หนทางข้างหน้ามีอยู่แต่ในการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใคร่ครวญความจริงเป็นนิจเท่านั้น (ตอนที่หนึ่ง)

หากเจ้าปรารถนาที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี เจ้าต้องเข้าใจความจริงก่อน เจ้าต้องแสวงหาความจริงด้วยหัวใจทั้งหมดของเจ้า ในการแสวงหาความจริง สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า จุดประสงค์ของการใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าเช่นนี้ก็คือการเข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระวจนะ โดยผ่านการแสวงหา เจ้าจึงจะเข้าใจความหมายของพระวจนะของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าพึงประสงค์จากผู้คน และเจตนารมณ์ของพระเจ้าซึ่งสามารถพบได้ในพระวจนะของพระองค์ เมื่อเจ้าบรรลุความเข้าใจเช่นนี้ เจ้าจะเข้าใจความจริง เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงแล้ว ก็เป็นการง่ายที่จะจับความเข้าใจในหลักธรรมที่ต้องนำการปฏิบัติของเจ้า และเช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถปฏิบัติความจริงได้ เมื่อเจ้าเรียนรู้ที่จะปฏิบัติความจริงแล้ว เจ้าก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ในเวลาเช่นนี้เจ้าจะเข้าใจสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่สามารถเข้าใจมาก่อน เจ้าจะสำเหนียกสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมาก่อน และเจ้าจะแก้ไขปัญหาที่ก่อนหน้านั้นเป็นไปไม่ได้สำหรับเจ้า เจ้าจะเริ่มได้รับแรงบันดาลใจและความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ จากหลายสิ่งหลายอย่าง เส้นทางของการนำไปปฏิบัติจะเปิดให้แก่เจ้า และเจ้าจะสามารถปฏิบัติความจริงได้อย่างสม่ำเสมอ นี่เป็นวิธีที่เจ้าจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดีหากเจ้าไม่ทุ่มเทหัวใจให้กับหน้าที่ของตน และไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง หากเจ้าปนเปหรือสับสน เพียงทำสิ่งทั้งหลายในหนทางที่ง่ายที่สุดที่เจ้าสามารถทำได้เท่านั้น เช่นนั้นแล้วนี่เป็นความคิดประเภทใด? นี่เป็นความคิดในการทำสิ่งทั้งหลายในลักษณะที่สุกเอาเผากิน หากเจ้าไม่จงรักภักดีต่อหน้าที่ของตน หากเจ้าไม่มีสำนึกในความรับผิดชอบต่อหน้าที่นั้น หรือไม่มีสำนึกในภารกิจ เจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกควรหรือไม่? เจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามมาตรฐานที่ยอมรับได้หรือไม่? และหากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามมาตรฐานที่ยอมรับได้ เจ้าจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน ทุกครั้งที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตน หากเจ้าไม่ขยันหมั่นเพียร เจ้าไม่ต้องการทุ่มเทพยายามแต่อย่างใด และเพียงทำให้สำเร็จแบบมั่วๆ โดยปราศจากความคิดราวกับว่าเจ้ากำลังเล่นเกมอะไรสักอย่างอยู่ นี่ไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนหรอกหรือ? เจ้าจะสามารถได้รับสิ่งใดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางนี้? ท้ายที่สุดผู้คนจะมองเห็นว่าเมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตน เจ้าไม่มีสำนึกในความรับผิดชอบ สุกเอาเผากิน และแค่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น—ในกรณีนี้ เจ้าย่อมตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกำจัดออกไป พระเจ้าทรงกำลังพินิจพิเคราะห์ตลอดทั้งกระบวนการในขณะที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และพระเจ้าจะตรัสว่าอย่างไร? (บุคคลนี้ไม่คู่ควรกับพระบัญชาของพระองค์หรือความไว้วางพระทัยของพระองค์) พระเจ้าจะตรัสว่าเจ้าไม่น่าไว้วางใจ และตรัสว่าเจ้าควรถูกกำจัดออกไป และดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ใด ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ที่สำคัญหรือธรรมดาก็ตาม หากเจ้าไม่ทุ่มเทหัวใจให้กับงานที่เจ้าได้รับมอบหมายหรือลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า และหากเจ้าไม่เห็นว่างานนั้นเป็นพระบัญชาของพระเจ้า หรือไม่ถือว่างานดังกล่าวเป็นหน้าที่และภาระผูกพันของตัวเจ้าเอง โดยทำสิ่งทั้งหลายในลักษณะที่สุกเอาเผากินอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วนี่กำลังจะเป็นปัญหา “ไม่น่าไว้วางใจ”—สองคำนี้จะนิยามวิธีที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า สองคำนี้หมายความว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไม่ได้มาตรฐาน และเจ้าถูกกำจัดออกไป และพระเจ้าตรัสว่าบุคลิกลักษณะของเจ้าไม่ได้มาตรฐาน หากเจ้าได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องใด แต่นี่คือท่าทีที่เจ้ามีต่อเรื่องนั้นและนี่คือวิธีที่เจ้ารับมือกับเรื่องนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้รับพระบัญชาให้ทำหน้าที่เพิ่มเติมในอนาคตหรือไม่? เจ้าจะสามารถได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องสำคัญได้หรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน เว้นแต่ว่าเจ้าจะแสดงการกลับใจอย่างแท้จริงออกมา อย่างไรก็ตามในส่วนลึกพระเจ้าจะทรงเก็บงำความไม่ไว้วางพระทัยและความไม่พอพระทัยต่อเจ้าเอาไว้เสมอ เรื่องนี้จะเป็นปัญหามิใช่หรือ? เจ้าอาจจะสูญสิ้นโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และเจ้าอาจจะไม่ได้รับการช่วยให้รอด

ในเวลาที่ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา โดยข้อเท็จจริงแล้วพวกเขากำลังทำสิ่งที่พวกเขาควรจะทำ หากเจ้าทำหน้าที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและนบนอบพระเจ้าด้วยท่าทีที่ซื่อสัตย์และด้วยหัวใจ ท่าทีนี้จะไม่ถูกต้องกว่าเป็นอย่างมากหรอกหรือ? ดังนั้น เจ้าควรจะประยุกต์ใช้ท่าทีนี้กับชีวิตประจำวันของเจ้าอย่างไร? เจ้าต้องทำให้ “การนมัสการพระเจ้าด้วยหัวใจและความซื่อสัตย์” เป็นความเป็นจริงของเจ้า เมื่อใดก็ตามที่เจ้าต้องการที่จะย่อหย่อนและทำแค่พอพ้นตัว เมื่อใดก็ตามที่เจ้าต้องการจะปฏิบัติตนในหนทางที่ปลิ้นปล้อนและเกียจคร้าน และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าวอกแวกหรือเลือกความสนุกสำราญมากกว่า เจ้าควรคิดคำนึงว่า “ในการประพฤติตนเยี่ยงนี้ ฉันกำลังเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจหรือไม่? นี่คือการทุ่มหัวใจให้กับการทำหน้าที่ของฉันหรือไม่? การทำเช่นนี้ทำให้ฉันกำลังไม่มีความจงรักภักดีหรือไม่? ในการทำการนี้ ฉันกำลังล้มเหลวในการใช้ชีวิตให้เป็นไปตามพระบัญชาที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันหรือไม่?” นี่คือวิธีที่เจ้าควรทบทวนตนเอง หากเจ้าค้นพบว่าเจ้าสุกเอาเผากินในหน้าที่ของตนอยู่เสมอ และเจ้าไม่จงรักภักดีและเจ้าได้ทำร้ายพระทัยของพระเจ้า เจ้าควรทำอย่างไร? เจ้าควรพูดว่า “ในตอนนั้นฉันสำนึกว่าตรงนี้มีบางอย่างผิดปกติ แต่ฉันไม่ได้มองว่านั่นคือปัญหา ฉันแค่กลบเกลื่อนไปอย่างไม่ใส่ใจ ฉันไม่ตระหนักจนถึงตอนนี้ว่าจริงๆ แล้วฉันสุกเอาเผากิน ว่าฉันยังไม่ได้ทำสิ่งที่ฉันรับผิดชอบ ฉันไม่มีมโนธรรมและเหตุผลอย่างแท้จริง!” เจ้าค้นพบปัญหาและได้รู้จักตนเองบ้างแล้ว—ดังนั้นตอนนี้เจ้าต้องกลับตัว! ท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นผิด เจ้าไม่เอาใจใส่ในหน้าที่ ทำเหมือนเป็นงานเสริมและเจ้าไม่ได้ใส่หัวใจของเจ้าลงไป หากเจ้าสุกเอาเผากินเช่นนี้อีก เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและยอมให้พระองค์บ่มวินัยและตีสอนเจ้า เจ้าต้องมีเจตจำนงเช่นนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง เจ้าอาจจะกลับตัวก็ต่อเมื่อมโนธรรมของเจ้าชัดเจนและท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนเปลี่ยนไปแล้วเท่านั้น และเมื่อเจ้ากลับใจ เจ้าต้องคิดทบทวนให้บ่อยด้วยว่าเจ้าได้ทุ่มเทหัวใจทั้งหมดของเจ้า จิตใจทั้งหมดของเจ้า และเรี่ยวแรงทั้งหมดของเจ้าในการปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยแท้จริงหรือไม่ จากนั้นโดยการใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรวัดและการนำพระวจนะของพระองค์มาประยุกต์ใช้กับตัวเจ้าเอง เจ้าจะเรียนรู้ว่ายังคงมีปัญหาใดอยู่บ้างในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า โดยการแก้ไขปัญหาในหนทางนี้เป็นอาจิณตามพระวจนะของพระเจ้า เจ้าไม่ได้กำลังนำการปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยหัวใจ จิตใจ และเรี่ยวแรงทั้งหมดของตนไปสู่ความเป็นจริงหรอกหรือ? ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าในหนทางเช่นนี้ เจ้าไม่ได้ทำหน้าที่นั้นไปแล้วด้วยหัวใจ จิตใจ และเรี่ยวแรงทั้งหมดของเจ้าหรอกหรือ? หากไม่มีการกล่าวโทษมโนธรรมของเจ้าอีกต่อไป หากเจ้าสามารถมีคุณสมบัติครบถ้วนและสามารถแสดงความจงรักภักดีในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะมีสันติสุขและความชื่นบานยินดีในหัวใจของเจ้าอย่างแท้จริง การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าจะรู้สึกเหมือนเป็นความรับผิดชอบซึ่งเป็นธรรมชาติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ มากกว่าจะรู้สึกเป็นภาระเพิ่มเติม และไม่เหมือนกับงานที่ทำเพื่อคนอื่นเลย โดยการปฏิบัติหน้าที่ในหนทางนี้ เจ้าย่อมรู้สึกสมประสงค์และรู้สึกว่าเจ้ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า การที่เจ้าปฏิบัติตนเช่นนี้ย่อมนำสันติสุขมาสู่จิตใจ การนี้จะไม่ทำให้เจ้าเป็นมนุษย์มากขึ้นเล็กน้อยและเหมือนผีดิบน้อยลงหรอกหรือ? การที่เจ้าปฏิบัติตนเช่นนี้ง่ายหรือไม่? ตามความเป็นจริงการปฏิบัติตนเช่นนี้ง่าย แต่ไม่ง่ายสำหรับผู้คนเหล่านั้นที่ไม่ยอมรับความจริง

อันที่จริงไม่ว่าบุคคลจะปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามมาตรฐานที่ยอมรับได้หรือไม่ ไม่ว่าในกรณีใดก็มีตาชั่งน้ำหนักในหัวใจของพวกเขาอยู่แล้ว หากพวกเขาฟังบทเทศน์เป็นอาจิณ อ่านพระวจนะของพระเจ้าเป็นอาจิณ และสามัคคีธรรมกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ต่อให้พวกเขามีความเข้าใจความจริงที่ตื้นเขินเท่านั้น อย่างน้อยพวกเขาก็จะสามารถเข้าใจคำสอนบางประการได้ โดยใช้คำสอนเหล่านี้เป็นมาตรวัดของพวกเขา พวกเขาก็สามารถตัดสินได้ด้วยว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีเพียงใดและพวกเขากำลังปฏิบัติตามหลักธรรมหรือไม่ ความชัดเจนนี้อยู่ภายในการจับความเข้าใจของผู้คนเหล่านั้นที่มีมโนธรรมและเหตุผลทุกคน หลายครั้งเมื่อผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาก็ทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน พวกเขาไม่อุทิศเรี่ยวแรงทั้งหมดของตน ไม่ต้องพูดถึงการแสวงหาความจริงและการปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับหลักธรรม ไม่ว่าหน้าที่ของพวกเขาอาจจะเป็นเช่นใด พวกเขาก็เพิกเฉย แม้ว่าพวกเขาอาจจะมองเห็นปัญหา พวกเขาก็ไม่แสวงหาให้พบทางแก้ไข แต่ปฏิบัติตนราวกับว่าปัญหานั้นไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาใส่ใจ และพยายามแก้ไขปัญหานั้นอย่างสุกเอาเผากิน ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะทำสิ่งทั้งหลายให้ตัวพวกเขาเองยากลำบาก ไม่เห็นความจำเป็นที่จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ดีการอำนวยความสะดวกให้ตัวพวกเขาเองในหนทางนี้ส่งผลให้ภาวะภายในของพวกเขาแย่ลงโดยไม่ทันรู้ตัว หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยปราศจากสำนึกในภาระ หัวใจของเจ้าก็จะกลายเป็นหัวใจที่สุกเอาเผากินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หัวใจของเจ้าจะไม่สามารถรับผิดชอบได้ นับประสาอะไรกับการจงรักภักดี ผลลัพธ์ก็คือการทรงให้ความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะถูกปฏิเสธ เจ้าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และข้อบังคับที่กำหนดไว้อยู่เสมอโดยปราศจากความสว่างหรือความเข้าใจเชิงลึกใหม่ โดยไม่ทำอะไรมากไปกว่าการทำพอเป็นพิธีเท่านั้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าในหนทางเช่นนี้ไร้ความหมาย แม้กระทั่งในยามที่เจ้าลงแรง การทำงานนั้นก็ไม่ดีพอ หากแม้กระทั่งการลงแรงของเจ้าก็ไม่ดีพอ เจ้าจะสามารถเป็นคนลงแรงที่จงรักภักดีได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน ผู้คนเหล่านั้นที่ลงแรงอย่างไม่ดีพอสามารถถูกกำจัดออกไปได้เท่านั้น ผู้คนที่มีความคิดสับสนบางคนนั้นไม่มีความเข้าใจความจริงเลยแม้แต่น้อย พวกเขาถือว่าเพียงการปฏิบัติหน้าที่ของตนก็เป็นการปฏิบัติความจริงแล้ว พวกเขาคิดว่าโดยการเพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาก็กำลังปฏิบัติความจริงแล้ว หากเจ้าถามบุคคลเช่นนี้ว่า “คุณสามารถปฏิบัติความจริงได้หรือไม่?” เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะตอบว่า “โดยการทำหน้าที่ของฉัน ฉันไม่ได้กำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรอกหรือ?” พวกเขาถูกต้องหรือไม่? คำพูดเหล่านั้นคือคำพูดของคนที่มีความคิดสับสน ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องทุ่มเทหัวใจ จิตใจ และเรี่ยวแรงทั้งหมดของเจ้าลงไปในการทำหน้าที่นั้นเพื่อที่จะปฏิบัติความจริงอย่างมีประสิทธิผล ในการปฏิบัติความจริงอย่างมีประสิทธิผล เจ้าต้องปฏิบัติตนตามหลักธรรม หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางที่สุกเอาเผากิน ย่อมไม่มีผลกระทบที่แท้จริง เจ้าไม่สามารถเรียกการนี้ว่าการปฏิบัติความจริง การนี้ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากการลงแรง เห็นได้ชัดว่าเจ้ากำลังลงแรงเท่านั้น การนี้แตกต่างจากการปฏิบัติความจริง การลงแรงเป็นเพียงการทำสิ่งทั้งหลายที่ทำให้เจ้ายินดีพอใจตามเจตจำนงของเจ้าเอง ในขณะที่ไม่เอาใจใส่ในทุกสิ่งที่เจ้าไม่ชอบทำ ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญความลำบากยากเย็นเพียงใด เจ้าก็ไม่เคยแสวงหาหลักธรรมความจริง จากภายนอกอาจดูเหมือนว่าเจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการลงแรงเท่านั้น ผู้ใดที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยการปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงนั้นย่อมไม่สำเร็จลุล่วงในการทำสิ่งใดนอกจากการลงแรง ในครอบครัวของพระเจ้าผู้คนจำนวนมากพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยพึ่งพามโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ พวกเขาตรากตรำเป็นเวลาหลายปีโดยปราศจากผลงานมาแสดง พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติความจริงหรือปฏิบัติตนตามหลักธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ ดังนั้นหากผู้คนมักจะประพฤติตนตามเจตจำนงของตัวพวกเขาเองและปฏิบัติหน้าที่ของตนตามเจตจำนงของตนเอง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้กำลังทำความชั่วก็ตาม การนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติความจริงเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วเวลาหลายปีในการทำงานของพวกเขานั้นไม่ได้ชักนำให้พวกเขาเข้าใจสิ่งใดที่เกี่ยวกับความจริง และพวกเขาก็ไม่มีคำพยานจากประสบการณ์ที่พวกเขาสามารถแบ่งปันได้เลย เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เป็นเพราะเจตนารมณ์ที่ชักนำให้ผู้คนเหล่านี้มาปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นไม่ถูกต้อง แน่นอนว่าเหตุผลที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนก็เพื่อที่จะได้รับพระพร พวกเขาต้องการทำข้อตกลงกับพระเจ้า พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเพียงเพื่อที่จะได้รับความจริง พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นใด ด้วยเหตุผลนี้พวกเขาจึงสับสนและทำพอเป็นพิธีในลักษณะที่สุกเอาเผากินอยู่เสมอ พวกเขาไม่แสวงหาความจริง และดังนั้นทั้งหมดจึงเป็นเพียงการลงแรงเท่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่มากมายเพียงใด การกระทำของพวกเขาก็ไม่มีผลลัพธ์ที่แท้จริง เรื่องนี้ต่างออกไปสำหรับผู้คนเหล่านั้นที่มีความยำเกรงพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา พวกเขากำลังใคร่ครวญเป็นอาจิณถึงวิธีที่จะปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า และวิธีที่จะปฏิบัติตนเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวของพระเจ้าและประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร พวกเขากำลังคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับหลักธรรมและผลลัพธ์อยู่เสมอ พวกเขากำลังเพียรพยายามปฏิบัติความจริงและแสดงการนบนอบพระเจ้าอยู่เสมอ นี่คือท่าทีที่ถูกต้องของหัวใจ ผู้คนเหล่านี้คือผู้คนที่แสวงหาความจริงและรักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก เมื่อปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา บุคคลประเภทนี้จะได้รับการยอมรับจากพระเจ้าและได้รับความเห็นชอบจากพระองค์ แม้ว่าจากภายนอกผู้คนเหล่านั้นที่ไม่รักความจริงอาจดูเหมือนกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่พวกเขาไม่แสวงหาความจริงเลยแม้แต่น้อย พวกเขาปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับเจตจำนงของตนเองและทำเพียงสิ่งทั้งหลายที่หลีกเลี่ยงการเสียเปรียบและเป็นประโยชน์ต่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น พวกเขาใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยและหลบเลี่ยงความยากลำบากใดๆ แต่พวกเขายังคงต้องการความเห็นชอบจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและต้องการความมีหน้ามีตาที่ดี หากนี่คือจุดที่หัวใจของพวกเขาสนใจ พวกเขาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามมาตรฐานที่ยอมรับได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจากภายนอกพวกเจ้าดูเหมือนกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ แต่อันที่จริงหัวใจของพวกเจ้าไม่ได้กำลังใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ด้วยความสนใจทั้งหมดของเจ้าที่แน่วแน่ต่อแผนการและการคิดคำนวณเพื่อปรนนิบัติตนเอง เจ้าจะไม่ก้าวหน้าเลยแม้ว่าเจ้าได้ยึดมั่นในความเชื่อของตนมาหลายปีแล้วก็ตาม แม้ว่าพวกเจ้ามักจะชุมนุมกัน กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าด้วยกัน ฟังบทเทศน์และการสามัคคีธรรม ทันทีที่พวกเจ้าปิดพระวจนะของพระเจ้าและออกจากสถานที่นัดพบของพวกเจ้า ก็ไม่มีสิ่งใดคงเหลืออยู่ในหัวใจของพวกเจ้าเลย ไม่มีพระวจนะของพระเจ้าสักคำเดียว ไม่มีถ้อยคำที่เกี่ยวกับความจริงสักคำเดียวอยู่ในหัวใจของเจ้า บางครั้งเจ้าจดพระวจนะของพระองค์ลงในสมุดบันทึก แต่ไม่ได้เก็บรักษาพระวจนะเหล่านั้นไว้ในหัวใจของเจ้า และเจ้าก็ลืมทุกสิ่งในชั่วพริบตา นอกจากนั้นพวกเจ้าก็ไม่เคยใคร่ครวญความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของพวกเจ้า ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าไม่เคยแสวงหาหลักธรรมความจริง ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญกับความลำบากยากเย็นใด เจ้าก็มีท่าทีที่สุกเอาเผากิน แม้กระทั่งระหว่างการตัดแต่ง เจ้าก็ไม่เคยอธิษฐานถึงพระเจ้าหรือแสวงหาความจริง ในการนี้พวกเจ้าก็ดูไม่ต่างไปจากผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีทั้งการเข้าสู่ชีวิตและความเป็นจริงความจริงเลย การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าเป็นเพียงการลงแรงเท่านั้น และเจตนารมณ์ของพวกเจ้าก็คือการแลกเปลี่ยนการลงแรงเช่นนี้กับพระพรจากราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้เลย โดยการเชื่อในพระเจ้าในลักษณะนี้ จึงลำบากยากเย็นสำหรับพวกเจ้าที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ลำบากยากเย็นที่จะได้รับชีวิตและความจริง ในบรรดาพวกเจ้ามีผู้คนเหล่านั้นที่มีขีดความสามารถที่ดี แต่แม้ว่าความเชื่อของพวกเขาจะมีอายุมากกว่าหนึ่งทศวรรษก็ตาม พวกเขาก็เพียงสามารถพ่นคำพูดและคำสอนได้ไม่กี่คำเท่านั้น และพวกเขาก็หยุดอยู่ที่คำพูดและคำสอนอันผิวเผิน พวกเขาพึงพอใจกับการเข้าใจคำสอนเล็กน้อยและคิดว่าแค่ปฏิบัติตามข้อบังคับก็เพียงพอแล้ว การเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะลำบากยากเย็นสำหรับพวกเขา เนื่องจากหัวใจของผู้คนเช่นนี้ไม่เคยพยายามที่จะเข้าใจความจริง ขอบเขตที่พวกเขาสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงจึงมีจำกัดมาก ทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือการปฏิบัติตามข้อบังคับบางประการ หากพวกเจ้าถูกถามว่าพวกเจ้าควรปฏิบัติความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างไร บางทีพวกเจ้าคงจะตอบว่า “จงอธิษฐานให้มากขึ้น จงรับความทุกข์อย่างเต็มใจ ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนจงอย่าเกียจคร้านหรือสุกเอาเผากิน จงปฏิบัติตนตามหลักธรรม และจงนบนอบครอบครัวของพระเจ้าในสิ่งใดก็ตามที่เป็นข้อพึงประสงค์ของครอบครัวของพระองค์” พวกเจ้าสามารถหารือถึงแง่มุมภายนอกของคำสอนเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ แต่ในประเด็นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง พวกเจ้ามีความเข้าใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นี่แสดงให้เห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่เพียงแค่เข้าใจความหมายของความจริงตามตัวอักษรเท่านั้น แต่ไม่เข้าใจความเป็นจริงแห่งความจริง ด้วยเหตุนี้แท้จริงแล้วพวกเขาจึงไม่เข้าใจความจริงเลย ผู้คนที่ไม่เข้าใจความจริงอาจจะเสนอคำพูดและคำสอนบางประการเกี่ยวกับความจริง แต่พวกเราควรมองว่าพวกเขาได้รับความจริงแล้วหรือไม่? (ไม่ใช่อย่างแน่นอน) ดังนั้นในอนาคตพวกเจ้าต้องมุ่งความสนใจไปที่สิ่งใด? พวกเจ้าควรจะดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เป็นปกติ โดยการอธิษฐาน การชุมนุม การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า การฟังคำเทศนา และการขับร้องบทเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้า นอกจากการยึดมั่นในการปฏิบัติเหล่านี้จากภายนอกแล้ว เจ้าต้องไม่ผัดวันประกันพรุ่งในหน้าที่ของตน แต่เจ้าควรจะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีมากกว่า ยังมีสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเจ้าที่จะเข้าใจด้วย นั่นคือหากเจ้าปรารถนาที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้าปรารถนาที่จะเข้าใจและได้รับความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะเงียบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า วิธีที่จะไตร่ตรองความจริง และวิธีที่จะไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ในขณะที่ไตร่ตรองความจริงนั้นมีพิธีการที่ต้องคำนึงถึงหรือไม่? มีข้อบังคับอะไรหรือไม่? มีข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลาหรือไม่? เจ้าต้องทำการนี้ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งหรือไม่? ไม่—เจ้าสามารถไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้าในเวลาใดก็ได้หรือในสถานที่ใดก็ได้ จงละวางเวลานั้นที่ตามปกติพวกเจ้ามักจะใช้ในการพักผ่อนหรือฝันกลางวัน และใช้เวลาดังกล่าวในการใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าและความจริง เพื่อให้วันเวลาไม่ถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง ผู้คนใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองด้วยวิธีใด? พวกเขาใช้เวลาในแต่ละวันในการพูดคุยเรื่อยเปื่อย พลางทำสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาสนใจ หรือมีส่วนร่วมในสิ่งทั้งหลายที่ไร้สาระซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความจริง และเมื่อไม่มีสิ่งอื่นจะทำ พวกเขาก็คิดถึงสิ่งทั้งหลายที่ปราศจากความสำคัญและสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว พวกเขาจินตนาการว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร อาณาจักรในอนาคตจะอยู่ที่ใดและนรกอยู่ที่ใด และอื่นๆ อีก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ไร้สาระหรอกหรือ? หากเจ้าใช้เวลานี้ไปกับสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก—หากเจ้าเงียบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้าใช้เวลามากขึ้นในการไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้าและสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริง หากเจ้าตรวจสอบการกระทำแต่ละอย่างของเจ้า และหยิบยกการกระทำของเจ้าขึ้นมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ เช่นนั้นแล้วหากเจ้าคิดทบทวนว่าปัญหาใดยังไม่ได้รับการแก้ไขในตัวเจ้า และความลำบากยากเย็นใดที่ยังต้องถูกจัดการในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และคิดทบทวนว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าที่ถูกเปิดเผยบ่อยครั้ง—โดยเฉพาะอุปนิสัยเหล่านั้นที่เป็นกบฏต่อพระเจ้ามากที่สุดและเป็นอันตรายร้ายแรงที่สุด—ได้รับการแก้ไขผ่านการแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้าแล้วหรือยัง หากปัญหาทั้งหมดนี้สามารถได้รับการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าควรปฏิบัติอย่างไร? ประการแรกจงคิดและสามัคคีธรรมบ่อยครั้งเกี่ยวกับคำศัพท์และสำนวนฝ่ายวิญญาณที่เจ้าใช้โดยทั่วไป จงถามตัวเจ้าเองว่า “ฉันอาจรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีความหมายตามตัวอักษรและทางทฤษฎีว่าอย่างไร แต่ในเชิงของคำศัพท์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงสิ่งเหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไร? ในทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงคำศัพท์และสำนวนเหล่านี้ครอบคลุมถึงอะไรบ้าง? ฉันจะสามารถมีความเป็นจริงที่บอกไว้เป็นนัยภายในสำนวนฝ่ายวิญญาณเหล่านั้นได้อย่างไร? ฉันควรเริ่มปฏิบัติสิ่งเหล่านี้และเข้าสู่สิ่งเหล่านี้จากที่ใด?” นี่คือวิธีที่เจ้าควรจะใคร่ครวญ นี่คือที่ที่การใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าเริ่มต้นขึ้น เป็นการยากลำบากที่จะเข้าใจความจริงและนำความจริงไปปฏิบัติหากคนเราเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ได้เรียนรู้วิธีใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า หากคนเราไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ พวกเขาจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่? (ไม่ได้) หากปราศจากการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแล้ว คนเราจะสามารถได้รับความจริงได้หรือไม่? (ไม่ได้) หากปราศจากการได้รับความจริงแล้ว คนเราจะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้หรือไม่? (ไม่ได้) พวกเขาไม่สามารถทำได้—นั่นเป็นสิ่งที่แน่นอน เนื่องจากผู้คนไม่เข้าใจความจริง พวกเขาจึงใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น และพวกเขาก็ขัดขืนพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้จะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร? การนี้ย่อมไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้วคนเราควรจะใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าด้วยวิธีใด? ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าคำนึงถึงวลีที่มีการกล่าวซ้ำบ่อยครั้งคือ “ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว” นี่คือสิ่งที่เจ้าควรไตร่ตรอง การยำเกรงพระเจ้าเป็นอย่างไร? การพูดบางสิ่งผิดไปนับรวมว่าเป็นการไม่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่? การพูดจาในหนทางเช่นนี้เป็นความชั่วหรือไม่? พระเจ้าทรงถือว่าการนี้เป็นบาปหรือไม่? การกระทำใดเป็นความชั่ว? ความคิด เจตนารมณ์ แนวคิด และความเห็นของฉัน เหตุจูงใจและที่มาของคำพูดและการกระทำของฉัน และอุปนิสัยหลายอย่างที่ถูกเปิดเผยในตัวฉัน—เหล่านี้ทั้งหมดสอดคล้องกับความจริงหรือไม่? ในบรรดาสิ่งเหล่านี้พระเจ้าทรงเห็นชอบกับสิ่งใดบ้าง และพระองค์ทรงรังเกียจสิ่งใดบ้าง? พระองค์ทรงกล่าวโทษสิ่งใดบ้าง? ผู้คนโน้มเอียงที่จะทำความผิดพลาดครั้งใหญ่ในเรื่องใดบ้าง? ทั้งหมดนี้ควรค่ากับการไตร่ตรอง การไตร่ตรองความจริงเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเจ้าหรือไม่? (พวกเราไม่ได้ใช้เวลามากนักในการไตร่ตรองความจริง ส่วนใหญ่แล้ว สมองของพวกเราจะอยู่ในสภาวะว่างเปล่า) จงคิดดูว่าพวกเจ้าเสียเวลาไปมากแค่ไหนตลอดหลายปีที่ผ่านมา! พวกเจ้าคิดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความจริง การเชื่อในพระเจ้า การเข้าสู่ชีวิต และการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วบ่อยเพียงใด? พวกเจ้าเคยใช้ความคิดอย่างจริงจังกับเรื่องเหล่านี้หรือไม่? เมื่อพวกเจ้าใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าจนถึงจุดที่เข้าใจความจริงและปฏิบัติความจริงได้สอดคล้องกับหลักธรรม นั่นคือเวลาที่พวกเจ้าจะเริ่มเห็นผล และนั่นคือเวลาที่พวกเจ้าจะมีการเข้าสู่ชีวิต พวกเจ้ายังไม่รู้วิธีที่จะใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า และพวกเจ้าก็ยังไปไม่ถึงการเข้าใจความจริง เจ้ายังไม่ได้เข้าสู่ชีวิต หลังจากนี้เจ้าต้องเพียรพยายามและไม่ใช้เวลาของเจ้าอย่างสิ้นเปลือง เช่นเดียวกับที่เมื่อบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะอายุเท่าใด เริ่มคิดว่าจะเรียนรู้ทักษะหนึ่งอย่างไร จะหาเลี้ยงชีพและเกื้อหนุนครอบครัวของพวกเขาอย่างไร จะใช้ชีวิตให้ดีได้อย่างไร จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร อนาคตของพวกเขาจะดูเป็นเช่นไร และอื่นๆ อีก นี่หมายความว่าจิตใจของบุคคลนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วและพวกเขากำลังเริ่มใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระ ใครบางคนที่ไม่คิดถึงสิ่งทั้งหลายเช่นนี้และไม่เคยคิดถึงสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ก็คือใครบางคนที่ปราศจากความคิดหรือความเห็นที่เป็นอิสระ พวกเขาไม่สามารถเข้าใจสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่เกี่ยวกับชีวิตได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องพึ่งพาพ่อแม่ของพวกเขาสำหรับทุกสิ่ง พวกเขาพึ่งพาอาศัยพ่อแม่ในเรื่องของเงินสำหรับใช้จ่าย ในเรื่องของอาหารสำหรับกิน และในเรื่องของเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ หากพ่อแม่ของพวกเขาไม่ดูแลพวกเขา พวกเขาก็จะอดอยาก หิวโหย และหนาวเหน็บ บุคคลเช่นนี้สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระได้หรือไม่? บุคคลนี้เป็นบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่แล้วหรือไม่? (ไม่ใช่อย่างแน่นอน) ตอนนี้พวกเจ้าอยู่ในระยะไหน? พวกเจ้าได้มาถึงช่วงระยะของความเป็นผู้ใหญ่ในความเชื่อของพวกเจ้าแล้วหรือยัง? ตอนนี้หากไม่มีใครรดน้ำพวกเจ้า หากเบื้องบนไม่เทศนาพวกเจ้า หากไม่มีใครนำพวกเจ้า และแทนที่จะทำเช่นนั้นกลับปล่อยให้พวกเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและฟังบทเพลงสรรเสริญด้วยตัวเจ้าเอง พวกเจ้าจะสามารถเข้าสู่ชีวิตได้หรือไม่? พวกเจ้าจะสามารถปฏิบัติความจริง ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี และปฏิบัติตนตามหลักธรรมได้หรือไม่? (ไม่ได้) ปัญหาอยู่ในเรื่องนี้ นี่หมายความว่าพวกเจ้ายังมีวุฒิภาวะน้อยเกินไป เจ้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีด้วยซ้ำไปและยังไปไม่ถึงความเป็นผู้ใหญ่ ในสถานการณ์ปัจจุบันหากใครบางคนนำและเลี้ยงดูพวกเจ้า พวกเจ้าก็สามารถเชื่อในพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ เจ้าก็มีความเหมือนกับบุคคลที่มีความเชื่อ แต่หากในอนาคตไม่มีใครอยู่ที่นั่นเพื่อนำพวกเจ้า จะไม่เป็นที่เปิดเผยหรอกหรือว่าพวกเจ้าสามารถตั้งมั่นและลุล่วงหน้าที่ของตนได้อย่างถูกควรหรือไม่และพวกเจ้าได้รับความเป็นจริงความจริงมาแล้วมากน้อยเพียงใด? หากเจ้าไม่ตระหนักว่าเจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริงจนกว่าเวลานั้นจะมาถึง นั่นไม่น่าเป็นห่วงหรอกหรือ? นั่นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก! เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับบททดสอบ เจ้าจะไม่รู้วิธีที่จะตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า และเจ้าจะไม่รู้วิธีที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าจะไม่มีเส้นทาง ไม่มีทิศทางในหัวใจของเจ้า และไม่มีความจริงใดจะหยั่งรากลงไปภายในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้อย่างไร? หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริง ก็มีแววว่าเจ้าจะสะดุดเมื่อเจ้าเผชิญกับการทดลอง เมื่อเจ้าเผชิญกับผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์ที่ทำความชั่วและพยายามขัดขวางการทำงานของคริสตจักร เจ้าจะไม่สามารถดูออกว่าพวกเขาเป็นใครและหลุดพ้นจากเงื้อมมือของพวกเขาได้ หากเจ้ายังคงสามารถติดตามผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์เยี่ยงนี้ได้ เจ้าย่อมจะตกที่นั่งลำบาก คำถามสองข้อนี้จะเปิดเผยตัวเจ้า และเจ้าจะตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกำจัดออกไป ดังนั้นความเชื่อในพระเจ้าประสงค์ให้เจ้าใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าและไตร่ตรองความจริงเป็นอาจิณ ในหนทางนี้เจ้าจึงจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงและได้รับความจริงได้

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger