การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน (ตอนที่สอง)

เมื่อผู้คนมีปัญหาในการร่วมมือกับผู้อื่นในหน้าที่ของตน ก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีรับมือเรื่องนี้ หลักธรรมในการรับมือพวกเขามีว่ากระไร? ควรที่จะสัมฤทธิ์ผลเช่นไร? จงเรียนรู้ที่จะทำงานกับทุกคนอย่างกลมกลืน มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตามความจริง ตามพระวจนะของพระเจ้า และตามหลักธรรม ไม่ใช่ตามความรู้สึกหรือความหุนหันพลันแล่น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความจริงย่อมจะเป็นใหญ่ในคริสตจักรมิใช่หรือ? ตราบใดที่ความจริงเป็นใหญ่ ก็ย่อมจะมีการรับมือสิ่งต่างๆ อย่างเป็นธรรมและสมเหตุสมผลมิใช่หรือ? พวกเจ้าคิดมิใช่หรือว่าการร่วมมือกันอย่างปรองดองเป็นประโยชน์ต่อทุกคน? (ใช่) การทำสิ่งต่างๆ เช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่อพวกเจ้าอย่างมาก ก่อนอื่นเลย แน่นอนว่านี่ย่อมพาให้พวกเจ้าเจริญใจและมีคุณค่าต่อพวกเจ้าในยามที่พวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตน นอกเหนือจากนั้นแล้วยังป้องกันไม่ให้พวกเจ้าทำผิดพลาด ไม่ให้พวกเจ้าก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน และใช้เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้ากลัวการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์หรือไม่? (กลัว) ความกลัวมีประโยชน์ในตัวมันเองหรือไม่? ไม่—ความกลัวอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การกลัวที่จะเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์เป็นเรื่องปกติ นี่แสดงให้เห็นว่าคนเราเป็นผู้ที่รักความจริง เต็มใจที่จะเพียรพยายามเพื่อความจริงและเต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้ามีหัวใจที่เกรงกลัว เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรแสวงหาความจริงและหาเส้นทางปฏิบัติให้พบ เจ้าต้องเริ่มด้วยการเรียนรู้ที่จะร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมกลืน หากมีปัญหา ก็จงแก้ไขด้วยการสามัคคีธรรมและหารือกัน เพื่อที่ทุกคนอาจรู้จักหลักธรรม รวมทั้งเหตุผลและแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา นี่ย่อมป้องกันมิให้เจ้ากระทำการตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียวมิใช่หรือ? นอกจากนี้แล้ว หากเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถน้อมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้าได้โดยธรรมชาติ แต่เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับการกำกับดูแลของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรด้วย ซึ่งพึงต้องให้เจ้าอดทนและยอมรับ หากเจ้าเห็นใครบางคนมากำกับดูแลเจ้า ตรวจทานงานของเจ้า หรือตรวจสอบตัวเจ้าโดยที่เจ้าไม่รู้ และหากเจ้าเกิดหัวร้อน ปฏิบัติต่อบุคคลผู้นี้ราวกับเป็นศัตรูและดูหมิ่นพวกเขา ถึงกับโจมตีและทำเหมือนพวกเขาเป็นคนทรยศ ปรารถนาที่จะให้พวกเขาหายตัวไป เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นปัญหา นี่ต่ำทรามอย่างที่สุดมิใช่หรือ? นี่แตกต่างอย่างไรจากจอมมารตนหนึ่ง? นี่คือการปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรมหรือ? หากเจ้าเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องและกระทำการในหนทางที่ถูกต้อง เจ้าจะต้องกลัวอะไรกับการมีผู้คนมาตรวจสอบเจ้า? หากเจ้ากลัว นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีบางสิ่งแอบแฝงอยู่ในหัวใจของเจ้า หากเจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าเจ้ามีปัญหา เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า เช่นนี้จึงสมเหตุสมผล หากเจ้ารู้ตัวว่ามีปัญหา แต่กลับไม่ยอมให้ผู้ใดมากำกับดูแลเจ้า ตรวจทานงานของเจ้า หรือสืบค้นปัญหาของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง เจ้ากำลังกบฏและต้านทานพระเจ้า และในกรณีเช่นนี้ ปัญหาของเจ้าก็ยิ่งร้ายแรงมากขึ้น หากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ดูออกว่าเจ้าคือคนชั่วหรือผู้ไม่เชื่อ เช่นนั้นแล้วผลที่ตามมาก็จะยิ่งเป็นปัญหากว่าเดิม ดังนั้นผู้ที่สามารถยอมรับการกำกับดูแล การตรวจสอบ และการตรวจทานของผู้อื่นได้ จึงเป็นผู้ที่มีเหตุผลที่สุด พวกเขามีความอดทนอดกลั้นและมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เมื่อเจ้าพบว่าตัวเจ้ากำลังทำสิ่งผิดหรือเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา หากเจ้าสามารถเปิดใจและสัมพันธ์สนิทกับผู้คนได้ นี่จะช่วยให้ผู้คนรอบตัวเจ้าเฝ้าจับตาดูเจ้า แน่นอนว่าการยอมรับการกำกับดูแลมีความจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือการอธิษฐานถึงพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ ตรวจสอบตัวเจ้าเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เจ้าเดินอยู่บนทางที่ผิดหรือกระทำบางสิ่งที่ไม่ถูกต้องลงไป หรือในยามที่เจ้ากำลังจะกระทำการตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียว แล้วมีใครบางคนที่อยู่ใกล้ตัวกล่าวถึงการนั้นขึ้นมาและเตือนให้เจ้ารู้สึกตัว เจ้าก็จำเป็นต้องยอมรับการนั้นและรีบเร่งทบทวนตนเอง ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง และแก้ไขให้ถูกต้อง นี่จะสามารถช่วยให้เจ้าไม่ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ หากมีใครบางคนช่วยเหลือและสะกิดเตือนเจ้าเช่นนี้ เจ้าก็กำลังได้รับการคุ้มครองโดยไม่รู้ตัวมิใช่หรือ? ใช่แล้ว—นั่นคือการคุ้มครองเจ้า เพราะฉะนั้น เจ้าจึงไม่ควรระวังตัวกับพี่น้องชายหญิงของเจ้าหรือผู้คนรอบตัวเจ้า จงอย่าอำพรางตัวเจ้าและปิดบังตนเองอยู่เสมอ ไม่ยอมให้ผู้อื่นเข้าใจเจ้าหรือมองเห็นตัวตนของเจ้า หากหัวใจของเจ้าระแวดระวังผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา นี่ย่อมส่งผลต่อการค้นหาความจริงของเจ้า และเจ้าก็จะสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมทั้งโอกาสมากมายที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมไปโดยง่าย หากเจ้าระวังตัวกับผู้อื่นอยู่เสมอ เจ้าก็จะมีความลับในหัวใจของเจ้า และจะไม่สามารถร่วมมือกับผู้คน ย่อมจะเป็นการง่ายที่เจ้าจะทำสิ่งที่ผิดและเดินบนเส้นทางที่ผิด และเมื่อเจ้าผิดพลาด เจ้าก็จะงงงัน ถึงตอนนั้นเจ้าจะคิดเช่นไร? “ถ้าเพียงแต่ฉันจะรู้มาก่อน ฉันก็คงจะร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงในการปฏิบัติหน้าที่ของฉันมาตั้งแต่ต้น และคงจะไม่มีปัญหาอะไรเป็นแน่ แต่เพราะฉันกลัวคนอื่นจะมองฉันออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ฉันเลยระวังตัวกับคนอื่น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครทำผิดพลาดสักคน—คนแรกที่ทำผิดพลาดคือฉันเอง ช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายและโง่เขลา!” หากเจ้าสามารถมุ่งแสวงหาความจริงได้ และสามารถเปิดใจในการสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงเวลาที่เจ้ามีความยากลำบาก พี่น้องชายหญิงของเจ้าย่อมจะช่วยเจ้าได้ และสามารถทำให้เจ้าเข้าใจเส้นทางปฏิบัติที่ถูกต้องและหลักธรรมของการปฏิบัติได้ นี่ย่อมปกป้องเจ้าจากการเดินบนเส้นทางที่ผิดในยามที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ เจ้าจะได้ไม่ล้มเหลวหรือล้มลง หรือถูกพระเจ้ารังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดออกไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าจะได้รับการคุ้มครอง เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างถูกต้องเหมาะสม และได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า ผลดีที่ผู้คนได้รับจากความร่วมมือที่กลมกลืนช่างไพศาล!

คำว่า “การร่วมมืออย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ตามตัวอักษรแล้วเข้าใจง่าย แต่ยากที่จะนำมาปฏิบัติ การใช้ชีวิตตามด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของคำเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุใดจึงไม่ง่าย? (ผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม) นั่นถูกต้อง มนุษย์มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่โอหัง เลว ดื้อแพ่ง และอื่นๆ และสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติความจริงของพวกเขา เมื่อเจ้าร่วมมือกับผู้อื่น เจ้าย่อมเปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทุกรูปแบบ ตัวอย่างเช่น เจ้าคิดว่า “คุณจะให้ฉันร่วมมือกับคนนั้น แต่พวกเขาสามารถทำได้หรือ? ผู้คนจะไม่ดูแคลนฉันหรือถ้าฉันร่วมมือกับคนที่ไม่มีขีดความสามารถ?” และในบางครั้งเจ้าอาจถึงกับคิดว่า “บุคคลนั้นช่างไม่รู้จักคิด และพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันพูด!” หรือ “สิ่งที่ฉันจะพูดนี้ผ่านการตรึกตรองและเต็มไปด้วยความรู้ความเข้าใจเชิงลึก หากฉันบอกพวกเขาและปล่อยให้พวกเขานำไปอ้างว่าเป็นของตน ฉันจะยังโดดเด่นอยู่หรือ? ข้อเสนอของฉันนั้นดีที่สุด หากว่าฉันแค่พูดออกไปและปล่อยให้พวกเขาเอาไปใช้ ใครจะรู้บ้างว่านี่เป็นผลงานของฉัน?” ความคิดและความเห็นเช่นนี้—ถ้อยคำเยี่ยงมารเช่นนี้—มีให้เห็นและได้ยินอย่างดาษดื่น หากเจ้ามีความคิดและความเห็นเช่นนี้ เจ้าจะเต็มใจร่วมมือกับผู้อื่นหรือ? เจ้าสามารถสัมฤทธิ์การให้ความร่วมมือที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้หรือ? ไม่ง่ายเลย การนี้มีความท้าทายอยู่บ้าง! คำว่า “การร่วมมืออย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” นี้พูดง่าย—เพียงเปิดปากของเจ้า ถ้อยคำเหล่านี้ก็ออกมาทันที แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติตามถ้อยคำเหล่านี้ สิ่งกีดขวางในตัวเจ้าก็พากันดาหน้าออกมา ความคิดของเจ้าวิ่งไปในทางนี้และทางนั้น บางครั้งเมื่อเจ้าอารมณ์ดีก็อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าสามารถสามัคคีธรรมกับผู้อื่นสักเล็กน้อย แต่หากอารมณ์ของเจ้าไม่ดีและเจ้าถูกอุปนิสัยอันเสื่อมทรามกีดขวาง เจ้าย่อมจะปฏิบัติเช่นนั้นไม่ได้แต่อย่างใด ในฐานะผู้นำแล้วบางคนร่วมมือกับใครไม่ได้เลย พวกเขาดูแคลนผู้อื่นเสมอ มีความช่างเลือกช่างติกับผู้อื่นอยู่เสมอ และเมื่อพวกเขามองเห็นข้อบกพร่องของผู้อื่น พวกเขาก็ตัดสินและโจมตีคนเหล่านั้น นี่ทำให้ผู้นำเช่นนี้เป็นแอปเปิลเน่า และพวกเขาย่อมถูกแทนที่ พวกเขาไม่เข้าใจว่า “การร่วมมืออย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” หมายความกระไรกระนั้นหรือ? ที่จริงแล้วพวกเขาเข้าใจดีทีเดียว เพียงแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถนำไปปฏิบัติ? เพราะว่าพวกเขาทะนุถนอมสถานะมากเกินไป และอุปนิสัยของพวกเขาก็โอหังเกินไป พวกเขาต้องการอวดตัว และเมื่อพวกเขาได้สถานะมาครอง พวกเขาก็จะไม่ยอมปล่อยมือ ด้วยกลัวว่าจะตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นและไม่เหลืออำนาจจริงไว้ที่พวกเขาเลย พวกเขากลัวจะถูกผู้อื่นมองข้ามและไม่ได้รับการยกย่อง กลัวว่าคำพูดของพวกเขาจะไม่มีอำนาจหรือไม่มีสิทธิ์สั่งการ นั่นคือสิ่งที่พวกเขากลัว ความโอหังของพวกเขาไปไกลเพียงใด? พวกเขาสูญเสียเหตุผล กระทำการตามอำเภอใจและอย่างหุนหันพลันแล่น แล้วนั่นทำให้เกิดผลเช่นใด? ไม่เพียงพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ได้แย่เท่านั้น แต่การกระทำของพวกเขายังกอปรไปด้วยการทำให้หยุดชะงักและการทำให้ไม่สงบอีกด้วย แล้วพวกเขาก็ถูกปรับย้ายตำแหน่งและถูกแทนที่ จงบอกเราสิว่ามีที่ใดบ้างที่บุคคลเช่นนี้ พร้อมด้วยอุปนิสัยเช่นนี้ เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่? เราเกรงว่าไม่ว่าจะให้พวกเขาอยู่ที่ใด พวกเขาก็จะไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม พวกเขาไม่สามารถร่วมมือกับผู้อื่น—เช่นนั้นแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเมื่ออยู่ตามลำพังกระนั้นหรือ? ไม่ใช่อย่างแน่นอน หากพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ตามลำพัง พวกเขาจะยิ่งไม่ยับยั้งชั่งใจ สามารถกระทำการตามอำเภอใจและอย่างหุนหันพลันแล่นยิ่งขึ้นไปอีก เจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ดีหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถนัดของเจ้า ความยิ่งใหญ่แห่งขีดความสามารถของเจ้า สภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้า ความสามารถทั้งหลายของเจ้า หรือทักษะของเจ้า แต่ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าคือใครคนหนึ่งที่ยอมรับความจริงหรือไม่ และเจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้หรือไม่ หากเจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรม เจ้าย่อมสามารถสัมฤทธิ์การร่วมมืออย่างกลมเกลียวกับผู้อื่น กุญแจสำคัญในการที่บุคคลผู้หนึ่งจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีและสัมฤทธิ์การร่วมมืออย่างกลมเกลียวกับผู้อื่นหรือไม่นั้นอยู่ที่ว่าพวกเขาสามารถยอมรับและนบนอบความจริงได้หรือไม่ ขีดความสามารถ พรสวรรค์ ความถนัด อายุ และอื่นๆ ของผู้คนไม่ใช่เรื่องหลัก ล้วนเป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูว่าบุคคลผู้หนึ่งรักความจริงหรือไม่ และพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงหรือไม่ หลังจากฟังคำเทศนาแล้ว ผู้ที่รักความจริงและสามารถปฏิบัติความจริงย่อมจะยอมรับว่าคำเทศนานั้นถูกต้อง ในชีวิตจริง เมื่อพวกเขาพบพานผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย พวกเขาย่อมจะนำความจริงเหล่านี้ไปใช้กับตัวเอง พวกเขาจะนำความจริงไปปฏิบัติ ความจริงจะกลายเป็นความเป็นจริงของพวกเขาและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา ความจริงจะกลายเป็นเกณฑ์กำหนดและหลักธรรมที่พวกเขาใช้ประพฤติปฏิบัติตนและทำสิ่งทั้งหลาย กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาใช้ในการดำเนินชีวิตและเผยออกมาให้เห็น ขณะที่ฟังคำเทศนา คนที่ไม่รักความจริงจะยอมรับเช่นกันว่าคำเทศนานั้นถูกต้อง และคิดว่าพวกตนเข้าใจคำเทศนาทั้งหมด พวกเขาบันทึกคำสอนไว้ในหัวใจของตน แต่อะไรคือหลักธรรมและเกณฑ์กำหนดที่พวกเขาใช้พิจารณาบางสิ่งในยามที่กำลังทำสิ่งนั้น? พวกเขาพิจารณาสิ่งทั้งหลายตามผลประโยชน์ของตนเองเสมอ พวกเขาไม่ใช้ความจริงพิจารณาสิ่งทั้งหลาย พวกเขากลัวว่าการปฏิบัติความจริงจะทำให้พวกเขาพลาดท่าเสียที และกลัวว่าจะถูกผู้อื่นตัดสินและดูแคลน—และเสียหน้า พวกเขาพิจารณากลับไปกลับมา แล้วสุดท้ายก็คิดว่า “ฉันจะเอาแต่ปกป้องสถานะ ความมีหน้ามีตาและผลประโยชน์ของฉันเท่านั้น นี่คือเรื่องหลัก เมื่อสิ่งเหล่านี้ได้รับการตอบสนอง ฉันจึงจะพอใจ ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนอง ฉันก็จะไม่มีความสุขที่จะปฏิบัติความจริงและไม่เห็นว่าน่าสนุก” นี่คือบุคคลที่รักความจริงหรือ? แน่นอนที่สุดว่าไม่ใช่ บางคนจริงจังมากเวลาฟังคำเทศนา และถึงกับจดบันทึก ทุกครั้งที่พวกเขาได้ยินคำที่เป็นกุญแจสำคัญหรือวลีที่สำคัญ พวกเขาก็จดลงสมุดบันทึก แต่ไม่ใช้หรือนำไปปรับใช้ในภายหลัง ไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปนานเท่าใดก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงจริงให้เห็น นี่ดูเหมือนคนที่รักความจริงกระนั้นหรือ? คนที่รักความจริง—หากว่าพวกเขาเข้าใจความจริง—ย่อมจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ ส่วนคนที่ไม่รักความจริง ต่อให้เข้าใจความจริงก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติ เครื่องบ่งชี้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดว่าใครบางคนรักความจริงหรือไม่ก็คือการที่พวกเขานำความจริงไปปฏิบัติหรือไม่ พวกเจ้าคิดว่าคนที่ไม่รักความจริงจะสามารถแยกถูกผิดได้หรือไม่? (พวกเขาทำไม่ได้) อันที่จริงพวกเขาทำได้ ตัวอย่างเช่น หากที่ผ่านมาพวกเขาเคยเกื้อกูลใครสักคน แต่แล้วคนคนนั้นกลับก้าวล่วงผลประโยชน์ของพวกเขา พวกเขาย่อมจะพูดว่า “คนคนนั้นไม่มีมโนธรรม ฉันเคยช่วยพวกเขามาก่อน มาตอนนี้พวกเขากลับทำกับฉันแบบนี้!” เจ้าดูสิ พวกเขาพูดถึงมโนธรรม แต่พวกเขาใช้มาตรฐานอะไรมาวัดมโนธรรมของคนคนหนึ่ง หรือมาวัดความถูกผิด? ผู้ใดก็ตามที่เป็นประโยชน์กับพวกเขา ถ้อยคำหรือการกระทำใดก็ตามที่เป็นผลดีต่อพวกเขา—สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นบวก ขณะที่สิ่งใดก็ตามที่ไม่เป็นผลดีต่อพวกเขาย่อมติดลบ มุมมองของพวกเขาเห็นแก่ตนเช่นนี้เอง พวกเจ้าคิดว่าคนแบบนี้จะสามารถได้รับความจริงหรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่สามารถ) เหตุใดจึงไม่สามารถ? (พวกเขาไม่สามารถได้รับความจริงเพราะการกระทำของพวกเขาไม่เป็นไปตามหลักธรรม และพวกเขาก็ไม่ปฏิบัติตามความจริง พวกเขากลับกระทำการเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ออกอุบายเพื่อตัวพวกเขาเองในทุกๆ ด้าน) ใช่แล้ว พวกเขาไม่สามารถได้รับความจริง เพราะความจริงนั้นมีการจัดเตรียมไว้ให้บุคคลแบบใด? จัดเตรียมไว้ให้ผู้คนที่รักความจริงและสามารถละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความจริง นี่คือผู้คนที่สามารถได้รับความจริง และท้ายที่สุดแล้วความจริงย่อมเป็นของพวกเขา และมีการมอบความจริงให้แก่พวกเขา นี่หมายถึงการสามารถนำความจริงไปปฏิบัติและใช้ชีวิตตามความจริงไม่ว่าจะแลกมาด้วยสิ่งใดก็ตาม ต่อให้หมายถึงการพลีอุทิศผลประโยชน์ส่วนตนของคนเราหรือสิ่งที่คนเรารักที่สุด และมอบถวายทั้งหมดนั้นก็ตาม เมื่อทำเช่นนี้แล้ว จึงจะได้รับความจริง

พวกเจ้าคิดว่าผู้คนมองสิ่งใดว่าล้ำค่าที่สุด? ใช่ชีวิตมนุษย์หรือไม่? (ใช่) ที่จริงแล้วไม่ใช่ สมมุติว่ามีการขอให้เจ้าสละชีวิตของเจ้าเพื่อพระเจ้า เจ้าจะยกชีวิตให้ได้หรือไม่? สมมุติว่ามีการขอให้เจ้ามอบถวายตัวเจ้าเองให้พระเจ้าและสิ้นใจทันที เจ้าจะทำได้หรือไม่? มีบางคนทำเช่นนี้ได้ เพราะฉะนั้นชีวิตจึงไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของผู้คน เพราะบางคนก็เตรียมมอบถวายตัวพวกเขาเองให้พระเจ้าหรือสละชีวิตเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อใดและที่ใดก็ได้ แต่พอเสี่ยงที่จะสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตนหรือความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับอนาคตและโชคชะตาของพวกเขา พวกเขาจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติและขัดขืนเนื้อหนังของตนเองได้หรือไม่? นี่คือสิ่งที่ทำยากเป็นที่สุด สำหรับคนคนหนึ่งแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งใดสำคัญที่สุด? (ผลประโยชน์ อนาคต และโชคชะตาของพวกเขา) ถูกต้อง ไม่ใช่ชีวิต แต่เป็นผลประโยชน์ สถานะ อนาคต และโชคชะตาของพวกเขา—นี่คือสิ่งที่ผู้คนให้ค่าและทะนุถนอมเป็นที่สุด คนที่สละชีวิตของตนเพื่อพระเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่รักความจริงและนำความจริงไปปฏิบัติ การสละชีวิตของคนเราเพื่อพระเจ้าได้อาจเป็นเพียงคำขวัญเท่านั้น เจ้าว่าเจ้าสามารถมอบถวายชีวิตของเจ้าให้พระเจ้าได้ แต่เจ้าสามารถปล่อยให้ผลประโยชน์จากสถานะหลุดมือไปได้หรือไม่? ปล่อยมือจากความหยิ่งทะนงได้หรือไม่? อย่างไหนพลีอุทิศง่ายกว่ากัน? (พลีอุทิศชีวิตของคนเราง่ายกว่า) ใช่แล้ว เวลาบางคนเผชิญทางเลือกดังกล่าว แม้พวกเขาจะสามารถพลีอุทิศชีวิตของตนได้ แต่พวกเขาก็ยอมทิ้งผลประโยชน์จากสถานะหรือตัดขาดจากเส้นทางที่ผิดของตนไม่ได้ สมมุติว่าเจ้าต้องเลือกระหว่างถนนสองสาย สายหนึ่งคือถนนแห่งการเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ พูดความจริงและเล่าสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้า แบ่งปันหัวใจของเจ้ากับผู้อื่น หรือยอมรับความผิดพลาดของเจ้าและบอกข้อเท็จจริงตามที่เป็นอยู่ แสดงให้ผู้อื่นเห็นความอัปลักษณ์อันเสื่อมทรามของเจ้าและนำความอับอายมาสู่ตัวเจ้า อีกสายหนึ่งคือถนนแห่งการมอบชีวิตของเจ้าอันเป็นการพลีชีพเพื่อพระเจ้าและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์เมื่อเจ้าตาย เจ้าจะเลือกแบบใด? บางคนอาจพูดว่า “ฉันเลือกที่จะสละชีวิตของฉันเพื่อพระเจ้า ฉันเต็มใจตายเพื่อพระองค์ เมื่อตายแล้ว ฉันจะได้รับบำเหน็จรางวัลของฉันและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์” การสละชีวิตของคนเราเพื่อพระเจ้าสามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้โดยผู้ที่มีความแน่วแน่ด้วยแรงผลักที่ทรงพลังในครั้งเดียว แต่การปฏิบัติความจริงและการเป็นคนซื่อสัตย์จะทำให้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยแรงผลักแบบนั้นกระนั้นหรือ? ต่อให้มีแรงผลักถึงสองครั้งก็ทำไม่ได้ เวลาทำอะไรสักอย่าง หากเจ้ามีเจตจำนง เจ้าย่อมสามารถทำสิ่งนั้นได้ดีด้วยแรงผลักครั้งเดียว แต่การพูดความจริงโดยไม่โกหกครั้งเดียวย่อมไม่ทำให้เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์อย่างถาวร การเป็นคนซื่อสัตย์เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเจ้า และนี่ก็พึงต้องผ่านประสบการณ์สักสิบหรือยี่สิบปี เจ้าต้องปลดเปลื้องอุปนิสัยของการโกหกและการตีสองหน้าที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของตนเสียก่อน เจ้าจึงจะทำได้ตามมาตรฐานของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์โดยพื้นฐาน สำหรับทุกคนแล้วนี่ยากมิใช่หรือ? นี่คือความท้าทายอันใหญ่หลวง ตอนนี้พระเจ้าทรงต้องการทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งเพียบพร้อมและได้พวกเขาไว้ และทุกคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงต้องยอมรับการพิพากษาและการตีสอน บททดสอบและกระบวนการถลุง ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขอุปนิสัยที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของพวกเขาและทำให้พวกเขากลายเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ เป็นผู้คนที่นบนอบพระเจ้า นี่ไม่ใช่บางสิ่งที่สามารถสัมฤทธิ์ด้วยการผลักครั้งเดียว นี่พึงต้องมีความเชื่อที่แท้จริง และคนเราต้องทนทุกข์กับบททดสอบและกระบวนการถลุงมากมายก่อนที่พวกเขาจะสามารถสัมฤทธิ์ผล หากตอนนี้พระเจ้าทรงขอให้เจ้าเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์และพูดความจริง พูดบางสิ่งที่เกี่ยวพันกับข้อเท็จจริง กับอนาคตของเจ้าและชะตากรรมของเจ้า ซึ่งมีผลสืบเนื่องที่อาจจะไม่เป็นผลดีต่อเจ้า แล้วผู้อื่นก็ไม่คิดว่าเจ้าสูงส่งอีกต่อไป และเจ้ารู้สึกว่าความมีหน้ามีตาของเจ้าถูกทำลาย—ในรูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้น เจ้าจะตรงไปตรงมาและพูดความจริงได้หรือไม่? เจ้าจะยังคงซื่อสัตย์ได้หรือไม่? นี่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด ยากกว่าการสละชีวิตของเจ้ามากนัก เจ้าอาจจะพูดว่า “การให้ฉันพูดความจริงนั้นทำไม่ได้ ฉันยอมตายเพื่อพระเจ้าดีกว่าพูดความจริง ฉันไม่ได้ต้องการเป็นคนซื่อสัตย์เลย ฉันยอมตายดีกว่าให้ทุกคนดูแคลนและคิดว่าฉันเป็นแค่คนธรรมดาๆ” นี่แสดงให้เห็นว่าผู้คนรักและทะนุถนอมสิ่งใดมากที่สุด? สิ่งที่ผู้คนรักและทะนุถนอมที่สุดคือสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขา—สิ่งทั้งหลายที่มีอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาคอยควบคุม ชีวิตเป็นเรื่องรองลงมา หากพวกเขาถูกสถานการณ์บังคับ พวกเขาก็จะรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อมอบชีวิตของตน แต่สถานะและความมีหน้ามีตาไม่ได้ปล่อยมือกันง่ายๆ สำหรับผู้คนที่เชื่อในพระเจ้านั้น การมอบชีวิตของตนไม่ได้สำคัญที่สุด พระเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้คนยอมรับความจริง และเป็นคนซื่อสัตย์อย่างแท้จริง กล่าวสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในหัวใจของตน เปิดกว้างและตีแผ่ตนเองต่อทุกคน นี่ทำง่ายหรือไม่? (ไม่ง่าย) ที่จริงแล้ว พระเจ้าไม่ได้ทรงขอให้เจ้าสละชีวิตของเจ้า พระเจ้าไม่ได้ประทานชีวิตของเจ้าให้แก่เจ้าหรอกหรือ? ชีวิตของเจ้าจะมีประโยชน์อันใดต่อพระเจ้า? พระเจ้าไม่ต้องการสิ่งนั้น พระเจ้าต้องประสงค์ให้เจ้าพูดอย่างซื่อสัตย์ ให้เจ้าพูดว่าเจ้าเป็นคนเช่นไรและเจ้าคิดสิ่งใดอยู่ในหัวใจของเจ้า เจ้าสามารถพูดสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่? ถึงตรงนี้ การทำสิ่งเหล่านี้ย่อมลำบากยากเย็น และเจ้าอาจพูดว่า “ให้ฉันทำงานหนักเถิด ฉันย่อมจะมีเรี่ยวแรงที่จะทำ ให้ฉันพลีอุทิศทรัพย์สมบัติทั้งหมดของฉัน ฉันย่อมจะทำได้ ฉันสามารถทอดทิ้งบิดามารดาและลูกๆ ของฉัน ชีวิตสมรสและอาชีพการงานของฉันได้โดยง่าย แต่การพูดถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของฉัน การพูดอย่างซื่อสัตย์—นั่นคือสิ่งเดียวที่ฉันไม่สามารถทำได้” อะไรคือสาเหตุที่เจ้าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้? สาเหตุก็คือว่าทันทีที่เจ้าทำ ผู้ใดก็ตามที่รู้จักเจ้าหรือคุ้นเคยกับเจ้า จะมองเจ้าต่างออกไป พวกเขาจะไม่ยอมรับนับถือเจ้าอีกต่อไป เจ้าจะเสียหน้าและรู้สึกอับอายอย่างที่สุด ความซื่อสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรีของเจ้าก็จะไม่มีอีกต่อไป สถานะและเกียรติภูมิอันสูงส่งของเจ้าในหัวใจของผู้อื่นจะไม่มีอีกต่อไป นี่คือสาเหตุที่เจ้าจะไม่พูดความจริงในรูปการณ์แวดล้อมดังกล่าวไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อผู้คนเผชิญกับสิ่งนี้ จะมีการสู้รบในหัวใจของพวกเขา และเมื่อการสู้รบนั้นจบลง บางคนก็ฝ่าพ้นความลำบากยากเย็นของพวกเขาไปในท้ายที่สุด ขณะที่คนอื่นฝ่าไปไม่พ้นและยังคงถูกควบคุมโดยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขา และสถานะ ความมีหน้ามีตา และสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรีของพวกเขาเอง นี่คือความลำบากยากเย็นอย่างหนึ่งมิใช่หรือ? เพียงกล่าวอย่างซื่อสัตย์และพูดความจริงไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร แต่มีวีรบุรุษผู้กล้าหาญมากมายเหลือเกิน ผู้คนมากมายเหลือเกินที่สาบานว่าจะอุทิศตน สละตน และทุ่มเทชีวิตของพวกเขาเพื่อพระเจ้า และอีกหลายคนเหลือเกินที่ได้กล่าวสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อพระเจ้า พวกเขาพบว่าตนทำสิ่งนั้นไม่ได้ ตามที่กล่าวมานี้เราหมายความว่ากระไร? เมื่อพระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วงเป็นอย่างดี พระองค์ไม่ได้ทรงขอให้พวกเขาทำกิจจำนวนหนึ่งให้เสร็จสิ้นหรือสำเร็จลุล่วงโครงการอันยิ่งใหญ่อันใด หรือทำภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่อันใด สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ก็คือให้ผู้คนสามารถทำทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้ในหนทางแบบติดดิน และใช้ชีวิตโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้เจ้ายิ่งใหญ่หรือสูงศักดิ์ หรือสร้างปาฏิหาริย์อันใด อีกทั้งพระองค์ยังไม่ทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นความประหลาดใจซึ่งน่ายินดีอันใดในตัวเจ้า พระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์สิ่งทั้งหลายเช่นนั้น ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ก็คือให้เจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์อย่างแน่วแน่ ยามที่เจ้าฟังพระวจนะของพระเจ้า จงทำในสิ่งที่เจ้าเข้าใจ ลงมือทำในสิ่งที่เจ้าเข้าใจ จดจำสิ่งที่เจ้าได้ฟังให้ขึ้นใจ แล้วจากนั้นเมื่อถึงเวลาปฏิบัติ ก็จงปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า จงยอมให้พระวจนะกลายเป็นชีวิตของเจ้า ความเป็นจริงของเจ้า และแบบอย่างในการใช้ชีวิตของเจ้า ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงจะพึงพอพระทัย เจ้าไล่ตามไขว่คว้าความยิ่งใหญ่ ความสูงศักดิ์ และสถานะอยู่เสมอ เจ้าไล่ตามไขว่คว้าที่จะอยู่เหนือผู้อื่นตลอดเวลา พระเจ้าทรงรู้สึกอย่างไรเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นการนี้? พระองค์ทรงเกลียดการนี้ และพระองค์จะทรงออกห่างจากเจ้า ยิ่งเจ้าแสวงหาสิ่งทั้งหลายเช่นความยิ่งใหญ่ นั่นคือความสูงศักดิ์และการเหนือกว่าผู้อื่น ได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง โดดเด่น และเป็นที่สังเกตจดจำมากขึ้นเท่าใด พระเจ้าก็ยิ่งทรงพบว่าเจ้าน่าขยะแขยงมากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าไม่ทบทวนตนเองและกลับใจ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าย่อมจะทรงชังและละทิ้งเจ้า จงหลีกเลี่ยงการกลายเป็นคนที่น่าขยะแขยงสำหรับพระเจ้า จงเป็นบุคคลที่พระเจ้าทรงรัก ดังนั้นแล้ว คนเราจะสามารถได้รับความรักจากพระเจ้าได้อย่างไร? โดยการยอมรับความจริงอย่างเชื่อฟัง ยืนหยัดในฐานะของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง กระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าโดยยืนอยู่บนความเป็นจริง ปฏิบัติหน้าที่ของคนเราอย่างถูกต้องเหมาะสม เป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ และใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ นี่ก็เพียงพอแล้ว พระเจ้าย่อมจะพอพระทัย ผู้คนต้องแน่ใจว่าไม่ถือครองความทะเยอทะยานหรือฝันเฟื่อง ไม่แสวงหาชื่อเสียง ความได้เปรียบ และสถานะ หรือพยายามโดดเด่นจากฝูงชน ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต้องไม่พยายามเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือยอดมนุษย์ สูงส่งอยู่ท่ามกลางมนุษย์และทำให้ผู้อื่นเคารพบูชาพวกเขา นั่นคือความอยากได้อยากมีของสภาวะความเป็นมนุษย์อันเสื่อมทราม และนั่นคือเส้นทางของซาตาน พระเจ้าไม่ทรงช่วยผู้คนเช่นนี้ให้รอด หากผู้คนไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลตอบแทน และสถานะกันอย่างไม่หยุดหย่อนและไม่สำนึกกลับใจ เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่มีวิธีการที่จะเยียวยาพวกเขา และมีจุดจบเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือ การถูกกำจัดออกไป ในวันนี้หากพวกเจ้ารีบกลับใจ ก็ยังคงมีเวลาอยู่ แต่เมื่อวันที่พระเจ้าทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์มาถึง และความวิบัติทั้งหลายยิ่งร้ายแรงขึ้นทุกที เมื่อนั้นพวกเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกต่อไป เมื่อเวลานั้นมาถึง พวกที่ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ ทว่าดื้อรั้นไม่ยอมกลับใจ ย่อมจะถูกกำจัดออกไป พวกเจ้าทุกคนต้องชัดเจนว่าพระราชกิจของพระเจ้าช่วยผู้คนประเภทใดให้รอด และความรอดของพระองค์มีความหมายว่ากระไร พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ฟังพระวจนะของพระองค์ ยอมรับความจริง ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และฝึกฝนปฏิบัติตามที่พระเจ้าตรัสและบัญชา นี่หมายถึงการดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ ไม่ใช่มโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และปรัชญาของพวกเขาเองซึ่งเป็นปรัชญาที่มาจากซาตาน หรือการไล่ตามไขว่คว้า “ความสุข” อย่างมนุษย์ ผู้ใดก็ตามที่ไม่ฟังพระวจนะของพระเจ้าหรือยอมรับความจริง แต่ยังคงดำเนินชีวิตตามปรัชญาทั้งหลายของซาตาน พร้อมด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน โดยไม่ยอมกลับใจ บุคคลประเภทนี้ย่อมไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า เจ้าติดตามพระเจ้า แต่แน่นอนว่านี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงเลือกเจ้าไว้แล้วเช่นกัน—แต่ความหมายของการที่พระเจ้าทรงเลือกเจ้าไว้นั้นคืออะไร? คือการเปลี่ยนแปลงเจ้าให้เป็นใครบางคนที่ไว้วางใจในพระเจ้า ติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง สามารถละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้าได้ และสามารถติดตามหนทางแห่งพระเจ้า เป็นใครบางคนที่ทิ้งอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของตนแล้ว ไม่ติดตามซาตานหรือดำรงชีวิตอยู่ใต้อำนาจของมันอีกต่อไป หากเจ้าติดตามพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอยู่ในพระนิเวศของพระองค์ แต่กลับละเมิดความจริงในทุกด้าน และไม่ปฏิบัติหรือผ่านประสบการณ์ตามพระวจนะของพระองค์ บางทีอาจถึงกับต่อต้านพระองค์ แล้วเจ้าจะสามารถได้รับการยอมรับจากพระเจ้ากระนั้นหรือ? ไม่ได้อย่างแน่นอนที่สุด ตามที่กล่าวมานี้เราหมายถึงสิ่งใด? ที่จริงแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้านั้นไม่ยาก และการทำเช่นนั้นด้วยความจงรักภักดีและตามมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับได้ก็ไม่ได้ยากลำบาก เจ้าไม่ต้องพลีอุทิศชีวิตของเจ้าหรือทำสิ่งใดที่พิเศษหรือยาก เจ้าเพียงจำต้องทำตามพระวจนะและพระบัญชาของพระเจ้าอย่างซื่อสัตย์และแน่วแน่ ไม่เพิ่มเติมแนวคิดของเจ้าเองหรือดำเนินงานของเจ้าเอง แต่เดินไปบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง หากผู้คนสามารถทำการนี้ได้ โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาย่อมจะมีสภาพเสมือนมนุษย์ เมื่อพวกเขานบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง และกลายเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ พวกเขาก็จะมีสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง

25 มิถุนายน ค.ศ. 2019

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger