มีเพียงคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง (ตอนที่สอง)
เพื่อที่จะปฏิบัติการเป็นคนซื่อสัตย์ ก่อนอื่นเจ้าจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะเปิดหัวใจของเจ้าต่อพระเจ้าและกล่าวคำพูดจากใจในการอธิษฐานต่อพระองค์ในทุกๆ วัน ตัวอย่างเช่น หากเจ้าพูดโกหกไปวันนี้โดยที่ไม่มีผู้อื่นจับสังเกตได้ แต่เจ้าขาดความกล้าที่จะเปิดเผยกับทุกคน อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็ควรนำความผิดพลาดทั้งหลายที่เจ้าได้ตรวจสอบและค้นพบแล้ว รวมทั้งคำโกหกที่เจ้าได้พูดไปมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อการทบทวนและพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์โกหกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองอีกแล้ว และข้าพระองค์ผิดไปแล้ว ขอทรงโปรดบ่มวินัยข้าพระองค์หากข้าพระองค์โกหกอีก” พระเจ้าทรงยินดีกับท่าทีเช่นนั้นและพระองค์จะทรงจดจำไว้ เจ้าอาจพึงต้องมีความพยายามอันหนักหนาสาหัสเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเรื่องการพูดโกหกนี้ แต่จงอย่ากังวล พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเจ้า พระองค์จะทรงนำเจ้าและช่วยให้เจ้าเอาชนะความลำบากยากเย็นที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ โดยการประทานความกล้าให้เจ้าพ้นจากการไม่เคยยอมรับคำโกหกของตน ไปสู่การยอมรับคำโกหกของตน และการสามารถเผยตนอย่างเปิดอก เจ้าไม่เพียงจะยอมรับคำโกหกของตน แต่เจ้าจะสามารถเผยเหตุผลที่ตัวเองโกหก รวมทั้งเจตนาและสิ่งจูงใจเบื้องหลังคำโกหกของตนอีกด้วย เมื่อเจ้ามีความกล้าที่จะฟันฝ่าสิ่งกีดขวางนี้ ฟันฝ่ากรงขังและการควบคุมของซาตาน รวมทั้งก้าวหน้าไปถึงจุดที่เจ้าไม่โกหกอีกต่อไป เจ้าก็จะค่อยๆ มาดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างภายใต้การทรงนำและการอวยพรของพระเจ้า เมื่อเจ้าฝ่าพ้นสิ่งกีดขวางที่เป็นการบีบคั้นทางเนื้อหนังและสามารถนบนอบความจริง เผยตัวเองออกมาอย่างเปิดอก ประกาศสำแดงจุดยืนของตน และไม่มีการสงวนท่าที เจ้าก็จะมีเสรีภาพและเป็นอิสระ เมื่อเจ้าดำเนินชีวิตในหนทางนี้ ไม่ใช่เพียงผู้คนเท่านั้นที่จะชอบเจ้า แต่พระเจ้าก็จะทรงยินดีเช่นกัน แม้บางครั้งเจ้าอาจยังคงทำผิดพลาดและพูดโกหก และบางคราวเจ้าอาจยังคงมีเจตนารมณ์ส่วนตน เหตุจูงใจแอบแฝง หรือพฤติกรรมกับความคิดที่เห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่น แต่เจ้าก็จะสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า การเผยเจตนารมณ์ สภาวะจริง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ อีกทั้งแสวงหาความจริงจากพระองค์ได้ เมื่อเจ้าได้เข้าใจความจริงแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จะมีเส้นทางแห่งการปฏิบัติ เมื่อเส้นทางแห่งการปฏิบัติของเจ้าถูกต้องและเจ้าเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง อนาคตของเจ้าก็จะสวยงามและสดใส ในหนทางนี้เจ้าก็จะมีชีวิตซึ่งมีหัวใจอันเปี่ยมสันติสุข จิตวิญญาณของเจ้าจะได้รับการบำรุงเลี้ยง อีกทั้งเจ้าจะรู้สึกเต็มอิ่มและปลาบปลื้ม หากเจ้าไม่สามารถหลุดพ้นจากการบีบคั้นของเนื้อหนัง หากเจ้าถูกบีบคั้นอยู่เป็นนิจจากความรู้สึก ผลประโยชน์ส่วนตน และปรัชญาเยี่ยงซาตาน พูดจาและกระทำการในลักษณะซ่อนเร้น และซุกซ่อนอยู่ในเงามืดอยู่เสมอ เช่นนั้นเจ้าก็กำลังดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของซาตาน อย่างไรก็ตาม หากเจ้าเข้าใจความจริง หลุดพ้นจากการบีบคั้นของเนื้อหนัง และปฏิบัติความจริง เจ้าก็จะค่อยๆ เกิดมีสภาพเสมือนมนุษย์ เจ้าจะซื่อตรงจริงใจและตรงไปตรงมาในคำพูดและการกระทำของเจ้า และเจ้าก็จะสามารถเผยความคิดเห็น แนวคิดของเจ้า รวมทั้งความผิดพลาดที่เจ้าได้ทำไป ยอมให้ผู้คนได้เห็นสิ่งเหล่านั้นอย่างชัดเจน สุดท้ายแล้ว ผู้คนก็จะรับรู้ว่าเจ้าเป็นคนที่โปร่งใส คนที่โปร่งใสคืออะไร? คือใครบางคนที่พูดด้วยความซื่อสัตย์เป็นพิเศษ ผู้ที่ทุกคนเชื่อว่าคำพูดของพวกเขาเป็นความจริง ต่อให้พวกเขาพูดปดหรือพูดบางสิ่งผิดไปโดยไม่ตั้งใจ ผู้คนก็สามารถยกโทษให้เขาได้ โดยรู้ว่านั่นเป็นการไม่ตั้งใจ หากพวกเขาตระหนักว่าตนเองได้พูดปดหรือพูดอะไรผิดไป พวกเขาก็ขอโทษและแก้ไขตัวเอง นี่คือคนที่โปร่งใส คนเช่นนั้นเป็นที่ชื่นชอบและไว้ใจของทุกคน เจ้าจำเป็นต้องมาถึงระดับนี้เพื่อได้รับความไว้วางพระทัยของพระเจ้าและความเชื่อใจของผู้อื่น นี่ไม่ใช่กิจที่เรียบง่าย—นี่เป็นศักดิ์ศรีขั้นสูงสุดที่ผู้คนสามารถมีได้ คนเช่นนี้มีความเคารพตนเอง หากเจ้าไม่สามารถได้รับความไว้ใจจากผู้คนอื่น เจ้าคาดหวังที่จะได้รับความไว้วางพระทัยจากพระเจ้าได้อย่างไร? มีผู้คนที่ใช้ชีวิตที่ไร้เกียรติ ปั้นแต่งเรื่องโกหกอยู่เป็นนิจและรับมือจัดการกับกิจทั้งหลายในหนทางที่สุกเอาเผากิน พวกเขาไม่มีสำนึกของความรับผิดชอบแม้แต่น้อย พวกเขาปฏิเสธการถูกตัดแต่ง พวกเขาอาศัยข้อโต้แย้งแบบลวงโลกเสมอและไม่เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนที่พบเจอพวกเขา พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างปราศจากสำนึกแห่งความละอาย พวกเขาสามารถถูกมองว่าเป็นมนุษย์ได้อย่างแท้จริงหรือไม่? ผู้คนที่ผู้อื่นสัมผัสได้ว่าน่ารำคาญและพึ่งไม่ได้นั้นได้สูญสิ้นความเป็นมนุษย์ของตนอย่างสิ้นเชิงแล้ว หากผู้อื่นไม่อาจไว้ใจพวกเขาได้ และพระเจ้าจะไว้วางพระทัยในตัวพวกเขาได้อย่างไร? หากผู้อื่นเก็บงำความไม่ชอบในตัวพวกเขาไว้ พระเจ้าจะทรงชื่นชอบพวกเขาได้หรือ? พระเจ้าไม่ทรงชอบผู้คนเช่นนั้น พระองค์ทรงชิงชังพวกเขา และพวกเขาจะถูกกำจัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะมนุษย์ คนเราต้องมีความซื่อสัตย์และให้เกียรติคำมั่นสัญญาของตน คนเราต้องรักษาคำพูดไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติกิจการเพื่อผู้อื่นหรือเพื่อพระเจ้า เมื่อคนเราได้รับความไว้วางพระทัยจากพระเจ้า อีกทั้งสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและวางพระทัย เช่นนั้นพวกเขาก็เป็นคนที่ค่อนข้างซื่อสัตย์ หากการกระทำของเจ้าไว้ใจได้ ไม่เพียงผู้อื่นที่ชอบเจ้า แต่พระเจ้าก็จะทรงชอบเจ้าด้วยอย่างแน่นอนเช่นกัน เจ้าสามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยศักดิ์ศรีและทำให้พระเจ้าทรงยินดีได้ด้วยการเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ เพราะฉะนั้นความซื่อสัตย์ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการประพฤติปฏิบัติของคนเรา
อะไรคือการปฏิบัติที่สำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์? นั่นก็คือการที่เจ้าต้องเปิดใจให้พระเจ้า แต่การเปิดใจหมายถึงอะไร? นั่นหมายถึงว่าเจ้าควรบอกพระเจ้าถึงสิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่ เจตนาที่เจ้ามี รวมทั้งสิ่งที่จำกัดควบคุมเจ้าอยู่ และจากนั้นก็แสวงหาความจริงจากพระองค์ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะพูดสิ่งใด พระเจ้าย่อมทรงเข้าใจทุกสิ่งด้วยความชัดเจนเป็นพิเศษอย่างแท้จริง หากเจ้าสามารถพูดกับพระเจ้าจากหัวใจของเจ้า เปิดใจต่อพระองค์และระบุออกมาให้ชัดเจนแม้แต่สิ่งที่เจ้าซุกซ่อนจากผู้อื่น โดยไม่ซุกซ่อนสิ่งใดไว้ รวมทั้งแสดงความคิดของเจ้าออกมาตามที่เป็น โดยปราศจากเจตนาอันใด เช่นนั้นนี่คือการเปิดใจ หากบางครั้งเจ้าทำร้ายและล่วงเกินผู้อื่น ด้วยการพูดอย่างซื่อสัตย์ จะมีใครพูดหรือไม่ว่า “คุณพูดจาซื่อสัตย์เกินไป ทำร้ายจิตใจเกินไป—ฉันรับความซื่อสัตย์ของคุณไม่ได้”? ไม่มี พวกเขาจะไม่พูด ต่อให้เจ้าพูดบางสิ่งที่ทำร้ายผู้อื่นจริงๆ ในบางโอกาส หากเจ้าสามารถเปิดใจและขอโทษพวกเขา ยอมรับว่าคำพูดของเจ้าขาดปัญญา และเจ้าไม่ได้แสดงความเห็นใจในความอ่อนแอของพวกเขา และพวกเขาก็จะเข้าใจว่าเจ้าไม่มีเจตนาร้าย ว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ที่สื่อสารในลักษณะไม่มีชั้นเชิงและตรงไปตรงมา เช่นนั้นพวกเขาจะไม่ถือสาเจ้า และในหัวใจของพวกเขาก็จะชอบเจ้า เช่นนั้นแล้วจะไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างพวกเจ้าหรอกหรือ? หากปราศจากสิ่งกีดขวาง ก็ย่อมไม่เกิดความขัดแย้งขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และการดำรงชีวิตในหนทางนี้ผ่อนคลายและอิสระเสรีมาก นี่คือความหมายของ “หนทางเดียวที่จะมีความสุขก็คือด้วยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์” ส่วนสำคัญที่สุดของการเป็นคนซื่อสัตย์ก็คือว่าเจ้าต้องเปิดใจให้พระเจ้าเสียก่อน และจากนั้นก็เรียนรู้ที่จะเปิดใจให้ผู้อื่น จงพูดจาอย่างซื่อสัตย์ จริงใจ และจากหัวใจ จงเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี มีความสัตย์สุจริต และมีคุณลักษณะ จงอย่าพูดด้วยวาทศิลป์ที่ไร้ความหมายหรือความเท็จ และจงอย่าพูดในลักษณะที่อำพรางหรือหลอกลวง ยิ่งกว่านั้น ยังมีอีกแง่มุมของการฝึกปฏิบัติสำหรับการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ซึ่งก็คือการที่เจ้าต้องมีท่าทีอันซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่และทำหน้าที่นั้นด้วยหัวใจอันซื่อสัตย์ อย่างน้อยที่สุด เจ้าต้องประพฤติตนบนพื้นฐานของมโนธรรมของเจ้า เจ้าต้องเพียรพยายามไปให้ถึงหลักธรรมความจริง และเพียรพยายามไปให้ถึงข้อกำหนดของพระเจ้า เจ้าไม่สามารถเพียงแค่พูดบางอย่างแล้วก็แค่นั้นได้ และเพียงแค่การนำท่าทีบางอย่างมาใช้เท่านั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้ากำลังปฏิบัติความจริง ความเป็นจริงของการเป็นคนซื่อสัตย์อยู่ตรงไหนในการนั้น? การไม่มีความเป็นจริงและเพียงแค่การท่องคำขวัญจะไม่เกิดผลเลย พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ผู้คน พระองค์ไม่ทรงเฝ้าสังเกตหัวใจของพวกเขาเท่านั้น แต่ทรงเฝ้าสังเกตพฤติกรรม การสำแดง และการปฏิบัติของพวกเขาเช่นกัน หากเจ้าอ้างว่าเจ้าจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์แต่พอมีบางสิ่งเกิดขึ้น เจ้าก็ยังคงโกหกและหลอกลวงได้อยู่ดี นี่ใช่การสำแดงของคนที่ซื่อสัตย์หรือไม่? ไม่ นี่ไม่ใช่ นี่คือการที่ปากกับใจไม่ตรงกัน เจ้าพูดอย่างหนึ่งและที่จริงแล้วทำอีกอย่าง ใช้สำบัดสำนวนเพื่อหลอกลวงผู้อื่นและทำตัวมีศรัทธาแรงกล้าที่เทียมเท็จ เจ้าก็แค่เหมือนกับพวกฟาริสีที่สามารถขับขานข้อพระคัมภีร์กลับไปกลับมาขณะอธิบายพระคัมภีร์กับผู้อื่น แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อพระคัมภีร์เหล่านั้นยามที่บางสิ่งเกิดขึ้น—พวกเขาลุ่มหลงอยู่ในผลประโยชน์แห่งสถานะอยู่ตลอดเวลา และพวกเขาก็เพียงไม่เต็มใจที่จะปล่อยวางชื่อเสียง ผลตอบแทน และสถานะของตน พวกฟาริสีหน้าซื่อใจคดแบบนี้นี่เอง เส้นทางที่พวกเขาเดินนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกควร และพระเจ้าทรงชังคนประเภทเดียวกับพวกเขา ผู้คนอื่นสามารถไว้ใจบุคคลเช่นนั้นได้หรือไม่? (ไม่ได้) พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าขณะนี้ความไว้วางพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อพวกเจ้านั้นสูงถึงระดับใด? พวกเจ้าได้บรรลุความไว้วางพระทัยของพระเจ้าหรือยัง? (ยัง) พวกเจ้าได้รับความไว้ใจจากผู้อื่นหรือยัง? (ยัง) หากพวกเจ้ายังไม่ได้รับความไว้วางพระทัยของพระเจ้าและของผู้คนอื่น พวกเจ้ากำลังดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีหรือไม่? (ไม่) ช่างเป็นการดำรงชีวิตที่น่าเวทนานัก! ความโศกเศร้าอันสุดซึ้งของมนุษย์คือการดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่มีศักดิ์ศรี และการไม่สามารถได้รับความเชื่อใจจากผู้อื่นและพระเจ้า หากใครบางคนเกิดถามเจ้าว่า “คนอื่นคิดอย่างไรกับคุณ? พวกเขาเชื่อใจคุณไหม? ถ้าพวกเขาไว้วางใจมอบหมายกิจหนึ่งให้คุณ พวกเขาเชื่อหรือไม่ว่าคุณจะทำกิจนั้นได้ดี?” เจ้าอาจจะรู้สึกว่าไม่มีใครให้ความเชื่อใจเจ้าถึงระดับนั้น หากเจ้าเชื่อว่าตัวเองมีหัวใจที่จริงใจ ทว่าผู้คนก็ยังคงไม่เชื่อใจเจ้า นั่นบ่งชี้ว่าความจริงใจของเจ้ายังคงขาดพร่องและไม่บริสุทธิ์ ความเชื่อใจถูกสร้างขึ้นได้หรือไม่ หากผู้อื่นมองไม่เห็นความจริงใจของเจ้า? เพียงแค่การเชื่อในความจริงใจของตัวเองนั้นไม่เพียงพอ เจ้าต้องปฏิบัติและแสดงชัดถึงความจริงใจของตนให้ผู้อื่นได้เห็นเป็นประจักษ์พยาน หากไม่มีใครเชื่อใจเจ้า เช่นนั้นเจ้าย่อมไม่ใช่คนซื่อสัตย์อย่างแน่นอน เมื่อมองในแง่ที่ผู้อื่นสามารถรู้เท่าทันว่าเจ้าขาดความซื่อสัตย์ และพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ห้วงลึกสุดของหัวใจผู้คนได้ชัดเจนกว่ามนุษย์คนใดเป็นร้อยเป็นพันเท่า—เจ้าเชื่อจริงหรือว่าพระเจ้าจะไว้วางพระทัยเจ้า? หากเจ้ารู้สึกว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกับเจ้าเนื่องจากพระองค์ไม่ไว้วางพระทัยในตัวเจ้า เจ้าก็ควรทบทวนตัวเองและประเมินว่าความจริงใจของตนนั้นอยู่ที่ระดับใดและลึกซึ้งเพียงใด เจ้าจงไตร่ตรองเช่นนี้ว่า “พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ห้วงลึกของหัวใจผู้คนและควรรู้ว่าฉันคิดอะไร หากฉันจะจัดระดับตัวเองไปบนพื้นฐานพฤติกรรมของตัวเอง ฉันก็คงไม่ให้คะแนนสูงๆ กับตัวเอง เป็นธรรมดาที่พระเจ้าไม่ไว้วางพระทัยในตัวฉัน” ครรลองการกระทำของเจ้าควรเป็นเช่นใด หากเจ้าไม่ได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้าหรือผู้อื่น? เจ้าต้องเข้าสู่ความจริงแห่งการเป็นคนซื่อสัตย์ โดยไม่สำคัญว่านั่นอาจมีความท้าทายใดอยู่ หากเจ้าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เจ้าก็จะไม่สามารถบรรลุความรอดได้
ความประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อความซื่อสัตย์นั้นสำคัญสุดขั้ว เจ้าควรทำสิ่งใดหากเจ้ารับประสบการณ์กับความล้มเหลวมากมายในครรลองแห่งการปฏิบัติความซื่อสัตย์และพบว่าการนั้นลำบากยากเย็นเกินไป? เจ้าควรกลายเป็นคิดลบและผละถอย รวมทั้งละทิ้งการปฏิบัติความจริงของตนหรือไม่? นี่คือข้อบ่งชี้ซึ่งชัดเจนที่สุดว่าคนคนหนึ่งรักความจริงหรือไม่? หลังการปฏิบัติความซื่อสัตย์ไปช่วงเวลาหนึ่ง บุคคลบางคนคิดว่า “การมีความซื่อสัตย์นั้นยากเย็นเกินไป—ฉันทนให้ความซื่อสัตย์มาทำลายความทะนงตน ความภาคภูมิใจ และความมีหน้ามีตาของฉันไม่ได้!” ผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาไม่ต้องการเป็นคนซื่อสัตย์อีกต่อไป ในความเป็นจริง ความท้าทายของการเป็นคนซื่อสัตย์อยู่ตรงนี้จริงๆ และปัจเจกบุคคลส่วนใหญ่พบว่าตัวเองติดอยู่ตรงจุดนี้จนไม่สามารถรับประสบการณ์กับการมีความซื่อสัตย์ได้ ดังนั้นการปฏิบัติการเป็นคนซื่อสัตย์ต้องใช้สิ่งใด? คนประเภทใดที่สามารถปฏิบัติความจริงได้? สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกก็คือคนเราต้องรักความจริง คนเราต้องเป็นคนคนหนึ่งซึ่งรักความจริง—ต้องเป็นแบบนั้น ผู้คนบางคนสัมฤทธิ์ผลลัพธ์อย่างแท้จริงหลังจากที่รับประสบการณ์กับการปฏิบัติความซื่อสัตย์อยู่หลายปี พวกเขาก็ค่อยๆ ลดคำโกหกและการหลอกลวงลง จนกลายเป็นผู้คนที่มีพื้นฐานเป็นคนซื่อสัตย์จริงๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่า พวกเขาไม่ได้เผชิญความลำบากยากเย็น หรือไม่ได้ทนทุกข์ร่วมไปด้วยในระหว่างที่รับประสบการณ์กับการปฏิบัติความซื่อสัตย์? แน่นอนว่าพวกเขาส่วนใหญ่สู้ทนกับความทุกข์มหาศาล เพราะพวกเขารักความจริง พวกเขาจึงสามารถทนทุกข์เพื่อปฏิบัติความจริง ยืนกรานที่จะพูดจาอย่างสัตย์จริงและทำสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เป็นคนซื่อสัตย์ และได้รับการอวยพรของพระเจ้าในที่สุด เพื่อเป็นคนซื่อสัตย์ คนเราต้องรักความจริงและมีหัวใจแห่งการนบนอบพระเจ้า สองปัจจัยนี้มีความสำคัญสูงสุด บรรดาผู้ที่รักความจริงล้วนมีหัวใจที่รักพระเจ้า และบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าพบว่าการปฏิบัติความจริงนั้นง่ายดายเป็นพิเศษ และพวกเขาสามารถสู้ทนความทุกข์ทุกรูปแบบเพื่อที่จะสนองพระทัยพระเจ้า หากใครบางคนมีหัวใจที่รักพระเจ้า เมื่อการปฏิบัติความจริงของพวกเขาประสบกับการดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือความติดขัดและความล้มเหลว พวกเขาจะสามารถสู้ทนการดูถูกเหยียดหยามและความทุกข์เพื่อสนองพระทัยพระเจ้าตราบเท่าที่พระเจ้าทรงยินดี เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงสามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้ แน่นอนว่าการปฏิบัติความจริงแง่มุมใดก็ตามย่อมมาพร้อมกับความลำบากยากเย็นในระดับหนึ่ง และการเป็นคนซื่อสัตย์นั้นยิ่งลำบากยากเย็นกว่า ความลำบากยากเย็นอันใหญ่หลวงที่สุดก็คืออุปสรรคกีดขวางที่มาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเรา เหล่ามนุษย์ล้วนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและดำเนินชีวิตไปตามปรัชญาเยี่ยงซาตาน จงดูตัวอย่างจากคำกล่าวที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” หรือ “ไม่มีงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ใดสำเร็จลุล่วงได้โดยไม่มีการเล่าเรื่องโกหก” นี่คือตัวอย่างของปรัชญาเยี่ยงซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ผู้คนอาศัยการพูดเรื่องโกหกเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้เสร็จลง เพื่อได้รับประโยชน์ส่วนตน และสำเร็จลุล่วงเป้าหมายของตน เมื่อคนเรามีอุปนิสัยเสื่อมทรามเช่นนี้ก็ย่อมไม่ง่ายที่จะเป็นคนซื่อสัตย์ คนคนหนึ่งต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ อีกทั้งทบทวนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนมารู้จักตัวเอง เพื่อที่จะค่อยๆ ขืนต้านเนื้อหนัง ละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตน และปล่อยวางจากความทะนงตนและความภาคภูมิใจของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น คนเราต้องสู้ทนกับการทำลายชื่อเสียงและการตัดสินนานาสารพันก่อนที่จะสามารถกลายเป็นคนซื่อสัตย์ที่สามารถพูดความจริงและละเว้นการพูดเรื่องโกหกได้ ในระหว่างช่วงเวลาที่คนเราปฏิบัติการเป็นคนซื่อสัตย์ โดยเผชิญกับความล้มเหลวมากมายและเผชิญชั่วขณะที่ความเสื่อมทรามของตนถูกเผยออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจมีหลายคราวที่คำพูดกับความคิดของคนเราไม่ตรงกัน หรือมีชั่วขณะของการเสแสร้งและหลอกหลวง อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับเจ้า หากเจ้าต้องการพูดความจริงและเป็นคนซื่อสัตย์ เจ้าต้องปล่อยวางความหยิ่งยโสและความไร้แก่นสารของตนให้ได้ เมื่อเจ้าไม่เข้าใจบางสิ่ง จงบอกว่าเจ้าไม่เข้าใจ เมื่อเจ้าเข้าใจบางสิ่งไม่ชัดเจน ก็จงบอกว่าเจ้าเข้าใจไม่ชัดเจน จงอย่ากลัวว่าคนอื่นจะดูถูกเจ้าหรือมองเจ้าแย่ลง การพูดจากหัวใจและพูดความจริงอยู่เสมอในหนทางนี้ย่อมจะทำให้เจ้าพบเจอกับความชื่นบานยินดี สันติสุข และความรู้สึกที่เป็นอิสระและเสรีในหัวใจของตน และจะไม่ถูกความไม่เป็นแก่นสารและความหยิ่งยโสตีกรอบเอาไว้อีกต่อไป ไม่ว่าเจ้าจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด หากเจ้าสามารถแสดงสิ่งที่เจ้าคิดอย่างแท้จริงออกไปได้ เปิดหัวใจของเจ้าแก่ผู้อื่น และไม่เสแสร้งว่าเจ้ารู้ในสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่รู้ เช่นนั้นแล้ว นั่นย่อมเป็นท่าทีที่ซื่อสัตย์ บางครั้งผู้คนอาจดูถูกเจ้าและเรียกเจ้าว่าคนโง่เพราะเจ้าพูดความจริงอยู่เสมอ เจ้าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น? เจ้าควรกล่าวว่า “ต่อให้ทุกคนเรียกฉันว่าคนโง่ ฉันก็แน่วแน่ที่จะเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่ใช่คนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ฉันจะพูดอย่างสัตย์จริงและพูดตามข้อเท็จจริง แม้ว่าฉันจะโสมม เสื่อมทราม และไร้ค่าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ฉันก็ยังคงจะพูดความจริงโดยไม่เสแสร้งหรือปลอมตัวแต่อย่างใด” หากเจ้าพูดในหนทางนี้ หัวใจของเจ้าย่อมจะมั่นคงและมีสันติสุข ในการจะเป็นคนซื่อสัตย์นั้น เจ้าต้องปล่อยวางความไร้แก่นสารและความหยิ่งยโสของตนเอง และเพื่อที่จะพูดความจริงและแสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตน เจ้าไม่ควรกลัวการเยาะเย้ยและการสบประมาทจากผู้อื่น ต่อให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเจ้าราวกับคนโง่ เจ้าก็ไม่ควรโต้เถียงหรือแก้ต่างให้ตนเอง หากเจ้าสามารถปฏิบัติความจริงในหนทางนี้ได้ เจ้าก็สามารถกลายเป็นคนซื่อสัตย์ได้ หากเจ้าไม่สามารถปล่อยมือจากสิ่งที่เลือกชอบทางเนื้อหนัง รวมถึงความทะนงตนและความภาคภูมิใจ หากเจ้าแสวงหาความเห็นชอบจากผู้อื่นเป็นนิจ โดยแสร้งทำเป็นรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ และดำเนินชีวิตเพื่อเห็นแก่ความถือดีและความภาคภูมิใจ เช่นนั้นเจ้าย่อมไม่สามารถกลายเป็นคนซื่อสัตย์—นี่คือความลำบากยากเย็นที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง หากหัวใจของเจ้าถูกตีกรอบด้วยความทะนงตนและความภาคภูมิใจเสมอ ย่อมหมิ่นเหม่ที่เจ้าจะพูดเรื่องโกหกและสร้างภาพลวง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผู้อื่นดูเบาเจ้าหรือเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของเจ้า เจ้าก็จะยอมรับเรื่องนั้นได้อย่างยากเย็น และจะรู้สึกว่าตนเองประสบความอับอายขายหน้าครั้งใหญ่—เจ้าจะหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นรัว และจะรู้สึกรุ่มร้อนใจและกระอักกระอ่วน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เจ้าจำเป็นจะต้องสู้ทนความเจ็บปวดมากขึ้นเล็กน้อย และก้าวผ่านการถลุงเพิ่มขึ้นนิดหน่อย และทันทีที่เจ้ารู้เท่าทันเรื่องเหล่านี้ เจ้าจะบรรเทาความเจ็บปวดลงได้บ้าง เมื่อเจ้าเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้อย่างถ้วนทั่ว และสามารถปล่อยวางความทะนงตนและความภาคภูมิใจของตนแล้ว เจ้าก็จะกลายเป็นคนซื่อสัตย์ได้ง่ายขึ้น เจ้าจะไม่เก็บมาใส่ใจหากถูกผู้อื่นเย้ยหยันยามที่เจ้าพูดความจริงและพูดออกมาจากใจ อีกทั้งเจ้าจะสามารถทนได้และตอบสนองอย่างถูกต้องไม่ว่าผู้อื่นตัดสินหรือปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร เช่นนั้นเจ้าจะปลอดจากความทุกข์ และจะมีหัวใจที่เปี่ยมสันติสุขและชื่นบานยินดีเสมอ อีกทั้งเจ้าจะสัมฤทธิ์อิสรภาพและเสรีภาพ เจ้าจะทิ้งความเสื่อมทรามและใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ในหนทางนี้นี่เอง
ในชีวิตประจำวันของผู้คน พวกเขามักจะพูดจาไร้สาระ พูดโกหก และพูดสิ่งทั้งหลายที่ไม่รู้ความ โง่ และปกป้องตัวเอง โดยมากแล้วสิ่งเหล่านี้ถูกกล่าวออกมาเพื่อความไร้แก่นสารและความหยิ่งยโส เพื่อสนองอัตตาของพวกเขา การกล่าวคำเท็จเช่นนั้นเผยให้เห็นถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา หากเจ้าแก้ไของค์ประกอบอันเสื่อมทรามเหล่านี้ หัวใจของเจ้าย่อมจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และเจ้าจะค่อยๆ บริสุทธิ์มากขึ้นและซื่อสัตย์มากขึ้น ในความเป็นจริงผู้คนต่างรู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงโกหก พวกเขาพยายามแข่งขันกับคนอื่นและเสแสร้งเป็นบางสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เป็นเพื่อประโยชน์ส่วนตนและความหยิ่งยโส หรือเพื่อความไร้แก่นสารและสถานะ อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดคำโกหกของพวกเขาก็ถูกผู้อื่นเปิดเผยและเปิดโปง และพวกเขาก็ลงเอยด้วยการเสียหน้า รวมถึงเสียศักดิ์ศรีและเสียชื่อเสียงที่ดีของพวกเขาไป ทั้งหมดนี้เกิดจากการโกหกมากเกินไป คำโกหกของเจ้ากลายเป็นสิ่งที่มีจำนวนมากเกินไป ทุกคำที่เจ้าพูดนั้นมีสิ่งปลอมปนและไม่จริงใจ ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่ถือได้ว่าเป็นจริงหรือซื่อสัตย์ ถึงแม้ว่าเจ้าไม่รู้สึกเสียหน้าในยามที่พูดโกหก แต่ลึกๆ เจ้าย่อมรู้สึกอับอายขายหน้า มโนธรรมของเจ้าตำหนิเจ้า และเจ้าดูถูกตนเองโดยคิดไปว่า “ทำไมฉันถึงใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาเช่นนี้? การพูดความจริงนั้นยากมากหรือ? ฉันจำเป็นต้องใช้คำโกหกเพื่อความภาคภูมิใจของตัวเองงั้นหรือ? ทำไมชีวิตของฉันช่างเหนื่อยล้าเหลือเกิน?” เจ้าไม่จำเป็นต้องมีชีวิตที่เหนื่อยล้า หากเจ้าสามารถเป็นคนที่ซื่อสัตย์ได้ เจ้าย่อมจะสามารถมีชีวิตที่ผ่อนคลาย เป็นอิสระ และปลดเปลื้อง อย่างไรก็ตามเจ้าเลือกแล้วว่าจะค้ำจุนความภาคภูมิใจและความไร้แก่นสารของตนด้วยการพูดโกหก เพราะเหตุนี้เจ้าจึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ตรม ซึ่งเป็นการทำร้ายตนเอง คนเราอาจรู้สึกมีหน้ามีตาด้วยการพูดโกหก แต่ความรู้สึกมีหน้ามีตาคืออะไร? ความรู้สึกมีหน้ามีตาเป็นเพียงสิ่งที่ว่างเปล่าและไร้ค่าโดยสิ้นเชิง การพูดโกหกหมายถึงการขายบุคลิกและศักดิ์ศรีของคนเราจนหมด ซึ่งริบเอาศักดิ์ศรีและบุคลิกลักษณะของคนเราไป ทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัยและพระองค์ก็ทรงรังเกียจเรื่องแบบนี้ นี่คุ้มค่าหรือไม่? ไม่คุ้มค่า นี่คือเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่? ไม่ นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง คนที่โกหกเป็นประจำนั้นใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของตน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้พลังอำนาจของซาตาน พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตในความสว่าง และพวกเขาก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า เจ้าคิดหาวิธีโกหกอยู่ตลอดเวลา แล้วหลังจากที่เจ้าโกหก เจ้าก็ต้องคิดหาวิธีปกปิดคำโกหกนั้น เมื่อเจ้าไม่ได้ปกปิดคำโกหกนั้นให้ดีพอและคำโกหกนั้นถูกเปิดโปง เจ้าก็ต้องเค้นสมองอย่างหนักเพื่อพยายามแก้ไขเรื่องที่ขัดแย้งและทำให้คำโกหกนั้นดูน่าเชื่อถือ การใช้ชีวิตในหนทางนี้ไม่เหน็ดเหนื่อยหรือ? เหน็ดเหนื่อยมาก การนี้คุ้มค่าหรือ? ไม่ ไม่คุ้มค่า การที่เจ้าเค้นสมองอย่างหนักเพื่อที่จะพูดโกหกแล้วค่อยปกปิดคำโกหกเหล่านั้น ทั้งหมดก็เพื่อความภาคภูมิใจ ความไร้แก่นสาร และสถานะ แล้วการทำเช่นนั้นมีความหมายอะไรหรือ? ในที่สุดเจ้าก็คิดทบทวนและคิดกับตนเองว่า “เพื่ออะไรหนอ? การพูดโกหกและต้องปกปิดคำโกหกนั้นเหน็ดเหนื่อยเกินไป การที่ฉันทำตัวแบบนี้นี้ย่อมจะไม่เข้าท่า ถ้าเพียงฉันกลายเป็นคนซื่อสัตย์ก็คงจะง่ายกว่านี้” เจ้าปรารถนาที่จะกลายเป็นคนซื่อสัตย์ แต่เจ้าไม่สามารถปล่อยวางความหยิ่งยโส ความไร้แก่นสาระ และผลประโยชน์ส่วนตนไปได้ ด้วยเหตุนั้นเจ้าจึงได้แต่ใช้การพูดโกหกเพื่อค้ำจุนสิ่งเหล่านี้ไว้ เจ้าทำได้เพียงโกหกและใช้คำโกหกมาปกป้องสิ่งเหล่านี้เท่านั้น หากเจ้าเป็นใครบางคนที่รักความจริง เจ้าจะสู้ทนความยากลำบากนานาสารพันเพื่อปฏิบัติความจริง ต่อให้นั่นหมายถึงการพลีอุทิศความมีหน้ามีตา สถานะของตน รวมทั้งการสู้ทนการเยาะเย้ยและการดูหมิ่นเหยียดหยามจากผู้อื่น เจ้าจะไม่เก็บมาใส่ใจ—ตราบเท่าที่เจ้าสามารถปฏิบัติความจริงและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ นั่นก็พอแล้ว บรรดาผู้ที่รักความจริง เลือกที่จะปฏิบัติความจริงและมีความซื่อสัตย์ นี่คือเส้นทางที่ถูกต้อง และได้รับการอวยพรจากพระเจ้า หากคนคนหนึ่งไม่รักความจริง เขาเลือกสิ่งใด? เขาเลือกใช้คำโกหกมาค้ำจุนความมีหน้ามีตา สถานะ ศักดิ์ศรี และบุคลิกลักษณะของตน เขาพอใจที่จะมีความหลอกลวง และถูกพระเจ้าทรงชังและปฏิเสธมากกว่า ผู้คนเช่นนั้นปฏิเสธความจริงและปฏิเสธพระเจ้า พวกเขาเลือกความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอง พวกเขาต้องการมีความหลอกลวง พวกเขาไม่ใส่ใจว่าพระเจ้าทรงยินดีหรือไม่ หรือว่าพระองค์จะทรงช่วยพวกเขาให้รอดหรือไม่ ผู้คนเช่นนั้นยังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน เพราะพวกเขาได้เลือกเส้นทางผิดไปแล้ว พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการโกหกและการฉ้อโกงเท่านั้น พวกเขาทำได้เพียงใช้ชีวิตที่เจ็บปวดจากการพูดเรื่องโกหกและการปิดบังเรื่องโกหกเหล่านั้น รวมทั้งเค้นสมองคิดหาทางปกป้องตนเองทุกวันเท่านั้น หากเจ้าคิดว่าคำโกหกสามารถค้ำจุนความมีหน้ามีตา สถานะ ความไร้แก่นสาร และความภาคภูมิใจที่เจ้าปรารถนาเอาไว้ได้ เจ้าก็คิดผิดถนัด ในความเป็นจริงนั้น การพูดโกหกไม่เพียงแต่ทำให้เจ้าไม่สามารถรักษาความไร้แก่นสารและความภาคภูมิใจ รวมถึงชื่อเสียงและเกียรติยศของเจ้าไว้ได้เท่านั้น ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ เจ้ายังพลาดโอกาสในการปฏิบัติความจริงและเป็นคนซื่อสัตย์ด้วย ต่อให้ในตอนนั้นเจ้าสามารถคุ้มครองความมีหน้ามีตา สถานะ ความไร้แก่นสาร และความภาคภูมิใจของตนไว้ได้ เจ้าก็ได้สละความจริงและทรยศต่อพระเจ้าไปแล้ว นี่หมายความว่าเจ้าได้เสียโอกาสที่พระองค์จะทรงช่วยเจ้าให้รอดและทำให้เจ้าเพียบพร้อมไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดและเป็นความเสียใจไปชั่วชีวิต พวกที่เต็มไปด้วยความหลอกลวงจะไม่มีวันเข้าใจเรื่องนี้
ตอนนี้พวกเจ้ามีเส้นทางแห่งการมีความซื่อสัตย์แล้วใช่หรือไม่? เจ้าต้องตรวจสอบทุกถ้อยคำและการกระทำในชีวิตของตนเอง เพื่อให้เจ้าสามารถจับได้ไล่ทันการโกหกและการหลอกลวง อีกทั้งตระหนักถึงอุปนิสัยอันหลอกลวงของตัวเจ้าเอง จากนั้นเจ้าต้องดูวิธีที่ผู้คนซึ่งซื่อสัตย์ปฏิบัติและรับประสบการณ์ แล้วเรียนรู้บทเรียนบ้าง เจ้าต้องยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าในสรรพสิ่งและมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้บ่อยเพื่ออธิษฐานและสามัคคีธรรมกับพระเจ้าด้วยเช่นกัน สมมุติว่าเจ้าเพิ่งพูดโกหกไป พลันเจ้าก็ตระหนักว่า “มีสองสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไปไม่ถูกต้องแม่นยำ—ฉันต้องรีบยอมรับเรื่องนี้และพูดเสียให้ถูกต้อง ให้ทุกคนรู้ว่าฉันเพิ่งพูดปดไป” เจ้าแก้ไขตัวเองในทันที หากเจ้าแก้ไขตัวเองแบบนี้เสมอ และหากการปฏิบัติในหนทางนี้กลายเป็นนิสัย เช่นนั้นเมื่อเจ้าพูดโกหกขึ้นมาคราใดแล้วไม่แก้ไข เจ้าจะรู้สึกอึดอัด และพระเจ้าจะทรงช่วยคอยเฝ้าดูเจ้า เมื่อปฏิบัติและรับประสบการณ์เช่นนั้นไปสักพัก เจ้าจะเริ่มโกหกน้อยลง ความไม่บริสุทธิ์ในคำพูดของเจ้าจะน้อยลงทุกที อีกทั้งการกระทำของเจ้าจะกลายเป็นแปดเปื้อนน้อยลงทุกทีและบริสุทธิ์มากขึ้นทุกที—และเจ้าจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ในการนี้เอง เส้นทางสู่การมีความซื่อสัตย์เป็นเช่นนั้นเอง เจ้าต้องค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละน้อย ยิ่งเจ้าเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่าไร เจ้าก็จะกลายเป็นดีขึ้นเท่านั้น เจ้าเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่าไร คำพูดของเจ้าจะยิ่งกลับเป็นซื่อสัตย์มากขึ้นเท่านั้น และเจ้าจะเลิกโกหก—นั่นเป็นสภาวะที่ถูกต้อง ผู้คนที่เสื่อมทรามล้วนมีปัญหาเดียวกัน กล่าวคือ พวกเขาล้วนเกิดมาพร้อมความสามารถในการโกหก และรู้สึกลำบากยากเย็นสุดกำลังที่จะแลกเปลี่ยนความคิดในส่วนลึกสุดของพวกเขาหรือพูดจาอย่างสัตย์ซื่อ ต่อให้พวกเขาต้องการพูดความจริง แต่พวกเขาก็ไม่อาจฝืนใจทำเช่นนั้นได้อยู่ดี ผู้คนล้วนเชื่อว่าการมีความซื่อสัตย์นั้นโง่เขลาและเบาปัญญา—พวกเขาคิดว่าคนปัญญาอ่อนเท่านั้นที่พูดจาซื่อตรงเปิดเผย และคนผู้หนึ่งส่อเค้าที่จะต้องทนทุกข์กับความสูญเสียมากที่สุดหากเขาโปร่งใสต่อผู้อื่นจนหมดสิ้นและพูดสิ่งที่อยู่ในจิตใจของตนเสมอ อีกทั้งผู้อื่นก็จะไม่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับเขาและจะดูถูกเขาแทน พวกเจ้าจะดูถูกคนประเภทนี้หรือไม่? เจ้าเก็บงำทัศนะเช่นนี้อยู่หรือไม่? (ก่อนที่ข้าพระองค์จะได้มาเชื่อในพระเจ้า ข้าพระองค์คงดูถูกพวกเขา แต่ตอนนี้ ข้าพระองค์เลื่อมใสผู้คนเช่นนั้น และคิดว่าการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์นั้นดีกว่า เมื่อดำรงชีวิตอยู่ในหนทางนี้ คนเราย่อมมีภาระในหัวใจน้อยกว่า ไม่เช่นนั้นหลังจากที่ข้าพระองค์โกหกใครสักคนแล้ว ข้าพระองค์ก็ต้องปกปิดเอาไว้ และข้าพระองค์ก็จบลงด้วยการขุดหลุมให้ตัวเองกว้างขึ้นทุกที จนในที่สุดเรื่องโกหกก็จะถูกเปิดโปง) ทั้งการโกหกและการทำการหลอกลวงนั้นเป็นพฤติกรรมที่โง่เขลา และการพูดแค่ความจริงออกไปและพูดจากหัวใจนั้นมีปัญญากว่ามากมาย บัดนี้ผู้คนล้วนเข้าใจในประเด็นปัญหานี้—หากผู้ใดยังคงคิดว่าการโกหกและการทำการหลอกลวงเป็นสัญญาณของการมีขีดความสามารถและการฉลาดแกมโกง เช่นนั้นพวกเขาก็โง่เขลาอย่างเหลือเชื่อ ดึงดันไม่รู้ความ และไม่มีความจริงเลยแม้แต่น้อย ผู้ใดซึ่งอายุมากแล้วที่ยังคงเชื่อว่าคนหลอกลวงคือคนที่หลักแหลมที่สุด และคนซื่อสัตย์ล้วนเป็นคนโง่นั้นเป็นคนชนิดที่ไร้เหตุผลซึ่งไม่อาจรู้เท่าทันสิ่งใดได้ ทุกคนต่างก็ใช้ชีวิตของตัวเองไป—บางคนที่ปฏิบัติการมีความซื่อสัตย์ในทุกๆ วันนั้นมีความสุขและไม่เครียด อีกทั้งรู้สึกเป็นอิสระและมีเสรีภาพในหัวใจของตน พวกเขาไม่ขาดสิ่งใดและใช้ชีวิตที่สุขสบายกว่า ทุกคนชื่นชมยินดีกับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแบบนี้ และพวกเขาควรเป็นเป้าที่ทุกคนอิจฉาจริงๆ—ผู้คนเช่นนั้นได้มาเข้าใจความหมายของชีวิตแล้ว มีคนโง่บางคนที่คิดว่า “คนคนนั้นพูดความจริงตลอดเวลา แล้วเขาก็ถูกตัดแต่งไปไม่ใช่หรือ? เอาเถิด สมควรแล้วที่เขาโดนแบบนั้น! ดูฉันสิ—ฉันเก็บเจตนารมณ์ของตัวเองไว้แนบอก และไม่พูดคุยหรือเผยเจตนารมณ์เหล่านั้นออกมา ฉันก็เลยไม่ถูกตัดแต่งหรือทนทุกข์กับความสูญเสียอะไร หรืออับอายขายหน้าต่อหน้าทุกคน นี่วิเศษไปเลย! ผู้คนที่ปกปิดเจตนารมณ์ของตัวเอง ไม่พูดจากับใครอย่างซื่อสัตย์ และป้องกันไม่ให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ก็คือคนที่เหนือกว่าและมีเชาว์ปัญญาสูงส่ง” กระนั้นทุกคนก็สามารถมองเห็นได้ว่าผู้คนเหล่านี้หลอกลวงและฉลาดเป็นกรดที่สุด ผู้คนอื่นต่างระวังตัวเมื่ออยู่รอบตัวพวกเขาและคอยอยู่ห่างพวกเขาเสมอ ไม่มีใครต้องการเป็นเพื่อนกับคนหลอกลวง สิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริงไม่ใช่หรือ? หากคนผู้หนึ่งไร้มารยาและมักพูดความจริง หากเขาสามารถตีแผ่หัวใจของตนเองต่อผู้อื่น อีกทั้งไม่เก็บงำเจตนารมณ์ที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น แม้เขาอาจดูไม่รู้ความและปฏิบัติตนอย่างโง่เขลาเป็นครั้งคราว แต่เขาก็จะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นคนดี และทุกคนก็จะค่อนข้างเต็มใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเขา นี่คือข้อเท็จจริงซึ่งยอมรับโดยทั่วกันว่า ผู้คนยินดีมีสุขกับประโยชน์และความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในยามที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่ซื่อสัตย์ดีงาม เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าที่ซื่อสัตย์และไล่ตามเสาะหาความจริงไม่เพียงได้รับความรักจากผู้อื่นในคริสตจักรเท่านั้น แต่จากพระเจ้าพระองค์เองเช่นกัน ทันทีที่พวกเขาได้รับความจริง พวกเขาก็มีคำพยานจริงและสามารถได้รับความเห็นชอบของพระเจ้า—นี่ทำให้พวกเขาคือผู้ได้รับการอวยพรมากที่สุดไม่ใช่หรือ? บรรดาผู้ที่เข้าใจความจริงสักเล็กน้อยจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน ในการวางตัวของเจ้า เจ้าควรพยายามเป็นคนดีและซื่อสัตย์ที่มีความจริง ในหนทางนี้เจ้าไม่เพียงจะได้รับความรักจากผู้อื่นเท่านั้น แต่เจ้าจะได้รับพรจากพระเจ้าอีกด้วย ไม่ว่าพฤติกรรมของใครบางคนที่เดินตามกระแสนิยมทางโลกอาจดีเพียงใด พวกเขาก็ยังคงไม่ใช่คนดี พวกที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้คือพวกคนโง่ที่ยังคงไม่เข้าใจความจริง บรรดาผู้เข้าใจความจริงอย่างแท้จริงนั้นเลือกเดินตามเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต เป็นคนซื่อสัตย์ และติดตามพระเจ้า โดยการทำสิ่งเหล่านี้เท่านั้นคนเราจึงสามารถบรรลุความรอดได้ นี่คือผู้คนที่หลักแหลมที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งมวล
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ