หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (7) ตอนที่สอง
ประการที่แปด: รายงานและแสวงหาวิธีแก้ไขความสับสนและความลำบากยากเย็นที่เผชิญในงานอย่างทันท่วงที (ภาคที่หนึ่ง)
ผู้นำและคนทำงานต้องระบุและแก้ไขความลำบากยากเย็นอย่างทันท่วงที
วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบประการที่แปดของผู้นำและคนทำงาน นั่นคือ “รายงานและแสวงหาวิธีแก้ไขความสับสนและความลำบากยากเย็นที่เผชิญในงานอย่างทันท่วงที” และในแง่นี้ พวกเราจะเปิดโปงการสำแดงต่างๆ ของผู้นำเทียมเท็จเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบข้อนี้ การรายงานและการแสวงหาวิธีแก้ไขความสับสนและความลำบากยากเย็นที่เผชิญในงานอย่างทันท่วงที—นี่เป็นส่วนหนึ่งของงานและหน้าที่ของผู้นำและคนทำงานมิใช่หรือ? (ใช่) เป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้นำและคนทำงานจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนบางอย่างในงานของตน หรือพบเจอกับความลำบากยากเย็นที่อยู่นอกขอบเขตงานของคริสตจักร หรือพบเจอกับกรณีพิเศษที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง จนไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร หรืออาจเป็นเพราะพวกเขามีขีดความสามารถที่ย่ำแย่ จึงไม่สามารถจับหลักธรรมได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และต้องพบเจอกับความสับสนและความลำบากยากเย็นที่แก้ไขได้ยากบางอย่างอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความสับสนและความลำบากยากเย็นเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาการใช้บุคลากร ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับงาน ปัญหาที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก ปัญหาที่เกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตของผู้คน การขัดขวางและการก่อกวนที่เกิดจากคนชั่ว ตลอดจนปัญหาการคัดออกหรือการขับไล่ผู้คน และอื่นๆ สำหรับปัญหาทั้งหมดนี้ พระนิเวศของพระเจ้ามีข้อกำหนดและข้อบังคับที่เจาะจง หรือมีคำสั่งสอนด้วยวาจาบางอย่าง นอกเหนือจากข้อบังคับที่เจาะจงเหล่านี้แล้ว ก็ย่อมต้องมีกรณีพิเศษบางอย่างที่ไม่ได้กล่าวถึงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในส่วนที่เกี่ยวกับกรณีพิเศษเหล่านี้ ผู้นำบางคนสามารถจัดการได้โดยยึดมั่นในหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนด เช่น การปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า การรับประกันความปลอดภัยของพี่น้องชายหญิง และการรักษางานของคริสตจักรให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น—และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังทำได้ดีมากอีกด้วย—ในขณะที่ผู้นำบางคนกลับทำไม่ได้ แล้วควรทำอย่างไรกับปัญหาที่จัดการไม่ได้? ผู้นำและคนทำงานบางคนทำงานอย่างสับสน ไม่สามารถระบุปัญหาได้ และแม้ว่าพวกเขาจะระบุได้ พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ไขได้ พวกเขาเพียงแต่ทำไปอย่างสุกเอาเผากินโดยไม่แสวงหาหนทางแก้ไขจากเบื้องบน เพียงแค่บอกกับพี่น้องชายหญิงว่า “แก้ไขกันเองเถอะ พึ่งพาพระเจ้าและหาหนทางแก้ไขจากพระเจ้า” แล้วพวกเขาก็ถือว่าจบเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะมีปัญหาสะสมอยู่มากเพียงใด พวกเขาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง แต่พวกเขาก็ไม่รายงานขึ้นไปเบื้องบนหรือแสวงหาหนทางแก้ไข อาจเป็นเพราะกลัวว่าเบื้องบนจะมองทะลุตัวตนของพวกเขาและพวกเขาจะเสียหน้า นอกจากนี้ยังมีผู้นำและคนทำงานบางคนที่ไม่เคยรายงานปัญหาต่อเบื้องบนเลย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าทำไม การรายงานขึ้นไปเบื้องบนไม่จำเป็นต้องหมายถึงการรายงานโดยตรงต่อเบื้องบน เราสามารถรายงานต่อผู้นำของเขตหรือภาคก่อนได้อย่างแน่นอน และหากพวกเขาไม่สามารถแก้ไขได้ เจ้าก็สามารถขอให้ผู้นำและคนทำงานรายงานโดยตรงต่อเบื้องบนได้ หากเจ้าขอให้ผู้นำหรือคนทำงานรายงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งต่อเบื้องบน โดยชี้แจงสถานการณ์ให้ชัดเจน พวกเขาจะสามารถเก็บเรื่องไว้และเพิกเฉยต่อเรื่องนั้นได้หรือ? คนเช่นนั้นมีน้อยมาก แม้ว่าจะมีผู้นำเช่นนั้นอยู่จริง เจ้าก็ยังสามารถชี้แจงเรื่องนั้นกับผู้นำและคนทำงานคนอื่นๆ เพื่อเปิดโปงผู้ที่เก็บงำปัญหาและไม่รายงานได้ หากผู้นำและคนทำงานคนอื่นๆ เหล่านี้ยังคงไม่รายงานเรื่องนั้น ก็ยังมีหนทางสุดท้ายอีกหนึ่งทางคือ เจ้าสามารถเขียนจดหมายโดยตรงไปยังเว็บไซต์ของพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อให้ส่งต่อไปยังเบื้องบนได้ ซึ่งจะช่วยให้แน่ใจได้ว่าปัญหาจะถูกรายงานไปยังเบื้องบน ทั้งนี้เป็นเพราะเบื้องบนเคยจัดการกับจดหมายเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง และต่อมาพวกเขาก็มอบหมายให้ผู้นำและคนทำงานจัดการเรื่องนั้นโดยตรง ในความเป็นจริงแล้ว มีช่องทางในการรายงานปัญหาขึ้นไปเบื้องบนหลายช่องทาง การปฏิบัตินั้นง่ายดาย ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นต้องการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงหรือไม่เท่านั้นเอง แม้ว่าเจ้าจะไม่ไว้วางใจผู้นำหรือคนทำงานคนใดคนหนึ่ง เจ้าก็ควรเชื่อว่าพระเจ้าทรงชอบธรรมและเบื้องบนดำเนินงานตามหลักธรรมความจริง หากเจ้าไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า และเจ้าไม่เชื่อว่าความจริงครอบครองอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าก็ไม่สามารถทำสิ่งใดให้สำเร็จได้ ผู้คนจำนวนมากไม่เข้าใจความจริง พวกเขาไม่เชื่อว่าความจริงครอบครองอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า พวกเขามักจะคิดอยู่เสมอว่าเจ้าพนักงานในโลกต่างก็ปกป้องกันและกัน และพระนิเวศของพระเจ้าก็ต้องเป็นเช่นเดียวกัน พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าคือความจริงและความชอบธรรม ดังนั้น คนเช่นนี้จึงสามารถถูกเรียกว่าเป็นผู้ไม่เชื่อได้ อย่างไรก็ตาม มีคนส่วนน้อยที่สามารถรายงานปัญหาตามความเป็นจริงได้ คนเช่นนี้อาจถูกเรียกว่าเป็นผู้ที่ปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ ผู้นำและคนทำงานบางคนไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาร้ายแรงเมื่อพวกเขาพบเจอเท่านั้น พวกเขายังไม่รายงานขึ้นไปเบื้องบนอีกด้วย พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความร้ายแรงของปัญหาก็ต่อเมื่อเบื้องบนเข้ามาตรวจสอบแล้วเท่านั้น นี่ทำให้เรื่องต่างๆ ล่าช้า ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าจะเป็นพี่น้องชายหญิงธรรมดา หรือเป็นผู้นำหรือคนทำงาน เมื่อใดก็ตามที่เจ้าพบเจอปัญหาที่เจ้าไม่สามารถแก้ไขได้และเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญในภาพรวมของงาน เจ้าควรรายงานขึ้นไปเบื้องบนและแสวงหาทางแก้ไขอย่างทันท่วงที หากเจ้าพบเจอกับความสับสนหรือความลำบากยากเย็นแต่ไม่แก้ไข งานบางอย่างก็จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ จะต้องถูกพักไว้และหยุดลง สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงานของคริสตจักร ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้ที่สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อความคืบหน้าของงาน ปัญหาเหล่านั้นจะต้องถูกค้นพบและแก้ไขอย่างทันท่วงที หากปัญหาแก้ไขได้ไม่ง่าย เจ้าต้องหาผู้ที่เข้าใจความจริงและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้น แล้วร่วมกันพิจารณาและแก้ไขปัญหานั้น ปัญหาประเภทนี้จะล่าช้าไม่ได้! ทุกวันที่เจ้าล่าช้าในการแก้ไขปัญหา ก็คือการทำให้งานคืบหน้าช้าลงไปหนึ่งวัน นี่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเรื่องของคนคนเดียว แต่ส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร รวมทั้งวิธีการที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรใช้ทำหน้าที่ของตนอีกด้วย ดังนั้น เมื่อเจ้าพบเจอกับความสับสนหรือความลำบากยากเย็นประเภทนี้ จะต้องแก้ไขโดยทันที จะล่าช้าไม่ได้ หากเจ้าไม่สามารถแก้ไขได้จริงๆ ก็จงรีบรายงานต่อเบื้องบน พวกเขาจะเข้ามาแก้ไขโดยตรง หรือบอกหนทางแก่เจ้า หากผู้นำหรือคนทำงานไม่สามารถจัดการกับปัญหาประเภทนี้ได้ ทั้งยังเก็บงำปัญหาไว้แทนที่จะรายงานต่อเบื้องบนและแสวงหาทางแก้ไขจากพวกเขา ผู้นำเช่นนั้นก็ตาบอด เป็นพวกปัญญานิ่ม และไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง พวกเขาควรถูกปลดและถูกถอดออกจากตำแหน่ง หากพวกเขาไม่ถูกถอดออกจากตำแหน่ง งานของคริสตจักรก็จะไม่สามารถก้าวหน้าไปได้ และจะต้องพังพินาศในมือของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ จึงต้องจัดการเรื่องนี้โดยทันที
งานผลิตภาพยนตร์ก็เป็นงานที่สำคัญอย่างหนึ่งของพระนิเวศของพระเจ้าเช่นกัน ฝ่ายผลิตภาพยนตร์มักจะพบเจอปัญหาที่ทุกคนมีข้อโต้แย้งกันเรื่องบทภาพยนตร์ ตัวอย่างเช่น ผู้กำกับเชื่อว่าบทภาพยนตร์แตกต่างหรือเบี่ยงเบนไปจากชีวิตจริงและจะดูไม่สมจริงเมื่อถ่ายทำออกมา จึงต้องการแก้ไขบท อย่างไรก็ตาม คนเขียนบทไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเชื่อว่าบทภาพยนตร์เขียนขึ้นอย่างสมเหตุสมผลแล้วและเรียกร้องให้ผู้กำกับถ่ายทำตามบทภาพยนตร์ นักแสดงก็มีข้อคัดค้านของตนเองเช่นกัน โดยไม่เห็นด้วยกับทั้งคนเขียนบทและผู้กำกับ นักแสดงคนหนึ่งกล่าวว่า “ถ้าผู้กำกับยืนกรานที่จะถ่ายทำแบบนั้น ฉันก็จะไม่แสดง!” คนเขียนบทกล่าวว่า “ถ้าผู้กำกับเปลี่ยนบทภาพยนตร์ เมื่อเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมาพวกคุณทุกคนจะต้องรับผิดชอบ!” ผู้กำกับกล่าวว่า “ถ้าฉันถูกบังคับให้ถ่ายทำตามที่บทกำหนดและเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา พระนิเวศของพระเจ้าจะเอาผิดกับฉัน ถ้าคุณต้องการให้ฉันถ่ายทำ ก็ต้องถ่ายทำตามความคิดของฉัน ถ้าไม่ ฉันก็จะไม่กำกับ” ตอนนี้ ทั้งสามฝ่ายต่างก็อยู่ในภาวะที่หาทางออกไม่ได้ใช่หรือไม่? เห็นได้ชัดว่างานไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ นี่ไม่ใช่ความสับสนที่เกิดขึ้นหรอกหรือ? แล้วใครกันแน่ที่ถูกต้อง? ทุกคนต่างก็มีทฤษฎีของตนเอง มีข้อโต้แย้งของตนเอง และไม่มีใครยอมประนีประนอม เมื่อทั้งสามฝ่ายอยู่ในภาวะที่หาทางออกไม่ได้เช่นนี้ อะไรคือสิ่งที่ได้รับความเสียหาย? (งานของพระนิเวศของพระเจ้า) งานของพระนิเวศของพระเจ้าถูกขัดขวางและได้รับความเสียหาย พวกเจ้าเคยรู้สึกร้อนใจและเป็นกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้หรือไม่? ถ้าไม่ นั่นก็พิสูจน์ว่าพวกเจ้าไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้อย่างแท้จริง เมื่อเกิดความสับสนและภาวะชะงักงันเช่นนี้ขึ้น บางคนก็ร้อนใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ พลางคิดว่า “ควรทำอย่างไรดี? การโต้เถียงและยืนกรานแบบนี้ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย นี่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าในการถ่ายทำหรอกหรือ? มันทำให้ล่าช้ามาหลายวันแล้วและจะผัดวันประกันพรุ่งอีกไม่ได้แล้ว เราจะแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้การถ่ายทำดำเนินไปอย่างราบรื่นและงานไม่ล่าช้าได้อย่างไร? เราควรหันไปหาใครเพื่อแก้ไขปัญหานี้?” หากเจ้ามีความใส่ใจ เจ้าควรแสวงหาทางแก้ไขจากผู้นำ และหากผู้นำไม่สามารถแก้ไขได้ เจ้าก็ควรรีบรายงานต่อเบื้องบน หากเจ้าคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าควรทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด แล้วถ้าเจ้าไม่ร้อนใจล่ะ? เจ้าอาจจะใคร่ครวญเรื่องนี้ พลางคิดว่า “พวกเขาต่างหากที่ผิด ฉันจะยึดมั่นในมุมมองของฉัน—ดูซิว่าพวกเขาจะทำอะไรฉันได้ กินข้าวเสร็จแล้วงีบสักพักดีกว่า อย่างไรเสียตอนบ่ายก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว” ขาของเจ้าก็เริ่มหนักอึ้ง ศีรษะก็เริ่มมึนงง หัวใจก็หมดเรี่ยวแรง แล้วเจ้าก็เฉื่อยชาลง มีความลำบากยากเย็นกองอยู่เป็นภูเขาเลากา แต่เจ้ากลับไม่ใส่ใจและเฉื่อยชา จึงไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้ ทำไมถึงไม่มีทาง? เพราะเจ้าขาดแรงผลักดันและความปรารถนาที่จะแก้ไขมัน เจ้าจึงคิดหาทางแก้ไขไม่ได้ เจ้าคิดกับตัวเองว่า “นานๆ ทีจะเกิดความลำบากยากเย็นจนงานต้องหยุดชะงัก ถือโอกาสนี้พักสักสองสามวันผ่อนคลายสักหน่อยดีกว่า จะเหนื่อยตลอดเวลาไปทำไม? ถ้าฉันพักตอนนี้ ก็ไม่มีใครว่าอะไรได้ อย่างไรเสีย ฉันไม่ได้อู้งานหรือขาดความรับผิดชอบต่องานของฉัน ฉันอยากจะรับผิดชอบ แต่พวกเรามีความลำบากยากเย็นนี้ขวางอยู่—ใครจะมาแก้ไขล่ะ? ถ้าไม่แก้ไขเรื่องนี้ พวกเราจะถ่ายทำได้อย่างไร? หากมีความลำบากยากเย็นที่ทำให้เราถ่ายทำไม่ได้ เราก็ควรจะพักไม่ใช่หรือ?” เมื่อมีปัญหาใหญ่หลวงเช่นนี้อยู่ตรงหน้าเจ้า ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที? หากปัญหายังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีปัญหาใดสามารถแก้ไขได้ งานจะสามารถก้าวหน้าต่อไปได้หรือไม่? สิ่งนี้จะทำให้เกิดความล่าช้าอย่างนับไม่ถ้วน ความคืบหน้าของงานมีแต่จะเดินไปข้างหน้า ถอยหลังไม่ได้ ดังนั้น เมื่อรู้ว่าปัญหานี้ก่อให้เกิดความลำบากยากเย็น เจ้าก็ไม่ควรผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป เจ้าต้องแก้ไขมันอย่างรวดเร็ว เมื่อปัญหานี้ได้รับการแก้ไขแล้ว ก็จงรีบแก้ไขปัญหาถัดไปเมื่อมันเกิดขึ้น พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่เสียเวลาเพื่อให้งานสามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นและเสร็จสิ้นตามกำหนดเวลา อย่างนี้ดีหรือไม่? (ดี) ผู้ที่มีความรับผิดชอบจะเผชิญกับความสับสนและความลำบากยากเย็นด้วยท่าทีเช่นนี้ พวกเขาไม่เสียเวลา ไม่หาข้อแก้ตัวให้ตัวเอง และไม่ละโมบความสุขสบายทางเนื้อหนัง ในทางกลับกัน ผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบจะฉวยโอกาสจากช่องโหว่ พวกเขาจะหาข้ออ้างและมองหาโอกาสที่จะได้พัก ทำทุกอย่างอย่างเชื่องช้า ปราศจากความรู้สึกเร่งด่วนหรือร้อนใจใดๆ ทั้งยังขาดความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทนทุกข์หรือจ่ายราคาอีกด้วย แล้วในที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อเผชิญกับความสับสนหรือความลำบากยากเย็น ทุกคนก็พบว่าตนเองอยู่ในภาวะที่หาทางออกไม่ได้เป็นเวลาหลายวัน ทั้งผู้กำกับ นักแสดง และคนเขียนบทต่างก็ไม่รายงานปัญหา ในขณะเดียวกัน ผู้นำก็ตาบอดและไม่สามารถรับรู้ได้ว่านี่เป็นปัญหา แม้ว่าพวกเขาจะรับรู้ว่าเป็นปัญหาแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง พวกเขาก็ไม่รายงานขึ้นไปเบื้องบน กว่าเรื่องจะถูกรายงานขึ้นไปทีละขั้นจนถึงเบื้องบน ก็ผ่านไปสิบวันหรือครึ่งเดือนแล้ว ในช่วงสิบวันถึงครึ่งเดือนนี้ทำอะไรกันอยู่? มีใครทำหน้าที่ของตนหรือไม่? ไม่เลย พวกเขากำลังผลาญเวลาไปกับการกินดื่มและสนุกสนานรื่นเริง! นี่ไม่ใช่การเอาเปรียบผู้อื่นหรอกหรือ? ผู้ดูแลทุกคนที่ไม่สามารถแสวงหาทางแก้ไขความสับสนและความลำบากยากเย็นที่พบเจอในงานของตนได้อย่างทันท่วงทีนั้นเป็นเพียงพวกที่เอาเปรียบผู้อื่น และใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย คนประเภทนี้เรียกสั้นๆ ว่า “พวกคนเกียจคร้าน” ทำไมถึงเรียกว่า “พวกคนเกียจคร้าน”? เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เข้าหาหน้าที่ของตนด้วยท่าทีที่จริงจัง มีความรับผิดชอบ เข้มงวด หรือกระตือรือร้น แต่กลับทำอย่างสุกเอาเผากิน คิดลบ และอู้งาน เฝ้าหวังว่าจะเกิดความลำบากยากเย็นหรือภาวะชะงักงันบางอย่างขึ้นเพื่อที่พวกเขาจะได้มีข้ออ้างในการวางมือและหยุดงาน
ผู้นำและคนทำงานไม่เพียงแต่ควรแก้ไขความสับสนและความลำบากยากเย็นที่พบเจอในงานอย่างทันท่วงทีเท่านั้น แต่ยังควรตรวจสอบและระบุปัญหาเหล่านี้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย ทำไมจึงควรทำเช่นนี้? มีเป้าหมายเพียงข้อเดียวในการทำเช่นนั้นคือ เพื่อพิทักษ์รักษาพระราชกิจของพระเจ้าและงานของพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อให้แน่ใจว่างานทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่นและเสร็จสิ้นอย่างประสบความสำเร็จภายในกรอบเวลาทำงานปกติ เพื่อให้แน่ใจว่างานจะดำเนินไปอย่างราบรื่น ต้องแก้ไขปัญหาอะไรบ้าง? ก่อนอื่น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำจัดอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางใดๆ ที่รบกวนงานของคริสตจักรออกไปให้หมดสิ้น เพื่อจำกัดผู้ไม่เชื่อและคนชั่วไม่ให้พวกเขาก่อปัญหา นอกจากนี้ ผู้ดูแลงานแต่ละงานและพี่น้องชายหญิงจะต้องได้รับการชี้แนะให้เข้าใจความจริงและค้นพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ เพื่อเรียนรู้ที่จะร่วมมือกันอย่างปรองดองและกำกับดูแลซึ่งกันและกัน ด้วยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะสามารถรับประกันความสำเร็จของงานได้ ไม่ว่าจะเผชิญกับความลำบากยากเย็นหรือความสับสนใดๆ หากผู้นำและผู้ดูแลไม่สามารถแก้ไขได้ พวกเขาก็ควรรายงานปัญหาต่อเบื้องบนอย่างรวดเร็วและแสวงหาทางแก้ไข ผู้นำและผู้ดูแลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเป็นอันดับแรกเสมอไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม โดยจัดการกับทั้งปัญหาทางเทคนิคและปัญหาด้านหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับงาน ตลอดจนความลำบากยากเย็นต่างๆ ที่ผู้คนพบเจอในแง่ของการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา หากเจ้าไม่สามารถแก้ไขความสับสนและความลำบากยากเย็นได้ เจ้าก็จะไม่สามารถทำงานของตนได้ดี ดังนั้น เมื่อเจ้าพบเจอกับความลำบากยากเย็นหรือความสับสนที่ไม่ปกติซึ่งเจ้าไม่สามารถแก้ไข เจ้าก็ควรรายงานต่อเบื้องบนทันที อย่าเสียเวลา เนื่องจากการล่าช้าสามถึงห้าวันอาจทำให้เกิดความสูญเสียต่องานได้ และหากล่าช้าไปครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือน ความสูญเสียก็จะใหญ่หลวงเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดก็ตาม จะต้องจัดการตามหลักธรรมความจริง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ห้ามใช้ปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของมนุษย์มาแก้ไขปัญหาเป็นอันขาด อย่าทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก แล้วทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีอะไรเลย หรือเพียงแค่ตำหนิทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาแล้วใช้คำหวานปลอบประโลมพวกเขา เอาแต่เจรจาต่อรองและเกลี้ยกล่อมพวกเขาอยู่เสมอ เพราะกลัวว่าปัญหาจะบานปลาย สิ่งนี้นำไปสู่การที่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอ ซึ่งทิ้งปัญหาที่ค้างคาไว้เบื้องหลัง นี่ไม่ใช่วิธีการแบบประนีประนอมหรอกหรือ? หากเจ้ารู้สึกว่าเจ้าได้ใช้หนทางแก้ไขของมนุษย์ทั้งหมดแล้วสำหรับปัญหาใดปัญหาหนึ่งและไม่สามารถแก้ไขได้อย่างแท้จริง และเจ้าไม่สามารถหาหลักธรรมสำหรับปัญหาทางเทคนิคภายในงานได้เลย เจ้าก็ควรรีบรายงานปัญหาเหล่านี้ต่อเบื้องบนและแสวงหาทางแก้ไขโดยไม่ต้องรอหรือผัดวันประกันพรุ่ง ปัญหาใดๆ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ควรรายงานต่อเบื้องบนโดยทันทีเพื่อแสวงหาทางแก้ไข หลักธรรมนี้เป็นอย่างไรบ้าง? (ดี)
ฝ่ายผลิตภาพยนตร์และฝ่ายเขียนบทมักจะเกิดภาวะที่หาทางออกไม่ได้เรื่องปัญหาการถ่ายทำหรือไม่? แต่ละฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตนเอง และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ เอาแต่ต่อล้อต่อเถียงกันอยู่เสมอ ผู้นำสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้เมื่อมันเกิดขึ้นได้หรือไม่? (บางครั้งก็ทำได้) พวกเจ้าเคยพบเจอสถานการณ์ที่ผู้นำแก้ไขปัญหาบางอย่างผ่านการสามัคคีธรรม และมันฟังดูสมเหตุสมผลและมีหลักการทางทฤษฎีที่หนักแน่น แต่พวกเจ้าก็ยังไม่แน่ใจว่ามันสอดคล้องกับข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้าหรือหลักธรรมความจริงหรือไม่? (เคย) พวกเจ้าจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร? (บางครั้งพวกเราก็จะแสวงหาจากเบื้องบน) นั่นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง พวกเจ้าเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ตนตัดสินใจไม่สอบถามเกี่ยวกับปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพราะเห็นว่าพี่น้องชายที่ทำงานเบื้องบนค่อนข้างยุ่ง และคิดว่าไม่เป็นไรตราบใดที่เรื่องนั้นถูกต้องตามทฤษฎี แล้วก็ตัดสินใจถ่ายทำไปก่อนโดยไม่คำนึงว่าจะสอดคล้องกับความจริงหรือไม่? (พวกเราเคยมีปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ในอดีต มันทำให้พวกเราต้องทำใหม่และก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนต่องาน) สถานการณ์นั้นร้ายแรง! ปัญหาจำนวนมากที่ฝ่ายผลิตภาพยนตร์พบเจอ ท้ายที่สุดแล้วแท้จริงก็เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายเขียนบท ตัวอย่างเช่น หากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งกลายเป็นเรื่องเล่าที่ยืดยาวไร้สาระสองชั่วโมงครึ่ง คนเขียนบทต้องรับผิดชอบเป็นหลัก แล้วความรับผิดชอบของผู้กำกับล่ะ? หากบทภาพยนตร์เป็นเรื่องที่ยืดยาวไร้สาระ ผู้กำกับควรจะมองออกหรือไม่? ตามทฤษฎีแล้ว พวกเขาควรมองออก อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับยังคงสามารถใช้เวลาหลายเดือนและใช้กำลังคน ทรัพยากรวัสดุ และงบประมาณจำนวนมากเพื่อถ่ายทำให้เสร็จสิ้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ได้ นี่เป็นปัญหาประเภทใด? ในฐานะผู้กำกับ ความรับผิดชอบของพวกเจ้าคืออะไร? เมื่อได้รับบทภาพยนตร์มาแล้ว พวกเจ้าควรคิดว่า “บทภาพยนตร์นี้ยาวและมีเนื้อหาค่อนข้างเข้มข้น แต่ขาดแก่นกลาง ขาดแก่นเรื่อง โครงสร้างทั้งหมดไร้วิญญาณ บทภาพยนตร์นี้ไม่สามารถถ่ายทำได้ ต้องส่งคืนให้คนเขียนบทแก้ไขใหม่” พวกเจ้าสามารถทำเช่นนี้ได้หรือไม่? พวกเจ้าเคยส่งคืนบทภาพยนตร์หรือไม่? (ไม่เคย) เป็นเพราะพวกเจ้ามองไม่เห็นปัญหา หรือเพราะพวกเจ้าไม่กล้าส่งคืน? หรือพวกเจ้ากลัวว่าจะมีคนตัดสินพวกเจ้าว่า “พวกเขาให้บทที่เสร็จแล้วนี่แก่คุณ แล้วคุณก็ปฏิเสธด้วยคำพูดเพียงคำเดียว และส่งบทกลับไป—คุณช่างโอหังเกินไปแล้วไม่ใช่หรือ?” พวกเจ้ากลัวอะไรกันแน่? พวกเจ้าเห็นปัญหาแล้ว ทำไมไม่ส่งคืนบทภาพยนตร์ให้คนเขียนบทล่ะ? (พวกเราไม่รับผิดชอบต่องานผลิตภาพยนตร์ของพวกเรา) สำหรับฝ่ายผลิตภาพยนตร์แล้ว นอกจากผู้นำคริสตจักร ผู้กำกับควรทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล เป็นผู้ที่ตัดสินใจและมีสิทธิ์ชี้ขาด ในเมื่อเจ้าเป็นผู้กำกับ เจ้าก็ควรรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ดำเนินการกลั่นกรองบทภาพยนตร์อย่างถูกควรตั้งแต่วินาทีที่เจ้าได้รับมันมา สมมติว่าเจ้าได้รับบทภาพยนตร์มาและทบทวนมันตั้งแต่ต้นจนจบ พบว่าเนื้อหาค่อนข้างดี มีแก่นกลางและแก่นเรื่อง โครงเรื่องดำเนินไปรอบๆ แกนเรื่องหลัก และบทภาพยนตร์โดยรวมดูเหมือนจะไม่มีปัญหาใหญ่—มันดูดี น่าถ่ายทำ ดังนั้นจึงสามารถยอมรับบทภาพยนตร์นี้ได้ อย่างไรก็ตาม หากบทภาพยนตร์ยาว เล่าเรื่องราวของบุคคลหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่มีจุดสนใจหรือแก่นเรื่องที่โดดเด่น ทำให้ไม่ชัดเจนว่าบทภาพยนตร์ต้องการแสดงออกอะไร ต้องการให้เกิดผลอะไรในตัวผู้ชม หรือแนวคิดหลักและความหมายฝ่ายวิญญาณคืออะไร—โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ยืดยาวไร้สาระ เป็นบทภาพยนตร์ที่สับสน—บทภาพยนตร์นี้จะสามารถยอมรับได้หรือไม่? ผู้กำกับควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้? พวกเขาต้องส่งคืนบทภาพยนตร์และให้คำแนะนำเพื่อให้คนเขียนบทแก้ไขใหม่ คนจากฝ่ายเขียนบทอาจคัดค้านว่า “นี่ไม่ยุติธรรม! พวกเขาเป็นใครถึงมาตรวจสอบบทภาพยนตร์ที่เราเขียน? ทำไมพวกเขาถึงมีสิทธิ์ตัดสิน? พระนิเวศของพระเจ้าควรปฏิบัติต่อผู้คนอย่างยุติธรรมและสมเหตุสมผล!” แล้วควรทำอย่างไร? หากผู้กำกับสามารถระบุปัญหาในบทภาพยนตร์ได้ พวกเขาไม่ควรรีบร้อนตัดสินใจแต่ควรสามัคคีธรรมเรื่องนี้กับผู้นำคริสตจักรและสมาชิกในฝ่ายผลิตภาพยนตร์ก่อน หากทุกคน จากประสบการณ์การถ่ายทำในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและความเข้าใจในบทภาพยนตร์ เห็นพ้องต้องกันว่าบทภาพยนตร์ไม่ได้มาตรฐาน และเชื่อว่าการถ่ายทำไม่เพียงแต่จะทำให้งานผลิตภาพยนตร์ล่าช้าแต่ยังสิ้นเปลืองทรัพยากรบุคคล วัสดุ และงบประมาณทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และไม่มีใครสามารถรับผิดชอบเช่นนั้นได้ ก็ควรส่งคืนบทภาพยนตร์นี้ บทภาพยนตร์ที่ยืดยาวไร้สาระจะต้องไม่ถูกถ่ายทำอย่างเด็ดขาด นี่คือหลักธรรม หากทุกคนรู้สึกเช่นเดียวกันเกี่ยวกับบทภาพยนตร์นี้ ฝ่ายเขียนบทก็ควรยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขและแก้ไขบทภาพยนตร์ตามคำแนะนำจากฝ่ายผลิตภาพยนตร์ หากยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่ สมาชิกและผู้นำจากทั้งสองฝ่ายสามารถถกปัญหาร่วมกันเพื่อดูว่าข้อโต้แย้งของใครสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง หากภาวะที่หาทางออกไม่ได้ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีข้อสรุป ก็ควรใช้หนทางสุดท้าย ซึ่งก็คือหน้าที่รับผิดชอบประการที่แปดของผู้นำและคนทำงานที่สามัคคีธรรมกันในวันนี้คือ “รายงานและแสวงหาวิธีแก้ไขความสับสนและความลำบากยากเย็นที่เผชิญในงานอย่างทันท่วงที” ปัญหาที่หาทางออกไม่ได้และไม่สามารถแก้ไขได้เรียกว่าความสับสนและความลำบากยากเย็น แต่ละฝ่ายคิดว่าเหตุผลของตนถูกต้อง และไม่มีใครสามารถตัดสินใจได้ การกลับไปกลับมาเช่นนี้ทำให้ปัญหาสับสนยิ่งขึ้น ทำให้ความเข้าใจของทุกคนเกี่ยวกับที่มาที่ไปของปัญหาและทิศทางที่จะดำเนินต่อไปนั้นคลุมเครือ ณ จุดนี้ ผู้นำและคนทำงานควรรับผิดชอบหน้าที่ของตนในการรายงานและแสวงหาทางแก้ไขปัญหาและความสับสนเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในงานอย่างทันท่วงที พยายามแก้ไขให้ทันท่วงทีเพื่อป้องกันไม่ให้มันเป็นอุปสรรคต่อความคืบหน้าของงาน และยิ่งไปกว่านั้นเพื่อป้องกันไม่ให้มันสะสมต่อไปอีก การรายงานและแสวงหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างทันท่วงที—นี่ไม่ใช่การทำงานหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การแสดงท่าทีที่จริงจังและมีความรับผิดชอบต่องานหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การใส่ใจในการทำหน้าที่ของตนหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่ความจงรักภักดีหรอกหรือ? (ใช่) นี่คือการมีความจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตน
ผู้นำและคนทำงานที่รับผิดชอบงานต้องสังเกตและแก้ไขปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นในงานอย่างทันท่วงที เนื่องจากการทำเช่นนี้เท่านั้นจึงจะสามารถรับประกันความคืบหน้าของงานที่ราบรื่นได้ ผู้นำและคนทำงานทุกคนที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ล้วนขาดความเป็นจริงความจริงและเป็นผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จ ใครก็ตามที่ค้นพบปัญหาแต่ล้มเหลวในการแก้ไข กลับหลีกเลี่ยงหรือปกปิดปัญหา เป็นพวกไร้ค่าที่เอาแต่บ่อนทำลายงาน ปัญหาที่มีข้อโต้แย้งจะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการสามัคคีธรรมและการถกปัญหา หากสิ่งเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ถูกต้องแต่กลับทำให้สถานการณ์ยิ่งคลุมเครือซับซ้อน ผู้นำหลักก็ควรรับผิดชอบจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เสนอแนวทางแก้ไขและวิธีการอย่างทันท่วงที พร้อมทั้งสังเกตการณ์ ทำความเข้าใจ และตัดสินอย่างทันท่วงทีเพื่อดูว่าผลลัพธ์ของสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เมื่อข้อโต้แย้งยังคงมีอยู่เกี่ยวกับปัญหาบางอย่างและไม่สามารถตัดสินชี้ขาดได้ ก็ต้องรีบรายงานปัญหาต่อเบื้องบนเพื่อแสวงหาทางแก้ไข แทนที่จะพยายามประนีประนอม รอคอย หรือผัดวันประกันพรุ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแทนที่จะเพิกเฉยต่อปัญหา นี่คือวิธีที่ผู้นำและคนทำงานปัจจุบันของพวกเจ้าทำงานหรือไม่? พวกเขาควรติดตามและผลักดันความคืบหน้าของงานอย่างทันท่วงที และในขณะเดียวกันก็ระบุความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงานพร้อมทั้งไม่มองข้ามปัญหาเล็กน้อยต่างๆ ด้วย เมื่อระบุปัญหาสำคัญได้แล้ว ผู้นำและคนทำงานหลักควรอยู่ร่วมเพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ทำความเข้าใจที่มาที่ไปอย่างถูกต้อง เหตุผลที่ปัญหาเกิดขึ้น และมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างแม่นยำ ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ควรมีส่วนร่วมในการสามัคคีธรรม ถกปัญหา และแม้กระทั่งโต้แย้งปัญหาเหล่านี้ นี่เป็นสิ่งจำเป็น การมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เนื่องจากมันช่วยให้เจ้าตัดสินและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในงานได้ หากเจ้าเพียงแค่ฟังโดยไม่มีส่วนร่วม เอาแต่ยืนกอดอกดูอยู่ข้างๆ และทำตัวเหมือนคนที่นั่งฟังในชั้นเรียน คิดว่าปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นในงานไม่เกี่ยวกับเจ้าและไม่มีมุมมองหรือท่าทีใดๆ ต่อเรื่องนั้น เจ้าก็เป็นผู้นำเทียมเท็จอย่างชัดเจน เมื่อเจ้ามีส่วนร่วม เจ้าจะรู้ในรายละเอียดว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นในงาน อะไรเป็นสาเหตุ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ไหน และเป็นเพราะมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของผู้คนหรือความไม่เพียงพอทางเทคนิคและวิชาชีพ—ทั้งหมดนี้จะต้องถูกทำให้กระจ่างเพื่อที่จะจัดการและแก้ไขปัญหาได้อย่างยุติธรรม เมื่อเจ้ามีส่วนร่วมในงานนี้และค้นพบว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์หรือเกิดจากเจตนาของใครก็ตาม แต่เจ้ากลับพบว่าเป็นการยากที่จะระบุแก่นแท้ของปัญหาและไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร โดยทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันเป็นเวลานาน หรือเมื่อทุกคนได้ทุ่มเทหัวใจและความพยายามให้กับปัญหาแล้วแต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ และไม่สามารถหาหลักธรรมหรือหาทิศทางได้ ทำให้งานหยุดชะงัก และยังกลัวว่าการทำต่อไปจะทำให้เกิดข้อผิดพลาด การขัดขวาง และผลเสียเพิ่มเติมอีก แล้วเจ้าควรทำอย่างไร? สิ่งที่ผู้นำและคนทำงานควรทำที่สุดไม่ใช่การหารือมาตรการรับมือหรือแนวทางแก้ไขกับทุกคน แต่เป็นการรายงานปัญหาต่อเบื้องบนโดยเร็วที่สุด ผู้นำและคนทำงานควรสรุปและบันทึกปัญหาในงานและรายงานต่อเบื้องบนโดยทันทีโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง รอคอย หรือมีใจคิดพึ่งพาโชค โดยคิดว่าการนอนหลับหนึ่งคืนอาจนำมาซึ่งแรงบันดาลใจหรือความกระจ่างแจ้งอย่างกะทันหัน—ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากและไม่น่าจะเกิดขึ้น ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการรายงานปัญหาต่อเบื้องบนและแสวงหาทางแก้ไขโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขโดยทันทีและโดยเร็วที่สุด นี่คือการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง
ความสับสนและความลำบากยากเย็นที่ผู้นำและคนทำงานมักจะเผชิญในงานของตน
I. ความสับสน
จากเนื้อหาที่พวกเราเพิ่งอภิปรายกันไป พวกเรามาสรุปกันว่าแท้จริงแล้วคำว่า “ความสับสน” และ “ความลำบากยากเย็น” หมายถึงอะไร สองคำนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ก่อนอื่น เราจะอธิบายคำว่า “ความสับสน” ความสับสนคือเมื่อเจ้ามองไม่ทะลุเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เจ้าไม่รู้ว่าจะตัดสินหรือมีวิจารณญาณแยกแยะอย่างไรให้สอดคล้องกับหลักธรรมหรือถูกต้องแม่นยำ แม้ว่าเจ้าจะพอมองทะลุได้บ้าง เจ้าก็ไม่แน่ใจว่ามุมมองของเจ้าถูกต้องหรือไม่ เจ้าไม่รู้ว่าจะจัดการหรือแก้ไขเรื่องนั้นอย่างไร และเป็นการยากสำหรับเจ้าที่จะสรุปเกี่ยวกับเรื่องนั้น กล่าวโดยสรุปคือ เจ้าไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นและไม่สามารถตัดสินใจได้ หากเจ้าไม่เข้าใจความจริงแม้แต่น้อยและไม่มีใครแก้ไขปัญหาให้ ปัญหานั้นก็จะกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ นี่ไม่ใช่การเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบากหรอกหรือ? เมื่อเผชิญกับปัญหาเช่นนี้ ผู้นำและคนทำงานควรรายงานต่อเบื้องบนและแสวงหาจากเบื้องบนเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พวกเจ้าเผชิญกับความสับสนบ่อยครั้งหรือไม่? (ใช่) การเผชิญกับความสับสนเป็นประจำนั้นก็เป็นปัญหาในตัวเอง สมมติว่าเจ้ากำลังเผชิญกับปัญหาและเจ้าไม่รู้วิธีที่เหมาะสมในการจัดการกับมัน มีคนเสนอแนวทางแก้ไขหนึ่งซึ่งเจ้าคิดว่าสมเหตุสมผล ในขณะที่อีกคนหนึ่งเสนอแนวทางแก้ไขที่แตกต่างออกไปซึ่งเจ้าก็คิดว่าสมเหตุสมผลเช่นกัน และหากเจ้าไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแนวทางแก้ไขใดเหมาะสมกว่า โดยที่ความคิดเห็นของทุกคนแตกต่างกันไปและไม่มีใครเข้าใจถึงต้นตอหรือแก่นแท้ของปัญหา ความผิดพลาดก็ย่อมต้องปรากฏในการแก้ไขปัญหานั้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหา การระบุต้นตอและแก่นแท้ของปัญหาให้แน่ชัดจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง หากผู้นำและคนทำงานไม่มีวิจารณญาณแยกแยะ ล้มเหลวในการเข้าใจแก่นแท้ของปัญหา และไม่สามารถสรุปได้อย่างถูกต้อง พวกเขาต้องรายงานปัญหาต่อเบื้องบนโดยทันทีและแสวงหาทางแก้ไขจากพวกเขา นี่เป็นสิ่งจำเป็นและไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าเหตุ ปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขสามารถนำไปสู่ผลที่ตามมาร้ายแรงและส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร—เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ หากเจ้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล กลัวอยู่เสมอว่าเบื้องบนอาจมองทะลุความสามารถที่แท้จริงของเจ้า หรือว่าพวกเขาอาจปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้แก่เจ้าเสียใหม่หรือปลดเจ้าออกเมื่อพวกเขามองทะลุว่าเจ้าไม่สามารถทำงานจริงได้ และดังนั้นเจ้าจึงไม่กล้ารายงานปัญหา สิ่งนี้สามารถทำให้เรื่องต่างๆ ล่าช้าได้ง่าย หากเจ้าพบเจอกับความสับสนที่เจ้าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง แต่กลับไม่รายงานต่อเบื้องบน เมื่อสิ่งนี้ก่อให้เกิดผลที่ตามมาร้ายแรงและเบื้องบนให้เจ้ารับผิดชอบ เจ้าก็จะเจอกับปัญหาใหญ่หลวง นี่ไม่ใช่การโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองหรอกหรือ? เมื่อเผชิญกับความสับสนเช่นนี้ หากผู้นำและคนทำงานไม่รับผิดชอบและเพียงแค่พูดคำสอนบางอย่างและใช้ข้อบังคับบางอย่างเพื่อจัดการกับปัญหาอย่างสุกเอาเผากิน ปัญหานั้นก็จะยังคงไม่ได้รับการแก้ไขและทุกอย่างก็จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ งานก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงเมื่อความสับสนไม่ได้รับการแก้ไข มันทำให้เกิดความล่าช้าได้ง่ายมาก
เมื่อเกิดความสับสนงุนงงขึ้น ผู้นำและคนทำงานบางคนสามารถรู้สึกได้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่ผู้นำและคนทำงานคนอื่นๆ กลับไม่สามารถตรวจพบปัญหาได้—คนกลุ่มหลังนี้มีขีดความสามารถที่ย่ำแย่เกินไป ทั้งยังด้านชาและหัวทึบ พวกเขาขาดความไวต่อปัญหาใดๆ ไม่ว่าความสับสนงุนงงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าจะใหญ่หลวงเพียงใด สิ่งที่พวกเขาแสดงออกก็คือความด้านชาและหัวทึบ พวกเขาเพิกเฉยต่อประเด็นปัญหานั้นและพยายามที่จะเลี่ยงปัญหา—นี่คือผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ลงมือทำงานจริง ส่วนผู้นำและคนทำงานที่มีขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานในระดับหนึ่ง เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมตระหนักได้ว่า “นี่เป็นปัญหา ฉันต้องจดบันทึกไว้ เบื้องบนไม่เคยกล่าวถึงประเด็นปัญหาประเภทนี้มาก่อน และนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราเผชิญกับมัน แล้วหลักธรรมในการจัดการสถานการณ์ประเภทนี้คืออะไรกันแน่? ควรจะแก้ไขประเด็นปัญหาที่เจาะจงนี้อย่างไร? ดูเหมือนว่าฉันมีความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจแต่ยังไม่ชัดเจน และฉันก็มีท่าทีต่อเรื่องเช่นนี้อยู่บ้าง แต่การมีแค่ท่าทีนั้นไม่เพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา พวกเราต้องนำเรื่องนี้ออกมาให้ทุกคนได้สามัคคีธรรมและหารือกัน” หลังจากสามัคคีธรรมและหารือกันรอบหนึ่งแล้ว หากพวกเขายังคงไม่รู้ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร โดยไม่มีแผนการปฏิบัติที่แม่นยำเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหานั้น และความสับสนงุนงงยังคงอยู่ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ต้องแสวงหาทางแก้ไขจากเบื้องบน ณ จุดนี้ เป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานที่จะต้องจดประเด็นที่น่าสับสนในปัญหานั้นไว้ เพื่อว่าเมื่อถึงเวลา พวกเขาจะสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาที่ทำให้สับสนนั้นคืออะไรกันแน่ และสิ่งที่กำลังแสวงหาคืออะไรกันแน่ นี่คือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานพึงกระทำ
II. ความลำบากยากเย็น
ก. ความลำบากยากเย็นคืออะไร
ลำดับถัดไป เรามาดูคำว่า “ความลำบากยากเย็น” กัน ตามมุมมองของความหมายตรงตัวแล้ว ความลำบากยากเย็นนั้นรุนแรงกว่าความสับสนงุนงง แล้วความลำบากยากเย็นหมายถึงอะไรกันแน่? ใครสักคนอธิบายที (พระเจ้า ความเข้าใจของเราคือความลำบากยากเย็นเป็นปัญหาจริงที่ได้เผชิญ ซึ่งคนเราได้พยายามแก้ไขแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความลำบากยากเย็น) (ขอเสริมประเด็นหนึ่ง บางครั้งคนเราอาจเผชิญกับปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนมากบางอย่างที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน ซึ่งทุกคนขาดประสบการณ์ สับสนมึนงงไปหมด และไม่มีความคิดเห็นหรือแนวคิดใดๆ—นี่เป็นปัญหาประเภทที่ท้าทายมาก) ปัญหาที่ท้าทายมากเรียกว่าความลำบากยากเย็น ใช่หรือไม่? คำอธิบายที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดเกี่ยวกับความลำบากยากเย็นก็คือ ปัญหาเหล่านั้นเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง ยกตัวอย่างเช่น ขีดความสามารถของบุคคล ทักษะทางวิชาชีพ ความเจ็บป่วยทางร่างกาย ตลอดจนประเด็นปัญหาด้านสภาพแวดล้อมและเวลา และอื่นๆ ปัญหาที่มีอยู่จริงเหล่านี้เรียกว่าความลำบากยากเย็น อย่างไรก็ตาม ในหน้าที่รับผิดชอบประการที่แปดของผู้นำและคนทำงานซึ่งเรากำลังสามัคคีธรรมกันอยู่นี้ กล่าวไว้ว่าพวกเขาต้องรายงานและแสวงหาวิธีแก้ไขความสับสนและความลำบากยากเย็นที่เผชิญในงานอย่างทันท่วงที ในที่นี้ ความลำบากยากเย็นที่กล่าวถึงไม่ใช่ปัญหาที่มีอยู่จริงตามคำนิยามกว้างๆ เหล่านั้น แต่เป็นประเด็นปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนเป็นพิเศษที่เผชิญในงานซึ่งไม่สามารถจัดการได้ ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาประเภทใด? เป็นกิจการภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริงใดโดยเฉพาะ แม้ว่าประเด็นปัญหาเหล่านี้จะไม่ได้เกี่ยวพันกับหลักธรรมความจริง แต่ก็ซับซ้อนกว่าปัญหาทั่วไป ซับซ้อนกว่าอย่างไร? ตัวอย่างเช่น ปัญหาเหล่านั้นเกี่ยวพันกับข้อบังคับทางกฎหมายและของรัฐบาล หรือเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้คนบางคนภายในคริสตจักร และอื่นๆ ทั้งหมดนี้คือความลำบากยากเย็นที่ผู้นำและคนทำงานเผชิญในงานของตน ยกตัวอย่างเช่น ในการเชื่อในพระเจ้าในต่างแดน ไม่ว่าคนเราจะอาศัยอยู่ในประเทศใด งานคริสตจักรทั้งหมดและสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพี่น้องชายหญิงจะต้องสอดคล้องกับข้อบังคับของรัฐบาลท้องถิ่น และต้องอาศัยความเข้าใจในกฎหมายและนโยบายของท้องถิ่น เรื่องเหล่านี้เกี่ยวพันกับการติดต่อกับโลกภายนอกและการจัดการกับกิจการภายนอก จึงค่อนข้างซับซ้อนกว่าเมื่อเทียบกับประเด็นปัญหาบุคลากรภายในคริสตจักร ความซับซ้อนอยู่ที่ใด? ไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่บอกผู้คนในคริสตจักรให้นบนอบพระเจ้า เชื่อฟัง ปฏิบัติความจริง ทำหน้าที่อย่างจงรักภักดี และเข้าใจความจริงและจัดการเรื่องต่างๆ ตามหลักธรรม—เพียงแค่พูดสิ่งเหล่านี้อย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่กลับต้องอาศัยความเข้าใจในทุกแง่มุมของกฎหมาย นโยบาย และข้อบังคับของประเทศนั้นๆ ตลอดจนขนบธรรมเนียมและธรรมเนียมปฏิบัติในท้องถิ่น และอื่นๆ มีปัจจัยมากมายที่เกี่ยวข้องในกิจการภายนอกเหล่านี้ และเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดประเด็นปัญหาที่ไม่คาดคิดหรือปัญหาที่ยากจะรับมือโดยใช้หลักธรรมของคริสตจักร และการเกิดขึ้นของประเด็นปัญหาเหล่านี้ประกอบกันเป็นความลำบากยากเย็น ตัวอย่างเช่น ภายในคริสตจักร หากบางคนทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน ประเด็นปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยการสามัคคีธรรมความจริง การตัดแต่ง หรือการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน แต่ภายนอกนั้น เจ้าสามารถใช้หลักธรรมและวิธีการเหล่านี้จัดการเรื่องต่างๆ ได้หรือไม่? แนวทางนี้สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่? (ไม่ได้) แล้วควรทำอย่างไร? ต้องใช้วิธีการที่ฉลาดบางอย่างเพื่อจัดการและตอบสนองต่อประเด็นปัญหาดังกล่าว ในกระบวนการจัดการกับกิจการภายนอกเหล่านี้ พระนิเวศของพระเจ้าก็ได้วางหลักธรรมบางอย่างไว้เช่นกัน แต่ไม่ว่าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร ความลำบากยากเย็นทุกชนิดก็ยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะโลกนี้ สังคมนี้ และมวลมนุษยชาตินี้มืดมนและซับซ้อนเกินไป และเพราะการก่อกวนของกองกำลังชั่วร้ายของพญานาคใหญ่สีแดง เมื่อจัดการกับกิจการภายนอกเหล่านี้ ก็จะเกิดความลำบากยากเย็นที่ไม่คาดคิดและเพิ่มเติมขึ้นมาบางอย่าง เมื่อความลำบากยากเย็นเหล่านี้เกิดขึ้น หากพวกเจ้าได้รับเพียงหลักธรรมง่ายๆ ข้อหนึ่ง โดยกล่าวว่า “จงนบนอบการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ทุกสิ่งล้วนได้รับการจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า จงเพิกเฉยต่อปัญหานั้นเสีย” สิ่งนี้จะสามารถแก้ไขประเด็นปัญหาได้หรือไม่? (ไม่ได้) หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ สภาพแวดล้อมที่พี่น้องชายหญิงใช้ทำหน้าที่ของตน และสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขา จะถูกก่อกวน คุกคาม และทำลายเสียหาย นี่ไม่ได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของความลำบากยากเย็นหรอกหรือ? แล้วควรทำอย่างไร? จะสามารถรับมือด้วยความมุทะลุได้หรือไม่? เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ บางคนกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เราจะสามารถแก้ไขด้วยวิธีการทางกฎหมายได้หรือไม่?” หลายสิ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ในสถานที่ที่พญานาคใหญ่สีแดงเข้ามายุ่งเกี่ยวและแทรกแซง กฎหมายจะสามารถแก้ไขประเด็นปัญหาได้หรือไม่? กฎหมายไม่มีผลใดๆ ที่นั่น ในหลายสถานที่ อำนาจของมนุษย์มักจะอยู่เหนือกฎหมาย ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าจะแก้ไขปัญหาได้โดยอาศัยกฎหมาย การใช้วิธีการของมนุษย์หรือความมุทะลุเพื่อแก้ไขปัญหาก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน ผู้นำและคนทำงานควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้? บรรดาผู้ที่รู้เพียงวิธีพูดพล่ามได้แต่คำพูดและคำสอนจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่เมื่อมันเกิดขึ้น? ประเด็นปัญหาเหล่านี้ยุ่งยากเป็นพิเศษมิใช่หรือ? เจ้าคิดว่าการจ้างทนายและไปศาลเพื่อแก้ไขปัญหาจะได้ผลหรือไม่? คนเหล่านั้นเข้าใจความจริงหรือไม่? ไม่มีที่ใดในโลกนี้สำหรับให้เหตุผล แม้แต่ผู้พิพากษาในประเทศที่ยึดถือกฎหมายก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายเสมอไป แต่กลับปรับเปลี่ยนคำตัดสินของตนตามแต่ว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง ปราศจากความยุติธรรม ในโลกนี้ ไม่ว่าที่ใดก็ตาม ผู้คนอาศัยกำลังบังคับ อาศัยอำนาจ เพื่อหนุนคำพูดของตน แล้วเราที่เชื่อในพระเจ้าควรพึ่งพาสิ่งใด? เราควรปฏิบัติต่อผู้คนและจัดการเรื่องต่างๆ ตามพระวจนะของพระเจ้า ตามความจริง แต่ทุกสิ่งจะสามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นสำหรับเราในโลกนี้ได้หรือไม่หากเราพึ่งพาพระวจนะของพระเจ้าและความจริง? ไม่ได้ ไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้ นี่ต้องอาศัยสติปัญญา ดังนั้น เมื่อผู้นำและคนทำงานเผชิญกับประเด็นปัญหาดังกล่าว หากพวกเขารู้สึกว่าเรื่องนั้นสำคัญอย่างยิ่ง และกลัวว่าพวกเขาอาจจัดการอย่างไม่เหมาะสมและนำปัญหามาสู่พระนิเวศของพระเจ้า ก่อให้เกิดผลกระทบหรือผลที่ตามมาอันไม่พึงประสงค์ เช่นนั้นแล้วประเด็นปัญหาดังกล่าวก็คือความลำบากยากเย็นสำหรับพวกเขา เมื่อเผชิญกับความลำบากยากเย็นที่พวกเขาไม่สามารถแก้ไขได้ พวกเขาต้องรายงานต่อเบื้องบนโดยทันทีและแสวงหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหา นี่คือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานควรทำ
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ