หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (3) ตอนที่หนึ่ง

ประการที่สาม: สามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงที่พึงเข้าใจเพื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ละอย่างให้ถูกควร (ภาคที่สอง)

ในการชุมนุมครั้งที่แล้ว พวกเราได้ดำเนินการสามัคคีธรรมเพิ่มเติมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่สองของผู้นำและคนทำงาน โดยพูดคุยกันว่ามีความลำบากยากเย็นใดบ้างในการเข้าสู่ชีวิต และเปิดโปงการปฏิบัติและการสำแดงบางประการของผู้นำเทียมเท็จ จากนั้นพวกเราก็หารือกันหลายเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบประการที่สามของผู้นำและคนทำงาน—นั่นคือสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงที่พึงเข้าใจเพื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ละอย่างให้ถูกควร—แล้วเปิดโปงและชำแหละว่า “ความเทียมเท็จ” ของผู้นำเทียมเท็จนั้นสำแดงออกมาอย่างไรผ่านท่าที การปฏิบัติ และการสำแดงที่ผู้นำเทียมเท็จมีต่อเรื่องเหล่านี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการสำแดงว่าผู้นำเทียมเท็จล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบของตนในฐานะผู้นำอย่างไร โปรดแจกแจงเรื่องเหล่านี้ (หนึ่งในนั้นคือเรื่องการพิมพ์หนังสือพระวจนะของพระเจ้า ผู้นำเทียมเท็จคนนั้นไม่ได้ทำงานที่เป็นรูปธรรม เขาเพียงกล่าวคำสอนในหนทางที่ว่างเปล่า นอกจากนั้นพวกเขายังไม่ได้สามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงอย่างเฉพาะเจาะจงหรือทำงานจริงแม้แต่น้อย) ในเรื่องนี้ ผู้นำเทียมเท็จคนนั้นไม่ได้ทำงานจริง เขาไม่สามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนในฐานะผู้นำและคนทำงาน และเขาก็ไม่ได้สามัคคีธรรมถึงข้อกำหนดทางวิชาชีพ หลักธรรมที่เฉพาะเจาะจง และข้อควรระวังที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นอย่างชัดเจน เขาแค่ตะโกนคำขวัญและกล่าวคำพูดที่ว่างเปล่าบางคำเท่านั้น แล้วก็คิดว่าตนทำได้ดีแล้ว พวกเราหารืออะไรกันอีกบ้าง? (มีเหตุการณ์เกี่ยวกับการซื้อเสื้อกันหนาวขนเป็ดสำหรับพระเจ้าด้วย) เหตุการณ์นี้เปิดโปงปัญหาใดของผู้นำเทียมเท็จ? (เหตุการณ์นี้เปิดโปงให้เห็นว่าผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริง และพวกเขาขาดความเป็นมนุษย์และสำนึกอย่างสิ้นเชิง) เมื่อมีใครบางคนซื้อเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งให้เรา ผู้นำเหล่านั้นก็ช่วยกันดำเนินการตรวจสอบเสื้อผ้าดังกล่าว—นี่เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ผู้นำและคนทำงานควรทำหรือไม่? (ไม่ใช่) พวกเขาทำงานที่พวกเขาไม่ควรทำ—ประเด็นปัญหาในเรื่องนี้คืออะไร? (พวกเขาไม่ได้ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน) นี่คือการสำแดงอย่างหนึ่งของผู้นำเทียมเท็จ ประการแรกคือเหตุการณ์นี้เปิดโปงว่าผู้นำเทียมเท็จไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน และประการที่สองคือเหตุการณ์นี้เปิดโปงว่าพวกเขาขาดสำนึกและทำแต่สิ่งที่น่าขยะแขยงซึ่งไร้สำนึกและความเป็นมนุษย์ พวกเจ้าเพียงแต่จำตัวอย่างต่างๆ ได้ แต่พวกเจ้าไม่ได้มองทะลุถึงประเด็นปัญหาที่ตัวอย่างเหล่านี้หมายจะชี้ให้เห็น หรือแก่นแท้ของประเด็นปัญหาเหล่านี้ที่ตัวอย่างดังกล่าวมุ่งจะชำแหละ ในเรื่องที่ผู้นำเทียมเท็จไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน เราได้ยกตัวอย่างอื่นใดอีกบ้าง? (มีคนทำขนมอบที่ทำขนมอบถวายพระเจ้าอยู่เป็นประจำ พระเจ้าตรัสบอกเขาไม่ให้ทำ แต่ผู้นำและคนทำงานก็อนุญาตให้เขาทำต่อไป และถึงกับชิมขนมอบดังกล่าวเอง) ตัวอย่างนี้เปิดโปงปัญหาใดของผู้นำเทียมเท็จ? (ปัญหาที่พวกเขาไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน หรือทำงานที่พวกเขาควรทำ และยืนกรานที่จะทำงานที่พวกเขาไม่ควรทำ) โดยหลักแล้ว ตัวอย่างนี้เปิดโปงว่าผู้นำเทียมเท็จไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตนและไม่อาจจับประเด็นสำคัญและศูนย์กลางในงานของตนได้ นอกจากนั้นผู้นำเทียมเท็จยังมีปัญหาที่ร้ายแรงอีกอย่างหนึ่ง ปัญหานั้นคืออะไร? (พวกเขาไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าหรือดำเนินงานตามข้อกำหนดของพระเจ้า) มีใครอยากเพิ่มเติมอะไรอีกหรือไม่? (พวกเขาแสร้งเป็นคนฝ่ายวิญญาณและแสร้งแสดงให้เห็นความคำนึงถึงภาระของพระเจ้า แต่ในความเป็นจริงนั้น พวกเขาเอาแต่เกะกะระรานและทำสิ่งที่เลวร้าย) นั่นเป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งของพวกเขา มีใครอยากเพิ่มเติมอีกหรือไม่? (ก่อนจะกระทำการใด พวกเขาไม่พยายามที่จะเข้าใจข้อกำหนดของพระเจ้า ตรงกันข้าม พวกเขากลับใช้ความคิดฝันของตนเองมาแทนที่ความปรารถนาของพระเจ้า) นี่จัดอยู่ในประเภทที่ขาดสำนึก มีใครอยากเพิ่มเติมอีกหรือไม่? (หนทางที่ผู้นำเทียมเท็จจัดการกับเรื่องที่ใครบางคนซื้อฉลองพระองค์แด่พระเจ้านั้นเผยให้เห็นว่าพวกเขาขาดพร่องความเป็นมนุษย์ที่ปกติ) พวกเขาขาดพร่องความเป็นมนุษย์ที่ปกติในแง่มุมใด? พวกเขาไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ในการประพฤติตนและพวกเขาไม่มีมารยาท เรื่องเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? (ใช่) ที่จริงแล้ว สิ่งที่พวกเจ้าได้กล่าวถึงนี้เป็นเรื่องรอง ประเด็นปัญหาหลักคืออะไร? เมื่อผู้คนเหล่านี้กลายมาเป็นผู้นำ พวกเขาต้องการที่จะสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งและการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ และมีความละโมบในความสะดวกสบาย ตัวอย่างเช่น พวกเขาต้องการกินขนมอบบางอย่าง และเมื่อพวกเขาเห็นว่าใครบางคนทำอาหารเก่ง พวกเขาก็นึกถึงการชิมอาหารบางอย่างที่คนเหล่านั้นทำเพื่อตอบสนองความอยากของตน นั่นเป็นเรื่องที่น่าสะอิดสะเอียนอยู่แล้วที่พวกเขาไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตนหรือไม่ทำงานจริง แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาละโมบความสะดวกสบายและความเพลิดเพลินจากการตะกละตะกลาม พวกเขาใช้ข้ออ้างว่าเป็นการชิมและการตรวจสอบให้พระเจ้าเพื่อตอบสนองความอยากได้อยากมีอันตะกละตะกลามของตน และลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งของตน เหล่านี้ล้วนเป็นการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จ แม้ว่าการสำแดงเหล่านี้จะไม่อาจเรียกได้ว่าชั่วช้าหรือเลวร้ายเมื่อเทียบกับแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ แต่ความเป็นมนุษย์ของผู้นำเทียมเท็จก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยง ในแง่ของลักษณะนิสัยของพวกเขานั้น พวกเขาขาดทั้งการมีมโนธรรมและสำนึก ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาค่อนข้างต่ำช้าและโสมม และพวกเขาก็มีความซื่อตรงต่ำ จากตัวอย่างเหล่านี้จะสังเกตเห็นได้ว่าผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทำงานจริงได้ นี่คือข้อเท็จจริง

ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถสามัคคีธรรมหลักธรรมของการปฏิบัติงานได้

วันนี้พวกเราจะเปิดโปงการสำแดงนานัปการของผู้นำเทียมเท็จกันต่อไปบนพื้นฐานของหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน โดยพื้นฐานแล้วผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทำงานของคริสตจักรที่จำเป็นที่สุดและสำคัญยิ่งยวดได้ พวกเขาเพียงแค่จัดการกับกิจธุระทั่วไปที่เรียบง่ายบางอย่าง งานของพวกเขาไม่ได้มีบทบาทที่สำคัญยิ่งยวดหรือเป็นการชี้ขาดในงานของคริสตจักรโดยรวม และงานของพวกเขาไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง โดยพื้นฐานแล้วสามัคคีธรรมของพวกเขาครอบคลุมเพียงหัวข้อที่ธรรมดาและซ้ำซากเพียงไม่กี่หัวข้อ สามัคคีธรรมของพวกเขาล้วนเป็นคำพูดและคำสอนที่ถูกนำมากล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก และสามัคคีธรรมของพวกเขาก็กลวงเปล่า กว้าง และขาดรายละเอียด สามัคคีธรรมของพวกเขามีเพียงสิ่งที่ผู้คนเข้าใจได้จากการอ่านตามตัวอักษรเท่านั้น ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมีในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขายิ่งไม่สามารถแก้ไขมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนได้ สิ่งสำคัญก็คือผู้นำเทียมเท็จนั้นไม่สามารถแบกรับงานที่สำคัญยิ่งซึ่งพระนิเวศของพระเจ้าจัดการเตรียมการไว้ได้เลย อย่างเช่น งานข่าวประเสริฐ งานผลิตภาพยนตร์ หรืองานข้อเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเป็นเรื่องของงานที่เกี่ยวข้องกับความรู้ที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แม้ผู้นำเทียมเท็จอาจจะรู้ชัดเจนทีเดียวว่าตนเป็นคนที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษในสายงานเหล่านี้ แต่พวกเขาก็ไม่ศึกษาหาความรู้ในสายงานดังกล่าว และพวกเขาก็ไม่ทำการค้นคว้าวิจัย และยิ่งไม่สามารถให้แนวทางที่เฉพาะเจาะจงแก่ผู้อื่นหรือแก้ปัญหาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานเหล่านั้นได้เลย ทว่าพวกเขายังคงจัดการชุมนุมอย่างไร้ยางอาย โดยพูดถึงทฤษฎีที่ว่างเปล่าอย่างไม่รู้จบ รวมทั้งกล่าวคำพูดและคำสอน ผู้นำเทียมเท็จรู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถทำงานประเภทนี้ได้ แต่พวกเขากลับแสร้งทำเป็นผู้เชี่ยวชาญ กระทำการอย่างทะนงตน และใช้คำสอนที่ยิ่งใหญ่ในการว่ากล่าวผู้อื่นอยู่เสมอ พวกเขาไม่สามารถตอบคำถามของใครได้เลย แต่กลับหาข้ออ้างและข้อแก้ตัวมาว่ากล่าวผู้อื่น โดยถามว่าเพราะเหตุใดคนเหล่านั้นจึงไม่เรียนรู้วิชาชีพนั้น เพราะเหตุใดคนเหล่านั้นจึงไม่แสวงหาความจริง และเพราะเหตุใดคนเหล่านั้นจึงไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ ผู้นำเทียมเท็จซึ่งไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษในสายงานเหล่านี้และไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้นั้น ยังคงสั่งสอนผู้อื่นในฐานะผู้ที่มีอำนาจระดับสูง ดูจากภายนอกแล้ว พวกเขายุ่งมากในสายตาคนอื่น ราวกับว่าพวกเขาสามารถทำงานได้มากมายและมีความสามารถมาก แต่ในความเป็นจริงนั้น พวกเขาไม่มีค่าอะไรเลย เห็นได้ชัดเจนว่าผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทำงานจริงได้ ทว่ากลับทำให้ตนเองยุ่งอย่างกระตือรือร้น และกล่าวคำพูดซ้ำซากในการชุมนุมอยู่เสมอ โดยกล่าวคำพูดของตนซ้ำไปซ้ำมา และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้สักอย่างเดียว ผู้คนเบื่อหน่ายเรื่องนี้มาก และไม่สามารถได้รับความเจริญใดๆ จากเรื่องนี้เลย งานประเภทนี้ไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง และงานดังกล่าวก็ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ เลย นี่คือวิธีทำงานของผู้นำเทียมเท็จ และงานของคริสตจักรก็ล่าช้าออกไปเพราะวิธีทำงานเช่นนี้ ทว่าผู้นำเทียมเท็จก็ยังคงรู้สึกว่าตนทำงานได้อย่างดีเยี่ยมและตนมีความสามารถมาก ในขณะที่ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขาไม่เคยทำงานของคริสตจักรให้ดีได้เลยสักแง่มุมเดียว พวกเขาไม่รู้ว่าผู้นำและคนทำงานซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตความรับผิดชอบของตนนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าผู้นำและผู้กำกับดูแลฝ่ายต่างๆ สามารถแบกรับงานของตนได้หรือไม่ และพวกเขาก็ไม่ใส่ใจและไม่ถามไถ่ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ของพี่น้องชายหญิงหรือไม่ กล่าวโดยสรุปได้ว่าผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ในงานของตนได้ แต่พวกเขาก็ยังคงยุ่งวุ่นวายอย่างกระตือรือร้น จากมุมมองของคนอื่น ผู้นำเทียมเท็จสามารถผ่านความยากลำบาก เต็มใจที่จะจ่ายราคา และพวกเขาก็ใช้เวลาทุกวันไปกับการวิ่งวุ่นไปมา เมื่อถึงเวลากินอาหาร ก็ต้องเรียกพวกเขามาที่โต๊ะอาหาร และพวกเขาก็เข้านอนดึกมาก ทว่าผลลัพธ์ของงานที่พวกเขาทำกลับไม่ดีเลย หากเจ้าไม่ได้มองดูอย่างรอบคอบ ดูเพียงผิวเผินก็จะเหมือนว่างานทุกงานกำลังดำเนินอยู่ และทุกคนก็กำลังยุ่งอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่หากเจ้าสังเกตอย่างใกล้ชิดและพิถีพิถัน ตรวจสอบงานอย่างจริงจัง สถานการณ์ที่แท้จริงย่อมจะถูกเผยออกมา งานทุกงานที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของพวกเขาไร้ระเบียบ ไม่มีโครงร่างหรือการจัดระบบระเบียบใดๆ ของงานเลย มีปัญหา—หรือกระทั่งช่องโหว่—ในงานแต่ละงาน การเกิดปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการที่ผู้นำเทียมเท็จไม่เข้าใจหลักธรรมความจริง และกระทำการตามมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และความกระตือรือร้นของตน ผู้นำเทียมเท็จไม่เคยสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริง และพวกเขาก็ไม่เคยแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหาทั้งหลายเลย พวกเขาไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณอย่างชัดเจนและไม่สามารถทำงานแห่งการนำได้ และพวกเขาก็ทำได้เพียงพรั่งพรูคำพูดและคำสอนโดยไม่เข้าใจความจริงเลย ทว่าพวกเขากลับแสร้งทำเป็นรู้สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาไม่รู้และพยายามแสร้งทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ งานที่พวกเขาทำนั้นเป็นเพียงการทำอย่างขอไปที เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น พวกเขาก็ใช้ข้อบังคับกับปัญหานั้นอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า พวกเขาเพียงเร่งรีบและวุ่นวายอย่างไร้จุดหมายและไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริงเลย เนื่องจากผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไม่เข้าใจหลักธรรมความจริง และเพียงพูดพล่ามแต่คำพูดและคำสอน รวมทั้งเตือนสติผู้อื่นให้ปฏิบัติตามข้อบังคับเท่านั้น ความก้าวหน้าในงานของคริสตจักรแต่ละงานจึงล่าช้าและไม่มีการสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ผลสืบเนื่องที่เห็นได้ชัดที่สุดจากการที่ผู้นำเทียมเท็จได้ทำงานมาสักระยะหนึ่งแล้วก็คือการที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจความจริง พวกเขาไม่รู้จักวิธีที่จะแยกแยะเมื่อมีใครบางคนเผยความเสื่อมทรามหรือเกิดมีมโนคติอันหลงผิดขึ้นมา และแน่นอนว่าพวกเขาไม่เข้าใจหลักธรรมความจริงที่ควรยึดถือในการทำหน้าที่ของตน บรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนและบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนล้วนแต่เอื่อยเฉื่อย ไม่มีการยับยั้งชั่งใจ และไม่มีวินัย อยู่ในความสับสนอลหม่านเหมือนเม็ดทรายที่กระจัดกระจาย พวกเขาส่วนใหญ่อาจจะสามารถกล่าวคำพูดหรือคำสอนได้บ้าง แต่ในขณะที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็เพียงปฏิบัติตามข้อบังคับเท่านั้น พวกเขาไม่รู้วิธีที่จะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหลาย ในเมื่อผู้นำเทียมเท็จเองก็ไม่รู้วิธีที่จะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา พวกเขาจะสามารถนำคนอื่นให้ทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับคนอื่นก็ตาม ผู้นำเทียมเท็จกลับสามารถเตือนสติพวกเขาได้เท่านั้นโดยกล่าวว่า “พวกเราต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า!” “พวกเราต้องจงรักภักดีในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา!” “เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเรา พวกเราต้องรู้วิธีที่จะอธิษฐาน และพวกเราต้องแสวงหาหลักธรรมความจริง!” ผู้นำเทียมเท็จมักจะตะโกนคำขวัญและคำสอนเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ เลย หลังจากที่ผู้คนได้ยินคำขวัญและคำสอนเหล่านั้น พวกเขายังคงไม่เข้าใจว่าหลักธรรมความจริงคืออะไร และพวกเขาก็ไร้เส้นทางของการปฏิบัติ ในระดับผิวเผินนั้น ผู้คนจะอธิษฐานเมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา และพวกเขาก็ปรารถนาที่จะจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตน—แต่พวกเขาล้วนขาดพร่องความเข้าใจในประเด็นปัญหา อย่างเช่น สิ่งที่พวกเขาควรทำเพื่อแสดงความจงรักภักดี วิธีที่พวกเขาควรอธิษฐานเพื่อให้เข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้า และวิธีที่พวกเขาควรแสวงหาเมื่อพวกเขาเผชิญกับประเด็นปัญหาเพื่อให้ได้รับความเข้าใจในหลักธรรมความจริง เมื่อมีผู้คนถามผู้นำเทียมเท็จ พวกเขาก็บอกว่า “เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับคุณ จงอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น อธิษฐานให้มากขึ้น และสามัคคีธรรมความจริงให้มากขึ้น” ผู้คนถามพวกเขาว่า “งานนี้เกี่ยวข้องกับหลักธรรมประการใดบ้าง?” และพวกเขาก็ตอบว่า “พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้กล่าวถึงเรื่องงานที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และฉันก็ไม่เข้าใจงานในด้านนั้นเช่นกัน หากพวกคุณอยากจะเข้าใจ ก็จงค้นคว้าเอาเองเถิด—อย่าถามฉันเลย ฉันนำพวกคุณให้เข้าใจความจริง ไม่ใช่ในเรื่องงานที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” ผู้นำเทียมเท็จใช้คำพูดประเภทนี้เพื่อหลบเลี่ยงคำถาม และผลที่ตามมาก็คือ แม้คนส่วนใหญ่จะมีความปรารถนาอันแรงกล้าในการทำหน้าที่ของตน แต่พวกเขาก็ไม่รู้วิธีที่จะปฏิบัติตนตามหลักธรรมความจริง และพวกเขาก็ไม่รู้วิธีที่จะยึดมั่นในหลักธรรมในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน เมื่อมองดูผลลัพธ์ของงานแต่ละงานในขอบเขตความรับผิดชอบของผู้นำเทียมเท็จแล้ว คนส่วนใหญ่ต่างพึ่งพาความรู้ การเรียนรู้ และพรสวรรค์ของตนในการทำงาน และพวกเขาก็ไม่รู้เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นปัญหาทั้งหลาย อย่างเช่น ข้อกำหนดที่เฉพาะเจาะจงของพระเจ้าคืออะไร หลักธรรมในการทำหน้าที่คืออะไร และวิธีปฏิบัติตนเพื่อสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ของการเป็นพยานให้พระเจ้าและวิธีเผยแผ่ข่าวประเสริฐอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้ทุกคนที่โหยหาการทรงปรากฏของพระเจ้าและได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ สืบเสาะหาหนทางที่แท้จริง และกลับมาหาพระเจ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่รู้ในสิ่งเหล่านี้? เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความล้มเหลวในการทำงานจริงของผู้นำเทียมเท็จ สาเหตุหลักของเรื่องนี้ก็คือตัวผู้นำเทียมเท็จเองไม่รู้ว่าหลักธรรมความจริงคืออะไร หรือหลักธรรมประการใดที่ผู้คนพึงเข้าใจและทำตาม พวกเขาปฏิบัติตนโดยไร้หลักธรรม และพวกเขาก็ไม่เคยนำผู้คนในการค้นหาหลักธรรมแห่งการปฏิบัติและเส้นทางในหน้าที่ของผู้คน เมื่อผู้นำเทียมเท็จพบปัญหา พวกเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้ และพวกเขาก็ไม่สามัคคีธรรมและแสวงหากับผู้อื่น ซึ่งส่งผลให้จำเป็นต้องทำงานแต่ละงานใหม่อยู่เนืองๆ นี่ไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรทางการเงินและวัตถุเท่านั้น แต่ยังเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานและเวลาของผู้คนอีกด้วย ผลสืบเนื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับขีดความสามารถที่อ่อนด้อยและการไม่รับผิดชอบของผู้นำเทียมเท็จ แม้อาจจะไม่มีการกล่าวว่าผู้นำเทียมเท็จทำความชั่วและก่อให้เกิดการก่อกวนโดยเจตนา แต่ก็สามารถกล่าวได้ว่าผู้นำเทียมเท็จไม่แสวงหาหลักธรรมความจริงในงานของตนเลย พวกเขากระทำการตามเจตจำนงของตนเองเสมอ นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน ผู้นำเทียมเท็จไม่เข้าใจหลักธรรมความจริง และไม่สามารถสามัคคีธรรมหลักธรรมเหล่านี้ให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างชัดเจน แทนที่จะทำเช่นนั้น พวกเขากลับให้คนเหล่านั้นทำตามอำเภอใจได้อย่างเสรี การนี้ส่งผลให้บางคนซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานบางอย่างกระทำการโดยพลการและตามอำเภอใจโดยไม่ตั้งใจ กระทำการตามที่พวกเขาต้องการและทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาชอบ ผลก็คือไม่เพียงแต่จะมีผลลัพธ์ที่เป็นจริงน้อยมากเท่านั้น แต่ยังทำให้งานของคริสตจักรไร้ระเบียบอีกด้วย เมื่อผู้นำเทียมเท็จถูกปลด ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ทบทวนตนเองหรือรู้จักตนเองเท่านั้น พวกเขายังใช้การอ้างเหตุผลลวงและโต้แย้งเพื่อตนเอง และพวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริงเลยแม้แต่น้อย รวมทั้งไม่มีเจตนาที่จะกลับใจเลย พวกเขาอาจขอให้พระนิเวศของพระเจ้าให้โอกาสพวกเขาอีกครั้งด้วยซ้ำไป โดยกล่าวว่าพวกเขาสามารถทำงานให้ดีได้อย่างแน่นอน พวกเจ้าเชื่อพวกเขาหรือไม่? พวกเขาไม่รู้จักตนเองและไม่ยอมรับความจริงเลย แล้วพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงหนทางของตนได้หรือไม่? พวกเขาไม่มีความเป็นจริงความจริง ดังนั้นพวกเขาจะสามารถทำงานให้ดีได้หรือ? เป็นไปได้หรือไม่? คราวนี้พวกเขาไม่ได้ทำงานให้ดี—หากพวกเขาได้รับโอกาสอีกครั้ง พวกเขาจะสามารถทำงานให้ดีได้หรือไม่? นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ อาจกล่าวได้อย่างแน่ใจว่าผู้นำเทียมเท็จไม่มีความสามารถในการทำงาน บางคราวพวกเขาอาจตรากตรำอย่างหนักและยุ่งวุ่นวายทีเดียว แต่นั่นเป็นการยุ่งวุ่นวายอย่างมืดบอด และไม่ทำให้เกิดผลใดๆ เรื่องนี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้นำเทียมเท็จมีขีดความสามารถที่ย่ำแย่มาก พวกเขาไม่เข้าใจความจริงเลย และพวกเขาก็ไม่สามารถทำงานจริงได้ เรื่องนี้ก่อให้เกิดปัญหามากมายในงาน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้โดยการสามัคคีธรรมความจริง และใช้เพียงคำสอนที่ว่างเปล่าไม่กี่ประการในการเตือนสติผู้คนให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ และผลที่ตามมาก็คือการที่พวกเขาทำให้งานไร้ระเบียบและทำให้งานอยู่ในความโกลาหล นี่คือลักษณะการทำงานของผู้นำเทียมเท็จและผลสืบเนื่องที่เกิดขึ้น ผู้นำและคนทำงานทุกคนควรมองว่าเรื่องนี้เป็นคำเตือน

ประเด็นปัญหาที่ไม่น่าพึงพอใจนานัปการซึ่งปรากฏขึ้นภายในคริสตจักรนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้นำเทียมเท็จ—นี่เป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ขาดความสามารถในการทำความเข้าใจความจริง ทว่าพวกเขากลับคิดว่าตนเข้าใจและรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นพวกเขาจึงกระทำการตามความคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดของตนเอง พวกเขาไม่เคยแสวงหาความจริงเพื่อที่จะจัดการกับการขาดความเข้าใจในหลักธรรมความจริงหรือการขาดมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนด เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้นำและคนทำงานมามากมาย และเราก็ได้พบปะกับพวกเขาอยู่บ่อยๆ เมื่อพวกเราพบปะกัน เราก็ถามพวกเขาว่า “พวกเจ้ามีประเด็นปัญหาอะไรบ้างหรือไม่? พวกเจ้าได้บันทึกปัญหาทั้งหลายที่มีอยู่ในงานไว้หรือไม่? มีปัญหาใดที่พวกเจ้าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเองบ้างหรือไม่?” หลังจากที่เราพูดจบ พวกเขาก็จ้องมองอย่างเลื่อนลอย และในหัวใจของพวกเขาเกิดความสงสัยว่า “พวกเราเป็นผู้นำ พวกเราจะมีปัญหาได้หรือ? หากพวกเรามีปัญหา งานของคริสตจักรก็คงจะหยุดชะงักไปนานแล้วมิใช่หรือ? นี่เป็นคำถามประเภทใดกัน? พวกเราฟังคำเทศนาและการสามัคคีธรรม รวมทั้งถือพระวจนะของพระเจ้าไว้ในมือ คริสตจักรมีพวกเรามากมายซึ่งนำคริสตจักรอยู่ พระองค์ยังทรงเป็นกังวลได้อย่างไร? การถามคำถามนี้บ่งบอกว่าพระองค์กำลังทรงดูเบาพวกเราอย่างชัดเจน พวกเราจะมีปัญหาได้อย่างไร? หากพวกเรามีปัญหา พวกเราคงจะไม่ได้เป็นผู้นำหรอก คำถามของพระองค์ช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย!” ทุกครั้งที่เราถามพวกเขาว่ามีประเด็นปัญหาอะไรบ้างหรือไม่ พวกเขาก็อยู่ในสภาวะเช่นนี้—พวกเขาแต่ละคนดูเฉยชาและโง่เขลา งานต่างๆ ของคริสตจักรมีปัญหามากมายเหลือเกิน แต่ผู้คนเหล่านี้กลับไม่สามารถมองเห็นหรือค้นพบปัญหาเหล่านั้นได้เลย พวกเขาไม่สามารถหยิบยกประเด็นปัญหาที่สัมพันธ์กับการเข้าสู่ชีวิตส่วนตน หรือประเด็นปัญหาที่มีอยู่ในงานซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริงขึ้นมาได้ ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถหยิบยกประเด็นปัญหาเหล่านี้ขึ้นมาได้ เราจึงถามพวกเขาว่า “งานการแปลพระวจนะของพระเจ้าคืบหน้าไปอย่างไร? เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ควรจะแปลเป็นกี่ภาษา? ควรแปลเป็นภาษาใดก่อน และแปลเป็นภาษาใดทีหลัง? ควรพิมพ์พระวจนะของพระเจ้าออกมากี่ฉบับในแต่ละภาษา?” พวกเขาตอบว่า “เอ่อ กำลังแปลพระวจนะของพระเจ้ากันอยู่” เราก็ถามพวกเขาว่า “งานแปลได้คืบหน้าไปถึงระดับใดแล้ว? มีประเด็นปัญหาอะไรบ้างหรือไม่?” พวกเขาก็ตอบว่า “ข้าพระองค์ไม่รู้ ข้าพระองค์ต้องไปถามดู” เราต้องถามพวกเขาถึงสิ่งเหล่านี้ และพวกเขาก็ยังไม่รู้คำตอบ แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาทำงานอะไรกันอยู่? เราถามพวกเขาว่า “เจ้าได้แก้ไขประเด็นปัญหาที่พี่น้องชายหญิงถามถึงในคราวก่อนแล้วหรือยัง?” พวกเขาตอบว่า “ข้าพระองค์จัดการชุมนุมกับพวกเขา—เป็นการชุมนุมเต็มวัน” เราถามพวกเขาว่า “ประเด็นปัญหาทั้งหลายได้รับการแก้ไขหลังจากการชุมนุมหรือไม่?” พวกเขาตอบว่า “พระองค์ทรงหมายความว่าหากยังคงมีประเด็นปัญหาอยู่ พวกเราก็ควรมีการชุมนุมอีกครั้งหนึ่งใช่หรือไม่?” เราบอกว่า “เราไม่ได้ถามว่าเจ้าจัดการชุมนุมหรือเปล่า เรากำลังถามว่าประเด็นปัญหาที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้รับการแก้ไขแล้วหรือยัง ผู้คนเหล่านี้เข้าใจหลักธรรมหรือไม่? พวกเขาได้ละเมิดหลักธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาบ้างหรือไม่? เจ้าได้พบปัญหาบ้างหรือไม่?” พวกเขาตอบว่า “โอ้ ปัญหาเหล่านั้นหรือ? ข้าพระองค์แก้ไขปัญหาเหล่านั้นแล้ว ข้าพระองค์จัดการชุมนุมให้กับพี่น้องชายหญิงแล้ว” บทสนทนานี้สามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่? (ไม่ได้) การฟังบทสนทนานี้ทำให้พวกเจ้ารู้สึกโมโหมิใช่หรือ? (ใช่) ผู้นำเหล่านี้เป็นเช่นไร? ผู้นำเหล่านี้เป็นเพียงคนสมองทึบที่แสร้งเป็นคนฝ่ายวิญญาณมิใช่หรือ? พวกเขาไม่มีขีดความสามารถของผู้นำและคนทำงาน พวกเขามืดบอด พวกเขาไม่เข้าใจวิธีทำงาน และพวกเขาก็ตอบทุกคำถามว่า “ฉันไม่รู้” และเมื่อเจ้าเฝ้าถามคำถามพวกเขาต่อไป พวกเขาก็ตอบว่า “ถึงอย่างไรฉันก็จัดการชุมนุมแล้ว ช่างมันเถอะ!” ผู้นำเหล่านี้เคยทำงานที่แท้จริงหรือไม่? พวกเขาเป็นผู้นำที่ได้มาตรฐานหรือไม่? (ไม่ใช่) ผู้นำเหล่านี้เป็นผู้นำเทียมเท็จ พวกเจ้าชื่นชอบผู้นำประเภทนี้หรือไม่? หากพวกเจ้าพบเจอผู้นำดังกล่าว พวกเจ้าควรทำอย่างไร? เวลาที่ผู้นำบางคนพบปะกับพี่น้องชายหญิง พวกเขากล่าวว่า “ไม่ว่าวันนี้คุณจะมีประเด็นปัญหาใด พวกเราจะมาสามัคคีธรรมถึงวิธีปฏิบัติหน้าที่ให้ดีกันก่อน” บางคนจึงกล่าวว่า “พวกเราได้เผชิญกับประเด็นปัญหาเรื่องเทคนิคเฉพาะทางสายงานในหน้าที่ของพวกเรา พวกเราควรใช้เทคนิคที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อหรือไม่?” นี่เป็นปัญหาที่ผู้นำจำเป็นต้องแก้ไขมิใช่หรือ? หากประเด็นปัญหาบางอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการสามัคคีธรรมในหมู่พี่น้องชายหญิง ผู้นำก็ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว—นี่ถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำ ผู้นำเทียมเท็จทำอย่างไรเมื่อพวกเขาเผชิญกับปัญหาเหล่านี้? พวกเขากล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เป็นปัญหาของพวกคุณ เรื่องนี้มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันหรือ? พวกคุณสามัคคีธรรมถึงประเด็นปัญหานี้กันเองเถิด แต่ก่อนอื่นฉันจะจัดการชุมนุมให้พวกคุณ ในการชุมนุมวันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมเรื่องความร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว คำถามที่พวกคุณเพิ่งถามนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องความร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว พวกคุณควรจะหารือสิ่งต่างๆ และสามัคคีธรรมด้วยกันได้ รวมทั้งทำการค้นคว้าเพิ่มเติม ไม่ควรมีใครคิดว่าตนเองถูก และทุกคนควรยอมรับการตัดสินใจใดๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่—นี่เป็นคำถามเกี่ยวกับความร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวมิใช่หรือ? ดูเหมือนพวกคุณจะไม่รู้วิธีร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว หรือวิธีหารือเกี่ยวกับปัญหาทั้งหลายเมื่อเกิดปัญหาขึ้น พวกคุณถามฉันทุกปัญหา พวกคุณถามฉันเพื่ออะไร? ฉันเข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ? หากฉันเข้าใจ พวกคุณก็คงจะไม่มีอะไรทำไม่ใช่หรือ? พวกคุณถามฉันทุกสิ่งทุกอย่าง นี่เป็นปัญหาที่ฉันควรจะจัดการหรือ? ฉันรับผิดชอบเฉพาะการสามัคคีธรรมความจริงเท่านั้น พวกคุณแก้ไขประเด็นปัญหาทางสายงานด้วยตัวเองเถิด ปัญหาเหล่านี้เกี่ยวอะไรกับฉันหรือ? ถึงอย่างไร ฉันก็ได้สามัคคีธรรมกับพวกคุณและบอกพวกคุณไปแล้วว่าให้ร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว—หากพวกคุณไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เช่นนั้นก็จงอย่าปฏิบัติหน้าที่นี้เลย ฉันได้สามัคคีธรรมเสร็จสิ้นแล้ว พวกคุณก็ไปแก้ปัญหากันเองเถิด” ผู้นำเหล่านี้รู้วิธีแก้ปัญหาหรือไม่? (พวกเขาไม่รู้) แม้จะไม่รู้วิธีแก้ปัญหานี้ แต่พวกเขาก็คิดว่าตนเองชอบด้วยเหตุผลอย่างยิ่ง และพวกเขาก็เชี่ยวชาญในการหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ จากภาพที่ปรากฏนั้น พวกเขาได้ทำงานของตนแล้ว พวกเขาได้มาถึงสถานที่เพื่อดำเนินการตรวจสอบแล้ว และพวกเขาก็ไม่ได้หย่อนยาน อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่สามารถทำงานที่แท้จริงหรือแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ พวกเจ้าสามารถแยกแยะผู้นำเทียมเท็จประเภทนี้ได้หรือไม่? ในยามที่เผชิญกับปัญหาใดๆ พวกเขาไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องได้ พวกเขาได้แต่พูดคำสอนและทฤษฎีบางประการที่ว่างเปล่า ซึ่งพวกเขาทำให้ฟังดูสูงส่งและลุ่มลึกทีเดียว และหลังจากที่ผู้คนได้ยินคำสอนและทฤษฎีเหล่านั้น พวกเขาก็ไม่เพียงแต่ไม่เข้าใจความจริงเท่านั้น แต่พวกเขายังรู้สึกสับสนและงุนงงอีกด้วย นี่คืองานที่บรรดาผู้นำเทียมเท็จทำ

ในงานของการสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงที่พึงเข้าใจเพื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ละอย่างให้ถูกควรนั้น ผู้นำเทียมเท็จถูกเผยออกมาอย่างหมดจด พวกเขาไม่สามารถสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริง หรือนำผู้คนให้ยึดถือและปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของตน หรือนำผู้คนให้เข้าใจและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้—พวกเขาไม่สามารถทำหน้าที่รับผิดชอบที่ผู้นำพึงทำให้ลุล่วงได้ และไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังไม่สามารถติดตามสภาวการณ์ของบรรดาผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ ได้ และต่อให้พวกเขามีความเข้าใจเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถูกต้องแม่นยำ ประเด็นปัญหานี้ก่อให้เกิดการก่อกวนและความเสียหายต่องานต่างๆ อย่างใหญ่หลวง เหล่านี้คือการสำแดงนานัปการของผู้นำเทียมเท็จที่พวกเรากำลังจะเปิดโปงในวันนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับหน้าที่รับผิดชอบประการที่สี่ของผู้นำและคนทำงาน

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger