ประการที่หนึ่ง: พวกเขาพยายามเอาชนะใจผู้คน (ตอนที่สอง)

คำนิยามสำหรับบรรดาผู้นำและคนทำงาน และเหตุผลในการแต่งตั้งพวกเขา

ต่อไป พวกเรามาเสวนาถึงกลุ่มที่สองคือคนที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้นำและคนทำงานกันเถิด แม้จะมีไม่มากนัก แต่ผู้คนดังกล่าวก็มีบทบาทสำคัญในแง่ธรรมชาติของงานที่พวกเขาทำ หน้าที่ของผู้นำและคนทำงานยังเกี่ยวข้องกับความจริงมากมายอีกด้วย—เกี่ยวข้องกับความจริงมากกว่าการประกาศข่าวประเสริฐเสียอีก เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? หน้าที่เหล่านี้มีขอบข่ายที่กว้างมาก ในแง่หนึ่ง หน้าที่เหล่านี้ก็คือการเผยแผ่งานข่าวประเสริฐสู่ภายนอก ส่วนอีกแง่หนึ่งคือการให้น้ำและมอบสิ่งหล่อเลี้ยงแก่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเป็นการภายใน บริหารจัดการชีวิตคริสตจักรให้ดี รวมทั้งจัดการเรื่องราวในคริสตจักรและแก้ปัญหาสารพัดชนิด กล่าวคือ ผู้นำและคนทำงานต้องเข้าใจความจริงมากขึ้น มีการวางข้อกำหนดสำหรับพวกเขาที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในแง่หลักธรรมของการปฏิบัติบางประการ และพวกเขาก็ต้องมีสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น การเป็นผู้นำหรือคนทำงานเกี่ยวพันกับการปฏิบัติและการเข้าสู่ความจริงในแง่ต่างๆ เส้นทางที่ผู้คนเดิน รวมถึงแง่มุมอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเทียบกับการปฏิบัติหน้าที่ประกาศข่าวประเสริฐแล้ว การเป็นผู้นำหรือคนทำงานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเข้าสู่ชีวิตมากกว่า และจำเป็นต้องสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยอีกด้วย นี่หมายความว่าความจริงต่างๆ ที่สัมพันธ์กับวิธีการทำงานของผู้นำให้ดีนี้มีจำนวนมากกว่าและมีขอบข่ายกว้างกว่า แต่ไม่ว่าจะมีมากเท่าใดก็ยังคงอยู่ภายใต้หัวข้อหลักไม่กี่หัวข้อ ฉะนั้นพวกเรามาพูดถึงหัวข้อเหล่านี้ไปทีละข้อทีละประเด็นกันเถิด แล้วพวกเจ้าก็จะเข้าใจไปทีละน้อย พวกเรามาเริ่มด้วยการพูดถึงคำนิยามสำหรับผู้นำและคนทำงานกันเถิด เหตุใดจึงจำเป็นต้องนิยามคำเหล่านี้? คำนิยามก็เหมือนการกำหนดตำแหน่งของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง กล่าวคือ เป็นการบอกให้ผู้คนรู้ถึงธรรมชาติและขอบข่ายความรับผิดชอบของหน้าที่เหล่านี้ รวมทั้งชื่อเรียกอีกด้วย—กล่าวอีกนัยหนึ่งคือควรเรียกพวกเขาว่าอะไร เมื่อนิยามหน้าที่เหล่านี้ได้อย่างแม่นยำแล้ว ผู้คนย่อมมีความกระจ่างแจ้งในจิตใจว่าผู้คนกลุ่มนี้มีฐานะเช่นไรในพระทัยของพระเจ้า พระองค์ทรงเรียกร้องสิ่งใดจากพวกเขา และทรงมีข้อกำหนดเช่นไรแก่พวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ เส้นทางใดที่พวกเขาควรเดิน และควรปฏิบัติตามหลักธรรมใด ไม่ว่าพวกเขาจะหนุ่มสาวหรือสูงวัย มีฐานะสูงส่งหรือต่ำต้อย และไม่ว่าจะมีภูมิหลังเช่นใดก็ตาม พระเจ้าได้ทรงกำหนดมาตรฐานเอาไว้ให้แก่ผู้คนดังกล่าวแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีความจริงซึ่งผู้คนที่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวต้องเข้าใจ มีหลักธรรมความจริงที่พวกเขาควรจับความเข้าใจและปฏิบัติตาม และมีบางเส้นทางที่พวกเขาควรเดินตาม แล้วโดยปกติมีการนิยามผู้ที่ได้รับเลือกสรรจากบรรดาผู้ติดตามพระเจ้าให้นำและทำงานไว้ว่าอย่างไร? คำนิยามที่ถูกต้องแม่นยำคืออะไร? ผู้คนเชื่อว่าคำนิยามคืออะไร? แล้วที่จริงผู้คนดังกล่าวมีสถานะเช่นไรในหัวใจของผู้อื่น? นี่เชื่อมโยงกับการนิยามอัตลักษณ์และสถานะของผู้คนดังกล่าวมิใช่หรือ? คนอื่นๆ วางตำแหน่งของผู้คนกลุ่มนี้ไว้ในหัวใจของตนอย่างไร? เป็นอัครทูตหรือไม่? ไม่ใช่ เป็นสาวกหรือไม่? ไม่ใช่สาวกเช่นกัน มีใครเรียกพวกเขาว่าผู้เลี้ยงหรือไม่? (มี) คำว่า “ผู้เลี้ยง” เป็นชื่อเรียกที่เหมาะสมหรือไม่? (ไม่) เพราะเหตุใด? (เป็นตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง) ผู้คนสามารถรับบทบาทเป็นผู้เลี้ยงได้หรือไม่? (ไม่ได้) ในเมื่อพวกเขาไม่ใช่อัครทูตหรือสาวก แล้ว “ผู้เลี้ยง” ก็ไม่เหมาะควรเช่นกัน แล้วชื่อใดเหมาะสมกับผู้คนที่ปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ที่สุดกันแน่? คำที่เหมาะสมกว่าคืออะไร? (ผู้เฝ้าระวัง) คำว่า “ผู้เฝ้าระวัง” เหมาะสมกระนั้นหรือ? เรามองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างชื่อนี้กับ “ผู้เลี้ยง” เลย นี่เป็นชื่อที่ฟังดูโอ่อ่า แต่งานที่ผู้คนเหล่านี้ทำกลับเล็กน้อย ชื่อเรียกเหล่านี้จึงไม่เหมาะสมสักชื่อ ดังนั้น จากธรรมชาติของหน้าที่ที่ผู้คนเหล่านี้ปฏิบัติ อะไรคือชื่อและคำนิยามที่เหมาะสมกว่า? หลักธรรมในการนิยามผู้คนดังกล่าวคืออะไร? คำนิยามต้องตรงกับธรรมชาติของงาน อัตลักษณ์ รวมถึงสถานะของพวกเขา และต้องถูกต้องจริงๆ ไม่โอ่อ่าจนเกินไป หากพวกเรานิยามผู้คนเหล่านี้ว่าเป็น “อัครทูต” นั่นก็จะเลิศลอยเกินไปใช่หรือไม่? (ใช่) หรือหากเป็น “ผู้เฝ้าระวัง” เล่า? (นั่นก็จะยิ่งเลิศลอยเข้าไปใหญ่) เจ้าสามารถเฝ้าสอดส่องดูแลผู้คนได้หรือ? หากทำไม่ได้ เจ้าก็ไม่ใช่ผู้เฝ้าระวัง แล้ว “ผู้เลี้ยง” เล่า? “ผู้เลี้ยง” หมายถึงใคร? (ผู้คนที่ดูแลฝูงแกะ) หมายถึงผู้คนที่ดูแลและเฝ้าระวังฝูงแกะ แท้จริงแล้วชื่อนี้เหมาะกับกลุ่มนี้ตามธรรมชาติของงานที่พวกเขาทำเท่านั้น อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาสิ่งที่ผู้คนสามารถแบกรับได้ในทุกวันนี้ สิ่งที่พวกเขาสามารถสัมฤทธิ์ได้ และอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา ชื่อ “ผู้เลี้ยง” นี้เหมาะสมหรือไม่? (ไม่) นี่ค่อนข้างเลิศลอยไปสักนิด พวกเขาไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ และชื่อนี้ก็ไม่ตรงกับธรรมชาติหรือขอบข่ายงานที่ผู้คนทำในทุกวันนี้ เห็นได้ชัดว่าชื่อเรียกนี้ไม่เหมาะสมกับพวกเขา เช่นนั้นแล้วควรนิยามผู้คนกลุ่มนี้อย่างไรจึงจะเหมาะที่สุด? (เป็นผู้นำและคนทำงาน) วลีนี้ค่อนข้างเหมาะสมทีเดียว

เหตุใดจึงมีกลุ่มคนที่เป็นผู้นำและคนทำงาน? พวกเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ในวงกว้างนั้น พระราชกิจของพระเจ้าจำเป็นต้องมีพวกเขา ในวงแคบลงมา งานของคริสตจักรจำเป็นต้องมีพวกเขา ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจำเป็นต้องมีพวกเขา ไม่ว่าอัตลักษณ์หรือสถานะของพวกเขาจะเป็นเช่นใด และไม่ว่าพวกเขาจะมีบทบาทอย่างไร พวกเขาก็เท่าเทียมกับสมาชิกทั่วไปของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อัตลักษณ์และสถานะของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าก็เหมือนกัน แม้จะมีคำว่า “ผู้นำและคนทำงาน” อยู่ในคริสตจักร และแม้บุคคลเหล่านี้จะเป็น “ผู้นำ” และเป็น “คนทำงาน” ที่ปฏิบัติหน้าที่แตกต่างจากพี่น้องชายหญิงของตน แต่ชื่อที่เรียกว่า “สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง” เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าก็ยังคงเหมือนกัน อัตลักษณ์นี้จะไม่เปลี่ยนแปลง ความแตกต่างระหว่างผู้นำและคนทำงานกับสมาชิกทั่วไปของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมีเพียงลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งในหน้าที่ที่พวกเขาปฏิบัติเท่านั้น ลักษณะที่พิเศษนี้แสดงให้เห็นอยู่ในบทบาทผู้นำของพวกเขาเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ไม่ว่าคริสตจักรหนึ่งจะมีผู้คนกี่คน ผู้นำก็คือหัวหน้า ดังนั้นผู้นำคนนี้มีบทบาทอันใดในหมู่สมาชิก? พวกเขานำประชากรทุกคนที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในคริสตจักร แล้วพวกเขามีผลต่อคริสตจักรทั้งมวลอย่างไร? หากผู้นำคนนี้ใช้เส้นทางที่ผิด ทุกคนในคริสตจักรก็จะติดตามพวกเขาไปบนเส้นทางที่ผิด ซึ่งจะส่งผลต่อประชากรทุกคนที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในคริสตจักรเป็นอย่างมาก จงดูเปาโลเป็นตัวอย่าง เขานำทางคริสตจักรมากมายที่เขาก่อตั้งและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เมื่อเปาโลออกนอกลู่นอกทาง คริสตจักรและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรที่เขานำก็พลอยออกนอกลู่นอกทางไปด้วย ดังนั้นเมื่อผู้นำแยกไปใช้เส้นทางของตนเองที่ต่างออกไป พวกเขาไม่ใช่พวกเดียวเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ คริสตจักรทั้งหลายและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรซึ่งพวกเขานำทางอยู่นั้นย่อมได้รับผลกระทบเช่นกัน หากผู้นำเป็นคนที่ถูกต้อง เป็นคนที่เดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง ไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง เช่นนั้นแล้ว ผู้คนที่พวกเขานำย่อมจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเป็นปกติและไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นปกติ ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ชีวิตและความก้าวหน้าของผู้นำก็จะปรากฏแก่สายตาของผู้อื่นและส่งผลต่อผู้อื่น ดังนั้นเส้นทางที่ถูกต้องที่ผู้นำควรเดินคือสิ่งใด? คือการสามารถนำผู้อื่นไปสู่การเข้าใจความจริงและการเข้าสู่ความจริง และนำผู้อื่นมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เส้นทางที่ไม่ถูกต้องคือสิ่งใด? คือการไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ อวดตนและเป็นพยานให้ตนเองบ่อยๆ ไม่เคยเป็นพยานให้พระเจ้า การนี้ส่งผลต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างไร? (เป็นการนำพวกเขามาอยู่เบื้องหน้าตนเอง) พวกเขาจะไถลห่างไปไกลจากพระเจ้าและมาอยู่ใต้การควบคุมของผู้นำผู้นี้ หากเจ้านำผู้คนมาอยู่ต่อหน้าเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังนำพวกเขามาอยู่ต่อหน้าบุคคลที่เสื่อมทราม และเจ้ากำลังนำพวกเขามาอยู่ต่อหน้าซาตาน ไม่ใช่พระเจ้า มีเพียงการนำผู้คนมาอยู่เบื้องหน้าความจริงเท่านั้นที่เป็นการนำพวกเขามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เหล่าผู้นำและคนทำงานมีอิทธิพลโดยตรงต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ไม่ว่าพวกเขาจะเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องหรือเส้นทางที่ผิดก็ตาม เมื่อพวกเขายังไม่เข้าใจความจริง ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรส่วนใหญ่ย่อมติดตามอย่างมืดบอด ผู้นำอาจเป็นคนดีก็ได้ และผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรย่อมจะเดินตามพวกเขา ผู้นำอาจเป็นคนไม่ดีก็ได้ และผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็จะเดินตามพวกเขาเช่นกัน—คนเหล่านั้นไม่แยกแยะ นำเช่นใดก็เดินตามเช่นนั้น ไม่ว่าผู้นำจะเป็นใครก็ตาม ดังนั้นแล้วจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่คริสตจักรต้องเลือกคนดีมาเป็นผู้นำของตน เส้นทางที่คนที่เชื่อในพระเจ้าแต่ละคนเดินนั้นสัมพันธ์โดยตรงกับเส้นทางที่ผู้นำของพวกเขาเดิน และสามารถได้รับอิทธิพลจากผู้นำและคนทำงานเหล่านั้นได้ในระดับที่ต่างกัน พวกเรามาเริ่มต้นด้วยการสามัคคีธรรมกันในสองเส้นทางนี้ที่ว่าด้วยความจริงอันหลากหลายเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้นำและคนทำงานกันเถิด—ด้านหนึ่งคือเส้นทางที่ถูกต้อง อีกด้านหนึ่งคือเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง ในเส้นทางทั้งสองนี้ พวกเราควรสามัคคีธรรมถึงเส้นทางใดก่อน? (เส้นทางที่ไม่ถูกต้อง) เหตุใดพวกเจ้าจึงเลือกเส้นทางนี้? ควรเสวนาถึงเส้นทางที่ถูกต้องหรือเส้นทางที่ไม่ถูกต้องก่อนกัน? (เส้นทางที่ไม่ถูกต้อง) แท้จริงแล้วก็ถูกทั้งคู่—แต่เส้นทางที่พวกเรานำมาเสวนาก่อนย่อมจะให้ผลที่ต่างกันออกไป หากพวกเราเริ่มต้นด้วยการเสวนาถึงเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง ผู้คนย่อมสามารถค้นพบเส้นทางที่ถูกต้องภายในเส้นทางที่ไม่ถูกต้องได้มากขึ้น และจะพบความรู้หรือสิ่งที่เป็นลบมากมายด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกเขาสามารถใช้ตักเตือนตัวเองได้ พวกเขาสามารถได้รับสิ่งที่เป็นบวกจากการนี้ จากนั้นหากพวกเราเสวนาถึงเส้นทางที่ถูกต้องกันต่อไป ผู้คนย่อมจะสามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นบวกได้ในระดับที่ลึกซึ้งมากขึ้นและอย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยพื้นฐานแล้ว แนวทางนี้ใช้การได้ และนี่ก็มีประโยชน์ต่อผู้คน เพราะฉะนั้นพวกเรามาเริ่มโดยการเสวนาถึงเส้นทางที่ไม่ถูกต้องกันเถิด

กลวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ควบคุมผู้คน

เมื่อคัดเลือกคนคนหนึ่งมาเป็นผู้นำหรือคนทำงานและเขาได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว เขาควรนำพฤติกรรมบางอย่างมาใช้หรือไม่? บางคนถามว่า “พฤติกรรมอะไร? เขาควรขี่เมฆหรือสั่งลมสั่งฝนหรือ?” ไม่ใช่ทั้งคู่ แม้เขาไม่ควรขี่เมฆหรือสั่งลมสั่งฝน และแน่นอนว่าไม่ควรกู่ร้องลงมาจากหลังคา แต่เพราะเขาเป็นมนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทรามซึ่งมีอุปนิสัยและแก่นแท้ที่เสื่อมทรามของซาตาน ในห้วงเวลาดังกล่าว ทุกคนจึงรู้สึกถึงกำลังบังคับที่สะท้านสะเทือนอยู่ในส่วนลึกของตน พวกเขาทุกคนมีความทะเยอทะยานอันสูงส่ง และรู้สึกถึงแรงขับเคลื่อนที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของตน โอ้อวดทักษะของตน ทำให้เป็นจุดสนใจ และทุ่มเทจนสุดกำลัง ตอนนี้พวกเราอย่าเพิ่งเสวนากันว่าแรงขับเคลื่อนแบบนี้ถูกหรือผิด เมื่อใครบางคนได้รับเลือกให้เป็นผู้นำหรือคนทำงานแล้ว พวกเขาย่อมเก็บงำความรู้สึกที่ซับซ้อนอย่างยิ่งเอาไว้ลึกๆ ภายในใจ ที่ว่าซับซ้อนนี้เราหมายความว่าอย่างไร? บางคนเชื่อว่าการได้รับเลือกเป็นผู้นำนั้นไม่ง่ายเลย และแม้พวกเขาจะไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำงานได้ดีหรือไม่ และไม่รู้ว่าเส้นทางในอนาคตของตนจะเป็นอย่างไร แต่โดยธรรมชาติของพวกเขาก็ทำให้พวกเขาดีใจมากกับโอกาสนี้ มีความสุขมากที่จะยอมรับหน้าที่รับผิดชอบอันมีเกียรติและภาระหนักหนาเช่นนี้ไว้ นอกจากนี้ ลึกลงไปพวกเขายังรู้สึกว่าตนโชคดีและพอใจในตนเองอยู่บ้าง พวกเขารู้สึกโชคดีในเรื่องใด? พวกเขาเชื่อว่า “ฉันได้รับเลือกจากคนอื่นๆ ตั้งหลายสิบคน—ฉันต้องโดดเด่นและมีความสามารถอย่างมาก ฉันต้องเก่งกว่าคนทั่วไป มีความตระหนักรู้ที่ดีกว่าและมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณมากกว่าคนส่วนใหญ่ ฉันเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี สละตนและทุ่มเทความพยายามอย่างมาก ข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าฉันมีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำในคริสตจักร ชี้แนะผู้คนในการเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าและการเข้าใจความจริง มีผู้คนที่ฉลาดกว่า มีการศึกษาสูงกว่า และพูดจาฉะฉานกว่าฉันมากมายนัก แล้วทำไมฉันถึงได้รับเลือกแทนที่จะเป็นพวกเขาเล่า? นี่แสดงให้เห็นว่าฉันมีความสามารถและมีความเป็นมนุษย์ที่ดี นี่คือพระคุณของพระเจ้า” นี่คือสิ่งที่พวกเขาบอกตัวเองอยู่ในใจ มีคำว่า “พระคุณของพระเจ้า” ห้อยท้าย แต่ที่จริงแล้วความคิดที่แท้จริงและความเข้าใจที่แท้จริงของพวกเขาอยู่ในช่วงแรกที่พวกเขาพูดกับตัวเอง พวกเขาคิดว่า “แม้ฉันจะไม่ได้แข่งขันหรือต่อสู้เพื่อตำแหน่งนี้ แต่ฉันก็ยังได้รับเลือก แล้วตอนนี้ฉันควรทำอย่างไร? ฉันจะทำให้ทุกคนผิดหวังไม่ได้ ฉันต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่!” แล้วพวกเขาทุ่มเทอย่างเต็มที่อย่างไร? วันแรกที่มาทำงาน พวกเขาเรียกผู้ดูแลของแต่ละทีมเข้าชุมนุม พวกเขาแสดงพฤติกรรมบางอย่างและมีพลังงานบางอย่างออกมา พลังงานประเภทใด? พวกเขากระทำการอย่างฉับไวและเฉียบขาด หมายความตามที่พูด กระตือรือร้นที่จะเริ่มต้นอย่างน่าประทับใจ ก่อนอื่นพวกเขาพยายามแสดงให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขามีความสามารถเพียงใด จากนั้นก็พยายามทำให้ผู้คนรู้จักแยกแยะและละทิ้งผู้นำคนก่อน พวกเขากล่าวว่า “วันนี้พวกเรามาใช้เวลาบางส่วนชำแหละผู้นำคนก่อนกันก่อนเถิด ยกตัวอย่างเช่น วิธีการที่เขาใช้ตีกรอบผู้คน เขาละเลยหรือมีข้อเสียในงานด้านใดบ้าง และอื่นๆ—พวกเราสามารถสามัคคีธรรมเรื่องทั้งหมดนี้ได้ เมื่อสามัคคีธรรมเสร็จสิ้น และพวกคุณก็จะมีวิจารณญาณแยกแยะที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้นำคนก่อน สามารถละทิ้งเขา ไม่ถูกเขาตีกรอบเอาไว้ และไม่ถวิลหาเขาอีกต่อไป เมื่อนั้นก็นับได้ว่าพวกคุณมีความเข้าใจ ทั้งยังมีความจงรักภักดีและนบนอบพระเจ้า ในการชุมนุมวันนี้ พวกเราจะเริ่มด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์คนก่อน พวกเรามาเปิดโปงเขากันเถิด” ทุกคนกล่าวตอบว่าพวกตนสามัคคีธรรมเรื่องนี้กันไปแล้ว และได้แยกแยะแล้วว่าผู้นำคนก่อนเป็นผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้พวกเขาเปิดโปงอีก แต่ผู้นำใหม่เหล่านี้กลับไม่เห็นด้วย และพวกเขาเริ่มเรียกให้ผู้คนสามัคคีธรรมทีละคน การสามัคคีธรรมของคนบางคนไม่ถูกใจพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงขอให้พี่น้องชายหญิงคนหนึ่งที่สนิทกับผู้นำคนก่อนมากที่สุดมาเปิดโปงและชำแหละผู้นำคนนั้น แต่หลังจากฟังสามัคคีธรรมนี้แล้ว ผู้นำคนใหม่เหล่านี้ก็คิดว่า “คนคนนี้ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะผู้นำคนก่อน และยังไม่ละทิ้งผู้นำคนก่อนอีกด้วย ดูราวกับว่าผู้นำคนก่อนยังคงมีที่ทางในหัวใจของคนคนนี้ จะให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด วันนี้ฉันต้องคิดหาทางเปิดโปงผู้นำคนก่อนอย่างหมดเปลือก” หลังจากนั้นพวกเขาก็เรียกใครบางคนที่ไม่ถูกกับผู้นำคนก่อนเป็นที่สุดให้ลุกขึ้นมาเปิดโปงผู้นำคนนั้น เมื่อคนคนนั้นเปิดโปงผู้นำคนก่อน พวกเขาจึงค่อยรู้สึกพอใจและคิดว่าคนคนนี้คู่ควรแก่การบ่มเพาะ แล้วพวกเขาต้องการบ่มเพาะสิ่งใด? พวกเขาต้องการบ่มเพาะผู้สมรู้ร่วมคิด บ่มเพาะขุมกำลังของตนเอง การชุมนุมครั้งแรกดำเนินไปเช่นนี้ หลังการชุมนุมครั้งนี้ พวกเขาสามารถสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนหรือไม่? ไม่ทั้งหมดหรือไม่รวดเร็วขนาดนั้น พวกเขากำลังวางแผนใดอยู่ในใจ? “ไม่มีอะไรเข้าใจยากไปกว่าหัวใจมนุษย์ และไม่มีอะไรร้ายกาจยิ่งกว่าหัวใจมนุษย์ ฉันต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าแต่ละคนคิดอย่างไรกับผู้นำคนก่อน และต้องชัดเจนว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับฉัน รู้เรื่องราวในอดีตของฉันบ้างหรือไม่ และพวกเขารู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับฉันหรือไม่ แล้วท้ายที่สุดก็แสดงให้พวกเขาทุกคนเห็นว่าฉันไม่ใช่คนที่จะมาวอแวได้ แต่ฉันต้องเลือกวิธีการและชั้นเชิงให้รอบคอบ ฉันไม่อาจเปิดเผยเจตนาของตัวเองได้ ฉันต้องปิดบังเอาไว้” แล้วความคิด วิธีการทำงาน และแรงจูงใจทั้งหมดนี้มาจากไหน? มาจากธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขา พวกเจ้ามีการสำแดงเช่นนี้บ้างหรือไม่? วันที่พวกเจ้าได้รับเลือกเป็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเจ้าอาจเริ่มต้นด้วยการเตือนตัวเองไม่ให้เดินไปบนเส้นทางที่ผิด ไม่เดินไปบนเส้นทางของผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้าอาจบอกตัวเองว่าตัวเจ้าต้องปล่อยมือจากสถานะ และไม่ทำงานเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ หรือสถานะของตนเอง หรือถูกความอยากได้อยากมีชักจูงขณะทำงาน แต่ให้ทุ่มเททำหน้าที่ของตนและจงรักภักดีต่อพระเจ้า กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไป กลับมีคนที่อดใจไม่ไหว และทันทีที่พวกเขาพูดหรือกระทำการ เป้าหมายของพวกเขากลับชัดเจนมาก—พวกเขาพยายามเสริมสร้างสถานะของตนให้มั่นคงและเอาชนะใจผู้คนในทันที เมื่อใครสักคนเผยแววไม่พอใจหรือต่อต้านแม้เพียงเล็กน้อย นั่นย่อมทำให้พวกเขาขุ่นเคือง และแม้จะไม่ได้กีดกันหรือเล่นงานคนคนนั้นอย่างเปิดเผย แต่ลึกลงไปพวกเขาก็รู้สึกสะอิดสะเอียนคนคนนั้นมาก แล้วพวกเขาสำแดงความรู้สึกสะอิดสะเอียนนี้ออกมาอย่างไร? (พวกเขาเพิกเฉยต่อคนคนนั้น) การเพิกเฉยต่อคนคนนั้นเป็นการสำแดงอย่างเงียบๆ แล้วการกระทำที่เฉพาะเจาะจงใดเกี่ยวข้องกับความสะอิดสะเอียนนี้? ตัวอย่างเช่น พวกเขาจัดให้ผู้คนที่ตนชอบนั่งตรงหน้าพวกเขาเวลาชุมนุม และหาเหตุมาจัดให้คนที่ตนไม่ชอบนั่งอยู่ห่างๆ นี่คือการเล่นงานใช่หรือไม่? (ใช่) นี่คือการเริ่มเล่นงานของพวกเขา พวกเขากำลังลงมืออยู่ใช่หรือไม่? (ใช่) การกระทำนั้นจริงจังและร้ายแรงกว่าคำพูดหรือความคิด เหตุใดจึงร้ายแรงกว่า? การคิดสิ่งใดแต่ไม่ลงมือทำ—เกิดจากจิตใจและความคิดของคนเราเท่านั้น แต่ทันทีที่มีการกระทำ นั่นย่อมกลายเป็นข้อเท็จจริง เมื่อกลายเป็นพฤติกรรม ก็ไม่ได้เป็นเพียงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตาน แต่เป็นการทำชั่ว หลังจากที่ผู้คนได้รับเลือกให้เป็นผู้นำแล้ว พวกเขาย่อมนำความปรารถนา ความทะเยอทะยาน และความใฝ่ฝันของตนเข้ามาในงานที่ตนทำและหน้าที่ที่ตนปฏิบัติ แต่การสำแดงซึ่งมนุษย์ทุกคนที่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตานมีร่วมกันคืออะไร? พวกเขาทุกคนมีสิ่งใดที่เหมือนกัน? พวกเขาพยายามยึดอำนาจและเสริมสร้างสถานะของตนเองให้มั่นคง แล้วพวกเขาพยายามยึดอำนาจด้วยวิธีการใด? ก่อนอื่นพวกเขาเฝ้าสังเกตในกลุ่มต่างๆ ที่พยายามประจบประแจงและเข้ามาใกล้ชิดพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็เข้าไปตีสนิทกับผู้คนเหล่านั้นอย่างแข็งขัน สร้างเครือข่ายที่ไม่เปิดเผยและทำตัวให้คนเหล่านั้นชื่นชอบ ไม่ว่าจะด้วยการประจบสอพลอหรือเสนอประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผู้คนเหล่านี้—ซึ่งมีความชอบส่วนตน ความสนใจ และความทะเยอทะยานอันแรงกล้าร่วมกัน หรือมีธรรมชาติที่เหมือนกัน—กลายเป็นผู้ติดตามที่ภักดีสุดขั้ว และยอมผนึกกำลังกับพวกเขา แล้วเป้าหมายที่ให้ผู้คนเหล่านั้นผนึกกำลังกับพวกเขาคืออะไร? เพื่อเสริมสร้างสถานะของตนให้มั่นคงและขยายขอบข่ายขุมกำลังของตน เมื่อพวกเขาได้อำนาจ ก็ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าพวกเขามีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจเพียงเท่านั้น—พวกเขาต้องการให้มีผู้คนมาติดตามพวกตนมากขึ้น สนับสนุนพวกตน และออกหน้าพูดแทนพวกตนด้วย เพื่อที่ว่าแม้ในยามที่พวกเขาพูดอะไรผิด ทำเรื่องไม่ดี หรือเล่นงานและควบคุมผู้คน ก็จะมีคนที่ทำตามที่พวกเขาพูดและเห็นชอบกับพวกเขาอยู่ดี นี่คือเป้าหมายของพวกเขา เมื่อเป็นเช่นนี้ หากเบื้องบนพบว่าพวกเขามีปัญหาและปลดพวกเขาในวันหนึ่ง ก็จะมีผู้คนออกหน้าพูดแทนพวกเขาอย่างสุดกำลัง ตั้งรับแทนพวกเขา และพยายามปกป้องชื่อเสียงให้พวกเขาอยู่ดี แล้วพวกเขากำลังใช้วิธีการใดในการกระทำสิ่งเหล่านี้เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เช่นนี้? เอาชนะใจผู้คน พวกเขาใช้วิธีการเอาชนะใจผู้คนมาเสริมสร้างสถานะของตนให้มั่นคงและขยายขอบข่ายกองกำลังของตน นี่คือหนึ่งในวิธีการที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ยึดอำนาจ

เมื่อพูดถึงกลวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้เสริมความมั่นคงให้กับสถานะของตนนั้น วิธีแรกคือการเอาชนะใจผู้คน ส่วนวิธีที่สองคือเล่นงานและกีดกันคนเห็นต่าง การเอาชนะใจผู้คนหมายความว่าพวกเขาใช้วิธีการเอาชนะใจคนดังกล่าวกับผู้คนที่เอาอกเอาใจพวกเขา เข้ามาใกล้ชิดพวกเขา ไว้วางใจพวกเขา และติดตามพวกเขาไม่ว่าพวกเขาจะถูกหรือผิดก็ตาม ส่วนการเล่นงานและกีดกันคนเห็นต่างนั้นหมายความว่าพวกเขามองทุกคนที่เข้าใจความจริง คนที่สามารถแยกแยะพวกเขาได้ หลีกเลี่ยงจากการติดตามพวกเขา และอยู่ห่างจากพวกเขาว่าเป็นศัตรู พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านี้เหมือนตะปูทิ่มตาและเป็นหนามยอกอกของพวกเขา และกลวิธีที่พวกเขาใช้กับผู้คนเหล่านี้ก็คือการเล่นงานและกีดกัน ตัวอย่างเช่น สมมุติศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่ตนสามัคคีธรรม ผู้คนพากันกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก บ้างก็จดบันทึกหรือบันทึกลงในเครื่องบันทึกเสียง มีพี่น้องหญิงที่ยังสาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยจดหรือพูดอะไรเลย ดังนั้นเขาจึงคิดในใจว่า “เธอมีปัญหากับฉันใช่ไหม? หรือเธอคิดว่าฉันสามัคคีธรรมไม่ดี? ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่ฉันมาถึง คนอื่นต่างก็ทักทายและพยักหน้าให้ฉันอย่างเป็นมิตร รินน้ำให้และเชิญฉันนั่ง แต่เธอไม่เคยปฏิบัติต่อฉันแบบนั้นเลย ดูเหมือนเธอไม่ยอมอ่อนข้อให้ฉัน—ฉันต้องคิดหาทางและหาโอกาสสอนบทเรียนให้เธอ! ฉันควรมองหาโอกาสแบบไหน? ฉันจะจัดแจงให้เธอไปจัดการเรื่องที่เธอแน่ใจว่าทำได้ไม่ดี—นั่นจะทำให้ฉันมีเหตุผลที่จะว่ากล่าวสั่งสอนเธอ นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะทำให้เธออ่อนข้อให้ฉัน” จากนั้นเขาก็จัดแจงให้พี่น้องหญิงคนนี้ไปทำงานในที่ที่อันตราย เขาคิดว่า “ฉันจะให้เธอไปประกาศข่าวประเสริฐแก่ศิษยาภิบาลสูงอายุในศาสนา คนที่เป็นเฒ่าหัวงูหน่อยๆ และไม่ยอมรับความจริง มาดูกันว่าเธอจะทำให้เขารับเชื่อได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ เธอจะพูดแก้ตัวว่าอย่างไร? ถ้าไม่ยอมอ่อนข้อให้ฉัน ฉันก็จะขับเธอออกไป!” และแล้วเขาก็ไปบอกเธอว่า “ตอนนี้พี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ยกย่องคุณมาก คุณเองก็เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีและเข้าใจความจริงมากมาย มีศิษยาภิบาลในศาสนาอยู่คนหนึ่งที่รู้พระคัมภีร์ดี และคุณก็เป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะไปประกาศข่าวประเสริฐแก่เขา” เมื่อพี่น้องหญิงพบกับศิษยาภิบาล ศิษยาภิบาลเห็นว่าเธอทั้งสาวและสวย จึงชอบเธอขึ้นมา—เขาถึงกับลวนลามเธอบ้าง เมื่อกลับมา พี่น้องหญิงจึงบอกว่าเธอไม่อยากกลับไปอีก ซึ่งศัตรูของพระคริสต์ก็ตอบว่า “คริสตจักรมอบหมายให้คุณประกาศข่าวประเสริฐแก่เขา นี่เป็นหน้าที่ของคุณ คุณต้องไป!” ได้ยินเช่นนี้ พี่น้องหญิงก็ไม่มีทางเลือกนอกจากเชื่อฟัง และผลก็คือเธอร้องไห้ทุกครั้งที่กลับมา ผู้นำคนนี้ทำเรื่องเช่นนี้ได้เพื่อเล่นงานและตอบโต้ผู้อื่น นี่คือคนเช่นใด? คนชั่ว หากเขาเป็นหญิง ในสถานการณ์เช่นนี้เขาจะไปหรือไม่? (ไม่) ไม่ไปแน่นอน เขาจะหลีกเลี่ยงยิ่งกว่าใคร เขาดูว่าใครที่ทำให้ตนไม่พอใจ ใครที่กลั่นแกล้งได้ง่าย ใครไม่ยอมอ่อนข้อให้ตนและไม่ประจบประแจงตน จากนั้นก็หาโอกาสวางอุบายเล่นงานและแก้แค้นผู้คนเหล่านี้ จงบอกเราเถิดว่า เวลาใครบางคนมีเจตนาที่ไม่ดีและชั่ว พวกเขาย่อมสามารถทำเรื่องเลวร้ายสารพัดอย่างได้มิใช่หรือ? แล้วเจตนาที่ไม่ดีและชั่วเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? หนึ่งในเหตุผลหลักคือแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาไม่ดีและมุ่งร้ายจนเกินไป อีกเหตุผลหนึ่งก็คือพวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เมื่อผู้คนไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า ก็ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาไม่กล้าทำ พวกเขาจะไม่เพียงทำร้ายผู้อื่น แต่ถึงกับทำเรื่องต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น การตัดสินและขายพระเจ้าเพื่อประโยชน์ส่วนตน—การทำร้ายผู้คนจึงเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะทำร้ายผู้อื่นมากเพียงใด พวกเขาก็จะไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ พวกเขาไม่มีความเห็นใจผู้อื่น และมุ่งร้ายอย่างถึงแก่น และศัตรูของพระคริสต์คนนี้มีเป้าหมายใดในยามที่ผลักพี่น้องหญิงคนนี้ลงสู่บ่อไฟ? เขาไม่ได้ทำเช่นนี้เพื่อประกาศข่าวประเสริฐและเพื่อให้ได้ผู้คนมา นี่เป็นเพียงการทรมานเธอเท่านั้น เขาจะทรมานผู้คนประเภทใด? หากเป็นคนที่ยอมคล้อยตามและเชื่อฟัง เขาจะทรมานคนเหล่านั้นหรือไม่? ไม่ เขาจะไม่ทำ แล้วเหตุใดพี่น้องหญิงคนนี้จึงถูกปฏิบัติเช่นนี้? (เพราะเธอไม่อ่อนข้อให้เขา) เพราะเธอไม่อ่อนข้อให้เขา ไม่เอาอกเอาใจเขา ไม่ทำตามที่เขาบอก หรือปฏิบัติต่อเขาอย่างคนสำคัญ แต่กลับดูหมิ่นเขา เธอจึงถูกปฏิบัติเช่นนี้และถูกทำร้ายด้วยเหตุนี้ เวลาที่ศัตรูของพระคริสต์ทำร้ายผู้คนในลักษณะนี้ โดยทั่วไปแล้วคนที่ด้อยวุฒิภาวะและไม่เข้าใจความจริงจะมีปฏิกิริยาเช่นใด? พวกเขาจะคิดในใจว่า “เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจควบคุมมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ ตอนนี้พวกเราอยู่ใต้การควบคุมของคนคนนี้ ดังนั้นก็ควรทำตามที่เขาบอก ไปตามที่เขาสั่ง คนอื่นปฏิบัติตนกับเขาอย่างไร พวกเราก็ควรปฏิบัติตนเช่นนั้น พวกเราต้องทำตัวกลมกลืนไปกับกลุ่ม ควรเอาอกเอาใจเขาเหมือนที่คนอื่นทำ แล้วก็ควรทำให้ดีกว่าและใส่ใจยิ่งกว่าคนอื่น เช่นนั้นเท่านั้นผู้นำคนนี้จึงจะเลิกยุ่งกับพวกเรา การรับใช้ผู้นำคนนี้ไม่ง่ายเลย—พวกเราไม่ควรไปยุ่งด้วย!” และนี่คือผลลัพธ์ที่ศัตรูของพระคริสต์ต้องการเห็นโดยแท้มิใช่หรือ? (ใช่) ในกรณีนี้ เขาได้สัมฤทธิ์เป้าหมายของตนแล้ว นี่ก็เหมือนกลวิธีที่ซาตานใช้ทารุณผู้คนมิใช่หรือ? (ใช่) นี่แสดงให้เห็นสิ่งใด? การกระทำของเขาเป็นตัวแทนของซาตาน เขากลายเป็นช่องทางและเป็นตัวแทนของซาตาน เขากระทำการแทนมัน การทำหน้าที่ในแบบนั้นคือการปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริงหรือไม่? คือการรับใช้พระเจ้าหรือไม่? (ไม่ใช่) ผู้นำเช่นนี้ไม่สมควรเรียกว่าผู้นำ—พวกเขาคือคนชั่วและเหล่าซาตาน

ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์กลายเป็นผู้นำ สิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือพยายามเอาชนะใจผู้คน พยายามทำให้ผู้คนเชื่อพวกเขา ไว้ใจพวกเขา และเกื้อหนุนพวกเขา เมื่อสถานะของพวกเขามั่นคงแล้ว พวกเขาก็เริ่มทำตัวผิดปกติ พวกเขาเริ่มเล่นงานและกีดกันคนเห็นต่างเพื่อปกป้องสถานะและอำนาจของตน กับคนเห็นต่าง—โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง—พวกเขาจะพยายามทำทุกอย่าง ใช้วิธีการที่แน่วแน่ แม่นยำ และไม่ลดราวาศอก มากดขี่ เล่นงาน และทรมานผู้คน ต่อเมื่อได้โค่นล้มและใส่ความคนที่คุกคามสถานะของตนแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงรู้สึกสบายใจ ศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนี้กันทุกคน พวกเขาใช้ชั้นเชิงมากมายนับไม่ถ้วนนี้เพื่อเอาชนะใจผู้คนและกดขี่พวกเขาด้วยจุดมุ่งหมายใด? เป้าหมายของพวกเขาคือการได้อำนาจ เสริมสร้างสถานะของตนให้มั่นคง ชักพาผู้คนให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้ เจตนาและแรงจูงใจของพวกเขาแสดงถึงสิ่งใด? พวกเขาปรารถนาที่จะตั้งอาณาจักรอิสระของตนเอง และต้องการต่อต้านพระเจ้า แก่นแท้เช่นนี้ยิ่งร้ายแรงกว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเสียอีก กล่าวคือ กลอุบายและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงของซาตานย่อมถูกเปิดโปงออกมาหมดแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เผยให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้คนโอหังและคิดว่าตนถูกอยู่บ้าง หรือบางครั้งก็หลอกลวงและโป้ปดเล็กน้อย เหล่านี้เป็นเพียงการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามให้เห็น ในขณะเดียวกัน ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำล้วนเป็นไปเพื่อเอาชนะใจผู้คน เล่นงานและกีดกันคนเห็นต่าง เสริมสร้างสถานะของตนให้มั่นคง ยึดอำนาจ และควบคุมผู้คน การกระทำเหล่านี้มีธรรมชาติเช่นไร? พวกเขากำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรือไม่? พวกเขากำลังนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าและมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอยู่หรือไม่? (ไม่ใช่) แล้วพวกเขากำลังทำอะไรอยู่? พวกเขากำลังแก่งแย่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกับพระองค์ แข่งขันเพื่อช่วงชิงหัวใจของผู้คน และพยายามจัดตั้งอาณาจักรอิสระของตนเองขึ้นมา ใครควรมีที่ทางในหัวใจของผู้คน? พระเจ้าควรมีที่ทาง แต่ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่ยอมให้พระเจ้าหรือความจริงมีที่ทางในหัวใจของผู้คน แต่กลับต้องการให้มนุษย์ ผู้นำซึ่งก็คือพวกเขา และซาตาน มีที่ทางในหัวใจของผู้คน ทันทีที่พวกเขาค้นพบว่าตนไม่มีที่ทางในหัวใจของใครบางคน และคนคนนี้ก็ไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะผู้นำ พวกเขาจึงไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง และอาจจะพยายามกดขี่และทรมานคนคนนี้ ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์พูดและทำล้วนวนเวียนอยู่กับสถานะและความมีหน้ามีตาของตน และมุ่งหมายที่จะทำให้ผู้คนยกย่องตน ทำให้ผู้คนอิจฉาและบูชาตน—ถึงขั้นทำให้ผู้คนหวาดกลัวพวกเขา พวกเขาต้องการทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนพระเจ้า โดยคิดว่า “ไม่ว่าฉันจะอยู่ในคริสตจักรใด ผู้คนก็ต้องฟังฉัน พวกเขาต้องทำตามที่ฉันชี้นำ ไม่ว่าใครจะรายงานปัญหาใดต่อเบื้องบน ก็ต้องรายงานผ่านฉัน พวกเขาได้รับอนุญาตให้รายงานต่อฉันเท่านั้น และห้ามรายงานต่อเบื้องบนโดยตรง ถ้าใครพูดคำว่า ‘ไม่’ กับฉัน ฉันก็จะลงโทษคนนั้น เพื่อให้ทุกคนที่เห็นฉันรู้สึกหวาดกลัว พรั่นพรึง และสั่นสะท้านในหัวใจ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าฉันออกคำสั่งหรือยืนกรานสิ่งใด ก็ต้องไม่มีใครกล้าคัดค้าน ไม่ว่าฉันจะพูดอะไร ผู้คนก็ต้องยอมปฏิบัติตามนั้น พวกเขาต้องฟังฉันโดยสิ้นเชิง ต้องเชื่อฟังฉันทุกเรื่อง และฉันต้องเป็นคนที่ตัดสินชี้ขาดที่นั่น” นี่เป็นน้ำเสียงที่ศัตรูของพระคริสต์พูดโดยแท้ นี่คือเสียงของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์พยายามมีอำนาจเหนือคริสตจักรทั้งหลาย หากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทำตามที่พวกเขาพูดและเชื่อฟังพวกเขา คริสตจักรดังกล่าวย่อมกลายเป็นอาณาจักรของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ? พวกเขากล่าวว่า “แผนงานที่เบื้องบนส่งมาต้องผ่านการตรวจสอบจากฉัน ฉันต้องรับผิดชอบพวกคุณ ฉันจึงต้องเป็นคนวิเคราะห์ถูกผิด ผลที่ออกมาก็ต้องให้ฉันตัดสินใจ พวกคุณมีวุฒิภาวะไม่มากพอ และมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ ฉันเป็นผู้นำคริสตจักร ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับฉัน” ผู้คนที่พูดสิ่งเหล่านี้ย่อมถือดีอย่างยิ่งมิใช่หรือ? แท้จริงแล้วพวกเขาโอหังเสียจนไม่มีสำนึกใดๆ! พวกเขากำลังพยายามตั้งอาณาจักรอิสระของตนเองอยู่มิใช่หรือ? ผู้คนเช่นใดมีแนวโน้มที่จะพยายามสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นมา? นี่ไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ตัวจริงเสียงจริงหรอกหรือ? ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์พูดและทำก็เพื่อปกป้องสถานะของตนเองมิใช่หรือ? พวกเขากำลังพยายามชักพาผู้คนให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้มิใช่หรือ? เหตุใดพวกเขาจึงได้ชื่อว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์? ความหมายของคำว่า “ศัตรู” คืออะไร? หมายถึงความเป็นปฏิปักษ์และความเกลียดชัง หมายถึงความเป็นปฏิปักษ์กับพระคริสต์ ความเป็นปฏิปักษ์กับความจริง และความเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า คำว่า “ความเป็นปฏิปักษ์” หมายถึงอะไร? หมายถึงการยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนเป็นศัตรู ราวกับว่าตนนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังอันรุนแรงและล้ำลึก หมายถึงการอยู่ตรงข้ามกับเจ้าโดยสิ้นเชิง นี่คือวิธีคิดที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ในการปฏิบัติต่อพระเจ้า ผู้คนที่เกลียดพระเจ้าเช่นนี้มีท่าทีเช่นใดต่อความจริง? พวกเขาสามารถรักความจริงได้หรือไม่? ยอมรับความจริงได้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้ ฉะนั้น ผู้คนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระเจ้าจึงเป็นคนที่เกลียดชังความจริง สิ่งแรกที่แสดงออกมาในตัวพวกเขาก็คือการรังเกียจความจริงและการเกลียดชังความจริง ทันทีที่ได้ฟังความจริงหรือพระวจนะของพระเจ้า หัวใจของพวกเขาก็เกิดความเกลียดชัง และเมื่อใครสักคนอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้พวกเขาฟัง ใบหน้าของพวกเขาก็แสดงความโกรธเคืองและความเดือดดาลออกมา เหมือนยามที่อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ปีศาจตนหนึ่งฟังระหว่างที่ผู้คนกำลังประกาศข่าวประเสริฐไม่มีผิด ผู้คนที่รังเกียจความจริงและเกลียดชังความจริงย่อมรู้สึกรังเกียจพระวจนะของพระเจ้าและความจริงอยู่ในหัวใจเป็นที่สุด พวกเขามีท่าทีที่ไม่ยอมรับ และไปไกลถึงขั้นเกลียดทุกคนที่อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้พวกเขาฟังหรือสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเขา พวกเขาถึงกับปฏิบัติต่อคนคนนั้นเหมือนเป็นศัตรู พวกเขารู้สึกรังเกียจความจริงนานัปการและสิ่งที่เป็นบวกอย่างสุดขีด ความจริงทั้งปวง เช่น การนบนอบพระเจ้า การทำหน้าที่ด้วยการอุทิศตน การเป็นคนที่ซื่อสัตย์ แสวงหาความจริงในทุกสิ่ง และอื่นๆ—ในใจของพวกเขามีความโหยหาหรือความรักสักนิดหรือไม่? ไม่มีแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้น ดูจากแก่นแท้ธรรมชาติชนิดที่พวกเขามีนี้ พวกเขายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระเจ้าและความจริงโดยตรงแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลึกลงไปแล้ว ผู้คนเช่นนี้ไม่รักความจริงหรือสิ่งที่เป็นบวก ลึกลงไปแล้วพวกเขารู้สึกรังเกียจความจริงและเกลียดความจริงเสียด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น ผู้คนที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำต้องสามารถยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของพี่น้องชายหญิง พวกเขาต้องสามารถเปิดใจและตีแผ่ตนเองต่อพี่น้องชายหญิงได้ ยอมรับการตำหนิจากพี่น้องได้ และต้องไม่ยกสถานะของตนขึ้นมาอ้าง ศัตรูของพระคริสต์จะพูดถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องทั้งหมดนี้ว่าอย่างไร? พวกเขาจะกล่าวว่า “ถ้าฉันรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องชายหญิง แบบนั้นฉันยังจะเป็นผู้นำอยู่อีกหรือ? ฉันยังจะมีสถานะและมีเกียรติอยู่อีกหรือ? ถ้าไม่มีเกียรติ แล้วฉันจะสามารถทำงานอะไรได้?” นี่คืออุปนิสัยแบบที่ศัตรูของพระคริสต์มีโดยแท้ พวกเขาไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย ยิ่งวิธีปฏิบัติถูกต้อง พวกเขาก็ยิ่งต่อต้าน พวกเขาไม่ยอมรับว่าการกระทำตามหลักธรรมคือการปฏิบัติความจริง พวกเขาคิดว่าการปฏิบัติความจริงคืออะไร? พวกเขาคิดว่าพวกเขาต้องลอบวางแผน ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม และใช้ความรุนแรงกับทุกคน แทนที่จะพึ่งพาพระวจนะของพระเจ้า ความจริง และความรัก ทุกวิถีทางและทุกเส้นทางของพวกเขาล้วนเลวร้าย ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นแก่นแท้ธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์ทั้งสิ้น แรงจูงใจ ความคิดเห็น ทัศนะ และเจตนาที่พวกเขามักจะเผยออกมาล้วนเป็นอุปนิสัยที่รังเกียจและเกลียดชังความจริง ซึ่งก็คือแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ แล้วการยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับความจริงและพระเจ้าหมายถึงสิ่งใด? หมายถึงการเกลียดชังความจริงและสิ่งที่เป็นบวก ตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนกล่าวว่า “ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง คนเราควรลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสสิ่งใด ผู้คนก็ควรนบนอบ เพราะพวกเราคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง” ศัตรูของพระคริสต์คิดอย่างไร? “นบนอบหรือ? ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างก็จริง แต่เรื่องของการนบนอบนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ก่อนอื่นต้องมีประโยชน์กับฉันบ้าง ฉันต้องไม่เสียเปรียบ และผลประโยชน์ของฉันก็จะต้องมาก่อน ถ้ามีการได้รางวัลหรือพรที่ยิ่งใหญ่ เช่นนั้นฉันก็สามารถนบนอบได้ แต่ถ้าไม่มีรางวัลและไร้บั้นปลาย ฉันจะต้องนบนอบไปทำไม? ฉันไม่อาจนบนอบได้” นี่คือท่าทีของการไม่ยอมรับความจริง การนบนอบของพวกเขาต่อพระเจ้านั้นมีเงื่อนไข และหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของพวกเขา ไม่เพียงพวกเขาจะไม่นบนอบเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มที่จะคัดค้านและต่อต้านพระเจ้าอีกด้วย ตัวอย่างเช่น พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนซื่อสัตย์ แต่ศัตรูของพระคริสต์พวกนี้กลับเชื่อว่ามีแต่คนเขลาเท่านั้นที่พยายามเป็นคนซื่อสัตย์ ส่วนคนฉลาดย่อมไม่พยายามที่จะซื่อสัตย์ ท่าทีดังกล่าวมีแก่นแท้เช่นไร? เป็นการเกลียดชังความจริง แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนั้น และแก่นแท้ของพวกเขาก็กำหนดเส้นทางที่พวกเขาเดิน และเส้นทางที่พวกเขาเดินกำหนดทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้ธรรมชาติที่เกลียดชังความจริงและพระเจ้า ดังนั้น พวกเขาย่อมมีแนวโน้มที่จะทำเรื่องเช่นใด? พวกเขามีแนวโน้มที่จะพยายามเอาชนะใจผู้คน เล่นงานและกีดกันคนเห็นต่าง และทรมานผู้คน จุดมุ่งหมายที่พวกเขาพยายามสัมฤทธิ์ในการทำสิ่งเหล่านี้คือการกุมอำนาจ ควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และจัดตั้งอาณาจักรอิสระของตนเอง เรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลย ใครก็ตามที่เมื่อมีสถานะก็ไม่สามารถนบนอบพระเจ้าโดยสิ้นเชิง และไม่สามารถติดตามพระเจ้าหรือไล่ตามเสาะหาความจริงได้ คนคนนั้นก็คือศัตรูของพระคริสต์

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger