หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (26) ตอนที่หนึ่ง
ประการที่สิบสี่: แยกแยะผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทุกรูปแบบได้อย่างทันท่วงที แล้วจากนั้นก็คัดออกหรือขับไล่ (ภาคที่ห้า)
ท่าทีที่เหล่าผู้นำและคนทำงานควรมีต่องานชำระคริสตจักรให้สะอาด
ปีนี้พวกเราได้สามัคคีธรรมกันอย่างต่อเนื่องถึงความรับผิดชอบของเหล่าผู้นำและคนทำงาน ตลอดจนการสำแดงของคนทุกประเภทที่เกี่ยวข้อง หัวข้อของการสามัคคีธรรมจึงได้มีรายละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเกี่ยวโยงกับปัญหาต่างๆ ของผู้คนทุกประเภท อีกทั้งการสามัคคีธรรมถึงการสำแดงเฉพาะของคนเหล่านี้ และการจำแนกประเภทของพวกเขาก็มีความชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากด้วยเช่นกัน ยิ่งสามัคคีธรรมถึงปัญหาที่มีรายละเอียดเหล่านี้อย่างเฉพาะเจาะจงและชัดเจนมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเป็นการจัดเตรียมความช่วยเหลือและคำชี้แนะที่เป็นบวกต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเป็นการจัดเตรียมการชี้แนะกับความช่วยเหลือแก่เหล่าผู้นำและคนทำงานในการทำงานและทำหน้าที่ของพวกเขามากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี ไม่ว่าการสามัคคีธรรมจะดำเนินไปอย่างไร ไม่ว่าการสามัคคีธรรมจะเฉพาะเจาะจงเพียงไร ผู้นำและคนทำงานบางคนก็ยังคงไม่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีรับมือและจัดการกับผู้คนประเภทต่างๆ รวมถึงปัญหาทั้งหลายในคริสตจักร ปัญหาของผู้คนทุกประเภทได้รับการสามัคคีธรรมกันอย่างชัดเจนแล้ว แต่ผู้นำและคนทำงานบางคนก็ยังไม่สามารถรับรู้วิธีแยกแยะและวิธีปฏิบัติต่อผู้คนประเภทต่างๆ พวกเขายังคงไม่สามารถปฏิบัติตนตามหลักธรรมความจริง และไม่สามารถใช้ความจริงรับมือกับผู้คนและปัญหาหลากหลายประเภทในคริสตจักรได้ เหตุผลในเรื่องนี้คืออะไร? ผู้คนเหล่านี้ขาดความเป็นจริงความจริง ด้วยการสามัคคีธรรมถึงการสำแดงของผู้คนทุกประเภท คนเราควรมีวิจารณญาณแยกแยะขั้นพื้นฐานและจัดการเตรียมการอย่างสมเหตุสมผลต่อผู้คนในคริสตจักรทั้งที่ทำหน้าที่และไม่ทำหน้าที่ของตน พวกที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกที่เชื่อฟังและนบนอบ กับพวกที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน อย่างไรก็ตาม เมื่อดูสถานการณ์ของคนทุกประเภทในคริสตจักร มีเพียงคนที่ชั่วอย่างเห็นได้ชัดเท่านั้นที่ถูกคัดออก ส่วนผู้ไม่เชื่อจำนวนมากยังถูกคัดออกไปไม่หมด ในงานชำระคริสตจักรให้สะอาด เหล่าผู้นำและคนทำงานควรให้ความร่วมมือกับพระราชกิจของพระเจ้าในการชำระคนชั่วและผู้ไม่เชื่อออกไปโดยเร็วที่สุด แทนที่จะจัดการเรื่องนี้อย่างเฉื่อยชา ปฏิบัติตนเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน หรือคิดเพียงว่าการชำระคนชั่วที่เห็นได้ชัดเจนออกไปก็หมายความว่าทุกอย่างได้รับการแก้ไขและเรียบร้อยดีแล้ว ผู้นำและคนทำงานควรตรวจสอบงานของสมาชิกแต่ละทีมอย่างแข็งขัน ตรวจสอบสถานการณ์ของสมาชิกแต่ละทีมว่ามีผู้ไม่เชื่อคนใดอยู่ที่นั่นเพียงเพื่อเพิ่มจำนวนหรือมีผู้ไม่เชื่อที่เผยแพร่ความคิดลบและมโนคติอันหลงผิดเพื่อก่อกวนงานของคริสตจักรหรือไม่ และเมื่อพบตัว ก็ควรเปิดโปงคนเหล่านี้และคัดออกให้หมด นี่คืองานที่เหล่าผู้นำและคนทำงานควรทำ พวกเขาไม่ควรนิ่งเฉย ไม่ควรรอคอยคำสั่งและการกระตุ้นจากเบื้องบนจึงกระทำการ และไม่ควรทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ต่อเมื่อพี่น้องชายหญิงทุกคนเรียกร้องเท่านั้น เหล่าผู้นำและคนทำงานพึงคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าในงานของตนและจงรักภักดีต่อพระองค์ หนทางที่ดีที่สุดที่พวกเขาควรประพฤติตนคือรับรู้และแก้ไขปัญหาทั้งหลายในเชิงรุก พวกเขาต้องไม่อยู่เฉย โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามีพระวจนะและการสามัคคีธรรมในปัจจุบันเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติตน แต่ควรเป็นฝ่ายริเริ่มที่จะแก้ปัญหาและความลำบากยากเย็นที่แท้จริงทั้งหลายอย่างถี่ถ้วนด้วยการสามัคคีธรรมความจริง และทำงานของตนอย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น พวกเขาควรติดตามความคืบหน้าของงานอย่างกระตือรือร้นและทันท่วงที พวกเขาไม่อาจรอคอยคำสั่งและการกระตุ้นจากเบื้องบนก่อนที่จะลงมือทำอย่างไม่เต็มใจอยู่ตลอดเวลา หากผู้นำและคนทำงานมีความคิดลบและนิ่งเฉยอยู่เสมอ ไม่ทำงานที่แท้จริงเลย พวกเขาย่อมไม่คู่ควรกับการรับใช้ในฐานะผู้นำและคนทำงาน ควรถูกปลด และควรปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้พวกเขาเสียใหม่ ทุกวันนี้มีผู้นำและคนทำงานจำนวนมากที่ขาดความกระตือรือร้นในงานของตนเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาทำงานเพียงเล็กน้อยหลังจากเบื้องบนมอบคำสั่งและผลักดันพวกเขา ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็หย่อนยานและผัดวันประกันพรุ่ง งานในคริสตจักรบางแห่งค่อนข้างวุ่นวาย บางคนที่ทำหน้าที่อยู่ที่นั่นก็หย่อนยานและสุกเอาเผากินเกินไปจนไม่มีผลลัพธ์ที่แท้จริงเลย ปัญหาเหล่านี้รุนแรงและมีธรรมชาติที่เลวร้ายมากอยู่แล้ว แต่ผู้นำและคนทำงานของคริสตจักรเหล่านั้นก็ยังคงปฏิบัติตนเหมือนข้าราชการหรือเจ้าขุนมูลนาย ไม่เพียงพวกเขาไม่สามารถทำงานที่แท้จริงใดๆ ได้ แต่ยังไม่สามารถรับรู้หรือแก้ไขปัญหาทั้งหลายได้อีกด้วย นี่ย่อมทำให้งานของคริสตจักรเป็นอัมพาตและหยุดชะงัก ที่ใดก็ตามที่งานของคริสตจักรอยู่ในความยุ่งเหยิงอย่างยิ่งและไม่มีสัญญาณของความเป็นระเบียบ ที่นั่นย่อมมีผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจอยู่อย่างแน่นอน ในทุกๆ คริสตจักรที่มีผู้นำเทียมเท็จกุมอำนาจ งานของคริสตจักรย่อมอยู่ในความโกลาหลและความยุ่งเหยิงโดยสิ้นเชิง—ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น เราพบเจอปัญหาในคริสตจักรอเมริกันจำนวนมากด้วยหูหรือตาของเราเอง ปัญหาส่วนใหญ่ที่เราพบเห็นแล้วนั้นได้รับการแก้ไขในทันที ส่วนปัญหาอื่นๆ เราได้ขอให้ผู้นำของคริสตจักรอเมริกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม งานของผู้นำและคนทำงานส่วนใหญ่ทำกันอย่างเฉื่อยชามาก การติดตามงานล่าช้าเกินไปและประสิทธิภาพต่ำเกินไป กิจประจำวันส่วนใหญ่ของพวกเขาได้รับการดำเนินการก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งและการกระตุ้นจากเบื้องบนเท่านั้น หลังจากเบื้องบนจัดการเตรียมงานให้ พวกเขาก็จะยุ่งอยู่สักพักหนึ่ง แต่เมื่องานในส่วนนั้นเสร็จสิ้น พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าหน้าที่ที่พวกเขาควรทำคืออะไร พวกเขาไม่เคยเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับหน้าที่ที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานที่ตนควรปฏิบัติ ในสายตาของพวกเขา ไม่มีงานใดที่จำเป็นต้องทำ เมื่อผู้คนไม่คิดว่ามีงานที่จำเป็นต้องทำ ย่อมเกิดอะไรขึ้น? (พวกเขาไม่แบกรับภาระ) พูดให้ถูกต้องก็คือ พวกเขาไม่แบกรับภาระ พวกเขาเกียจคร้านและละโมบความสะดวกสบาย หยุดพักให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อมีโอกาส และพยายามหลีกเลี่ยงงานเพิ่มเติมใดก็ตาม คนเกียจคร้านเหล่านี้มักคิดว่า “ทำไมฉันต้องกังวลมากขนาดนั้น? การกังวลมากเกินไปรังแต่จะทำให้ฉันแก่เร็วขึ้น ฉันจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำเช่นนั้น จากการวิ่งวุ่นมากมาย และทำให้ตัวเองเหนื่อยขนาดนั้น? จะเกิดอะไรขึ้นหากฉันเหนื่อยจนหมดแรงแล้วล้มป่วยขึ้นมา? ฉันไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา แล้วใครจะดูแลเวลาฉันแก่เฒ่า?” คนเกียจคร้านเหล่านี้ก็แค่เฉื่อยชาและล้าหลังเช่นนี้ พวกเขาไม่มีความจริงเลยแม้แต่น้อย และไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อย่างชัดเจน พวกเขาคือกลุ่มคนที่เลอะเลือนอย่างเห็นได้อย่างชัดเจนใช่หรือไม่? พวกเขาล้วนเลอะเลือน ไม่ตระหนักถึงความจริงและไม่สนใจความจริง แล้วพวกเขาจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไร? เหตุใดผู้คนจึงไร้วินัยและเกียจคร้านเสมอ ราวกับพวกเขาเป็นซากศพที่มีชีวิต? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาธรรมชาติของพวกเขา ในธรรมชาติของมนุษย์มีความเกียจคร้าน ไม่ว่าผู้คนกำลังทำกิจใดอยู่ก็ตาม พวกเขาจำเป็นต้องให้ใครบางคนกำกับดูแลและกระตุ้นพวกเขาอยู่เสมอ บางครั้งผู้คนก็คำนึงถึงเนื้อหนัง ละโมบความสะดวกสบายทางกาย และเก็บซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้เพื่อตัวเองเสมอ—คนเหล่านี้เต็มไปด้วยเจตนาเยี่ยงมารและอุบายเจ้าเล่ห์ พวกเขาไม่มีความดีเลยจริงๆ ไม่ว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่สำคัญอันใด พวกเขาก็ไม่ทำให้ดีที่สุดอยู่เสมอ พวกเขาไม่รับผิดชอบและไม่มีความจงรักภักดี เราได้พูดถึงสิ่งเหล่านี้ในวันนี้เพื่อเตือนความจำพวกเจ้าไม่ให้นิ่งเฉยในงาน พวกเจ้าต้องสามารถติดตามทุกสิ่งที่เรากล่าวได้ หากเราไปยังคริสตจักรต่างๆ และพบหรือเห็นว่าพวกเจ้าได้ทำงานไปแล้วมากมาย พวกเจ้าได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก และงานกำลังคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วจนถึงระดับที่น่าพึงพอใจ รวมทั้งทุกคนได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว เราย่อมจะพอใจมากทีเดียว หากเราไปยังคริสตจักรต่างๆ และเห็นว่าความคืบหน้าของงานล่าช้าในทุกแง่มุม นั่นย่อมพิสูจน์ว่าพวกเจ้าไม่ได้ทำหน้าที่ของตนให้ดีและตามจังหวะปกติของการเผยแผ่ข่าวประเสริฐไม่ทัน แล้วพวกเจ้าคิดว่าอารมณ์ของเราจะเป็นเช่นไร? เราจะยังคงยินดีที่ได้พบพวกเจ้าหรือไม่? (ไม่) เราย่อมจะไม่ยินดี งานนี้ได้มอบหมายให้พวกเจ้าด้วยความไว้วางใจแล้ว และเราก็พูดทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต้องพูดไปแล้ว เราได้บอกหลักธรรมแห่งการปฏิบัติและเส้นทางที่เฉพาะเจาะจงให้พวกเจ้าแล้วเช่นกัน แต่พวกเจ้ากลับไม่ลงมือกระทำการ ไม่ทำงาน เอาแต่รอให้เรากำกับดูแลและกระตุ้นพวกเจ้าด้วยตัวเอง ตัดแต่งพวกเจ้าหรือแม้กระทั่งสั่งพวกเจ้าให้กระทำการ ปัญหาในที่นี้คืออะไร? เรื่องนี้ควรถูกชำแหละไม่ใช่หรือ? เมื่อพวกเจ้าไม่ทำงานที่เห็นได้ชัดว่าควรทำและไม่สามารถแบกรับงานนั้นได้—เราจะมีท่าทีที่ดีต่อพวกเจ้าได้หรือ? (ไม่ได้) เหตุใดเราจึงมีท่าทีที่ดีต่อพวกเจ้าไม่ได้? (พวกเราไม่มีความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของตน) เพราะพวกเจ้าไม่ทำหน้าที่ของตนด้วยหัวใจและเรี่ยวแรงทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เหล่านั้นอย่างสุกเอาเผากินเท่านั้น อย่างน้อยคนคนหนึ่งที่จงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนก็ควรทุ่มเทสุดกำลังของตน แต่พวกเจ้ากลับไม่สามารถแม้แต่จะสัมฤทธิ์การนี้ได้ พวกเจ้ายังห่างไกลนัก! ไม่ใช่เพราะขีดความสามารถของพวกเจ้าไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้าไม่ถูกต้องและพวกเจ้าไม่มีความรับผิดชอบ มีสิ่งไร้สาระบางอย่างในหัวใจของพวกเจ้าที่ยับยั้งพวกเจ้าไม่ให้ทำหน้าที่ของตน นอกจากนี้ กรอบความคิดของการเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนก็ขัดขวางพวกเจ้าจากการดำเนินงานชำระคริสตจักรให้สะอาดอีกด้วย พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่านัยสำคัญของการชำระคริสตจักรให้สะอาดคืออะไร? เหตุใดพระเจ้าจึงประสงค์ที่จะชำระคริสตจักรให้สะอาด? ผลที่ตามมาของการไม่ชำระคริสตจักรให้สะอาดคืออะไร? พวกเจ้าล้วนไม่มีความกระจ่างในเรื่องเหล่านี้และไม่แสวงหาความจริง ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกเจ้าไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเจ้าเต็มใจทำเพียงงานปกติธรรมดาเล็กๆ น้อยๆ ตามตำแหน่งของตนและหลีกเลี่ยงงานพิเศษทั้งหลาย โดยเฉพาะงานที่อาจล่วงเกินผู้อื่น พวกเจ้าล้วนชอบที่จะผลักงานเหล่านี้ไปให้คนอื่นทำ นี่เป็นวิธีคิดของพวกเจ้าไม่ใช่หรือ? นี่เป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขไม่ใช่หรือ? พวกเจ้ากล่าวเสมอว่า “ขีดความสามารถของฉันต่ำ การเข้าใจในความจริงของฉันมีจำกัด และฉันมีประสบการณ์ในเรื่องงานไม่มากพอ ฉันไม่เคยเป็นผู้นำคริสตจักร และไม่เคยดำเนินงานชำระคริสตจักรให้สะอาดมาก่อน” นี่คือการหาข้ออ้างไม่ใช่หรือ? งานชำระคริสตจักรให้สะอาดได้รับการสามัคคีธรรมอย่างชัดเจนมากแล้ว การชำระศัตรูของพระคริสต์ คนชั่ว และผู้ไม่เชื่อออกไปเป็นเรื่องเรียบง่ายเช่นนั้นเอง หลักธรรมไม่กี่ประการนั้นเข้าใจยากจริงๆ หรือ? หากเรื่องที่เรียบง่ายเช่นนี้ได้รับการอธิบายอย่างชัดเจนและผู้คนยังคงไม่เข้าใจ ย่อมบ่งบอกถึงอะไร? นั่นบ่งบอกว่าขีดความสามารถของพวกเขาต่ำเกินกว่าจะเข้าใจภาษามนุษย์ หรือพวกเขาเป็นเพียงคนพาลที่ไม่มุ่งเน้นกิจที่ถูกควร ในหมู่ผู้นำและคนทำงานย่อมมีบางคนที่มีขีดความสามารถต่ำอย่างแน่นอน และแน่นอนว่ามีบางคนที่ชอบเอาใจผู้คนโดยไม่ทำงานที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังมีคนพาลบางคนที่ละเลยกิจอันถูกควรและกระทำผิดโดยไม่ยั้งคิด—สถานการณ์เหล่านี้ล้วนมีอยู่จริง ก่อนอื่นคนพาลที่ละเลยกิจอันถูกควรเหล่านี้จำเป็นต้องถูกชำระออกไป ใครก็ตามที่สามารถทำงานที่แท้จริงได้ควรถูกใช้งาน แน่นอนว่าคนที่ชอบเอาใจผู้คนซึ่งปฏิบัติตนเป็นผู้นำควรถูกปลด และผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำแต่สามารถเข้าใจภาษามนุษย์และสามารถทำงานจริงบางอย่างได้ควรให้อยู่ต่อไป ปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขในลักษณะนี้ หลังจากพระเจ้าได้ทรงสามัคคีธรรมแล้ว หากเจ้าสามารถมองเห็นปัญหาทั้งหลายในงานของคริสตจักรที่ผู้นำและคนทำงานสมควรแก้ไขได้อย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรแก้ไขในทันทีโดยไม่รอช้าอีกต่อไป เจ้าควรริเริ่มกระทำการได้โดยไม่จำเป็นต้องรอเบื้องบนมอบหมายกิจทั้งหลายหรือออกคำสั่งเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดขึ้น ก็ควรได้รับการแก้ไขก่อนที่จะส่งผลต่องานนั้น ก่อนที่เบื้องบนจะเริ่มตรวจสอบประเด็นปัญหาดังกล่าว เจ้าควรได้รายงานความเข้าใจของตนพร้อมทั้งวิธีแก้ปัญหา หลักธรรมในการรับมือกับปัญหา และผลลัพธ์เมื่อจัดการกับปัญหานั้นแล้ว นั่นจะยอดเยี่ยมขนาดไหน! แล้วเบื้องบนจะยังคงไม่พอใจเจ้าได้อยู่หรือ? ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน หากเจ้าไม่สามารถมองเห็นงานในขอบข่ายความรับผิดชอบของตนเองอย่างต่อเนื่อง หรือถึงแม้เจ้ามีความตระหนักรู้หรือแนวคิดบางประการแต่ยังคงผัดวันประกันพรุ่งและไม่กระทำการใดๆ เอาแต่รอให้เบื้องบนจัดการเตรียมงานให้เจ้าตลอดเวลา นี่คือการละทิ้งความรับผิดชอบไม่ใช่หรือ? (ใช่) นี่คือการละทิ้งความรับผิดชอบอย่างร้ายแรง! เจ้าได้สูญเสียท่าทีและความรับผิดชอบที่ควรมีในบทบาทของผู้นำหรือคนทำงานถึงวิธีที่พึงปฏิบัติต่อหน้าที่ เหล่าผู้นำและคนทำงานควรทำตามข้อกำหนดของเบื้องบนในงานของตนอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าเรื่องใดที่เบื้องบนได้สามัคคีธรรมไปแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าควรนำไปดำเนินการ กระทำการและปฏิบัติโดยเร็วทันทีที่เจ้าเข้าใจแล้ว การแก้ไขปัญหาทั้งหลายด้วยความจริงเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญที่สุดของผู้นำและคนทำงาน และเจ้าไม่ควรอยู่เฉยรอให้เบื้องบนจัดการเตรียมงานให้ก่อนที่จะลงมือทำสิ่งใด หากเจ้ามัวแต่รอคอยอย่างนิ่งเฉยเสมอ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำหรือคนทำงาน เจ้าไม่สามารถแบกรับงานนี้ได้ การยอมรับความรับผิดชอบและลาออกจะเป็นสิ่งเดียวที่สมเหตุผลที่จะทำ
การสำแดงและจุดจบของผู้คนสามประเภทที่เชื่อในพระเจ้า
I. คนลงแรง
ความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานมีทั้งหมดสิบห้าประการ และพวกเราได้สามัคคีธรรมมาจนถึงประการที่สิบสี่แล้ว ปัญหาต่างๆ ภายในคริสตจักรที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องแก้ไข รวมถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ของผู้คนทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้ ได้รับการสามัคคีธรรมไปแล้วประมาณแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจที่เหล่าผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องรับผิดชอบและเป็นปัญหาที่พวกเขาต้องแก้ไข เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหามากมาย ในแง่หนึ่ง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทั้งหลายที่ผู้นำและคนทำงานพึงทำให้ลุล่วง ในอีกแง่หนึ่ง เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหานานัปการของผู้คนทุกประเภทในคริสตจักรอีกด้วย แม้สาระสำคัญของการสามัคคีธรรมของพวกเราในช่วงเวลานี้คือความรับผิดชอบของเหล่าผู้นำและคนทำงาน รวมทั้งการเปิดโปงผู้นำเทียมเท็จ แต่พวกเราก็ได้สามัคคีธรรมกันมากมายถึงปัญหาของผู้คนประเภทต่างๆ—รวมถึงสภาวะและแก่นแท้ของผู้คนหลากหลายประเภท—ที่เกี่ยวข้องกับสาระสำคัญนี้อีกด้วย แน่นอนว่า เนื้อหาเฉพาะนี้ส่งผลที่แตกต่างกันไปต่อผู้คนทุกประเภทที่ติดตามพระเจ้าในคริสตจักร ในหมู่พวกเขา มีคนประเภทหนึ่งที่แม้ได้ยินการสามัคคีธรรมทั้งหมดนี้แล้ว แต่ยังคงมีท่าทีว่า “ฉันมีความเป็นมนุษย์ที่ดี ฉันเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ฉันยินดีละทิ้งสิ่งต่างๆ ในความเชื่อในพระเจ้าของฉัน และฉันเต็มใจที่จะจ่ายราคาและสู้ทนกับความยากลำบากในการทำหน้าที่ของฉัน” พวกเขาไม่สนใจสภาวะต่างๆ ของผู้คนทุกประเภท ไม่สนใจความจริงที่เกี่ยวข้องกับสภาวะต่างๆ หรือหลักธรรมความจริงที่ผู้คนพึงเข้าใจ ซึ่งได้รับการสามัคคีธรรมในช่วงเวลานี้ นี่คือคนประเภทหนึ่งไม่ใช่หรือ? คนประเภทนี้เป็นตัวแทนที่ชัดเจนมากไม่ใช่หรือ? (ใช่) คนประเภทนี้มักยึดถือมุมมองหนึ่งเสมอ มุมมองนี้มีอะไรเป็นองค์ประกอบหลัก? องค์ประกอบหลักมีสามประการที่เราเพิ่งจะเอ่ยถึง ประการแรก พวกเขาเชื่อว่าความเป็นมนุษย์ของตนไม่แย่ และถึงขนาดที่ดีเสียด้วยซ้ำ ประการที่สอง พวกเขาคิดว่าตนเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง หมายความว่าพวกเขาเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าและในอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งอย่างแท้จริง เชื่อว่าโชคชะตาของมนุษย์อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า ซึ่งเป็นการตีความแบบกว้างๆ ของการ “เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” ประการที่สาม พวกเขาเชื่อว่าตนสามารถละทิ้งสิ่งต่างๆ ในความเชื่อในพระเจ้าของตน สู้ทนต่อความยากลำบากและจ่ายราคาเพื่อทำหน้าที่ของตน สามารถกล่าวได้ว่าทั้งสามประการนี้เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน เป็นองค์ประกอบหลัก และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดที่คนเหล่านี้ยึดถือในความเชื่อในพระเจ้าของตน แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ยังถูกมองว่าเป็นต้นทุนของพวกเขาในการเชื่อในพระเจ้า รวมทั้งเป็นเป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้า เป็นแรงบันดาลใจและทิศทางในการปฏิบัติตนของพวกเขาอีกด้วย พวกเขาเชื่อว่าการมีทั้งสามประการนี้ย่อมทำให้พวกเขามีคุณสมบัติตามเงื่อนไขพื้นฐานสามประการของการได้รับการช่วยให้รอด ทำให้พวกเขาเป็นคนที่พระเจ้าทรงรักและยอมรับ นี่คือความผิดพลาดร้ายแรง การมีทั้งสามประการนี้บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แค่มีความเป็นมนุษย์เล็กน้อยสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าหรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน พระเจ้าทรงเห็นชอบผู้ที่ยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว ทั้งสามประการนี้ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของความเป็นจริงความจริงเลย ทั้งสามประการนี้เป็นเพียงมาตรฐานสามประการสำหรับการเป็นคนลงแรงเท่านั้น ต่อไปเราจะสามัคคีธรรมถึงรายละเอียดของทั้งสามประการนี้เพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจอย่างชัดเจน ประการแรกคือการมีความเป็นมนุษย์ที่ดี พวกเขาเชื่อว่าการไม่ทำชั่ว ไม่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าย่อมเพียงพอแล้ว และนี่หมายความว่าพวกเขาสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและกระทำการอย่างสอดคล้องกับหลักธรรม ประการที่สองคือ “การเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” สำหรับพวกเขา สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” หมายถึงการไม่เคยกังขาในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งของพระองค์ และการเชื่อว่าโชคชะตาของมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ซึ่งพวกเขาคิดว่านั่นจะสามารถทำให้พวกเขาติดตามพระเจ้าไปจนถึงปลายทางได้ พวกเขาเชื่อว่าตราบใดที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาย่อมจะได้รับการเห็นชอบจากพระองค์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงนำและทรงทำอย่างไร หรือไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับปัญหาใด พวกเขาก็กล่าวว่า “เพียงรักพระเจ้า ติดตามพระเจ้า นบนอบพระเจ้า” วิธีการแก้ปัญหาของพวกเขานั้นเรียบง่ายเกินไป คำพูดทั่วไปเช่นนี้สามารถแก้ไขปัญหาใดได้หรือ? ประการที่สามคือการสามารถละทิ้งสิ่งทั้งหลายในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา และสามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาเพื่อทำหน้าที่ของตน พวกเขานำประเด็นนี้ไปปฏิบัติได้อย่างไร? เพราะพวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่องานของคริสตจักรมีความจำเป็น หรือเมื่อพวกเขารู้สึกถึงเจตนารมณ์อันเร่งด่วนของพระเจ้า พวกเขาก็สามารถลงมือละทิ้งครอบครัว ชีวิตสมรส และอาชีพการงานของตนได้ด้วยตนเอง วางความสำเร็จทางโลก แล้วติดตามพระเจ้าพร้อมกับทำหน้าที่ของตนด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว โดยไม่เคยเสียใจ พวกเขาสามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาเพื่อหน้าที่ใดก็ตามที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดแจงเตรียมไว้ให้พวกเขา ต่อให้นั่นหมายถึงการกินน้อยลงและนอนน้อยลงก็ตาม ไม่ว่าภาวะการดำรงชีวิตจะยากลำบากเพียงใด หรือแม้แต่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย พวกเขายังคงสามารถยืนหยัดในการทำหน้าที่ของตน นอกเหนือจากสามประการนี้แล้ว การปฏิบัติในแง่อื่นๆ ทั้งหมดที่สัมพันธ์กับความจริงดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย พวกเขาทำในสิ่งที่ดูเหมือนดีและถูกต้องสำหรับพวกเขา ส่วนหลักธรรมของการปฏิบัตินานัปการที่พระเจ้าได้ตรัสแก่มนุษย์ รวมถึงสภาวะ การสำแดง และแก่นแท้ของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามต่างๆ ของผู้คนที่พระเจ้าทรงเปิดโปงเอาไว้นั้น พวกเขากลับคิดว่าถึงพวกเขาจะรู้เพียงเล็กน้อยหรือไม่รู้เลยก็ไม่เป็นไร พวกเขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเจาะจงค้นหาหลักธรรมต่างๆ อย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบความเสื่อมทรามของตนและชดเชยข้อบกพร่องของตน และไม่จำเป็นต้องหมั่นเข้าร่วมการชุมนุมเพื่อฟังสามัคคีธรรมถึงคำพยานจากประสบการณ์นานาประการของผู้อื่น แล้วจากนั้นก็สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงตนเอง เป็นต้น พวกเขารู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ยุ่งยากเกินไปและไม่จำเป็นเลย พวกเขาติดตามพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนด้วยความเข้าใจอันผิวเผินต่อความเชื่อในพระเจ้าและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย ตลอดจนมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันต่างๆ เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า คนประเภทนี้เป็นตัวอย่างที่ดีทีเดียวมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาตั้งข้อกำหนดที่พื้นฐานที่สุดสำหรับตนเอง และมีท่าทีพื้นฐานที่สุดต่อการเชื่อในพระเจ้า นอกจากนี้ พวกเขายังละเลยความจริง การพิพากษาและการเปิดโปงของพระเจ้า การถูกตัดแต่ง รวมถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนานาประการของผู้คน และสภาวะกับการสำแดงต่างๆ เป็นต้น พวกเขาไม่เคยใคร่ครวญหรือไตร่ตรองประเด็นเหล่านี้เลย นั่นคือ ผู้คนเหล่านี้ถือว่าตนเองมีความเป็นมนุษย์ที่ดี เป็นคนดี และเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ในขณะที่ยอมรับว่าผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม พวกเขากลับเพิกเฉยต่อสภาวะและการสำแดงเฉพาะของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามต่างๆ ของผู้คนที่พระเจ้าทรงเปิดโปง โดยไม่ทุ่มเทความพยายามในการตรวจสอบสิ่งเหล่านี้เลย นี่ก็คือคนประเภทหนึ่งไม่ใช่หรือ? ทัศนะและการสำแดงเฉพาะของความเชื่อในพระเจ้าของคนประเภทนี้เป็นตัวอย่างที่ดีทีเดียวไม่ใช่หรือ? (ใช่) เมื่อพิจารณามุมมองของคนเหล่านี้เกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า ความเข้าใจในการได้รับการช่วยให้รอด และท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนานาประการของผู้คน คนเหล่านี้ควรถูกจัดอยู่ในประเภทใด? (พวกที่มีความเชื่ออันเลอะเลือนและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง) นี่เป็นเพียงลักษณะภายนอกเท่านั้น จริงๆ แล้ว คนเหล่านี้ควรถูกจำแนกอยู่ในประเภทใด? ในคริสตจักรมีผู้คนประเภทนี้มากมายใช่หรือไม่? (ใช่) เมื่อใดก็ตามที่มีการหารือประเด็นปัญหาเฉพาะและสามัคคีธรรมความจริงที่สอดคล้องกัน พวกเขาก็เริ่มรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน สัปหงก หรือกลายเป็นสับสน และแสดงให้เห็นว่าไม่มีความสนใจเลย หากพวกเขาได้รับมอบหมายกิจหรืองานใดๆ พวกเขาก็ถลกแขนเสื้อและลงมือทำ โดยไม่พยายามหลบเลี่ยงความยากลำบากหรือความเหนื่อยล้า พวกเขาคิดว่าหากการเชื่อในพระเจ้าเหมือนการทำงานประเภทนี้ก็คงจะดีมาก—เมื่อนั้นพวกเขาคงจะมีแรงจูงใจ เมื่อถึงเวลาที่ต้องสู้ทนความยากลำบาก จ่ายราคา และทุ่มเทความพยายามให้กับงาน พวกเขาก็แสดงความจริงจังอย่างแท้จริง แต่ความจริงจังและความกระตือรือร้นอย่างแท้จริงนี้เหมือนกับการจงรักภักดีหรือไม่? นี่เป็นการสำแดงที่คนเราควรมีหลังจากเข้าใจหลักธรรมความจริงแล้วใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) จากสามัคคีธรรมของเรา พวกเจ้ามองเห็นได้หรือไม่ว่าผู้คนเหล่านี้ควรจัดอยู่ในประเภทใด? (คนลงแรง) ถูกต้อง ผู้คนเหล่านี้คือคนลงแรง และนี่คือวิธีที่คนลงแรงเชื่อในพระเจ้า
พวกเราเริ่มต้นด้วยการสามัคคีธรรมถึงแก่นแท้ธรรมชาติและการสำแดงนานาประการของพวกศัตรูของพระคริสต์ รวมถึงการสำแดงต่างๆ ของผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ แต่ไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ที่แท้จริง ตอนนี้พวกเรากำลังสามัคคีธรรมถึงการสำแดงประเภทต่างๆ ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของเหล่าผู้นำและคนทำงาน แม้หัวข้อที่ได้สามัคคีธรรมกันแล้วจะเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์กับผู้นำเทียมเท็จ แต่ประเด็นเฉพาะและการสำแดงที่กล่าวถึงในแต่ละเรื่องนั้นสัมพันธ์กับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม รวมถึงสภาวะและการสำแดงต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้การครอบงำของอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แม้ว่าผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์จะเป็นเพียงส่วนน้อย แต่อุปนิสัยของผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ รวมถึงสภาวะและการสำแดงต่างๆ ของพวกเขา กลับมีอยู่ในคนทุกคนในระดับที่แตกต่างกัน บัดนี้ประเด็นเหล่านี้ได้รับการสามัคคีธรรมกันอย่างละเอียดเช่นนี้ ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเหล่านั้นย่อมจะมีเส้นทางและทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และมีเป้าหมายที่แจ่มแจ้งยิ่งขึ้นในการไล่ตามเสาะหาความจริง ปฏิบัติความจริง เข้าใจหลักธรรมความจริง และเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง นี่คือสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขาและเป็นเหตุให้ชื่นชมยินดี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขากำลังเริ่มก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนใหม่ในความเชื่อในพระเจ้าของตน พวกเขาไม่ใช้ชีวิตภายใต้ข้อบังคับ พิธีกรรมทางศาสนา หรือคำพูดและคำสอน รวมทั้งคำขวัญอีกต่อไป แต่พวกเขากลับมีทิศทางและเป้าหมายสำหรับการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และแน่นอนว่า มีหลักธรรมให้ทำตามที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น วิธีปฏิบัติภายใต้รูปการณ์แวดล้อมและหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้อง หรือสภาวะกับความเสื่อมทรามที่ผู้คนมีและวิธีที่พวกเขาควรปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้น ตลอดจนวิธีแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านั้น—หัวข้อหลักทั้งสองหัวข้อที่สามัคคีธรรมถึงศัตรูของพระคริสต์และผู้นำเทียมเท็จเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ สำหรับผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงนั้น ยิ่งสามัคคีธรรมความจริงอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีเส้นทางปฏิบัติมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งสามัคคีธรรมความจริงอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น หัวใจของผู้คนก็ยิ่งสว่างและชัดเจนมากขึ้น พวกเขาย่อมสามารถรู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น และพวกเขาก็ยิ่งตระหนักถึงสิ่งที่พวกเขาควรเข้าสู่ต่อไปรวมทั้งปัญหาที่พวกเขาจำเป็นต้องแก้ไขต่อไปมากขึ้น ส่วนผู้คนประเภทที่ถูกกล่าวถึงเมื่อครู่ว่าเป็นคนลงแรง หลังจากที่พวกเราสามัคคีธรรมถึงสภาวะต่างๆ ที่เกิดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ และปัญหาของความเสื่อมทรามนานัปการที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างครอบคลุม พวกเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงหมายถึงอะไร? หมายถึงพวกเขายังคงคลุมเครือและไม่สามารถเข้าใจการไล่ตามเสาะหาความจริงและเส้นทางแห่งความรอดที่พระเจ้าตรัสได้ ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ หลังจากได้สามัคคีธรรมการสำแดงและปัญหาที่เป็นแก่นแท้ไปมากมายแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงคิดว่า “ฉันมีความเป็นมนุษย์ที่ดี ฉันเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ฉันยินดีละทิ้งสิ่งต่างๆ ในความเชื่อในพระเจ้าของฉัน และฉันเต็มใจที่จะจ่ายราคาและสู้ทนกับความยากลำบากในการทำหน้าที่ของฉัน นี่ก็เพียงพอแล้ว” เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ พวกเขาไม่ตรวจสอบตนเองและไม่เปรียบเทียบตนเองกับพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับพยายามแก้ปัญหาตามความดีงามแบบมนุษย์ของตนเองหรือมโนธรรมและเหตุผลอันน้อยนิดที่พวกเขามี แน่นอนว่า คนบางคนพึ่งพาการยับยั้งชั่งใจและความอดทน การสู้ทนครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่คนอื่นๆ พึ่งพาปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก ทำเรื่องใหญ่ให้ดูเหมือนเรื่องเล็ก แล้วจากนั้นก็ทำเรื่องเล็กให้ดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไรเลย เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าก็คือ “เมื่อถึงวันที่พระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง ถ้าฉันยังทำหน้าที่ของฉันอยู่ในคริสตจักร ยังไม่ถูกคัดออก นั่นก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าฉันจะมีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับตนเองหรือไม่ อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของฉันได้รับการแก้ไขหรือยัง ตัวฉันมีการนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ ไม่ว่าฉันจะเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่—นั่นเป็นเรื่องเล็ก ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง ทำทุกเรื่องให้เป็นเรื่องใหญ่ไปหมด สามัคคีธรรมความจริงอย่างละเอียดขนาดนี้ หยิบยกแม้แต่ประเด็นปัญหาที่เล็กที่สุดมาสามัคคีธรรมกันอย่างไม่รู้จบ ทำให้พวกเราแยกแยะอยู่ตลอดเวลา ฉันก็แค่ไม่ยินดีที่จะฟังสามัคคีธรรมความจริงเหล่านี้ ฉันไม่มีความสนใจเลย เมื่อวันของพระเจ้ามาถึง จะวิเศษเพียงใดหากพวกเราสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรได้โดยตรง!” แม้จะเป็นความจริงที่ว่าความอดทนของทุกคนมีขีดจำกัด แต่ความอดทนของคนเหล่านั้นกลับไม่มีขีดจำกัด เพราะเหตุใด? เพราะพวกเขาเชื่อว่าตนเองมีความเป็นมนุษย์ที่ดี เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง มีความสามารถที่จะละทิ้งสิ่งต่างๆ ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า และเต็มใจที่จะจ่ายราคาและสู้ทนกับความยากลำบากในการทำหน้าที่ของตน เมื่อเผชิญกับสิ่งใด พวกเขาก็มีวิธีแก้ไขของตนเอง ท้ายที่สุดก็ยังคงสามารถทำหน้าที่ของตนอย่างแน่วแน่และยืนหยัดอยู่ได้ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าพวกเขายืนหยัดในการทำหน้าที่ของตนอย่างไร หรือใช้วิถีทางใดเพื่อสู้ทนจนถึงที่สุด ไม่ว่าด้วยแรงจูงใจใด สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ พวกเขาไม่มีการนบนอบพระเจ้าที่แท้จริง และไม่เคยเข้าใจในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง กล่าวให้ถูกต้องยิ่งขึ้นคือ ผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมรับว่ามีความเสื่อมทรามและพวกเขาไม่ยอมรับรู้สภาวะและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนที่พระเจ้าทรงเปิดโปง แม้พวกเขาเปรียบเทียบตนเองกับสภาวะและปัญหาเหล่านี้เป็นบางโอกาส พวกเขาก็ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยท่าทีเย็นชา พร้อมกล่าวว่า “ทุกคนเสื่อมทรามเท่าเทียมกัน แก่นแท้ธรรมชาติของทุกคนก็คือแก่นแท้ธรรมชาติของหมู่มารและซาตาน พวกเราทั้งหมดล้วนเป็นศัตรูของพระเจ้า นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ตราบใดที่คนเรายืนหยัดในการทำหน้าที่ของตน พระเจ้าจะทรงเห็นชอบในตัวพวกเขาอย่างแน่นอน และผู้ที่ยืนหยัดจนถึงปลายทางย่อมจะเป็นผู้ชนะ” เมื่อพิจารณาจากมุมมองของพวกเขา พวกเขามีความกระตือรือร้นในความเชื่อในพระเจ้าอย่างมาก แต่เมื่อเป็นเรื่องของการแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์ พวกเขากลับเงียบงัน ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว เมื่อถึงเวลาสามัคคีธรรมความจริงในที่ชุมนุม พวกเขาก็รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนและไม่สามารถฟังให้เข้าหูได้ หากเจ้าถามพวกเขาว่า “คุณมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในหน้าที่ทุกวันของคุณอย่างไร?” พวกเขากล่าวว่า “คริสตจักรจัดการเตรียมงานอะไรให้ฉันทำ ฉันก็ทำ เรื่องนี้จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้วยหรือ?” พวกเขาดูเหมือนไม่เข้าใจ หากเจ้าถามพวกเขาต่อไปว่า “คุณมีความเสื่อมทรามที่ถูกเผยบ้างหรือไม่? คุณเข้าใจตนเองอย่างไร?” พวกเขาย่อมตอบว่า “ฉันก็แค่นบนอบพระเจ้าและรักพระเจ้า จะมีปัญหาอะไรได้เล่า?” ความคิดของพวกเขาเรียบง่ายเช่นนั้น นี่คือทัศนะของพวกเขาที่ว่า “การเชื่อในพระเจ้าควรเป็นเช่นนี้ ทำไมต้องกังวลกับประเด็นปัญหาสัพเพเหระมากมายด้วยเล่า? พวกคุณกำลังทำให้สิ่งต่างๆ ยุ่งยากซับซ้อนเกินไป!” ดังนั้น พวกเขาจึงทำหน้าที่ของตนและทำกิจต่างๆ โดยไม่เคยแสวงหาหลักธรรมความจริง แต่กระทำการตามเจตนาที่ดีและความกระตือรือร้น กล่าวให้ถูกต้องยิ่งขึ้นก็คือ พวกเขากระทำการภายใต้การครอบงำของมโนธรรมและสำนึก คิดไปว่า “ฉันทนทุกข์และจ่ายราคาไปมากมายแล้ว ปฏิบัติความจริงและทำให้พระเจ้าพอพระทัยไปมากแล้ว อย่ามาขออะไรจากฉันมากไปกว่านี้ ฉันเป็นเช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว ฉันเป็นคนดี และฉันเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” แน่นอนว่า มีบางครั้งที่คนเหล่านี้อดไม่ได้ที่จะระบายออกมา และแล้วโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาก็ถูกเปิดโปง พวกเขาสามารถพรั่งพรูคำพูดและคำสอนมากมาย แต่กลับขาดวุฒิภาวะที่แท้จริง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาไม่มีชีวิต การไม่มีชีวิตหมายถึงอะไรเป็นการเฉพาะ? (พวกเขาไม่มีความจริง) การไม่มีความจริงเกิดขึ้นได้อย่างไร? (พวกเขาไม่รักความจริง และพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง) ไม่ใช่เรื่องว่าพวกเขารักความจริงหรือไม่ด้วยซ้ำ พูดให้ถูกต้องก็คือพวกเขาไม่ยอมรับความจริงต่างหาก บางคนอาจกล่าวว่า “พระองค์ตรัสได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริง? พวกเขาสู้ทนความยากลำบากมากมายขนาดนั้น แถมยังจ่ายราคาอย่างใหญ่หลวงในการทำหน้าที่ของตน ทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกวัน พระองค์ตรัสได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่มีความจริง?” การกล่าวเช่นนี้เป็นการทำผิดต่อพวกเขาหรือไม่? แต่หากเจ้ามองดูคนเหล่านี้ เบื้องหลังการทนทุกข์และการจ่ายราคาของพวกเขา ทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้นอยู่ในขอบเขตของหลักธรรมความจริงหรือไม่? พวกเขาแสวงหาหลักธรรมในทุกสิ่งที่พวกเขาทำหรือไม่? พวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าและทำสิ่งต่างๆ ตามพระวจนะของพระเจ้าและหลักธรรมที่กำหนดโดยพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? ไม่ ทั้งหมดนั้นเป็นการกระทำของมนุษย์และเป็นการยับยั้งชั่งใจของมนุษย์ การสำแดงหลักของการไม่ยอมรับความจริงของพวกเขาคืออะไร? นั่นก็คือ ก่อนที่จะทำสิ่งใด พวกเขาไม่เคยแสวงหาความจริงอย่างกระตือรือร้น และไม่เคยไตร่ตรองอย่างจริงจังว่าหลักธรรมความจริงคืออะไร แล้วจึงปฏิบัติให้สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าอย่างเข้มงวด พวกเขาเก็บงำความคิดและท่าทีเช่นนี้เอาไว้หรือไม่? พวกเขามีท่าทีอย่างไรต่อการสำแดงนานัปการของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงเปิดโปง? พวกเขายอมรับพระวจนะเหล่านี้หรือไม่? พวกเขายอมรับหรือไม่ว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริง? พวกเขายอมรับหรือไม่ว่าการสำแดงเฉพาะเหล่านี้เป็นการเผยความเสื่อมทราม? พวกเขาอาจพยักหน้าเห็นด้วยหรือยอมรับโดยผิวเผิน แต่ในหัวใจของพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่ยอมรับและเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ การเพิกเฉยต่อเรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร? หากจะกล่าวให้แน่ชัดลงไป นั่นหมายถึงการไม่ยอมรับ ไม่มีท่าทีที่ชัดเจน และไม่มีความรู้สึกคัดค้านหรือการต่อต้านที่เห็นได้อย่างชัดแจ้ง แต่กลับใช้ท่าทีของการปฏิบัติอย่างเย็นชาต่อพระวจนะที่พระเจ้าตรัสนี้ การกล่าวว่า “ปฏิบัติอย่างเย็นชา” นั้นค่อนข้างเป็นนามธรรม กล่าวให้ชัดเจนก็คือ การที่พวกเขาคิดว่า “พระองค์ตรัสว่าผู้คนโอหังและหลอกลวง แต่มีใครที่ไม่หลอกลวงบ้าง? ใครบ้างที่ไม่มีความเจ้าเล่ห์อยู่เลย? ใครบ้างที่ไม่แสดงความโอหังหรือความหยิ่งยโสออกมา? นี่เป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน? ตราบเท่าที่คนเราสามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาได้ นั่นก็เพียงพอแล้ว” นี่คือท่าทีและการสำแดงเฉพาะของการไม่ยอมรับไม่ใช่หรือ? (ใช่) นี่คือการไม่ยอมรับความจริง ท่าทีของพวกเขาต่อพระวจนะแห่งการพิพากษาและการเปิดโปงของพระเจ้าเป็นท่าทีของการเพิกเฉยและไม่ยอมรับ ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องของการประเมินและการเตือนความจำที่พี่น้องชายหญิงมอบให้กับพวกเขา แม้กระทั่งคำชี้แนะและความช่วยเหลือที่พี่น้องชายหญิงมีให้สำหรับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา พวกเขาสามารถยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่? (ไม่ได้) จงบอกเราทีว่า เช่นนั้นแล้ว การสำแดงเฉพาะของพวกเขาคืออะไร? ทำไมพวกเขาจึงไม่สามารถยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้? หลักฐานของเจ้าสำหรับการกล่าวเช่นนี้อยู่ที่ใด? ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้ากล่าวกับพวกเขาว่า “คุณทำหน้าที่ของคุณอย่างสะเพร่าแบบนี้ไม่ได้ นี่เป็นการสุกเอาเผากิน” การสำแดงใดของพวกเขาที่พิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริง? (พวกเขาจะพูดว่า “ฉันได้ทุ่มเทหัวใจลงไปแล้ว ฉันได้ทนทุกข์และจ่ายราคาไปแล้ว คุณพูดได้อย่างไรว่าฉันทำอย่างสุกเอาเผากิน?”) นี่คือการหาเหตุผลเข้าข้างตนเองของพวกเขา พวกเขาจะมองหาข้ออ้างในบางครั้งหรือไม่? แม้พวกเขายอมรับอยู่ในหัวใจ แต่ก็ยังคงคิดว่า “ฉันสุกเอาเผากินแล้วอย่างไร? ใครบ้างที่ไม่มีวันที่แย่ๆ? ใครบ้างที่ไม่มีประสบการณ์กับภาวะอารมณ์ปกติ? แต่ฉันไม่อาจยอมรับว่าฉันเป็นคนสุกเอาเผากิน ฉันจำเป็นต้องหาข้ออ้างมากลบเกลื่อน ฉันเสียหน้าไม่ได้” ดังนั้น พวกเขาจึงหาเหตุผลและข้ออ้างมากมายทำนองตรรกะวิบัติมาปกป้องตนเอง ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงว่าตนสุกเอาเผากิน ไม่ยอมรับรู้ปัญหาของตนเองในเรื่องนี้ และไม่ยอมรับคำชี้แนะจากผู้อื่น นี่คือการสำแดงเฉพาะของการไม่ยอมรับความจริง เมื่อไม่เผชิญกับสถานการณ์ที่แท้จริง พวกเขาจึงถือว่าตนเองเป็น “คนดีที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ทั้งหลาย แม้พวกเขาไม่สามารถใช้เรื่องนี้เป็นเกราะป้องกันได้อีกต่อไป พวกเขาก็ยังคงหาเหตุผลเพียงพอที่จะแก้ตัวและปกป้องตนเอง โดยการมองข้ามปัญหา ยุติปัญหา แล้วยังคงมองว่าตนเองเป็น “คนดี มีความเป็นมนุษย์ที่ดี เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และมีความสามารถที่จะละทิ้ง และมีความสามารถในการสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาในการทำหน้าที่ของตน” พูดให้ถูกต้องก็คือ การสำแดงทั้งหลาย และแก่นแท้ของผู้คนเหล่านี้คือการสำแดงและแก่นแท้ของคนลงแรง คนกลุ่มนี้มีสัดส่วนที่สำคัญในคริสตจักร ไม่ว่าสัดส่วนจะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้ว หากบุคคลเหล่านี้สามารถทนทุกข์และจ่ายราคาได้จริงๆ สู้ทนและยืนหยัดจนถึงปลายทางโดยไม่มีการกระทำผิดร้ายแรงใดๆ ไม่ละเมิดกฎการปกครองของพระเจ้า หรือก้าวล่วงพระอุปนิสัยของพระองค์ เมื่อนั้นพวกเขาก็คือคนลงแรงที่จงรักภักดี เป็นคนลงแรงที่สามารถอยู่ต่อไปได้ นี่คือพรที่ยิ่งใหญ่! พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และพวกเขาไม่สามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่อาจเป็นพยานให้พระเจ้า หรือปฏิบัติตนเป็นพยานถึงพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า—การได้รับพรนี้ก็ดีมากแล้ว คนเราสามารถคาดหวังว่าจะได้รับสิ่งใดโดยไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง? การเป็นคนลงแรงที่จงรักภักดีก็ไม่เลวแล้ว บางคนถามว่า “เป็นไปได้หรือไม่ที่บุคคลเหล่านี้จะกลายเป็นประชากรของพระเจ้า?” เป็นไปได้ ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือ หากบุคคลเหล่านี้สามารถยอมรับความจริง ยอมรับและเผชิญกับความเสื่อมทรามของตนเองอย่างถูกต้องบนพื้นฐานของการสามารถละทิ้งและทนทุกข์ จากนั้นก็แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข ไม่ใช่ปฏิบัติตนตามความดีของมนุษย์ หรือความยับยั้งชั่งใจ อดทนอดกลั้น และบากบั่นของมนุษย์ แต่ปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง เพื่อให้ในท้ายที่สุด อุปนิสัยของพวกเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้บ้าง จากนั้นพวกเขาจึงมีโอกาสกลายเป็นประชากรของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม หากการกระทำและพฤติกรรมของพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย ไม่เกี่ยวข้องกับการยอมรับความจริงและได้รับการช่วยให้รอด เมื่อนั้นโอกาสของพวกเขาที่กลายเป็นประชากรของพระเจ้าย่อมเป็นศูนย์ นี่คือข้อเท็จจริง หลักธรรมในการปฏิบัติต่อคนลงแรงที่จงรักภักดีคืออะไร? คือการพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้มีความเข้าใจที่แจ่มชัด จุดประสงค์ของการทำให้คนเหล่านี้มีความเข้าใจที่แจ่มชัดคืออะไร? เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาหลงอยู่ในความเพ้อฝัน บางคนถามว่า “หลงอยู่ในความเพ้อฝันหมายถึงอะไร?” เมื่อผู้คนมองว่าตนเอง “มีความเป็นมนุษย์ที่ดี เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และมีความสามารถที่จะละทิ้งและเต็มใจที่จะจ่ายราคา” จากนั้นก็คาดหวังว่าจะได้รับความรอดจากพระเจ้า ซึ่งเป็นไปไม่ได้ จึงต้องทำให้พวกเขาเข้าใจชัดเจนถึงการยึดถือมุมมองที่ว่า “มีความเป็นมนุษย์ที่ดี เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และมีความสามารถที่จะละทิ้งและเต็มใจที่จะจ่ายราคาสามารถนำไปสู่การได้รับความรอดจากพระเจ้า” นั้นไม่ถูกต้องและโง่เขลา ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจอย่างชัดเจนว่าการมีคุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าคนเราได้ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนไปแล้ว และการมีพฤติกรรมที่ดีอยู่บ้างไม่ได้หมายความว่าคนเราสามารถได้รับการช่วยให้รอด ยิ่งไม่ได้หมายความว่าคนเราย่อมได้มาซึ่งความจริง และมุมมองของพวกเขาก็ไร้สาระ น่าขัน ไม่สอดคล้องและเข้ากันไม่ได้โดยสิ้นเชิงกับความจริงที่พระเจ้าทรงแสดง สำหรับผู้คนเหล่านี้ที่ยึดถือมโนคติอันหลงผิดทางศาสนาอย่างดื้อรั้นควรได้รับการช่วยเหลือ โดยการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา หากพวกเขายังคงไม่สามารถยอมรับความจริง และไม่ว่าเจ้าสามัคคีธรรมกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ยังคงไม่ได้รับความรู้แจ้งและไม่แสดงเจตนาที่จะแสวงหา เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องบังคับพวกเขา พวกเขาสามารถรับใช้ในฐานะคนลงแรงจนถึงปลายทางได้เท่านั้น
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ