วิธีรู้จักอธิปไตยของพระเจ้า (ตอนที่สาม)
มนุษย์กับพระเจ้าติดต่อสัมพันธ์กันอย่างไรหรือ? เจ้าสามารถรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร? พระเจ้าทรงพระราชกิจในตัวมนุษย์อย่างไร? โดยการใช้พระวจนะของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงเผยให้เห็นเจตนารมณ์ของพระองค์ ทรงนำเจ้าไปสู่เส้นทางที่เจ้าควรเดิน ทดสอบเจ้า และตรัสบอกเจ้าถึงข้อพึงประสงค์และมาตรฐานของพระองค์ทั้งหมดสำหรับเจ้าโดยผ่านทางนั้น ผู้คนเข้าใจทุกแง่มุมของความจริงในพระวจนะของพระเจ้าโดยไม่ทันตระหนักด้วยซ้ำ หลักธรรมเบื้องหลังวิธีที่จะจัดการกับผู้คนและรับมือกับเรื่องทั้งหลาย วิธีปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงของพวกเขา งานของคริสตจักร และหน้าที่ของพวกเขา วิธีที่จะรับประสบการณ์กับบททดสอบ วิธีที่จะจงรักภักดีต่อพระเจ้า วิธีประกาศตัดสัมพันธ์ วิธีปฏิบัติต่อโลกของพวกผู้ไม่มีความเชื่อ เป็นต้น ทั้งหมดนี้อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และพระองค์ได้ตรัสบอกมวลมนุษย์ไปแล้ว ว่าแต่ถึงที่สุดแล้ว มนุษย์ได้รับประสบการณ์ถึงขอบข่ายไหน? ผู้คนสามารถมองเห็นพระเจ้าในพระวจนะของพระองค์และมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์โดยตรง บางคนอาจจะถามว่า “พระเจ้าที่คุณเชื่ออยู่ที่ไหนหรือ?” พวกที่ไม่เคยได้รับประสบการณ์กับการนั้นไม่สามารถหาคำตอบได้จึงกล่าวว่า “ใช่สิ พระเจ้าอยู่ที่ไหนหรือ? พระองค์ไม่เคยทรงปรากฏกับฉันเลย พระองค์ถูกพูดถึงเสมอว่าสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นที่สาม แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นพระองค์เลย ฉันไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว พระองค์ทรงมีพระวรกายใหญ่โตหรือทรงมีส่วนสูงเท่าไร หรือทรงมหิทธิฤทธิ์และทรงรอบรู้” บรรดาผู้ที่มีประสบการณ์คงพูดว่า “สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญ ฉันได้พบพานกับพระวจนะของพระเจ้านับตั้งแต่วันแรกเลยที่ฉันเชื่อในพระองค์ ตอนนี้ฉันเชื่อในพระองค์มายี่สิบหรือสามสิบปีแล้ว อีกทั้งฉันก็เห็นพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระองค์อยู่ในพระวจนะของพระองค์ และฉันก็มีความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับพระองค์อยู่บ้าง หลังจากได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์มาตลอดหลายปีนี้ หากวันหนึ่งพระเจ้าเสด็จมาหาฉันและตรัสกับฉัน ทรงข้องเกี่ยวกับฉัน ฉันก็คงสามารถยืนยันได้ว่าพระองค์คือพระเจ้าที่ทรงแสดงพระวจนะเหล่านั้นไว้ พระองค์คือองค์หนึ่งเดียวที่ฉันเชื่อโดยไม่กังขา! ไม่ว่าพระองค์ทรงดูเป็นอย่างไร ตราบที่พระวจนะของพระองค์และสิ่งเหล่านี้มีแหล่งที่มาเดียวกัน เช่นนั้นพระองค์ก็คือพระเจ้าที่ฉันเชื่อ พระเจ้าจากสวรรค์ องค์หนึ่งเดียวผู้ทรงอธิปไตยเหนือชะตากรรมของฉันและทุกสรรพสิ่ง นั่นคือพระองค์” ณ เวลานี้ ยังคงมีความจำเป็นสำหรับพระเจ้าที่จะตรัสกับเจ้าจากสวรรค์หรือ? (ไม่มีความจำเป็น) นั่นก็คือว่า ไม่ว่าพระเจ้าทรงใช้รูปสัณฐานหรือพระฉายาอะไร เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเห็น ไม่มีความจำเป็นเลย เจ้าจะไม่มีความอยากรู้อยากเห็นนั้น แต่เพราะเหตุใดหรือ? หลังจากหลายปีมานี้ของประสบการณ์ในการติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้า ในขณะที่เจ้าไม่สามารถพูดได้ว่าเจ้ารู้จักพระองค์หรือคุ้นเคยกับพระองค์มากเหลือเกิน อย่างน้อยโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ และประสบการ์ที่เจ้ามีกับพระวจนะเหล่านั้น รวมถึงพระราชกิจของพระองค์ เจ้าก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับพระองค์อีกต่อไปแล้ว พระองค์ทรงอยู่กับเจ้า ทรงนำชีวิตเจ้า ทรงอธิปไตยเหนือชีวิตประจำวันของเจ้าและชะตากรรมของเจ้า พระองค์ทรงเข้าใจความชื่นบานยินดี ความโศกเศร้า ความโกรธ และความสุขของเจ้าเป็นอย่างดี และเจ้าก็รู้สิ่งเหล่านี้ของพระองค์ เจ้าจะไม่เข้าใจพระองค์ผิดหรือพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระองค์อีกต่อไป และที่ทางของพระองค์ในหัวใจเจ้านั้นถึงขั้นที่เจ้าพูดได้ว่า พระองค์ทรงครองบัลลังก์อยู่ในนั้น และครองราชย์ดั่งกษัตริย์ ทรงสามารถควบคุมความเป็นตัวเจ้าทั้งหมดทั้งมวล “ครองราชย์ดั่งกษัตริย์” หมายความว่าอะไรหรือ? นั่นหมายความว่า เจ้าใช้พระวจนะของพระเจ้าแก้ปัญหาใดก็ตามที่เกิดขึ้น และพระวจนะของพระองค์เป็นนายของหัวใจเจ้า เจ้าไม่ใช่เจ้านายอีกต่อไป ความรู้และการเรียนรู้ของเจ้า หนังสือที่เจ้าได้อ่าน ประสบการณ์และเหตุการณ์ของชีวิตเจ้า—ทั้งหมดนี้ไม่สามารถนำทางเจ้าได้ พระวจนะของพระเจ้าจะนำเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่าง พระวจนะเหล่านั้นจะกลายเป็นคู่มือของชีวิตเจ้า จะถูกเปิดเผยและถูกใช้ดำเนินชีวิตตามทุกวันในชีวิตจริงของเจ้า นี่คือหนทางที่เจ้าจะมีความเป็นจริงความจริง ณ เวลานั้น หากใครบางคนถามเจ้าอีกว่า “เนื่องจากคุณเชื่อในพระเจ้า คุณรู้จักพระองค์ไหม?” เจ้าก็จะพูดว่า “ฉันรู้จักพระองค์นิดหน่อย ฉันไม่กล้าหรอกที่จะใช้คำพูดบรรยายว่าพระองค์ทรงอิทธิฤทธิ์และทรงมีปัญญาเพียงใด และก็ไม่กล้าให้นิยามพระองค์ด้วย แต่อย่างน้อย ฉันก็รู้ว่าพระเจ้าทรงยากหยั่งถึง ทรงมีปัญญาและทรงวิเศษยิ่งนัก และรักมวลมนุษย์มากเหลือเกิน ความรักของพระเจ้ายิ่งใหญ่เหลือเกิน จริงแท้ยิ่งนัก และพระอุปนิสัยของพระองค์ก็ชอบธรรมยิ่งนัก!” ไม่ใช่ว่าความรู้เล็กน้อยนี้มีค่ามากกว่ามโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันอันสลัวและลวงตาของผู้คนหรอกหรือ? (ใช่ มีค่ากว่า) แล้วสิ่งที่มีค่าเหล่านี้มาจากไหนหรือ? สิ่งเหล่านั้นมาจากการรับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า นั่นก็คือ หลังจากได้รับการจัดเตรียมด้วยพระวจนะของพระเจ้ามาตลอดหลายปีนี้ พระวจนะเหล่านั้นก็หยั่งรากในตัวเจ้าและแตกหน่อ ผลิดอก และออกผล และเจ้าก็ได้ดำเนินชีวิตตามความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ เจ้าสัมฤทธิ์ผลนี้ในขณะที่ใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร? (โดยการรับประสบการณ์ทีละน้อยกับการจัดการเตรียมการของพระเจ้าเกี่ยวกับผู้คน เหตุการณ์และสิ่งทั้งหลาย) นั่นมาจากประสบการณ์ ซึ่งก็คือ การยืนยันพระวจนะของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอในระหว่างช่วงเวลานี้ ยืนยันว่าทุกประโยคของพระเจ้าเป็นความจริง และเป็นสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องมีในชีวิต ณ เวลานั้น หากใครบางคนพูดว่า “พระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นไม่ใช่พระเจ้า พระองค์ไม่ทรงมีอยู่จริง พระองค์ไม่อาจถูกมองเห็นได้” เจ้าจะพูดว่า “ไม่ใช่สำหรับคนหนึ่งคนจะตัดสินการดำรงอยู่และอธิปไตยของพระเจ้า เป็นพระเจ้าที่ทรงเป็นผู้ตัดสิน เป็นข้อเท็จจริงแห่งการดำรงอยู่และอธิปไตยของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่งที่ตัดสิน เป็นประสบการณ์จริงของฉันเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าเป็นเวลาหลายปีมานี้ที่ตัดสิน เป็นคำพยานทั้งหมดเกี่ยวกับการรับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าที่ตัดสิน นี่คือข้อพิสูจน์” นี่คือการเป็นพยานยืนยันให้กับพระเจ้า หากใครบางคนได้พูดอีกว่า “ไหนล่ะพระเจ้า?” เจ้าจะตอบอย่างไร? (อยู่ในหัวใจของทุกตัวบุคคลที่รักพระองค์) พระเจ้าดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในหัวใจผู้คนเรียบร้อยแล้ว แต่พระองค์ก็ทรงอยู่ภายในและท่ามกลางทุกสรรพสิ่งรอบตัวเจ้าด้วยเช่นกัน นี่คือการดำรงอยู่ของพระเจ้า เจ้าไม่สามารถปฏิเสธการนี้ได้ และสิ่งที่เจ้าได้รับประสบการณ์นั้นเป็นจริงกว่าสิ่งที่เจ้ามองเห็น ต่อให้เจ้ามองเห็นพระเจ้า เจ้าจะระลึกได้หรือว่าเป็นพระองค์? (ไม่ ฉันคงระลึกไม่ได้) หากพระวรกายฝ่ายวิญญาณของพระเจ้าได้เสด็จลงมาท่ามกลางผู้คนและตรัสว่า “เราคือพระเจ้า” เจ้าก็จะสะดุ้งตกใจและพูดว่า “ท่านคือพระเจ้าหรือ? เป็นไปได้ยังไงที่ฉันจำท่านไม่ได้? ฉันไม่ยอมรับพระเจ้าอย่างท่าน!” ตามที่จริงนั้น เจ้าคงกลัว เหตุใดเจ้าจึงจะมีปฏิกิริยาประเภทนี้? เพราะเจ้าไม่รู้จักพระเจ้า ดังนั้นเจ้าจึงมีท่าทีและพฤติกรรมประเภทนี้ต่อพระเจ้า
อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องใส่ใจเมื่อเชื่อในพระเจ้า? เจ้าควรพูดว่าการรับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์สำคัญที่สุด ในกระบวนการแห่งการรับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้านั้น สภาวะที่ผิดอันใดที่ผู้คนมี ไม่ว่าจะเป็นสภาวะแห่งการขัดขืนต่อพระเจ้าหรือความเป็นกบฏ หรือทัศนะอันคลาดเคลื่อนใดก็ตาม สภาวะเหล่านี้ทั้งหมดต้องถูกพลิกฟื้นและแก้ไขด้วยความจริง ในหนทางนี้ สภาวะภายในของเจ้าจะค่อยๆ ปรับปรุงขึ้น สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าจะเริ่มเป็นปกติมากขึ้นทุกที และเจ้าจะรู้สึกถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้า หากสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าไม่เป็นปกติ เจ้าจะไม่รู้สึกถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้า ในทั้งหมดนี้ไม่มีความจริงอยู่หรอกหรือ? มีความจริงอยู่ในนี้ทั้งหมด หากผู้คนเชื่อในพระเจ้าเหมือนพวกเขากำลังดำรงชีวิตอยู่ในสุญญากาศ ไม่ติดต่อสื่อสารกับสิ่งใดเลย มองไม่เห็นสิ่งใดเลย ไม่รู้อะไรเลย ไม่คำนึงถึงโลกภายนอก ไม่ผิดจากพวกนักพรตชายหญิงลัทธิเต๋าที่ปฏิบัติตามการปลูกฝังเชิงถือสันโดษ เช่นนั้นก็ไม่ใช่หนทางที่ถูก หากผู้คนสามารถสังเกตการณ์ จับใจความ และรับประสบการณ์ เช่นนั้นพวกเขาก็จะสามารถมองเห็นการกระทำของพระเจ้าในสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ปัจจุบันนี้มีบางเรื่องที่ลุ่มลึกเกินไปและอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ ดังนั้นเจ้าจึงไม่ควรถอดใจในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวให้กับการค้นหาในสิ่งที่อยู่ไกลออกไป จงจดจ่ออยู่แต่กับพระวจนะของพระเจ้าและเรียนรู้วิธีที่จะประเมินวัดตัวเองเทียบกับพระวจนะเหล่านั้นเท่านั้น การประเมินวัดตัวเองเทียบกับพระวจนะทั้งหลายหมายถึงอะไรหรือ? นั่นคือการดูว่าเจ้ามีสภาวะอันหลากหลายใดบ้างที่ถูกเปิดโปงในพระวจนะของพระเจ้า เจ้าอยู่ในสภาวะใด พระวจนะใดของพระเจ้าที่อ้างอิงถึงเรื่องนี้ และสภาวะมนุษย์ใดที่พระองค์กำลังตรัสถึงอยู่ เหล่านี้ทั้งหมดต้องได้รับการตรวจสอบและเข้าใจให้ชัดเจน เป็นบางคราวที่ผู้คนจะได้ยินพระวจนะของพระเจ้าสักครั้ง แต่พระวจนะเหล่านั้นก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา และพวกเขาก็คิดว่า “พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ชี้ตรงมาที่ฉัน ฉันไม่มีสภาวะนี้ พระองค์กำลังตรัสเกี่ยวกับผู้คนอื่น” นี่เป็นการเข้าใจพระวจนะในหนทางที่ผิด และแสดงให้เห็นว่าเจ้ายังคงไม่เข้าใจพระวจนะของพระองค์ ว่าพระวจนะเหล่านั้นยังคงไม่ส่งผลกับตัวเจ้า และว่าเจ้ายังไม่ได้ย่อยพระวจนะเหล่านั้นเลย จงรับประสบการณ์จนกว่าจะถึงวันที่เจ้าได้ยินพระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงผู้คนและเจ้าจะพูดว่า “พระเจ้ากำลังตรัสเกี่ยวกับฉัน” นี่คือการประเมินวัดตัวเจ้าเองเทียบกับพระวจนะ แต่นี่ก็เป็นแค่การเริ่มต้น นี่แค่จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้า—เจ้าอาจจะไม่รู้ว่าอันที่จริงแล้วพระองค์ตรัสถึงสภาวะใด ดังนั้นเจ้าต้องก้าวผ่านช่วงเวลาของการแสวงหาสิ่งที่เป็นความจริงในสิ่งที่พระเจ้าตรัส สิ่งที่เป็นข้อพึงประสงค์ของพระองค์ และสิ่งที่เป็นเส้นทางซึ่งพระองค์ทรงมอบแก่มวลมนุษย์ การนี้เกี่ยวข้องกับรายละเอียดทั้งหลาย นี่ไม่เหมือนกับการที่เจ้าสามารถตรวจสอบและชำแหละสภาวะภายนอก และนั่นก็เสร็จแล้ว อะไรคือจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการชำแหละสภาวะของผู้คนและการให้พวกเขาตรวจสอบสภาวะนั้น? จุดมุ่งหมายนั้นก็คือการทำให้พวกเขากลับตัว พระเจ้าตรัสว่านี่เป็นสภาวะที่ผิด และหากเจ้ากำลังดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะประเภทนี้หรือมีทัศนะประเภทนี้ เช่นนั้นเจ้าก็สามารถขัดขืนพระเจ้าได้ นี่คือการเป็นกบฏ ทำให้พระเจ้าไม่ทรงยินดี อีกทั้งเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เป็นของซาตานและไม่อยู่ในแนวเดียวกับความจริง เจ้าต้องเปลี่ยนแปลงครรลอง ขณะเปลี่ยนแปลงครรลอง เจ้าต้องเข้าใจสิ่งที่เป็นข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า ว่ามีความจริงอยู่ในข้อพึงประสงค์เหล่านี้ และเจ้าต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้วใคร่ครวญ “พระเจ้าทรงพึงประสงค์สิ่งใดในเรื่องนี้? ฉันจะเปลี่ยนแปลงครรลอง แก้ไขและปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากสภาวะประเภทนี้อย่างไร?” นี่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาความจริง การแค่ประเมินวัดตัวเองเทียบกับพระวจนะของพระเจ้านั้นไม่พอ—ที่เพิ่มเติมจากนี้ก็คือ เจ้ายังคงจำเป็นต้องเข้าใจความจริงและสามารถรู้จักตนเอง จากนั้นเจ้าก็จะรู้สึกว่าข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์นั้นยิ่งใหญ่ และสามารถสรรเสริญพระองค์จากหัวใจเจ้าว่า “พระเจ้าทรงพระปัญญายิ่งนัก ที่ทรงพินิจพิเคราะห์ภายในสุดของหัวใจมนุษย์! พระเจ้าทรงเปิดโปงสภาวะของฉันซึ่งฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมี แต่พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่ง!” เท่านั้นเองหรือ? นั่นไม่ใกล้เคียงกับคำว่าพอเลย และไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้เจ้าปล่อยมือจากสภาวะผิดๆ ที่เป็นลบเหล่านั้น ซึ่งมีต้นตอมาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และครั้นเจ้าได้แก้ไขสภาวะเหล่านั้นแล้ว ก็ปฏิบัติตามความจริง ขณะที่ความเข้าใจความจริงของเจ้าค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้น สภาวะภายในของเจ้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างครบบริบูรณ์ และเจ้าจะปล่อยมือจากทัศนะเดิมที่มีต่อสิ่งทั้งหลาย มองว่านั่นเป็นตรรกะวิบัติ รู้ว่าข้อผิดพลาดอยู่ตรงไหนและแก่นแท้ของข้อผิดพลาดนั้นคืออะไร และหลังจากนั้นก็สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นได้ เมื่อเจ้าสามารถปล่อยมือจากสิ่งทางโลกและทัศนะเยี่ยงซาตานได้อย่างเบ็ดเสร็จ เช่นนั้นแล้ว แม้เจ้าอาจจะรู้สึกกลวงโบ๋อยู่ภายใน แต่ความจริงที่เจ้าได้เข้าใจมาจะเริ่มเข้าครองหัวใจเจ้า อะไรคือทัศนะที่ถูกต้องซึ่งพระเจ้าทรงต้องประสงค์ให้เจ้ามี อะไรคือสิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้เจ้ามี ทัศนะใดที่ถูกต้องที่จะมีและทัศนะใดที่ผิด—มีกระบวนการหนึ่งสำหรับการทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ซึ่งเจ้าพึงต้องแสวงหาความจริงอย่างสม่ำเสมอและลงลึกให้มากขึ้นในความจริงนั้น และเมื่อเจ้าได้เข้าใจความจริงอย่างแท้จริงแล้ว หัวใจของเจ้าก็จะมั่นใจและอิ่มเต็มโดยถ้วนทั่ว ไม่ง่ายเลยสำหรับใครบางคนที่จะเชื่อและยอมรับความจริง ผู้คนล้วนมีกระบวนความคิดในการแก้ปัญหาต่างๆ พวกเขาล้วนมีความคิดและแนวคิด รวมทั้งอุปนิสัยที่เสื่อมทราม รวมถึงจะศึกษาและวิเคราะห์อยู่เสมอว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นถูกหรือผิดยามที่พวกเขาไม่มีอะไรจะทำ สมมุติว่าพวกเขาได้พบกับบุคคลที่เข้าใจความจริงและแบ่งปันคำพยานเชิงประสบการณ์ของตนเอง พวกเขาก็คงจะได้รับประโยชน์และความจำเริญบ้าง แต่สมมุติว่าพวกเขาได้เผชิญกับใครบางคนที่พูดเรื่องไร้สาระและทัศนะที่เหลวไหล พวกเขาก็คงจะหวั่นไหวไปกับสิ่งเหล่านั้น นี่คือสภาวะปกติ แต่หลังจากได้รับประสบการณ์มากพอ สักวันพวกเขาก็จะยอมรับรู้อย่างครบบริบูรณ์ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และตระหนักว่าตรงไหนที่พวกเขาได้ทำผิดไป ว่าแต่การตระหนักในเรื่องนั้นหมายความว่า พวกเขาสามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้อย่างนั้นหรือ? (ไม่ พวกเขาทำไม่ได้) พวกเขาจะยังคงไม่เต็มใจ พลางคิดในใจว่า “แค่ปฏิเสธตัวฉันเองแบบนั้นนะหรือ?” พวกเขายังคงต้องการพินิจพิเคราะห์สิ่งทั้งหลายต่อไป และไม่ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ในหัวใจ ก็มีความเป็นกบฏและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาก็อยู่ตรงนั้นเสมอ ไม่ง่ายที่พวกเขาจะยอมรับความจริง พวกเขาไม่สามารถยอมรับอย่างผ่องแผ้วตรงไปตรงมาหรืออย่างเรียบง่ายนักว่านั่นคือความจริง ต่อให้พวกเขารู้ชัดเจนว่านั่นเป็นความจริง แต่พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถนำความจริงนั้นมาปฏิบัติได้โดยฉับไวและสมบูรณ์นัก นี่ยืนยันข้อเท็จจริงว่า ภายในมนุษย์มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้เยี่ยงซาตานอยู่ พระประสงค์แห่งพระราชกิจของพระเจ้าและการแสดงความจริงก็เพื่อที่จะแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เพื่อขุดถอนความเสื่อมทราม แก้ไขความเสื่อมทราม และชำระความเสื่อมทรามให้สะอาดทีละน้อย ทัศนะของบุคคลจะค่อยๆ สอดคล้องกับของพระเจ้า และสิ่งที่พวกเขาทำจะอยู่ในแนวเดียวกับความจริง ในแง่มุมใดที่เจ้าสอดคล้องกับพระเจ้า ในแง่มุมนั้นเจ้าก็จะไม่เข้าใจพระองค์ผิด ตรงไหนที่เจ้ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า ตรงนั้นเองที่เจ้าควรแสวงหาความจริงและใช้ความจริงแก้ไขความเข้าใจผิดนั้น เจ้าต้องไม่ยืนกรานในทัศนะของตนเองเสมอ โดยคิดเสมอว่าความเข้าใจผิดของเจ้านั้นถูกต้องและสมเหตุผล ว่านั่นมีน้ำหนักและมีเหตุผลไม่ว่าจะถูกนำไปประยุกต์ใช้ตรงที่ใด นี่ไร้สาระน่าขัน ผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม—พวกเขาโอหังเล็กน้อยเป็นปกติ ตราบที่พวกเขายอมรับความจริง พวกเขาก็เปลี่ยนแปลงได้ หากพวกเขาไร้สาระและยึดถือทัศนะที่ไม่ถูกต้องต่อสิ่งทั้งหลายก็ย่อมเป็นอันตราย และจะไม่ง่ายสำหรับพวกเขาที่จะยอมรับความจริง อีกทั้งพวกเขาจะเข้าใจความจริงผิดอยู่บ่อยๆ ผู้คนจำพวกนี้มีแววที่สุดที่จะเป็นปรปักษ์และมีมโนคติอันหลงผิดต่อพระเจ้า พวกเขาเป็นคนชนิดที่เป็นของซาตาน เมื่อคำนึงถึงการเข้าใจพระเจ้าผิด หากใครบางคนไม่แสวงหาความจริง พวกเขาก็จะคิดว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นผิด หากพวกเขา “พิพาท” กับพระเจ้าในหนทางนี้เสมอ แข่งขันและต่อสู้กับพระเจ้า แล้วสุดท้ายนั่นก็จะจบลงตรงความล้มเหลว และพวกเขาก็จะอับอายขายหน้าไปหมด ความจริงกับพระเจ้าจะเป็นผู้ชนะเสมอ หากเจ้าสามารถดำรงหัวใจที่นบนอบไว้ได้ อีกทั้งแสวงหาและยอมรับความจริงในการแข่งขันและการต่อสู้ของเจ้ากับพระเจ้า ถึงตอนนั้นเท่านั้นหัวใจของเจ้าจึงสามารถหันกลับได้ และเจ้าก็จะจำเป็นต้องนบนอบเบื้องหน้าพระวจนะของพระเจ้าในที่สุด การรับประสบการณ์กับกระบวนการนี้เป็นกระบวนการของการที่พระเจ้าทรงได้รับมนุษย์มาและทรงช่วยให้มนุษย์รอด และพวกที่เลือกที่จะตายดีกว่ายอมรับความจริงนั้นก็จะถูกเผยออกมาและกำจัดออก หากเจ้าสามารถยอมรับความจริงและนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็คือใครคนหนึ่งซึ่งนบนอบพระเจ้า สามารถสัมฤทธิ์ความเข้ากันได้กับพระองค์ และจะไม่มีวันขัดขืนหรือกบฏต่อพระองค์อีก ไม่ว่าใครบางคนได้เชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้ว ตราบที่พวกเขาสามารถยอมรับความจริงและประสบความสำเร็จในการนบนอบพระองค์ เช่นนั้นท้ายที่สุด แล้ว พวกเขาย่อมสามารถได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิต เราขอยกตัวอย่างหนึ่งให้กับเจ้า สมมุติว่าเจ้าศึกษาพฤกษศาสตร์กับเกษตรกรรม และเจ้าหว่านเมล็ดพันธุ์ของต้นผลไม้สิบเมล็ดลงในแผ่นดิน จากสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้มา เจ้ารู้ว่าเมล็ดพันธุ์ทั้งสิบนี้สามารถเติบโตเป็นต้นไม้สิบต้น นี่เป็นข้อสรุปบนพื้นฐานของรากฐานและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ และเจ้ายึดติดอยู่กับข้อสรุปนี้ ดังนั้นเมื่อพระเจ้าตรัสว่าเมล็ดพันธุ์สิบเมล็ดสามารถเติบโตไปเป็นต้นไม้สิบเอ็ดต้น เจ้าก็จะไม่เชื่ออย่างนั้น “นั่นเป็นไปได้หรือ? เมล็ดพันธุ์สิบเมล็ดสามารถเติบโตไปเป็นต้นไม้สิบเอ็ดต้นได้ยังไง?” ในข้อเท็จจริงนั้น มีเมล็ดพันธุ์หนึ่งซึ่งถูกซ่อนไว้ที่เจ้ามองไม่เห็น อะไรคือพื้นฐานของการติดอยู่กับทัศนะของตัวเจ้าเอง? นั่นเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กับความรู้ที่เจ้าได้เรียนรู้มา—สิ่งเหล่านี้ควบคุมการคิดของเจ้า และเจ้าก็ไม่สามารถมองเห็นได้เกินขอบเขตนี้ หากเจ้าถือนั่นเป็นมาตรฐาน เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ได้กำลังถือพระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐานของเจ้า—และนั่นคือการเป็นกบฏแบบมนุษย์ เจ้าคงคิดว่า “ข้าพระองค์มีรากฐาน แล้วพระองค์ตรัสว่าข้อสรุปของข้าพระองค์ไม่ใช่ความจริงได้อย่างไร? สิ่งที่พระองค์พูดนั้นไม่มีพื้นฐาน แล้วพระองค์ตรัสว่าพระวจนะของพระองค์เป็นความจริงได้อย่างไร? พระวจนะเหล่านั้นไม่มีรากฐานเลยทั้งสิ้น! มีคนกี่คนที่พิสูจน์เรื่องนี้? ใครพิสูจน์เรื่องนี้? ใครมองเห็น? ไหนล่ะข้อเท็จจริง?” เจ้าปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าก่อนที่เจ้าจะได้เห็นข้อเท็จจริง ใส่เครื่องหมายคำถามต่อท้ายให้กับพระวจนะของพระองค์เสมอ ปฏิเสธพระองค์เสมอ รู้สึกอยู่เสมอว่า “สิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้นผิด ข้อสรุปของฉันถูก เพราะมันถูกพิสูจน์มาแล้ว ฉันเป็นนักวิชาการในสาขานี้ เป็นมืออาชีพ ดังนั้นข้อสรุปของฉันควรถูกทำเครื่องหมายว่าถูกต้อง” เจ้าเทียบเมล็ดพันธุ์ทั้งสิบเท่ากับการปลูกต้นไม้สิบต้น ดังนั้นเจ้าจึงไม่เชื่อพระเจ้าเมื่อพระองค์ตรัสว่าต้นไม้สิบเอ็ดต้นจะเติบโตขึ้น แต่หากผลลัพธ์สุดท้ายและข้อเท็จจริงเป็นว่าต้นไม้สิบเอ็ดต้นเติบโตขึ้นมา เจ้าจะเชื่อมั่นหรือไม่? (ใช่ ข้าพระองค์จะเชื่อมั่น) เจ้าจะเชื่อมั่นอย่างบริบูรณ์ใช่หรือไม่? เป็นไปได้อย่างไร? (ข้าพระองค์ได้เห็นข้อเท็จจริง) เมื่อเจ้าเห็นข้อเท็จจริง เจ้าก็จะเริ่มปฏิเสธความรู้ที่เจ้าหามาได้และข้อสรุปของตัวเจ้าเอง และน่าจะเป็นได้ที่มีความขัดแย้งอยู่ในหัวใจเจ้าว่า “ฉันจะผิดได้ยังไง? วิทยาศาสตร์สามารถถูกเข้าใจผิดได้จริงหรือ?” ในกระบวนการนี้ ผู้คนจะศึกษาและวิเคราะห์ว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกหรือผิด และเปรียบเทียบพระวจนะเหล่านั้นว่า “อันไหนถูกต้อง พระวจนะของพระเจ้าหรือข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์? ใครที่มีแววมากกว่าว่าจะถูก?” ข้อเท็จจริงทั้งหลายก็อยู่ตรงนั้น แต่ผู้คนก็ยังคงไม่สามารถยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านั้นได้อย่างครบบริบูรณ์ และต้องรออีกหลายปีก่อนที่พวกเขาจะสามารถเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำและยอมรับสิ่งนั้นได้อย่างแท้จริง พระเจ้าไม่ตรัสหรือกระทำโดยปราศจากรากฐาน กระบวนการแห่งการกระทำของพระองค์เปิดโอกาสให้เจ้ารับประสบการณ์หรือเรียนรู้เพื่อตัวเจ้าเองจนกระทั่งเจ้ามองเห็นว่าผลลัพธ์คืออะไร เจ้าได้รับอะไรจากกระบวนการนี้? กระบวนการนี้เปิดโอกาสให้เจ้ามีการยืนยันรับรองที่ถ่องแท้เกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้า พระองค์ไม่ทรงปล่อยให้เจ้าพูดโดยปราศจากพื้นฐานว่า “พระองค์เป็นพระเจ้า พระองค์ทรงยิ่งใหญ่และสูงศักดิ์ ทรงพระปัญญาและแสนวิเศษ” พระองค์ไม่ทรงปล่อยให้เจ้าเป็นพยานยืนยันต่อพระองค์แบบนั้น พระองค์ทรงใช้ข้อเท็จจริงเหล่านี้เพื่อปล่อยให้เจ้ารับประสบการณ์และมองเห็นด้วยตัวเจ้าเองแทน พระเจ้าจะไม่ตรัสบอกเจ้าว่า ที่เมล็ดพันธุ์สิบเมล็ดจะเติบโตเป็นต้นไม้สิบต้นนั้นผิด พระองค์จะไม่ทรงหักล้างหรือโต้เถียงกับเจ้า แต่ทรงใช้ข้อเท็จจริงทั้งหลายมาพิสูจน์ประเด็นนั้น และปล่อยให้เจ้ามองเห็นเรื่องนี้ด้วยตัวเอง บางทีพระเจ้าได้ตรัสบอกเรื่องนี้กับเจ้าตอนที่เจ้าอายุยี่สิบ แต่พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “เราคือความจริง และเจ้าต้องฟังเรา” พระเจ้าไม่ได้ตรัสเช่นนั้น พระองค์ทรงทำเช่นนั้น และเจ้าก็เห็นผลลัพธ์เมื่อเจ้าอายุสามสิบ การนั้นใช้เวลาเท่านั้น พระเจ้าได้ทรงโต้เถียงกับเจ้าในช่วงระหว่างเวลานี้หรือไม่? (ไม่ พระองค์ไม่ได้ทรงทำ) แล้วใครเล่าที่กำลังโต้เถียง? เป็นผู้คนนั่นเองที่กำลังโต้เถียงกับพระเจ้าและคิดเสมอว่า “พระเจ้าผิด สิ่งที่พระองค์ตรัสและทรงทำไม่เป็นไปในเชิงวิทยาศาสตร์และไม่สมเหตุผล” ผู้คนรักการโต้เถียงกับพระเจ้า แต่พระองค์ก็แค่ทรงนิ่งเงียบและกระทำต่อไป สิบปีให้หลัง เจ้าจะค้นพบข้อเท็จจริงและตกใจว่า “โอ ปรากฏว่ามุมมองของฉันผิด!” ถึงเวลานั้นเจ้าจึงยอมรับสภาพว่าเจ้าผิด อันที่จริง ข้อสรุปของเรื่องนั้นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่เจ้ายอมรับข้อสรุปนั้นได้หรือไม่? เจ้ากำลังยอมรับเพียงปรากฏการณ์ แต่ในหัวใจของเจ้ายังคงไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เจ้าจำเป็นต้องรับประสบการณ์อีกกี่ปีหรือ? นั่นอาจจะต้องใช้อีกทศวรรษสำหรับการรับประสบการณ์กับการนั้นก่อนที่เจ้าจะสามารถยืนยันว่าข้อสรุปของสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไปในเรื่องนี้นั้นถูกต้อง และว่าพระเจ้าคือความจริงและถูก ในขณะที่เจ้าผิด ถึงตอนที่เจ้าอายุสี่สิบ เจ้าก็จะเชื่อมั่นโดยครบบริบูรณ์และพูดว่า “พระเจ้าคือความจริง พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริงๆ และสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นแสนวิเศษนักและเป็นจริง! พระเจ้าทรงพระปัญญายิ่งนัก!” เจ้าจงปฏิเสธตัวเองเสีย ดูเถิดว่านั่นใช้ประสบการณ์ไปกี่ปี? (ยี่สิบปี) และพระเจ้าได้ทรงทำสิ่งใดไปในยี่สิบปีนี้? พระองค์ไม่ได้ทรงใช้สูตรคำนวณมาตรัสบอกเจ้า เหมือนการอธิบายว่ากฎของนิวตันทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร—พระองค์ทรงใช้ข้อเท็จจริงทำให้เจ้าเห็นบางสิ่ง อีกทั้งทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำให้เจ้าเข้าใจสิ่งเหล่านั้นโดยผ่านทางปรากฏการณ์และเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบตัวเจ้า เจ้าจะได้รับความเข้าใจเล็กน้อยหลังผ่านไปสามหรือห้าปี และพูดว่า “ฉันผิด แต่ฉันผิดไปทั้งหมดเลยหรือ?” จงรับประสบการณ์เพิ่มเติมและพระเจ้าจะทรงตีแผ่ข้อเท็จจริงบางประการให้กับเจ้า และเมื่อเจ้าอายุสี่สิบ—ดังนั้นหลังผ่านมาอีกหนึ่งทศวรรษ—เจ้าจะยอมรับสภาพว่าเจ้านั้นผิด นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ เหล่านี้คือสิ่งที่พระองค์ทรงทำ เจ้าสามารถระลึกได้ว่าตัวเจ้าผิดและพระเจ้าทรงถูกโดยผ่านทางกระบวนการใดหรือ? โดยผ่านทางกระบวนการแห่งการเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริง และภายใต้ความรู้แจ้งกับการทรงนำนั่นเองที่เจ้าจะเริ่มมีการตระหนักนี้ ในกระบวนการดังกล่าว พระเจ้าไม่แค่ทรงมอบข้อสรุปให้เจ้าและทรงทำให้เจ้าเชื่อโดยปราศจากรากฐาน หากพระเจ้าทรงบังคับเจ้าให้เข้าใจ นั่นใช้ได้หรือ? หากพระเจ้าทรงใช้กำลังควบคุมเจ้าให้เข้าใจ ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็คงเข้าใจและเจ้าก็จะรู้ว่าพระเจ้าทรงถูกต้อง แต่พระเจตนารมณ์ของพระเจ้าไม่ใช่การเปลี่ยนผู้คนไปเป็นหุ่นยนต์ นั่นไม่ใช่ที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ พระองค์ทรงประสงค์ให้ผู้คนเข้าใจความจริง สร้างตัวเลือกของตัวพวกเขาเอง และสามารถนบนอบพระองค์ แต่การสัมฤทธิ์ผลลัพธ์นี้ใช้เวลา
ตอนนี้พวกเจ้ามีประสบการณ์แล้วใช่หรือไม่ว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริง? (ใช่ ข้าพระองค์มีแล้ว) พระราชกิจช่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงเหลือเกิน ความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระราชกิจของพระเจ้านั้นอยู่ตรงกันข้ามกับความคิดฝัน ทัศนะอันคลุมเครือของมนุษย์ ดังนั้นเจ้าจึงจำเป็นต้องพิจารณาสิ่งเหล่านั้นภายในตัวเจ้าที่เป็นความเพ้อฝัน หรือว่างเปล่าและไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง หรือไม่มีพื้นฐานอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า ถูกแล้วที่เจ้าแค่หักล้างสิ่งเหล่านี้ นั่นถูกต้องที่สุดและเจ้าก็จำเป็นต้องได้รับประสบการณ์ในหนทางนี้ พระเจ้า—พระผู้สร้างแห่งทุกสรรพสิ่ง—ได้ทรงสร้างสิ่งต่างๆ ไว้มากมายเท่าใด? พระองค์ต้องทรงพระปัญญาเพียงใด? หากเจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถรับประสบการณ์และหยั่งถึงการนี้ได้อย่างถ้วนทั่วในสามหรือห้าปี นั่นเป็นไปไม่ได้ เจ้าจะไม่สามารถหยั่งถึงการนี้ได้เลยแม้ด้วยประสบการณ์ชั่วชีวิต ดังนั้นเจ้าต้องอยู่กับเหตุผลขณะที่รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า จงเริ่มจากเล็กๆ เริ่มต้นที่รายละเอียด และแสวงหาหลักธรรมความจริง เมื่อเผชิญกับบางสิ่งที่เจ้ามิอาจหยั่งถึง จงเรียนรู้ที่จะสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและแสวงหาความจริง โดยปราศจากการวิตกกังวลหรือกระวนกระวาย คนเราสามารถสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างไรหรือ? หัวใจเจ้าต้องสามัคคีธรรมและอธิษฐานต่อพระองค์ และหากเจ้าไม่สามารถสงบนิ่งได้ เช่นนั้นเจ้าก็สามารถอ่านและไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า หรือขับร้องบทเพลงสรรเสริญแห่งพระวจนะของพระเจ้าก็ได้ นี่ล้วนแต่จะช่วยให้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ของการสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หัวใจของบุคคลหนึ่งจะกลายเป็นสงบนิ่งเมื่อหัวใจนั้นกลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาจะรู้สึกเหมือนการทำสิ่งต่างๆ หรือการทำงานจนหัวหมุนที่ภายนอกนั้นไร้ประโยชน์ โดยจะไม่ได้รับอะไรเลย ตราบที่พวกเขามาสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์—ไม่ว่าจะเป็นการอ่านพระวจนะของพระองค์ การสามัคคีธรรมถึงความจริง หรือการขับร้องบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า—เช่นนั้นแล้ว จิตวิญญาณของพวกเขาก็จะได้รับบางสิ่งและได้รับการทำให้รู้แจ้ง และหัวใจของพวกเขาก็จะรู้สึกได้รับการบำรุงเลี้ยงและเติมเต็ม เจ้าจะค่อยๆ มองเห็นพระราชกิจของพระเจ้าชัดเจนขึ้น สามารถนบนอบพระองค์ อีกทั้งได้รับความจริงและชีวิต หากผู้คนต้องการได้รับความจริงและได้รับพระเจ้า เช่นนั้นพวกเขาต้องพลีอุทิศ สู้ทนความทุกข์มากมาย อีกทั้งใช้เวลาและพลังงานในการรับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าเป็นเวลาหลายปี ถึงตอนนั้นเท่านั้น พวกเขาจึงสามารถได้รับความจริงและชีวิต รวมทั้งความรอดทั้งมวลของพระเจ้า
11 ตุลาคม ค.ศ. 2017
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ