พระวจนะว่าด้วยการแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทราม (บทตัดตอน 57)

บัดนี้พวกเจ้ามีวิจารณญาณแยกแยะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเจ้าเปิดเผยออกมาได้บ้างแล้ว เมื่อพวกเจ้าสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าตนเองยังคงหมิ่นเหม่ที่จะเปิดเผยสิ่งเสื่อมทรามอันใดออกมาเป็นประจำ และยังคงมีแนวโน้มจะทำสิ่งที่ขัดแย้งกับความจริง การชำระอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าให้สะอาดก็จะง่ายดาย เหตุใดผู้คนจึงไม่สามารถควบคุมตนเองได้ในหลายๆ เรื่อง? เพราะพวกเขาถูกอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนซึ่งตีกรอบและก่อกวนพวกเขาในทุกเรื่อง ควบคุมตลอดเวลาและในทุกด้าน เวลาที่ทุกสิ่งดำเนินไปได้ด้วยดี และพวกเขาไม่ได้สะดุดหรือกลายเป็นคนคิดลบ ผู้คนบางคนจะรู้สึกเสมอว่าตนเองมีวุฒิภาวะ และไม่คิดอะไรเมื่อพวกเขาเห็นคนชั่ว เห็นผู้นำเทียมเท็จ หรือเห็นศัตรูของพระคริสต์ถูกเปิดเผยและถูกกำจัดออกไป พวกเขาจะพูดโอ้อวดต่อหน้าทุกคนด้วยซ้ำไปว่า “คนอื่นไม่ว่าใครก็สามารถสะดุดล้มได้ แต่ไม่ใช่ฉัน คนอื่นไม่ว่าใครอาจไม่รักพระเจ้า แต่ฉันรัก” พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถตั้งมั่นในคำพยานของตนในทุกสถานการณ์หรือทุกรูปการณ์แวดล้อม แล้วผลลัพธ์เป็นเช่นไร? ถึงวันหนึ่งที่พวกเขาถูกทดสอบและพวกเขาจะพร่ำบ่นพึมพำเกี่ยวกับพระเจ้า นี่ไม่ใช่การล้มเหลว ไม่ใช่การสะดุดหรอกหรือ? ไม่มีสิ่งใดเปิดเผยผู้คนได้มากกว่าเวลาที่พวกเขาถูกทดสอบ พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจมนุษย์ และผู้คนต้องไม่คุยโวไม่ว่าในเวลาใด ไม่ว่าพวกเขาจะคุยโวเรื่องใด นั่นคือจุดที่พวกเขาจะสะดุดเข้าสักวันในไม่ช้าก็เร็ว เมื่อพวกเขาเห็นผู้อื่นสะดุดและล้มเหลวในรูปการณ์แวดล้อมใดรูปการณ์แวดล้อมหนึ่ง พวกเขาไม่คิดอะไร และอาจถึงขนาดคิดว่าตนเองทำผิดไม่เป็น คิดว่าพวกเขาสามารถตั้งมั่น—แต่พวกเขากลับลงเอยด้วยการสะดุดและล้มเหลวในรูปการณ์แวดล้อมเดียวกันนั้นเช่นกัน เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? เป็นเพราะผู้คนไม่เข้าใจแก่นแท้ธรรมชาติของตนได้อย่างถี่ถ้วน ความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับปัญหาของแก่นแท้ธรรมชาติของตนนั้นยังไม่ลึกซึ้งพอ ดังนั้นการนำความจริงไปสู่การปฏิบัติจึงเหนื่อยยากยิ่งสำหรับพวกเขา ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงมากมาย และไม่ซื่อสัตย์ในคำพูดและความประพฤติของตน แต่หากเจ้าถามพวกเขาว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาร้ายแรงที่สุดในด้านใด พวกเขาย่อมจะบอกว่า “ฉันมีเล่ห์ลวงเล็กน้อย” พวกเขาย่อมจะพูดเพียงว่าพวกเขาใช้เล่ห์ลวงเล็กน้อย แต่พวกเขาจะไม่พูดว่าธรรมชาติของพวกเขาโดยตัวเองแล้วเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง และพวกเขาจะไม่พูดว่าพวกเขาเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ความรู้เกี่ยวกับสภาวะอันเสื่อมทรามของพวกเขาไม่ได้ลึกซึ้งขนาดนั้น และพวกเขาไม่ได้มองสภาวะอันเสื่อมทรามนั้นอย่างจริงจังและอย่างถี่ถ้วนอย่างที่ผู้อื่นมอง จากมุมมองของผู้อื่น บุคคลผู้นี้เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงและคดโกงยิ่งนัก และมีเล่ห์เพทุบายในทุกสิ่งที่พวกเขาพูด และคำพูดและการกระทำของพวกเขาไม่เคยซื่อสัตย์—แต่คนคนนั้นก็ไม่สามารถรู้จักตัวเองได้อย่างลึกซึ้งขนาดนั้น ความรู้ที่พวกเขาบังเอิญมีเป็นเพียงความรู้แค่ผิวเผิน เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาพูดและกระทำการ พวกเขาจะเปิดเผยธรรมชาติบางส่วนของพวกเขาออกมา แต่ทว่าพวกเขาไม่ตระหนักรู้ถึงการนี้ พวกเขาเชื่อว่าการที่พวกเขากระทำการเช่นนั้นไม่ใช่การเปิดเผยความเสื่อมทราม พวกเขาคิดว่าพวกเขาได้นำความจริงไปปฏิบัติแล้ว—แต่สำหรับผู้สังเกตการณ์ทั้งหลาย บุคคลผู้นี้คดโกงและเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงมากทีเดียว คำพูดกับการกระทำของพวกเขาไม่ซื่อสัตย์เป็นอย่างมาก นั่นกล่าวได้ว่า ผู้คนมีความเข้าใจธรรมชาติของตัวเองอย่างตื้นเขินมาก และมีความคลาดเคลื่อนอันใหญ่หลวงระหว่างการนี้กับพระวจนะของพระเจ้าที่พิพากษาและเปิดโปงผู้คน นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดในสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดโปง แต่เป็นเพราะมนุษย์ขาดพร่องความเข้าใจที่ลุ่มลึกเพียงพอเกี่ยวกับธรรมชาติของตนเอง ผู้คนไม่มีความเข้าใจพื้นฐานหรือความเข้าใจที่เป็นแก่นสารเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับมุ่งสนใจและอุทิศเรี่ยวแรงของพวกเขาให้กับการทำความรู้จักการกระทำและการเปิดเผยทางภายนอกของตน ต่อให้ใครบางคนสามารถพูดเกี่ยวกับการรู้จักตัวเองได้บ้างเป็นครั้งคราว นั่นก็จะไม่ลึกซึ้งมากนัก ไม่มีผู้ใดเคยคิดว่าตนคือบุคคลบางจำพวกหรือมีธรรมชาติบางอย่างเพราะตนได้ทำบางสิ่งหรือเปิดเผยบางอย่างออกมา พระเจ้าได้ทรงเปิดโปงธรรมชาติและแก่นแท้ของมนุษย์ แต่สิ่งที่ผู้คนเข้าใจก็คือวิธีทำสิ่งทั้งหลายและวิธีการพูดของตนมีข้อตำหนิและมีข้อบกพร่อง ด้วยเหตุนี้ การนำความจริงไปปฏิบัติจึงเป็นกิจที่ค่อนข้างเหนื่อยยากสำหรับพวกเขา ผู้คนคิดว่าความผิดพลาดของพวกเขาเป็นเพียงการสำแดงชั่วขณะที่เปิดเผยออกมาโดยไม่ทันระวังแทนที่จะเป็นการเปิดเผยธรรมชาติของตนออกมา เมื่อผู้คนคิดในหนทางนี้ก็ยากมากที่พวกเขาจะรู้จักตนเองอย่างแท้จริง และยากมากที่พวกเขาจะเข้าใจและนำความจริงไปปฏิบัติ เนื่องจากพวกเขาไม่รู้จักความจริงและไม่กระหายความจริง เมื่อนำความจริงไปปฏิบัติ พวกเขาจึงเพียงปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างสุกเอาเผากินเท่านั้น ผู้คนไม่ได้มองว่าธรรมชาติของตนนั้นแย่มาก และเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้แย่ถึงขนาดที่พวกเขาควรถูกทำลายหรือถูกลงโทษ กระนั้น ตามมาตรฐานของพระเจ้าแล้ว ผู้คนถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำเกินไป พวกเขายังคงห่างไกลจากมาตรฐานของความรอด เพราะพวกเขามีเพียงวิธีการบางอย่างที่ภายนอกดูเหมือนไม่ได้ละเมิดความจริง และที่จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติความจริงและไม่นบนอบต่อพระเจ้า

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการประพฤติปฏิบัติของผู้คนไม่ได้แสดงนัยถึงความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติของพวกเขา เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็คือ โดยพื้นฐานแล้วความเปลี่ยนแปลงในการประพฤติปฏิบัติของผู้คนไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ดั้งเดิมของพวกเขาได้ และยิ่งไม่สามารถปรับเปลี่ยนธรรมชาติของพวกเขา มีเพียงเมื่อผู้คนเข้าใจความจริง รู้จักแก่นแท้ธรรมชาติของตนเอง และสามารถนำความจริงไปปฏิบัติเท่านั้น การปฏิบัติของพวกเขาจึงจะลุ่มลึกเพียงพอ และจะเป็นบางสิ่งนอกเหนือจากการยึดติดกับข้อบังคับต่างๆ ชุดหนึ่ง วิธีปฏิบัติความจริงของผู้คนในวันนี้ยังคงไม่ได้มาตรฐาน และไม่สามารถสัมฤทธิ์ทั้งหมดที่ความจริงกำหนดไว้ได้อย่างครบถ้วน ผู้คนปฏิบัติตามความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และเพียงเมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะและรูปการณ์แวดล้อมเฉพาะบางอย่างเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้บ้าง ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ในทุกรูปการณ์แวดล้อมและทุกสถานการณ์ ในบางโอกาส เมื่อบุคคลหนึ่งมีความสุขและสภาวะของพวกเขาดี หรือเมื่อพวกเขากำลังสามัคคีธรรมกับผู้อื่นและมีเส้นทางปฏิบัติอยู่ในหัวใจของตน พวกเขาก็สามารถทำบางสิ่งที่สอดคล้องกับความจริงได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เมื่อพวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนที่คิดลบและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และพวกเขาได้รับอิทธิพลจากผู้คนเหล่านี้ ภายในหัวใจของพวกเขา พวกเขาย่อมสูญเสียเส้นทางของตนเองและไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ นี่แสดงให้เห็นว่าวุฒิภาวะของพวกเขาน้อยเกินไป และพวกเขายังคงไม่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริง มีปัจเจกบุคคลบางคนที่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ หากพวกเขาได้รับการชี้แนะและนำทางโดยผู้คนที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาถูกผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและก่อกวน ไม่เพียงพวกเขาจะไม่สามารถปฏิบัติความจริงเท่านั้น พวกเขายังหมิ่นเหม่ที่จะถูกชักพาให้หลงผิดในการทำตามผู้คนเหล่านั้นอีกด้วย ผู้คนเช่นนี้ยังคงมีความเสี่ยงมิใช่หรือ? ผู้คนเช่นนี้ ด้วยวุฒิภาวะประเภทนี้ย่อมไม่สามารถปฏิบัติความจริงในทุกเรื่องและทุกสถานการณ์ได้ ต่อให้พวกเขาปฏิบัติความจริง นั่นก็จะเป็นเฉพาะเวลาที่พวกเขาอารมณ์ดีหรือถูกผู้อื่นชี้นำเท่านั้น เมื่อไม่มีคนที่ดีคอยนำทางพวกเขา ก็ย่อมจะมีบางเวลาที่พวกเขาสามารถทำสิ่งที่ละเมิดความจริง และเบี่ยงเบนไปจากพระวจนะของพระเจ้าได้ แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนี้? เป็นเพราะเจ้าเพิ่งรู้จักสภาวะของเจ้าเพียงไม่กี่สภาวะ และเจ้าไม่รู้จักแก่นแท้ธรรมชาติของตัวเอง และเจ้ายังไม่มีวุฒิภาวะที่จะขัดขืนเนื้อหนังและหันมาปฏิบัติความจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าจึงไม่มีอำนาจควบคุมสิ่งที่เจ้าจะทำในอนาคต และไม่สามารถรับประกันว่าเจ้าจะสามารถตั้งมั่นในรูปการณ์แวดล้อมหรือบททดสอบใดๆ มีหลายครั้งที่เจ้าอยู่ในสภาวะหนึ่งและเจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ และดูเหมือนว่าเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่ทว่าในรูปการณ์แวดล้อมที่แตกต่างออกไป เจ้ากลับไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ บางครั้งเจ้าสามารถปฏิบัติความจริง และบางครั้งเจ้ากลับไม่สามารถ ชั่วขณะหนึ่งเจ้าเข้าใจ และชั่วขณะถัดไปเจ้างุนงงสับสน ตอนนี้เจ้าไม่ได้กำลังทำสิ่งใดที่ไม่ดี แต่บางทีในอีกสักครู่เจ้าอาจจะทำ การนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเสื่อมทรามยังคงดำรงอยู่ในตัวเจ้า และหากเจ้าไม่สามารถรู้จักตนเองได้อย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ย่อมจะแก้ไขไม่ได้โดยง่าย หากเจ้าไม่สามารถบรรลุความเข้าใจเกี่ยวกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนเองได้อย่างถ้วนทั่ว และในท้ายที่สุด เจ้าก็สามารถทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นการต้านทานพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็อยู่ในอันตราย หากเจ้าสามารถเข้าใจธรรมชาติของเจ้าได้อย่างทะลุปรุโปร่งและเกลียดชังมัน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถควบคุมตัวเอง ขัดขืนตัวเอง และนำความจริงไปปฏิบัติได้

ผู้คนทุกวันนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติและการเข้าสู่ความจริงเป็นอันดับแรก พวกเขามุ่งเน้นแต่การทำความเข้าใจ การกล่าววาจาและคำสอนเท่านั้น พวกเขาคิดว่านั่นเพียงพอแล้วที่จะสนองความต้องการทางจิตใจของตนและทำให้ไม่รู้สึกวิตกกังวลหรือเกิดความคิดลบ ไม่ว่าการสามัคคีธรรมถึงความจริงจะช่วยเจ้าในเวลานั้นมากเพียงใดก็ตาม เจ้ากลับไม่นำความจริงไปปฏิบัติในภายหลัง—ปัญหาในที่นี้คืออะไร? ปัญหาคือเจ้าให้ความสนใจแต่กับการทำความเข้าใจหรือการฟังความจริงเท่านั้น แต่เจ้าไม่มุ่งเน้นการนำความจริงไปปฏิบัติ พวกเจ้าคนใดเคยสรุปหรือไม่ว่าควรนำองค์ประกอบของความจริงไปปฏิบัติอย่างไร หรือองค์ประกอบของความจริงนั้นเชื่อมโยงกับสภาวะต่างๆ กี่สภาวะ? ไม่มี! เจ้าจะสามารถสรุปเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร? เจ้าต้องมีประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเองเพื่อที่จะสรุปสิ่งเหล่านี้ การสามัคคีธรรมถึงคำพูดและคำสอนเพียงเล็กน้อยย่อมไม่มีประโยชน์ นี่คือเรื่องที่ยากเย็นที่สุดของมนุษย์—การไม่สนใจในการปฏิบัติความจริง การที่คนคนหนึ่งจะสามารถปฏิบัติความจริงได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา บางคนเตรียมตนเองให้พร้อมด้วยความจริงเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ส่วนคนอื่นเตรียมตนเองให้พร้อมด้วยความจริงเพื่อที่จะเล่าให้คนอื่นฟังและเพื่ออวดตน ไม่ใช่เพื่อปฏิบัติความจริงและเปลี่ยนแปลงตนเอง ผู้คนที่ให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้ย่อมกระเสือกกระสนในการปฏิบัติความจริง นี่คือความยากลำบากอีกเรื่องหนึ่งของมนุษย์ ผู้คนบางคนกล่าวว่า “ฉันรู้สึกว่าตอนนี้ฉันมีความสามารถที่จะนำความจริงบางประการไปปฏิบัติได้แล้ว ไม่ใช่ว่าฉันไม่สามารถปฏิบัติความจริงใดได้โดยสิ้นเชิง ในรูปการณ์แวดล้อมบางอย่าง ฉันสามารถทำสิ่งต่างๆ ให้สอดคล้องกับความจริงได้ ซึ่งหมายความว่าฉันนับเป็นคนหนึ่งที่ปฏิบัติและครองความจริง” หากเปรียบเทียบกับเมื่อก่อนหรือตอนที่เจ้าเริ่มเชื่อในพระเจ้าเป็นครั้งแรก สภาวะของเจ้าได้เปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย ในอดีตนั้น เจ้าไม่เข้าใจสิ่งใดเลย อีกทั้งเจ้าก็ไม่รู้ว่าสิ่งใดคือความจริง หรือสิ่งใดคืออุปนิสัยอันเสื่อมทราม ตอนนี้เจ้าได้รู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นบ้างแล้ว และเจ้าพอจะมีหนทางที่ดีอยู่บ้าง แต่นี่เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของเจ้าที่มีการเปลี่ยนแปลง นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยที่แท้จริงของเจ้า เพราะเจ้าไม่สามารถนำความจริงที่เกี่ยวพันกับธรรมชาติของเจ้าไปปฏิบัติให้มากขึ้นและลึกซึ้งขึ้นได้ เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตของเจ้า เจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วจริงๆ แต่การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในสภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้าเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยแล้ว เจ้ายังห่างไกลมาก กล่าวคือเจ้ายังไม่ได้ประสบความสำเร็จในการนำความจริงไปปฏิบัติ บางครั้งผู้คนอยู่ในสภาวะที่พวกเขาไม่ได้คิดลบ และพวกเขามีแรงกำลัง แต่พวกเขาก็รู้สึกว่าพวกเขาไม่มีเส้นทางที่จะรู้และปฏิบัติความจริง และพวกเขาไม่สนใจที่จะค้นหาให้พบวิธีปฏิบัติความจริง เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? บางครั้งเจ้าก็จับทางไม่ได้ ดังนั้นเจ้าจึงเพียงทำตามข้อบังคับและคิดว่าเจ้ากำลังปฏิบัติความจริง แล้วผลก็คือเจ้ายังไม่สามารถแก้ไขความยากลำบากของตน เจ้ารู้สึกอยู่ในหัวใจของเจ้าว่าเจ้ากำลังปฏิบัติความจริงและแสดงการจงรักภักดีของเจ้า และเจ้านึกสงสัยว่าเหตุใดปัญหาทั้งหลายยังคงปรากฏอยู่ นี่เป็นเพราะเจ้ากระทำด้วยเจตนาดี และใช้ความพยายามส่วนตัวของเจ้า—เจ้าไม่แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่กระทำการตามข้อกำหนดของความจริง หรือปฏิบัติตามหลักธรรม ผลก็คือเจ้ามักรู้สึกด้อยกว่ามาตรฐานของพระเจ้าเป็นอย่างมากอยู่ตลอดเวลา หัวใจของเจ้ารู้สึกกระวนกระวาย และเจ้ากลายเป็นคนคิดลบโดยไม่รู้ตัว ความอยากได้อยากมีและความพยายามส่วนตัวของปัจเจกบุคคลย่อมห่างไกลจากข้อกำหนดของความจริง และมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน วิธีการภายนอกของผู้คนไม่สามารถแทนที่ความจริงได้ และพวกเขาไม่ได้ดำเนินการตามความปรารถนาของพระเจ้าอย่างเต็มที่ ในขณะที่ความจริงคือการแสดงออกที่แท้จริงซึ่งเจตนารมณ์ของพระเจ้า ผู้คนที่เผยแผ่ข่าวประเสริฐบางคนคิดว่า “ฉันต้องทนทุกข์อย่างมากและแลกมาด้วยความยากลำบาก ฉันยุ่งอยู่กับการประกาศข่าวประเสริฐทั้งวัน พระองค์ตรัสได้อย่างไรว่าฉันไม่ได้ปฏิบัติความจริง?” เช่นนั้นเราขอถามเจ้าว่า เจ้ามีความจริงอยู่ในหัวใจของเจ้ามากมายเพียงใด? เวลาที่เจ้าประกาศข่าวประเสริฐ เจ้าทำเรื่องที่สอดคล้องกับความจริงมากมายแค่ไหน? เจ้าเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่? เจ้าพูดเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเจ้าเพียงกำลังทำสิ่งต่างๆ หรือกำลังปฏิบัติความจริงกันแน่ เพราะเจ้าเพียงเน้นที่จะใช้การกระทำของเจ้าทำให้พระเจ้าพอพระทัยและได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า และเจ้าไม่ได้ใช้มาตรฐานของ “การทำให้พระเจ้าพอพระทัยด้วยการแสวงหาเจตนารมณ์ของพระองค์เพื่อให้ทุกสิ่งสอดคล้องกับความจริง” มาประเมินวัดตนเอง หากเจ้าพูดว่าเจ้ากำลังปฏิบัติความจริง อุปนิสัยของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใดในระหว่างนี้? ความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้าเติบโตขึ้นมากเพียงใด? ด้วยการประเมินวัดตนเองเช่นนี้ หัวใจของเจ้าจะกระจ่างชัดว่าเจ้ากำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรือไม่

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger