พระวจนะว่าด้วยการแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทราม (บทตัดตอน 58)

พวกเจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย? การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยกับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมนั้นแตกต่างกันในแก่นแท้ และการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยกับการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติก็แตกต่างกันเช่นกัน—ทั้งหมดนั้นแตกต่างกันในแก่นแท้ ผู้คนส่วนใหญ่วางการเน้นย้ำพิเศษไปที่พฤติกรรมในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา ผลลัพธ์ของการนั้นก็คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงเฉพาะบางอย่างในพฤติกรรมของพวกเขา หลังจากที่พวกเขาได้เริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็เลิกสูบ เลิกดื่ม และเลิกขับเคี่ยวกับผู้อื่น เลือกที่จะใช้ความอดทนเมื่อพวกเขาทนทุกข์กับการสูญเสีย พวกเขาก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมบางอย่าง บางคนรู้สึกว่าทันทีที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็เข้าใจความจริงจากการอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขามีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว และพวกเขามีความชื่นชมอันแท้จริงอยู่ในหัวใจของตน ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกแรงกล้าเป็นพิเศษ และไม่มีอะไรเลยที่พวกเขาไม่สามารถละทิ้งหรือทนทุกข์ได้ กระนั้นก็ตาม หลังจากที่เชื่อมาแปด สิบ หรือแม้กระทั่งยี่สิบหรือสามสิบปีแล้ว ด้วยความที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาเลย พวกเขาจึงจบลงตรงการไถลย้อนกลับไปสู่หนทางเก่า ความโอหังและความทะนงตนของพวกเขายิ่งประกาศแจ้งออกมามากขึ้น พวกเขาเริ่มแข่งขันกันเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ พวกเขาละโมบในเงินทองของคริสตจักร พวกเขาอิจฉาผู้ที่ได้ประโยชน์จากพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลายเป็นปรสิตและเห็บหมัดในพระนิเวศของพระเจ้า และบางคนก็ถูกเปิดเผยและกำจัดออกไปในฐานะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ด้วยซ้ำ และข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์อะไรหรือ? การเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ในพฤติกรรมนั้นไม่มีความยั่งยืน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนในอุปนิสัยชีวิตของผู้คนแล้วไซร้ ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็จะแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา นี่เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมทั้งหลายมีแหล่งที่มาอยู่ในความเร่าร้อน และเมื่อเข้าคู่กับพระราชกิจบางอย่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเวลานั้น จึงกลายเป็นง่ายสุดขั้วที่พวกเขาจะเกิดความรู้สึกอันแรงกล้า หรือไม่ก็มีความตั้งใจที่ดี่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในขณะที่พวกผู้ไม่มีความเชื่อพูดกันว่า “การทำความประพฤติที่ดีงามหนึ่งอย่างนั้นง่าย สิ่งที่ยากก็คือ การทำความประพฤติที่ดีงามไปตลอดชีวิต” เพราะเหตุใดผู้คนจึงไม่สามารถทำความดีไปตลอดชีวิตของตนได้? เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ผู้คนย่อมเลว เห็นแก่ตัว และเสื่อมทราม พฤติกรรมของคนเราถูกชี้นำโดยธรรมชาติของตน ไม่ว่าธรรมชาติของคนเราเป็นเช่นไร พฤติกรรมที่คนเราเปิดเผยออกมาก็เป็นเช่นนั้น และมีเพียงสิ่งที่ถูกเปิดเผยออกมาตามธรรมชาติเท่านั้นที่แสดงถึงธรรมชาติของคนเรา สิ่งทั้งหลายซึ่งจอมปลอมไม่สามารถอยู่ได้ยืนยาว เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด นั่นไม่ใช่การประดับประดามนุษย์ด้วยพฤติกรรมที่ดีงาม—จุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อแปลงสภาพอุปนิสัยของผู้คน เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเกิดใหม่ไปเป็นคนใหม่ การพิพากษา การตีสอน บททดสอบ และกระบวนการถลุงมนุษย์ของพระเจ้าล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา เพื่อที่พวกเขาอาจสัมฤทธิ์การนบนอบและการจงรักภักดีต่อพระเจ้าโดยบริบูรณ์ และมานมัสการพระองค์อย่างเป็นปกติ นี่คือจุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้า การมีพฤติกรรมดีมิได้มีความหมายเดียวกับการนบนอบต่อพระเจ้า นับประสาอะไรที่นั่นจะมีความหมายเท่ากับการเข้ากันได้กับพระคริสต์ การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในพฤติกรรมนั้นมีพื้นฐานอยู่บนคำสอน และเกิดมาจากความรู้สึกเร่าร้อน การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมิได้มีพื้นฐานอยู่บนความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า หรืออยู่บนความจริง นับประสาอะไรที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นขึ้นอยู่กับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้ว่ามีหลายคราที่บางสิ่งที่ผู้คนทำนั้นได้รับความรู้แจ้งหรือการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่นี่ก็มิใช่การเปิดเผยชีวิตของพวกเขา พวกเขายังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงทั้งหลาย และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ไม่ว่าพฤติกรรมของบุคคลหนึ่งจะดีงามเพียงใด ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าพวกเขานบนอบพระเจ้า หรือพิสูจน์ว่าพวกเขานำความจริงไปปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตและไม่สามารถนับได้ว่าเป็นการเปิดเผยของชีวิต ดังนั้นเมื่อพวกเจ้าเห็นผู้คนบางคนสามารถทำบางสิ่งเพื่อคริสตจักรระหว่างช่วงเวลาแห่งความร้อนแรงของพวกเขา กระทั่งสามารถละทิ้งบางสิ่งได้ จงอย่าสรรเสริญหรือเยินยอพวกเขา จงอย่ากล่าวว่าพวกเขาเป็นผู้คนที่ครองความเป็นจริงความจริงหรือเป็นผู้คนที่รักพระเจ้า การกล่าวเช่นนั้นผิดอย่างมาก เป็นการชักนำไปในทางที่ผิดและเป็นอันตรายต่อพวกเขา แต่ก็เช่นกัน จงอย่าทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาอับเฉา จงนำพวกเขาไปสู่ความจริงและสู่เส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาชีวิต บรรดาผู้ที่เร่าร้อนบ่อยครั้งมักมีความอยากที่จะก้าวหน้าและมีความมุ่งมั่น พวกเขาส่วนมากถวิลหาความจริงและเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้ล่วงหน้าและเลือกสรรเอาไว้แล้ว ผู้คนซึ่งมีหัวใจไฟแรงที่เต็มใจสละเพื่อพระเจ้าโดยส่วนใหญ่คือผู้เชื่อที่จริงใจในพระเจ้า พวกที่ไม่จริงใจในการสละเพื่อพระเจ้าและไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตนย่อมไม่ใช่ผู้เชื่อที่จริงใจในพระเจ้า พวกที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อความเชื่อของตนและกลายเป็นคิดลบได้อย่างง่ายดายโดยส่วนใหญ่ไม่สามารถยืนหยัดได้ เมื่อเผชิญหน้ากับความลำบากยากเย็นเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็ล่าถอย และเมื่อเผชิญกับการข่มเหงและความทุกข์ลำบาก พวกเขาก็เผ่นหนีและประกาศตัดความเชื่อของตน มีเพียงบรรดาผู้ที่มีความเชื่อและมีความเร่าร้อนอย่างใหญ่หลวงเท่านั้นที่สามารถพากเพียรเป็นเวลายาวนาน แสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหาทั้งหลายและเข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง แต่พวกที่มีความเชื่อเพียงน้อยนิดและขาดความเร่าร้อนกลับคิดว่าการติดตามพระเจ้าไปจนวาระสุดท้ายนั้นเป็นเรื่องยาก

หากบุคคลหนึ่งมีพฤติกรรมที่ดีงามมากมาย นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาครองความเป็นจริงความจริง มีเพียงปฏิบัติความจริงและปฏิบัติตนไปตามหลักธรรมเท่านั้น เจ้าจึงสามารถครองความเป็นจริงความจริงได้ มีเพียงการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถครองความเป็นจริงความจริงได้ ผู้คนบางคนมีใจกระตือรือร้น สามารถกล่าวคำสอน ทำตามข้อบังคับ และทำความดีมากมาย แต่สามารถพูดถึงพวกเขาได้เพียงว่าพวกเขาครองสภาวะความเป็นมนุษย์อยู่เล็กน้อย ผู้ที่สามารถกล่าวคำสอนและทำตามข้อบังคับอยู่เสมอไม่จำเป็นต้องสามารถปฏิบัติความจริง แม้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดจะถูกต้องและฟังดูเหมือนไม่มีปัญหา แต่พวกเขาก็ไม่มีอะไรจะพูดในเรื่องที่เกี่ยวกับแก่นแท้ของความจริง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครบางคนจะสามารถกล่าวคำสอนได้มากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเข้าใจความจริง และไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจคำสอนมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นักทฤษฎีทางศาสนาทุกคนสามารถอธิบายพระคัมภีร์ได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาทั้งหมดก็ล้มเพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริงทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้คนที่ได้รับประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในอุปนิสัยของพวกเขานั้นแตกต่างไป กล่าวคือ พวกเขาได้เข้าใจความจริงแล้ว พวกเขากำลังหยั่งรู้ประเด็นปัญหาทั้งหมด พวกเขารู้วิธีที่จะปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า วิธีที่จะปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง และวิธีที่จะปฏิบัติตนให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และพวกเขาเข้าใจธรรมชาติของความเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา เมื่อแนวคิดและมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเองได้รับการเปิดเผย พวกเขาสามารถหยั่งรู้และขัดขืนเนื้อหนังได้ นี่คือวิธีที่การเปลี่ยนแปลงหนึ่งในอุปนิสัยถูกสำแดงออกมา การสำแดงหลักของผู้คนที่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยแล้วก็คือการที่พวกเขาเข้าใจความจริงอย่างชัดเจนแล้ว และเมื่อดำเนินการสิ่งทั้งหลาย พวกเขานำความจริงไปปฏิบัติด้วยความถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้นและพวกเขาไม่เปิดเผยความเสื่อมทรามบ่อยครั้งอย่างที่เป็นมา โดยทั่วไป บรรดาผู้ที่อุปนิสัยของพวกเขาได้แปลงสภาพไปแล้วนั้นดูเหมือนจะมีเหตุผลและหยั่งรู้เป็นพิเศษ และเนื่องจากการเข้าใจความจริงของพวกเขา พวกเขาไม่เผยความชอบคิดว่าตนเองชอบธรรมเสมอหรือความโอหังมากอย่างแต่ก่อน พวกเขาสามารถมองทะลุและหยั่งรู้ความเสื่อมทรามมากมายที่ถูกเปิดเผยไปแล้ว ดังนั้นในตัวพวกเขาจึงไม่เกิดความโอหัง พวกเขาสามารถมีการจับความเข้าใจที่ผ่านการประเมินวัดเกี่ยวกับสิ่งซึ่งเป็นที่ทางที่พวกเขาควรอยู่ และสิ่งทั้งหลายซึ่งมีเหตุผลที่พวกเขาควรทำ เกี่ยวกับวิธีรับผิดชอบต่อหน้าที่ เกี่ยวกับสิ่งที่จะพูดและสิ่งที่จะไม่พูด และเกี่ยวกับสิ่งที่จะพูดและสิ่งที่จะทำกับผู้คนแบบใด ด้วยเหตุนี้ ผู้คนที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแล้วจึงค่อนข้างมีเหตุผล และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์อย่างแท้จริง เนื่องจากพวกเขาเข้าใจความจริง พวกเขาจึงสามารถกล่าวและมองเห็นสิ่งทั้งหลายอย่างสอดคล้องกับความจริง และพวกเขามีหลักธรรมในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคล เหตุการณ์ หรือเรื่องราวใดๆ และพวกเขาทั้งหมดมีทัศนะของพวกเขาเองและสามารถค้ำจุนหลักธรรมความจริงทั้งหลายได้ อุปนิสัยของพวกเขาจะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างมั่นคง พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา และไม่สำคัญว่ารูปการณ์แวดล้อมของพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขาก็เข้าใจวิธีทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างถูกต้องเหมาะสมและวิธีที่จะประพฤติตนให้พระเจ้าพึงพอพระทัย อันที่จริงแล้ว บรรดาผู้ที่อุปนิสัยของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วนั้นไม่มุ่งเน้นสิ่งซึ่งจะทำภายนอกเพื่อให้ผู้อื่นคิดดีกับพวกเขา พวกเขาได้รับความชัดเจนภายในเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำเพื่อให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เพราะฉะนั้น จากภายนอกแล้ว พวกเขาอาจไม่ดูเหมือนว่ามีใจกระตือรือร้นมากนักหรือได้ทำสิ่งใดที่สำคัญ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำนั้นมีความหมาย มีคุณค่า และให้ผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยย่อมครองความเป็นจริงความจริงเป็นอันมากอย่างแน่นอน และการนี้สามารถยืนยันได้โดยมุมมองเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายของพวกเขาและหลักธรรมแห่งการกระทำของพวกเขา แน่นอนที่สุดว่าผู้ที่ยังไม่ได้รับความจริงนั้นยังไม่สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตแต่อย่างใด อันที่จริงแล้วจะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้อย่างไร? มนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึก พวกเขาทั้งหมดต้านทานพระเจ้า และพวกเขาทั้งหมดมีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้า พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดโดยทำให้ผู้ที่มีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้าและผู้ที่สามารถต้านทานพระเจ้ากลายเป็นผู้ที่สามารถนบนอบและยำเกรงพระเจ้า นี่คือความหมายของการเป็นใครบางคนที่อุปนิสัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ไม่ว่าบุคคลหนึ่งจะเสื่อมทรามเช่นไรหรือมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามมากเพียงใด ตราบใดที่พวกเขาสามารถยอมรับความจริง ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และยอมรับบททดสอบและกระบวนการถลุงต่างๆ พวกเขาย่อมจะเข้าใจพระเจ้าอย่างแท้จริง และในเวลาเดียวกันพวกเขาจะสามารถมองเห็นแก่นแท้ธรรมชาติของตนเองได้อย่างชัดเจน เมื่อพวกเขารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะสามารถเกลียดตนเองและซาตานได้ และพวกเขาจะเต็มใจขัดขืนซาตาน และนบนอบพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ทันทีที่บุคคลหนึ่งมีความมุ่งมั่นนี้ พวกเขาย่อมจะสามารถไล่ตามเสาะหาความจริง หากผู้คนมีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า หากอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และพระวจนะของพระเจ้าหยั่งรากในตัวพวกเขา และได้กลายเป็นชีวิตของพวกเขาและเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ของพวกเขา หากพวกเขาดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และได้เปลี่ยนแปลงและกลายเป็นคนใหม่อย่างสมบูรณ์—เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมนับเป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำรงชีวิตของพวกเขา การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยไม่ได้หมายถึงการมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่และมากประสบการณ์ และไม่ได้หมายความว่าอุปนิสัยภายนอกทั้งหลายของผู้คนนั้นสุภาพอ่อนโยนขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเคยโอหัง แต่มาบัดนี้สามารถสัมพันธ์สนิทได้อย่างมีเหตุมีผล หรือว่าพวกเขาเคยไม่ฟังใครเลย แต่มาบัดนี้สามารถรับฟังผู้อื่นได้นิดหน่อย การเปลี่ยนแปลงภายนอกเช่นนั้นไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นการแปลงสภาพในอุปนิสัย แน่นอนว่าการแปลงสภาพทั้งหลายในอุปนิสัยย่อมรวมถึงการสำแดงทั้งหลายดังกล่าว แต่วัตถุดิบที่สำคัญยิ่งยวดก็คือการที่ชีวิตของพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้าและความจริงได้หยั่งรากอยู่ในตัวพวกเขา เป็นใหญ่อยู่ในตัวพวกเขา และกลายเป็นชีวิตของพวกเขาไปแล้ว ทัศนะที่พวกเขามีเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายก็เปลี่ยนแปลงไปแล้วเช่นกัน พวกเขาสามารถมองทะลุสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกและในหมู่มวลมนุษย์ วิธีที่ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม วิธีที่พญานาคใหญ่สีแดงต้านทานพระเจ้า และแก่นแท้ของพญานาคใหญ่สีแดงได้ พวกเขาสามารถเกลียดชังพญานาคใหญ่สีแดงและซาตานอยู่ในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาสามารถหันไปหาและติดตามพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ นี่หมายความว่าอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และพระเจ้าทรงได้พวกเขาไว้แล้ว การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานที่สำคัญ ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นผิวเผิน เฉพาะผู้ที่สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตแล้วเท่านั้นที่ได้รับความจริง และพวกเขาเท่านั้นที่ได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า

เหล่ามนุษย์ที่เสื่อมทรามล้วนดำรงชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม—นี่คือผลสรุปรวบยอดของธรรมชาติแบบมนุษย์ ผู้คนเชื่อในพระเจ้าเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของพวกเขาเอง เมื่อพวกเขาละทิ้งสิ่งทั้งหลายและสละตัวเองเพื่อพระเจ้า นั่นเป็นไปเพื่อที่จะได้รับพร และเมื่อพวกเขาจงรักภักดีต่อพระองค์ นั่นก็ยังคงเป็นไปเพื่อที่จะได้รับบำเหน็จรางวัลอยู่ดี โดยสรุปแล้ว ทุกอย่างล้วนทำไปเพื่อจุดประสงค์ของการได้รับพร ได้รับรางวัล และเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ในสังคม ผู้คนทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ทำหน้าที่เพื่อที่จะได้รับพร เพื่อประโยชน์แห่งการได้รับพรนี่เอง ผู้คนจึงละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและสามารถสู้ทนความทุกข์มากมายได้ ไม่มีหลักฐานถึงธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมนุษย์ที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ผู้คนที่มีอุปนิสัยซึ่งเปลี่ยนแปลงแล้วนั้นแตกต่างออกไป พวกเขารู้สึกว่า ความหมายมาจากการดำรงชีวิตตามความจริง ว่าพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ก็คือการนบนอบพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ว่าการยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าคือความรับผิดชอบที่เป็นธรรมชาติและสมเหตุสมผลอย่างเพียบพร้อม ว่ามีเพียงผู้คนที่ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเท่านั้นที่เหมาะจะได้ชื่อว่ามนุษย์—และหากพวกเขาไม่สามารถที่จะรักพระเจ้าและชดใช้คืนความรักของพระองค์ พวกเขาก็ไม่เหมาะที่จะได้รับการเรียกขานว่ามนุษย์ พวกเขารู้สึกว่าการดำรงชีวิตอยู่เพื่อตัวเองของคนเรานั้นว่างเปล่าและไร้สิ้นซึ่งความหมาย ว่าผู้คนควรดำรงชีวิตอยู่เพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ดี และดำรงชีวิตอยู่ด้วยชีวิตที่มีความหมาย เพื่อที่แม้แต่ยามที่เป็นเวลาตายของพวกเขา พวกเขาก็จะรู้สึกพอใจและไม่มีความเสียดายเลยแม้แต่น้อยนิด และรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่อย่างสูญเปล่า ในการเปรียบเทียบสองสถานการณ์เหล่านี้ที่แตกต่างกัน คนเราสามารถมองเห็นได้ว่าสถานการณ์หลังคือสถานการณ์ของผู้คนซึ่งอุปนิสัยของพวกเขาได้แปลงสภาพไปแล้ว หากอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของบุคคลหนึ่งได้แปลงสภาพไปแล้ว แน่นอนว่า ทรรศนะของพวกเขาที่มีต่อชีวิตก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วด้วยเช่นกัน บัดนี้ด้วยการมีค่านิยมที่แตกต่างไป พวกเขาจะไม่มีวันดำรงชีวิตอยู่เพื่อตัวเองอีกแล้ว และพวกเขาก็จะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าเพื่อจุดประสงค์แห่งการได้รับพระพรอีกแล้ว บุคคลเช่นนั้นจะมีความสามารถที่จะกล่าวว่า “การรู้จักพระเจ้าช่างคุ้มค่านัก หากฉันตายหลังจากการได้รู้จักพระเจ้า เช่นนั้นก็คงยอดเยี่ยมไปเลย! หากฉันสามารถรู้จักพระเจ้า และนบนอบต่อพระเจ้า และฉันสามารถมีชีวิตอยู่ด้วยชีวิตที่เปี่ยมความหมาย เช่นนั้นแล้ว ฉันย่อมจะไม่ได้มีชีวิตอยู่อย่างสูญเปล่า และฉันก็จะไม่ตายไปด้วยความเสียดายอันใด ฉันจะไม่มีคำพร่ำบ่นร้องทุกข์เลย” ทรรศนะต่อชีวิตของบุคคลนี้ได้แปลงสภาพไปแล้ว เหตุผลหลักสำหรับการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของคนเราก็คือ เพราะคนเราครองความเป็นจริงความจริง คนเราได้รับความจริง และได้มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เพราะฉะนั้น ทัศนะต่อชีวิตของคนเราจึงได้รับการเปลี่ยนแปลง และค่านิยมทั้งหลายของคนเราจึงแตกต่างไปจากเมื่อก่อน การแปลงสภาพนั้นเริ่มต้นจากภายในหัวใจของคนเรา และจากภายในชีวิตของคนเรา นั่นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงภายนอกอย่างแน่นอน ผู้เชื่อใหม่บางคนทิ้งโลกฆราวาสไว้เบื้องหลัง หลังจากพวกเขาได้เริ่มต้นเชื่อในพระเจ้า เมื่อพวกเขาเผชิญผู้ไม่มีความเชื่อในเวลาต่อมา ผู้เชื่อเหล่านี้ก็มีสิ่งที่จะพูดน้อยนิด และพวกเขาไม่ค่อยติดต่อกับญาติพี่น้องและเพื่อนผู้ไม่มีความเชื่อของพวกเขา พวกผู้ไม่มีความเชื่อพูดว่า “บุคคลนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว” แล้วบรรดาผู้เชื่อก็คิดว่า “อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของฉันได้แปลงสภาพไปแล้ว พวกผู้ไม่มีความเชื่อเหล่านี้กำลังพูดว่าฉันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว” อันที่จริงแล้ว อุปนิสัยของบุคคลเช่นนี้ได้แปลงสภาพไปแล้วกระนั้นหรือ? สิ่งที่เขาสำแดงเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงภายนอก ไม่ได้แปลงสภาพเลย สิ่งที่พวกเขาสำแดงนั้นเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงภายนอกทั้งหลาย ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจริงในชีวิตของพวกเขา และธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขายังคงฝังรากอยู่ภายในหัวใจพวกเขา โดยไม่ถูกแตะต้องอย่างสิ้นเชิง บางครั้ง ผู้คนถูกความร้อนรุ่มเข้ายึดกุมเพราะพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงภายนอกบางอย่างเกิดขึ้น และพวกเขาอาจจะทำความประพฤติดีสักสองสามอย่าง อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่แบบเดียวกับการสัมฤทธิ์การแปลงสภาพอุปนิสัย หากเจ้าไม่ครองความจริงและทรรศนะของเจ้าที่มีต่อสรรพสิ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป กระทั่งถึงจุดที่ไม่ได้แตกต่างจากทรรศนะของผู้ไม่มีความเชื่อ และหากทรรศนะต่อชีวิตและค่านิยมของพวกเจ้าไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปด้วย และหากเจ้าไม่มีแม้แต่หัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า—ซึ่งเป็นสิ่งน้อยที่สุดที่เจ้าควรครอง—เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ใกล้เคียงกับการได้สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย เพื่อสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยสำเร็จลุล่วง สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญที่สุดคือเจ้าต้องไล่ตามเสาะหาความเข้าใจในพระเจ้าและมีความเข้าใจในพระองค์อย่างแท้จริง ยกเปโตรเป็นตัวอย่าง เมื่อพระเจ้าทรงต้องการส่งมอบเปโตรให้กับซาตาน เขากล่าวว่า “ถึงแม้พระองค์ทรงส่งมอบข้าพเจ้าให้กับซาตาน พระองค์ก็ยังคงเป็นพระเจ้า พระองค์คือผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่สรรเสริญพระองค์ในสิ่งที่พระองค์ทรงทำได้อย่างไร? แต่หากข้าพเจ้าสามารถรู้จักพระองค์ก่อนที่ข้าพเจ้าจะตายไม่ยิ่งดีกว่าหรือ?” เขารู้สึกว่าในชีวิตของผู้คน การรู้จักพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หลังจากรู้จักพระเจ้าแล้ว ความตายแบบไหนก็ดีทั้งนั้น และหนทางใดที่พระเจ้าทรงรับมือล้วนดีทั้งนั้น เขารู้สึกว่าการรู้จักพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่สุด หากเขาไม่ได้มาซึ่งความจริง เขาคงไม่มีวันพึงพอใจได้ และก็จะไม่พร่ำบ่นต่อพระเจ้าเช่นกัน เพียงแต่เขาคงเกลียดชังข้อเท็จจริงที่ว่าเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง ดูจากจิตวิญญาณของเปโตร การไล่ตามเสาะหาเพื่อให้รู้จักพระเจ้าอย่างจริงจังตั้งใจของเขาแสดงให้เห็นว่าทัศนะเกี่ยวกับชีวิตและคุณค่าของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ความถวิลหาอย่างลึกซึ้งที่จะรู้จักพระเจ้าพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาได้รู้จักพระเจ้าไปแล้วอย่างแท้จริง ดังนั้น จากถ้อยแถลงนี้ คนเราจึงสามารถมองเห็นว่าอุปนิสัยของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เขาเป็นบุคคลที่ได้แปลงสภาพอุปนิสัย ที่ปลายทางสุดท้ายแห่งประสบการณ์ของเขา พระเจ้าตรัสว่าเขาเป็นคนคนนั้นที่รู้จักพระเจ้ามากที่สุด เขาเป็นคนคนนั้นที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริง หากปราศจากความจริง อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของคนคนหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง หากพวกเจ้าสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงและเข้าถึงความเป็นจริงความจริง เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเจ้าจึงสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเจ้าได้

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger