หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (22) ตอนที่หนึ่ง

คราวก่อนพวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสามของผู้นำและคนทำงาน นั่นคือ “การปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากการถูกศัตรูของพระคริสต์ก่อกวน ชักพาให้หลงผิด ควบคุม และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง และทำให้พวกเขาสามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ อีกทั้งละทิ้งคนเหล่านั้นได้จากหัวใจ” ตอนนี้มาทบทวนกันเถิดว่า พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงประเด็นเฉพาะใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาอันเฉพาะของหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสามของผู้นำและคนทำงาน? (พวกเราสามัคคีธรรมไปห้าประการ ได้แก่ การเปิดโปง การตัดแต่ง การชำแหละ การจำกัดห้าม และการจับตาดู) ห้าประการนี้เป็นงานอันเฉพาะเจาะจงที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่รับผิดชอบนี้ของผู้นำและคนทำงาน สิ่งเหล่านี้เป็นงานอันเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์ที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำ แล้วผู้นำเทียมเท็จมีการสำแดงอย่างไรเกี่ยวกับงานเหล่านี้? คราวที่แล้วพวกเราได้สามัคคีธรรมถึงรายละเอียดไปบ้างแล้วใช่หรือไม่? (ใช่) การสำแดงของผู้นำเทียมเท็จนั้นมีดังนี้ ประการแรกคือพวกเขากลัวการล่วงเกินผู้คนและไม่กล้าคัดศัตรูของพระคริสต์ออกหรือขับไล่พวกเขา ประการที่สองคือพวกเขาไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ ประการที่สามก็คือพวกเขาทำตัวเป็นร่มป้องกันให้ศัตรูของพระคริสต์ ประการที่สี่คือพวกเขาไม่มีความรับผิดชอบต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร การไม่มีความรับผิดชอบมีลักษณะอย่างไร? ในยามที่เผชิญกับการก่อกวนและการถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถที่จะปกป้องพี่น้องชายหญิง ไม่สามารถเปิดโปงการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ ไม่สามารถเปิดโปงอุบายของซาตาน และไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อช่วยพี่น้องชายหญิงให้มีวิจารณญาณแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้เลย—พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติงานดังกล่าว นอกจากนี้แล้ว พวกเขาไม่เพียงล้มเหลวในการทำงานกอบกู้บรรดาผู้ที่มีวุฒิภาวะน้อยและขาดวิจารณญาณที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดเท่านั้น ทว่ายังพูดจาไร้มนุษยธรรมอย่าง “พวกเขาสมควรแล้ว” อีกด้วย นี่คือการสำแดงเฉพาะของการไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้นำเทียมเท็จไม่มีสำนึกของภาระต่องานของคริสตจักรเลย การสำแดงเหล่านี้เป็นการกระทำและวิธีการเฉพาะของผู้นำเทียมเท็จในยามที่ศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด ท่าทีอันเฉพาะเจาะจงที่พวกเขามีต่องานนี้คือการไร้ความรับผิดชอบและการไม่จงรักภักดี พวกเขาหาข้อแก้ตัวต่างๆ และใช้วิธีการนานาประการเพื่อเปิดโอกาสให้กับศัตรูของพระคริสต์ โดยทำตัวเป็นร่มป้องกันให้กับพวกศัตรูของพระคริสต์ ขณะเดียวกันกลับไม่สามารถปกป้องงานของคริสตจักรกับสิทธิและผลประโยชน์ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หากผู้นำเทียมเท็จสามารถแก้ไขปัญหาอย่างการที่ศัตรูของพระคริสต์ก่อกวน ชักพาให้หลงผิด ควบคุม และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้อย่างทันท่วงที จากนั้นก็จำกัดห้าม แยกตัว และขับไล่หรือคัดศัตรูของพระคริสต์ออก เช่นนั้นแล้ว ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรคงจะได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ที่สุด อย่างไรก็ตามในฐานะผู้นำ พวกเขาไร้ความสามารถสำหรับงานนี้ จากมุมมองหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า พวกเขากำลังแอบปกป้องและปูทางให้ศัตรูของพระคริสต์ เพื่อให้ศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นสามารถชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด ควบคุม และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อพวกเขาต่อไปได้ รวมถึงก่อกวนชีวิตคริสตจักรที่เป็นปกติและก่อกวนการปฏิบัติหน้าที่ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงนานาประการของผู้นำเทียมเท็จ

ประการที่สิบสี่: แยกแยะผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทุกรูปแบบได้อย่างทันท่วงที แล้วจากนั้นก็คัดออกหรือขับไล่ (ภาคที่หนึ่ง)

หลังจากสามัคคีธรรมเรื่องหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสามของผู้นำและคนทำงานเสร็จสิ้นแล้ว วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมเรื่องหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่กัน เนื้อหาของหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่นั้นคล้ายคลึงกับประการที่สิบสามอยู่บางส่วน งานอันเฉพาะเจาะจงที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำในหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศัตรูของพระคริสต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับคนชั่วประเภทต่างๆ อีกด้วย จึงทำให้ขอบเขตของหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่กว้างกว่าประการที่สิบสาม ก่อนที่จะสามัคคีธรรมเรื่องหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ พวกเรามาอ่านเนื้อหากันก่อนเถิด (หน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ของผู้นำและคนทำงานก็คือ “แยกแยะผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทุกรูปแบบได้อย่างทันท่วงที แล้วจากนั้นก็คัดออกหรือขับไล่”) ประโยคนี้ไม่ยาว แต่เมื่อเป็นงานอันเฉพาะเจาะจงที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำ งานนี้จึงมิได้เรียบง่ายดังที่ปรากฏให้เห็นภายนอก หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานที่ถูกกล่าวถึงในประโยคนี้คืออะไรกันแน่? ใครคือเป้าหมายของงานที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องปฏิบัติ? (คนชั่วประเภทต่างๆ และศัตรูของพระคริสต์) งานอันเฉพาะเจาะจงที่จำเป็นต้องทำคืองานอะไร? (แยกแยะพวกเขาอย่างทันท่วงที เมื่อพวกเขาได้รับการแยกแยะแล้ว ก็ขับไล่หรือคัดออกไปเสีย) งานที่ว่าคือการแยกแยะอย่างทันท่วงทีโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ สิ่งที่ควรทำคือการตัดสินและระบุลักษณะอย่างถูกต้อง จากนั้นจึงจัดการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยการคัดพวกเขาออก อันที่จริงงานอันเฉพาะเจาะจงที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำประกอบด้วยสองสิ่งก็คือ การแยกแยะผู้คนและการแก้ไขปัญหา โดยผิวเผินแล้วงานนี้ดูเรียบง่ายเช่นนี้คือ อันดับแรกต้องแยกแยะ จากนั้นก็คิดหาวิธีแก้ไขและมาตรการต่างๆ ให้ทันท่วงทีโดยมุ่งเป้าไปที่คนชั่วหลากหลายประเภทและศัตรูของพระคริสต์ที่พระนิเวศของพระเจ้าต้องการให้ขับไล่หรือคัดออก จากมุมมองนี้ การที่ผู้นำและคนทำงานจะทำงานนี้ให้ดีและลุล่วงความรับผิดชอบนี้ดูเป็นเรื่องง่ายและไม่ได้มีความยากลำบากมากนัก เพราะก่อนหน้านี้ พระนิเวศของพระเจ้าได้สามัคคีธรรมถึงรายละเอียดของการแยกแยะและคัดคนหลากหลายประเภทออกอย่างครอบคลุม และเรื่องนี้ถูกกล่าวถึงอย่างมากมาย โดยผิวเผินแล้ว งานที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่นั้นมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับเนื้อหาเฉพาะของหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองและสิบสามที่สามัคคีธรรมไปก่อนหน้านี้ แต่ในหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ เป้าหมายของงานที่ผู้นำและคนทำงานทำไม่ใช่เพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนชั่วหลากหลายประเภทอีกด้วย นี่จึงเป็นการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมไปถึงคนชั่วนานาประเภท ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการสามัคคีธรรมที่เฉพาะเจาะจงและเป็นระบบ เนื่องจากนี่ไม่ใช่เรื่องของการสำแดงของคนชั่วประเภทหนึ่ง ทว่าเป็นคนชั่วหลากหลายประเภท ดังนั้นเมื่อสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ของผู้นำและคนทำงาน พวกเราจะมุ่งเน้นที่การระบุเป้าหมายของงานนี้ นี่คือแง่มุมหนึ่ง นอกจากนี้ ในเรื่องที่ว่าจะปฏิบัติต่อผู้คนเช่นนี้อย่างไร—ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดห้าม แยกตัว ขับไล่ หรือคัดพวกเขาออก—ก็เป็นสิ่งที่พวกเราจะสามัคคีธรรมกันในรายละเอียดต่อไป

คริสตจักรคืออะไร

ก่อนที่จะสามัคคีธรรมถึงงานนี้โดยละเอียด พวกเรามาสามัคคีธรรมถึงหัวข้อข้างเคียงกันก่อนเถิด หัวข้อข้างเคียงนี้อาจเป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว หรืออาจเป็นหัวข้อที่พวกเจ้าไม่มีความเข้าใจอย่างเฉพาะเจาะจงก็ได้ หัวข้อนี้คืออะไร? หัวข้อนี้ก็คือ “คริสตจักรคืออะไร” หัวข้อนี้ฟังดูเป็นอย่างไร? บางคนอาจจะกล่าวว่า “คุณกำลังสามัคคีธรรมเรื่องหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานอยู่ ดังนั้นก็เจาะจงสามัคคีธรรมแค่เรื่องนั้นเถิด จะสามัคคีธรรมเรื่องคริสตจักรคืออะไรไปทำไม? เรื่องนั้นสัมพันธ์กับหัวข้อนี้หรือ?” ดูจากภายนอกแล้วเรื่องนี้อาจจะไม่สัมพันธ์กัน และบางคนอาจจะถึงกับกล่าวว่า “หัวข้อนี้ไม่สัมพันธ์กันโดยสิ้นเชิง เหตุใดจึงหยิบยกขึ้นมาสามัคคีธรรมเล่า?” ไม่ว่าพวกเจ้าจะคิดอย่างไรก็จงวางความคิดเหล่านี้เอาไว้ก่อน และใคร่ครวญถึงความหมายของคริสตจักรก่อนเถิด เมื่อสามัคคีธรรมถึงคำนิยามและการเรียกว่า “คริสตจักร” โดยชัดเจนแล้ว พวกเจ้าจะรู้ว่าเหตุใดพวกเราจึงสามัคคีธรรมหัวข้อนี้

I. ความเข้าใจหลากหลายประการเกี่ยวกับคริสตจักร

การสามัคคีธรรมถึงความหมายของคริสตจักรคือการให้คำอธิบายที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับคำว่า “คริสตจักร” โดยหมายจะสื่อสารคำนิยามที่เฉพาะเจาะจงและถูกต้องของคำว่า “คริสตจักร” อันดับแรก พวกเจ้าสามารถหารือกันว่า พวกเจ้าจะเข้าใจและทำความเข้าใจคำว่า “คริสตจักร” กันอย่างไร คริสตจักรคืออะไร? พวกเรามาเริ่มต้นจากคำอธิบายในเชิงทฤษฎี แล้วค่อยขยับไปยังคำนิยามที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นและค่อนข้างสัมพันธ์กับชีวิตจริงกันเถิด (ความเข้าใจของข้าพระองค์ก็คือ สถานที่ที่พี่น้องชายหญิงผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจและไล่ตามเสาะหาความจริงมารวมตัวกันเพื่อนมัสการพระเจ้านั้นเรียกว่าคริสตจักร) คำนิยามนี้กล่าวถึงคริสตจักรว่าเป็นสถานที่ประเภทใด โดยพื้นฐานแล้วนี่คือสิ่งที่มีตัวตนและจับต้องได้ นี่คือคำนิยามในเชิงทฤษฎี คำนิยามนี้ถูกต้องแม่นยำหรือไม่? มีสิ่งที่ไม่แม่นยำอยู่บ้างหรือไม่? ในทางทฤษฎีนั้น คำนิยามเช่นนี้ยอมรับได้ มีใครสามารถนิยามเพิ่มเติมได้บ้าง? (ข้าพระองค์จะเสริมเล็กน้อย จากการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า รวมถึงการทรงแสดงความจริงของพระองค์ ทำให้มีผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ติดตามพระเจ้า การรวมกลุ่มของพวกเขานั้นเรียกว่าคริสตจักร) คำนิยามเช่นนี้อธิบายว่าคริสตจักรเป็นการรวมกลุ่มประเภทใด นี่ก็เป็นคำนิยามในเชิงทฤษฎีและเป็นทางการเช่นเดียวกัน (ข้าพระองค์จะเสริมว่า คนกลุ่มนี้มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเมื่อพวกเขาชุมนุมกันเพื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า ก็มีความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ อีกทั้งพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงและเติบโตในชีวิตได้ คริสตจักรคือการชุมนุมของผู้คนเหล่านั้น) การให้คำนิยามคริสตจักรเพิ่มเติมเช่นนี้เป็นการอธิบายว่านี่คือการชุมนุมประเภทใด—คุณสมบัติของการชุมนุมนี้คือการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า การมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการเติบโตในชีวิต โดยพื้นฐานแล้ว นี่ยังเป็นคำนิยามในเชิงทฤษฎีและเป็นทางการของคำว่าคริสตจักรอีกด้วย มีเพิ่มเติมอีกหรือไม่? (นี่คือกลุ่มของผู้คนที่ถือเอาพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักธรรมแห่งการปฏิบัติ และถูกปกครองโดยความจริงและพระคริสต์ คนกลุ่มนี้สามารถมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ยอมรับความจริง เติบโตในชีวิต และได้รับการช่วยให้รอดได้ กลุ่มคนดังกล่าวเรียกว่าคริสตจักร) คำว่า “กลุ่มคน” นี้เหมือนกับคำว่า “การรวมกลุ่ม” ที่เพิ่งกล่าวถึงไปเมื่อครู่ มีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่? หากพวกเจ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติมแล้ว พวกเจ้าก็สามารถทวนความเข้าใจสี่ประการที่กล่าวถึงไปข้างต้นอีกครั้ง กล่าวคือ นับจากที่พวกเจ้าเริ่มเชื่อในพระเจ้ามาจนถึงตอนนี้ พวกเจ้าเห็นว่าคำนิยามของคริสตจักรหมายถึงอะไรกันแน่ การนิยามคำคำนี้ในเชิงทฤษฎีควรเป็นเรื่องง่ายใช่หรือไม่? ตัวอย่างเช่น การรวมกลุ่มกันของผู้คนที่ติดตามและนมัสการพระเจ้าอย่างจริงใจก็สามารถเรียกว่าคริสตจักรได้ หรือกลุ่มที่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไล่ตามเสาะหาการนบนอบพระเจ้า และนมัสการพระเจ้าก็สามารถเรียกว่าคริสตจักรได้ หรือกลุ่มที่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการทรงสถิตของพระเจ้า รวมทั้งสามารถนมัสการพระเจ้าได้ ก็สามารถเรียกว่าคริสตจักรได้ สิ่งเหล่านี้เป็นคำนิยามในเชิงทฤษฎีของคริสตจักรมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเจ้าทุกคนต่างรู้และเข้าใจเนื้อหาของคุณสมบัติเหล่านี้ในคำนิยามของคริสตจักรใช่หรือไม่? (ใช่) เช่นนั้นแล้วจงกล่าวทวนให้ฟังทีเถิด (คริสตจักรหมายถึงการรวมกลุ่มของผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจและติดตามพระคริสต์ คริสตจักรที่แท้จริงนั้นมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และมีการทรงนำของพระเจ้า ที่แห่งนี้ถูกปกครองโดยพระคริสต์และความจริง เป็นที่ที่ผู้ติดตามพระเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และมีการเข้าสู่ชีวิต นี่คือคริสตจักรที่แท้จริง คริสตจักรนั้นแตกต่างจากชุมชนทางศาสนา คริสตจักรไม่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือมีส่วนร่วมในรูปแบบภายนอกของการนมัสการพระเจ้า) โดยพื้นฐานแล้ว นี่คือคำนิยามในเชิงทฤษฎีของคริสตจักร ตัวอย่างเช่น การนิยามคริสตจักรว่าเป็นสถานที่ที่ผู้คนซึ่งพระเจ้าทรงเรียกหามาชุมนุมกัน หรือการนิยามคริสตจักรว่าเป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่เชื่อ ติดตาม นบนอบ และนมัสการพระเจ้าด้วยใจจริง หรือการนิยามคริสตจักรว่าเป็นการชุมนุมของผู้คนที่พระเจ้าทรงเรียกหา และอื่นๆ—ชื่อเรียกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจพื้นฐานหรือคำนิยามบางอย่างที่ผู้เชื่อกลุ่มต่างๆ มีต่อคริสตจักร พวกเราไม่ต้องลงรายละเอียดหรอกว่าแท้จริงแล้วศาสนาและนิกายทั้งหลายนิยามคำว่าคริสตจักรต่างกันอย่างไร—สำหรับพวกเราผู้ที่ติดตามพระเจ้าแล้ว คำนิยามของคำว่าคริสตจักรคืออะไร? คริสตจักรเป็นเพียงกลุ่มของผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริง มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีการทรงนำของพระเจ้า สามารถกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ไล่ตามเสาะหาความจริง ไล่ตามเสาะหาการนบนอบ และนมัสการพระเจ้าได้เท่านั้น ไม่ว่าคำคำนี้จะถูกนิยามว่าเป็นสถานที่ เป็นการรวมกลุ่ม การชุมนุม กลุ่มคน ชุมชน หรือสิ่งใดก็ตาม—ไม่ว่าจะใช้คำไหนก็ตาม—โดยพื้นฐานแล้ว คุณสมบัติของคำนิยามก็คือสิ่งเหล่านี้ เมื่อตัดสินจากความเข้าใจพื้นฐานที่ผู้คนมีต่อคำว่าคริสตจักร จากคุณสมบัติที่พวกเจ้าใช้นิยามคำว่า “คริสตจักร” ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อผู้คนติดตามพระเจ้าและเข้าใจความจริงบ้างแล้ว ความเข้าใจที่พวกเขามีต่อคำว่าคริสตจักรย่อมไม่ใช่ชุมชนหรือกลุ่มทั่วไปอีกต่อไป ในทางกลับกัน เรื่องนี้สัมพันธ์กับการเชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจ การอ่านพระวจนะของพระเจ้า การมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การสามารถนบนอบและนมัสการพระเจ้าได้ หรือสัมพันธ์กับแง่มุมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิต การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย การเป็นคำพยานให้พระเจ้า และอื่นๆ เมื่อมองในหนทางนี้ หลังจากที่พระเจ้าเริ่มทรงพระราชกิจของพระองค์แล้ว คำว่า “คริสตจักร” ในหัวใจของผู้คนส่วนใหญ่ก็เกิดความเข้าใจและการทำความเข้าใจที่ลึกซึ้งและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เป็นสิ่งที่สอดคล้องอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกับพระดำริที่พระเจ้าทรงมีต่อคำว่าคริสตจักร นี่มิใช่สิ่งที่เรียบง่ายอย่างสิ่งปลูกสร้าง ชุมชนในสังคม หน่วยงาน สถาบัน หรือสิ่งอื่นๆ อีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ อย่างเช่น การเชื่อในพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า ความจริง และการนมัสการพระเจ้า

II. คุณค่าของการดำรงอยู่ของคริสตจักร และงานที่คริสตจักรทำ

สำหรับแนวคิดและคำนิยามอันเฉพาะเจาะจงของคำว่าคริสตจักร พวกเราจะไม่ด่วนสรุปกันในตอนนี้ หลังจากพวกเจ้ามีแนวคิดพื้นฐานของคำว่า “คริสตจักร” หรือคำนิยามแล้ว พวกเจ้าย่อมเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลาย เช่น คุณค่าของการดำรงอยู่ของคริสตจักร งานที่เกิดจากการดำรงอยู่ของคริสตจักร และบทบาทที่คริสตจักรมีในหมู่ผู้คนใช่หรือไม่? เนื้อหาของแง่มุมเหล่านี้สัมพันธ์กับคำนิยามของคริสตจักรเช่นกันใช่หรือไม่? กล่าวโดยง่ายก็คือ สิ่งที่คริสตจักรทำเป็นคุณค่าของการดำรงอยู่ของคริสตจักร ยกตัวอย่างบ้านหลังหนึ่ง—จุดประสงค์ของบ้านหลังนี้คืออะไร? บ้านหลังนี้มีคุณค่าและนัยสำคัญต่อผู้อยู่อาศัยและใช้บ้านหลังนี้อย่างไร? อย่างน้อยที่สุด บ้านหลังนี้ก็มอบที่หลบลมและฝน ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณค่าของบ้านหลังนี้ คุณค่าอีกประการหนึ่งก็คือเมื่อเจ้าเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย อีกทั้งไม่มีที่ไป บ้านคือที่ที่เจ้าสามารถพักผ่อนและอยู่อย่างสันติสุขและพึงพอใจ บ้านหลังนี้จึงจะเรียกว่าบ้าน แต่สำหรับเจ้า หน้าที่ของบ้านหลังนี้คืออะไร? ที่แห่งนี้มอบที่หลบภัยจากลมและฝน มอบการพักผ่อน ความผ่อนคลาย มอบความสามารถในการเพลิดเพลินกับอิสระ และอื่นๆ หน้าที่เหล่านี้คือคุณค่าของบ้านหลังนี้สำหรับเจ้า คราวนี้เราขอถามอีกครั้งหนึ่งว่า บทบาทของคริสตจักรคืออะไร? สิ่งใดคือคุณค่าและนัยสำคัญของการก่อกำเนิดและการดำรงอยู่ของคริสตจักร? กล่าวโดยง่ายก็คือ คริสตจักรทำอะไร และคริสตจักรมีบทบาทอย่างไร? พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจนหรือไม่? สิ่งใดเป็นงานอันเฉพาะเจาะจงหรือเป็นประเภทของงานที่คริสตจักรพึงทำ และขอบเขตของงานดังกล่าวต้องเป็นอย่างไรจึงจะเรียกว่าคริสตจักรได้ และเป็นงานซึ่งคริสตจักรที่แท้จริงพึงทำ? นี่คือเนื้อหาอันเฉพาะเจาะจงบางส่วนที่ควรได้รับการสามัคคีธรรมถึงในเรื่องคำนิยามของคริสตจักร อันดับแรก จริงๆ แล้วคริสตจักรทำงานอะไรบ้าง? (โดยหลักแล้ว คริสตจักรถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้า เป็นพยานยืนยันถึงพระราชกิจของพระเจ้า และเผยแผ่ข่าวประเสริฐ เปิดโอกาสให้ผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับความรอดของพระองค์มากขึ้น) นี่คืองานอันเฉพาะเจาะจงใช่หรือไม่? (ใช่) นี่คือนัยสำคัญของการดำรงอยู่ของคริสตจักร และเป็นหนึ่งในงานอันเฉพาะเจาะจงที่คริสตจักรจำเป็นต้องทำ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด การถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าและการเป็นพยานยืนยันถึงพระราชกิจของพระเจ้าคืองานอันเฉพาะเจาะจง ใครคือผู้รับผิดชอบงานนี้? ผู้รับผิดชอบคือฝ่ายข่าวประเสริฐในปัจจุบัน คริสตจักรทำงานใดอีกบ้าง? (จัดพี่น้องชายหญิงให้มาชุมนุมร่วมกัน กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า รวมถึงสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้า เพื่อทำให้พวกเขาเข้าใจความจริงได้อย่างต่อเนื่องและทำหน้าที่ของตนได้ตามปกติ) งานอันเฉพาะเจาะจงนี้คือการนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจความจริง และทำหน้าที่ของพวกเขาตามปกติ การถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าเป็นงานหลักและเป็นงานสำคัญของคริสตจักร การนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจความจริง และทำหน้าที่ของตนตามปกติคืองานที่เป็นแก่นแท้ของคริสตจักร นี่คืองานที่ชี้นำภายใน ทั้งสองงานนี้ ซึ่งงานหนึ่งเป็นงานภายนอกและอีกงานหนึ่งเป็นงานภายใน เป็นงานที่เกิดขึ้นจากการดำรงอยู่ของคริสตจักร กล่าวได้ว่าทั้งสองงานนี้คืองานสำคัญที่คริสตจักรพึงปฏิบัติ มีงานอื่นอีกหรือไม่? (อีกงานหนึ่งก็คือการนำผู้คนให้ได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาของพระเจ้า เพื่อให้ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย) นี่คืองานภายในอันเฉพาะเจาะจงของคริสตจักร งานทั้งหมดที่พวกเจ้ากล่าวถึงนี้ โดยพื้นฐานแล้วคืองานที่เป็นตัวแทน การมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า อย่างเช่น การมีประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมต่างๆ นานา การมีประสบการณ์กับการพิพากษา การตีสอน การตัดแต่ง และอื่นๆ และท้ายที่สุดการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและบรรลุความรอดนั้นล้วนเป็นงานอันเฉพาะเจาะจง นี่คือผลลัพธ์และผลกระทบที่การก่อตั้งและการดำรงอยู่ของคริสตจักรมีต่อผู้คน งานในการถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าและเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้ามิได้ดำเนินการโดยฝ่ายข่าวประเสริฐเพียงอย่างเดียว งานนี้ยังสัมฤทธิ์ผลผ่านบทความคำพยานจากประสบการณ์อันหลากหลาย ผ่านบทเพลงนมัสการ วีดิทัศน์และภาพยนตร์ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นเนื้อหาและโครงการเฉพาะที่อยู่ในงานของการถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคริสตจักร นั่นคือ การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อให้เข้าใจความจริง การสามารถนบนอบพระเจ้าและรู้จักพระเจ้า รวมถึงการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ในระหว่างขั้นตอนของการทำหน้าที่เพื่อให้สัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและบรรลุความรอด สิ่งเหล่านี้คืองานมากมายที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของการดำรงอยู่ของคริสตจักรหลังจากคริสตจักรถูกก่อตั้งขึ้นแล้ว นอกจากงานหลักเหล่านี้แล้ว ยังมีงานรองอื่นๆ อีกหรือไม่? งานรองคืออะไร? งานรองหมายถึงงานที่ไม่สำคัญหรือเป็นงานด้านกิจธุระทั่วไป อย่างไรก็ดี งานเหล่านี้ก็ยังมีประโยชน์บางประการต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในการไล่ตามเสาะหาความจริงและการทำหน้าที่ของพวกเขาเช่นเดียวกัน งานนี้สามารถส่งผลที่เป็นบวกต่อการเติบโตในชีวิตของผู้คน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนะที่พวกเขามีต่อเรื่องทั้งหลายได้ ในสภาวการณ์พิเศษ งานด้านกิจธุระทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดทางกายภาพของผู้คนซึ่งเกิดขึ้นจากงานของคริสตจักรนั้นถือเป็นงานที่จำเป็นสำหรับคริสตจักรหรือไม่? ตัวอย่างเช่น การทำไร่ การทำปศุสัตว์ และกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งจัดหาอาหารที่จำเป็นบางอย่างให้กับบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ของตน—สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นงานอันเป็นแก่นแท้ของคริสตจักรหรือไม่? (ไม่ใช่) แล้วการจัดหาคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และสิ่งอื่นๆ ให้กับผู้ที่ทำหน้าที่ของตนเล่า—สิ่งเหล่านี้ถือเป็นงานอันเป็นแก่นแท้ของคริสตจักรหรือไม่? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้ว งานอันเป็นแก่นแท้ของคริสตจักรหมายถึงอะไร? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคำนิยามของคริสตจักร คำนิยามของคริสตจักรที่พวกเจ้าให้ไว้ก่อนหน้านี้ดีแล้ว เราค่อนข้างพึงพอใจกับคำนิยามเหล่านั้นเพราะคุณสมบัติในคำนิยามของพวกเจ้าสัมพันธ์กับความจริงที่สูงส่งขึ้น อย่างเช่น การเข้าสู่ชีวิตของผู้คน ความเชื่อที่แท้จริงของพวกเขาและการติดตามพระเจ้า การรู้จักพระเจ้า และแม้กระทั่งความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย การนบนอบพระเจ้า และการนมัสการพระเจ้า เมื่อพิจารณาในประเด็นนี้ คริสตจักรจึงมิได้ดำรงอยู่เพื่อสิ่งทั้งหลายที่สัมพันธ์กับชีวิตทางเนื้อหนังและผลประโยชน์ของผู้คน อย่างเช่น การดูแลให้พวกเขาอบอุ่นและอิ่มท้อง การดูแลให้พวกเขามีสุขภาพดี หรือการเอาใจใส่จุดหมายปลายทางในอนาคตของพวกเขาอย่างแน่นอน คริสตจักรมิได้ดำรงอยู่เพื่อเกื้อหนุนความอยู่รอดทางกายภาพของผู้คน หรือเพื่อทำให้ผู้คนเพลิดเพลินกับชีวิตทางเนื้อหนังมากขึ้น คนบางคนกล่าวว่า “พูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้อง ชีวิตและความอยู่รอดทางกายของพวกเราถูกกล่าวถึงในพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งบอกให้พวกเราศึกษาศิลปะและความรู้สมัยใหม่เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของพวกเราไม่ใช่หรือ?” สิ่งเหล่านี้ถือเป็นงานอันเป็นแก่นแท้ของคริสตจักรหรือไม่? (ไม่ใช่) เนื่องจากคริสตจักรประกอบด้วยผู้เชื่อในพระเจ้า และโดยธรรมชาติแล้ว ชีวิตของผู้คนนั้นเกี่ยวข้องกับอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การเดินทาง และสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน คริสตจักรจึงช่วยผู้คนแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไปด้วยเช่นกัน เมื่อปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไข ผู้คนก็คิดว่า “คริสตจักรรับผิดชอบต่อสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของพวกเราด้วย นี่คืองานประจำ และเป็นงานอันเป็นแก่นแท้ของคริสตจักร” นี่คือความเข้าใจผิดมิใช่หรือ? (ใช่) อะไรก่อให้เกิดความเข้าใจผิดนี้? (ผู้คนเหล่านี้ยังไม่เข้าใจอย่างชัดเจนว่างานอันเป็นแก่นแท้ของคริสตจักรคืออะไร) เหตุใดพวกเขาจึงยังไม่เข้าใจอย่างชัดเจนแม้กระทั่งตอนนี้? การทำความเข้าใจของพวกเขามีปัญหาอยู่มิใช่หรือ? (ใช่) เหตุใดการทำความเข้าใจของพวกเขาจึงมีปัญหา? นี่เป็นเรื่องของขีดความสามารถ ท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็นเพราะขีดความสามารถต่ำนั่นเอง

ในเรื่องของงานอันเป็นแก่นแท้ของคริสตจักรนั้นเพิ่งถูกกล่าวถึงไปสามประการ ประการหนึ่งคือการถ่ายทอดและการเป็นพยานยืนยันถึงพระวจนะของพระเจ้า ต่อมาคือการนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า และช่วยเหลือผู้คนให้เข้าใจความจริง ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า และทำหน้าที่ของตนให้ดีขึ้น และอีกประการหนึ่งคือการนำผู้คนให้มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า มีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระเจ้า และทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเพื่อสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยตามความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า ทั้งหมดนี้ล้วนมุ่งหมายที่จะให้ผู้คนบรรลุความรอด เจ้าสรุปทั้งสามประการนี้ได้ดีมาก สิ่งเหล่านี้คืองานที่คริสตจักรจำเป็นต้องทำ อีกทั้งเป็นคุณค่าและนัยสำคัญที่การดำรงอยู่ของคริสตจักรมีต่อมวลมนุษย์ ต่อสมาชิกคริสตจักร และต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร แต่นี่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ นอกจากงานอันเป็นแก่นแท้เหล่านี้แล้ว ลองนึกถึงประโยชน์อันเป็นแก่นแท้อื่นๆ ที่ผู้คนได้รับ นอกจากการมีประสบการณ์กับงานที่คริสตจักรปฏิบัตินี้อีกครั้งเถิด (ผู้คนเรียนรู้ที่จะแยกแยะผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ) การแยกแยะผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ นั้นใกล้เคียงกันทีเดียว การนี้สัมพันธ์กับงานอันเป็นแก่นแท้ของคริสตจักร เมื่อพวกเราพูดถึงงานอันเป็นแก่นแท้ พวกเรากำลังพูดถึงงานที่เป็นตัวแทน สิ่งที่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมไปเมื่อครู่คือผลประโยชน์อันเป็นบวกที่ผู้คนพึงสัมฤทธิ์ หรือเป็นงานบางอย่างที่ดำเนินการโดยคริสตจักรซึ่งผู้คนมีประสบการณ์หรือมีส่วนร่วม นอกจากงานอันเป็นแก่นแท้เหล่านี้แล้ว คุณค่าอีกประการหนึ่งของการดำรงอยู่ของคริสตจักรคือการช่วยเหลือผู้คนให้เข้าใจมวลมนุษย์ เข้าใจโลก และเข้าใจอิทธิพลของความมืด งานอันเป็นแก่นแท้ของคริสตจักรประการนี้อยู่นอกเหนืองานสามประการที่พวกเจ้าสามัคคีธรรมไปหรือไม่? นี่คืองานที่เฉพาะเจาะจงใช่หรือไม่? (ใช่) เมื่อเปรียบเทียบกับงานสามประการแรก นี่ถือเป็นงานรอง เหตุใดนี่จึงถือว่าเป็นงานรอง? เพราะงานนี้เป็นผลสัมฤทธิ์จากการที่ผู้คนผ่านการมีประสบการณ์กับงานสามประการแรก—งานนี้สัมฤทธิ์ด้วยการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า การเข้าใจความจริง การเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และการรู้จักพระเจ้า ผลลัพธ์ดังกล่าวก็คือ ผู้คนได้มาเข้าใจมวลมนุษย์ที่เลวร้ายนี้ โลกอันมืดมิดแห่งนี้ และอิทธิพลของความมืด ขณะนี้ผลลัพธ์เช่นนี้ได้สัมฤทธิ์ไปบ้างแล้วใช่หรือไม่? (ใช่) นี่มิใช่คุณค่าของการดำรงอยู่ของคริสตจักรหรือ? นี่คือหน้าที่และผลที่การดำรงอยู่ของคริสตจักรพึงมีต่อบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้ามิใช่หรือ? (ใช่) ประการหนึ่ง งานนี้มีผลในเชิงรูปธรรมเช่นนี้ นอกจากนั้น คริสตจักรทั้งหลายยังดำเนินการงานนี้อย่างแข็งขันและเป็นบวกอีกด้วย อะไรคือโครงการเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานนี้? ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เกี่ยวกับการที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รับประสบการณ์การจับกุมและทรมาน—ประการหนึ่งคือ สิ่งเหล่านี้เป็นคำพยานที่เกิดขึ้นจากบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าในยามที่พวกเขาทนทุกข์กับการข่มเหงอันโหดร้ายของซาตาน อีกประการหนึ่งก็คือ พวกเขาเปิดโปงว่ามวลมนุษย์ที่เลวร้ายนี้ โลกอันมืดมิดแห่งนี้ และอิทธิพลมืดนี้ต้านทานและกล่าวโทษพระเจ้าและความจริงอย่างไร รวมถึงเปิดโปงหนทางต่างๆ นานาที่คนเหล่านั้นข่มเหงผู้ติดตามพระเจ้าอย่างโหดร้ายทารุณ ขณะที่เปิดโปงสิ่งเหล่านี้ ภาพยนตร์ดังกล่าวก็ช่วยให้ผู้คนเข้าใจมวลมนุษย์ เข้าใจโลก และเข้าใจอิทธิพลของความมืดจากมุมมองนี้ บางคนกล่าวว่า “พระองค์หมายความว่าอย่างไรเมื่อตรัสว่า ‘เข้าใจมวลมนุษย์และโลกใบนี้’?” พวกเจ้าทุกคนคิดว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? (เข้าใจความมืดและความเลวร้ายของมวลมนุษย์และโลกใบนี้ รวมถึงเข้าใจแก่นแท้ของมวลมนุษย์ทั้งปวงที่เป็นศัตรูของพระเจ้า) ถูกต้อง ประโยคนี้หมายถึงการเข้าใจความเลวร้ายและความมืดของมวลมนุษย์ เข้าใจโฉมหน้าอันอัปลักษณ์และตัวตนที่แท้จริงของมวลมนุษย์ทั้งปวงในฐานะศัตรูของพระเจ้า วีดิทัศน์เกี่ยวกับการทรมานหรือคำพยานจากประสบการณ์ส่วนบุคคลเป็นตัวอย่างอันเฉพาะเจาะจงของงานนี้ที่คริสตจักรทำ นอกจากนี้ การเปิดโปงวัฒนธรรมดั้งเดิม ทัศนะทางศีลธรรมของมนุษย์ ความคิดของบางกลุ่มชาติพันธุ์หรือบางเชื้อชาติ รวมไปถึงคำสอนดั้งเดิมของลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อในประเทศจีน ความจริงจอมปลอมบางประการ กฎครอบครัวและการเลี้ยงดูที่ผูกมัดผู้คนและจำกัดความคิดของพวกเขา—จุดประสงค์ของการเปิดโปงสิ่งเหล่านี้คืออะไร? งานนี้อยู่ในหมวดหมู่ใด? เนื้อหาที่เราชำแหละไปก่อนหน้านี้ในเรื่อง “นอนบนกองฟืน ทนความขมขื่น” คือส่วนหนึ่งของการเข้าใจโลก มวลมนุษย์ และอิทธิพลของความมืดมิใช่หรือ? (ใช่) นี่คือตัวอย่างของเนื้อหาอันเฉพาะเจาะจงของงานนี้ ดังนั้นงานนี้จึงเป็นงานเฉพาะที่คริสตจักรพึงปฏิบัติเช่นเดียวกัน โดยสรุปแล้ว งานของคริสตจักรในแง่หนึ่งคือการชี้นำผู้คนอย่างเป็นบวกไปสู่ความเป็นจริงความจริงโดยผ่านทางความจริง นำพวกเขาให้สัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้า ส่วนอีกแง่หนึ่งคือ การเปิดโปงโลกอันมืดมิดเยี่ยงซาตาน เปิดโปงการกระทำนานาประการของซาตานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงและพระเจ้า และเปิดโปงกระแสนิยมชั่วในสังคมมนุษย์ เปิดโปงแนวคิดและมโนคติอันหลงผิดนานาประการของมวลมนุษย์ผู้เสื่อมทราม รวมถึงความเห็นนอกรีต เหตุผลวิบัติของพวกเขา และอื่นๆ เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าใจธรรมชาติและแก่นแท้ที่แท้จริงของยุคที่เลวร้ายนี้ นี่คืองานอันเป็นแก่นแท้ของคริสตจักรมิใช่หรือ? (ใช่) อันที่จริงพวกเจ้าได้รับจากงานของคริสตจักรไปแล้วมากมาย และได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับผู้คนในคริสตจักรนั้น ไม่ว่าพวกเขาเป็นผู้ที่สนใจความจริงหรือเป็นผู้ที่ไม่สนใจความจริงก็ตาม หลังจากติดตามพระเจ้ามาเป็นเวลาสามถึงห้าปี ผ่านการชุมนุมเพื่อสามัคคีธรรมความจริง การอ่านอธิษฐานพระวจนะของพระเจ้า และการมีประสบการณ์กับการข่มเหงและการใส่ร้ายป้ายสีจากผู้ไม่มีความเชื่อ การก่อกวนจากคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ รวมถึงผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทุกรูปแบบ พวกเขาย่อมจะเกิดการแยกแยะและเข้าใจโลกอันมืดมิด มวลมนุษย์ที่เลวร้าย อำนาจครอบงำ และอิทธิพลมืดของทั่วทั้งโลกโดยไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้คือผลประโยชน์ที่พวกเขาสัมฤทธิ์ แล้วผลประโยชน์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการดำรงอยู่ของคริสตจักรใช่หรือไม่? สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากงานที่คริสตจักรทำใช่หรือไม่? (ใช่) ในด้านหนึ่ง ผู้คนได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับพระวจนะ พระราชกิจ และพระอุปนิสัยของพระเจ้า ส่วนอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ได้รับความตระหนักรู้และวิจารณญาณบางอย่างที่สอดคล้องกันเกี่ยวกับโลก มวลมนุษย์ และอิทธิพลของความมืดอีกด้วย ผลลัพธ์และผลที่เป็นบวกของผลประโยชน์ทั้งสองด้านที่มีต่อผู้คนนี้คือสิ่งที่พวกเขาควรสัมฤทธิ์เพื่อที่จะบรรลุความรอด

งานของคริสตจักรสามารถสรุปได้ว่าเป็นการถ่ายทอดและเป็นพยานยืนยันถึงพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า และเป็นการนำผู้คนให้กินดื่มพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจความจริง ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า และทำหน้าที่ของตนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ บนรากฐานของการเข้าใจความจริง พวกเขาสามารถมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้ นอกเหนือจากสามแง่มุมนี้แล้ว งานของคริสตจักรยังรวมถึงการช่วยให้ผู้คนเข้าใจมวลมนุษย์ที่เลวร้าย โลกที่มืดมิด และอิทธิพลของความมืด ถึงแม้ว่าโครงการต่างๆ ในงานของคริสตจักรจะมีไม่มากนัก แต่เนื้อหาอันเฉพาะเจาะจงนั้นมีมากมายมหาศาล เนื้อหาทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับพระวจนะของพระเจ้า ความจริง การทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเรา และการนบนอบพระเจ้า แน่นอนว่าเรื่องนี้ยิ่งเกี่ยวข้องกับการได้รับการช่วยให้รอดมากขึ้นไปอีก นี่คือหน้าที่ของคริสตจักร และเป็นคุณค่าของการดำรงอยู่ของคริสตจักร ทุกแง่มุมของงานของคริสตจักรนั้นเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวิธีที่ผู้คนปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ความรอดของพวกเขา รวมถึงทัศนะและท่าทีที่พวกเขามีต่อโลก มวลมนุษย์ และอิทธิพลของความมืด โดยสรุปก็คือ การดำรงอยู่ของคริสตจักรนั้นเกี่ยวข้องกับทุกคนอย่างใกล้ชิด และงานที่คริสตจักรทำ ตลอดจนคุณค่าและนัยสำคัญในการดำรงอยู่ของคริสตจักรก็เป็นสิ่งที่มิอาจแยกจากทุกคนที่ยอมรับความรอดของพระเจ้าได้

หลังจากสามัคคีธรรมเรื่องงานอันเฉพาะเจาะจงที่คริสตจักรจำเป็นต้องทำแล้ว พวกเรามาหารือถึงคำนิยามและทัศนะที่ไม่เหมาะสมที่ผู้คนมีต่อคำว่า “คริสตจักร” และนัยสำคัญของการดำรงอยู่ของคริสตจักรกันเถิด ก่อนอื่น ผู้คนมองว่าคริสตจักรเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างชูใจ เป็นสถานที่ที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่นและแสงแดด ทั้งยังเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเป็นมิตร ไร้ซึ่งความขัดแย้ง สงคราม การเข่นฆ่า หรือการนองเลือด—เป็นสถานที่ในอุดมคติที่หัวใจของผู้คนถวิลหา เปี่ยมไปด้วยความสุข ที่แห่งนี้ไม่มีความริษยาหรือความบาดหมาง ไม่มีกลอุบาย กระแสนิยมชั่ว หรือปรากฏการณ์อื่นๆ ที่พบได้ในโลกของผู้ไม่มีความเชื่อ ที่แห่งนี้ถูกมองว่าเป็นท่าเรือในอุดมคติที่ผู้คนสามารถจะทอดสมอใจของพวกเขาเอาไว้ได้ ไม่ว่าความคิดฝันของผู้คนเกี่ยวกับคำว่า “คริสตจักร” จะงดงามเพียงใด โดยรวมแล้ว ผู้คนย่อมพบกับการค้ำจุนทางฝ่ายวิญญาณในคริสตจักรในระดับหนึ่ง การค้ำจุนทางฝ่ายวิญญาณนี้มีหน้าที่ที่ผู้คนจับต้องได้มากขึ้น เมื่อพวกเขาเผชิญความยากลำบาก พวกเขาก็สามารถมาที่คริสตจักรเพื่อระบายความทุกข์ของตน และคริสตจักรก็สามารถช่วยให้พวกเขาบรรเทาความกังวลและแก้ไขความยากลำบากนั้นได้ ตัวอย่างเช่น หากพวกเขาเผชิญกับความยากลำบากในที่ทำงานหรือในชีวิต หากลูกๆ ของพวกเขาไม่เชื่อฟัง หากสามีหรือภรรยาของพวกเขานอกใจ หากเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ หากเกิดการโต้เถียงกับเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนบ้าน หากลูกๆ ของพวกเขาถูกกลั่นแกล้ง หากที่ดินของพวกเขาถูกผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นบางคนยึดไป และอื่นๆ—เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ผู้คนก็หวังว่าใครสักคนในคริสตจักรจะสามารถยืนหยัดเพื่อพวกเขา และช่วยพวกเขาแก้ไขและจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ ในจิตใจของผู้คน คริสตจักรคือสถานที่เช่นนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในจิตใจของผู้คน คริสตจักรคือที่หลบภัย คือสรวงสวรรค์ในอุดมคติ คือที่ที่บรรเทาความกังวลและแก้ไขความยากลำบาก กำจัดความรุนแรง และปล่อยให้ผู้ที่มีจิตใจดีได้ใช้ชีวิตอย่างสันติสุขและค้ำจุนความยุติธรรมไว้ หากชีวิตเกิดความยากลำบาก คริสตจักรก็ควรให้ความช่วยเหลือ หากไม่มีผักให้กินและไม่มีข้าวสารให้กรอกหม้อ คริสตจักรก็ควรแจกจ่ายสิ่งเหล่านั้น หากไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ คริสตจักรก็ควรซื้อเสื้อผ้าให้ หากใครบางคนล้มป่วย คริสตจักรก็ควรจ่ายค่ารักษาให้ เมื่อใครบางคนเผชิญความยากลำบากในที่ทำงาน พี่น้องชายหญิงในคริสตจักรก็ควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ใช้เส้นสาย ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ หรือให้การชี้นำ เมื่อลูกๆ ของคนคนหนึ่งกำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย พวกเขาก็หันหน้าเข้าหาคริสตจักรเพื่อหาคนมาอธิษฐานเพื่อลูกของตนเพิ่มเติม เพียรพยายามเพื่อให้แน่ใจว่าลูกๆ ของตนจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากใด ตราบเท่าที่คนเรามาที่คริสตจักร ความยากลำบากทั้งหมดนี้ก็สามารถแก้ไขและจัดการได้ ต่อให้คนเราทนทุกข์จากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมโดยน้ำมือของคนชั่ว คริสตจักรที่มีผู้คนอยู่มากมายและมีอิทธิพลยิ่งนักย่อมสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ให้คลี่คลายได้ เมื่อได้รับการหนุนใจและการเกื้อหนุนจากผู้คนมากมาย คนเราก็จะไม่ขี้ขลาดหรือหวาดกลัวการถูกพวกคนพาลกดขี่ข่มเหงอีกต่อไป แม้ในยามที่ถูกกลั่นแกล้ง ถูกกีดกันออกจากสังคม และดิ้นรนต่อสู้ในสังคมอยู่ตลอดเวลาโดยไร้ซึ่งหนทางในการหาเลี้ยงชีพ คนเราก็ยังสามารถแสวงหาความช่วยเหลือและคำแนะนำดีๆ ได้จากคริสตจักร รวมถึงหางานที่เหมาะสมได้ สิ่งเหล่านี้และสิ่งอื่นๆ อีกมากมายคือบทบาทที่ผู้คนเชื่อว่าคริสตจักรพึงมีและเป็นงานที่คริสตจักรควรปฏิบัติทั้งสิ้น เมื่อตัดสินจากความคิดและมโนคติอันหลงผิดของผู้คน หรือจากสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องจากคริสตจักรก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขามองคริสตจักรเป็นสถาบันด้านสวัสดิการ เป็นองค์กรการกุศล เป็นบริษัทจัดหาคู่หรือจัดหางาน หรือเป็นสภากาชาดอย่างแน่นอน บางคนถึงกับคิดว่า ไม่ว่าพวกเขามีความสามารถเพียงใด หรือมีสถานะเช่นไรในสังคมและในหมู่มวลมนุษย์ พวกเขาก็จำเป็นต้องพึ่งพาองค์กรที่มีอำนาจอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาเผชิญกับเรื่องยากลำบากในสังคมหรือต่อกรกับผู้มีอำนาจ พวกเขาก็ต้องการกำลังที่แข็งแกร่งมาหนุนหลังตน พูดแทนตน จัดการเรื่องทั้งหลายให้ และต่อสู้เพื่อสิทธิและผลประโยชน์ของตน ในทัศนะของพวกเขา คริสตจักรสามารถลุล่วงบทบาทนี้และสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ที่พวกเขามุ่งหวังได้ ดังนั้นคริสตจักรจึงกลายเป็นตัวเลือกเดียวของพวกเขา เห็นได้ชัดว่า พวกเขามองคริสตจักรเป็นสหภาพหรือสมาคมทางสังคม อย่างเช่น สหภาพครู สหภาพขนส่ง สมาคมเกษตรกร สมาคมสตรี สมาคมผู้สูงอายุ เป็นต้น—ซึ่งเป็นกลุ่มหรือองค์กรทางสังคมในลักษณะนี้ ไม่ว่าแท้จริงแล้วผู้คนจะนิยามคริสตจักรว่าอย่างไร เมื่อตัดสินจากงานที่คริสตจักรทำ และคำนิยามที่ถูกต้องแม่นยำของคริสตจักร ย่อมเห็นได้ชัดว่าท่าทีและข้อเรียกร้องที่ผู้คนมีต่อคริสตจักรนั้นไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม และผู้คนไม่ควรมีท่าทีและข้อเรียกร้องเหล่านั้น คริสตจักรไม่ใช่สถานที่สำหรับ “ปล้นคนรวยไปเลี้ยงคนจน” ไม่ใช่สถานที่กำจัดความรุนแรงและปล่อยให้ผู้ที่จิตใจดีใช้ชีวิตอย่างสันติสุข หรือค้ำจุนความยุติธรรม ยิ่งไม่ใช่สถานที่เพื่อช่วยเหลือโลกและช่วยชีวิตผู้คน หรือบรรเทาความกังวลและแก้ไขความยากลำบากของผู้คน คริสตจักรไม่ใช่องค์กรการกุศล ไม่ใช่สถาบันด้านสวัสดิการ และไม่ใช่การรวมกลุ่มทางสังคม การก่อตั้งและการดำรงอยู่ของคริสตจักรไม่ใช่เพื่อกระทำการในฐานะกลุ่มหรือองค์กรทางสังคม นอกจากงานอันเป็นแก่นแท้ไม่กี่อย่างที่คริสตจักรควรดำเนินการ ซึ่งคือการถ่ายทอดและเป็นพยานยืนยันถึงพระวจนะของพระเจ้า และการนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาเพื่อสัมฤทธิ์ความรอดแล้ว คริสตจักรก็ไม่ได้มีภาระผูกพันในการจัดเตรียมหน้าที่ หรือช่วยเหลือสังคมหรือกลุ่มชาติพันธุ์แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น คริสตจักรไม่ใช่สถานที่สำหรับต่อสู้เพื่อสิทธิและผลประโยชน์ของผู้คน และไม่ได้มีภาระผูกพันในการรับรองชีวิตทางกาย สถานะทางสังคม ตำแหน่งงาน เงินเดือน สวัสดิการสังคมของผู้คน และอื่นๆ ในมโนคติอันหลงผิดของผู้คน พวกเขาเชื่อว่าหน้าที่ของคริสตจักรคือกำจัดความรุนแรงและปล่อยให้ผู้ที่จิตใจดีได้ใช้ชีวิตอย่างสันติสุข ค้ำจุนความยุติธรรม บรรเทาความกังวลของผู้คนและแก้ไขความยากลำบากของพวกเขา ช่วยเหลือโลกและช่วยชีวิตผู้คน รวมถึงต่อสู้เพื่อสิทธิและผลประโยชน์ของผู้คน—โดยพื้นฐานก็คือหน้าที่เหล่านี้ ด้วยเหตุนั้นผู้คนจึงเชื่อว่า คริสตจักรคือความช่วยเหลือเร่งด่วนของพวกเขา และคริสตจักรสามารถแก้ไขและสะสางความยากลำบากต่างๆ ได้ เห็นได้ชัดว่าผู้คนมองคริสตจักรเป็นสถาบัน องค์กร หรือกลุ่มทางสังคม อย่างไรก็ตาม คริสตจักรเป็นสถาบันเช่นนั้นใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) หากหน้าที่และบทบาทในการดำรงอยู่ของคริสตจักรตามที่ผู้คนเชื่อคือการกำจัดความรุนแรงและปล่อยให้ผู้ที่จิตใจดีได้ใช้ชีวิตอย่างสันติสุข ค้ำจุนความยุติธรรม บรรเทาความกังวลของผู้คนและแก้ไขความยากลำบากให้พวกเขา ช่วยเหลือโลกและช่วยชีวิตผู้คน ต่อสู้เพื่อสิทธิและผลประโยชน์ของผู้คน และอื่นๆ เช่นนั้นแล้วคริสตจักรแห่งนี้ย่อมไม่อาจเรียกว่าคริสตจักรได้ เพราะที่แห่งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระวจนะของพระเจ้า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือพระราชกิจของพระเจ้าในการช่วยผู้คนให้รอดเลย กลุ่มหรือองค์กรเช่นนั้นควรเรียกว่ากลุ่มหรือองค์กรเท่านั้น ไม่มีความสัมพันธ์กับคริสตจักร อีกทั้งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับงานของคริสตจักรเลย หากองค์กรภายใต้ธงของการเชื่อในพระเจ้านั้นมีส่วนร่วมในกิจกรรมทั้งหลาย อย่างเช่น การเข้ารับใช้ การนมัสการพระเจ้า การอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน การขับร้องบทเพลงนมัสการ และการสรรเสริญ หรือแม้กระทั่งมีการชุมนุมและนมัสการอย่างเป็นทางการ รวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่าเป็นการพบปะเพื่อศึกษาพระคัมภีร์ การพบปะเพื่ออธิษฐาน การพบปะเพื่อนร่วมงาน การพบปะแลกเปลี่ยน และอื่นๆ ไม่ว่าจะมีสมาชิกหรือโครงสร้างประเภทใด กิจกรรมเหล่านี้ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคริสตจักรที่แท้จริงเลย เช่นนั้นแล้วคริสตจักรที่แท้จริงคืออะไรกันแน่? คริสตจักรที่แท้จริงเกิดขึ้นได้อย่างไร? คริสตจักรที่แท้จริงถือกำเนิดขึ้นเพราะการทรงปรากฏของพระเจ้า พระราชกิจ และการที่พระองค์ทรงแสดงความจริงเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด คริสตจักรเกิดขึ้นเมื่อผู้คนได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า หันมาหาพระเจ้า และนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า นี่คือคริสตจักรที่แท้จริง คริสตจักรมิได้ดำเนินการหรือก่อตั้งขึ้นโดยมนุษย์ แต่ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าพระองค์เอง และพระเจ้าทรงนำและทรงเป็นผู้เลี้ยงโดยพระองค์เอง ด้วยเหตุนั้น พระเจ้าจึงทรงมีพระบัญชาต่อคริสตจักรทั้งหลายของพระองค์ คริสตจักรมีภารกิจในการถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้า เป็นพยานยืนยันถึงพระราชกิจของพระเจ้า และช่วยเหลือผู้คนให้ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า หันกลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ยอมรับความรอดจากพระเจ้า มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าเพื่อให้ได้รับความรอดจากพระองค์ และเป็นพยานให้พระเจ้า—การนี้เรียบง่ายเช่นนั้นเอง นี่คือคุณค่าและนัยสำคัญของการดำรงอยู่ของคริสตจักร

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger