หนทางข้างหน้ามีอยู่แต่ในการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใคร่ครวญความจริงเป็นนิจเท่านั้น (ตอนที่สอง)
ปัจจุบันสำหรับผู้คนที่ใช้ชีวิตในสังคมนี้มีการทดลองมากมายหรือไม่? การทดลองล้อมรอบตัวเจ้าอยู่ทุกด้าน กระแสความชั่วทุกประเภท การเทศน์สอนทุกประเภท ความคิดและมุมมองทุกประเภท การชักพาให้หลงผิดและการล่อลวงทุกประเภทจากผู้คนทุกแบบ ใบหน้าอันโหดเหี้ยมทุกประเภทที่ผู้คนทุกแบบสวมใส่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการทดลองที่เจ้าเผชิญ ตัวอย่างเช่น ผู้คนอาจช่วยเหลือเจ้า ทำให้เจ้าร่ำรวย เป็นเพื่อนกับเจ้า ไปออกเดทกับเจ้า ให้เงินแก่เจ้า ให้งานแก่เจ้า เชิญเจ้ามาเต้นรำ แสดงความสุภาพกับเจ้า หรือให้ของขวัญแก่เจ้า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดอาจเป็นการทดลองก็ได้ หากสิ่งทั้งหลายไม่เป็นไปด้วยดี เจ้าจะตกหลุมพราง หากเจ้าไม่มีความจริงพร้อมอยู่ภายในบ้างและขาดวุฒิภาวะที่แท้จริง เจ้าย่อมจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ตามที่เป็นได้ และสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะเป็นหลุมพรางและการทดลองสำหรับเจ้า ในแง่หนึ่งหากเจ้าไม่มีความจริง เจ้าย่อมจะไม่สามารถมองทะลุกลอุบายของซาตานได้ และเจ้าย่อมจะไม่สามารถมองเห็นโฉมหน้าเยี่ยงซาตานของผู้คนแบบต่างๆ ได้ เจ้าจะไม่สามารถเอาชนะซาตาน ไม่สามารถกบฏต่อเนื้อหนัง และไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้สำเร็จ ในอีกแง่หนึ่งหากขาดความเป็นจริงความจริง เจ้าย่อมจะไม่สามารถต้านทานกระแสแห่งความชั่ว มุมมองแห่งความชั่ว ความคิดและคำกล่าวที่ไร้สาระอันหลากหลายทั้งหมดได้ เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ ก็จะเหมือนกับอากาศหนาวแบบฉับพลัน บางทีเจ้าอาจจะเป็นไข้หวัดเพียงเล็กน้อย หรือบางทีอาจจะเป็นอะไรที่ร้ายแรงกว่านั้น—เจ้าอาจจะถึงกับเผชิญกับโรคหลอดเลือดสมองจากความเย็น[ก] ซึ่งมีโอกาสเป็นอันตรายถึงชีวิต บางทีเจ้าอาจจะสูญสิ้นความเชื่อของเจ้าโดยสิ้นเชิงก็ได้ หากเจ้ากำลังขาดความจริง คำพูดเพียงไม่กี่คำจากซาตานและมารทั้งหลายแห่งโลกของผู้ไม่มีความเชื่อจะทำให้เจ้าสับสนและงุนงง เจ้าจะตั้งคำถามว่าเจ้าควรเชื่อในพระเจ้าหรือไม่และความเชื่อเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ อาจเป็นไปได้ว่าในการชุมนุมวันนี้เจ้าอยู่ในสภาวะที่ดี แต่ต่อมาพรุ่งนี้เจ้ากลับบ้านและดูรายการโทรทัศน์สองตอน เจ้าก็ถูกล่อลวงไป ตอนกลางคืนเจ้าลืมอธิษฐานก่อนนอน และจิตใจของเจ้าก็หมกมุ่นอยู่กับโครงเรื่องของรายการโทรทัศน์อย่างเต็มที่ หากเจ้าดูโทรทัศน์ต่อไปอีกสองวัน หัวใจของเจ้าก็ห่างไกลจากพระเจ้าแล้ว เจ้าไม่ปรารถนาที่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือสามัคคีธรรมความจริงอีกต่อไป เจ้าไม่ต้องการแม้กระทั่งอธิษฐานถึงพระเจ้า ในหัวใจของเจ้า เจ้ากำลังพูดอยู่เป็นนิตย์ว่า “เมื่อไรฉันจะสามารถทำบางสิ่งได้? ฉันจะสามารถเริ่มการเคลื่อนไหวที่สำคัญบางอย่างได้เมื่อใด? ชีวิตของฉันไม่จำเป็นต้องสูญเปล่า!” นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของหัวใจใช่หรือไม่? เดิมทีเจ้าต้องการเข้าใจความจริงมากขึ้นเพื่อให้เจ้าสามารถเผยแผ่ข่าวประเสริฐและเป็นพยานให้พระเจ้าได้ เพราะเหตุใดตอนนี้เจ้าจึงเปลี่ยนไป? ด้วยการดูภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์เท่านั้น เจ้าก็อนุญาตให้ซาตานครอบงำหัวใจของเจ้า แท้จริงแล้ววุฒิภาวะของเจ้าน้อยนัก เจ้าคิดว่าเจ้ามีวุฒิภาวะที่จะต้านทานกระแสคลื่นแห่งความชั่วเหล่านี้หรือไม่? ตอนนี้พระเจ้าทรงแสดงพระคุณแก่เจ้าและพาเจ้าเข้าไปในพระนิเวศของพระองค์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า จงอย่าลืมวุฒิภาวะของเจ้า ปัจจุบันเจ้าเป็นดอกไม้ในเรือนกระจกที่ไม่สามารถทนลมและฝนข้างนอกได้ หากผู้คนไม่สามารถดูออกและต้านทานการทดลองเหล่านี้ได้ ซาตานจะสามารถจับพวกเขาเป็นเชลยได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ นั่นคือวุฒิภาวะอันน้อยนิดและสภาวะอันน่าเวทนาของมนุษย์ เนื่องจากเจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริงและขาดความเข้าใจความจริง คำพูดทั้งหมดของซาตานจึงเป็นเสมือนยาพิษสำหรับเจ้า หากเจ้าเอาหูของเจ้าไปฟังคำพูดเหล่านี้ คำพูดเหล่านี้ก็จะติดอยู่ในหัวใจของเจ้าอย่างไม่มีวันลบออกไปได้ ในหัวใจของเจ้า เจ้ากล่าวว่า “ฉันจะปิดหูของฉันและปิดตาของฉัน” แต่เจ้าก็ไม่สามารถหลบหนีจากการทดลองของซาตานได้ เจ้าไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสุญญากาศ หากเจ้าได้ยินคำพูดของซาตาน เจ้าจะไม่สามารถต้านทานได้ เจ้าจะตกหลุมพราง คำอธิษฐานและคำสาปแช่งของเจ้าต่อตัวเจ้าเองจะไม่เกิดประโยชน์ใด เจ้าไม่สามารถต้านทานได้ สิ่งทั้งหลายเช่นนี้สามารถมีอิทธิพลต่อความคิดของเจ้าและมีอิทธิพลต่อการกระทำของเจ้า สิ่งเหล่านี้สามารถปิดกั้นเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงของเจ้าได้ สิ่งเหล่านี้สามารถแม้กระทั่งควบคุมเจ้า กีดกันไม่ให้เจ้าสละตนเองเพื่อพระเจ้า ทำให้เจ้าคิดลบและอ่อนแอ และทำให้เจ้าห่างไกลจากพระเจ้าได้ สุดท้ายเจ้าจะไร้ค่าและท้อแท้หมดสิ้นความหวังทั้งปวง
ตอนนี้เจ้าคิดว่าเจ้าจงรักภักดีต่อพระเจ้า เจ้ามีความทะเยอทะยาน ความมุ่งมั่น และอุดมคติในการทำให้พระเจ้าพอพระทัย แต่เจ้าจะรับมืออย่างไรเมื่อเจ้าเผชิญกับบททดสอบของพระเจ้า? เจ้าบอกว่าเจ้าจะนบนอบ แต่เมื่อพระเจ้าทรงวางเรื่องที่ลำบากยากเย็นเรื่องหนึ่งไว้ตรงหน้าเจ้าซึ่งไม่สอดรับกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้า เจ้าจะสามารถทำสิ่งใดได้บ้างเมื่อเจ้าไม่สามารถนบนอบพระองค์ได้? เมื่อพระเจ้าประทานบำเหน็จแก่ผู้คน การนั้นเหมาะสมกับความต้องการทางจิตใจของพวกเขา และสอดรับกับมโนคติอันหลงผิดและรสนิยมของพวกเขา ดังนั้นผู้คนจึงสามารถนบนอบพระองค์ได้ แต่เมื่อพระเจ้าทรงริบสิ่งทั้งหลายไปจากเจ้า เจ้าจะตอบสนองอย่างไร? เจ้าจะสามารถตั้งมั่นในการเป็นพยานของเจ้าท่ามกลางบททดสอบของพระเจ้าและในสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดแจงไว้สำหรับเจ้าได้หรือไม่? นี่จะเป็นปัญหาหรือไม่? เมื่อเจ้ากล่าวว่า “ฉันจะตั้งมั่นในการเป็นพยานของฉันอย่างแน่นอน” คำพูดของเจ้าคือการโอ้อวด ความเขลา ความไม่รู้ความ และความโง่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงต้องการทำสิ่งใดกับเจ้า? เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงทรงต้องการทดสอบเจ้า? พระองค์ทรงต้องการเปิดเผยสิ่งใดในตัวเจ้า? เจ้ากล่าวว่า “ฉันมีเจตจำนงที่จะรับความทุกข์ ฉันพร้อม ฉันไม่เกรงกลัวบททดสอบที่พระเจ้าอาจจะประทานให้ฉัน” แต่เช่นนั้นแล้วมีบางสิ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันซึ่งเจ้าไม่เคยคาดคิด บางสิ่งที่เจ้าไม่เคยเตรียมการไว้ เช่นนั้นแล้วการเตรียมการของเจ้ามีประโยชน์อะไร? ไม่มีประโยชน์เลย สมมุติว่าสุขภาพของเจ้าดีเสมอ เจ้าได้ทำหน้าที่ของเจ้ามาหลายปีแล้วและพระเจ้าทรงคุ้มครองเจ้าจากโรคภัยไข้เจ็บทุกอย่าง เส้นทางของเจ้าเป็นเส้นทางที่ราบรื่น ทันใดนั้นวันหนึ่งเจ้าไปตรวจสุขภาพและหมอก็พบโรคแปลกๆ ซึ่งต่อมาพวกเขาวินิจฉัยว่าเป็นอาการป่วยระยะสุดท้าย ในหัวใจของเจ้า ราวกับว่ามีกำลังบังคับบางอย่างได้เปลี่ยนทิศทางของกระแสอันทรงพลังและพลิกคว่ำมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่ “ในคริสตจักรไม่มีพี่น้องชายหญิงคนใดเป็นโรคนี้” เจ้ากล่าว “ฉันเชื่อในพระเจ้ามายาวนานที่สุด กระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่ของฉันมากที่สุด และทนทุกข์มากที่สุด เป็นไปได้อย่างไรที่ฉันเป็นโรคนี้?” หลังจากไตร่ตรองเรื่องนี้แล้ว เจ้าก็ตระหนักว่านี่ต้องเป็นบททดสอบจากพระเจ้าและเจ้าควรจะนบนอบ ขณะนี้เจ้ายังคงมีความเชื่อที่จะอธิษฐานถึงพระเจ้า แต่หลังจากที่เจ้าอธิษฐานไปสักระยะหนึ่งแต่ยังคงไม่หายป่วย เจ้าก็ปักใจว่า “นี่คือการที่พระเจ้าทรงปล่อยให้ฉันตาย พระเจ้าทรงต้องการเอาชีวิตของฉัน!” ตอนนี้เจ้าจะยังคงนบนอบพระเจ้าอยู่หรือไม่? (ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น) เจ้าจะร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า! ข้าพระองค์ไม่อยากตาย ข้าพระองค์ยังใช้ชีวิตมาไม่พอ ข้าพระองค์ยังอายุน้อย ข้าพระองค์มีประสบการณ์กับชีวิตมาเพียงครึ่งทางเท่านั้น ขอพระองค์ทรงประทานเวลาให้ข้าพระองค์อีกสองสามปี ยังคงมีอีกหลายอย่างที่ข้าพระองค์สามารถทำได้!” ไม่มีประโยชน์ที่จะอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงรักษาเจ้าให้หาย ไม่ว่าเจ้าจะได้รับการตรวจกี่ครั้งก็ตาม ผลการตรวจก็จะแสดงว่าอาการป่วยของเจ้าอยู่ในระยะสุดท้าย แม้ได้รับการรักษา เจ้าก็จะตาย หากไม่ได้รับการรักษา เจ้าก็จะตายอยู่ดี เช่นนั้นแล้วเจ้าจะทำอย่างไร? หลายครั้งเมื่อพระเจ้าทรงทดสอบผู้คน พวกเขาเริ่มต้นด้วยการคิดว่าการกระทำของพระเจ้านั้นถูกต้องและดี แต่เมื่อข้อสรุปชัดเจน พวกเขาก็คิดว่า “บางทีอาจเป็นความปรารถนาของพระเจ้าให้ฉันตายอย่างแท้จริง หากพระเจ้าทรงต้องการให้ฉันตาย ก็จงปล่อยให้ฉันตาย!” ดังนั้นพวกเขาจึงเพียงแค่รอความตายอย่างนิ่งเฉยและหมดหนทาง การรอความตายเช่นนี้เป็นท่าทีประเภทใด? มีองค์ประกอบของการนบนอบอยู่ในการนั้นหรือไม่? (ไม่มี การนั้นเป็นเพียงการยอมรับชะตากรรม) ตามความเป็นจริงผู้คนเช่นนี้เต็มใจที่จะตายหรือไม่? (พวกเขาไม่เต็มใจ) แล้วเพราะเหตุใดพวกเขาจึงรอความตาย? เมื่อความตายมาถึง พวกเขาไม่มีทางเลือกใดนอกจากการตาย หากพวกเขาไม่มีทางเลือก พวกเขาย่อมสามารถทำได้เพียงยอมรับความตาย “การยอมรับ” นี้เป็นท่าทีของการต่อต้านอย่างนิ่งเฉย ไม่ใช่การปฏิบัติตนในการเป็นพยาน ผู้คนบางคนกล่าวว่า “พระเจ้าทรงปล่อยให้ฉันตาย แล้วฉันจะมีพยานใดเหลือที่จะให้อีกเล่า?” แม้ว่าพระเจ้าทรงปล่อยให้เจ้าตาย เจ้าไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระเจ้าหรอกหรือ? เจ้าจะทอดทิ้งหน้าที่ของตนหรือไม่? เจ้าได้ทำหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นแล้วหรือยัง? เจ้าได้ทำหน้าที่ของตนให้ดีแล้วหรือยัง? เจ้าต้องมีหัวใจประเภทใดเพื่อที่จะตั้งมั่นในการเป็นพยานซึ่งเป็นหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างต้องทำ? (ขอข้าพระองค์เล่าประสบการณ์ของข้าพระองค์ เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าพระองค์มีอาการปวดฟันมากจนนอนไม่หลับอยู่สามวันเนื่องจากความเจ็บปวด แต่ข้าพระองค์ก็ยังคงต้องทำหน้าที่ของตัวเองทุกวัน ความเจ็บปวดอันน่างุนงงสับสนในหัวของข้าพระองค์นั้นแทบจะมากเกินกว่าที่ข้าพระองค์สามารถทนได้อย่างแท้จริง ข้าพระองค์พร่ำบ่นเล็กน้อยในหัวใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รู้สึกว่าข้าพระองค์ได้ทำหน้าที่ของตัวเองดีมาก แล้วเพราะเหตุใดเรื่องนี้จึงเกิดกับข้าพระองค์? ตอนนั้นข้าพระองค์รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ พี่น้องชายหญิงบางคนกระตุ้นให้ข้าพระองค์ทบทวนและรู้จักตัวข้าพระองค์เอง ดังนั้นข้าพระองค์จึงอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาพระองค์อย่างต่อเนื่อง ข้าพระองค์ไม่พบว่าตัวเองได้กบฏต่อพระเจ้าในสิ่งใดเลย ต่อมาข้าพระองค์ก็คิดถึงคำพูดของโยบที่พูดกับภรรยาของเขาระหว่างช่วงเวลาที่เขาได้รับบททดสอบว่า “เราจะรับสิ่งดีจากพระเจ้า และจะไม่รับสิ่งไม่ดีบ้างหรือ?” (โยบ 2:10) โยบสามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้ระหว่างบททดสอบของเขา ข้าพระองค์คำนึงถึงตัวเองและเห็นว่าข้าพระองค์สามารถสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างไร เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นไปด้วยดีสำหรับข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์กลับกลายเป็นคนคิดลบและเป็นกบฏต่อพระเจ้าในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยาก ข้าพระองค์รู้สึกว่านี่ไม่ใช่หนทางของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และในเวลานี้มโนธรรมของข้าพระองค์ก็สั่นคลอนในที่สุด ข้าพระองค์มีเจตจำนงที่จะกบฏต่อเนื้อหนังและทำให้พระเจ้าพอพระทัย ข้าพระองค์คิดว่าต่อให้ข้าพระองค์ป่วย ข้าพระองค์ก็ยังคงควรจะนบนอบพระเจ้า ไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงใด ข้าพระองค์ก็ต้องเพียรทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปด้วยความเต็มใจ นี่เป็นประสบการณ์ของข้าพระองค์เอง) ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญกับบททดสอบใดก็ตาม เจ้าต้องมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า—นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง เจ้าต้องทบทวนตัวเจ้าเองในขณะที่ไม่ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าล่าช้า จงอย่าทำเพียงทบทวนและไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ของตนเลย พลางละเลยสิ่งสำคัญเพื่อที่จะมุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่ไม่มีนัยสำคัญ—นั่นคือหนทางของความเขลา ไม่สำคัญว่าบททดสอบอะไรเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องปฏิบัติต่อบททดสอบนั้นว่าเป็นภาระที่พระเจ้าทรงมอบแก่เจ้า สมมติผู้คนบางคนถูกรุมเร้าด้วยความเจ็บไข้ใหญ่หลวงและความทุกข์ที่ไม่อาจรับได้ บางคนเผชิญหน้ากับความตายด้วยซ้ำ พวกเขาควรเข้าหาสถานการณ์ประเภทนี้อย่างไร? ในหลายกรณี บททดสอบของพระเจ้าคือภาระที่พระองค์ทรงมอบแก่ผู้คน ไม่ว่าภาระที่พระเจ้าประทานให้แก่เจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด นั่นคือน้ำหนักของภาระที่เจ้าควรดำเนินการ เพราะพระเจ้าทรงเข้าใจเจ้า และทรงรู้ว่าเจ้าจะมีความสามารถที่จะแบกรับมัน ภาระที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เจ้าจะไม่มากเกินกว่าวุฒิภาวะของเจ้าหรือขีดจำกัดความอดทนของเจ้า ดังนั้น จึงไม่มีคำถามเลยว่าเจ้าจะมีความสามารถที่จะแบกรับมันหรือไม่ ไม่ว่าภาระที่พระเจ้าทรงมอบให้เจ้าจะมีลักษณะใด บททดสอบเป็นประเภทใด จงจำไว้สิ่งหนึ่งว่า ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ ได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์หลังจากที่เจ้าอธิษฐานหรือไม่ ไม่ว่าบททดสอบนี้จะเป็นการบ่มวินัยหรือการตักเตือนเจ้าจากพระเจ้าก็ตาม หากเจ้าไม่เข้าใจ นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ตราบเท่าที่เจ้าไม่รอช้าที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และสามารถยึดมั่นในหน้าที่ของเจ้าอย่างจงรักภักดี พระเจ้าก็จะพึงพอพระทัย และเจ้าจะตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า และสามารถยึดมั่นในหน้าที่ของเจ้าอย่างจงรักภักดี พระเจ้าก็จะพึงพอพระทัย และเจ้าจะตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า เมื่อมองเห็นว่าพวกเขากำลังทนทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงและกำลังจะตาย ผู้คนบางคนคิดกับตัวพวกเขาเองว่า “ที่ฉันเริ่มต้นเชื่อในพระเจ้าก็เพื่อหลีกเลี่ยงความตาย—แต่นั่นกลายเป็นว่าแม้หลังจากหลายปีแห่งการปฏิบัติหน้าที่ของฉัน พระองค์กำลังจะปล่อยให้ฉันตาย ฉันควรจะทำกิจธุระของฉันเอง ทำสิ่งทั้งหลายที่ฉันต้องการทำเสมอมา และชื่นชมสิ่งทั้งหลายที่ฉันยังไม่ได้ชื่นชมในชีวิตนี้ ฉันสามารถเลื่อนการทำหน้าที่ของฉันออกไปได้” นี่คือท่าทีอะไร? เจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้ามาโดยตลอดเป็นเวลาหลายปี เจ้าได้ฟังคำเทศนาเหล่านี้ทั้งหมด และเจ้ายังคงไม่ได้เข้าใจความจริง บททดสอบหนึ่งโค่นล้มเจ้า ทำให้เจ้าเข่าทรุดลง และตีแผ่เจ้า บุคคลเช่นนั้นมีค่าคู่ควรต่อการที่พระเจ้าจะทรงเอาพระทัยใส่กระนั้นหรือ? (พวกเขาไม่คู่ควร) พวกเขาปราศจากความจงรักภักดีโดยสิ้นเชิง ดังนั้น หน้าที่ที่พวกเขาใช้เวลาตลอดหลายปีนี้ปฏิบัติไปเป็นที่รู้จักกันว่าอะไร? การนั้นเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น “การลงแรง” และพวกเขาแค่เพียงทุ่มเทกำลังตัวพวกเขาเองเท่านั้น หากในความเชื่อในพระเจ้าและในการไล่ตามเสาะหาความจริงของเจ้า เจ้าสามารถกล่าวได้ว่า “ความป่วยไข้หรือเหตุการณ์ไม่น่าพึงใจอันใดก็ตามที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้บังเกิดกับฉัน—ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด—ฉันต้องนบนอบ และอยู่ในที่ของฉันในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ก่อนสิ่งอื่นทั้งปวง ฉันต้องนำความจริงแง่มุมนี้—การนบนอบ—มาปฏิบัติ ฉันต้องนำการนี้มาทำให้เป็นผล และใช้ชีวิตตามความเป็นจริงแห่งการนบนอบพระเจ้า ที่มากกว่านั้นคือ ฉันต้องไม่ทิ้งสิ่งที่พระเจ้าได้มีพระบัญชาแก่ฉันและหน้าที่ที่ฉันควรปฏิบัติ ต่อให้เป็นลมหายใจห้วงสุดท้ายของฉัน ฉันก็ต้องยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน” นี่ไม่ใช่การเป็นคำพยานหรอกหรือ? เมื่อเจ้ามีการตัดสินใจแน่วแน่ประเภทนี้และสภาวะประเภทนี้ เจ้าจะยังคงมีความสามารถที่จะคร่ำครวญเกี่ยวกับพระเจ้าได้หรือ? ไม่ เจ้าทำไม่ได้ ในเวลาเช่นนั้น เจ้าจะคิดกับตัวเจ้าเองว่า “พระเจ้าทรงมอบลมหายใจนี้ให้ฉัน พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมให้ฉันและทรงคุ้มครองฉันตลอดหลายปีมานี้ พระองค์ทรงรับความเจ็บปวดไปจากฉัน ทรงมอบพระคุณมากมายและความจริงมากมายให้แก่ฉัน ฉันได้เข้าใจความจริงและความล้ำลึกที่ผู้คนยังไม่เข้าใจมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน ฉันได้รับมาจากพระเจ้ามากมายยิ่งนัก ดังนั้น ฉันต้องชดใช้คืนให้พระเจ้า! เมื่อก่อนนั้น วุฒิภาวะของฉันเล็กน้อยเกินไป ฉันไม่เคยเข้าใจสิ่งใด และทุกสิ่งที่ฉันทำเป็นที่น่าเจ็บปวดสำหรับพระเจ้า ฉันอาจไม่มีโอกาสอื่นอีกในการชดใช้คืนให้พระเจ้าในอนาคต ไม่ว่าฉันมีเวลาเหลือที่จะใช้ชีวิตอีกเท่าไร ฉันต้องถวายเรี่ยวแรงกำลังอันน้อยนิดที่ฉันมีและทำสิ่งที่ฉันสามารถทำได้เพื่อพระเจ้า เพื่อที่พระองค์จะทรงสามารถมองเห็นว่าตลอดหลายปีแห่งการจัดเตรียมให้แก่ฉันนี้ไม่ได้สูญเปล่าเลย แต่ได้เกิดดอกผลแล้ว ขอให้ฉันได้นำความชูใจมาสู่พระเจ้า และไม่ทำร้ายหรือทำให้พระองค์ทรงผิดหวังอีกต่อไป” การคิดในหนทางนี้เป็นอย่างไรบ้าง? จงอย่าคิดถึงวิธีที่จะช่วยตัวเจ้าเองให้รอดหรือหนีพ้น โดยการคิดว่า “เมื่อไหร่ความเจ็บไข้ได้ป่วยนี้จะได้รับการเยียวยา? เมื่อถึงเวลานั้น ฉันจะทำสุดความสามารถเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของฉันและจงรักภักดี ฉันจะสามารถจงรักภักดีในตอนที่ฉันป่วยได้อย่างไร? ฉันจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?” ตราบเท่าที่เจ้ามีลมหายใจหนึ่ง เจ้าไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้หรือ? ตราบเท่าที่เจ้ามีลมหายใจหนึ่ง เจ้าสามารถที่จะไม่นำความอับอายมาสู่พระเจ้าได้หรือไม่? ตราบเท่าที่เจ้ามีลมหายใจหนึ่ง ตราบเท่าที่จิตใจของเจ้าแจ่มแจ้ง เจ้าสามารถที่จะไม่คร่ำครวญเกี่ยวกับพระเจ้าได้หรือไม่? (สามารถทำได้) มันง่ายที่จะพูดว่า “ได้” ในตอนนี้ แต่มันจะไม่ง่ายเช่นนั้นเมื่อการนี้เกิดขึ้นกับเจ้าจริงๆ และดังนั้น พวกเจ้าต้องไล่ตามเสาะหาความจริง ทำงานหนักเกี่ยวกับความจริงบ่อยครั้ง และใช้เวลาคิดให้มากขึ้นว่า “ฉันจะสามารถสนองเจตนารมณ์พระเจ้าได้อย่างไร? ฉันจะสามารถชดใช้คืนความรักของพระเจ้าอย่างไร? ฉันจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?” สิ่งมีชีวิตทรงสร้างคืออะไร? หน้าที่รับผิดชอบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างคือแค่ฟังพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นหรือ? ไม่ใช่—นั่นคือการใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงมอบความจริงมากมายยิ่งนัก หนทางมากมายยิ่งนักและชีวิตมากมายยิ่งนักให้แก่เจ้า เพื่อที่เจ้าอาจใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านี้ และเป็นคำพยานต่อพระองค์ นี่คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรจะทำ และนี่เป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเจ้า เจ้าต้องใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้ให้บ่อย หากเจ้าใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ เจ้าจะหยั่งลึกลงไปในทุกแง่มุมของความจริง
หากผู้คนไม่เลือกเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่ทำงานหนักเพื่อให้ได้รับความจริง ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะสะดุดและล้มลง เป็นเรื่องยากลำบากที่จะยืนหยัดอย่างเที่ยงตรงเพราะปัญหาที่พวกเขาเผชิญไม่สามารถแก้ไขได้โดยการพึ่งพาความรู้และคำสอนเล็กน้อยที่พวกเขามี ไม่ว่าเจ้าจะสามารถพูดเกี่ยวกับคำสอนได้ดีเพียงใดก็ตาม เจ้าก็จะไม่สามารถแก้ไขความลำบากยากเย็นที่แท้จริงได้ เจ้าต้องใคร่ครวญความจริงทั้งหลายเป็นอาจิณเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความชัดเจนที่ทะลุปรุโปร่ง เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาใดก็ตามที่เจ้าพบเจอได้ บรรดาผู้คนที่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริงนั้นไม่กล่าวถึงคำพูดและคำสอน พวกเขาสามารถหยั่งรู้ทุกสิ่งและมองเห็นทุกสิ่งได้ชัดเจน และพวกเขาก็ปฏิบัติตนด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจในทุกอย่างที่พวกเขาทำ หากเจ้าไม่รู้วิธีที่จะแสวงหาความจริงในสถานการณ์ที่เจ้าเผชิญและปฏิบัติตนตามเจตจำนงของตัวเจ้าเองอยู่เสมอ ย่อมไม่มีหนทางที่เจ้าจะเข้าใจความจริง ในการเข้าใจความจริง เจ้าต้องไตร่ตรองเป็นอาจิณถึงวิธีที่จะใช้ความจริงแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า หากเจ้าไม่ใคร่ครวญในลักษณะนี้ เจ้าจะสามารถได้รับความจริงเหล่านี้ได้หรือไม่? หากเจ้าไม่ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินคำเทศนากี่ครั้งก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจคำสอนกี่ประการก็ตาม เจ้าย่อมจะอยู่ในระดับของคำพูดและคำสอนอยู่เสมอ หากเจ้ารู้วิธีที่จะกล่าวถึงคำพูดและคำสอนเหล่านี้ การนี้มักจะสามารถหลอกให้เจ้าคิดว่าความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าได้เกิดผลแล้วและวุฒิภาวะของเจ้าสูงมาก เพราะตอนนี้เจ้ากระตือรือร้นและมีพลัง แต่เมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริง นั่นคือเมื่อเผชิญหน้ากับบททดสอบและความทุกข์ลำบาก เจ้าจะเริ่มเห็นว่าคำพูดและคำสอนเหล่านี้ให้การคุ้มครองแก่เจ้าน้อยเพียงใด สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถคุ้มครองเจ้าจากบททดสอบได้สักบทเดียว ไม่ต้องพูดถึงการรับรองว่าเจ้าจะสามารถผ่านการทดสอบแต่ละครั้งที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์ได้อย่างราบรื่น แต่เจ้าจะรู้สึกว่าคำพูดและคำสอนเหล่านี้ได้นำเจ้าไปสู่ความล่มจมมากกว่า ในเวลาเช่นนั้นเจ้าจะเห็นว่าเจ้าเข้าใจความจริงน้อยเพียงใดและเห็นว่าเจ้ายังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง บ่อยครั้งเมื่อพวกเขาเผชิญกับบททดสอบและไม่สามารถมองเห็นหนทางข้างหน้าได้ ในที่สุดผู้คนก็จะรู้สึกว่าพวกเขาหมดหนทางเมื่อไร้ซึ่งความจริงและรู้สึกว่าการพูดถึงคำสอนทั้งหมดของพวกเขานั้นไร้ประโยชน์เพียงใด เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะเห็นว่าตนขาดไปมากเพียงใดและตนน่าเวทนาเพียงใด เมื่อทุกสิ่งปลอดภัยและไร้ความเดือดร้อน เจ้าจะรู้สึกเสมอว่าเจ้าเข้าใจทุกสิ่ง เจ้ารู้สึกว่าความเชื่อของเจ้าไม่ไร้ประโยชน์และเจ้าได้รับมากมายหลายอย่างจากความเชื่อนั้น เจ้ารู้สึกว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เจ้าก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวล อันที่จริงเจ้าเพียงเข้าใจคำพูดและคำสอนบางประการ ซึ่งไม่มีประโยชน์ใดเลย เมื่อเผชิญหน้ากับความวิบัติและภัยพิบัติ เจ้าจะตกอยู่ในความสูญสิ้น โดยไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างไร เมื่ออธิษฐานถึงพระเจ้า เจ้าจะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรหรือขออะไร เจ้าไม่สามารถหาเส้นทางพบได้ การนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์นั้นน่าเวทนาเพียงใด หัวใจของเจ้าว่างเปล่าจากพระวจนะของพระเจ้าและเจ้าขาดพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าอยู่ในความมืดมิดเรียบร้อยแล้ว ความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าไม่ได้ทำให้เจ้าได้รับสิ่งใดเลย และตอนนี้เจ้าก็สิ้นเนื้อประดาตัวราวกับขอทาน เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะรู้สึกว่าความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นปราศจากความเป็นจริงความจริงโดยสิ้นเชิง ตอนนี้เจ้าถูกเปิดเผยอย่างสมบูรณ์แล้ว หากการเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีทำให้เจ้าตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ เจ้าก็ถูกลิขิตไว้แล้วว่าจะถูกกำจัดออกไป
12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017
เชิงอรรถ:
ก. โรคหลอดเลือดสมองจากความเย็นเป็นคำศัพท์ที่ใช้ในการแพทย์แผนจีนซึ่งหมายถึงความเย็นภายในที่รุนแรงและอาจทำให้ถึงแก่ชีวิต ซึ่งเป็นความเย็นที่เกิดจากองค์ประกอบภายนอก
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ