พระวจนะว่าด้วยการแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทราม (บทตัดตอน 55)

ไม่ว่าคนเรากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือกำลังเรียนรู้ความรู้ทางวิชาชีพ เขาต้องขยันและมารับมือกับสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรม อย่าเข้าหาสิ่งเหล่านี้อย่างขอไปทีหรือเพียงแสร้งทำท่าพอเป็นพิธี จุดประสงค์ของการศึกษาความรู้ทางวิชาชีพคือเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี และคนเราต้องทุ่มความพยายามให้กับการนี้—นี่เป็นบางสิ่งที่ผู้คนควรให้ความร่วมมือ หากบุคคลหนึ่งไม่เต็มใจปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี อีกทั้งหาเหตุผลและข้อแก้ตัวอยู่เสมอเพื่อที่จะไม่ศึกษาความรู้ทางวิชาชีพ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้กำลังสละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจ และพวกเขาไม่ต้องการปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นอย่างดีเพื่อตอบแทนความรักของพระองค์ นี่ไม่ใช่บุคคลที่ขาดพร่องมโนธรรมและเหตุผลหรอกหรือ? บุคคลที่มีบุคลิกลักษณะดังกล่าวไม่สร้างความเดือดร้อนหรอกหรือ? การบริหารจัดการพวกเขาไม่ลำบากยากเย็นสุดขั้วหรอกหรือ? ถึงแม้คนเรากำลังศึกษาวิชาชีพ พวกเขาต้องแสวงหาความจริงและทำสิ่งทั้งหลายให้สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงด้วย คนเราต้องไม่อยู่เลยพ้นขอบเขตนี้และต้องไม่เลอะเลือนเฉกเช่นผู้ไม่มีความเชื่อ พวกผู้ไม่มีความเชื่อมีท่าทีต่อการงานเช่นไรหรือ? พวกเขามากมายแค่ลอยชายผ่านวัน และสิ้นเปลืองเวลาของพวกเขาไปเปล่าๆ จับแพะชนแกะให้รอดไปในแต่ละวันเพียงเพื่อค่าจ้างรายวันของพวกเขา และทำสิ่งทั้งหลายด้วยหนทางขอไปทีเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาสามารถทำได้ พวกเขาไม่สนใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือการกระทำที่มีพื้นฐานอยู่บนมโนธรรม และพวกเขาขาดพร่องท่าทีจริงจังและรับผิดชอบ พวกเขาไม่พูดว่า “การนี้ถูกไว้วางใจมอบหมายให้กับฉัน ดังนั้นฉันต้องรับผิดชอบจนกว่าจะทำเสร็จ ฉันต้องรับมือเรื่องนี้ให้ดี และแบกรับความรับผิดชอบนี้ไว้” พวกเขาขาดพร่องมโนธรรมนี้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกผู้ไม่มีความเชื่อมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามบางอย่าง เมื่อพวกเขาสอนความรู้ทางวิชาชีพหรือทักษะสักชิ้นหนึ่งให้กับผู้คนอื่น พวกเขาคิดว่า “เมื่อนักเรียนรู้ทุกสิ่งที่ครูรู้ ครูจะสูญเสียหนทางดำรงชีพของตน หากฉันสอนทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันรู้ให้กับผู้อื่น เมื่อนั้นจะไม่มีใครเทิดทูนฉันหรือเลื่อมใสฉันอีกต่อไป และฉันจะสูญเสียสถานะความเป็นครูทั้งหมดของฉันไป จะเป็นเช่นนี้ไม่ได้ ฉันไม่สามารถสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้พวกเขา ฉันรู้ว่า ฉันต้องเก็บงำบางสิ่งไว้ ฉันจะสอนพวกเขาเพียงแปดสิบเปอร์เซนต์ของสิ่งที่ฉันรู้และเก็บที่เหลือไว้กับตัวเอง นี่เป็นเพียงหนทางเดียวที่แสดงว่าทักษะของฉันเหนือกว่าทักษะของผู้อื่น” นี่เป็นอุปนิสัยจำพวกไหนหรือ? มันคือการหลอกลวง เมื่อสอนผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น หรือแบ่งปันบางสิ่งที่เจ้าศึกษามาให้กับผู้อื่น พวกเจ้าควรมีท่าทีอย่างไร? (ฉันควรใช้ความพยายามทั้งหมดที่มีและไม่เก็บงำสิ่งใดไว้) คนเราไม่เก็บงำสิ่งใดไว้ได้อย่างไร? หากพวกเจ้ากล่าวว่า “ฉันไม่เก็บงำอะไรไว้ตราบที่เป็นสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้มา และฉันไม่มีปัญหาที่จะบอกเล่าสิ่งเหล่านั้นให้กับพวกคุณทุกคน ถึงอย่างไร ฉันก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าพวกคุณ และฉันสามารถจับใจความสิ่งที่ยกระดับกว่านี้ได้อีก”—นั่นยังคงเป็นการเก็บงำและค่อนข้างเป็นการคิดคำนวณ หรือหากเจ้าพูดว่า “ฉันจะสอนเรื่องพื้นฐานทั้งหมดที่ฉันได้เรียนรู้มาให้กับพวกคุณ นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ฉันยังคงมีความรู้ที่สูงกว่า และต่อให้พวกคุณเรียนรู้ทั้งหมดนี้แล้ว พวกคุณก็ยังคงไม่ก้าวหน้าเท่าฉัน”—นั่นยังเป็นการเก็บงำบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ หากบุคคลหนึ่งเห็นแก่ตัวมากจนเกินไป พวกเขาจะปราศจากพระพรจากพระเจ้า ผู้คนควรเรียนรู้ที่จะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าต้องช่วยสนับสนุนสิ่งที่สำคัญและเป็นแก่นสารมากที่สุดที่เจ้าจับความเข้าใจได้ให้กับพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อให้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแล้วสามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นและแตกฉานในสิ่งเหล่านั้น—นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะบรรลุพระพรของพระเจ้าและพระองค์จะประทานสิ่งทั้งหลายให้พวกเจ้ามากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ดังคำกล่าวที่ว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” จงอุทิศความสามารถพิเศษและของประทานทั้งหมดของเจ้าให้กับพระเจ้า แสดงความสามารถพิเศษและพรสวรรค์ทั้งหมดให้เห็นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์และสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ในหน้าที่ของตน หากเจ้าช่วยสนับสนุนด้วยของประทานและความสามารถพิเศษทั้งหมดของเจ้า สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่ทำหน้าที่นั้น และเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร จงอย่าเพียงเล่าบางสิ่งที่ง่ายให้ทุกคนฟังแล้วก็คิดว่าเจ้าทำได้ดีพอควรแล้ว หรือคิดว่าเจ้าไม่ได้เก็บงำบางสิ่งไว้—จะเป็นเช่นนี้ไม่ได้ เจ้าเพียงสอนทฤษฏีเล็กน้อยหรือสอนสิ่งที่ผู้คนสามารถเข้าใจตามตัวอักษรได้ แต่แก่นสารหลักและประเด็นสำคัญทั้งหลายนั้นอยู่เลยพ้นการจับความเข้าใจของผู้เริ่มต้น เจ้าให้แต่เพียงภาพรวมเท่านั้น โดยไม่มีการแจกแจงหรือการลงรายละเอียด พลางยังคงคิดกับตัวเจ้าเองว่า “เอาล่ะ ถึงอย่างไรก็ตาม ฉันได้บอกคุณแล้ว และฉันไม่ได้ตั้งใจหน่วงเหนี่ยวสิ่งใดไว้เลย หากคุณไม่เข้าใจ นั่นก็เป็นเพราะขีดความสามารถของคุณนั้นต่ำเกินไป ดังนั้นอย่ามาโทษฉัน พวกเราก็แค่จะต้องเห็นวิธีที่พระเจ้าทรงนำทางคุณในตอนนี้” ความสุขุมรอบคอบเช่นนั้นบรรจุไปด้วยเล่ห์ลวงใช่หรือไม่? มันไม่เป็นการเห็นแก่ตัวและต่ำช้าหรอกหรือ? เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถสอนทุกสิ่งทุกอย่างในหัวใจของเจ้าและทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเข้าใจให้แก่ผู้อื่น? เหตุใดเจ้ากลับเก็บกักความรู้เอาไว้? นี่คือปัญหาหนึ่งตรงความตั้งใจของเจ้าและอุปนิสัยของเจ้า ในตอนแรกเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับแง่มุมเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับความรู้เชิงวิชาชีพ พวกเขาสามารถเพียงจับใจความความหมายตามตัวอักษรของแง่มุมนั้น โดยต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งในการปฏิบัติก่อนที่จะจับความเข้าใจในประเด็นและแก่นสารหลักได้ หากเจ้าแตกฉานในประเด็นที่ละเอียดอ่อนกว่าเหล่านี้แล้ว เจ้าควรบอกผู้อื่นโดยตรง จงอย่าให้พวกเขาใช้เส้นทางอ้อมและใช้เวลามากเหลือเกินในการคลำทางสะเปะสะปะ นี่เป็นความรับผิดชอบของเจ้า เป็นสิ่งที่เจ้าควรทำ เจ้าจะไม่เก็บกักสิ่งใดและไม่เห็นแก่ตัวต่อเมื่อเจ้าบอกเล่าสิ่งที่เจ้าเชื่อว่าเป็นประเด็นและแก่นสารหลักให้กับพวกเขา เมื่อพวกเจ้าสอนทักษะทั้งหลายให้กับผู้อื่น สัมพันธ์สนิทกับพวกเขาเกี่ยวกับอาชีพของเจ้า หรือสามัคคีธรรมเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิต หากเจ้าไม่สามารถแก้ไขแง่มุมที่เห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า เจ้าจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ดี ซึ่งในกรณีเช่นนี้ พวกเจ้าไม่ใช่ใครบางคนครองสภาวะความเป็นมนุษย์ หรือมโนธรรมและเหตุผล หรือผู้ปฏิบัติความจริง เจ้าต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหลายของเจ้า และไปถึงจุดที่เจ้าปลอดจากสิ่งจูงใจที่เห็นแก่ตัว และพิจารณาเพียงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในหนทางนี้ เจ้าจะได้พบความเป็นจริงความจริง มันน่าเหน็ดเหนื่อยเกินไปหากผู้คนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและดำรงชีวิตตามอุปนิสัยของซาตานเฉกเช่นพวกผู้ไม่มีความเชื่อ ในกลุ่มผู้ไม่มีความเชื่อมีการแข่งขันกันดาษดื่น การแตกฉานแก่นแท้ของทักษะหรือวิชาชีพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และทันทีที่ใครอื่นบางคนค้นพบเรื่องนี้และแตกฉานด้วยตัวเอง ความเป็นอยู่ของเจ้าจะตกอยู่ในความเสี่ยง เพื่อคุ้มครองความเป็นอยู่ ผู้คนถูกขับเคลื่อนให้ปฏิบัติตนในหนทางนี้—พวกเขาต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่พวกเขาแตกฉานคือสกุลเงินที่มีค่าที่สุดสำหรับพวกเขา คือความเป็นอยู่ของพวกเขา เป็นต้นทุนของพวกเขา เป็นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขา และพวกเขาต้องไม่ให้คนอื่นเข้ามาครอบครอง แต่เจ้าเชื่อในพระเจ้า—หากเจ้าคิดในหนทางนี้และกระทำในหนทางนี้ในพระนิเวศของพระเจ้า ก็ไม่มีอะไรจำแนกเจ้าจากผู้ไม่มีความเชื่อได้ หากเจ้าไม่ยอมรับความจริงโดยสิ้นเชิง และยังคงดำรงชีวิตตามปรัชญาทั้งหลายของซาตาน เช่นนั้นเจ้าย่อมไม่ใช่ใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง หากเจ้ามีสิ่งจูงใจที่เห็นแก่ตัวและหากเจ้าใจแคบในขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เสมอ เจ้าก็จะไม่ได้รับพระพรของพระเจ้า

หลังจากที่มาเชื่อในพระเจ้า เจ้าก็ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า แล้วเจ้าได้คิดทบทวนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าและรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านั้นหรือไม่? หลักธรรมที่เจ้าพูดและกระทำ ทัศนะของเจ้าต่อสิ่งทั้งหลาย หลักธรรมและเป้าหมายของการประพฤติปฏิบัติของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่? หากเจ้ายังคงไม่แตกต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อคนหนึ่ง เช่นนั้นพระเจ้าจะไม่ทรงระลึกถึงความเชื่อของเจ้าที่มีต่อพระองค์ พระองค์จะตรัสว่าเจ้ายังคงเป็นผู้ไม่มีความเชื่อคนหนึ่งและเจ้ายังคงเดินอยู่บนเส้นทางของผู้ไม่มีความเชื่อคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประพฤติปฏิบัติของเจ้าหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าต้องปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและตามหลักธรรมความจริง ใช้ความจริงแก้ไขปัญหาทั้งหลาย แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เจ้าเปิดเผยออกมา และแก้ไขความคิด ทัศนะและการปฏิบัติที่ผิดพลาดทั้งหลายของเจ้า ในแง่หนึ่ง เจ้าต้องค้นพบปัญหาทั้งหลายผ่านการคิดทบทวนตนเองและการตรวจสอบตนเอง ในอีกแง่หนึ่ง เจ้าต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาด้วย และเมื่อเจ้าค้นพบอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เจ้าต้องรีบแก้ไขโดยทันที ขัดขืนเนื้อหนังและละทิ้งเจตจำนงของตัวเจ้าเอง ทันทีที่เจ้าแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้ เจ้าก็จะไม่ปฏิบัติตนโดยมีพื้นฐานจากอุปนิสัยเสื่อมทรามเหล่านั้นอีก และเจ้าจะสามารถปล่อยมือจากความตั้งใจกับผลประโยชน์ของตัวเจ้าเอง และปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงได้ นี่คือความเป็นจริงความจริงที่ผู้ติดตามพระเจ้าโดยแท้ต้องมี หากเจ้าสามารถทบทวนตนเอง รู้จักตัวเองและแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหลายในหนทางนี้ เมื่อนั้นเจ้าก็คือผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง การเชื่อในพระเจ้าพึงต้องใช้การให้ความร่วมมือเช่นนี้ และการที่สามารถปฏิบัติในหนทางนี้ได้ย่อมได้รับการทรงอวยพรจากพระเจ้ามากที่สุด ทำไมเราถึงกล่าวเช่นนี้? เพราะเจ้ากำลังกระทำเพื่องานของคริสตจักร เพื่อเห็นแก่ประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และเพื่อประโยชน์ของพี่น้องชายหญิง และในเวลาเดียวกัน เจ้าก็กำลังปฏิบัติความจริง นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นชอบ สิ่งเหล่านี้เป็นความประพฤติที่ดีงาม และเจ้ากำลังเป็นพยานให้พระเจ้าด้วยการปฏิบัติความจริงในหนทางนี้ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าไม่ทำเช่นนี้ หากเจ้าไม่แตกต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อคนหนึ่ง หากเจ้ากระทำไปตามหลักธรรมของพวกผู้ไม่มีความเชื่อในการรับมือกับสิ่งทั้งหลาย และตามวิธีการประพฤติปฏิบัติของพวกเขา นี่คือการเป็นพยานหรือไม่? (ไม่) การกระทำนี้นำผลสืบเนื่องอันใดมาให้? (นี่หลู่เกียรติพระเจ้า) นี่เป็นการหลู่เกียรติพระเจ้า! เหตุใดเจ้าจึงกล่าวว่านี่หลู่เกียรติพระเจ้า (เพราะพระเจ้าทรงเลือกสรรพวกเรา ทรงแสดงความจริงไว้ตั้งมากมาย ทรงนำพวกเราเป็นการส่วนพระองค์ ทรงจัดเตรียมสำหรับพวกเรา ทรงให้น้ำพวกเรา แต่พวกเราก็ยังไม่ยอมรับหรือปฏิบัติความจริง และพวกเรายังคงดำรงชีวิตบนพื้นฐานของสิ่งเยี่ยงซาตาน และไม่เป็นพยานต่อหน้าซาตาน นี่ย่อมหลู่เกียรติพระเจ้า) (หากผู้เชื่อในพระเจ้าได้ยินพระองค์สามัคคีธรรมความจริงและเส้นทางของการปฏิบัติมาตั้งมากมาย กระนั้นเมื่อพวกเขาปฏิบัติตน พวกเขายังคงดำรงชีวิตไปตามปรัชญาในการดำรงชีวิตทางโลกของพวกผู้ไม่มีความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขายังคงมีชีวิตที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงและการเห็นแก่ตัว พวกเขายิ่งเลวร้ายและชั่วกว่าพวกผู้ไม่มีความเชื่อเสียอีก) พวกเจ้าทุกคนคงเข้าใจเรื่องนี้มาบ้างแล้ว ผู้คนกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ชื่นชมทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ แต่พวกเขายังคงติดตามซาตาน ไม่ว่าสิ่งใดหรือสภาพแวดล้อมที่ลำบากยากเย็นใดตกมาถึงพวกเขา พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถรับฟังพระวจนะของพระเจ้าหรือนบนอบต่อพระเจ้าได้ พวกเขาไม่แสวงหาความจริง และพวกเขาไม่ตั้งมั่นในคำพยานของตน นี่ไม่เป็นการทรยศพระเจ้าหรอกหรือ? นี่เป็นการทรยศพระเจ้าโดยแท้จริง เมื่อพระเจ้าทรงจำเป็นต้องมีเจ้า เจ้าไม่รับฟังพระสุรเสียงเรียกหรือพระวจนะของพระองค์ แต่กลับติดตามกระแสนิยมของผู้ไม่มีความเชื่อ ใส่ใจกับซาตาน ติดตามซาตาน และปฏิบัติไปตามตรรกะ หลักการและวิธีการของซาตานในการดำเนินชีวิต นี่คือการทรยศพระเจ้า การทรยศพระเจ้าก็คือการหมิ่นประมาทและหลู่เกียรติ้พระเจ้ามิใช่หรือ? ลองพิจารณาอาดัมกับเอวาในสวนเอเดน—พระเจ้าตรัสว่า “ผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น ห้ามเจ้ากิน เพราะในวันใดที่เจ้ากิน เจ้าจะต้องตายแน่” (ปฐมกาล 2:17) พระวจนะเหล่านี้เป็นของผู้ใด? (พระวจนะของพระเจ้า) พระวจนะเหล่านี้ใช่พระวจนะธรรมดาหรือ? (ไม่ใช่) พระวจนะเหล่านี้คืออะไร? พระวจนะเหล่านี้คือความจริง เป็นสิ่งที่ผู้คนควรยึดปฏิบัติตาม และเป็นหนทางที่ผู้คนควรปฏิบัติ พระเจ้าตรัสบอกพวกมนุษย์ว่าจะปฏิบัติต่อผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วอย่างไร หลักธรรมของการปฏิบัติก็คือห้ามกินและพระองค์ตรัสบอกผลสืบเนื่องต่อพวกมนุษย์—พวกเขาจะตายแน่ในวันที่พวกเขากินมันเข้าไป มนุษย์ได้รับการบอกเล่าถึงหลักธรรมของการปฏิบัติและสิ่งที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หลังจากได้ยินเรื่องนี้แล้ว พวกเขาได้เข้าใจหรือไม่? (พวกเขาเข้าใจ) ในข้อเท็จจริง พวกเขาเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า แต่ต่อมาพวกเขาได้ยินงูพูดว่า “พระเจ้าตรัสว่าในวันที่พวกเจ้ากินผลของต้นไม้นั่นเข้าไป พวกเจ้าจะตายแน่ แต่เจ้าจะไม่ตายแน่ เจ้าสามารถลองดูได้” และหลังจากซาตานพูดจบ พวกเขาใส่ใจคำพูดของมันแล้วพวกเขาก็กินผลไม้จากต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว นี่เป็นการทรยศพระเจ้า พวกเขาไม่เลือกที่จะใส่ใจพระวจนะและการปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ พวกเขาไม่ทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้ แต่กลับเชื่อและยอมรับคำพูดของซาตาน ทั้งยังกระทำตามคำพูดเหล่านั้นด้วย อะไรคือผลลัพธ์ของการนี้? ธรรมชาติของพฤติกรรมและแนวทางของพวกเขาคือการทรยศและหลู่เกียรติพระเจ้าและผลลัพธ์ก็คือการที่พวกเขาถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและเสื่อมลง ผู้คนในเวลานี้ก็เหมือนกับอาดัมและเอวา พวกเขาได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแต่ไม่ปฏิบัติตาม แม้จะเข้าใจความจริงแต่ก็ไม่ปฏิบัติ ธรรมชาติเช่นนี้ก็เหมือนอาดัมกับเอวาที่ไม่ใส่ใจพระวจนะหรือพระบัญญัติของพระเจ้า—นี่คือการทรยศและหลู่เกียรติพระเจ้า เมื่อผู้คนทรยศและหลู่เกียรติพระเจ้า ผลลัพธ์ของการกระทำเช่นนี้คือพวกเขายังคงถูกทำให้เสื่อมทราม ถูกควบคุมโดยซาตานและถูกควบคุมโดยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานต่อไป เพราะฉะนั้น พวกเขาจะไม่มีทางหลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตาน หรือหลบหนีจากการล่อลวง การทดลอง การโจมตี การบงการและการกลืนกินของซาตานได้ หากเจ้าไม่สามารถหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ ชีวิตของเจ้าจะเจ็บปวดและเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง จะไม่มีสันติสุขหรือความชื่นบานในชีวิต เจ้าจะรู้สึกว่าทุกสิ่งนั้นกลวงเปล่าและเจ้าอาจถึงขั้นต้องการแสวงหาความตายเพื่อยุติทั้งหมดนั้นเสีย นี่เป็นภาวะอันน่าสมเพชของพวกที่ดำเนินชีวิตภายใต้อำนาจของซาตาน

Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger