มีเพียงคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง (ตอนที่หนึ่ง)
ข้อกำหนดของพระเจ้าที่ให้ผู้คนมีความซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งที่มีนัยสำคัญที่สุด น่าเศร้านักที่หลายคนไม่เข้าใจเรื่องนี้และเพิกเฉยต่อเรื่องการเป็นคนซื่อสัตย์นี้ หากผู้คนเข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาคงรู้ว่าหลังจากที่พระองค์ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ในยุคสุดท้ายแล้ว มีเพียงบรรดาผู้คนที่ซื่อสัตย์ซึ่งได้รับการชำระให้บริสุทธิ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนแล้วกับผู้ที่ทิ้งความหลอกลวงและคำโกหกของตนแล้วเท่านั้นที่จะได้มาซึ่งการช่วยให้รอดของพระองค์และมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ หลังจากที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปี หากผู้คนยังคงเต็มไปด้วยคำโกหกและการหลอกลวง หากพวกเขาไม่สามารถสละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจ อีกทั้งปฏิบัติหน้าที่ในทางที่สุกเอาเผากินอยู่เสมอ พระองค์จะทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขาอย่างแน่นอน จุดจบของพวกเขาจะเป็นอย่างไร? แน่นอนว่าพวกเขาจะถูกเอาตัวออกไปจากคริสตจักรและถูกกำจัด ทุกวันนี้การมองเห็นพระราชกิจของพระเจ้ามาถึงขั้นตอนนี้เตือนใจคนเราว่าพระองค์ได้ทรงสั่งให้มนุษย์ซื่อสัตย์เสมอมาอย่างไร การนี้มีนัยสำคัญอันยิ่งใหญ่อยู่ นี่ไม่ใช่แค่พูดโดยไม่ได้คิดอะไรและจบแค่นั้น—นี่สัมพันธ์โดยตรงกับการที่คนเราสามารถบรรลุความรอดและอยู่รอดได้หรือไม่ อีกทั้งสัมพันธ์กับจุดจบและบั้นปลายของแต่ละคน เพราะฉะนั้นจึงสามารถกล่าวได้อย่างแน่นอนว่า โดยการทิ้งอุปนิสัยอันหลอกลวงและการกลายเป็นคนซื่อสัตย์เท่านั้น คนเราจึงสามารถใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติและบรรลุความรอดได้ บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแต่เป็นผู้ที่ยังคงหลอกลวงอยู่นั้นถูกลิขิตให้ถูกกำจัดออกไป
ขณะนี้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งปวงกำลังฝึกฝนการปฏิบัติหน้าที่ของตน และพระเจ้าทรงใช้ประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คนเพื่อทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งมีความเพียบพร้อมและกำจัดอีกกลุ่มออกไป ดังนั้นจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่นี่เองที่เผยให้เห็นคนแต่ละจำพวก และคนหลอกลวง ผู้ไม่เชื่อ และคนชั่วแต่ละจำพวกก็ถูกเผยและถูกกำจัดในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา บรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดีคือผู้คนที่ซื่อสัตย์ พวกที่สุกเอาเผากินอยู่เป็นนิจนั้นเป็นผู้คนที่หลอกลวงและฉลาดแกมโกง อีกทั้งพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ และพวกที่ก่อการขัดขวางและการรบกวนในการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นก็เป็นผู้คนที่ชั่วและเป็นพวกศัตรูของพระคริสต์ ณ ตอนนี้ ปัญหาทั้งหลายยังคงมีอยู่เป็นวงกว้างในผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เป็นจำนวนมาก มีบางคนที่นิ่งเฉยอย่างมากอยู่เสมอในหน้าที่ของพวกเขา นั่งรอและพึ่งพาผู้อื่นเสมอ นั่นคือท่าทีชนิดใด? นี่คือการไม่รับผิดชอบ พระนิเวศของพระเจ้าได้จัดการเตรียมการเพื่อให้เจ้าทำหน้าที่ ทว่าเจ้าไตร่ตรองอยู่หลายวันโดยไม่มีการทำงานใดให้เสร็จเป็นรูปธรรม ไม่มีใครพบเห็นเจ้าสักแห่งในที่ทำงาน และเมื่อผู้คนมีปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข พวกเขาก็หาตัวเจ้าไม่เจอ เจ้าไม่ได้แบกรับงานนี้ หากผู้นำสักคนสอบถามเกี่ยวกับงานนั่น เจ้าจะบอกเขาว่าอย่างไร? เวลานี้เจ้าไม่ได้กำลังทำงานประเภทใดอยู่เลย เจ้าตระหนักดีว่างานนี้เป็นความรับผิดชอบของเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ทำ เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? เจ้าไม่ทำงานใดเลยเพราะเจ้าไร้ความสามารถที่จะทำได้ใช่หรือไม่? หรือเจ้าแค่อยากได้ความสุขสบาย? เจ้ามีท่าทีเช่นใดต่อหน้าที่ของเจ้า? เจ้าเพียงแต่พูดถึงพระวจนะและคำสอนและเจ้าพูดแต่สิ่งที่น่าฟังเท่านั้น แต่เจ้าไม่ได้ทำงานจริง หากเจ้าไม่ปรารถนาที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าก็ควรลาออกไปเสีย จงอย่าถือครองตำแหน่งของเจ้าเอาไว้และไม่ทำสิ่งใดเมื่ออยู่ตรงนั้น การทำเช่นนั้นจะไม่ทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและสร้างความเสียหายให้แก่งานของคริสตจักรหรอกหรือ? จากหนทางที่เจ้าพูดคุย ดูเหมือนเจ้าจะเข้าใจคำสอนทุกรูปแบบ แต่เมื่อขอให้เจ้าปฏิบัติหน้าที่ เจ้ากลับสุกเอาเผากิน และไม่รอบคอบเลยแม้แต่น้อย นั่นคือการสละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจหรือ? เจ้าไม่จริงใจเมื่อเป็นเรื่องของพระเจ้า กระนั้นเจ้ากลับแสร้งทำเป็นจริงใจ เจ้าสามารถหลอกลวงพระองค์ได้หรือ? ในหนทางที่เจ้าพูดคุยตามปกติ ดูเหมือนจะมีความเชื่อเป็นอันมาก เจ้าต้องการที่จะเป็นเสาหลักและศิลาของคริสตจักร แต่เมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ เจ้ากลับมีประโยชน์น้อยเสียกว่าไม้ขีดไฟ นี่เป็นการหลอกลวงพระเจ้าทั้งที่รู้แจ้งแก่ใจมิใช่หรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าการพยายามหลอกลวงพระเจ้าจะนำสิ่งใดมาสู่เจ้า? พระองค์จะทรงรังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดเจ้าออกไป! ทุกคนย่อมถูกเปิดเผยในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน—เพียงจัดให้บุคคลทำหน้าที่หนึ่ง ก็จะมีการเปิดเผยในเวลาไม่นานว่าพวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์หรือเป็นคนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ว่าพวกเขาเป็นผู้ที่รักความจริงหรือไม่ ผู้ที่รักความจริงสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างจริงใจและค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้ ผู้ที่ไม่รักความจริงย่อมไม่ค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าแม้แต่น้อย และพวกเขาก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างไม่มีความรับผิดชอบ สิ่งนี้ย่อมประจักษ์ชัดโดยทันทีแก่ผู้ที่มีสายตาชัดแจ้ง ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ไม่ดีไม่ใช่ผู้ที่รักความจริงหรือบุคคลที่ซื่อสัตย์ ผู้คนเช่นนั้นย่อมจะถูกเปิดเผยและกำจัดออกไปกันทุกคน เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดี ผู้คนต้องมีสำนึกของความรับผิดชอบและสำนึกของภาระหน้าที่ ในหนทางนี้ งานย่อมจะเสร็จลงตามที่ถูกควรอย่างแน่นอน ที่น่ากังวลมีเพียงเมื่อใครบางคนไม่มีสำนึกของภาระหน้าที่หรือความรับผิดชอบ เมื่อพวกเขาต้องถูกกระตุ้นเสียก่อนจึงจะทำอะไรได้ เมื่อพวกเขาสุกเอาเผากินเสมอ และเมื่อปัญหาผุดขึ้น พวกเขาก็พยายามโยนความผิดให้ผู้อื่น อันนำไปสู่ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของตน เช่นนั้นงานจะยังคงเสร็จลงด้วยดีได้อย่างไร? การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาสามารถให้ผลเป็นผลลัพธ์ใดได้บ้าง? พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะทำกิจใดที่ถูกจัดการเตรียมการไว้ให้พวกเขา และเมื่อพวกเขาเห็นผู้อื่นที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือในงาน พวกเขาก็เพิกเฉยต่อคนเหล่านั้น พวกเขาทำงานเพียงเล็กน้อยเมื่อได้รับคำสั่งเท่านั้น เฉพาะเมื่อไฟลนก้นและพวกเขาไม่มีทางเลือกแล้วเท่านั้น นี่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่—นี่คือแรงงานที่ถูกจ้างมา! คนลงแรงที่ถูกจ้างมาทำงานให้กับนายจ้างโดยทำงานหนึ่งวันเพื่อค่าแรงหนึ่งวัน ทำงานหนึ่งชั่วโมงเพื่อค่าแรงหนึ่งชั่วโมง พวกเขารอค่าจ้างอยู่ตลอดเวลา พวกเขากลัวการทำงานใดก็ตามที่เจ้านายของตนไม่เห็น พวกเขากลัวการไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลสำหรับสิ่งที่ตนทำ พวกเขาทำงานเพียงเพื่อสร้างภาพอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น—ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่มีความจงรักภักดี เมื่อถูกถามประเด็นปัญหาเรื่องงาน โดยมากแล้วพวกเจ้าไม่สามารถตอบได้ พวกเจ้าบางคนข้องเกี่ยวกับงานนี้ แต่พวกเจ้าไม่เคยถามว่างานดำเนินไปอย่างไรหรือคิดถึงงานนี้โดยถี่ถ้วน ด้วยขีดความสามารถและความรู้ของพวกเจ้า อย่างน้อยพวกเจ้าก็ควรที่จะรู้อะไรบางอย่าง เพราะพวกเจ้าทั้งหมดมีส่วนร่วมในงานนี้ ดังนั้นเหตุใดผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่พูดสิ่งใด? เป็นไปได้ว่าพวกเจ้าไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งใดจริงๆ เป็นไปได้ว่าพวกเจ้าไม่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายกำลังเป็นไปด้วยดีหรือไม่ มีเหตุผลอยู่สองข้อสำหรับการนี้ หนึ่งคือพวกเจ้าไม่แยแสอย่างสิ้นเชิง และไม่เคยใส่ใจในสิ่งเหล่านี้ และเคยแต่ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้เสมือนกิจที่ต้องทำให้เสร็จไปเท่านั้น อีกเหตุผลหนึ่งคือพวกเจ้าไร้ความรับผิดชอบและไม่เต็มใจที่จะเอาใจใส่สิ่งเหล่านี้ หากเจ้าเอาใจใส่อย่างแท้จริง และมีส่วนร่วมจริงๆ เจ้าก็น่าจะมีทรรศนะและมุมมองต่อทุกสิ่งทุกอย่างบ้าง บ่อยครั้งที่การไม่มีมุมมองหรือทรรศนะมักมาจากการไม่แยแสและไม่ยินดียินร้าย และการไม่ยอมรับผิดชอบสิ่งใด เจ้าไม่ขยันขันแข็งในหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ เจ้าไม่รับผิดชอบใดๆ เจ้าไม่เต็มใจที่จะยอมลำบากหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง เจ้าไม่ใช้ความพยายามใดๆ และไม่เต็มใจที่จะทุ่มเทพลังงานให้มากขึ้น เจ้าอยากเป็นเพียงลูกน้อง ซึ่งไม่ต่างจากการที่ผู้ไม่มีความเชื่อทำงานให้นายของพวกเขา การปฏิบัติหน้าที่ในรูปแบบนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงโปรดและเป็นสิ่งที่ไม่ทำให้พระองค์พอพระทัย การนี้ไม่อาจได้รับความเห็นชอบจากพระองค์ได้
ครั้งหนึ่ง องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เพราะว่าใครมีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้คนนั้นมีเหลือเฟือ แต่คนที่ไม่มีนั้น แม้ที่เขามีอยู่ก็จะเอาไปจากเขา” (มัทธิว 13:12) ความหมายของพระวจนะเหล่านี้คืออะไร? สิ่งที่พระวจนะหมายถึงก็คือว่า หากเจ้าไม่แม้แต่จะดำเนินการหรือทุ่มเทอุทิศตัวเจ้าให้กับหน้าที่หรืองานของเจ้าเอง พระเจ้าก็จะทรงเอาสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเจ้าไป การ “เอาไป” หมายความว่าอย่างไร? ในฐานะมนุษย์ นั่นทำให้ผู้คนรู้สึกอย่างไร? อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าล้มเหลวที่จะบรรลุสิ่งซึ่งขีดความสามารถและพรสวรรค์ของเจ้าน่าจะเปิดโอกาสให้เจ้าบรรลุได้ และเจ้าก็ไม่รู้สึกอะไร และเป็นเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อคนหนึ่งเท่านั้น การถูกพระเจ้าทรงเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปเป็นเช่นนั้นนั่นเอง หากเจ้าเผอเรอและไม่ยอมลำบาก และเจ้าไม่จริงใจในหน้าที่ของเจ้า พระเจ้าก็จะทรงเอาสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเจ้าไป พระองค์จะทรงเพิกถอนสิทธิ์ของเจ้าในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไป พระองค์จะไม่ทรงมอบสิทธิ์นี้แก่เจ้า เนื่องจากพระเจ้าได้ประทานพรสวรรค์และขีดความสามารถแก่เจ้า แต่เจ้ากลับไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่สละตนเพื่อพระเจ้าหรือยอมลำบาก และเจ้าไม่ได้ใส่หัวใจของเจ้าลงไปในนั้น ไม่เพียงแต่พระเจ้าจะไม่ทรงอวยพรเจ้าเท่านั้น แต่พระองค์จะยังทรงเอาสิ่งที่ครั้งหนึ่งเจ้าเคยมีไปอีกด้วย พระเจ้าประทานของขวัญแก่ผู้คน ประทานทักษะพิเศษ ตลอดจนเชาวน์กับปัญญาแก่พวกเขา ผู้คนควรใช้สิ่งเหล่านี้อย่างไร? เจ้าต้องมอบอุทิศทักษะพิเศษของเจ้า ของประทานของเจ้า เชาวน์และปัญญาของเจ้าให้แก่หน้าที่ของเจ้า เจ้าต้องใช้หัวใจของเจ้าและใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ารู้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเข้าใจ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ได้ เจ้าต้องใช้ทั้งหมดนี้ในหน้าที่ของเจ้า โดยการทำดังนี้ เจ้าย่อมจะได้รับพร การได้รับพรจากพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร? การนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกอย่างไร? ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขาได้รับความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระเจ้า และพวกเขามีเส้นทางในยามพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน สำหรับคนอื่นอาจดูเหมือนว่าขีดความสามารถของเจ้าและสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเรียนรู้มาไม่สามารถทำให้เจ้าทำสิ่งทั้งหลายสำเร็จได้—แต่หากพระเจ้าทรงพระราชกิจและให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า ไม่เพียงแต่เจ้าจะสามารถเข้าใจและทำสิ่งเหล่านั้นได้ ทว่าเจ้าจะทำสิ่งเหล่านั้นได้ดีอีกด้วย ในท้ายที่สุดเจ้าจะนึกสงสัยกับตนเองด้วยซ้ำว่า “ฉันไม่เคยเป็นคนมีทักษะขนาดนั้น แต่เดี๋ยวนี้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากกว่าเดิมในตัวฉัน—ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เป็นบวก ฉันไม่เคยศึกษาสิ่งเหล่านั้นมาก่อน แต่จู่ๆ ตอนนี้ฉันก็เข้าใจสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา ฉันกลายเป็นคนฉลาดมากขึ้นมาทันทีได้อย่างไร? เดี๋ยวนี้ฉันทำอะไรได้มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?” เจ้าจะไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ นี่คือความรู้แจ้งและพระพรของพระเจ้า นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงอวยพรผู้คน หากพวกเจ้าไม่รู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ในขณะปฏิบัติหน้าที่หรือทำงานของตน เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ยังไม่ได้รับการอวยพรจากพระเจ้า หากการทำหน้าที่ของตนให้ความรู้สึกไร้ความหมายต่อตัวเจ้าเสมอ หากนั่นให้ความรู้สึกว่าไม่มีอะไรให้ทำ และหากเจ้าไม่เคยได้รับความรู้แจ้ง และรู้สึกว่าเจ้าไม่มีเชาว์ปัญญาหรือสติปัญญาที่จะนำมาใช้ได้ เช่นนั้นนี่หมายถึงความเดือดร้อน นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่มีแรงจูงใจที่ถูกต้องหรือเส้นทางที่ถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และพระเจ้าย่อมไม่ทรงเห็นชอบ รวมทั้งสภาวะของเจ้าก็ผิดปกติ เจ้าต้องตรวจสอบตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงไม่มีเส้นทางในหน้าที่ของฉัน? ฉันก็เรียนสาขานี้มา และนี่ก็อยู่ในขอบเขตความชำนาญเฉพาะทางของฉัน—ฉันถึงขั้นเก่งในเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ทำไมถึงเป็นว่าพอฉันพยายามที่จะประยุกต์ใช้ความรู้ของตัวเอง ฉันจึงทำไม่ได้? ทำไมฉันถึงใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ไม่ได้? เกิดอะไรขึ้น?” นี่เป็นความบังเอิญหรือ? ตรงนี้มีปัญหา เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรใครสักคน พวกเขาย่อมกลายเป็นมีเชาว์ปัญญาและสติปัญญา มีความเข้าใจถ่องแท้ในทุกเรื่อง รวมทั้งมีความเฉียบคม ตื่นตัว และเปี่ยมทักษะเป็นพิเศษ พวกเขาจะมีเคล็ดลับและแรงบันดาลใจในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ อีกทั้งพวกเขาจะคิดว่าทุกสิ่งที่ตนทำนั้นง่ายดายยิ่งนัก และไม่มีความลำบากยากเย็นใดสามารถเป็นอุปสรรคต่อพวกเขาได้—พวกเขาได้รับการอวยพรจากพระเจ้า หากใครบางคนพบว่าทุกอย่างช่างลำบากยากเย็นนัก และไม่ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่จะเป็นอะไร พวกเขาก็เซ่อซ่า ไม่รู้เรื่องรู้ราว และบิดเบือน หากพวกเขาไม่เข้าใจที่คนอื่นพูดด้วย เช่นนั้นนี่หมายความว่าอย่างไร? นี่หมายความว่าพวกเขาไม่มีการทรงนำของพระเจ้า และพวกเขาไม่ได้รับการอวยพรจากพระเจ้า คนบางคนพูดว่า “ฉันได้พยายามอย่างหนักแล้ว แล้วทำไมถึงเป็นว่าฉันไม่เห็นพระพรของพระเจ้า?” หากเจ้าแค่พยายามอย่างหนักและทุ่มเทตัวเอง แต่ไม่เสาะแสวงที่จะกระทำไปตามหลักธรรมความจริง เช่นนั้นเจ้าก็กำลังแสร้งทำท่าพอเป็นพิธีในหน้าที่ของตน เป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าจะได้เห็นพระพรของพระเจ้า? หากเจ้าสะเพร่าในการปฏิบัติหน้าที่เสมอและไม่เคยเอาการเอางานเลย เจ้าก็จะไม่ได้รับการทำให้รู้แจ้งหรือการให้ความกระจ่างโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเจ้าก็จะไม่มีการทรงนำของพระเจ้าหรือพระราชกิจของพระองค์ และการกระทำทั้งหลายของเจ้าก็จะไม่ผลิดอกออกผล การทำหน้าที่ให้ดีและการรับมือกับเรื่องหนึ่งให้ดีโดยการพึ่งพาความแข็งแกร่งและการเรียนรู้แบบมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากอย่างมาก ทุกคนคิดว่าตัวเองรู้หนึ่งหรือสองสิ่ง คิดว่าตัวเองมีความชำนาญอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ทำสิ่งต่างๆ ได้แย่มาก และสิ่งต่างๆ ก็ผิดเพี้ยนไป เรียกเสียงหัวเราะและคำติฉินนินทาเสมอ นี่คือปัญหา เห็นได้ชัดว่าบางคนอาจยังไม่รู้อะไรมากนัก แต่กลับคิดว่าตนมีความชำนาญและไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครเลย นี่เป็นเรื่องของปัญหาที่อยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ พวกคนที่ไม่รู้จักตัวเองล้วนเป็นแบบนี้กันหมด ผู้คนเช่นนั้นสามารถลุล่วงหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดีหรือไม่? พวกเขาไม่เพียงไม่อาจลุล่วงหน้าที่ของตนให้ดีได้เท่านั้น แต่พวกเขายังหมิ่นเหม่ที่จะล้มเหลวอย่างน่าอนาถ คนบางคนไม่สามารถทำหน้าที่ใดให้ดีได้เลย แต่ทว่าพวกเขาก็ยังคงพยายามที่จะรับบทบาทที่เหนือกว่าและชี้นิ้วสั่งผู้อื่นเสมอ ผู้คนเช่นนั้นไม่สำเร็จลุล่วงสิ่งใดเลย—พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะเผยแผ่ข่าวประเสริฐหรือเป็นพยานยืนยันให้กับผู้อื่นด้วยซ้ำ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่มีแม้แต่สามัคคีธรรมสักคำที่ร่วมแบ่งปันถึงความจริง ผู้คนเช่นนั้นเปลือยเปล่า อัตคัดขัดสน และน่าสังเวช! บรรดาผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงล้วนปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยชุดความคิดที่ขาดความรับผิดชอบ “หากมีคนนำ ฉันก็ตาม ไม่ว่าพวกเขานำไปไหน ฉันก็ไป ฉันจะทำสิ่งที่พวกเขาให้ฉันทำ ส่วนเรื่องของการรับผิดชอบและใส่ใจ หรือการพยายามขึ้นอีกเพื่อทำอะไรบางสิ่ง ทำบางอย่างด้วยหัวใจทั้งดวงและเรี่ยวแรงทั้งหมดของฉัน—ฉันไม่พร้อมที่จะทำเช่นนั้น” ผู้คนเหล่านี้ไม่เต็มใจที่จะยอมลำบาก พวกเขาเต็มใจที่จะออกแรงเท่านั้น แต่ไม่รับผิดชอบ นี่ไม่ใช่ท่าทีของคนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริง คนเราต้องเรียนรู้ที่จะทุ่มเทหัวใจให้กับการปฏิบัติหน้าที่ของตน และบุคคลที่มีมโนธรรมย่อมสามารถสัมฤทธิ์สิ่งนี้ได้ หากคนเราไม่เคยทุ่มเทหัวใจให้กับการปฏิบัติหน้าที่ นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่มีมโนธรรม และผู้คนที่ไม่มีมโนธรรมย่อมไม่สามารถได้รับความจริง เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพวกเขาไม่สามารถได้รับความจริง? พวกเขาไม่รู้วิธีอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่รู้ว่าจะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างไร อีกทั้งไม่รู้วิธีทุ่มเทหัวใจให้กับการใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่รู้วิธีแสวงหาความจริง วิธีแสวงหาที่จะเข้าใจข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ สิ่งนี้เองคือการไม่สามารถแสวงหาความจริงได้ พวกเจ้ามีประสบการณ์หรือไม่กับสภาวะที่ว่า ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าปฏิบัติหน้าที่ประเภทใด เจ้าก็สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้บ่อยครั้งและสามารถทุ่มเทหัวใจให้กับการใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์ รวมถึงการแสวงหาความจริง และการคิดคำนึงว่าเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า และความจริงใดที่เจ้าควรมีเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่นั้นได้อย่างน่าพอใจ? มีหลายครั้งที่เจ้าแสวงหาความจริงในหนทางนี้ใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) การทุ่มเทหัวใจให้กับหน้าที่และสามารถรับผิดชอบได้นั้นพึงให้เจ้าต้องทนทุกข์และยอมลำบาก—การแค่พูดถึงสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่เพียงพอ หากเจ้าไม่ทุ่มเทหัวใจให้กับหน้าที่ของตน กลับอยากตรากตรำอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่ได้ทำหน้าที่ของตนให้เสร็จสิ้นด้วยดีอย่างแน่นอน เจ้าจะเพียงแค่แสร้งทำพอเป็นพิธี และเจ้าจะไม่รู้ว่าเจ้าทำหน้าที่ของตนได้ดีหรือไม่ หากเจ้าทุ่มเทหัวใจของตนให้กับหน้าที่ เจ้าจะเริ่มเข้าใจความจริงทีละน้อย หากเจ้าไม่ได้ทำเช่นนั้น เจ้าก็จะไม่เข้าใจความจริง เมื่อเจ้าทุ่มเทหัวใจให้กับการปฏิบัติหน้าที่และการไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าก็จะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าทีละน้อย เริ่มค้นพบความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของตนเอง และเริ่มเข้าใจสภาวะทั้งหลายทั้งปวงของตนอย่างถ่องแท้ เมื่อเจ้ามุ่งเน้นเพียงแค่การทุ่มเทพยายาม และเจ้าไม่ได้ทุ่มหัวใจให้กับการคิดทบทวนตนเอง เจ้าจะไม่สามารถค้นพบสภาวะที่แท้จริงในหัวใจของตน รวมถึงปฏิกิริยา และการเปิดเผยความเสื่อมทรามมากมายที่เจ้ามีในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน หากเจ้าไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรเมื่อปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข เช่นนั้นเจ้าก็เจอปัญหาหนักเสียแล้ว นี่คือเหตุผลที่การเชื่อในพระเจ้าในหนทางที่สับสนนั้นไม่มีประโยชน์ เจ้าต้องใช้ชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าตลอดทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าสิ่งใดเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าก็ต้องแสวงหาความจริงอยู่เสมอ และขณะที่เจ้าแสวงหาความจริงนั้น เจ้าต้องคิดทบทวนตนเองและรู้ว่ามีปัญหาใดในสภาวะของเจ้า พร้อมทั้งแสวงหาความจริงทันทีเพื่อแก้ไขปัญหา ด้วยเหตุนี้เท่านั้นเจ้าจึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างดีและหลีกเลี่ยงการทำให้งานล่าช้าได้ ไม่เพียงแต่เจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างดีเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือเจ้าจะมีการเข้าสู่ชีวิตและสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้ด้วย มีเพียงการนี้ที่เจ้าจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ หากสิ่งที่เจ้ามักจะไตร่ตรองอยู่ในหัวใจไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้า หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความจริง ทว่าเจ้ากลับเข้าไปพัวพันกับสิ่งภายนอก โดยมีความคิดอยู่กับเรื่องของเนื้อหนัง เจ้าจะสามารถเข้าใจความจริงได้หรือไม่? เจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างดีและใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้ บุคคลเช่นนั้นย่อมไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด
การเชื่อในพระเจ้าคือการเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต และคนเราต้องไล่ตามเสาะหาความจริง นี่คือเรื่องของจิตวิญญาณและชีวิต และเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากการไล่ตามไขว่คว้าความมั่งคั่งรุ่งเรือง การสร้างชื่อเสียงอันเป็นนิรันดร์ให้กับตนเองของพวกผู้ไม่มีความเชื่อ เส้นทางเหล่านี้ไปคนละทิศละทาง ในการงานของผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขานึกถึงวิธีที่ตัวเองจะสามารถทำงานให้น้อยลงและหาเงินได้มากขึ้น นึกถึงเล่ห์กลเคลือบแฝงที่พวกเขาสามารถนำมาใช้เพื่อให้ได้เงินเพิ่ม พวกเขาครุ่นคิดทั้งวันทั้งคืนถึงวิธีที่จะร่ำรวยและสร้างโชคลาภให้กับครอบครัว และพวกเขาก็ถึงกับเกิดความคิดเกี่ยวกับวิถีทางอันขาดหลักศีลธรรมเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน นี่คือเส้นทางของคนชั่ว เส้นทางของซาตาน และเป็นเส้นทางที่พวกผู้ไม่มีความเชื่อใช้เดิน เส้นทางที่ผู้เชื่อในพระเจ้าเดินคือเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงและการได้รับชีวิต นั่นก็คือเส้นทางแห่งการติดตามพระเจ้าและการได้รับความจริง เจ้าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ได้รับความจริง? เจ้าต้องขยันอ่าน ปฏิบัติ และรับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า—เจ้าจะเข้าใจความจริงหลังจากที่ทำเช่นนั้นเท่านั้น และเมื่อเจ้าเข้าใจความจริง เจ้าต้องพิจารณาถึงวิธีที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้ดีเพื่อที่เจ้าอาจทำสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับหลักธรรม และวิธีที่เจ้าอาจมานบนอบพระเจ้า นี่พึงต้องมีการปฏิบัติความจริง การปฏิบัติความจริงไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าไม่เพียงต้องแสวงหาความจริง แต่เจ้ายังต้องทบทวนและตระหนักรู้ว่าตัวเองมีแนวคิดอันผิดพลาดและมโนคติอันหลงผิดหรือไม่อีกด้วย และหากปัญหาทั้งหลายมีอยู่จริง เจ้าก็ต้องสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เมื่อเจ้าเข้าใจหลักธรรมแห่งการปฏิบัติความจริง เช่นนั้นเจ้าย่อมสามารถปฏิบัติความจริงได้ และโดยการปฏิบัติความจริงเท่านั้น เจ้าจึงสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงและกลายเป็นใครคนหนึ่งซึ่งนบนอบพระเจ้าได้ โดยประสบการณ์และการปฏิบัติในหนทางนี้ เจ้าก็จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยและบรรลุความจริงโดยไม่ทันตระหนักเลยด้วยซ้ำ ผู้ไม่มีความเชื่อทั้งหลายเพียรพยายามเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะอยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์ก็คือพวกเขาเดินไปบนเส้นทางแห่งความชั่ว กลายเป็นต่ำทรามลงทุกที ฉลาดเป็นกรดและหลอกลวงมากขึ้นทุกที ตลอดจนช่างคิดคำนวนและช่างสมคบคิดมากขึ้นทุกที หัวใจของพวกเขากลับกลายเป็นชั่วมากขึ้นทุกที และพวกเขาก็กลายเป็นลี้ลับและยากที่จะหยั่งถึงมากขึ้นทุกที—นี่คือเส้นทางของพวกผู้ไม่มีความเชื่อ เส้นทางของบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้านั้นตรงกันข้ามกับเส้นทางนี้โดยสิ้นเชิง เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าต้องการแยกตัวเองออกจากโลกชั่วนี้และจากมวลมนุษย์ที่ชั่ว พวกเขาต้องการไล่ตามเสาะหาความจริงและชำระความเสื่อมทรามของตนให้บริสุทธิ์ หัวใจของพวกเขามีความมั่นคงและอยู่ในสันติสุขก็ต่อเมื่อพวกเขาใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์เท่านั้น พวกเขาต้องการรู้จักพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้า หลบเลี่ยงความชั่ว และได้รับความเห็นชอบและการอวยพรของพระองค์ นี่คือสิ่งที่บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแสวงหา หากเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว เข้าใจความจริงอย่างแท้จริงและเปลี่ยนแปลงแล้ว ยิ่งผู้อื่นมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้ามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะรู้สึกมากขึ้นเท่านั้นว่าเจ้ามีความซื่อสัตย์—ซื่อสัตย์ในวาทะและซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน—ใครคนหนึ่งซึ่งเปิดกว้างอย่างหมดสิ้นโดยไม่ซุกซ่อนสิ่งใดไว้ และผู้ที่พูดและกระทำในหนทางอันโปร่งใส และผู้คนสามารถมองทะลุปรุโปร่งไปถึงหัวใจของเจ้า และเห็นถึงวิธีที่เจ้าประพฤติปฏิบัติตน สิ่งที่เจ้าเลือกชอบ รวมทั้งเป้าหมายที่เจ้าไล่ตามเสาะหาโดยผ่านทางสิ่งที่เจ้ากล่าว ทัศนะที่เจ้าแสดง สิ่งที่เจ้าทำ หน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ รวมทั้งโดยผ่านทางท่าทีอันซื่อสัตย์ของเจ้าขณะสนทนากับผู้อื่น พวกเขาสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าเป็นคนที่ดีงามและซื่อสัตย์ และเจ้ากำลังเดินไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่มานานแล้ว แต่ผู้คนที่เจ้ามีปฏิสัมพันธ์ด้วยกลับรู้สึกอยู่เสมอว่าเจ้าไม่โปร่งใสในสิ่งที่พูด ทัศนะของเจ้าไม่ชัดเจน และพวกเขาไม่สามารถมองเห็นหัวใจของเจ้าได้อย่างชัดเจนในการกระทำทั้งหลายของเจ้า หากพวกเขารู้สึกอยู่เสมอว่าเจ้ามีสิ่งที่ซุกซ่อนลึกอยู่ภายในหัวใจ นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าเป็นคนมีความลับซึ่งรู้วิธีปกปิด อำพราง และสร้างภาพ แม้หลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้ามาหลายปี หากผู้อื่นไม่สามารถทำความเข้าใจหัวใจของเจ้าได้อย่างครบถ้วน และทั้งหมดที่พวกเขาเห็นก็คือพื้นอารมณ์กับบุคลิกลักษณะของเจ้ามากกว่าที่จะเป็นอุปนิสัยหรือแก่นแท้ของเจ้า นี่ก็แสดงชัดว่าเจ้ายังคงดำเนินชีวิตไปตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของตน ยิ่งเจ้าฉลาดแกมโกงมากขึ้นเท่าใด นั่นก็ยิ่งแสดงชัดมากขึ้นเท่านั้นว่าเจ้าไม่ใช่คนดี เจ้าขาดความเป็นมนุษย์ และเจ้าเป็นของหมู่มารและซาตาน หากเจ้าไม่ได้รับความจริงใดเลย และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าก็ไม่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ไม่ว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้ามากี่ปี เช่นนั้นก็ย่อมยากเย็นมากที่คนอย่างเจ้าจะบรรลุความรอด และถึงแม้ว่าเจ้ามีความสามารถในการบิดพลิ้ว การรู้จักใช้คำพูด มีความฉลาดแยบยล มีปฏิกิริยาตอบสนองอันฉับไว รวมทั้งมีการรับมือกับสิ่งทั้งหลายอย่างมีทักษะเช่นนี้ แต่หากบรรดาผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์กับเจ้ายังรู้สึกอึดอัดและสัมผัสได้ว่าเจ้าพึ่งไม่ได้ ไว้ใจไม่ได้ และไม่อาจหยั่งถึงได้เสมอ เช่นนั้นเจ้าย่อมถึงคราวเดือดร้อน นี่บ่งชี้ว่าเจ้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยในขณะที่เชื่อในพระเจ้า และเจ้าไม่ได้เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง จนถึงตอนนี้แล้ว เจ้าได้รับประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงอันใดในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้าบ้างหรือไม่? เจ้ามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยท่าทีที่ซื่อสัตย์หรือไม่? ผู้อื่นรู้สึกว่าเจ้าจริงใจหรือไม่? (เมื่อเป็นเรื่องของสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์โดยตรงต่อข้าพระองค์ ข้าพระองค์สามารถโกหกและหลอกลวงได้ แต่เมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่มีคุณประโยชน์โดยตรงต่อข้าพระองค์ ข้าพระองค์สามารถพูดความจริงและเปิดใจได้เล็กน้อย) (ข้าพระองค์เลือกเฟ้นสิ่งที่จะพูด—บางอย่างข้าพระองค์ก็พูดอย่างเปิดเผย แต่ยังคงปกปิดสิ่งที่ซ่อนลึกอยู่ในหัวใจของข้าพระองค์ ขณะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ข้าพระองค์ยังคงมีแนวโน้มที่จะอำพรางตนและสร้างภาพ) นี่เป็นกรณีของการดำรงชีวิตอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเรา หากคนเราไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน แล้วคนเราจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? พวกเจ้าล้วนเป็นผู้คนที่ปฏิบัติหน้าที่ อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็ต้องมีหัวใจที่ซื่อสัตย์และให้พระเจ้าได้ทรงมองเห็นว่าเจ้ามีความจริงใจ—ถึงตอนนั้นเท่านั้นเจ้าจึงสามารถบรรลุความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และการทรงนำของพระเจ้าได้ สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ เจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า ไม่ว่าระหว่างเจ้ากับผู้คนอื่นจะมีสิ่งขวางกั้นอันใด เจ้าให้ค่าความถือดีและความมีหน้ามีตาของตัวเองมากเพียงใด และเจ้าเก็บงำเจตนารมณ์ใดไว้จนไม่สามารถเปิดใจออกมาได้แบบเรียบง่าย สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดต้องค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป บุคคลแต่ละคนต้องปลดตัวเองออกจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและความลำบากยากเย็นของตน รวมทั้งเอาชนะอุปสรรคขวากหนามที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนนั้นก่อขึ้นไปทีละขั้นตอน ก่อนที่เจ้าจะผ่านอุปสรรคขวากหนามเหล่านี้ไป หัวใจของเจ้าซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? เจ้าซุกซ่อนหรือปกปิดสิ่งต่างๆ จากพระองค์ และสวมหน้ากากจอมปลอมรวมทั้งหลอกลวงพระองค์หรือเปล่า? ในหัวใจของเจ้าควรชัดเจนในเรื่องนี้ หากเจ้ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจ เจ้าก็ควรยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า จงอย่าทิ้งให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามโอกาสและพูดว่า “ฉันไม่ต้องการสละทั้งชีวิตเพื่อพระเจ้า ฉันต้องการเริ่มครอบครัวและใช้ชีวิตของตัวเอง หวังว่าพระเจ้าจะไม่ทรงพินิจพิเคราะห์ฉันและกล่าวโทษฉัน” หากเจ้าซุกซ่อนสิ่งเหล่านี้จากพระเจ้า—ซึ่งก็คือ เจตนารมณ์ วัตถุประสงค์ แผนการ และเป้าหมายชีวิตทั้งหลายที่เจ้าเก็บงำลึกอยู่ภายในหัวใจ—และหากเจ้าซุกซ่อนทัศนะที่ตนมีต่อสิ่งมากมาย รวมทั้งความเชื่อทั้งหลายที่เกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าย่อมจะถึงคราวเดือดร้อน หากเจ้าซุกซ่อนสิ่งไร้ค่าเหล่านี้และไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่รักความจริง ทั้งยังยากที่เจ้าจะยอมรับหรือได้รับความจริง เจ้าสามารถซุกซ่อนสิ่งทั้งหลายจากผู้คนอื่น แต่เจ้าไม่อาจซุกซ่อนสิ่งเหล่านั้นจากพระเจ้าได้ หากเจ้าไม่วางใจในพระเจ้า เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงเชื่อในพระองค์? หากเจ้ามีความลับบางอย่าง และเจ้ากังวลว่าผู้คนจะดูแคลนเจ้าหากเจ้าเปิดใจถึงความลับเหล่านั้น อีกทั้งเจ้าไม่มีความกล้าที่จะพูดออกมา เช่นนั้นเจ้าก็สามารถเพียงแค่เปิดใจกับพระเจ้าได้ เจ้าควรอธิษฐานต่อพระเจ้า สารภาพเจตนารมณ์อันชั่วช้าที่เจ้าเก็บงำไว้ในการเชื่อในพระองค์ สิ่งทั้งหลายที่เจ้าทำไปเพื่อเห็นแก่อนาคตและโชคชะตาของตัวเอง และวิธีที่เจ้าได้เพียรพยายามไปเพื่อชื่อเสียงและผลตอบแทน จงแผ่วางทั้งหมดนี้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเผยสิ่งเหล่านี้ต่อพระองค์ จงอย่าซุกซ่อนสิ่งเหล่านี้จากพระองค์ ไม่ว่าหัวใจของเจ้าจะปิดกั้นต่อผู้คนจำนวนมากเพียงใด จงอย่าปิดหัวใจตัวเองจากพระเจ้า—เจ้าต้องเปิดใจกับพระองค์ นั่นคือความจริงใจในระดับน้อยสุดซึ่งบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์ควรมี หากเจ้ามีหัวใจที่เปิดกว้างต่อพระเจ้าและไม่ปิดกั้นต่อพระองค์ อีกทั้งสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ได้ พระองค์จะทรงมองเจ้าอย่างไร? ถึงแม้เจ้าอาจไม่เปิดกว้างกับผู้อื่น แต่เจ้าเปิดกว้างกับพระเจ้า พระองค์ย่อมจะทรงมองเจ้าว่าเป็นคนซื่อสัตย์ที่มีหัวใจอันซื่อสัตย์ หากหัวใจอันซื่อสัตย์ของเจ้าสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ เช่นนั้นย่อมเป็นสิ่งล้ำค่าในพระเนตรของพระองค์ และแน่ใจได้เลยว่าพระองค์ทรงมีพระราชกิจที่จะทำในตัวเจ้า ตัวอย่างเช่น หากเจ้าได้ทำบางสิ่งซึ่งหลอกลวงพระเจ้าลงไป พระองค์ก็จะทรงบ่มวินัยเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ต้องยอมรับการบ่มวินัยของพระองค์ รีบกลับใจ และสารภาพเฉพาะพระพักตร์พระองค์ รวมทั้งยอมรับความผิดพลาดของตน เจ้าต้องยอมรับความเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของตัวเอง ยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า รู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ และกลับใจอย่างแท้จริง นี่คือหลักฐานแสดงการเชื่อในพระเจ้าแบบจริงใจของเจ้า และความเชื่ออันแท้จริงในพระองค์ของเจ้า
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ