พระวจนะว่าด้วยการแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทราม (บทตัดตอน 56)
เมื่อคนบางคนทำงานรับใช้ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน พวกเขาเกรงกลัวเสมอกับการทำบางสิ่งผิดไปกับการถูกเผย และกลัวถูกกำจัดออกไป ดังนั้นบ่อยครั้งที่พวกเขาพูดกับผู้อื่นว่า “คุณไม่ควรมาเป็นผู้นำ ทันทีที่มีบางสิ่งผิดพลาด คุณจะถูกกำจัดออกไป และจะไม่มีการหันหลังกลับ!” ถ้อยแถลงนี้ไม่ใช่เหตุผลวิบัติหรอกหรือ? “ไม่มีการหันหลังกลับ” หมายความว่าอะไร? ผู้นำและคนทำงานประเภทใดที่ถูกกำจัดออกไป? พวกเขาล้วนเป็นปัจเจกบุคคลที่ชั่วร้ายซึ่งเกะกะระรานก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักรทั้งที่มีการตักเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากใครบางคนเพียงแต่ทำความผิดเพราะวุฒิภาวะของพวกเขาน้อย หรือเพราะพวกเขามีขีดความสามารถต่ำ หรือเพราะพวกเขาขาดประสบการณ์ ตราบใดที่พวกเขาสามารถยอมรับความจริงและกลับใจอย่างถ่องแท้ พระนิเวศของพระเจ้าจะกำจัดพวกเขาออกไปหรือไม่? ต่อให้บุคคลนั้นไม่สามารถทำงานจริงใดได้ พวกเขาก็เพียงแค่จะถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่เท่านั้นเอง ดังนั้นผู้คนที่พูดสิ่งเหล่านั้นไม่ได้กำลังบิดเบือนข้อเท็จจริงหรอกหรือ? ไม่ใช่ว่าพวกเขากำลังแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดหรอกหรือ? เหล่าผู้นำและคนทำงานในพระนิเวศของพระเจ้าได้รับการเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าผู้ใดก็ตามที่ต้องการบทบาทเหล่านี้ก็สามารถมีได้ พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อเหล่าผู้นำและคนทำงานบนพื้นฐานของหลักธรรมความจริง มีเพียงพวกผู้นำเทียมเท็จเท่านั้นที่ไม่ยอมรับความจริงเอาเสียเลย และพวกศัตรูของพระคริสต์ซึ่งไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ อีกทั้งผู้ที่ดึงดันไม่ยอมกลับใจ ก็จะถูกกำจัดออกไป บรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความจริง ผู้ซึ่งยอมรับการถูกตัดแต่ง และผู้ที่กลับใจอย่างแท้จริง จะไม่ถูกกำจัดออกไป พวกที่แพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดว่า “การเป็นผู้นำนั้นเสี่ยงเกินไป” นั้นมีเจตนาและเป้าหมาย พวกเขามีจุดมุ่งหมายที่จะชักพาผู้คนให้หลงผิด หยุดยั้งไม่ให้ผู้อื่นกลายเป็นผู้นำ และแสวงประโยชน์จากโอกาสที่ได้จากการนี้ นี่ไม่ใช่การมีสิ่งจูงใจแอบแฝงหรอกหรือ? หากเจ้าวิตกกังวลเรื่องการถูกกำจัดออกไป เจ้าก็ควรระมัดระวัง อธิษฐานถึงพระเจ้าและกลับใจต่อพระองค์ รวมทั้งยอมรับความจริงเพื่อให้เจ้าสามารถแก้ไขความผิดพลาดของเจ้าให้ถูกต้อง แล้วการนี้จะไม่แก้ไขปัญหาหรอกหรือ? หากใครบางคนทำความผิดพลาด และเมื่อเผชิญกับการถูกตัดแต่ง พวกเขาไม่ยอมรับความจริง และไม่มีความตั้งใจในการกลับใจอย่างถ่องแท้ และพวกเขายังคงสุกเอาเผากินต่อไป รวมทั้งเกะกะระราน พวกเขาก็ควรถูกกำจัดออกไป เมื่อคนบางคนทำงานรับใช้ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน พวกเขาก็กลายเป็นก๋ากั่นและฮึกเหิม พวกเขาพูดและปฏิบัติตนโดยไม่มีความตะขิดตะขวงใจใดๆ เลย และต้องการที่จะหลอกลวงทุกคน พวกเขาไม่เพียงล้มเหลวในการใช้ความจริงแก้ไขปัญหา แต่พวกเขายังตามล่าและโดดเดี่ยวบรรดาผู้ที่รายงานปัญหาให้กับเบื้องบน เมื่อเบื้องบนพบประเด็นปัญหานี้และให้พวกเขารับผิดชอบ พวกเขาก็กลายเป็นขลาดกลัวมาก โดยดื้อดึงไม่ยอมรับรู้สิ่งที่พวกเขาทำลงไป พวกเขาคิดว่าหากพวกเขาไม่ยอมรับรู้สิ่งนั้น พวกเขาก็สามารถรอดพ้นจากเรื่องนี้ได้ และพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ติดตามเรื่องนี้ การนี้เรียบง่ายขนาดนั้นจริงหรือ? พระนิเวศของพระเจ้าจะพิสูจน์ยืนยันเรื่องนี้อย่างชัดเจน และจากนั้นก็รับมือกับเรื่องนี้บนพื้นฐานของหลักธรรมทั้งหลาย ผู้ใดก็ตามที่รับผิดชอบจะไม่สามารถหลบหนีไปได้ เมื่อผู้คนไม่แสวงหาความจริงในสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำ และกระทำไปอย่างวู่วามตามอำเภอใจ และเป็นไปตามความอยากชั่ววูบของตนเองโดยอาศัยการอ้างเหตุผลลวงและการเสแสร้ง และยืนกรานไม่ยอมรับรู้ความผิดพลาดของตนเมื่อสิ่งต่างๆ เกิดผิดพลาดขึ้นมา นี่เป็นปัญหาประเภทใด? นี่เป็นท่าทีที่ถูกต้องหรือไม่? การรับเอาการอ้างเหตุผลลวงและการเสแสร้ง รวมทั้งการดื้อดึงไม่ยอมรับรู้การกระทำของตัวเองมาใช้นั้น สามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่? ท่าทีนี้สอดคล้องกับความจริงหรือไม่? มีการนบนอบที่จริงแท้อยู่ในการนี้หรือไม่? พวกเขาเกรงกลัวการทำความผิดพลาด รวมทั้งการถูกเปิดโปงและถูกรายงาน พวกเขาว่ากลัวพระนิเวศของพระเจ้าจะถือเป็นความผิดของพวกเขา และพวกเขาก็เกรงกลัวการถูกพิพากษา การกล่าวโทษและการกำจัดออกไป ความเกรงกลัวนี้มีปัญหาหรือไม่? ความเกรงกลัวนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก ความเกรงกลัวนี้มาจากที่ไหนหรือ? (อุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขา) นั่นถูกต้อง ดังนั้นอะไรกันแน่ที่อยู่ภายในความเกรงกลัวนี้? พวกเรามาชำแหละกันเถิด เหตุใดพวกเขาจึงกลัวเล่า? ความเกรงกลัวของพวกเขามาจากความห่วงกังวลว่า ทันทีที่สิ่งต่างๆ ถูกเปิดโปง พวกเขาจะถูกปลดออกและถูกแทนที่ สูญเสียสถานะและการทำมาหากินของพวกเขา เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงอาศัยการโกหกและการอ้างเหตุผลลวง รวมทั้งการดื้อดึงไม่ยอมรับรู้การกระทำของตน บนพื้นฐานของท่าทีนี้ ไม่ว่าพวกเขาเป็นคนที่ยอมรับความจริงหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาเป็นคนโอหังและคิดว่าตนเองถูกหรือไม่ และไม่ว่าพวกเขาเป็นคนหลอกลวงหรือไม่ ย่อมถูกเผยออกมาตรงนี้ พวกเขาไม่ใช่มารร้ายหรอกหรือ? สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ได้แสดงธรรมชาติที่แท้จริงของพวกเขาออกมาให้เห็น เวลาใดที่ผู้คนถูกเผยออกมามากที่สุด? เมื่อสิ่งทั้งหลายบังเกิดขึ้นกับพวกเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความประพฤติผิดทั้งหลายของพวกเขาถูกเผยออกมา จงดูว่าอะไรคือท่าทีของพวกเขา—ชั่วขณะเหล่านี้เผยพวกเขาได้มากที่สุด ความใจแคบ ความหลอกลวง เล่ห์เหลี่ยม และการดื้อดึงไม่ยอมรับรู้ความผิดพลาดของพวกเขา และอื่นๆ—อุปนิสัยเสื่อมทรามเหล่านี้ทั้งหมดระเบิดออกมาในคราวเดียว นี่ไม่ใช่เวลาที่ง่ายที่สุดที่จะหยั่งรู้ผู้คนหรอกหรือ? คนบางคนไม่เชื่อว่าพระนิเวศของพระเจ้าสามารถปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรม พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองพระนิเวศของพระองค์ และว่าความจริงครองความเป็นใหญ่ที่นั่น พวกเขาเชื่อว่าไม่สำคัญว่าบุคคลผู้หนึ่งปฏิบัติหน้าที่ใด หากมีปัญหาเกิดขึ้นในหน้าที่นั้น พระนิเวศของพระเจ้าจะรับมือกับบุคคลผู้นั้นทันที โดยปลดพวกเขาออกจากสิทธิที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้น โยกย้ายพวกเขาออกไป หรือแม้กระทั่งให้พวกเขาออกจากคริสตจักร นั่นใช่วิธีที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปจริงๆ หรือ? ไม่ใช่อย่างแน่นอน พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักธรรมความจริง พระเจ้าทรงชอบธรรมในการปฏิบัติต่อทุกคน พระองค์ไม่ทรงมองเพียงว่าบุคคลผู้หนึ่งประพฤติตัวอย่างไรในครั้งเดียวเท่านั้น พระองค์ทรงดูที่แก่นแท้ธรรมชาติของบุคคล ความตั้งใจของพวกเขา ท่าทีของพวกเขา และพระองค์ทรงพิจารณาเป็นพิเศษว่าบุคคลผู้หนึ่งสามารถทบทวนตนเองได้หรือไม่เมื่อพวกเขาทำผิดพลาด ว่าพวกเขาสำนึกผิดหรือไม่ และพวกเขาสามารถเข้าใจแก่นแท้ของปัญหาบนพื้นฐานของพระวจนะของพระองค์จนถึงขั้นที่พวกเขาเข้าใจความจริง เกลียดตนเอง และกลับใจอย่างแท้จริงหรือไม่ หากใครบางคนขาดท่าทีที่ถูกต้องนี้และพวกเขาถูกปลอมปนด้วยเจตนารมณ์ส่วนตนโดยสิ้นเชิง หากพวกเขาเต็มไปด้วยกลอุบายฉลาดแกมโกงและการเปิดเผยของอุปนิสัยเสื่อมทราม และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น พวกเขาก็อาศัยการเสแสร้ง การอ้างเหตุผลลวง และการให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง กับการดื้อดึงไม่ยอมรับรู้การกระทำของตนเอง เช่นนั้นแล้วบุคคลดังกล่าวก็ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลยและได้ถูกเผยโดยสมบูรณ์ ผู้คนที่ไม่ถูกต้อง และผู้ที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้เลยแม้แต่น้อยเป็นพวกผู้ไม่เชื่อในแก่นแท้ และสามารถถูกกำจัดออกไปได้เท่านั้น พวกผู้ไม่เชื่อซึ่งทำงานรับใช้ในฐานะผู้นำและคนทำงานจะไม่ถูกเปิดเผยและกำจัดออกไปได้อย่างไร? ผู้ไม่เชื่อถูกเปิดเผยเร็วที่สุดในบรรดาทั้งหมดไม่ว่าพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ใด เพราะอุปนิสัยเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมานั้นมากเกินคณนาและเห็นได้ชัดเจนเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริงเอาเสียเลย และกระทำการอย่างวู่วามและตามอำเภอใจ สุดท้ายแล้วเมื่อพวกเขาถูกกำจัดออกไปและสูญเสียโอกาสที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาไป พวกเขาก็เริ่มวิตกกังวลคิดไปว่า “ฉันจบเห่แล้ว หากฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ของตน ฉันก็ไม่สามารถถูกช่วยให้รอด ฉันควรทำอย่างไรดี?” ในความเป็นจริงนั้น ฟ้าจะเหลือทางออกไว้ให้มนุษย์เสมอ มีเส้นทางสุดท้ายอยู่หนึ่งเส้นทางซึ่งก็คือการกลับใจอย่างถ่องแท้ รวมทั้งการรีบเผยแผ่ข่าวประเสริฐและได้รับผู้คน ชดเชยให้กับความผิดของพวกเขาด้วยการทำความดี หากพวกเขาไม่ใช้เส้นทางนี้ เช่นนั้นพวกเขาก็จบเห่อย่างแท้จริง หากพวกเขามีเหตุผลอยู่บ้างและรู้ว่าพวกเขาไม่มีความสามารถพิเศษอันใด พวกเขาควรเตรียมตนเองให้พร้อมสรรพไปด้วยความจริงและฝึกฝนที่จะเผยแผ่ข่าวประเสริฐอย่างถูกต้องเหมาะสม—นี่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน นี่สามารถทำได้ทั้งหมดทั้งสิ้น หากใครบางคนยอมรับรู้ว่าพวกเขาถูกกำจัดออกไปเพราะพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอย่างดี แต่พวกเขาก็ยังคงไม่ยอมรับความจริงและไม่มีหัวใจแห่งการสำนึกผิดแม้แต่น้อย และกลับทิ้งตัวเองให้ท้อแท้สิ้นหวังแทน นั่นไม่ใช่โง่เขลาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรอกหรือ? จงบอกเราที หากบุคคลหนึ่งทำผิดพลาดไป แต่พวกเขาสามารถมีความเข้าใจแท้จริงและเต็มใจที่จะกลับใจ พระนิเวศของพระเจ้าย่อมจะให้โอกาสพวกเขาไม่ใช่หรือ? ขณะที่แผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าใกล้จะสิ้นสุดลง มีหน้าที่ที่จำเป็นต้องปฏิบัติมากมายเหลือเกิน แต่หากเจ้าไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผล และไม่ใส่ใจในงานที่ถูกควรของเจ้า หากเจ้าได้รับโอกาสให้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่รู้จักถนอมความล้ำค่าของโอกาสนั้น ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแม้แต่น้อย ปล่อยให้เวลาที่ดีที่สุดผ่านเจ้าไป เช่นนั้นแล้วเจ้าจะถูกเปิดเผย หากเจ้าสุกเอาเผากินตลอดเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และเจ้าไม่นบนอบเลยเมื่อเผชิญหน้าการถูกตัดแต่ง พระนิเวศของพระเจ้าจะยังคงใช้เจ้าปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือ? ในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงเป็นใหญ่ หาใช่ซาตานไม่ พระเจ้าทรงเป็นผู้ชี้ขาดในทุกสิ่ง พระองค์คือผู้ที่กำลังทรงพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอด พระองค์คือผู้ครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เจ้าไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ว่าสิ่งใดถูกและผิด เจ้าแค่จำเป็นต้องรับฟังและนบนอบเท่านั้น เมื่อเผชิญหน้าการถูกตัดแต่ง เจ้าต้องยอมรับความจริงและสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของเจ้า หากเจ้าทำเช่นนี้ พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ปลดเจ้าจากสิทธิของเจ้าในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ หากเจ้ากลัวอยู่เสมอว่าจะถูกกำจัดออกไป มีข้ออ้างอยู่เสมอ สร้างความชอบธรรมให้ตนเองอยู่เสมอ นั่นคือปัญหา หากเจ้าปล่อยให้ผู้อื่นเห็นว่าเจ้าไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย ว่าเจ้าไม่สนใจเหตุผล เจ้าก็ย่อมเดือดร้อน คริสตจักรมีภาระผูกพันที่จะต้องรับมือกับเจ้า หากเจ้าไม่ยอมรับความจริงเลยในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและกลัวการถูกเปิดเผยและกำจัดออกไปอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วความกลัวของเจ้านี้ก็ปนเปื้อนไปด้วยเจตนาของมนุษย์และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน ปนเปื้อนไปด้วยความระแวง ความระแวดระวัง และความเข้าใจผิด ไม่มีสิ่งใดในสิ่งเหล่านี้ที่เป็นท่าทีที่บุคคลหนึ่งควรมี เจ้าต้องเริ่มต้นด้วยการแก้ไขความกลัวของตน รวมทั้งความเข้าใจผิดที่เจ้ามีในพระเจ้า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าของบุคคลหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร? เมื่อสิ่งทั้งหลายกำลังไปได้ดีสำหรับบุคคลหนึ่ง พวกเขาย่อมไม่เข้าใจพระองค์ผิดอย่างแน่นอน พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าดี ว่าพระเจ้าทรงมีเกียรติ ว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม ว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมกรุณาและเปี่ยมรัก ว่าพระเจ้าทรงถูกต้องในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่ไม่คล้อยตามมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาก็คิดว่า “ดูเหมือนพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรมมากสักเท่าไร อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเรื่องนี้” นี่ไม่ใช่ความเข้าใจผิดหรอกหรือ? พระเจ้าไม่ทรงชอบธรรมอย่างไรเล่า? อะไรกันแน่ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดนี้? อะไรกันแน่ที่ทำให้เจ้าเกิดมีความคิดเห็นและความเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรมขึ้นมา? เจ้าสามารถพูดให้แน่ใจทีได้ไหมว่านั่นคืออะไร? ประโยคไหน? เรื่องใด? สถานการณ์ใด? จงพูดออกมาเพื่อให้ทุกคนสามารถช่วยกันหาคำตอบและดูว่าเจ้ามีอะไรเป็นข้อสนับสนุนหรือไม่ และเมื่อบุคคลหนึ่งเข้าใจพระเจ้าผิดหรือเผชิญกับบางสิ่งที่ไม่คล้อยตามมโนคติอันหลงผิดของตน ท่าทีใดที่พวกเขาควรมี? (ท่าทีของการแสวงหาความจริงและการนบนอบ) พวกเขาจำเป็นต้องนบนอบก่อนเป็นอันดับแรกและพิจารณาว่า “ฉันไม่เข้าใจ แต่ฉันจะนบนอบเพราะนี่คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำ และไม่ใช่บางสิ่งที่มนุษย์ควรวิเคราะห์ ยิ่งไปกว่านั้น ฉันไม่สามารถกังขาในพระวจนะของพระเจ้าหรือพระราชกิจของพระองค์ เพราะพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง” นี่ไม่ใช่ท่าทีที่บุคคลหนึ่งควรมีหรอกหรือ? ด้วยท่าทีนี้ ความเข้าใจผิดของเจ้ายังคงจะเป็นปัญหาหรือไม่? (ย่อมจะไม่) นั่นย่อมจะไม่ส่งผลหรือรบกวนการปฏิบัติงานในหน้าที่ของเจ้า พวกเจ้าคิดว่าใครที่สามารถมีความจงรักภักดี—บุคคลที่เก็บงำหรือคนที่ไม่เก็บงำความเข้าใจผิดเอาไว้ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน? (บุคคลที่ไม่เก็บงำความเข้าใจผิดเอาไว้ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาย่อมสามารถมีความจงรักภักดี) ดังนั้นก่อนอื่นเลยก็คือ เจ้าต้องมีท่าทีที่นบนอบ ที่มากกว่านั้นก็คือ อย่างน้อยเจ้าต้องเชื่อว่าพระเจ้าคือความจริง ว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม และว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้อง เหล่านี้คือภาวะเบื้องต้นที่กำหนดว่าเจ้าสามารถจงรักภักดีในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือไม่ หากเจ้าผ่านเงื่อนไขเบื้องต้นทั้งสองนี้ ความเข้าใจผิดทั้งหลายในหัวใจของเจ้าจะสามารถส่งผลต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ของเจ้าหรือไม่? (ไม่) ความเข้าใจผิดเหล่านั้นไม่สามารถส่งผล นี่หมายความว่าเจ้าจะไม่นำพาความเข้าใจผิดเหล่านี้เข้าสู่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ก่อนอื่นเจ้าควรแก้ไขความเข้าใจผิดเหล่านั้นจากจุดเริ่มต้น ต้องมั่นใจให้ได้ว่าความเข้าใจผิดเหล่านั้นคงอยู่ในสภาวะตัวอ่อนของพวกมันเท่านั้น สิ่งใดที่เจ้าควรทำเป็นอันดับต่อไป? จงแก้ไขความเข้าใจผิดเหล่านั้นที่รากเหง้า เจ้าควรแก้ไขความเข้าใจผิดเหล่านั้นอย่างไร? จงอ่านบทตัดตอนต่างๆ ของพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กับทุกคน จากนั้นจงสามัคคีธรรมว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงกระทำการในหนทางนี้ สิ่งใดคือเจตนารมณ์ของพระเจ้า และผลที่สามารถสัมฤทธิ์ได้จากพระราชกิจของพระเจ้าในหนทางนี้คืออะไร จงสามัคคีธรรมเรื่องราวเหล่านี้ให้ถี่ถ้วน จากนั้นเจ้าก็จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าและสามารถที่จะนบนอบได้ หากเจ้าไม่แก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าและนำพามโนคติอันหลงผิดสู่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าโดยพูดว่า “ในเรื่องนี้ พระเจ้าทำไม่ถูกต้อง และฉันจะไม่นบนอบ ฉันจะโต้แย้งเรื่องนี้ ฉันจะถกหาข้อสรุปสิ่งต่างๆ กับพระนิเวศของพระเจ้า ฉันไม่เชื่อว่านี่เป็นการกระทำของพระเจ้า”—นี่เป็นอุปนิสัยเช่นไร? นี่คือแบบฉบับอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน คำพูดดังกล่าวไม่ควรถูกเปล่งออกมาโดยเหล่ามนุษย์ นี่ไม่ใช่ท่าทีที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี หากเจ้าสามารถต่อต้านพระเจ้าในหนทางนี้ได้ เจ้ามีค่าคู่ควรแก่การปฏิบัติหน้าที่นี้หรือไม่? เจ้าไม่มี เพราะเจ้าเป็นมารร้าย และเจ้าขาดพร่องความเป็นมนุษย์ เจ้าไม่มีค่าคู่ควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ หากบุคคลหนึ่งมีเหตุผลอยู่บ้างและเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าขึ้นในตัวพวกเขา พวกเขาจะอธิษฐานถึงพระเจ้า และพวกเขาก็จะแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้าด้วย และไม่ช้าไม่นาน พวกเขาก็จะมองเห็นเรื่องนั้นอย่างชัดเจน นี่คือสิ่งที่ผู้คนควรทำ
ในกระบวนการของการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้คนไม่สามารถเข้าใจหรือเรียนรู้ที่จะยอมรับ ตราบใดที่พวกเขามีหัวใจที่นบนอบ ประเด็นปัญหาเหล่านี้จะค่อยๆ ได้รับการแก้ไข และพวกเขาจะพบคำตอบต่อประเด็นปัญหาเหล่านี้อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า ต่อให้ ณ ชั่วขณะนั้นพวกเขาไม่สามารถได้มาซึ่งผลลัพธ์ แต่พวกเขาก็จะมาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ไปเองหลังผ่านประสบการณ์มาหลายปี หากยามที่เผชิญหน้ากับปัญหาทั้งหลาย คนเราไม่เคยสามารถคิดหาทางแก้ได้เลย และตั้งตนคัดค้านเหล่าผู้นำและคนทำงาน หรือโต้แย้งกับพระนิเวศของพระเจ้า นี่เป็นคนคนหนึ่งที่มีเหตุผลเช่นนั้นหรือ? เพื่อที่จะติดตามพระเจ้า อย่างน้อยคนเราก็ควรมีเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติและความเชื่อพื้นฐาน ถึงตอนนั้นเท่านั้นจึงจะเป็นการง่ายสำหรับพวกเขาที่จะนบนอบต่อพระเจ้า หากเจ้าต่อต้านพระเจ้าและตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับพระองค์เสมอ และหลังจากนั้นเจ้าก็ไม่แสวงหาความจริงหรือมีหัวใจที่กลับใจ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่หรือติดตามพระเจ้า และเจ้าก็ไม่เหมาะที่จะยอมรับพระบัญชาของพระองค์ หากเจ้าไม่มีความเชื่อที่ถ่องแท้ แต่เจ้ายังคงปฏิบัติหน้าที่และติดตามพระเจ้า เจ้าก็จะไม่สามารถได้รับที่ยืนอันมั่นคง และแน่นอนว่าเจ้าจะถูกกำจัดออกไป นี่ไม่ใช่การก่อความเดือดร้อนให้ตัวเองเท่านั้นหรอกหรือ? นี่เรียกว่าการทำให้ตัวเองอับอาย เพราะฉะนั้น เพื่อที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า ท่าทีที่ผู้คนควรมีก็คือนบนอบเป็นอันดับแรก และเชื่อว่าสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้อง จงอย่าวางใจในสายตาและการตัดสินของตนเอง—หากเจ้าวางใจในการตัดสินและสายตาของตนเองเสมอ นั่นส่อเค้าความเดือดร้อน เจ้าไม่ใช่พระเจ้า เจ้าไม่มีความจริง เจ้าเป็นบุคคลที่มีอุปนิสัยเสื่อมทราม เจ้าสามารถทำความผิดพลาด และเจ้ายังคงไม่เข้าใจความจริง หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง พระเจ้าทรงกล่าวโทษเจ้าหรือไม่? พระเจ้าไม่ทรงกล่าวโทษเจ้า แต่เจ้าต้องแสวงหาความจริง พระเจ้าประทานโอกาสและเวลาให้เจ้าแสวงหา และพระองค์กำลังทรงรอคอย กำลังทรงรอคอยอะไรหรือ? กำลังทรงรอคอยให้เจ้าแสวงหาความจริงในช่วงระหว่างเวลานี้ ทันทีที่เจ้าเข้าใจและนบนอบ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดี และพระเจ้าจะไม่ทรงจดจำการนี้และไม่ทรงกล่าวโทษเจ้า อย่างไรก็ตามที หากเจ้ายังคงกระทำความผิดพลาดเดิมๆ ต่อไป เช่นนั้นเจ้าก็จบสิ้นอย่างแท้จริง และอยู่นอกเหนือการไถ่
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ