่คดโกง หรือโลภ หรือมีความมักใหญ่ใฝ่สูง และความอยากได้อยากมีก็ดี สิ่งใดหรือที่ทำให้ความชั่วร้ายทั้งหลายนี้เกิดขึ้นมา? (อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน) สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานและเกิดขึ้นโดยธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่ควบคุมมนุษย์ การที่มนุษย์เพียรพยายามไล่ตามสถานะเป็นเพียงการสำแดงอย่างหนึ่งของการนี้ การสำแดงนี้ก็เกิดขึ้นจากธรรมชาติเยี่ยงซาตานของเขาเช่นเดียวกับอุปนิสัยอันโอหังของมนุษย์ รวมถึงการเป็นกบฏและการขัดขืนพระเจ้าของเขา วิธีการใดหรือที่สามารถใช้แก้ไขการนี้? เจ้ายังคงต้องใช้วิธีการที่พื้นฐานที่สุด ตราบที่เจ้าติดตามทางของพระเจ้าและเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง ปัญหาทั้งหมดนี้ก็ย่อมแก้ไขได้ เมื่อเจ้าไม่มีสถานะ เจ้าก็สามารถชำแหละตัวเจ้าเองบ่อยๆ และมารู้จักตัวเจ้าเอง ผู้อื่นสามารถได้รับประโยชน์จากการนี้ เมื่อเจ้ามีสถานะ ทั้งยังสามารถชำแหละและเข้าใจตัวเองได้บ่อยๆ เปิดโอกาสให้ผู้คนมองเห็นจุดแข็งของเจ้า เห็นว่าเจ้าเข้าใจความจริง มีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และเปลี่ยนแปลงไปจริง ผู้อื่นก็ยังจะสามารถได้รับประโยชน์จากการนี้มิใช่หรือ? ไม่ว่าเจ้าจะมีสถานะหรือไม่ ตราบใดที่เจ้าสามารถปฏิบัติความจริงและมีคำพยานที่แท้จริงจากประสบการณ์ เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและความจริงจากประสบการณ์ของเจ้า นี่ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้คนไม่ใช่หรือ? ดังนั้น สถานะมีความหมายอย่างไรสำหรับเจ้า? ในข้อเท็จจริง สถานะเป็นเพียงสิ่งที่เพิ่มมาเป็นพิเศษเหมือนเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งหรือหมวกใบหนึ่ง สถานะเป็นเพียงเครื่องประดับตกแต่ง ไร้ซึ่งการใช้งานจริง และการดำรงอยู่ของมันก็ไม่มีผลต่อสิ่งใด ไม่ว่าเจ้าจะมีสถานะหรือไม่ เจ้าก็ยังเป็นคนเดิม ไม่ว่าผู้คนจะสามารถเข้าใจความจริงและได้รับความจริงและชีวิตหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับสถานะ ตราบเท่าที่เจ้าไม่ถือว่าสถานะเป็นเรื่องใหญ่เท่าใดนัก สถานะก็จะไม่สามารถจำกัดควบคุมเจ้าได้ หากเจ้ารักสถานะและให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสถานะ ปฏิบัติต่อสถานะในฐานะเรื่องสำคัญเสมอๆ เช่นนั้นแล้วสถานะก็จะเข้าควบคุมเจ้า เจ้าจะไม่เต็มใจเปิดกว้าง ตีแผ่ตัวเจ้าเอง รู้จักตัวเอง หรือพักบทบาทผู้นำของเจ้าไว้ก่อนเพื่อที่จะลงมือทำ พูด และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า นี่เป็นปัญหาชนิดใด? นี่เป็นเรื่องของการถูกสถานะตีกรอบเอาไว้ไม่ใช่หรือ? นี่เกิดขึ้นเพราะเจ้าพูดและกระทำการด้วยสถานะ และไม่อาจก้าวลงจากความหยิ่งจองหองของตนได้ เจ้ากำลังทรมานตัวเองด้วยการทำเช่นนี้ไม่ใช่หรือ? หากเจ้าเข้าใจความจริงโดยแท้และมีสถานะได้โดยไม่ทำตัวอย่างที่เจ้าทำ แต่สามารถมุ่งเน้นวิธีที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดี ทำทุกสิ่งที่ควรทำและทำหน้าที่ที่เจ้าพึงทำให้ลุล่วงได้ และหากเจ้าเห็นตัวเองเป็นพี่น้องชายหญิงธรรมดาคนหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่ถูกสถานะจำกัดควบคุมหรอกหรือ? เมื่อเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดบังคับจากสถานะและมีการเข้าสู่ชีวิตที่เป็นปกติ เจ้าจะยังเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นหรือไม่? เมื่อผู้อื่นมีสถานะที่สูงกว่า เจ้าจะยังรู้สึกไม่ชูใจหรือไม่? เจ้าต้องแสวงหาความจริงและปลดปล่อยตนเองให้หลุดพ้นจากข้อจำกัดบังคับทั้งหลายของสถานะและข้อจำกัดบังคับทั้งหลายจากผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งอื่นทั้งหมด ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งครองความเป็นจริงความจริง

พวกมนุษย์ที่เสื่อมทรามล้วนทุกข์ทนจากปัญหาหนึ่งซึ่งพบอยู่ทั่วไป กล่าวคือ เมื่อพวกเขาไม่มีสถานะพวกเขาไม่ทำท่าวางก้ามเมื่อมีปฏิสัมพันธ์หรือพูดกับผู้ใด อีกทั้งพวกเขาจะไม่รับเอาลีลาหรือน้ำเสียงเฉพาะบางอย่างมาใช้ในวาทะของพวกเขา พวกเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาสามัญและปกติ และไม่จำเป็นต้องสร้างบรรจุภัณฑ์ให้ตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่รู้สึกถึงความกดดันอันใดทางจิตใจ และสามารถสามัคคีธรรมได้อย่างเปิดเผยและจากหัวใจ พวกเขาสามารถเข้าหาได้และง่ายที่จะปฏิสัมพันธ์ด้วย ผู้อื่นรู้สึกว่าพวกเขาเป็นผู้คนที่ดีมาก ทันทีที่พวกเขามีสถานะ พวกเขาก็ทำตัวสูงส่งและทรงอำนาจ พวกเขาเมินผู้คนธรรมดาทั่วไป ไม่มีผู้ใดเข้าถึงพวกเขาได้ พวกเขารู้สึกว่าพวกเขานั้นสมควรที่จะมียศถาบรรดาศักดิ์ และว่าพวกเขาและผู้คนธรรมดานั้นมาจากต้นกำเนิดที่แตกต่างกัน พวกเขาดูแคลนผู้คนธรรมดา พูดจาวางโต และเลิกสามัคคีธรรมกับผู้อื่นอย่างเปิดเผย เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามัคคีธรรมอย่างเปิดเผยอีกต่อไป? พวกเขารู้สึกว่าตอนนี้พวกเขามีสถานะ และเป็นผู้นำ พวกเขาคิดว่าผู้นำต้องมีภาพลักษณ์เฉพาะอย่างหนึ่ง ต้องสูงส่งกว่าผู้คนธรรมดาเล็กน้อย มีวุฒิภาวะมากกว่าและแบกรับความรับผิดชอบได้มากกว่า พวกเขาเชื่อว่าเทียบกับผู้คนธรรมดาแล้ว ผู้นำต้องมีความอดทนมากกว่า มีความสามารถที่จะทนทุกข์และสละมากกว่า และมีความสามารถที่จะทานทนต่อการทดลองจากซาตาน ต่อให้บิดามารดาหรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัวของพวกเขาล่วงลับ พวกเขาก็รู้สึกว่าต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ร้องไห้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องแอบร้องไห้ ไม่ให้ผู้อื่นเห็น จะได้ไม่มีใครเห็นถึงข้อเสีย ข้อบกพร่อง หรือความอ่อนแอของพวกเขาได้ พวกเขาถึงกับรู้สึกว่าผู้นำไม่สามารถปล่อยให้ผู้ใดรู้ว่าพวกเขาได้กลายเป็นลบไปแล้วหรือไม่ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาต้องซ่อนเร้นสิ่งต่างๆ เช่นนี้ทั้งหมด พวกเขาเชื่อว่านี่คือวิธีที่ผู้ที่มีสถานะควรกระทำตัว เมื่อพวกเขาบังคับตนเองถึงขอบข่ายนี้ สถานะไม่ได้กลายเป็นพระเจ้าของพวกเขา องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาไปแล้วกระนั้นหรือ? และเมื่อเป็นดังนี้ พวกเขายังคงครองสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติหรือไม่? เมื่อพวกเขามีแนวคิดเหล่านี้—เมื่อพวกเขาวางตัวเองไว้ในกรอบนี้ และแสดงละครประเภทนี้—พวกเขาไม่ได้กลายเป็นลุ่มหลงในสถานะไปแล้วหรอกหรือ? เมื่อใดก็ตามที่อีกฝ่ายหนึ่งแข็งแกร่งและดีกว่า สิ่งนี้ย่อมสะเทือนถึงจุดอ่อนสำคัญของพวกเขา พวกเขาสามารถเอาชนะเนื้อหนังได้หรือไม่? พวกเขาสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสมได้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้ การที่จะปลดปล่อยตัวเจ้าเองเป็นอิสระจากการควบคุมของสถานะที่มีเหนือเจ้านั้น เจ้าต้องทำอะไรเป็นอันดับแรก? ก่อนอื่นเจ้าต้องชำระล้างสถานะไปจากความตั้งใจของเจ้า ความคิดของเจ้า และจากหัวใจของเจ้า การนี้สัมฤทธิ์ได้อย่างไรหรือ? เมื่อก่อนนี้ คราที่เจ้าปราศจากสถานะ เจ้าจะเพิกเฉยต่อบรรดาผู้ที่ดูไม่ดึงดูดใจสำหรับเจ้า ครั้นบัดนี้เจ้ามีสถานะ หากเจ้าเห็นใครบางคนที่ดูไม่ดึงดูดใจ หรือที่มีประเด็นปัญหามากมาย เจ้ารู้สึกรับผิดชอบต่อการช่วยเหลือพวกเขา ดังนั้นแล้วจึงใช้เวลามากขึ้นในการสามัคคีธรรมกับพวกเขา โดยลองพยายามที่จะแก้ไขปัญหาบางอย่างซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่พวกเขามี แล้วอะไรหรือคือความรู้สึกในหัวใจของเจ้าเมื่อเจ้าทำสิ่งทั้งหลายดังกล่าว? นั่นก็คือความรู้สึกถึงความชื่นบานและสันติสุข ดังนั้น เมื่อเจ้าพบว่าตัวเจ้าเองอยู่ในความลำบากยากเย็นหรือได้รับประสบการณ์กับความล้มเหลว เจ้าก็ควรปรับทุกข์กับผู้คนและเปิดใจกับพวกเขาให้บ่อยขึ้นเช่นกัน โดยสามัคคีธรรมเกี่ยวกับปัญหาและจุดอ่อนทั้งหลายของเจ้า ว่าเจ้ากบฏต่อพระเจ้าอย่างไร และจากนั้นเจ้าผุดออกมาจากการนี้อย่างไร และสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร แล้วอะไรหรือคือผลพวงของการปรับทุกข์กับพวกเขาในหนทางนี้? นั่นเป็นบวกโดยไม่ต้องกังขา ไม่มีผู้ใดที่จะดูแคลนเจ้า—และพวกเขาอาจอิจฉาริษยาความสามารถในการก้าวผ่านประสบการณ์เหล่านี้ของเจ้าก็เป็นได้ ผู้คนบางคนคิดอยู่เสมอว่าเมื่อผู้คนมีสถานะ พวกเขาควรปฏิบัติตนเสมือนเป็นข้าราชการให้มากขึ้น และพูดในหนทางเฉพาะหนึ่งเพื่อที่จะเป็นคนสำคัญและเป็นที่นับถือ การคิดในทางนี้ถูกต้องหรือไม่? หากเจ้ามีความสามารถที่จะตระหนักได้ว่าหนทางนี้ของการคิดนั้นผิด เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรอธิษฐานต่อพระเจ้าและขัดขืนสิ่งทั้งหลายฝ่ายเนื้อหนัง จงอย่าวางก้าม และอย่าเดินบนเส้นทางของความหน้าซื่อใจคด ทันทีที่เกิดความคิดเช่นนั้น เจ้าก็ควรจัดการแก้ไขด้วยการแสวงหาความจริง หากเจ้าไม่แสวงหาความจริง ความคิดนี้ มุมมองนี้ย่อมจะก่อตัวขึ้นและกลายเป็นหยั่งรากลงในหัวใจของเจ้า ผลลัพธ์ก็คือมันจะมาครอบงำเจ้า และเจ้าก็จะปลอมตัวและจะสร้างภาพลักษณ์จนถึงขั้นที่ไม่มีใครมองเจ้าออกหรือเข้าใจความคิดของเจ้าได้ เจ้าจะพูดคุยกับผู้อื่นผ่านหน้ากากที่ซ่อนหัวใจที่แท้จริงของเจ้าไว้จากพวกเขา เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยให้ผู้อื่นเห็นถึงหัวใจของเจ้า อีกทั้งเรียนรู้ที่จะเปิดใจแก่ผู้อื่นและเกิดความใกล้ชิดกับพวกเขา เจ้าต้องขัดขืนความต้องการทางเนื้อหนังและประพฤติปฏิบัติตนตามข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระเจ้า ด้วยหนทางนี้หัวใจของเจ้าจะรู้ถึงสันติสุขและความสุข ไม่ว่าเหตุการณ์ใดตกมาถึงเจ้า ก่อนอื่นจงทบทวนดูว่าปัญหาใดมีอยู่ในอุดมคติของเจ้าเอง หากเจ้ายังปรารถนาที่จะสร้างภาพและปลอมตัว เจ้าก็ควรอธิษฐานถึงพระเจ้าทันทีว่า “โอ้พระเจ้า! ข้าพระองค์ต้องการใส่หน้ากากปลอมตัวอีกแล้ว ข้าพระองค์กำลังวางอุบายหลอกลวงอีกครั้ง ข้าพระองค์ช่างเป็นมารโดยแท้จริง! ข้าพระองค์ต้องเป็นที่รังเกียจของพระองค์โดยแน่แท้! ตอนนี้ข้าพระองค์ขยะแขยงตัวเองแล้วโดยสิ้นเชิง ขออ้อนวอนให้พระองค์ทรงว่ากล่าว บ่มวินัย และลงโทษข้าพระองค์ทีเถิด” เจ้าต้องอธิษฐาน เปิดเผยท่าทีของตนเอง และพึ่งพาพระเจ้าในการเปิดโปง ชำแหละ และจำกัดห้ามสิ่งนั้น หากเจ้าได้ชำแหละและจำกัดห้ามสิ่งเหล่านั้นแล้ว การกระทำของเจ้าก็จะไม่สร้างปัญหา เนื่องด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้ถูกสกัดขวางและไม่เผยตนออกมาแล้ว ในเวลาเช่นนี้ในหัวใจของเจ้ามีอารมณ์อย่างไร? อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็จะรู้สึกถึงการปลดปล่อยขึ้นบ้าง หัวใจของเจ้าจะรู้สึกปีติยินดีและมีสันติสุข ความเจ็บปวดของเจ้าจะลดลง และเจ้าจะไม่ทุกข์ทนจากกระบวนการถลุง กรณีที่แย่ที่สุดคืออาจจะมีบางเวลาที่เจ้ารู้สึกหลงทางเล็กน้อยไปชั่วขณะและคิดกับตนเองว่า “ฉันเป็นผู้นำ เป็นคนที่มีสถานะและมีที่ทางให้ยืน ฉันจะเป็นเหมือนคนธรรมดาได้ยังไง? ฉันจะพูดคุยกับผู้คนธรรมดาแบบจริงใจ แท้จริง และเปิดใจได้อย่างไร? นี่จะเป็นการลดตัวน่ะสิ!” ตามที่เจ้าเห็น นี่เป็นปัญหาอยู่เล็กน้อย อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ไม่สามารถปลิดทิ้งได้ทั้งหมดในคราวเดียว และไม่สามารถแก้ไขได้โดยครบบริบูรณ์ในช่วงเวลาอันสั้น เจ้าคิดว่าการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าคงง่ายเหลือเกิน คงเหมือนที่ผู้คนจินตนาการ—นั่นคือเมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมถึงความจริงโดยชัดเจนและรับรู้ถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนแล้ว พวกเขาจะทิ้งอุปนิสัยเหล่านั้นไปได้ทันที แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายอย่างนั้น กระบวนการที่มนุษย์ปฏิบัติความจริงนั้นเป็นกระบวนการต่อสู้กับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา เจตจำนง จินตนาการ และความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อส่วนบุคคลของมนุษย์ไม่สามารถแก้ไขได้ครบบริบูรณ์โดยการขัดขืนและเอาชนะมันในครั้งเดียวด้วยการอธิษฐาน กลับกัน การสู้รบซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้นที่จะทำให้สามารถละทิ้งสิ่งเหล่านี้ได้ในที่สุด มีเพียงตอนที่คนเราสามารถปฏิบัติความจริงได้เท่านั้นที่กระบวนการนี้จะเกิดผลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกับสิ่งที่ใหญ่กว่านี้ การสู้รบในใจเจ้าจะยิ่งหนักหนากว่า พร้อมกับการกระสับกระส่ายพลิกซ้ายพลิกขวาไม่รู้จบ ซึ่งบางครั้งสามารถคงอยู่นานเป็นเดือนหรือสองเดือนเลยทีเดียว บางคราวก็นานถึงหกเดือนหรือหนึ่งปีด้วยซ้ำ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์นั้นดื้อด้านทีเดียว ไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามชนิดใดที่แก้ไขได้ด้วยการสามัคคีธรรมความจริงเพียงหนึ่งหรือสองครั้ง มันจะต่อสู้กับเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า และเจ้าจะต้องไล่ตามเสาะหาความจริงต่อไปจนกระทั่งเจ้าเข้าใจความจริงอย่างชัดเจน รู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองโดยครบถ้วน อีกทั้งเริ่มเกลียดเนื้อหนังและเกลียดซาตาน เมื่อนั้นการปฏิบัติความจริงจะกลายเป็นสิ่งที่ธรรมดาสำหรับเจ้า เป็นบางสิ่งที่ธรรมชาติและไม่ต้องใช้ความพยายาม นี่คือความหมายของการเอาชนะเนื้อหนังและมีชัยเหนือซาตาน ระหว่างการสู้รบผู้คนต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าอยู่ตลอดและให้เวลาในการอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น พวกเขาต้องไม่ไปหาหนทางจากผู้ไม่มีความเชื่อหรือซาตานและพวกมารเด็ดขาด พวกเขาต้องพึ่งพาและฝากความหวังไว้กับพระเจ้า ต้องแสวงหาความจริงและเข้าร่วมสามัคคีธรรมความจริงตามพระวจนะของพระเจ้า มีเพียงตอนที่พวกเขาเข้าใจความจริงโดยแท้เท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถเอาชนะเนื้อหนังและมีชัยเหนือซาตานได้ พระเจ้าทรงมีทัศนะต่อการนี้อย่างไรหรือ? พระเจ้าทรงมองที่หัวใจของเจ้า พระองค์ทรงมองว่าเจ้ารักความจริง เจ้ายำเกรงพระเจ้า และเจ้าเต็มใจที่จะปลดทิ้งความไม่ชอบธรรมและหลบเลี่ยงความชั่ว แม้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้ทำให้เกิดความคิด แนวคิด และเจตนาทั้งหลายขึ้นในตัวเจ้า ความคิดและเจตนาเหล่านี้ก็ไม่ควบคุมพฤติกรรมของเจ้า ความคิดและเจตนาเหล่านี้ไม่ทำลายและเหยียบย่ำเจตจำนงของเจ้า ท้ายที่สุดเจ้าย่อมสามารถมีชัยเหนือความคิดและเจตนาเหล่านี้ และพระเจ้าก็จะจดจำเจ้าไว้ หากเจ้าปฏิบัติสิ่งนี้อยู่เป็นนิจ สภาวะภายในของเจ้าก็จะดีขึ้น ถึงจุดใดหรือที่อาจกล่าวได้ว่าเจ้าเอาชนะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามในแง่มุมนี้แล้วอย่างครบบริบูรณ์ ว่าเจ้าได้เปลี่ยนอุปนิสัยของตนในแง่มุมนี้และเข้าไปสู่ความเป็นจริงความจริงแล้ว? นั่นก็คือ ถึงแม้บางครั้งความคิดและแนวคิดเลวร้ายอาจเข้ามาในความรู้สึกนึกคิดของเจ้า และยังคงก่อให้เกิดเจตนาและความอยากได้อยากมีบางอย่างขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีอำนาจควบคุมใจเจ้าอีกต่อไป เจ้ารู้สึกแล้วว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สลักสำคัญ และเจ้าสามารถรับรู้ได้ทันทีที่มันเกิดขึ้น เจ้าไม่จำเป็นต้องเสแสร้งยับยั้งและขัดขืนเจตนาและความอยากได้อยากมีเหล่านั้น อีกทั้งเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องจงใจวอนขอให้พระเจ้าทรงพินิจพิเคราห์ บ่มวินัย และลงโทษเจ้า วิธีการเหล่านั้นไม่จำเป็นสำหรับเจ้า เจ้าสามารถเอาชนะและละวางสิ่งนี้ได้โดยง่าย หัวใจของเจ้าไม่รู้สึกถึงความไม่ชูใจและตัวเจ้าก็ไม่รู้สึกหลงทาง นี่เป็นเรื่องที่ดี ตอนนี้เจ้าครองวุฒิภาวะและมีอุปนิสัยหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พวกเจ้าได้รับการเข้าสู่ในระดับหนึ่งหรือยัง? เจ้าเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือยัง? (ยัง) เช่นนั้นวุฒิภาวะของเจ้าก็ต่ำเตี้ยอยู่โดยแท้ และเจ้ายังต้องพยายามอย่างหนักที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและกินดื่มพระวจนะของพระเจ้า จากนั้น เมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าก็จะรู้วิธีปฏิบัติความจริงและกระทำการโดยสอดคล้องกับหลักธรรมทั้งหลาย เจ้าจะรู้ว่าต้องตั้งมั่นในคำพยานของตนอย่างไร จากนั้นเจ้าถึงจะมีวุฒิภาวะโดยแท้จริง มีเพียงผู้ที่สามารถปฏิบัติความจริงและตั้งมั่นในคำพยานของพวกเขาได้เท่านั้นที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ นี่คือสิ่งที่เกินเอื้อมของพวกเจ้าในเวลานี้ เจ้ายังอยู่ในระยะของการควานหา เมื่อพูดถึงสถานการณ์จริงเหล่านี้ พวกเจ้ารู้สึกว่าตนเองมีทุกปัญหากล่าวมา แต่พวกเจ้าก็ยังไม่เคยแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ นี่หมายความว่าเจ้ามีวุฒิภาวะน้อยเกินไปใช่หรือไม่? หากเจ้ายังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง เจ้าสามารถมีชีวิตได้หรือไม่? เจ้ายังไม่ได้มาซึ่งความจริงและยังไม่มีชีวิต หากเจ้าเพียงแต่ดำเนินชีวิตโดยชีวิตทางเนื้อหนังและดำเนินชีวิตโดยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานเพียงอย่างเดียว เช่นนั้นเจ้าก็คือคนที่ดำรงชีวิตอยู่ใต้อำนาจของซาตาน เจ้ายังไม่บรรลุความรอดของพระเจ้า ความรอดไม่ง่ายดายอย่างที่มนุษย์จินตนาการตอนที่พวกเขาคิดว่า หากเจ้าพ่นคำพูดและคำสอนทั้งหลายออกมาและยึดปฏิบัติตามข้อบังคับบางอย่าง เจ้าก็ได้รับการช่วยให้รอด เจ้าต้องรู้จักตนเองอย่างแท้จริง สามารถทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองไปได้บ้าง สามารถมองทะลุถึงแก่นแท้ของความมีหน้ามีตาและสถานะ สามารถปล่อยมือจากสถานะ และสามารถนบนอบต่อพระเจ้าได้โดยแท้จริง ในหนทางนี้เท่านั้นที่มีความรอด

อันที่จริงนั้น หนทางแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะก็เหมือนหนทางแก้ไขปัญหาอื่นๆ ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นการสำแดงและเป็นการเปิดเผยของอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ทั้งหมดคือสิ่งที่มนุษย์เลือกชอบและไล่ตามไขว่คว้า ในที่นี้เราหมายถึงอะไร? หากเจ้าปลิดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนทิ้งไป สถานะก็จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเจ้า ผู้คนแข่งขันกันเพื่อสถานะโดยพูดว่า “วันนี้คุณอาจยืนอยู่สูงกว่าฉัน แต่พรุ่งนี้ฉันจะยกตัวเองให้ไปอยู่สูงกว่าคุณ” ในที่นี้ปัญหาคืออะไรหรือ? ปัญหานั้นเกิดขึ้นเพราะสถานะเพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) สิ่งใดทำให้เกิดปัญหาขึ้นเล่า? (อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์) ถูกต้องแล้ว ปัญหานี้เกิดขึ้นจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามนี้ได้รับการแก้ไข ปัญหาทั้งหมดนี้ก็จะได้รับการแก้ไข ท้ายที่สุดผู้ที่ต้องการเลือกเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงก็ต้องมุ่งเน้นที่การทบทวนตนเองและรู้จักตนเองในทุกสรรพสิ่ง พวกเขาต้องแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนก่อนจึงจะสามารถออกเดินไปบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงได้ หากพวกเขาไม่สามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้ ก็จะนำมาซึ่งความลำบากยากเย็นและอุปสรรคมากมาย แม้ว่าพวกเขาทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็จะทำแบบแสร้งทำท่าพอเป็นพิธีแต่ไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์อะไรเลย การที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เจ้าต้องพยายามทุกวิถีทางในการไล่ตามเสาะหาความจริง พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง และพยายามทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหา อย่าพูดแค่ว่า “ไล่ตามเสาะหาความจริง อธิษฐานให้มากขึ้น และอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้นก็พอแล้ว” นี่คลุมเครือเกินไป หากไร้เส้นทางแห่งการปฏิบัติ การกระทำดังกล่าวก็จะไม่ช่วยอะไร ปัญหาบางอย่างควรได้รับการจัดการอย่างเฉพาะเจาะจง จงอย่าเพียงแค่ประยุกต์ใช้ข้อบังคับไปตามที่ท่องจำมาเท่านั้น ความจริงเป็นสิ่งที่มีชีวิต สัมพันธ์กับชีวิตจริง และการนำข้อบังคับมาประยุกต์ใช้แบบส่งเดชไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง เจ้าต้องแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงตามหลักธรรมความจริง หากคนเราไม่สามารถใช้ความจริงแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ คนคนนั้นก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำและคนทำงาน ผู้ที่ไม่สามารถใช้ความจริงแก้ไขปัญหาได้ ย่อมไม่ใช่คนที่เข้าใจความจริง แม้ว่าพวกเขาอาจกลายเป็นผู้นำและคนทำงาน พวกเขาก็จะไม่สามารถใช้ความจริงแก้ไขปัญหาได้ พวกเขาจะไม่มีความจริง และเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะกระทำการโดยสอดคล้องกับหลักธรรม ผู้นำและคนทำงานเช่นนั้นไม่มีความเป็นจริงความจริงอยู่เลย

16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger