หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (9) ตอนที่หนึ่ง
หลักเกณฑ์สองประการสำหรับตัดสินว่าผู้นำและคนทำงานเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่
บัดนี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานไปทั้งหมดแปดประการ และในเรื่องของหน้าที่รับผิดชอบแปดประการนี้ พวกเราได้ชำแหละการสำแดงนานาประการของผู้นำเทียมเท็จไปแล้ว จากการชำแหละพวกเขาด้วยวิธีนี้ บัดนี้พวกเจ้ามีวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับผู้นำเทียมเท็จอยู่บ้างแล้วใช่หรือไม่? หากเจ้าเป็นผู้นำ เจ้าจะสามารถหลีกเลี่ยงการทำสิ่งเหล่านี้ของผู้นำเทียมเท็จได้หรือไม่? เจ้าจะสามารถปฏิบัติงานและลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานอย่างมีสติ ตามหน้าที่รับผิดชอบที่พวกเราสามัคคีธรรมกันไปได้หรือไม่? ผ่านการสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ตอนนี้ในหัวใจของพวกเจ้าควรรู้แล้วว่า ผู้นำและคนทำงานควรปฏิบัติงานของพวกเขาอย่างไร มีรายละเอียดใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานนี้ พวกเขาควรดำเนินงานอย่างไร และพวกเขาควรปฏิบัติการเป็นผู้นำและคนทำงานที่เป็นไปตามมาตรฐานอย่างไร หากคนคนหนึ่งมีขีดความสามารถเพียงพอ หากพวกเขามีความสามารถในการทำงานอยู่ระดับหนึ่ง และพวกเขาก็แบกรับภาระ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ควรหลีกเลี่ยงการแสดงออกซึ่งการสำแดงเหล่านี้ของผู้นำเทียมเท็จได้ อย่างไรก็ตาม หากคนคนหนึ่งมีขีดความสามารถและมีความสามารถในการทำงานอยู่ระดับหนึ่ง แต่พวกเขาไม่แบกรับภาระ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะสามารถเป็นผู้นำที่เป็นไปตามมาตรฐานและลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานได้หรือไม่? (ไม่ได้) สำหรับพวกเขา การทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก สมมุติว่าผู้นำคนหนึ่งแบกรับภาระและความเป็นมนุษย์ของเขาก็ไม่ได้ย่ำแย่ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจะปฏิบัติงานของตนอย่างไร ไม่ว่าสามัคคีธรรมกับเขาอย่างไร เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินงานและมีส่วนร่วมในงานอันเจาะจงอย่างไร อีกทั้งไม่สามารถหาหลักธรรมและทิศทางได้ เขายังไม่รู้อีกด้วยว่าจะให้การชี้แนะกับงานหรือสายงานที่เจาะจงอย่างไร เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ผู้นำคนนี้ก็หาแก่นแท้ของปัญหาเหล่านั้นไม่เจอ และไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเฉื่อยชาและเชื่องช้าอย่างมากอยู่ตลอดเวลาในงานที่พวกเขาทำหรือในปัญหาใดก็ตามที่เขากำลังจัดการ บุคคลเช่นนั้นจะสามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานได้หรือไม่? (ไม่ได้) นี่เป็นปัญหาประเภทใดหรือ? ถึงแม้ว่าคนประเภทนี้จะกระตือรือร้นมาก แบกรับภาระ และต้องการปฏิบัติงานของตน ขีดความสามารถของพวกเขาก็ย่ำแย่เกินไป พวกเขาไม่มีความสามารถในการทำงาน และไม่สามารถแบกรับงาน หรือปฏิบัติงานอันเจาะจงหรือแก้ไขปัญหาอันเจาะจงได้ เวลามีส่วนร่วมในงานใดก็ตาม พวกเขาก็ได้แต่ทำไปให้พอพ้นตัว และพวกเขายังเป็นคนที่หัวทึบ มึนงง และเฉื่อยชาอย่างมาก ผลก็คือเกิดประเด็นปัญหาขึ้นมากมาย แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเริ่มจัดการปัญหาเหล่านั้นได้ พวกเขาไม่รู้ว่าปัญหาเหล่านั้นเกิดมาจากจุดไหน ไม่ต้องพูดถึงการที่พวกเขาจะรู้วิธีสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นเลย และพวกเขาก็ไม่สามารถรายงานปัญหาเหล่านั้นต่อเบื้องบนและแสวงหาจากเบื้องบนได้เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงไม่สามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน และต่อให้พวกเขาจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ พวกเขาก็ไม่ใช่ผู้นำที่ดี—พวกเขาคือผู้นำเทียมเท็จ
บัดนี้ เมื่อพวกเราได้สามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานทั้งแปดประการไปแล้ว พวกเจ้าย่อมสามารถคิดคำนิยามเบื้องต้นของผู้นำเทียมเท็จได้ใช่หรือไม่? คนเราควรตัดสินอย่างไรว่าผู้นำคนหนึ่งกำลังลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน หรือเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ? ในระดับพื้นฐานที่สุด คนเราต้องดูว่าพวกเขาสามารถทำงานจริงได้หรือไม่ มีขีดความสามารถเช่นนี้หรือไม่ จากนั้น ก็ควรดูว่าพวกเขามีภาระใจที่จะทำงานนี้ให้ดีหรือไม่ อย่าไปสนใจว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นฟังดูดีเพียงใดและพวกเขาดูเข้าใจหลักคำสอนมากแค่ไหน และอย่าไปสนใจว่าพวกเขามีความสามารถพิเศษและมีพรสวรรค์เพียงใดในยามที่จัดการกับเรื่องภายนอก—สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดมากที่สุดคือพวกเขาสามารถดำเนินงานที่เป็นพื้นฐานที่สุดของคริสตจักรได้อย่างถูกควรหรือไม่ พวกเขาสามารถใช้ความจริงแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ และพวกเขาสามารถนำผู้คนไปสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่ นี่คืองานที่เป็นพื้นฐานและเป็นแก่นสำคัญมากที่สุด หากพวกเขาไม่สามารถทำงานที่เป็นแก่นสารเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าพวกเขามีขีดความสามารถดีเพียงใด พวกเขาเก่งแค่ไหน หรือพวกเขาสามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาได้มากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงเป็นผู้นำเทียมเท็จ คนบางคนกล่าวว่า “ตอนนี้ลืมเรื่องที่เขาไม่ทำงานจริงไปก่อน เขามีขีดความสามารถดีและเป็นคนที่มีความสามารถ หากเขาฝึกฝนสักระยะหนึ่ง เขาจะต้องสามารถทำงานจริงได้แน่ อีกอย่างเขาก็ยังไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดี และยังไม่ได้ทำชั่วหรือก่อการขัดขวางหรือการก่อกวนเลย—พระองค์จะตรัสว่าเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จได้อย่างไร?” พวกเราจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร? ไม่สำคัญว่าเจ้าเก่งแค่ไหน มีขีดความสามารถและมีการศึกษาในระดับไหน เจ้าสามารถกู่ก้องคำขวัญได้มากมายเพียงใด หรือเจ้าเข้าใจคำพูดและคำสอนมากมายแค่ไหน ไม่ว่าในแต่ละวันเจ้าจะยุ่งหรือเหนื่อยล้าเพียงใด หรือเจ้าเดินทางมาไกลแค่ไหน เจ้าไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรกี่แห่ง หรือเจ้าแบกรับความเสี่ยงและสู้ทนความทุกข์มากเพียงใด—สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญเลย สิ่งที่สำคัญคือเจ้าปฏิบัติงานของตนตามการจัดการเตรียมงานหรือไม่ เจ้าดำเนินการจัดการเตรียมงานเหล่านั้นอย่างถูกต้องหรือไม่ ระหว่างการเป็นผู้นำของเจ้า เจ้าได้มีส่วนร่วมในงานอันเฉพาะเจาะจงทุกๆ งานที่เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ เจ้าแก้ไขประเด็นปัญหาจริงไปแล้วกี่อย่าง มีคนที่มาเข้าใจหลักธรรมความจริงเพราะการเป็นผู้นำและการชี้แนะของเจ้ากี่คน และงานของคริสตจักรได้คืบหน้าและพัฒนาไปมากเพียงใด—สิ่งที่สำคัญก็คือ เจ้าสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เหล่านี้แล้วหรือยัง ไม่ว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับงานอันเฉพาะเจาะจงงานใด สิ่งสำคัญก็คือเจ้าได้ติดตามผลและกำกับงานนั้นอย่างต่อเนื่องแทนการทำตัวสูงส่ง วางอำนาจ และออกคำสั่งหรือไม่ นอกจากเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่สำคัญอีกเช่นกันก็คือ ในขณะที่เจ้าทำหน้าที่ของตนนั้นเจ้ามีการเข้าสู่ชีวิตหรือไม่ เจ้าสามารถจัดการกับเรื่องทั้งหลายตามหลักธรรมได้หรือไม่ เจ้ามีคำพยานของการนำความจริงไปปฏิบัติหรือไม่ และเจ้าสามารถจัดการและแก้ไขปัญหาจริงที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเผชิญได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ รวมถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ล้วนเป็นหลักเกณฑ์ในการประเมินว่าผู้นำหรือคนทำงานได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาหรือไม่ พวกเจ้าคิดว่าหลักเกณฑ์เหล่านี้สัมพันธ์กับชีวิตจริงใช่หรือไม่? และเป็นธรรมกับผู้คนใช่หรือไม่? (ใช่) หลักเกณฑ์เหล่านั้นเป็นธรรมกับทุกคน ไม่ว่าการศึกษาของเจ้าอยู่ในระดับใด ไม่ว่าเจ้าเป็นคนหนุ่มสาวหรือแก่เฒ่า ไม่ว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาแล้วกี่ปี ไม่ว่าเจ้ามีอาวุโสแค่ไหน หรือเจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้ามามากมายเพียงใด สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สำคัญเลย สิ่งสำคัญก็คือหลังจากได้รับเลือกเป็นผู้นำแล้ว เจ้าทำงานของคริสตจักรได้ดีเพียงใด เจ้ามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในงานของตนเพียงใด อีกทั้งงานแต่ละชิ้นนั้นคืบหน้าไปอย่างเป็นระเบียบและเกิดผล และไม่ล่าช้าหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องหลักที่จะนำมาประเมินในยามที่มีการประเมินวัดว่าผู้นำหรือคนทำงานได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาหรือไม่
ผ่านสิ่งที่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมไป บัดนี้พวกเจ้าย่อมมีความเข้าใจและความรู้อันแจ่มแจ้งเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน รวมถึงคำพูดที่ถูกต้องเกี่ยวกับคำนิยามและแก่นแท้ของผู้นำเทียมเท็จกันบ้างแล้ว หลักเกณฑ์พื้นฐานที่สุดในการตัดสินว่าใครบางคนเป็นผู้นำเทียมเท็จหรือไม่คือการดูว่าพวกเขาสามารถปฏิบัติงานที่เป็นแก่นสารได้หรือไม่ จากนั้นก็ดูว่าที่จริงแล้ว พวกเขาทำงานจริงหรือไม่ นี่คือหลักเกณฑ์ที่สำคัญสองประการ หนึ่งคือคำถามที่ว่าพวกเขามีความสามารถหรือไม่ และอีกประการหนึ่งคือคำถามที่ว่าพวกเขาเต็มใจหรือไม่ พวกเจ้าจะจำสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่? คนบางคนกล่าวว่า “ฉันไม่ใช่ผู้นำ แล้วทำไมฉันถึงควรจำสิ่งเหล่านี้ให้ได้?” ความเห็นเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูกต้อง) เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง? ผ่านการเข้าใจความจริงเหล่านี้ ในแง่มุมหนึ่งผู้คนย่อมสามารถมารู้จักตนเองได้ และอีกแง่มุมหนึ่ง พวกเขาย่อมสามารถมาแยกแยะผู้อื่นได้—สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่ผู้คนควรมีและเข้าใจ และการไม่เข้าใจความจริงเหล่านี้ย่อมจะไม่ได้การ ก่อนอื่นเจ้าต้องประเมินว่าเจ้ามีขีดความสามารถและมีความสามารถที่จะเป็นผู้นำตามหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานหรือไม่ หากเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นก็จงอย่าเอาแต่ต้องการที่จะเป็นผู้นำ หากเจ้าไม่มีขีดความสามารถในการเป็นผู้นำแต่ยังต้องการที่จะเป็น เช่นนั้นก็ย่อมเป็นความทะเยอทะยาน ทันทีที่เจ้ากลายเป็นผู้นำ เจ้าจะไม่สามารถปฏิบัติงานที่เป็นแก่นสารได้ และเจ้าจะกลายเป็นผู้นำเทียมเท็จอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนกล่าวว่า “ฉันมีขีดความสามารถดี ในบรรดาทุกคนฉันคือคนที่โดดเด่น ฉันมักจะคิดแนวคิดที่ดีบางอย่าง รวมถึงข้อเสนอแนะที่ดีและชาญฉลาดบางอย่างได้ ฉันเชี่ยวชาญในทุกเรื่องที่ทำ แถมฉันยังค่อนข้างมีความรู้ มีความเข้าใจเชิงลึก และมีประสบการณ์มาก ทั้งหมดนี้หมายความว่าฉันสามารถเป็นผู้นำได้มิใช่หรือ?” เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรประเมินตนเองดูว่าเจ้ามีสำนึกแห่งหน้าที่รับผิดชอบและแบกรับภาระหรือไม่ หากเจ้ามีแต่ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ และมีเพียงความปรารถนาที่จะทำสิ่งทั้งหลาย อีกทั้งมีความทะเยอทะยานอย่างใหญ่หลวงแต่ไม่สามารถทำสิ่งเหล่านั้นต่อไปจนสำเร็จได้ และเจ้าก็ไม่รู้ว่าจะทุ่มเทความพยายามและจ่ายราคาอย่างไร อีกทั้งไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคาใดเลย—หากเจ้าต้องการให้สมองและหัวใจของเจ้าอยู่ในภาวะที่ผ่อนคลายอยู่เสมอ หากเจ้าชอบที่จะอยู่ว่างและไม่ถูกผูกมัด ชอบมีชีวิตที่สะดวกสบาย และไม่ชอบที่จะกังวลหรือมีชีวิตที่ยุ่ง ทั้งยังกลัวความเหนื่อยล้าและความยากลำบาก—เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ และเจ้าจะไม่สามารถแบกรับหรือปฏิบัติงานของการเป็นผู้นำได้เลย
เมื่อครู่ พวกเราเพิ่งสรุปหลักเกณฑ์สองประการในการตัดสินว่าผู้นำคนหนึ่งเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ กล่าวคือ พวกเขามีความสามารถในการปฏิบัติงานที่เป็นแก่นสารหรือไม่ และพวกเขาทำงานที่เป็นแก่นสารหรือไม่ หากผู้คนเข้าใจหลักเกณฑ์สองประการนี้ เช่นนั้นพวกเขาก็ควรเข้าใจชัดเจนโดยสมบูรณ์ว่าพวกเขาสามารถเป็นผู้นำได้หรือไม่ รวมไปถึงพวกเขามีความสามารถที่จะทำงานของคริสตจักรให้ดี ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนอย่างครบถ้วน และเป็นคนที่ได้มาตรฐานของผู้นำหลังจากที่ได้เป็นหรือไม่ สำหรับผู้ที่รับหน้าที่ผู้นำและคนทำงานอยู่ในขณะนี้ ตอนนี้เจ้าได้มีเส้นทางและหลักธรรมบางอย่างในการประเมินวัดว่าเจ้าได้ทำงานที่เป็นแก่นสารและลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานแล้วใช่หรือไม่? ผ่านการสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบแปดประการของผู้นำและคนทำงาน พวกเจ้าควรมีความสามารถที่จะประเมินว่าการสำแดงใดที่ผู้นำเทียมเท็จแสดงออกมา และสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าผู้นำและคนทำงานควรปฏิบัติงานของพวกเขาอย่างไร รวมไปถึงจุดใดในงานของเจ้าที่ยังขาดตกบกพร่อง ดีไม่พอ หรือเฉพาะเจาะจงไม่พอ และเจ้าควรทำงานอย่างไรต่อจากนั้น—อย่างน้อยที่สุดเจ้าควรมีความเข้าใจเชิงลึกเหล่านี้ หากพวกเจ้าไม่มีข้อสรุปหรือความเข้าใจเชิงลึกในเรื่องของวิธีเป็นผู้นำหรือคนทำงาน หรือวิธีลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน เช่นนั้นก็หมายความว่าขีดความสามารถของพวกเจ้ายังไม่เพียงพอกับงานนั้น ยิ่งกว่านั้น หากพวกเจ้ารู้สึกสับสนอย่างที่สุดว่าจะแยกแยะผู้นำเทียมเท็จอย่างไร เช่นนั้นแล้ว นี่ยิ่งแสดงให้เห็นกว่าเดิมว่าขีดความสามารถของพวกเจ้านั้นย่ำแย่ นอกจากนี้ยังมีรูปการณ์แวดล้อมพิเศษอีกอย่างหนึ่ง กล่าวคือ มีบางคนที่ถึงแม้จะได้ฟังสามัคคีธรรมเหล่านี้ พวกเขาก็ไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเพียรพยายามเพื่อความจริงหรือลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน คนที่ไม่ได้จริงจังหรือเก็บเรื่องนี้ไปใส่ใจเลย พวกเขาคิดว่า “ฉันไม่สนใจว่าใครจะเป็นผู้นำเทียมเท็จ อย่างไรเสียถ้าฉันได้เป็นผู้นำ ฉันก็จะทำทุกอย่างที่เบื้องบนสั่งให้ฉันทำ ฉันคงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ความพยายามมากมายหรือใช้ความคิดมากมายนัก” เมื่อพวกเขาฟังคำเทศนา พวกเขาก็ฟังแค่พอเป็นพิธีและฆ่าเวลา ทั้งยังรู้เพียงคร่าวๆ เท่านั้นว่าคำเทศนาเจาะจงพูดถึงเรื่องใด แต่พวกเขาเกียจคร้านเกินกว่าที่จะสรุปว่าความจริงและข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ข้อใดบ้างที่กำลังสามัคคีธรรมกันอยู่ และพวกเขาก็ไม่กระตือรือร้นที่จะจำใส่ใจ พวกเขาคิดว่า “การแยกแยะเรื่องพวกนี้ยุ่งยากเกินไป อย่างไรเสียฉันก็มีข้อกำหนดให้ตัวเองเพียงข้อเดียว นั่นคือการไม่ทำชั่ว ไม่ก่อการขัดขวางและการก่อกวน รวมถึงไม่ทำตัวโดดเด่นจากฝูงชน เท่านั้นก็พอแล้ว เรียบง่ายจะตาย! นี่เป็นหนทางอันยอดเยี่ยมในการใช้ชีวิต ฉันไม่ได้เรียกร้องจากตัวเองมากนัก” ไม่ว่าพวกเขาฟังคำเทศนาอย่างไร นี่ก็เป็นมุมมองเดียวของพวกเขา และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนพวกเขาได้ ไม่ว่าเจ้าสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร ไม่ว่าเจ้าใช้วิธีการใดในการสามัคคีธรรม หรือไม่ว่าเจ้าสามัคคีธรรมถึงสิ่งใด เจ้าก็ไม่สามารถเข้าถึงใจของพวกเขาได้ พวกเขาไม่ได้ใส่ใจว่าตนเองจะฟังคำพูดเหล่านี้หรือไม่ เพราะสำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่ต่างกันเลย บุคคลประเภทนี้ใช้ชีวิตแค่พอผ่านไป ทั้งยังไม่จริงจังกับสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบแปดประการของผู้นำและคนทำงาน—ต่อให้พวกเราสามัคคีธรรมทั้งหมดทุกประการ พวกเขาก็จะยังคงไม่เข้าใจ และจะไม่สามารถสรุปหลักธรรมหรือเส้นทางใดได้เลย ผู้คนเช่นนี้ไม่รักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก พวกเขาไม่สนใจและไม่อาจรวบรวมเรี่ยวแรงขึ้นมาได้เมื่อเป็นเรื่องของความจริงหรือสิ่งใดก็ตามที่เป็นบวก และในทางกลับกัน พวกเขามีความสนใจระดับหนึ่งในการกิน การดื่ม และการแสวงหาความพึงพอใจ จากการสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบแปดประการของผู้นำและคนทำงาน ในแง่มุมหนึ่ง พวกเราได้สรุปหน้าที่รับผิดชอบบางอย่างของผู้นำและคนทำงาน รวมถึงวิธีปฏิบัติงานและลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของคนเราในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน ในอีกแง่มุมหนึ่ง พวกเราได้สรุปการสำแดงเฉพาะบางประการที่ผู้นำเทียมเท็จแสดงออกมา ขณะนี้พวกเราเพิ่งสรุปหลักธรรมเบื้องต้นสองประการ หลักเกณฑ์สองประการ สำหรับแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ หนึ่งคือดูว่าใครบางคนสามารถปฏิบัติงานที่เป็นแก่นสารได้หรือไม่ และอีกประการหนึ่งคือดูว่าเมื่อพวกเขาเข้าใจหลักธรรมความจริงแล้ว โดยแท้แล้วพวกเขาทำงานที่เป็นแก่นสารหรือไม่ การใช้หลักเกณฑ์สองประการนี้เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดและเรียบง่ายที่สุดในปัจจุบันเพื่อประเมินดูว่าใครบางคนเป็นผู้นำเทียมเท็จหรือไม่
ประการที่เก้า: สื่อสาร แจกจ่าย และดำเนินการจัดการเตรียมงานต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างถูกต้องแม่นยำตามข้อกำหนดของการจัดการเตรียมงานนั้น โดยให้การชี้แนะ การกำกับดูแลและการกระตุ้น พร้อมทั้งตรวจสอบและติดตามสถานะการดำเนินการของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง)
คำนิยามและรายการอันเจาะจงของการจัดการเตรียมงาน
วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่เก้าของผู้นำและคนทำงาน นั่นคือ “สื่อสาร แจกจ่าย และดำเนินการจัดการเตรียมงานต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างถูกต้องแม่นยำตามข้อกำหนดของการจัดการเตรียมงานนั้น โดยให้การชี้แนะ การกำกับดูแลและการกระตุ้น พร้อมทั้งตรวจสอบและติดตามสถานะการดำเนินการของพวกเขา” เมื่อพิจารณาหน้าที่รับผิดชอบนี้โดยรวม สิ่งที่พึงให้ผู้นำและคนทำงานดำเนินการคืออะไร? (การจัดการเตรียมงานอันหลากหลายของพระนิเวศของพระเจ้า) ประเด็นหลักของหน้าที่รับผิดชอบนี้คือวิธีดำเนินการจัดการเตรียมงานอันหลากหลายของพระนิเวศของพระเจ้า—นี่คืองานที่สำคัญที่สุดของผู้นำและคนทำงาน ไม่ว่าคนเราเป็นผู้นำหรือคนทำงานในระดับใด ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน คนเราจะได้พบกับการจัดการเตรียมงาน รวมไปถึงงานอันเจาะจงของการดำเนินการจัดการเตรียมงานอยู่เสมอ การดำเนินการจัดการเตรียมงานอันหลากหลายนั้นเกี่ยวข้องกับงานของผู้นำและคนทำงานทุกๆ คน และนี่คืองานที่สำคัญมาก เฉพาะเจาะจงมาก และเป็นพื้นฐานอย่างมาก เมื่อคำนึงจากจุดนี้ อันดับแรกจึงจำเป็นที่จะต้องสามัคคีธรรมโดยเจาะจงว่าการจัดการเตรียมงานคืออะไรมิใช่หรือ? (ใช่) แล้วการจัดการเตรียมงานคืออะไร? ขอบเขตและคำนิยามของการจัดการเตรียมงานเป็นอย่างไร? บางคนกล่าวว่า “ขอบเขตของการจัดการเตรียมงานนั้นครอบคลุมแค่งานและเนื้อหาบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานของคริสตจักรมิใช่หรือ? และการจัดการเตรียมงานก็เป็นแค่การจัดการเตรียมการและการแจกจ่ายงานและเนื้อหาเหล่านี้มิใช่หรือ?” เจ้าคิดอย่างไรกับคำอธิบายนี้? นี่ล้วนเป็นคำพูดและคำสอนมิใช่หรือ? (ใช่ นี่ล้วนเป็นคำพูดและคำสอน) แล้วคำว่า “คำพูดและคำสอน” หมายความว่าอย่างไร? คำนี้หมายความว่า ถึงแม้ว่าคำอธิบายนี้จะไม่มีคำใดที่ฟังดูไม่ถูกต้อง แต่หลังจากที่ฟัง เจ้าก็ยังคงไม่เข้าใจคำอธิบายนี้ ราวกับว่าสิ่งนี้ยังไม่ได้รับการอธิบายแต่อย่างใดเลย ก่อนอื่น พวกเรามานิยามการจัดการเตรียมงานในแง่ของคำอธิบายที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ผู้คนสามารถมีแนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการนี้ จะได้เข้าใจและรู้ว่าการจัดการเตรียมงานคืออะไรกันแน่กันเถิด การจัดการเตรียมงานเป็นแผนการและข้อกำหนดอันเฉพาะเจาะจงที่พระนิเวศของพระเจ้ามีต่องานอันเจาะจงบางอย่าง สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการสื่อสารและดำเนินการโดยผู้นำและคนทำงาน ทั้งยังเป็นข้อกำหนด งาน และวิธีการสำหรับงานอันเจาะจงที่ถูกมอบหมายให้สมาชิกคริสตจักรทุกคน—นี่คือคำนิยามของการจัดการเตรียมงาน แล้วการจัดการเตรียมงานครอบคลุมรายการใดบ้าง? ทุกคนรู้จักคำนามว่า “รายการ” นี้ แต่ก็ควรมีเนื้อหาอันเจาะจงบางอย่างที่ครอบคลุมอยู่ภายในขอบเขตของรายการเหล่านี้มิใช่หรือ? (ใช่) พวกเจ้ารู้จักเนื้อหาใดบ้าง? (มีงานข่าวประเสริฐ และมีงานผลิตภาพยนตร์) นั่นคือสองรายการ (นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคริสตจักรและการจัดตั้งองค์กรฝ่ายปกครองของคริสตจักรด้วย) มีงานอะไรอีก? (มีงานของการชำระคริสตจักรให้สะอาด รวมไปถึงงานบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารจัดการของคริสตจักร) เนื้อหาอันเจาะจงของการจัดการเตรียมงานมีดังนี้ รายการที่หนึ่ง งานด้านการปกครองของคริสตจักร นี่เป็นงานที่ใหญ่ที่สุด และหากงานด้านการปกครองไม่ดำเนินไปด้วยดี ก็ย่อมจะไม่มีงานของคริสตจักรเลย รายการที่สอง งานด้านบุคลากร นี่เป็นงานใหญ่ รายการที่สาม งานข่าวประเสริฐ นี่ก็เป็นงานใหญ่เช่นเดียวกัน รายการที่สี่ งานวิชาชีพหลากหลายประเภท ขอบเขตของงานนี้ค่อนข้างกว้าง อีกทั้งเป็นงานที่รวมถึงการผลิตภาพยนตร์ งานข้อเขียน การแปลภาษา ดนตรี การผลิตวีดิทัศน์ ศิลปะ และอื่นๆ รายการที่ห้า ชีวิตคริสตจักร รายการที่หก งานของการบริหารจัดการทรัพย์สิน รายการที่เจ็ด งานของการชำระให้สะอาด รายการที่แปด กิจธุระภายนอก รายการที่เก้า สวัสดิการของคริสตจักร ตัวอย่างเช่น วิธีที่คริสตจักรแก้ไขความลำบากยากเย็นที่เกิดขึ้นในบ้านของพี่น้องชายหญิง สิ่งที่คริสตจักรทำเกี่ยวกับความลำบากยากเย็นเหล่านั้น รวมไปถึงการเยี่ยมพี่น้องชายหญิงในเรือนจำ และการดูแลครอบครัวของคนเหล่านั้น เป็นต้น—ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้สวัสดิการของคริสตจักร รายการที่สิบ แผนการฉุกเฉิน บางครั้งคริสตจักรจะประกาศมาตรการฉุกเฉินบางอย่าง ตัวอย่างเช่น ในตอนที่เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ คริสตจักรได้นำเอาระบบการแยกตัวที่สอดคล้องกันมาใช้ แผนการเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้แผนการฉุกเฉิน โดยพื้นฐานแล้ว การจัดการเตรียมงานเกี่ยวข้องกับทั้งสิบรายการนี้ งานยิบย่อยอื่นๆ หรือรูปการณ์แวดล้อมพิเศษก็รวมอยู่ในสิบรายการนี้—โดยพื้นฐานแล้วงานของคริสตจักรเกี่ยวข้องกับสิบรายการที่สำคัญนี้ โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งเหล่านี้คือขอบเขตของการจัดการเตรียมงานอันหลากหลายที่ถูกแจกจ่ายโดยพระนิเวศของพระเจ้าใช่หรือไม่? (ใช่) บัดนี้เมื่อทั้งสิบรายการได้รับการยืนยันแล้ว พวกเจ้าทุกคนก็ควรเข้าใจการจัดการเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าอยู่เล็กน้อย และรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นงานสำคัญในพระนิเวศของพระเจ้า นี่คือขอบเขตของข้อกำหนดที่พระนิเวศของพระเจ้ามีในเรื่องของหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน นัยของสิ่งนี้คือในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน ขอบเขตของงานและหน้าที่รับผิดชอบที่เจ้าต้องทำให้ลุล่วงนั้นไม่อาจหลุดไปจากรายการเหล่านี้ที่อยู่ในการจัดการเตรียมงานได้—รายการเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็น นอกจากงานเหล่านี้แล้ว ในสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเต็มใจทำ จงทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้าทำได้ดีอยู่บ้าง และพระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้มีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เพราะฉะนั้นขณะที่เจ้าปฏิบัติงานของตน เจ้าก็ควรใคร่ครวญดูว่าจะดำเนินงานเหล่านี้อย่างไร ข้อกำหนดของการจัดการเตรียมงานจากพระนิเวศของพระเจ้าคืออะไร งานอันเฉพาะเจาะจงใดที่เจ้าต้องทำ เจ้าจะดำเนินงานดังกล่าวอย่างไร งานนั้นดำเนินการด้วยดีหรือไม่ ความคืบหน้าในปัจจุบันเป็นอย่างไร เจ้าได้ติดตามงานดังกล่าวหรือไม่ มีงานรายการใดที่ยังไม่ได้ทำให้ดีหรือมีการเบี่ยงเบนและข้อบกพร่องปรากฏอยู่ และทุกคนที่มีส่วนร่วมในงานนั้น โดยแท้แล้วกำลังทำงานอยู่หรือไม่—เจ้าต้องใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ บัดนี้เมื่อเจ้าเข้าใจรายการงานอันเจาะจงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเตรียมงานแล้ว เราก็จำเป็นต้องมอบการอธิบายอันเรียบง่ายให้กับแต่ละรายการใช่หรือไม่? หรือบางทีพวกเจ้าอาจจะคิดว่า “พวกเรามีส่วนในรายการงานเหล่านี้มาหลายปีแล้ว และพวกเราก็เข้าใจทั้งหมด ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้อีกครั้งเลย—โปรดทรงสามัคคีธรรมถึงบางสิ่งที่สำคัญแทนเถิด หัวข้อนี้ไม่ได้สำคัญมากนัก แถมไม่สำคัญด้วยว่าพวกเราจะรู้เกี่ยวกับงานเหล่านี้หรือไม่ และพวกเราก็ไม่อยากฟังเรื่องนั้นด้วย”? การอธิบายหัวข้อนี้เพิ่มเติมนั้นจำเป็นหรือไม่? (จำเป็น) ในเมื่อจำเป็น พวกเราก็มาพูดถึงเรื่องนี้แบบเรียบง่ายกันเถิด เราจะเลือกบางรายการที่เจ้ายังไม่ค่อยคุ้นเคยนัก รายการที่ไม่ค่อยเฉพาะเจาะจง ค่อนข้างเป็นนามธรรม แล้วสามัคคีธรรมถึงรายการเหล่านั้น
I. งานด้านการปกครอง
พวกเรามาเริ่มต้นด้วยการสามัคคีธรรมถึงงานรายการแรกนั่นคืองานด้านการปกครองกันเถิด งานด้านการปกครองค่อนข้างเป็นนามธรรมและไม่ได้เป็นรูปธรรมมากพอ และผู้คนมากมายก็ไม่เข้าใจงานนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้ามาได้ไม่นานย่อมไม่รู้เกี่ยวกับการก่อตั้งคริสตจักรและงานด้านการปกครองของคริสตจักรจริงๆ อีกทั้งพวกเขาไม่รู้ว่าการปกครองคืออะไร การปกครองนี้ไม่เหมือนกับกฎการปกครองที่พระเจ้าทรงประกาศ โดยหลักแล้ว งานด้านการปกครองนี้เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดอันเจาะจงของพระนิเวศของพระเจ้าต่องานของการก่อตั้งคริสตจักร แล้วข้อกำหนดอันเจาะจงเหล่านี้มีเนื้อหาอย่างไร? เนื้อหาดังกล่าวรวมถึงวิธีการแบ่งคริสตจักร จำนวนคนในแต่ละคริสตจักร วิธีตั้งชื่อคริสตจักร เป็นต้น ในการจัดการเตรียมงานกำหนดไว้ว่าคริสตจักรทั้งหลายต้องถูกแบ่งตามสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ตามธรรมชาติ โดยให้มีคนราวสามสิบถึงห้าสิบคนอาศัยอยู่ค่อนข้างใกล้เคียงกันจึงจะถูกจัดว่าเป็นคริสตจักร ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าในย่าน ก. มีหมู่บ้านอยู่ราวสามหรือสี่หมู่บ้าน หากหมู่บ้านเหล่านี้มีผู้เชื่อห้าสิบคน เช่นนั้นพวกเขาก็สามารถถูกจัดว่าเป็นคริสตจักรได้ พวกเขาจะมีช่วงเวลาและสถานที่จัดการชุมนุมเป็นของตนเอง พวกเขาจะมีผู้นำคริสตจักรและมัคนายก รวมไปถึงมีงานอันเจาะจงของคริสตจักรที่ต้องทำ และทุกสิ่งจะถูกบริหารจัดการร่วมกันโดยคริสตจักรแห่งนี้ นี่คือข้อกำหนดในเรื่องของการแบ่งคริสตจักรและจำนวนสมาชิกในคริสตจักร ขณะเดียวกัน คริสตจักรแห่งนี้จะอยู่ภายใต้หน้าที่รับผิดชอบของเขตใดเขตหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าคริสตจักรแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใด และเขตนั้นจะรับผิดชอบงานทุกชิ้นในคริสตจักรแห่งนั้น อย่างเช่นชีวิตคริสตจักรที่นั่น ผู้นำและมัคนายกเป็นคนที่เหมาะสมหรือไม่ การแจกจ่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้า การดำเนินการจัดการเตรียมงานอันหลากหลาย รวมถึงการสื่อสารข้อกำหนดของเบื้องบน เป็นต้น พระนิเวศของพระเจ้ามีการจัดการเตรียมงานอันเจาะจงสำหรับสิ่งทั้งหลาย อย่างเช่น จำนวนคริสตจักรที่รวมกันเป็นหนึ่งเขต จำนวนเขตที่รวมกันเป็นหนึ่งภูมิภาค รวมถึงภูมิภาคที่รับผิดชอบเขตต่างๆ และเขตต่างๆ ที่รับผิดชอบคริสตจักรทั้งหลาย ซึ่งเป็นหน่วยบริหารปกครอง หากกล่าวโดยง่าย สิ่งนี้เรียกว่างานด้านการปกครอง และงานนี้อยู่ในขอบเขตของหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน แล้วสิ่งใดคือหน้าที่รับผิดชอบที่ผู้นำและคนทำงานพึงทำให้ลุล่วง? พวกเขาต้องแบ่งคริสตจักรออกไปตามสถานที่และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ตามธรรมชาติของคริสตจักรเหล่านั้นโดยอ้างอิงตามการจัดการเตรียมงาน หากเวลาผ่านไปและจำนวนคนในคริสตจักรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นนั้นคริสตจักรก็ควรถูกแบ่งอีกครั้งตามจำนวนของคนและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ตัวอย่างเช่น หากคริสตจักรโตขึ้นจากห้าสิบคนเป็นแปดสิบคน ก็ควรแบ่งออกเป็นสองคริสตจักร หากสองคริสตจักรนี้รวมกันแล้วโตขึ้นจากแปดสิบคนเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบคน เช่นนั้นแล้ว คริสตจักรเหล่านี้ก็ควรถูกแบ่งออกเป็นสามคริสตจักร หากคริสตจักรเติบโตขึ้นจนมีสมาชิกเจ็ดสิบคน แปดสิบคน หรือหนึ่งร้อยคน และยังไม่ถูกแบ่งเป็นสองคริสตจักร เช่นนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ผู้นำและคนทำงานในคริสตจักรนี้ไม่เข้าใจงานด้านการปกครองของพระนิเวศของพระเจ้ามิใช่หรือ? (ใช่) ในช่วงเวลาเช่นนี้ ผู้นำและคนทำงานควรอ่านการจัดการเตรียมงานในหัวข้อนี้—คู่มือของคริสตจักรในเรื่องการจัดการเตรียมงานนั้นมีข้อกำหนดอันเจาะจงเหล่านี้อยู่ หากคริสตจักรหนึ่งแห่งถูกแบ่งออกเป็นคริสตจักรใหม่สองแห่ง เช่นนั้นแล้ว แต่ละคริสตจักรก็ต้องเลือกผู้นำและคนทำงานที่จำเป็น อย่างเช่น ผู้นำคริสตจักร มัคนายก เป็นต้น แล้วผู้นำและคนทำงานควรทำสิ่งใด? พวกเขาควรรู้และเข้าใจจำนวนคนในคริสตจักรและสถานะการก่อตั้งของคริสตจักร นี่คืองานด้านการปกครองของคริสตจักร ทั้งยังเป็นงานที่ใหญ่ที่สุด ไม่ว่าที่ใดมีประชากรที่พระเจ้าทรงเลือก ที่นั่นก็ควรมีคริสตจักร และเมื่อคริสตจักรถูกก่อตั้งขึ้นแล้ว ผู้นำและคนทำงานก็ต้องรับผิดชอบต่องานในทุกแง่มุมของคริสตจักรแห่งนั้น ตัวอย่างเช่นการแจกจ่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้า การบริหารจัดการสมาชิกคริสตจักร การดำเนินการจัดการเตรียมงานเพื่อให้พวกเขารู้ว่าเนื้อหาของการจัดการเตรียมงานคืออะไร โดยหลักแล้ว งานด้านการปกครองเกี่ยวข้องกับการก่อตั้งคริสตจักร รวมไปถึงการก่อตั้งหน่วยงานและบุคลากรฝ่ายปกครองของคริสตจักร—สิ่งเหล่านี้เป็นงานอันเจาะจงที่อยู่ภายใต้งานด้านการปกครอง โดยปกติแล้ว คนประเภทใดที่พบเจองานรายการนี้มากกว่ากัน? คริสตจักรของผู้เชื่อใหม่ ฝ่ายข่าวประเสริฐ รวมไปถึงผู้นำระดับภูมิภาค ผู้นำระดับเขต และผู้นำคริสตจักรในพื้นที่ที่ข่าวประเสริฐเผยแผ่ไปถึง ล้วนพบเจอกับงานนี้มากกว่า นอกจากนี้แล้ว งานด้านการปกครองยังรวมถึงงานพิเศษหนึ่งอย่าง ซึ่งก็คือการแยกคริสตจักรออกเป็นคริสตจักรที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา คริสตจักรที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นบางเวลา คริสตจักรธรรมดาทั่วไป และกลุ่ม ข. และนี่คืองานอีกอย่างหนึ่งที่ผู้นำและคนทำงานพึงกระทำ ผู้นำและคนทำงานควรมีความเข้าใจถึงวิธีแยกคริสตจักร และหลักธรรมของการแยกคริสตจักรคือการแบ่งผู้คนออกเป็นคริสตจักรต่างๆ ตามความแตกต่างในหน้าที่ที่พวกเขาทำ แบ่งคนที่ทำหน้าที่ออกจากคนที่ไม่ทำหน้าที่ และแบ่งคนที่ทำหน้าที่ของพวกเขาเต็มเวลาออกจากคนที่ทำหน้าที่ของพวกเขาเป็นบางเวลา—นี่คืองานด้านการปกครองที่พิเศษและเฉพาะเจาะจงอีกประการหนึ่ง
II. งานด้านบุคลากร
รายการที่สอง งานด้านบุคลากร งานในรายการนี้เกี่ยวข้องกับการคัดเลือก การแต่งตั้ง และการปลดผู้นำและคนทำงานทุกระดับ การจัดการเตรียมงานได้มอบข้อกำหนดอันเจาะจงสำหรับระบบการคัดเลือก ผู้คนประเภทใดที่จะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำและคนทำงาน รวมถึงวิธีการและข้อกำหนดอันเจาะจงสำหรับการคัดเลือก นอกจากนี้ก็ยังมีรูปการณ์แวดล้อมพิเศษ ตัวอย่างเช่น ควรทำอย่างไรหากพี่น้องชายหญิงเพิ่งเคยพบกันและยังไม่รู้จักกันและกันดี และไม่สามารถเลือกผู้นำและคนทำงานที่เหมาะสมผ่านการคัดเลือกได้? ในกรณีนั้นย่อมสามารถส่งเสริมและแต่งตั้งผู้คนได้ ตรวจสอบว่าใครคือคนที่ค่อนข้างเหมาะสมกับการเป็นผู้นำ แล้วจากนั้นก็ทำความรู้จักคนเหล่านั้นให้มากขึ้น สามัคคีธรรม และดำเนินการตรวจสอบแบบเรียบง่าย หลังจากนั้นก็แต่งตั้งพวกเขาได้ มากไปกว่านั้น เมื่อเบื้องบนจัดการเตรียมการโครงการขนาดใหญ่ และแต่งตั้งผู้คนจำนวนหนึ่งให้เป็นผู้ดูแล นี่ก็เป็นการจัดการเตรียมงานพิเศษ ยังมีรูปการณ์แวดล้อมพิเศษอีกประการหนึ่ง นั่นคือ เมื่อใครบางคนเขียนรายงานถึงเบื้องบน อธิบายว่าผู้นำคนนั้นคนนี้ไม่ปฏิบัติงานที่เป็นแก่นสารและเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ และหลังจากตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว เบื้องบนก็ได้แจกจ่ายการจัดการเตรียมงานให้ปลดผู้นำที่ถูกรายงานคนนั้นออกจากตำแหน่งเสีย นี่คือการจัดการเตรียมงานอีกประการหนึ่งที่เกี่ยวกับงานด้านบุคลากร สรุปก็คือ งานที่เกี่ยวกับบุคลากรนั้นเกี่ยวข้องกับการคัดเลือก การแต่งตั้ง และการปลดผู้นำและคนทำงานทุกระดับในคริสตจักร งานรายการนี้ค่อนข้างเรียบง่าย ทั้งยังเป็นงานที่เข้าใจง่ายอีกด้วย
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ