หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (7) ตอนที่หนึ่ง

ประการที่เจ็ด: จัดสรรและใช้ประโยชน์จากผู้คนประเภทต่างๆ อย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์และจุดแข็งของพวกเขา เพื่อนำแต่ละคนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ภาคที่สอง)

ในการสามัคคีธรรมครั้งที่แล้ว มีการเสวนาถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่เจ็ดของผู้นำและคนทำงาน ได้แก่ “จัดสรรและใช้ประโยชน์จากผู้คนประเภทต่างๆ อย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์และจุดแข็งของพวกเขา เพื่อนำแต่ละคนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” พวกเราสามัคคีธรรมกันถึงหน้าที่รับผิดชอบนี้ในสามแง่มุมหลัก ทั้งสามแง่มุมนี้มีอะไรบ้าง? (แง่มุมหนึ่งคือการใช้ผู้คนประเภทต่างๆ อย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ของพวกเขา อีกแง่มุมหนึ่งคือการใช้ผู้คนประเภทต่างๆ อย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของจุดแข็งของพวกเขา และอีกแง่มุมหนึ่งคือวิธีปฏิบัติต่อและใช้ประโยชน์จากคนมีลักษณะเฉพาะบางประการ) โดยพื้นฐานแล้วนี่คือทั้งสามแง่มุม เมื่อพิจารณาทั้งสามแง่มุมนี้แล้ว หลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าในการใช้ผู้คนนั้นเป็นไปเพื่อนำแต่ละคนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดใช่หรือไม่? (ใช่) หลักธรรมนี้ถูกต้องแม่นยำหรือไม่? เป็นธรรมต่อผู้คนหรือไม่? (เป็นธรรม) ส่วนคนหัวทึบที่สติปัญญาบกพร่องนั้น พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย และไม่สามารถทำหน้าที่ได้แม้เพียงเล็กน้อย หากเจ้ามอบหมายงานให้พวกเขา ไม่ว่าจะเป็นงานในด้านวิชาชีพ ด้านเทคนิค หรือในแง่ของการลงแรง พวกเขาก็ไม่สามารถทำสำเร็จได้ คนเช่นนี้จะนำมาใช้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด แม้แต่จะให้ทำงานให้ก็ไม่ได้ นี่คือในแง่ของสติปัญญา ในแง่ของความเป็นมนุษย์นั้น สำหรับคนที่มีความเป็นมนุษย์ไม่ดีและเป็นคนชั่ว แม้พวกเขาจะสามารถทำงานบางอย่างและทำหน้าที่บางอย่างได้ แต่เพราะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาชั่วร้ายเกินไป พวกเขาย่อมจะก่อให้เกิดการก่อกวนและการขัดขวางในการทำหน้าที่ของตน นำไปสู่การได้ไม่คุ้มเสีย ไม่สามารถทำอะไรให้ดีได้ คนเช่นนี้ไม่เหมาะกับการทำหน้าที่และนำมาใช้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด หากมีคนที่มีจุดแข็งบางประการ ตราบใดที่พวกเขามีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขทั้งหมดที่จำเป็นต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า—บนพื้นฐานของการมีความเป็นมนุษย์ที่ได้มาตรฐาน—ก็อาจจะจัดสรรและใช้พวกเขาอย่างมีเหตุผลได้ ครั้งที่แล้ว พวกเรายังได้สามัคคีธรรมถึงวิธีปฏิบัติต่อและใช้ประโยชน์จากคนมีลักษณะเฉพาะบางประเภทด้วย ประเภทแรกคือคนจำพวกที่เหมือนยูดาส ซึ่งเป็นคนขลาดเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากความขลาดเป็นอย่างยิ่งของพวกเขาแล้ว ทันทีที่พวกเขาถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับกุม ก็มีโอกาสเต็มร้อยที่พวกเขาจะกลายเป็นยูดาส หากพวกเขาได้รับมอบหมายงานสำคัญ เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น พวกเขาก็จะทรยศทุกสิ่ง คนเหล่านี้เป็นบุคคลอันตรายมิใช่หรือ? ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่คล้ายกับผู้ไม่เชื่อ ซึ่งพวกเราเรียกว่ามิตรสหายของคริสตจักร คนเหล่านี้ดูเหมือนจะเชื่ออยู่ในหัวใจว่ามีชายชราบนท้องฟ้า แต่พวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่จริงหรือไม่ พระเจ้าอยู่ที่ไหน หรือว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใหม่ของพระองค์แล้วจริงหรือไม่ มักจะสงสัยในการดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเขาไม่ได้เชื่อและติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง ดังนั้น คนเช่นนี้จึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ พวกเขาไม่เหมาะกับการทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า แม้แต่คนที่เชื่ออย่างแท้จริงก็ไม่จำเป็นว่าจะสามารถทำหน้าที่ของตนในลักษณะที่ได้มาตรฐาน ไม่ต้องพูดถึงผู้ไม่เชื่อหรือมิตรสหายของคริสตจักรเลย! คนอีกประเภทหนึ่งคือผู้ที่ถูกปลดออก ซึ่งกลุ่มนี้ยังแบ่งออกเป็นหลากหลายกรณีอีกด้วย

เนื้อหาของการสามัคคีธรรมครั้งที่แล้วถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่เจ็ดของผู้นำและคนทำงานนั้นโดยพื้นฐานแล้วครอบคลุมสามประเด็นหลักเหล่านี้ ประเด็นหนึ่งคือการใช้ผู้คนประเภทต่างๆ อย่างมีเหตุผลบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ของพวกเขา อีกประเด็นหนึ่งคือการใช้ผู้คนประเภทต่างๆ อย่างมีเหตุผลบนพื้นฐานของจุดแข็งของพวกเขา และอีกประเด็นหนึ่งคือวิธีปฏิบัติต่อและใช้ประโยชน์จากคนมีลักษณะพิเศษบางประการ ทั้งสามประเด็นหลักนี้ได้รับการสามัคคีธรรมบนพื้นฐานของหลากหลายแง่มุมที่กล่าวถึงในหน้าที่รับผิดชอบประการที่เจ็ด และหลักธรรมทั้งหมดก็ได้รับการสามัคคีธรรมอย่างชัดเจนแล้ว บางคนกล่าวว่า “แม้ว่าหลักธรรมจะได้รับการสามัคคีธรรมอย่างชัดเจนแล้ว แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เจาะจงบางเรื่องและสถานการณ์เฉพาะบางอย่าง พวกเราก็ยังไม่รู้วิธีที่จะนำหลักธรรมเหล่านี้ไปใช้ ไม่รู้วิธีปฏิบัติต่อผู้คน หรือวิธีส่งเสริมและใช้คนแต่ละคน พวกเรายังคงสับสนอยู่เป็นส่วนใหญ่” ปัญหาเช่นนี้มีอยู่หรือไม่? (มี) ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างไร? ข้อพิจารณาแรกในการส่งเสริมและใช้ผู้คนคือความจำเป็นของงานในพระนิเวศของพระเจ้า ข้อพิจารณาที่สองคือผลกระทบของการใช้คนคนหนึ่งต่องานในพระนิเวศของพระเจ้านั้นมีประโยชน์หรือโทษมากกว่ากัน หากความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งมีข้อบกพร่อง แต่การใช้เขามีประโยชน์มากกว่าโทษต่องานในพระนิเวศของพระเจ้า คนเช่นนั้นก็สามารถนำมาใช้ชั่วคราวได้จนกว่าจะพบคนที่เหมาะสมกว่า หากการใช้คนคนนี้ให้ผลที่เป็นโทษมากกว่าคุณ ได้ไม่คุ้มเสีย นำไปสู่ความเสียหายและความล้มเหลวในงานของคริสตจักรเท่านั้น คนเช่นนั้นก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเด็ดขาด ในสถานการณ์ที่ไม่มีผู้ที่เหมาะสม นี่คือหลักธรรมของการชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียที่ต้องเข้าใจเป็นอันดับแรก และยังเป็นหลักธรรมสำหรับการใช้คนแบบชั่วคราวอีกด้วย เมื่อไม่สามารถหาผู้ที่เหมาะสมได้และไม่ชัดเจนว่าใครอาจจะดีกว่ากัน เมื่อไม่ประจักษ์ชัดว่าใครเหมาะสมกับงานอย่างแท้จริงและทุกคนก็ดูธรรมดาเหมือนกัน เช่นนั้นแล้วควรทำอย่างไร? ทางเลือกเดียวคือหาคนที่ค่อนข้างมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณมาสองคน นั่นคือคนที่เข้าใจความจริงอย่างถ่องแท้ เพื่อร่วมมือกันทำงาน ขณะที่พวกเขาทำหน้าที่ของตน ควรมีการสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเขามากขึ้น และควรสังเกตและทำความเข้าใจสถานการณ์ของพวกเขา ซึ่งจะทำให้สามารถตัดสินได้ว่าใครมีขีดความสามารถที่ค่อนข้างดีกว่ากัน ซึ่งจะทำให้การหาผู้ที่เหมาะสมง่ายขึ้น ไม่ว่าจะจัดแจงให้ใครทำหน้าที่ใด ก็ต้องขึ้นอยู่กับขีดความสามารถ จุดแข็ง และลักษณะนิสัยของพวกเขา นี่เป็นสิ่งจำเป็น หากไม่สามารถมองแง่มุมเหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่งและไม่เข้าใจว่าคนคนนั้นมีจุดแข็งอะไร ก็ควรจะมอบหมายหน้าที่ง่ายๆ ให้เขาก่อน หรือให้ทำงานลงแรงบางอย่าง หรือจัดแจงเตรียมการให้เขาไปสำรวจเพื่อหาคนรับข่าวประเสริฐสำหรับการประกาศข่าวประเสริฐ หลังจากช่วงทดลองงาน การติดตามและการสังเกตการณ์เพิ่มเติมจะทำให้สามารถประเมินสถานการณ์ของเขาได้อย่างถูกต้องและง่ายต่อการตัดสินใจเลือกหน้าที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา หากขีดความสามารถของเขาต่ำเกินไปและขาดจุดแข็ง การมอบหมายงานที่ต้องใช้แรงกายบางอย่างก็เพียงพอแล้ว ผู้นำและคนทำงานต้องรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจผู้ดูแลงานสำคัญๆ ผู้อำนวยการข่าวประเสริฐ ผู้นำทีมทุกคน ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภาพยนตร์ และอื่นๆ และเฝ้าสังเกตและตรวจสอบผู้คนเหล่านี้ให้มากขึ้นเสียก่อน จึงจะมั่นใจในตัวพวกเขาได้ ด้วยการมอบหมายหน้าที่ให้ผู้คนอย่างรอบคอบเช่นนี้เท่านั้น พวกเขาจึงจะแน่ใจได้ว่าการจัดแจงต่างๆ เป็นไปอย่างเหมาะควร และผู้คนจะมีประสิทธิผลในหน้าที่ของตน บางคนกล่าวว่า “แม้กระทั่งผู้ไม่มีความเชื่อยังบอกว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’ พระนิเวศของพระเจ้าช่างระแวงถึงขนาดนี้ได้อย่างไร? พวกเขาเป็นผู้เชื่อกันทุกคน จะเป็นคนไม่ดีได้ถึงขนาดไหน? พวกเขาล้วนเป็นคนดีไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมพระนิเวศของพระเจ้าต้องทำความเข้าใจพวกเขา กำกับดูแล และเฝ้าสังเกตพวกเขา?” คำพูดเหล่านี้ฟังขึ้นหรือไม่? มีปัญหาหรือไม่? (มี) การทำความเข้าใจใครสักคน เฝ้าสังเกตพวกเขาในเชิงลึก และมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาอย่างใกล้ชิด ใช่การปฏิบัติตามหลักธรรมหรือไม่? เป็นการปฏิบัติตามหลักธรรมทุกประการ ปฏิบัติตามหลักธรรมข้อใด? (หน้าที่รับผิดชอบประการที่สี่ของผู้นำและคนทำงาน ได้แก่ “คอยติดตามสภาวการณ์ของบรรดาผู้ดูแลงานแต่ละประเภทกับบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนหน้าที่หรือปลดพวกเขาอย่างทันท่วงทีตามความจำเป็น เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความสูญเสียที่เกิดจากการใช้ผู้คนที่ไม่เหมาะสม และเพื่อรับประกันประสิทธิภาพและความก้าวหน้าของงานอย่างราบรื่น”) นี่เป็นจุดอ้างอิงที่ดี แต่สาเหตุที่แท้จริงของการทำเช่นนี้คืออะไร? นี่เป็นเพราะผู้คนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม แม้ทุกวันนี้จะมีผู้คนมากมายทำหน้าที่ แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง น้อยคนนักที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงขณะทำหน้าที่ของตน สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ยังคงไม่มีหลักธรรมในหนทางที่พวกเขาทำสิ่งทั้งหลาย พวกเขายังคงไม่ใช่ผู้คนที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาเพียงกล่าวอ้างเท่านั้นว่าพวกเขารักความจริง และเต็มใจไล่ตามเสาะหาความจริงและเต็มใจเพียรพยายามเพื่อความจริง แต่ก็ยังคงไม่รู้กันว่าความแน่วแน่ของพวกเขาจะคงอยู่นานเท่าใด ผู้คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงมีแนวโน้มที่จะเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนออกมาเมื่อใดหรือในที่ใดก็ได้ พวกเขาไร้ซึ่งสำนึกรับผิดชอบใดๆ ในหน้าที่ของตน มักจะทำตัวสุกเอาเผากิน กระทำการตามที่ตนปรารถนาและถึงกับไม่สามารถยอมรับการตัดแต่งได้ ทันทีที่พวกเขาคิดลบและอ่อนแอ พวกเขาก็โน้มเอียงที่จะทิ้งงานของตน—นี่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และเป็นเรื่องปกติที่สุด นี่คือหนทางในการประพฤติตนของทุกคนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และดังนั้น เมื่อผู้คนยังไม่ได้รับความจริง พวกเขาจึงไม่น่าเชื่อถือและไม่น่าไว้วางใจ ที่ว่าพวกเขาไม่น่าไว้วางใจหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเมื่อพวกเขาเผชิญความลำบากยากเย็นหรือความถดถอย พวกเขามีแนวโน้มที่จะล้มลงและกลายเป็นคิดลบและอ่อนแอ ใครบางคนที่คิดลบและอ่อนแอบ่อยๆ คือคนที่น่าไว้วางใจหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน แต่ผู้คนที่เข้าใจความจริงย่อมต่างออกไป ผู้คนที่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริงย่อมมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าและหัวใจที่นบนอบพระเจ้า เฉพาะผู้คนที่มีหัวใจยำเกรงพระเจ้าเท่านั้นที่ไว้ใจได้ ผู้คนที่ไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าย่อมไว้ใจไม่ได้ ควรรับมือผู้คนที่ไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอย่างไร? แน่นอนว่าพวกเขาควรได้รับความช่วยเหลือและการเกื้อหนุนที่เปี่ยมรัก เวลาที่พวกเขาทำหน้าที่ของตนก็ควรติดตามดูพวกเขามากขึ้น ให้ความช่วยเหลือและมอบวิธีทำให้พวกเขามากยิ่งขึ้น เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะรับรองได้ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิผล และจุดมุ่งหมายของการทำเช่นนี้คืออะไร? จุดมุ่งหมายหลักคือการค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า รองจากนี้คือเพื่อระบุชี้ปัญหาอย่างทันท่วงที เพื่อจัดเตรียมให้พวกเขา เกื้อหนุนพวกเขา หรือตัดแต่งพวกเขาอย่างทันท่วงที พลางแก้ไขความเบี่ยงเบนของพวกเขาให้ถูกต้อง ชดเชยจุดอ่อนและความขาดตกบกพร่องของพวกเขา นี่ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้คน นี่ไม่มีความมุ่งร้ายอยู่เลย การกำกับดูแลผู้คน เฝ้าสังเกตพวกเขา และพยายามทำความเข้าใจพวกเขา—ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อช่วยพวกเขาให้เข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า เพื่อทำให้พวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนได้ตามที่พระเจ้าทรงขอและตามหลักธรรม หยุดยั้งไม่ให้พวกเขาก่อให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางใดๆ และหยุดยั้งพวกเขาจากการทำงานที่เปล่าประโยชน์ จุดมุ่งหมายที่ทำเช่นนี้ล้วนเป็นเรื่องของการรับผิดชอบพวกเขาและรับผิดชอบงานในพระนิเวศของพระเจ้าทั้งสิ้น ไม่มีความมุ่งร้ายในการนี้ สมมติว่ามีคนกล่าวว่า “นี่คือหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อผู้คน นี่คือวิธีการที่พวกเขาใช้ ฉันต้องระวังตัวนับจากนี้ไป พระนิเวศของพระเจ้าไม่ให้ความรู้สึกปลอดภัยเลย มีคนคอยจับตามองพวกเราอยู่เสมอ เป็นเรื่องยากที่จะทำหน้าที่!” คำพูดนี้ถูกต้องหรือไม่? คนประเภทใดที่จะพูดเช่นนี้? (ผู้ไม่เชื่อ) ผู้ไม่เชื่อ คนไร้สาระ และคนที่ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ—พวกเขามีแนวโน้มที่จะพูดจาเหลวไหลโดยไม่เข้าใจความจริง ปัญหาในที่นี้คืออะไร? นี่ไม่ใช่คำพูดที่ตัดสินและกล่าวโทษงานของคริสตจักรหรอกหรือ? นี่ยังเป็นการตัดสินและกล่าวโทษความจริงและสิ่งที่เป็นบวกอีกด้วย ผู้ที่สามารถพูดเช่นนี้ได้ย่อมเป็นคนเลอะเลือนที่ไม่เข้าใจความจริงอย่างแน่นอน พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้ไม่เชื่อที่ไม่รักความจริง

พระนิเวศของพระเจ้ากำกับดูแล เฝ้าสังเกต และพยายามทำความเข้าใจผู้คนที่ทำหน้าที่ พวกเจ้าสามารถยอมรับหลักธรรมข้อนี้แห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือไม่? (ได้) หากเจ้าสามารถยอมรับการกำกับดูแล การเฝ้าสังเกต และการพยายามทำความเข้าใจตัวเจ้าจากพระนิเวศของพระเจ้าได้ ย่อมเป็นเรื่องวิเศษ นี่ย่อมช่วยให้เจ้าทำหน้าที่ของตนลุล่วง สามารถทำหน้าที่ของเจ้าได้ตามมาตรฐาน และสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ นี่ย่อมช่วยเหลือและเป็นประโยชน์ต่อเจ้าโดยไม่มีข้อเสียแต่อย่างใด เมื่อเจ้าเข้าใจหลักธรรมข้อนี้แล้ว เจ้าก็ไม่ควรมีความรู้สึกคัดค้านหรือระแวดระวังการกำกับดูแลของผู้นำ คนทำงาน และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอีกต่อไปมิใช่หรือ? แม้บางครั้งจะมีคนพยายามทำความเข้าใจเจ้า เฝ้าสังเกตเจ้า และกำกับดูแลงานของเจ้า แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเก็บมาเป็นเรื่องส่วนตัว เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? เพราะกิจทั้งหลายที่เป็นของเจ้าในตอนนี้ หน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ และงานใดๆ ที่เจ้าทำไม่ใช่กิจธุระส่วนตัวหรืองานส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและเชื่อมโยงกับพระราชกิจส่วนหนึ่งของพระเจ้า เพราะฉะนั้น เมื่อมีคนกำกับดูแลหรือเฝ้าสังเกตเจ้าอยู่บ้าง หรือพยายามทำความเข้าใจเจ้าในเชิงลึก พยายามเปิดใจคุยกับเจ้าและค้นหาว่าสภาวะของเจ้าในช่วงนี้เป็นเช่นใด แม้ท่าทีของพวกเขาจะแข็งกร้าวขึ้นบ้างในบางครั้ง และพวกเขาก็ตัดแต่ง บ่มวินัย และว่ากล่าวเจ้าบ้าง ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นเพราะพวกเขามีท่าทีที่ละเอียดรอบคอบและรับผิดชอบต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าไม่ควรมีความคิดเชิงลบ และไม่ควรมีปฏิกิริยาในรูปของอารมณ์ที่เป็นลบ หากเจ้าสามารถยอมรับได้เมื่อผู้อื่นกำกับดูแล เฝ้าสังเกต และพยายามเข้าใจเจ้า นั่นหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าในหัวใจของเจ้า เจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า หากเจ้าไม่ยอมรับการที่ผู้คนกำกับดูแล เฝ้าสังเกต และพยายามทำความเข้าใจเจ้า ทั้งเจ้ายังผลักไสด้วยซ้ำ เจ้าจะสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้าได้หรือไม่? การพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้านั้นละเอียด ลึกซึ้ง และถูกต้องแม่นยำกว่ายามที่ผู้คนพยายามเข้าใจเจ้า ข้อกำหนดของพระเจ้าก็เจาะจง เข้มงวด และลงลึกกว่ามาก ถ้าแม้แต่การกำกับดูแลจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เจ้าก็ไม่อาจยอมรับได้ คำกล่าวอ้างของเจ้าที่ว่าเจ้าสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าได้ย่อมเป็นคำพูดที่ว่างเปล่ามิใช่หรือ? การที่เจ้าจะสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์และการตรวจสอบของพระเจ้าได้นั้น เจ้าต้องยอมรับการกำกับดูแลจากพระนิเวศของพระเจ้า ผู้นำและคนทำงาน หรือพี่น้องชายหญิงเสียก่อน บางคนกล่าวว่า “ฉันมีสิทธิมนุษยชน ฉันมีอิสรภาพของฉัน ฉันมีวิธีการทำงานของฉัน การที่ต้องถูกกำกับดูแลและตรวจสอบในทุกสิ่งที่ฉันทำ การใช้ชีวิตแบบนี้ไม่น่าอึดอัดหรอกหรือ? สิทธิมนุษยชนของฉันอยู่ที่ไหน? อิสรภาพของฉันอยู่ที่ไหน?” คำพูดนี้ถูกต้องหรือไม่? สิทธิมนุษยชนและอิสรภาพเป็นความจริงหรือไม่? สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง สิทธิมนุษยชนและอิสรภาพเป็นเพียงวิธีการปฏิบัติต่อผู้คนในสังคมมนุษย์ที่ค่อนข้างมีอารยธรรมและก้าวหน้า แต่ในพระนิเวศของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าและความจริงอยู่เหนือทุกสิ่ง—ไม่สามารถนำมากล่าวในแง่เดียวกันกับ “สิทธิมนุษยชน” และ “อิสรภาพ” ได้ ดังนั้น ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทฤษฎีหรือความรู้อันสูงส่งของโลกที่ไม่มีความเชื่อ แต่ขึ้นอยู่กับพระวจนะของพระเจ้าและความจริง ดังนั้น เมื่อบางคนกล่าวว่าพวกเขาต้องการสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพ นี่สอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่? (ไม่สอดคล้อง) เป็นที่ชัดเจนว่าไม่สอดคล้องกับหลักธรรมของการทำหน้าที่ เจ้าอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า กำลังทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ไม่ใช่ทำงานในสังคมเพื่อหาเงิน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่จำเป็นที่ใครจะต้องยืนหยัดเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของเจ้า สิ่งเช่นนั้นไม่จำเป็น คนส่วนใหญ่มีวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหรือไม่? สิ่งเหล่านี้เป็นของความคิดและมุมมองของมนุษย์และไม่สามารถนำมากล่าวในแง่เดียวกันกับความจริงได้ แนวคิดเช่นนี้ใช้ไม่ได้ในพระนิเวศของพระเจ้า การที่ผู้นำกำกับดูแลงานของเจ้าเป็นสิ่งที่ดี ทำไมหรือ? เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขากำลังรับผิดชอบต่องานของคริสตจักร นี่คือหน้าที่ของพวกเขา ความรับผิดชอบของพวกเขา การที่สามารถลุล่วงความรับผิดชอบนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาเป็นผู้นำที่มีความสามารถ เป็นผู้นำที่ดี หากเจ้าได้รับอิสรภาพและสิทธิมนุษยชนอย่างสมบูรณ์ และเจ้าสามารถทำอะไรก็ได้ที่เจ้าต้องการ ทำตามความปรารถนาของเจ้า และสุขสำราญกับอิสรภาพและประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ และไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรหรือทำอย่างไร ผู้นำก็ไม่ใส่ใจหรือกำกับดูแล ไม่เคยซักถามเจ้า ไม่ตรวจสอบงานของเจ้า ไม่พูดอะไรเมื่อพบปัญหา และทำได้เพียงแค่เอาใจหรือต่อรองกับเจ้า เขาจะเป็นผู้นำที่ดีหรือไม่? ไม่ใช่อย่างชัดเจน ผู้นำเช่นนั้นกำลังทำร้ายเจ้า เขาตามใจการทำชั่วของเจ้า ปล่อยให้เจ้าฝ่าฝืนหลักธรรมและทำตามใจชอบ—เขากำลังผลักเจ้าไปสู่หลุมไฟ นี่ไม่ใช่ผู้นำที่รับผิดชอบและได้มาตรฐาน ในทางกลับกัน หากผู้นำสามารถกำกับดูแลเจ้าอย่างสม่ำเสมอ ระบุปัญหาในงานของเจ้าและตักเตือนหรือตำหนิและเปิดโปงเจ้าได้ทันท่วงที และแก้ไขและช่วยเหลือเกี่ยวกับการไล่ตามไขว่คว้าที่ผิดๆ และความเบี่ยงเบนในการทำหน้าที่ของเจ้าได้อย่างทันท่วงที และภายใต้การกำกับดูแล การตำหนิ การจัดเตรียม และความช่วยเหลือของเขา ท่าทีที่ผิดๆ ของเจ้าต่อหน้าที่ของเจ้าก็เปลี่ยนแปลงไป เจ้าสามารถทิ้งมุมมองที่ไร้สาระบางอย่างได้ ความคิดของเจ้าเองและสิ่งที่เกิดจากความมุทะลุก็ค่อยๆ ลดลง และเจ้าสามารถยอมรับถ้อยแถลงและมุมมองที่ถูกต้องและสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงได้อย่างสงบ นี่ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเจ้าหรอกหรือ? ประโยชน์นั้นใหญ่หลวงอย่างแท้จริง

พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อผู้นำและคนทำงานโดยใช้การกำกับดูแล การสังเกต และการทำความเข้าใจ อะไรคือพื้นฐานของการปฏิบัติต่อผู้คนด้วยวิธีนี้? เหตุใดจึงปฏิบัติต่อผู้คนในลักษณะนี้? นี่ไม่ใช่วิธีการและแนวทางที่เกิดจากหลักธรรมของการจงรักภักดี จริงจัง และรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนหรอกหรือ? (ใช่) หากผู้นำไม่เคยกำกับดูแล สังเกต หรือทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อผู้คนที่ตนรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของพวกเขา จะสามารถถือว่าเขาเป็นผู้นำที่จงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างชัดเจน ผู้นำ คนทำงาน และผู้ดูแลของพวกเจ้าเคยตรวจสอบงานของเจ้าหรือไม่? เคยสอบถามความคืบหน้าในงานของเจ้าหรือไม่? เคยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในงานของเจ้าหรือไม่? เคยแก้ไขข้อบกพร่องหรือความเบี่ยงเบนที่เห็นได้ชัดในงานของเจ้าหรือไม่? เคยให้ความช่วยเหลือ การจัดเตรียม การสนับสนุน หรือการตัดแต่งเกี่ยวกับการสำแดงและการเผยต่างๆ ของความเป็นมนุษย์ของเจ้าและการไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตของเจ้าหรือไม่? หากผู้นำไม่เพียงแต่ไม่เคยให้การชี้แนะสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ธรรมดาๆ แต่ยังไม่เคยให้การสามัคคีธรรม ความช่วยเหลือ หรือการสนับสนุนสำหรับผู้ที่ทำงานที่สำคัญด้วย—ไม่ต้องพูดถึงการกำกับดูแล การสังเกต หรือการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง—หากปราศจากการสำแดงและการกระทำเหล่านี้ จะสามารถถือว่าผู้นำนี้เป็นผู้นำที่ทำงานที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่? เขาได้มาตรฐานในฐานะผู้นำหรือไม่? (ไม่ได้) บางคนกล่าวว่า “ผู้นำของพวกเราเพียงแค่จัดชุมนุมให้พวกเราสัปดาห์ละสองครั้ง สามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้าเล็กน้อย แล้วก็อ่านสามัคคีธรรมบางส่วนจากเบื้องบน และบางครั้งเขาก็สามัคคีธรรมเกี่ยวกับความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา แต่เขาไม่เคยให้คำแนะนำ การจัดเตรียม หรือความช่วยเหลือใดๆ เกี่ยวกับสภาวะต่างๆ ของพวกเรา ตลอดจนความยุ่งยากที่พวกเราเผชิญขณะทำหน้าที่หรือในการเข้าสู่ชีวิตเลย” เจ้ามองว่าผู้นำคนนี้เป็นอย่างไร? (เขาไม่ได้มาตรฐาน เขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ) หากผู้นำไม่ใส่ใจงานของตนเองหรือสภาวะต่างๆ ของผู้คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตน และไม่ลุล่วงความรับผิดชอบของตน เขาก็ไม่ได้มาตรฐานในฐานะผู้นำ เขาไม่กำกับดูแล สังเกต หรือพยายามทำความเข้าใจใครเลย ทุกครั้ง การสนทนาของเจ้ากับเขาก็เป็นไปทำนองนี้ “ตอนนี้คนคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” “ฉันกำลังสังเกตเขาอยู่” “คุณสังเกตมานานแค่ไหนแล้ว? คุณคุ้นเคยกับเขาไหม?” “ฉันสังเกตเขามาหนึ่งหรือสองปีแล้ว ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับเขาสักเท่าไหร่” “แล้วคนนั้นล่ะ?” “ฉันยังไม่ค่อยแน่ใจเกี่ยวกับเขาสักเท่าไหร่ แต่เขาสามารถสู้ทนความยากลำบากในการทำหน้าที่ของตนได้ มีความตั้งใจแน่วแน่ และเต็มใจที่จะสละตนเพื่อพระเจ้า” “นั่นเป็นเพียงผิวเผิน แล้วการไล่ตามเสาะหาความจริงของเขาล่ะ?” “ฉันต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วยหรือ? งั้นฉันจะไปดูให้” หลังจากที่เขากล่าวว่าจะไปดูให้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอนานอีกเท่าใดจึงจะได้ผล เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน ผู้นำเทียมเท็จเช่นนี้ไม่น่าไว้วางใจในงานของเขา

ผู้นำคริสตจักรและผู้ดูแลของพวกเจ้ามีท่าทีที่รับผิดชอบต่องานของพวกเจ้าหรือไม่? พวกเขาจับความเข้าใจและเข้าใจสภาวะต่างๆ ในการทำงานของพวกเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? งานในด้านนี้ได้รับการจัดการอย่างถูกควรแล้วหรือไม่? (ไม่) ไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่จัดการด้านนี้อย่างถูกควรเลย ไม่มีใครบรรลุถึงขั้นจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตน อีกทั้งจริงจังและรับผิดชอบต่องาน ถ้าเช่นนั้น การบรรลุสิ่งนี้ง่ายหรือไม่? ยากหรือไม่? ไม่ยาก หากเจ้ามีขีดความสามารถในระดับหนึ่งอย่างแท้จริง เข้าใจทักษะในสายงานที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตนจริง และไม่ใช่คนนอกสายงานที่เจ้าทำอยู่ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เพียงต้องยึดปฏิบัติตามวลีหนึ่ง แล้วเจ้าจะสามารถจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนได้ เป็นวลีใดหรือ? “จงใส่ใจ” ถ้าเจ้าใส่ใจสิ่งต่างๆ และใส่ใจผู้คน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถจงรักภักดีและรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเจ้าได้ วลีนี้ปฏิบัติง่ายหรือไม่? เจ้าจะนำไปปฏิบัติได้อย่างไร? นี่ไม่ได้หมายถึงการใช้หูฟัง หรือใช้สติปัญญาไตร่ตรอง—นี่หมายถึงการใช้หัวใจของเจ้า ถ้าคนคนหนึ่งสามารถใช้หัวใจของตนได้จริง เช่นนั้นแล้วเมื่อดวงตาของพวกเขามองเห็นใครสักคนทำอะไรบางอย่าง กระทำการในหนทางบางอย่าง หรือมีการตอบสนองบางอย่างต่อบางสิ่ง หรือเมื่อหูของพวกเขาได้ยินความคิดเห็นหรือข้อโต้แย้งของบางคน ด้วยการใช้หัวใจของพวกเขาตรึกตรองและใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้ ก็ย่อมเกิดแนวคิด ทัศนะ และท่าทีบางอย่างขึ้นในใจของพวกเขา แนวคิด ทัศนะ และท่าทีเหล่านี้จะทำให้พวกเขามีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง จำเพาะ และถูกต้องในตัวคนหรือเรื่องนั้นๆ พร้อมกันนั้นก็จะทำให้เกิดการตัดสินและหลักธรรมที่เหมาะสมและถูกต้อง เฉพาะเมื่อคนคนหนึ่งมีการสำแดงเหล่านี้ในการใช้หัวใจของตนเท่านั้น จึงจะหมายความว่าพวกเขาจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตน แต่ถ้าเจ้าไม่ใส่ใจในสิ่งต่างๆ ถ้าเจ้าขาดหัวใจสำหรับเรื่องนี้ ดวงตาของเจ้าก็จะไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่เจ้าเห็น และหูของเจ้าก็จะไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่เจ้าได้ยิน ดวงตาของเจ้าไม่เคยสังเกตผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย ไม่สังเกตข้อมูลที่เจ้าพบเจอ ในใจของเจ้า เจ้าจะไม่ใช้วิจารณญาณแยกแยะเสียงและข้อโต้แย้งต่างๆ ที่เจ้าได้ยิน เจ้าจะไม่สามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะข้อมูลที่เจ้าได้ยินได้ นี่เปรียบเสมือนการตาบอดทั้งๆ ที่ลืมตาอยู่ เมื่อใจของคนเราบอด ดวงตาของเขาก็บอดไปด้วย แล้วอะไรเล่าที่ทำให้เกิดแนวคิด มุมมอง และท่าทีขึ้นมาจากการสังเกตสิ่งต่างๆ ด้วยดวงตาและรับข้อมูลด้วยหู? ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการใส่ใจในสิ่งต่างๆ และการแสวงหาความจริง หากเจ้าใส่ใจในสิ่งต่างๆ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าได้รับข้อมูล ไม่ว่าจะเห็นหรือได้ยิน เจ้าก็จะสามารถเกิดมุมมองและได้รับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งหนึ่งได้ แต่ถ้าเจ้าไม่ใส่ใจสิ่งต่างๆ ข้อมูลที่ได้รับมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ หากเจ้าไม่ใส่ใจที่จะใช้วิจารณญาณแยกแยะหรือมองให้ทะลุปรุโปร่ง เจ้าก็จะไม่ได้รับอะไรเลย กลายเป็นคนไร้ค่า ไม่มีประโยชน์ คนที่ไม่มีประโยชน์หมายความว่าอย่างไร? หมายถึงคนที่ไม่ใส่ใจในการทำหน้าที่ของตน—เขามีตาและหู แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ คนไร้หัวใจจะไม่จงรักภักดีต่อหน้าที่ของตน และจะไม่สามารถบรรลุถึงการมีท่าทีที่จริงจังและรับผิดชอบต่องานของตนได้

พระนิเวศของพระเจ้าใช้การกำกับดูแลผู้นำและคนทำงานทุกระดับ โดยสังเกตและทำความเข้าใจพวกเขาในระดับลึก โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงงานของคริสตจักรและชี้นำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้าโดยเร็วที่สุด ดังนั้น การกำกับดูแลและสังเกตผู้นำและคนทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นและต้องปฏิบัติด้วยวิธีนี้ ด้วยการกำกับดูแลของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หากพบว่าผู้นำและคนทำงานไม่ได้ทำงานจริงใดๆ และพวกเขาถูกจัดการและแก้ไขอย่างทันท่วงที นี่ก็เป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าของงานของคริสตจักร การกำกับดูแลผู้นำและคนทำงานเป็นความรับผิดชอบของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และการทำเช่นนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างเต็มที่ เนื่องจากผู้นำและคนทำงานมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม หากพวกเขาไม่ถูกกำกับดูแล นอกจากจะเป็นผลเสียต่อพวกเขาแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่องานของคริสตจักรอีกด้วย ภายใต้สถานการณ์ใดที่ผู้นำและคนทำงานไม่จำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแลจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอีกต่อไป? คือเมื่อผู้นำและคนทำงานเข้าใจความจริงอย่างเต็มที่ เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และกระทำการโดยมีหลักธรรม กลายเป็นคนที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมและถูกใช้โดยพระเจ้า ในกรณีเช่นนี้ การกำกับดูแลโดยประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป และพระนิเวศของพระเจ้าก็จะไม่เน้นย้ำเรื่องนี้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม มีการรับประกันหรือไม่ว่าคนที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าจะปราศจากข้อผิดพลาดและความเบี่ยงเบนโดยสิ้นเชิง? ไม่จำเป็นเสมอไป ดังนั้น การพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้ายังคงจำเป็น เช่นเดียวกับการกำกับดูแลโดยผู้ที่เข้าใจความจริง การปฏิบัตินี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างเต็มที่ เพราะมนุษย์ทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม การกำกับดูแลเท่านั้นที่สามารถกระตุ้นให้ผู้นำและคนทำงานรับผิดชอบต่องานของตนและจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนได้ หากไม่มีการกำกับดูแล ผู้นำและคนทำงานส่วนใหญ่ก็จะกระทำการโดยพลการอย่างบุ่มบ่าม และมีท่าทีที่สุกเอาเผากิน—นี่คือข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรม หากเจ้าเป็นผู้นำหรือคนทำงาน และพี่น้องชายหญิงรอบตัวเจ้ามักจะกำกับดูแลและสังเกตเจ้า พยายามทำความเข้าใจว่าเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ สำหรับเจ้าแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ดี หากพวกเขาค้นพบปัญหาเกี่ยวกับเจ้าและเจ้าสามารถแก้ไขได้โดยเร็วที่สุด นี่ก็เป็นประโยชน์ต่อการไล่ตามเสาะหาความจริงของเจ้าและการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า หากพวกเขาค้นพบว่าเจ้ากระทำชั่ว และเจ้าแสดงความประพฤติชั่วมากมายเป็นการส่วนตัว และไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแน่นอน พวกเขาก็จะเปิดโปงเจ้าและปลดเจ้าออกจากตำแหน่ง ซึ่งจะขจัดเสี้ยนหนามให้กับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และยังช่วยให้เจ้าหลีกเลี่ยงการลงโทษที่รุนแรงกว่าได้อีกด้วย การกำกับดูแลเช่นนี้เป็นประโยชน์ต่อทุกคน ดังนั้น ผู้นำและคนทำงานควรมีการตอบสนองที่ถูกต้องต่อการกำกับดูแลของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หากเจ้าเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าต้องการความช่วยเหลือของพวกเขา หากเจ้าเป็นคนชั่ว และเจ้ามีชนักติดหลัง เจ้าก็จะกลัวการถูกกำกับดูแลและพยายามหลีกเลี่ยง นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกคนที่ไม่ยอมรับและรู้สึกรังเกียจการกำกับดูแลของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรย่อมมีเรื่องปิดบัง และไม่ใช่คนซื่อสัตย์อย่างแน่นอน ไม่มีใครกลัวการกำกับดูแลมากไปกว่าคนหลอกลวง แล้วผู้นำและคนทำงานควรใช้ท่าทีเช่นใดต่อการกำกับดูแลของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร? ควรเป็นความคิดลบ การระแวดระวัง การไม่ยอมรับ และความขุ่นเคือง หรือเป็นการนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้า และการยอมรับอย่างถ่อมใจ? (การยอมรับอย่างถ่อมใจ) การยอมรับอย่างถ่อมใจหมายถึงอะไร? หมายถึงการยอมรับทุกสิ่งจากพระเจ้า การแสวงหาความจริง การมีท่าทีที่ถูกต้อง และการไม่มุทะลุ หากใครบางคนค้นพบปัญหาเกี่ยวกับเจ้าจริงๆ และชี้ให้เจ้าเห็น ช่วยให้เจ้าใช้วิจารณญาณแยกแยะและเข้าใจมัน ช่วยเหลือเจ้าในการแก้ไขปัญหานี้ พวกเขาก็กำลังรับผิดชอบเจ้า รับผิดชอบงานของพระนิเวศของพระเจ้าและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร นี่คือสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำ และเป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ หากมีผู้ที่มองว่าการกำกับดูแลของคริสตจักรมีต้นกำเนิดมาจากซาตาน และจากเจตนาร้าย พวกเขาก็คือหมู่มารและเหล่าซาตาน ด้วยธรรมชาติเยี่ยงมารเช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน หากใครบางคนรักความจริงอย่างแท้จริง พวกเขาย่อมจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการกำกับดูแลของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาจะสามารถมองว่าสิ่งนี้ทำไปด้วยความรัก มาจากพระเจ้า และพวกเขาจะสามารถยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้าได้ พวกเขาจะไม่ทำตามอารมณ์ชั่ววูบหรือกระทำการโดยหุนหันพลันแล่นอย่างเด็ดขาด และยิ่งไปกว่านั้น การไม่ยอมรับ การระแวดระวัง หรือความสงสัยก็จะไม่มีปรากฏในใจของพวกเขาเลย ท่าทีที่ถูกต้องที่สุดที่พึงใช้กับการกำกับดูแลจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเป็นดังนี้คือ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ การกำกับดูแล การสังเกต หรือการแก้ไข—แม้กระทั่งการตัดแต่ง—ที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้า เจ้าควรยอมรับจากพระเจ้า อย่าทำตามอารมณ์ชั่ววูบ การทำตามอารมณ์ชั่ววูบมาจากมารร้าย มาจากซาตาน ไม่ได้มาจากพระเจ้า และไม่ใช่ท่าทีที่ผู้คนควรมีต่อความจริง

นั่นคือทั้งหมดที่พวกเราจะเพิ่มเติมและสามัคคีธรรมเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบประการที่เจ็ดของผู้นำและคนทำงาน แล้วนี่หมายความว่าหน้าที่รับผิดชอบนี้ได้รับการสามัคคีธรรมอย่างครบถ้วนแล้วโดยไม่มีเนื้อหาที่เจาะจงเพิ่มเติมอีกหรือไม่? ไม่ใช่ ทุกข้อยังคงมีเนื้อหาที่เจาะจงและมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกมาก สิ่งที่เราสามัคคีธรรมไปนั้นเป็นหลักธรรมที่ครอบคลุม ส่วนที่เหลือ วิธีการนำรายละเอียดที่เจาะจงไปปฏิบัติ และการปฏิบัติและประยุกต์ใช้หลักธรรมเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของพวกเจ้าเองผ่านประสบการณ์ หากพวกเจ้ายังคงมองไม่ทะลุหลักธรรมเหล่านี้หรือไม่รู้วิธีประยุกต์ใช้ ก็จงแสวงหาและสามัคคีธรรมร่วมกัน หากการสามัคคีธรรมร่วมกันยังคงไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ ก็จงสอบถามผู้ที่อยู่ระดับสูงกว่าเจ้า กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับคนประเภทใดหรือการตัดสินใจว่าจะส่งเสริมและใช้ใคร ทั้งหมดต้องยึดมั่นในหลักธรรม สำหรับคนที่มีความสามารถบางคน ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครสามารถมองทะลุหรือเข้าใจพวกเขาได้อย่างเต็มที่ ก็สามารถส่งเสริมและใช้พวกเขาในเบื้องต้นได้ตามความจำเป็นของงานของคริสตจักร—อย่าทำให้งานล่าช้า และอย่าทำให้การบ่มเพาะคนล่าช้า นี่คือกุญแจสำคัญ บางคนถามว่า “จะทำอย่างไรถ้าพวกเขาทำงานพังหลังจากถูกนำมาใช้แล้ว? ใครจะรับผิดชอบ?” เมื่อเจ้าใช้ใครสักคน เหมือนกับว่าเจ้าวางเขาไว้บนเกาะร้างโดยไม่มีทางที่ใครจะติดต่อเขาได้หรือ? จริงๆ แล้วไม่มีคนอื่นอีกมากรอบตัวเขาที่ทำงานที่เจาะจงอยู่หรือ? มีวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด กล่าวคือ การกำกับดูแล การสังเกต และการทำความเข้าใจพวกเขา และหากเงื่อนไขเอื้ออำนวย ก็ผ่านการติดต่ออย่างใกล้ชิด การติดต่ออย่างใกล้ชิดหมายความว่าอย่างไรกันแน่? หมายถึงการทำงานร่วมกับพวกเขา กระบวนการทำงานคือกระบวนการทำความเข้าใจพวกเขา เจ้าจะไม่ค่อยๆ เข้าใจเขาผ่านการติดต่อแบบนี้หรอกหรือ? หากเจ้ามีโอกาสที่จะติดต่อแต่ไม่ทำ และเพียงแค่โทรศัพท์ไปถามคำถามสองสามข้อแล้วก็ปล่อยไว้เช่นนั้น ย่อมไม่มีทางเข้าใจพวกเขาได้ เจ้าต้องติดต่อกับคนที่เจ้าสามารถติดต่อได้เพื่อแก้ไขปัญหา ดังนั้น ผู้นำและคนทำงานต้องไม่เกียจคร้านในงานของตน แล้วถ้าเจ้าต้องการสังเกตและทำความเข้าใจใครสักคน เจ้าควรทำอย่างไร? (โดยการติดต่อกับเขา) ใช่ไหม? กุญแจสำคัญคือการใส่ใจ! ข้อมูลที่พวกเจ้าสามารถเก็บไว้ในใจได้นั้นเปรียบได้กับลิงหักข้าวโพด—หักไปเรื่อยๆ ทำหล่นไปเรื่อยๆ และในท้ายที่สุด ก็เหลือข้าวโพดเพียงฝักเดียว ทำให้ความพยายามทั้งหมดไร้ประโยชน์ เมื่อฟังคำเทศนาจบ พวกเจ้าจำเนื้อหาที่สามัคคีธรรมไปก่อนหน้านี้ไม่ได้ นี่เป็นเพราะเหตุใด? (พวกเราไม่ใส่ใจ) โดยปกติแล้วพวกเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติความจริง ดังนั้นใจของพวกเจ้าจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ เกี่ยวกับวิธีที่จะเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริง วิธีที่จะรู้จักตนเอง และวิธีที่จะมองให้ทะลุแก่นแท้ของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายด้วยความจริง พวกเจ้าไม่มีการเข้าสู่ใดๆ เลย ดังนั้นเรื่องเหล่านี้จึงไม่มีพื้นฐานในใจของพวกเจ้า สำหรับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง พวกเจ้ามักจะรู้สึกสับสนอยู่เสมอ ตอนนี้ พวกเจ้ายังคงเข้าร่วมการชุมนุมทุกสัปดาห์เพื่อฟังคำเทศนา ถ้าพวกเจ้าไม่ฟังคำเทศนา ความเชื่ออันน้อยนิดในพระเจ้าภายในใจของพวกเจ้าจะไม่จืดจางลงและเลือนหายไปทีละเล็กทีละน้อยหรอกหรือ? นี่เป็นสัญญาณอันตราย! พวกเจ้าจะใส่ใจได้หรือไม่? เราได้บอกรายละเอียดทั้งหมดแก่พวกเจ้าแล้ว หากเจ้ามีใจอย่างแท้จริง เจ้าก็จะสามารถทำได้ หากเจ้าไม่มีใจ ไม่ว่าเราจะพูดอย่างไร เจ้าก็จะไม่เข้าใจ นั่นคือทั้งหมดสำหรับการสามัคคีธรรมของพวกเราในหัวข้อนี้

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger