หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (24) ตอนที่สาม
II. ตามความเป็นมนุษย์ของคนเรา
คราวนี้พวกเราก็มาพูดถึงหมวดที่สอง ซึ่งก็คือความเป็นมนุษย์ของพวกเขา พวกเราแยกแยะและพิจารณาตามการสำแดงความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนว่าคนคนนี้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ และเหมาะสมที่จะอยู่ในคริสตจักรต่อไปหรือไม่ เมื่อดูตามพฤติการณ์และการเผยความเป็นมนุษย์ออกมา รวมทั้งแก่นแท้แห่งความเป็นมนุษย์ของพวกเขาแล้ว ถ้าพวกเขาไม่ใช่พี่น้องชายหญิงที่แท้จริง ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในคริสตจักร การมีอยู่ของพวกเขาก่อกวนพี่น้องชายหญิง และ—เมื่อดูจากพฤติกรรม—พวกเขาจัดเป็นคนที่ควรถูกคัดออกหรือขับไล่ไปจากคริสตจักร เช่นนั้นแล้ว คริสตจักรก็ควรคิดวางแผนเช่นที่กล่าวมาโดยไวเพื่อคัดตัวคนเหล่านี้ออกหรือขับไล่ไปเสีย สามัคคีธรรมที่ว่าด้วยหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ของผู้นำและคนทำงานนี้เกี่ยวข้องกับการคัดตัวคนชั่วทุกประเภทออกไปหรือขับไล่ เมื่อมองตามความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านี้ไม่ดีและชั่วอย่างแน่นอน ถ้าใช้ภาษาทั่วไปก็คือพวกเขาเป็นคนไม่ดีนั่นเอง เมื่อดูความเป็นมนุษย์ที่พวกเขาสำแดงออกมา พวกเขาควรถูกคัดออกหรือขับไล่ไปจากคริสตจักรเพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนคริสตจักรและส่งผลต่อระเบียบปกติของชีวิตคริสตจักรและการปฏิบัติหน้าที่ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรต่อไป แล้วพวกเราตัดสินความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งว่าดีหรือชั่ว อันเป็นการตัดสินใจว่าคริสตจักรควรคัดตัวออกหรือขับไล่ไปหรือไม่ โดยดูที่การสำแดงเช่นใด? โดยรวมแล้วหมวดที่สอง—ความเป็นมนุษย์—นี้ครอบคลุมหลายประเด็นเช่นกัน แต่ก่อนอื่น พวกเรามาสามัคคีธรรมถึงประเด็นแรกกันเถิด
ก. ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ
ประเด็นแรกเป็นเรื่องของคนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ แน่นอนว่าพวกเจ้าทุกคนมักจะพบเจอคนประเภทนี้ ลักษณะสำคัญที่สุดที่สำแดงว่าชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จคืออะไร? คือการพูดจาไร้หลักธรรม มีเจตนาและจุดประสงค์ที่จะปลุกปั่นให้เกิดข้อพิพาทอยู่เสมอ ก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นโทษ เห็นได้ชัดว่าผู้คนเช่นนี้มีปัญหาร้ายแรงทางวาจา ซึ่งมีต้นตอเป็นอุปนิสัยที่ไม่ดีและการไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ พาให้พวกเขาชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ เมื่อมองในแง่ของคำศัพท์ คำว่า “บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ” หมายถึงการมักจะกล่าวอ้างว่าสิ่งที่จริงนั้นเท็จ และเท็จคือจริง นี่เป็นเรื่องของการกลับดำขาว และถึงกับแต่งเติมข้อเท็จจริงด้วยรายละเอียดที่ไม่จริง กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ตัดสินทั้งที่ไม่มีมูล และพูดจาตามอำเภอใจ ผู้คนเช่นนี้ไม่เคยพูดถึงสิ่งทั้งหลายในทางที่เป็นบวก สิ่งที่พวกเขาพูดไม่เจริญใจผู้คน ไม่เป็นประโยชน์หรือช่วยเหลือผู้คนได้แต่อย่างใด ระหว่างที่มีปฏิสัมพันธ์ คลุกคลี และสื่อสารกับพวกเขา การฟังพวกเขาพูดมักจะฉุดหัวใจของผู้คนให้จมดิ่งอยู่ในความมืดมิดและขุ่นมัว ถึงกับทำให้คนเหล่านั้นสูญเสียความเชื่อของตน จนพวกเขาไม่อยากเชื่อในพระเจ้า และไม่สามารถสงบจิตใจขณะอุทิศตนฝ่ายวิญญาณและขณะชุมนุม จิตใจและวิญญาณของพวกเขามักจะว้าวุ่นเพราะคำกล่าวอ้างว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด รวมถึงเรื่องซุบซิบที่ผู้คนดังกล่าวเผยแพร่ เริ่มมองทุกคนในทางที่ไม่ดี และไม่เห็นสิ่งใดนอกจากข้อเสียในตัวผู้อื่น หลังจากฟังข้อมูลจริงเท็จที่ถูกบิดเบือน บ่อยครั้งที่การคิดอ่านตามปกติของผู้คนจะถูกก่อกวน แม้กระทั่งมุมมองที่ถูกต้องของพวกเขาในเรื่องต่างๆ ก็ถูกก่อกวน ทำให้พวกเขาแยกแยะได้ยากว่าสิ่งใดถูกต้องและสิ่งใดไม่ถูกต้อง คนที่ขาดวิจารณญาณก็มักจะถูกล่อลวงและตกอยู่ในการทดลองโดยไม่ทันรู้ตัวซึ่งมีเหตุมาจากสิ่งที่ผู้คนที่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จกล่าว พวกเขานึกไปว่า “คนเหล่านั้นยังไม่ได้ทำร้ายใคร พวกเขาเข้าชุมนุมตามปกติ บางครั้งก็บริจาคและช่วยเหลือผู้อื่นด้วยซ้ำ ไม่เคยทำเรื่องไม่ดี” อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งผลจากปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับบุคคลดังกล่าวก็คือพวกเขาจมปลักอยู่กับประเด็นเรื่องถูกผิดและติดหล่มการทดลอง ติดอยู่ตรงกลางเรื่องยุ่งเหยิงทางอารมณ์ระหว่างผู้คนกับสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรระหว่างบุคคล ผู้คนที่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จเหล่านี้ถนัดก่อกวนสัมพันธภาพอันเหมาะสมระหว่างผู้คน และบ่อนทำลายความเข้าใจบางอย่างที่บริสุทธิ์ในจิตใจของผู้คน ในทัศนะของพวกเขา ใครก็ตามที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สามารถเกื้อหนุนและช่วยเหลือกันได้ ย่อมเป็นเป้าหมายให้พวกเขาลอบโจมตีและตัดสินทั้งสิ้น ในทำนองเดียวกัน ใครก็ตามที่ทำหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดีอยู่บ้างและค่อนข้างสละตน ก็เป็นเป้าหมายให้พวกเขาโจมตีเช่นกัน ไม่ว่าบางสิ่งจะเป็นบวกหรือดีงามอย่างไร พวกเขาก็หาทางทำให้เสื่อมเสียได้ พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์ทุกสิ่งกลายๆ แสดงความคิดเห็นในทุกเรื่อง และยึดมั่นในมุมมองของตนเองในทุกประเด็นปัญหา มุมมองเหล่านี้ไม่ใช่มุมมองที่จริงแท้แต่อย่างใด ตรงกันข้าม พวกเขากลับพูดจาไร้สาระ เอาเรื่องจริงเท็จมาปนกัน สลับดำขาว และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สร้างความบาดหมางระหว่างผู้คน หรือว่าร้ายบางคน พวกเขาถึงกับจงใจกุเรื่องต่างๆ ขึ้นมาอย่างไร้ความยั้งคิดโดยแต่งเติมข้อเท็จจริงด้วยรายละเอียดที่ไม่จริงและกล่าวหาโดยไร้มูลเหตุ ปั้นน้ำเป็นตัว คนที่ไม่ตระหนักรู้ข้อเท็จจริงเมื่อฟังพวกเขาพูดก็คิดว่าคำกล่าวอ้างของพวกเขาฟังดูมีเหตุผลและไม่มีทางเป็นเท็จไปได้ ดังนั้นจึงถูกชักพาให้หลงผิด คนประเภทที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จนี้ย่อมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เป็นบวกโดยพูดอย่างอ้อมค้อม นี่ใช่เพราะพวกเขามีสำนึกแห่งความยุติธรรมหรือไม่? (ไม่ใช่) พวกเขาต่อต้านและไม่นับถือคนที่ทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน มีความจงรักภักดี กุลีกุจอสละตน รวมทั้งคนที่มีมโนธรรมและสำนึก แล้วเพราะเหตุใดคนเหล่านี้จึงพูดจาอย่างไม่ยั้งคิด? มีต้นตออยู่ตรงไหน? เหตุใดพวกเขาจึงชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จอยู่เสมอ? (เพราะพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี) ถูกต้อง นี่เกิดจากความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี ถ้าพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ดี พวกเขาก็จะไม่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ การพูดจาควรเป็นไปตามมโนธรรมและความมีเหตุผล คนเราไม่สามารถพร่ำพูดทฤษฎีที่บิดเบี้ยวและความคิดนอกรีตเรื่อยไปได้ ต้นตอของการบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จก็คือความเป็นมนุษย์ที่แย่ ผู้คนเช่นนั้นไม่ว่าจะกล่าวสิ่งใดออกมาย่อมแสลงหู พูดอย่างสุภาพก็คือพวกเขากำลังตัดสินคนอื่น แต่ที่จริงแล้วคำพูดของพวกเขามีเจตนาบางอย่างที่มุ่งร้ายหมายจะกล่าวโทษและสาปแช่ง ทั้งยังแฝงนัยของการยุยง ริษยา ต่อต้าน เกลียดชัง และแม้กระทั่งซ้ำเติมคนล้มอีกด้วย สรุปแล้ว นี่คือลักษณะสำคัญของการบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จของพวกเขา นอกจากลักษณะเหล่านี้แล้ว บุคคลดังกล่าวยังมีลักษณะนิสัยเหมือนกันอีกประการหนึ่งคือ พวกเขาโกรธเคืองที่ผู้คนมีสิ่งที่พวกเขาไม่มี และหัวเราะเยาะคนที่ไม่มีสิ่งที่พวกเขามี ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาดีหรือไม่? (ไม่ดี) คนประเภทที่โกรธเคืองที่ผู้คนมีสิ่งที่พวกเขาไม่มี และหัวเราะเยาะคนที่ไม่มีสิ่งที่พวกเขามี รู้สึกอิจฉาใครก็ตามที่ดีกว่าตนและพูดให้ร้ายคนเหล่านั้นลับหลัง ตัดสินและกล่าวโทษคนเหล่านั้น แต่ถ้าใครด้อยกว่าพวกเขา พวกเขาก็จะหัวเราะเยาะหยัน พร้อมที่จะล้อเลียน เหน็บแนม และดูถูกคนคนนั้น พวกเขาไม่สามารถเข้าใจเรื่องต่างๆ อย่างถูกต้อง หรือใช้ท่าทีตามหลักศีลธรรมขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ได้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องอวยพรใคร ส่งความปรารถนาดีให้ใคร หรือขอให้ใครสมหวังในทุกสิ่ง หรือให้คนเหล่านั้นเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง แต่อย่างน้อยที่สุด พวกเขาควรประเมินผู้อื่นอย่างถูกต้องโดยไม่แฝงความมุ่งร้ายเอาไว้—ทว่าแม้แต่เรื่องนี้พวกเขาก็ทำไม่ได้ สาเหตุเบื้องหลังการบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จของพวกเขาคืออะไร? เห็นได้ชัดว่าจากคำพูดของพวกเขา จากท่าทีที่พวกเขามีต่อผู้อื่น วิธีปฏิบัติต่อผู้อื่น และสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ลึกๆ ในหัวใจ ผู้คนประเภทนี้มีความเป็นมนุษย์ที่มุ่งร้ายอย่างชัดแจ้ง แม้ผู้คนประเภทนี้จะใช้แต่ปากมาบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ แต่ลึกลงไปในหัวใจ เบื้องหลังการกระทำเหล่านี้กลับมีผลสัมฤทธิ์และเป้าหมายที่พวกเขาอยากบรรลุ รวมทั้งทัศนะและท่าทีที่แท้จริงที่พวกเขามีต่อผู้คนและเรื่องทั้งหลาย ตอนนี้ถ้าวางเรื่องที่ว่าคนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จเข้าใจความจริงดีหรือไม่ ใช่คนที่รักความจริงหรือไม่เอาไว้ก่อน ถ้าดูตามลักษณะข้อนี้ในความเป็นมนุษย์ของพวกเขา—ซึ่งก็คือความชอบที่จะบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ—พวกเขาจะมีอิทธิพลที่ดีหรือเป็นบวกต่อพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรได้หรือไม่? (ไม่ได้) ไม่ได้อย่างแน่นอน!
มาดูตัวอย่างจำเพาะกันบ้าง จะได้เห็นว่าคนที่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จมีการสำแดงเช่นใด ยกตัวอย่าง สมมุติว่ามีพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่ทางบ้านร่ำรวยมาก แต่เพื่อประกาศข่าวประเสริฐและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า เธอจึงปล่อยมือจากความยินดีทางเนื้อหนังและจากบ้านมาทำหน้าที่ของตน จงบอกเราเถิดว่าผู้คนทั่วไปจะมองสถานการณ์นี้ว่าอย่างไร? พวกเขาย่อมจะเลื่อมใสและอิจฉาเธอมิใช่หรือ? อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็จะคิดว่าพี่น้องหญิงคนนี้น่าชมเชยและคู่ควรให้เอาอย่าง ที่สามารถทิ้งความหรรษาทางเนื้อหนังมาทำหน้าที่ของเธอได้ แต่คนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จแสดงความเห็นเกี่ยวกับเธอว่าอย่างไร? พวกเขากล่าวว่า “เธอยอมทิ้งชีวิตคนรวยเพื่อออกไปประกาศข่าวประเสริฐตลอดวัน ถ้ายังทำแบบนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วสามีของเธอย่อมจะไล่เธอออกจากบ้าน! การเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องของการได้รับพรและหาความสุขสำราญไม่ใช่หรือ? แล้วดูเธอสิ มีพรแต่ไม่รู้ว่าจะสุขสำราญกับพรเหล่านั้นอย่างไร กลับทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของตนมาทำหน้าที่อย่างสุดหัวใจ นั่นโง่เขลาไม่ใช่หรือ? ถ้าครอบครัวของฉันรวยขนาดนั้น ฉันจะเอาแต่สุขสำราญอยู่ที่บ้านอย่างเดียว” จงบอกเราเถิดว่าในคำพูดเหล่านั้น มีสักประโยคหรือไม่ที่สอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ และเป็นที่เจริญใจของผู้อื่น? (ไม่มี) เมื่อคนที่มีวิจารณญาณแยกแยะอยู่บ้างได้ฟังเช่นนี้ก็จะคิดว่า “นี่คือการบิดเบือนข้อเท็จจริงไม่ใช่หรือ? การที่ผู้เชื่อละทิ้งทุกสิ่งมาสละตนเพื่อพระเจ้า และไม่ไล่ตามไขว่คว้าความหรรษาทางวัตถุคือสิ่งที่เป็นบวกอยู่ในตัวมันเอง แต่พวกเขากลับกล่าวโทษ” ถ้าคนที่ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะได้ฟังเช่นนี้ พวกเขาย่อมจะถูกชักพาให้หลงผิดและถูกก่อกวน ความกระตือรือร้นที่พวกเขามีต่อการเชื่อในพระเจ้า ความกระตือรือร้นที่จะละทิ้งสิ่งต่างๆ และสละตนเพื่อทำหน้าที่ของพวกเขาย่อมจะถูกบั่นทอนอย่างหนักทันที แม้คำพูดของคนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จจะมีอยู่ไม่กี่คำ แต่ผลกระทบเชิงลบที่คำพูดเหล่านั้นมีต่อผู้อื่นกลับมีมากพอที่จะทำให้บางคนรู้สึกในทางลบอยู่ระยะหนึ่งและไม่สามารถฟื้นตัวได้ ย่อมเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? (ใช่) คำพูดที่ฟังดูน่าเชื่อถือเพียงไม่กี่คำสามารถเป็นพิษกับบางคนเมื่อได้ฟัง นี่บอกอะไรเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของคนที่สามารถเอ่ยคำที่เป็นพิษเช่นนั้นได้? (มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี) คำพูดของพวกเขามีประโยคใดที่สามารถเพิ่มพูนความเชื่อของคนที่ได้ฟังบ้างหรือไม่? (ไม่มี) คำพูดทั้งหมดนี้คืออะไร? ถ้าพูดกว้างๆ ทั้งหมดนี้คือถ้อยคำของผู้ไม่เชื่อ ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวที่ผู้ติดตามพระเจ้าควรพูดออกมา พูดให้ตรงจุดก็คือ สิ่งที่คนเหล่านี้พูด ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวที่สะท้อนให้เห็นความเป็นมนุษย์ การไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าแม้แต่ศีลธรรมก็ไม่มี การไม่มีศีลธรรมหมายถึงสิ่งใด? พี่น้องหญิงคนนี้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีครอบครัวที่มั่งคั่ง แล้วท่าทีของผู้คนเหล่านี้เป็นเช่นใด? เพียงอิจฉา แล้วก็ตามด้วยความปรารถนาดี จากนั้นก็แยกย้ายใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) แล้วท่าทีของพวกเขาเป็นเช่นไร? ริษยา โกรธ เคือง และมีคำพร่ำบ่นอยู่ในหัวใจว่า “เธอสมควรมีเงินมากมายขนาดนั้นหรือ? ทำไมฉันถึงไม่มีเงินมากอย่างนั้นบ้าง? ทำไมพระเจ้าถึงอวยพรเธอ ไม่อวยพรฉัน?” พี่น้องหญิงคนนั้นมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกริษยาและเกลียดชัง ไม่มีคำพูดชื่นชมหรือปรารถนาดีอย่างแท้จริงแม้แต่คำเดียว นี่บ่งชี้ว่าแม้แต่ศีลธรรมขั้นพื้นฐานก็ไม่มีโดยสิ้นเชิง พี่น้องหญิงคนนี้มั่งคั่ง พวกเขาจึงเกิดความเกลียดชังจนเกือบจะพยายามปล้นชิงหรือโกงเอาทรัพย์สมบัติของเธอไป ยิ่งไปกว่านั้น พี่น้องหญิงคนนี้ดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัวที่มั่งคั่ง แต่ก็ยังสามารถทิ้งสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและความสะดวกสบายทางวัตถุไว้ข้างหลังและออกมาทำหน้าที่ของตน สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ควรค่าแก่การแสดงความยินดี ควรค่าที่จะเลื่อมใสและอิจฉา ผู้คนควรแสดงความปรารถนาดีต่อเธอ พยายามเข้าใกล้และเอาอย่างเธอ แต่ผู้คนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จนี้มีเรื่องพูดเช่นนี้หรือไม่? (ไม่มี) แล้วพวกเขาพูดว่าอย่างไร? ทุกประโยคมีถ้อยคำรุนแรงและแฝงความเกลียดชัง เหตุใดพวกเขาจึงกล่าวเช่นนี้ได้? เพราะพวกเขาไม่พอใจและไม่มีความสุขกับสถานการณ์ของตนเอง เก็บงำความขุ่นเคืองเอาไว้ และเพราะเหตุนั้นจึงระบายความโกรธของตนใส่พี่น้องหญิงที่ร่ำรวยคนนี้ ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า คนเราควรซาบซึ้ง เลื่อมใส เอาอย่าง และเรียนรู้เป็นพิเศษจากคนที่สามารถทำหน้าที่ของตนและไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแข็งขันได้ แต่แทนที่จะเรียนรู้จากจุดแข็งของพี่น้องหญิงคนนี้เพื่อชดเชยจุดอ่อนของตนเอง คนเหล่านี้กลับเยาะหยันเธอว่าโง่เขลา และถึงกับหวังให้สามีของเธอขอหย่า พวกเขากำลังรอดูความล่มจมของเธอ ถ้าพี่น้องหญิงคนนั้นถูกสามีหย่าร้างจริง ถึงตอนนั้นพวกเขาย่อมจะรู้สึกยินดีมิใช่หรือ? ความปรารถนาของพวกเขาย่อมจะลุล่วงแล้วมิใช่หรือ? นี่สะท้อนให้เห็นความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขา รวมถึงเจตนาและจุดประสงค์ด้วย พวกเขาไม่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น การเห็นใครบางคนได้ดีหรือเก่งกว่าตนทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยความริษยาและขุ่นเคือง ไม่ว่าความเชื่อที่คนอื่นมีในพระเจ้าจะแรงกล้าเพียงใด ถ้าคนคนนั้นดีกว่าพวกเขา เช่นนั้นก็ยอมไม่ได้เป็นอันขาด พวกเขาไร้ความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง และไม่สามารถกล่าวคำอวยพรหรือคำพูดที่เจริญใจได้ เหตุใดจึงกล่าวคำเช่นนั้นไม่ได้? เพราะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาชั่วเกินไป! ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากพูดหรือไม่มีคำพูดที่ถูกต้อง แต่เป็นเพราะหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความริษยา ความขุ่นเคือง และความคับข้อง ทำให้พวกเขาไม่มีทางกล่าวคำอวยพรได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น การที่หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยสิ่งที่เสื่อมทรามดังกล่าวจะบ่งชี้ได้หรือไม่ว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่มุ่งร้าย? (ได้) ย่อมได้ เนื่องจากพวกเขาเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นนั้นออกมา จึงง่ายที่ผู้อื่นจะดูออก แล้วก็สามารถมองเห็นแก่นแท้อันเสื่อมทรามของพวกเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ยังมีตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง มีพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่ก่อนมาเชื่อในพระเจ้านั้นมีเรื่องขัดแย้งกับภรรยาของพี่เขยอยู่เสมอ ต่อมาหญิงทั้งสองเริ่มเชื่อในพระเจ้า และมาเข้าใจความจริงบางอย่างผ่านการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า พวกเธอก็ตระหนักว่าคนเราควรประพฤติปฏิบัติตนให้เข้ากับผู้อื่นอย่างไร และเมื่อความเสื่อมทรามของพวกเธอถูกเผยออกมา พวกเธอจึงสามารถเปิดใจให้กัน และพยายามทำความรู้จักตนเองซึ่งทำให้พวกเธอมีความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวขึ้นเรื่อยๆ บางคนกลับอิจฉาพวกเธอและกล่าวว่า “ดูสองคนนั้นสิ ทั้งครอบครัวเชื่อในพระเจ้ากันหมด แถมฝั่งสะใภ้ก็เป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ ทีเดียว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าไม่ใช่หรือ? ครอบครัวของผู้ไม่มีความเชื่อนั้นเข้ากันไม่ได้เลย ต่อสู้และแข่งขันกันอยู่เสมอแม้กระทั่งในหมู่พี่น้องแม่เดียวกัน ส่วนผู้เชื่อนั้นดีกว่ามาก ต่อให้ฝั่งสะใภ้ไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ แต่ตราบใดที่พวกเธอเชื่อในพระเจ้า ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายเดียวกัน เดินบนเส้นทางเดียวกัน และพูดจาภาษาเดียวกัน พวกเธอย่อมเข้ากันได้ทางวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่วิเศษมาก!” เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าคนที่เชื่อในพระเจ้าโดยแท้ย่อมต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อ ผู้คนจากต่างครอบครัวมารวมตัวกันด้วยเป้าหมายและการไล่ตามเสาะหาแบบเดียวกัน เข้ากันได้ในพระนิเวศของพระเจ้าและเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า จุดประสงค์ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพื่อให้ผู้คนรู้ว่า นี่คือผลที่เกิดจากพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า คือพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คน นี่คือสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อไม่มีและไม่สามารถชื่นชมได้ อย่างน้อยที่สุดเมื่อได้ยินเช่นนี้ คนเราย่อมจะรู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดี และเกิดความประทับใจอันดีในความเชื่อในพระเจ้า แต่ลองมาฟังสิ่งที่คนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จพูดถึงเรื่องนี้ดูเถิด “ฮึ! คุณอาจเห็นว่าภายนอกนั้นสะใภ้ทั้งสองดูเข้ากันได้ ปรองดองกันทุกอย่างระหว่างที่ชุมนุม—แต่บางครั้งพวกเธอก็ต่อปากต่อคำกันไม่ใช่หรือ? คุณไม่รู้หรอกว่าพวกเธอเคยเถียงกันบ้านแทบแตก!” คนอื่นจึงกล่าวว่า “ข้อพิพาทและการทุ่มเถียงกันในอดีตเป็นเพราะพวกเธอไม่ได้เชื่อในพระเจ้าและไม่เข้าใจความจริง แต่ตอนนี้พวกเธอเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม! นี่เป็นเพราะตอนนี้ทั้งคู่เชื่อในพระเจ้า เข้าใจความจริงบางประการ สามารถเปิดใจสามัคคีธรรมกัน สามารถรู้จักความเสื่อมทรามของตนเอง และมักจะทำหน้าที่ด้วยกัน แม้จะยังมีความไม่ลงรอยกันอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วพวกเธอก็สามารถยอมรับข้อผิดพลาดของตนต่อหน้าอีกฝ่าย และปรึกษากันในทุกสิ่งที่ทำ นี่คือสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อไม่อาจสัมฤทธิ์ได้แม้กับญาติพี่น้องร่วมสายเลือด” ทว่าคนที่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จกลับบอกว่า “มีครอบครัวไหนไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง? อย่าว่าแต่สะใภ้ด้วยกันเลย ขนาดพี่สาวน้องสาวร่วมสายเลือดก็ทะเลาะกันไม่ใช่หรือ? ความกลมเกลียวที่พวกเธอดูเหมือนจะมีในตอนนี้เป็นแค่การแสดงให้คนอื่นดู เมื่อพ่อสามีของพวกเธอตาย ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพวกเธอจะไม่แย่งมรดกกัน! การเชื่อในพระเจ้าเป็นเพียงความปรารถนา เป็นเพียงการปลอบประโลมทางวิญญาณอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ? พวกเธอจะสามารถทิ้งความมั่งคั่งมากมายเพื่อความเชื่อได้จริงหรือ? ไม่มีทาง!” คำพูดเหล่านี้มีสักประโยคที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่? มีความปรารถนาให้ผู้คนอยู่ดีมีสุข มีการอวยพรบ้างหรือไม่? (ไม่มี) มีอะไรที่แสดงถึงความรู้สึกส่วนตัวว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีโดยแท้ หลังจากที่เห็นผู้อื่นได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าเหมือนที่พวกเขาได้ชื่นชมหรือไม่? (ไม่มี) ในทัศนะของคนที่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ การเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นในหมู่พี่น้องชายหญิงนี้เป็นเรื่องตลบตะแลงทั้งสิ้น การได้มาซึ่งความจริงและความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยอันมาจากการเชื่อในพระเจ้าล้วนเทียมเท็จ พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าสามารถชำระผู้คนให้บริสุทธิ์ได้ สามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้ ในคำพูดของพวกเขา คนเราไม่เพียงสามารถมองเห็นการตัดสินตามอำเภอใจ ความเกลียดชัง และการสาปแช่งผู้คนเท่านั้น แต่ยังมองเห็นการไม่เชื่อและการปฏิเสธผลสัมฤทธิ์ที่พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้ามีต่อผู้คนอีกด้วย สองสะใภ้นั้นมีความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งยังมีความอดทนและอดกลั้นเมื่ออยู่ด้วยกันเพราะพวกเธอเชื่อในพระเจ้า คนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จนี้รู้สึกอึดอัดและไม่สบอารมณ์อยู่ในหัวใจ ดังนั้นจึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะยุแยงให้พี่น้องหญิงคู่นี้บาดหมางกัน และจะมีความสุขถ้าทำให้สองสะใภ้โต้เถียงและทะเลาะกันเมื่อพบหน้ากันได้ นี่เป็นพฤติการณ์เช่นใด? เป็นวิธีคิดประเภทใด? ดูจากวิธีคิดของพวกเขา นี่ค่อนข้างวิปริตมิใช่หรือ? (ใช่) ในแง่ของพฤติการณ์ ก็เป็นพฤติการณ์ที่น่าขยะแขยงมิใช่หรือ? (ใช่) แต่คนประเภทนี้ยังคงมีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักร และในบรรดาคนที่ทำหน้าที่ของตนย่อมมีคนแบบพวกเขาอยู่มากมาย โดยทั่วไปก็มักจะพูดถึงคนเหล่านี้ว่ามี “คำพูดอาบยาพิษ” แท้จริงแล้วไม่เพียงคำพูดของพวกเขาเท่านั้นที่อาบยาพิษ โลกภายในของพวกเขาก็มืดมิดและเป็นพิษอย่างเหลือเชื่อ! ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะแบ่งปันคำพยานอันดีเช่นไรจากประสบการณ์ ในสายตาของพวกเขา คำพยานเหล่านี้ล้วนเป็นของที่มนุษย์คิดขึ้นมาเอง และไม่มีอะไรที่พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนในตัวของพวกเขา ซึ่งส่งผลให้คนผู้นั้นได้ประโยชน์เป็นอันมากจนสามารถลุกขึ้นมาแบ่งปันประสบการณ์ของตนและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้—คนเหล่านี้ก็นึกดูถูกอยู่ลึกๆ คิดไปว่า “นั่นยอดเยี่ยมตรงไหน? หลังจากฟังคำเทศนามามากมาย ไม่ว่าใครก็ย่อมจะมีความเข้าใจอยู่บ้างไม่ใช่หรือ? คุณก็แค่เขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์สักบท แล้วก็รู้สึกพอใจ มองว่าตัวเองเป็นผู้ชนะไม่ใช่หรือ? ในอนาคตเมื่ออะไรๆ ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ ฉันอยากดูนักว่าคุณจะยังพร่ำบ่นพระเจ้าไหม ถ้าพระเจ้าพรากลูกของคุณไป ฉันก็อยากดูว่าถึงตอนนั้นคุณจะร้องไห้ไหม จะยังเชื่อในพระเจ้าได้หรือเปล่า!” พวกเจ้าคิดว่าหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยอะไร? เป็นความอยากให้ทั้งโลกตกอยู่ในความโกลาหล กลัวผู้คนจะเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องมิใช่หรือ? สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในครอบครัวของใคร พวกเขาก็ต้องแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร คนเหล่านี้ก็ล้วนมีลักษณะนิสัยอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือไม่หวังให้ใครได้ดี—พวกเขาพูดถึงทุกคนราวกับว่าคนเหล่านั้นไม่มีคุณงามความดีโดยสิ้นเชิง มีความสุขที่ได้พูดถึงผู้อื่นราวกับว่าคนเหล่านั้นเป็นขยะ และยินดีปรีดาในความอับโชคของผู้อื่นเสมอ ถ้าใครมีครอบครัวที่มั่งคั่ง พวกเขาก็จะอิจฉา โมโห และเกลียดชัง พร่ำบ่นอยู่ในหัวใจของตนตลอดเวลา พลางปรารถนาให้พระเจ้าริบเอาความมั่งคั่งและพระคุณที่คนคนนั้นได้ชื่นชมมาประทานแก่พวกเขา คำที่คนเหล่านี้พร่ำบ่นลับหลังผู้คนนั้นเกินจะทนฟังได้ไหว พวกเขาเหมือนผู้เชื่อในพระเจ้าในด้านใดบ้างหรือไม่? แน่นอนว่าผู้คนประเภทนี้ย่อมเชี่ยวชาญในการอำพรางตนเช่นกัน ไม่ว่าหัวใจของพวกเขาจะมุ่งร้ายหรือดำมืดเพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่น้องชายหญิงในที่ชุมนุม พวกเขาก็จะสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจและความตระหนักรู้เชิงลึกของตนด้วย พร่ำกล่าวคำสอนที่ยิ่งใหญ่เพื่ออำพรางตนเอาไว้ สร้างภาพลักษณ์อันดีและ “ทรงเกียรติ” ให้ตนเอง อย่างไรก็ตาม หลังฉากนั้นพวกเขากลับไม่พูดจาหรือกระทำการอย่างมนุษย์ คนส่วนใหญ่ถ้าไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านี้ และไม่รู้พฤติการณ์ที่แท้จริงของพวกเขาหรือสิ่งที่อยู่ในหัวใจส่วนลึกของพวกเขา เพียงแต่ได้ฟังพวกเขาพูดจาอย่างถูกต้องในที่ชุมนุมเท่านั้น ย่อมจะไม่พบเจอว่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเลวทรามหรือชั่วช้าขนาดไหน หรือว่าลักษณะนิสัยของพวกเขาต่ำช้าเพียงใด แต่จะมองพวกเขาในแง่ดีด้วยซ้ำ ต่อเมื่อใช้เวลากับพวกเขามากขึ้น และเข้าใจการกระทำและพฤติกรรมในชีวิตที่พวกเขาทำอยู่หลังฉากเท่านั้น ผู้คนจึงจะค่อยๆ ดูพวกเขาออกและรู้สึกขยะแขยงพวกเขา ดังนั้น การใช้วิจารณญาณดูคนจึงไม่ควรอิงตามถ้อยคำรื่นหูที่พวกเขาพูดในการชุมนุมเพียงอย่างเดียว ต้องสังเกตการกระทำและคำพูดของพวกเขาในชีวิตหลังฉากด้วย เพื่อที่จะมองทะลุเข้าไปถึงแก่นแท้และโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขา
นอกจากพูดจาไม่เหมือนมนุษย์แล้ว คนประเภทที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จยังมีลักษณะนิสัยอีกอย่างหนึ่งคือ พวกเขาต้องการแสดงความเห็นเกี่ยวกับทุกคนและทุกสิ่ง แม้แต่กับคนที่พวกเขาไม่คุ้นเคยหรือไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ด้วย และไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องเล็กที่สุดในชีวิตของผู้อื่น ผลของการที่พวกเขาแสดงความคิดเห็นก็คือ ไม่ว่าจะเป็นบวกอย่างไร สิ่งนั้นก็ถูกคำพูดของพวกเขาบิดให้กลายเป็นลบ ไม่ว่าจะถูกควรอย่างไร เมื่อผ่านปากอันเลวทรามของพวกเขา สิ่งนั้นก็ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นลบ นี่ทำให้พวกเขามีความสุข ทำให้พวกเขากินได้ดีและนอนหลับสนิท จงบอกเราเถิดว่านี่คือสิ่งมีชีวิตประเภทใด? ตัวอย่างเช่น ถ้าปีนี้พี่น้องชายหญิงบางคนมีรายได้ดีและมีสภาพทางการเงินที่ดีขึ้น—ถวายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มากกว่าร้อยละสิบ—พวกเขาก็จะอิจฉาและกล่าวว่า “ทำไมปีนี้คุณถึงถวายมากนัก? พระเจ้าไม่ได้กำหนดว่าคนคนหนึ่งดีหรือชั่วโดยดูว่าคุณถวายมากเท่าใดเสียหน่อย จะกระตือรือร้นไปเพื่ออะไร? พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ขาดแคลนเงิน” พูดคำที่ไม่น่าฟังอีกแล้วใช่หรือไม่? ไม่ว่าใครจะทำเรื่องที่ถูกควรหรือสิ่งที่สอดคล้องกับความจริง พวกเขาก็มองว่าไม่เข้าตา และรู้สึกรังเกียจอย่างยิ่งอยู่ในหัวใจ พวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ที่จะหาข้อต่อรองมาควบคุมเจ้า มองหาข้ออ้างไว้เล่นงาน กล่าวหา และกล่าวโทษเจ้า พวกเขาทำจนกระทั่งเจ้านั้นเหนื่อยและยอมไปเอง ไม่เหลือความเป็นบวก ทิ้งให้เจ้าสับสนโดยสิ้นเชิง และไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูกต้องและสิ่งใดที่ไม่ถูกต้อง จากนั้นพวกเขาก็หัวเราะร่า แอบเยาะเย้ยเจ้าอยู่ในใจ และพูดกับตนเองว่า “คุณก็ได้แค่นี้ แต่กลับพูดถึงคำพยานจากประสบการณ์!” นี่คือมารตนหนึ่งที่แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมามิใช่หรือ? คำพูดเหล่านี้เป็นของข้ารับใช้ของซาตาน ของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ? (ใช่) ยิ่งพูดถึงคนประเภทนี้ เราก็ยิ่งรู้สึกโมโหและรังเกียจ พวกเจ้าเคยพบเจอคนเยี่ยงนี้บ้างหรือไม่? ไม่ว่ารูปลักษณ์หรือหน้าตาของพวกเขาจะเป็นอย่างไร เมื่อใดที่กำลังจะบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ การแสดงออกของพวกเขาจะดูแปลกประหลาด เบ้ปาก ดวงตาหลุกหลิก ไม่มองผู้อื่นตรงๆ อีกต่อไป และเครื่องหน้าของบางคนก็ดูเหมือนจะขยับเขยื้อนไม่อยู่กับที่ด้วยซ้ำ นี่คือสัญญาณที่ส่งมาถึงเจ้า บอกเจ้าว่าพวกเขากำลังจะพูดจาไม่เหมือนมนุษย์ ในเวลานั้นเจ้าควรทำอย่างไร? เจ้าเปิดรับหรือว่าปิดกั้นสัญญาณนี้? (ปิดกั้น) เจ้าต้องดึงตัวเองออกมาห่างๆ พลางบอกพวกเขาว่า “ไม่ต้องพูดหรอก ฉันไม่อยากฟัง คุณซุบซิบนินทามากไป ถ้าคุณจะไม่พูดจาอย่างมนุษย์ เช่นนั้นก็อยู่ห่างฉันเอาไว้ ฉันไม่อยากถูกคุณก่อกวน ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกควรระหว่างบุคคล ฉันจะไม่สนใจคนแบบคุณ” จงสังเกตดูว่าในหมู่พวกเจ้ามีใครบ้างที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ ใครมีพฤติการณ์เช่นนั้น แล้วจงพาตัวออกห่างจากคนเหล่านั้นโดยไว ความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านั้นมีลักษณะอย่างไร? พูดจาร้ายกาจ หรือพูดให้เป็นภาษาชาวบ้านมากขึ้นก็คือมี “คำพูดอาบยาพิษ” ด้วยการเปิดโปงคำพูดที่เป็นพิษของพวกเขาออกมา เจ้าย่อมสามารถมองเห็นถ้อยแถลงต่างๆ ที่พวกเขาพูดออกมาได้ ด้วยถ้อยแถลงเหล่านี้ เจ้าย่อมมองเห็นโลกภายในตัวพวกเขาได้ และพิจารณาได้ว่าแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเป็นอย่างไรกันแน่ และพวกเขาเป็นคนชั่วหรือไม่ ผู้คนประเภทที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จนี้เปิดโอกาสให้ผู้อื่นระบุได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาเป็นคนชั่วก็ด้วยสัญญาณและถ้อยแถลงนานาประการที่พวกเขาแสดงออกมา ผู้คนประเภทนี้ตรงตามมาตรฐานของการคัดออกหรือขับไล่ทุกอย่าง ไม่อาจกรุณาพวกเขาได้ พวกเขาต้องถูกคัดออก และต้องไม่ยอมให้มาก่อกวนคริสตจักร
พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมถึงลักษณะนิสัยของผู้คนประเภทที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จกันไป และจากสถานการณ์เรื่องการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา รวมถึงการสำแดงความเป็นมนุษย์ออกมา ก็ควรเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นคนประเภทที่รังเกียจความจริง และไม่รักความจริง ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอ่อนด้อยจนถึงขั้นไม่เปิดรับเหตุผล และไม่มีแม้แต่หลักศีลธรรมขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ เพียงแต่เฉพาะในกรณีของพวกเขานั้น ลักษณะความเป็นมนุษย์ที่อ่อนด้อยของพวกเขาก็คือชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จเป็นพิเศษ สามารถสังเกตลักษณะความเป็นมนุษย์และแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาได้จากคำที่พูดออกมา เห็นได้ชัดว่าผู้คนประเภทนี้มีความเป็นมนุษย์ที่อ่อนด้อย ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอ่อนด้อยเพียงใด? อ่อนด้อยจนเข้าขั้นคนชั่ว ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงจัดอยู่ในหมวดหมู่คนชั่ว นี่เป็นเพราะคำที่พวกเขาพูดโดยทั่วไปนั้นไม่ใช่การพร่ำบ่นเป็นครั้งคราวและแสดงความอิจฉาเล็กน้อย หรือแสดงความอ่อนแอของมนุษย์ชั่วครั้งชั่วคราว พฤติการณ์ของพวกเขาไม่ได้สำแดงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแบบธรรมดาทั่วไป แต่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขาจัดได้ว่าเป็นคนชั่ว นี่คือคนประเภทที่หนึ่ง พวกที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ