หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (21) ตอนที่สี่

IV. การไม่เอาใจใส่หรือถามไถ่ถึงผู้คนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด

มีการสำแดงอีกประการหนึ่งของผู้นำเทียมเท็จที่น่าโมโหเสียยิ่งกว่า ในระหว่างปฏิสัมพันธ์กับศัตรูของพระคริสต์ ผู้นำเทียมเท็จบางคนสามารถแยกแยะคนเหล่านั้นได้ในระดับหนึ่ง แต่กลับไม่ได้จัดการพวกเขาอย่างทันท่วงที ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ยังล้มเหลวในการเปิดโปงและชำแหละการทำชั่วและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ในทันทีผ่านพฤติกรรมนานาประการของพวกเขา เพื่อให้พี่น้องชายหญิงแยกแยะและปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์ได้ สิ่งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการไม่ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน เมื่อพี่น้องชายหญิงบางคนถูกชักพาให้หลงผิดและติดตามศัตรูของพระคริสต์ ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ก็ยังคงไม่แยแส ราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นก็คือพวกเขาไม่รู้สึกตำหนิตนเองหรือกล่าวโทษตนเองอยู่ในหัวใจเลย พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำให้พระเจ้าหรือพี่น้องชายหญิงผิดหวัง ในทางกลับกันพวกเขามักจะกล่าวประโยค “คลาสสิก” ที่ว่า “คนพวกนี้ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด พวกเขาสมควรแล้ว! เป็นความผิดของพวกเขาที่ขาดวิจารณญาณ ต่อให้พวกเขาไม่ติดตามศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็จะยังคงเป็นเป้าหมายของการถูกพระนิเวศของพระเจ้าเอาตัวออกไปอยู่ดี” ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกผิดหรือตำหนิตนเองหลังจากพี่น้องชายหญิงถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาไม่ได้ทบทวนหรือกลับใจเลย ตรงกันข้าม พวกเขากลับเอ่ยคำพูดที่ไร้มนุษยธรรมดังกล่าว อ้างว่าพี่น้องชายหญิงเหล่านี้สมควรถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด สิ่งที่มองเห็นได้จากคำพูดเหล่านี้คืออะไร? คนเหล่านี้มีความเป็นมนุษย์บ้างหรือไม่? (ไม่มี) พวกเขาไร้ความเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน แล้วเหตุใดพวกเขาจึงกล่าวสิ่งเหล่านี้ออกมา? (เพื่อบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ) อันดับแรก พวกเขากล่าวคำพูดเหล่านี้เพื่อบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดและทำให้พวกเขาเฉื่อยชา ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้เชื่อว่า “คนเหล่านั้นถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดเพราะพวกเขาขาดวิจารณญาณ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เพราะฉะนั้น พวกเขาสมควรแล้วที่ถูกชักพาให้หลงผิด!” คำว่า “สมควรแล้ว” หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าผู้คนเหล่านี้ควรถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุม และควรได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากศัตรูของพระคริสต์—ไม่ว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไรจากศัตรูของพระคริสต์ นั่นย่อมเป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ พวกเขาสมควรแล้วที่จะติดตามศัตรูของพระคริสต์ ความหมายโดยนัยคือผู้คนเหล่านี้ไม่ควรติดตามพระเจ้า แต่ควรติดตามศัตรูของพระคริสต์ การติดตามพระเจ้าเป็นความผิดพลาดสำหรับพวกเขา และการที่พระเจ้าทรงเลือกสรรพวกเขาก็เป็นความผิดพลาดเช่นเดียวกัน ถึงแม้พวกเขาจะได้เข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด นี่คือสิ่งที่ผู้นำเทียมเท็จสื่อออกมามิใช่หรือ? พวกเขาไม่เพียงว่าร้ายพี่น้องชายหญิงเท่านั้น แต่ยังหมิ่นประมาทพระเจ้าอีกด้วย ผู้คนเช่นนั้นน่าเกลียดชังมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาน่าเกลียดชังอย่างที่สุด! นอกจากการบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบและปิดบังข้อเท็จจริงและความจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้ปกป้องพี่น้องชายหญิงแล้ว พวกเขายังถึงกับโจมตีพี่น้องชายหญิง กล่าวว่าคนเหล่านี้สมควรถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด และพวกเขาไม่คู่ควรแก่การเชื่อในพระเจ้าและได้รับความรอดจากพระเจ้า คำกล่าวเพียงประโยคเดียวนี้เผยให้เห็นว่าลักษณะนิสัยของพวกเขาเลวทรามเพียงไร! ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ก่อกวน ข่มเหง หรือชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิดโดยตรงเช่นเดียวกับศัตรูของพระคริสต์ แต่ท่าทีที่พวกเขามีต่อพี่น้องชายหญิง ต่อพระบัญชาของพระเจ้า และต่อฝูงแกะที่พระนิเวศไว้วางใจมอบหมายไว้กับพวกเขาก็แสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วพวกเขาไร้ความปรานีและเลือดเย็นเพียงใด! ผู้ที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าไม่มีผู้ใดทำได้ง่ายดายนัก เรื่องนี้สัมพันธ์กับการพลีอุทิศและการให้ความร่วมมือของบรรดาผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐ การนี้ต้องใช้แรงกำลังของมนุษย์และทรัพยากรมากมาย และยิ่งไปกว่านั้น โลหิตจากพระหทัยของพระเจ้าก็อยู่ในการนี้ด้วย พระเจ้าทรงจัดเตรียมผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย รวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อนำผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ผู้นำเทียมเท็จไม่ใส่ใจเรื่องนี้เลย ไม่ว่าใครเป็นผู้ที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด พวกเขาก็ตัดบทด้วยวลีเดียวว่า “พวกเขาสมควรแล้ว!” ในการทำเช่นนั้น พวกเขาปล่อยให้การทำงานหนักของทุกคนที่เกี่ยวข้องและโลหิตจากพระหทัยของพระเจ้าสูญเปล่าไปทั้งหมด คำว่า “พวกเขาสมควรแล้ว” หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า “ใครบอกให้คุณประกาศข่าวประเสริฐกับพวกเขา? พวกเขาไม่คู่ควรกับการเชื่อในพระเจ้า การประกาศข่าวประเสริฐกับพวกเขาเป็นความผิดพลาด ใครบอกให้พวกเขาติดตามศัตรูของพระคริสต์เล่า? ถึงฉันจะไม่ได้ทำงานจริงเลย แต่ฉันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาติดตามศัตรูของพระคริสต์เหมือนกัน พวกเขาดึงดันที่จะทำเช่นนั้นด้วยตัวเอง พวกเขาสมควรแล้วที่จะติดตามศัตรูของพระคริสต์!” คนประเภทนี้มีความเป็นมนุษย์ในลักษณะใด? พวกเขามีหัวใจบ้างหรือไม่? พวกเขาเป็นสัตว์เลือดเย็น แย่เสียยิ่งกว่าสุนัขเฝ้าบ้าน แต่ยังได้เป็นผู้นำอย่างนั้นหรือ? พวกเขาไม่คู่ควรเลย! พวกเจ้าต้องมีวิจารณญาณแยกแยะ เมื่อเห็นว่าผู้คนเหล่านั้นไร้ซึ่งมโนธรรมและสำนึก อีกทั้งเลือดเย็นอย่างยิ่ง เจ้าก็ต้องไม่เลือกพวกเขาเป็นผู้นำ จงอย่าทำตัวเลอะเลือน! พวกเขาไม่เพียงล้มเหลวในการทำทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้เพื่อชดใช้ความสูญเสียและกอบกู้บรรดาผู้ที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดเท่านั้น ทว่าพวกเขายังพูดจาโหดร้ายเช่นนั้นอีกด้วย—พวกเขามุ่งร้ายเหลือเกิน! ปัญหาของคนประเภทนี้มีธรรมชาติที่ร้ายแรงกว่าปัญหาของผู้นำเทียมเท็จทั่วไป ถึงแม้จะไม่สามารถถือได้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่จากการสำแดงของพวกเขาย่อมเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์และไม่คู่ควรกับการได้เป็นผู้นำหรือคนทำงานเลย พวกเขาเป็นเพียงคนทรยศที่น่าขันและอกตัญญูเท่านั้นเอง! พวกเขาไม่รู้ว่าพระบัญชาของพระเจ้าคืออะไร และพวกเขาก็ไม่ตระหนักว่าตนควรทำงานใด พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อสิ่งนี้ด้วยมโนธรรมและสำนึก พวกเขาไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้นำของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และไม่คู่ควรแก่การยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำเทียมเท็จไม่มีความรักให้กับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเลย เมื่อพี่น้องชายหญิงถูกชักพาให้หลงผิดและล้มลง พวกเขาก็ถึงกับซ้ำเติมและพูดว่า “พวกเขาสมควรแล้ว” โดยไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจแต่อย่างใด หากคนเช่นนั้นเห็นใครบางคนถูกถาโถมด้วยเคราะห์ร้ายและความลำบากยากเย็น พวกเขาจะไม่ช่วยเหลือ แต่จะเหยียบย่ำคนเหล่านั้นในยามที่ล้มลงแทน มโนธรรมของพวกเขาจะไม่รู้สึกตำหนิตนเอง และพวกเขาจะยังคงเป็นผู้นำต่อไปในแบบที่เคยเป็นมาตลอด นี่เป็นเรื่องที่ไร้ยางอายมิใช่หรือ? (ใช่) ไม่ต้องพูดถึงพี่น้องชายหญิง ต่อให้เป็นผู้ไม่มีความเชื่อที่ดีคนหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากพวกมาร ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้าและสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติย่อมจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจ แล้วหัวใจของพวกเขาจะรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นเพียงใดเมื่อเป็นพี่น้องชายหญิง—ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริง—ที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและทำให้เสียหายอย่างร้ายแรง ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไม่ทำงานจริงในช่วงเวลาที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำชั่วและสร้างความเสียหายต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาไม่เปิดโปงและไม่ชำแหละการทำชั่วและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ นับประสาอะไรกับการมีสำนึกแห่งภาระที่จะช่วยพี่น้องชายหญิงให้เกิดวิจารณญาณแยกแยะศัตรูของพระคริสต์และปฏิเสธคนเหล่านั้นจากหัวใจ พวกเขาไม่รู้สึกถึงสำนึกรับผิดชอบต่อเรื่องนี้เลย แม้กระทั่งในยามที่บางคนถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด พวกเขาก็เพียงแสดงความคิดเห็นที่เย็นชาและไร้หัวใจว่า “พวกเขาสมควรแล้ว” ช่างน่าโมโหเสียจริงๆ! พวกเขาพูดจาไร้มนุษยธรรมเช่นนั้นเพื่อบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ เพื่อรักษาตัวรอด เพื่อทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นมึนงงและชักพาพวกเขาให้หลงผิด และเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษ นี่เป็นสิ่งที่น่าเกลียดชังมิใช่หรือ? (ใช่) ไม่ว่าเจ้าพูดเช่นไร เจ้าก็ไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน และเจ้าก็ไม่ได้ทำงานของตนอย่างถูกควร—สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จ เจ้าไม่สามารถปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ว่าเจ้าพยายามมากเพียงใดก็ตาม เจ้าคือผู้นำเทียมเท็จ

หลังจากที่พี่น้องชายหญิงบางคนถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด ผู้นำเทียมเท็จบางคนไม่เพียงแต่ทำตัวไร้หัวใจ เย็นชา และขาดความรับผิดชอบโดยกล่าวว่าคนเหล่านี้สมควรถูกชักพาให้หลงผิดเท่านั้น แต่แม้ในยามที่การจัดการเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้ากำหนดให้พวกเขาลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนอย่างสุดแรงกำลังเพื่อกอบกู้ผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ค่อนข้างดีและมีหวังที่จะได้รับการช่วยกลับมา ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ก็ยังคงไม่ทำงานจริง แม้ในยามที่บางคนร้องขอกลับเข้าคริสตจักร พวกเขาก็ยังคงไม่แยแสและเมินเฉย ไม่ปฏิบัติต่อชีวิตของผู้คนราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดที่พึงทะนุถนอม พวกเขาล้มเหลวในการกอบกู้พี่น้องชายหญิงที่ถูกชักพาให้หลงผิดให้กลับมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเขาไม่สามารถลุล่วงความรับผิดชอบนี้ และพวกเขาก็ไม่ได้พยายามที่จะทำเช่นนั้นเลย ถึงแม้ว่าการจัดการเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าจะเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องทำงานนี้ให้ดี ผู้นำเทียมเท็จก็ยังคงไม่สะทกสะท้าน ไม่ดำเนินการใดๆ และไม่ทำงานใดเลย ผลก็คือบางคนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและถูกแยกตัวและเอาตัวออกไปยังคงไม่สามารถหวนคืนสู่พระนิเวศของพระเจ้าได้ และยังไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตคริสตจักรตามปกติ แน่นอนว่าโดยแท้แล้วย่อมมีบางคนที่ไม่ตรงตามเงื่อนไขของพระนิเวศของพระเจ้าในการช่วยให้กลับคืนมาในหลากหลายแง่มุม แต่ก็มีผู้อื่นที่สามารถได้รับการกอบกู้คืนมาได้ หากพวกเขาสามารถเข้าใจความจริง แยกแยะ และปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์ได้ด้วยการช่วยเหลืออันเปี่ยมรักและการเกื้อหนุนด้วยความอดทน พวกเขาก็สามารถได้รับการกอบกู้ให้กลับคืนมา อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้นำและคนทำงานไม่ทำงานจริง ไม่ดำเนินการตามการจัดการเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าให้เสร็จสิ้น และไม่ปฏิบัติต่อชีวิตของคนเหล่านี้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ บางคนจึงยังถูกทิ้งให้ระหกระเหินอยู่ข้างนอก ผู้นำและคนทำงานเหล่านี้เพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าโดยใช้ข้ออ้างนานาประการ พวกเขาถึงกับดูดายบรรดาพี่น้องชายหญิงที่ต้องการหวนคืนสู่คริสตจักรและตรงตามเงื่อนไขการยอมรับของคริสตจักรเสียด้วยซ้ำ พวกเขาคิดหาข้อแก้ตัวทุกรูปแบบ กล่าวว่าคนเหล่านี้มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี เผชิญความเสี่ยงด้านความปลอดภัย รักการแต่งเนื้อแต่งตัว เพลิดเพลินกับความพึงพอใจทางเนื้อหนัง หลงใหลในสถานะ และอื่นๆ พวกเขาไม่ยอมให้พี่น้องชายหญิงเหล่านี้หวนคืนสู่คริสตจักรด้วยการใช้ข้ออ้างและเหตุผลทั้งหลายที่กุขึ้นมา พี่น้องชายหญิงเหล่านี้ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุม แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่เป็นกังวลต่อการหลงทางของพี่น้องชายหญิงเหล่านี้เลย ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไม่มีสำนึกรับผิดชอบหรือไม่มีสำนึกของมโนธรรมแต่อย่างใด บางทีพวกเขาอาจจะคิดว่า การกอบกู้คนเหล่านี้กลับคืนมาเป็นเรื่องยากหรืออันตราย หรือบางทีพวกเขาอาจจะไม่เต็มใจและไม่เห็นด้วยอยู่ลึกๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด พวกเขาก็ไม่ได้ดำเนินการตามการจัดการเตรียมงานจากพระนิเวศของพระเจ้าที่กล่าวถึงข้างต้นเลย สิ่งเหล่านี้เป็นการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จดังกล่าว พวกเขาไม่เพียงล้มเหลวในการให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันและลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนในงานที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าหรือพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น แต่เมื่อใครบางคนเปิดโปงการละทิ้งหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขา พวกเขาก็ปกป้องตนเอง ด้วยการพูดสิ่งที่เป็นการบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบตนและหาเหตุผลเข้าข้างตนเองเพื่อปกปิดความจริงเรื่องการละทิ้งหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขา ผู้นำเทียมเท็จเช่นนั้นน่าชังยิ่งกว่ามิใช่หรือ? (ใช่) โดยสรุปแล้ว ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ละเลยการจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และไม่ทำงานจริงเลยเช่นกัน พวกเขาเพิกเฉยทุกๆ รายละเอียดของงานนี้ดังที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้ พวกเขาไม่เต็มใจที่จะสู้ทนความยากลำบากหรือจ่ายราคา กลับเลือกที่จะทำตามใจชอบและกระทำการตามอำเภอใจเท่านั้น—พวกเขาทำบ้างเล็กน้อยเมื่อรู้สึกอยากทำ และไม่ทำอะไรเลยเมื่อไม่รู้สึกอยากทำ พวกเขาไม่ใส่ใจการจัดการเตรียมงานพระนิเวศของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่สนใจหน้าที่และความรับผิดชอบที่พระนิเวศของพระเจ้าไว้วางใจมอบหมายแก่พวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาไม่สนใจเจตนารมณ์และข้อกำหนดของพระเจ้าเลย คนเหล่านี้ไม่มีความเป็นมนุษย์และไม่มีมโนธรรม พวกเขาคือซากศพเดินได้ พวกเจ้าจะกล้าไว้วางใจมอบหมายเรื่องสำคัญในชีวิตของพวกเจ้าอย่างการไล่ตามเสาะหาความรอดในการเชื่อในพระเจ้าไว้กับคนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์หรือไม่? (ไม่) ต่อให้พวกเขาไม่ได้ส่งเจ้าให้กับศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะสู้กับศัตรูของพระคริสต์อย่างสุดความสามารถในยามที่คนเหล่านั้นสร้างความเสียหายร้ายแรงและชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดหรือไม่? ไม่ พวกเขาย่อมจะไม่ทำ เพราะคนเช่นนั้นเป็นสัตว์เลือดเย็นที่ไร้สำนึกของความรับผิดชอบ พวกเขารับใช้ในฐานะผู้นำเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ตนเองเท่านั้น

บางครั้ง ผู้นำเทียมเท็จก็แสดงความห่วงใยพี่น้องชายหญิง พวกเขาถามพี่น้องชายหญิงเหล่านี้ว่าต้องการสิ่งใดหรือไม่ ในเรื่องของการกินอยู่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง เป็นต้น พวกเขาค่อนข้างเอาใจใส่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระบัญชาของพระเจ้า ความเป็นความตายของพี่น้องชายหญิง และหลักธรรมความจริง พวกเขาก็ยังคงไม่แยแสและไม่ทำอะไรทั้งสิ้นไม่ว่าใครจะเป็นคนขอร้องพวกเขาก็ตาม ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้สนใจแต่เพียงความเพลิดเพลินทางเนื้อหนัง อาหาร เสื้อผ้า ที่พักอาศัย การเดินทาง หรือผลประโยชน์ทางวัตถุของผู้คน และพวกเขาจัดการเพียงเรื่องดังกล่าวเท่านั้น บางคนกล่าวว่า “พระวจนะของพระองค์ขัดแย้งกันเอง พระองค์ตรัสไม่ใช่หรือว่าพวกเขาเลือดเย็น? คนที่เลือดเย็นจะเต็มใจทำสิ่งเหล่านี้เพื่อผู้อื่นหรือ?” คนเลือดเย็นจะมีใจกรุณาในการทำสิ่งเหล่านี้เพื่อทุกคนหรือไม่? (ไม่) อันที่จริง คนที่เลือดเย็นบางคนอาจจะทำสิ่งเหล่านี้ได้จริงๆ และเหตุผลของเรื่องนี้มีอยู่สองประการ ประการหนึ่งคือขณะที่พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายเพื่อทุกคน พวกเขาก็กำลังทำสิ่งเหล่านั้นเพื่อตนเองและพวกเขาก็ได้รับประโยชน์จากการนี้ด้วยเช่นกัน หากพวกเขาไม่ได้รับประโยชน์จากการทำบางสิ่งบางอย่าง ลองดูเถิดว่าพวกเขาจะยังทำเช่นนั้นอยู่หรือไม่—พวกเขาย่อมจะเปลี่ยนท่าทีและเลิกทำในทันที นอกจากนี้ พวกเขากำลังใช้เงินใครในการทำสิ่งเหล่านี้และหาประโยชน์เพื่อทุกคน? พระนิเวศของพระเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย การทำตัวใจกว้างด้วยทรัพยากรของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นสิ่งที่คนเหล่านี้เชี่ยวชาญ พวกเขาจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาได้รับประโยชน์ส่วนตน? ขณะที่พวกเขาแสวงหาประโยชน์เพื่อทุกคน อันที่จริงพวกเขาก็กำลังทำสิ่งทั้งหลายเพื่อตัวเอง พวกเขาไม่ได้ใจดีมากพอที่จะแสวงหาประโยชน์เพื่อทุกคน! หากพวกเขาแสวงหาผลประโยชน์เพื่อทุกคนอย่างแท้จริง พวกเขาก็ไม่ควรมีแรงจูงใจที่เห็นแก่ตัวใดๆ และพวกเขาก็ควรรับมือกับเรื่องทั้งหลายตามหลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองอยู่เสมอ และพวกเขาก็ไม่ได้นึกถึงการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเลย นอกจากนี้ พวกเขายังทำสิ่งทั้งหลายเพื่อทุกคน เพื่อให้ผู้คนนับถือพวกเขาและกล่าวว่า “คนคนนี้แสวงหาประโยชน์เพื่อพวกเราและเพียรพยายามที่จะปกป้องผลประโยชน์ของพวกเรา หากขาดเหลืออะไร พวกเราก็ควรขอให้พวกเขาจัดการให้ หากมีพวกเขาอยู่ใกล้ๆ พวกเราก็จะไม่ทนทุกข์กับการปฏิบัติแย่ๆ อีก” พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ทุกคนขอบคุณพวกเขา การปฏิบัติตนในหนทางนี้ ทำให้พวกเขาได้รับทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ แล้วเหตุใดพวกเขาจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้เล่า? หากพวกเขาแสวงหาประโยชน์เพื่อทุกคน แต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นคนทำ และทุกคนกลับขอบคุณพระเจ้าและไม่มีใครรู้สึกขอบคุณพวกเขาเลย พวกเขาจะยังคงทำสิ่งนี้อยู่หรือไม่? พวกเขาย่อมจะไม่มีอารมณ์ทำเช่นนี้อย่างแน่นอน ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาย่อมจะถูกเปิดโปง เมื่อผู้คนเช่นนี้ทำสิ่งใดก็ตาม แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาย่อมถูกเปิดโปงอย่างหมดเปลือก ด้วยเหตุนี้เมื่อศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนคริสตจักร ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้จะไม่มีวันทำงานจริงเพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างแน่นอน

เมื่อครู่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมกันว่า หลังจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทนทุกข์กับความเสียหาย การควบคุม และการถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดแล้ว ผู้นำเทียมเท็จก็จะยังปิดหูปิดตากับเรื่องนี้ พวกเขาไม่คิดหาวิธีการใดก็ตามที่จะกอบกู้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และพวกเขาก็ไม่ทำภาระผูกพันและหน้าที่รับผิดชอบของตนให้ลุล่วง พวกเขาคำนึงถึงความรู้สึก อารมณ์ และผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น พวกเขาไม่ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน และไม่รับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำ แต่กลับบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงหน้าที่รับผิดชอบเหล่านั้น หลังจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุม พวกเขาก็ถึงกับตัดสินคนเหล่านั้น กล่าวว่าคนเหล่านั้นไม่ได้เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริงและบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของตน โดยไม่รู้สึกผิดในมโนธรรมแต่อย่างใดเลย ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้น่าเกลียดชังมากที่สุด การสำแดงประเภทต่างๆ ของผู้นำเทียมเท็จที่พวกเราเพิ่งหารือไปล้วนน่ารังเกียจอย่างยิ่ง แต่คนประเภทสุดท้ายนี้ไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่เลย คนประเภทนี้เป็นสัตว์เลือดเย็น เป็นสัตว์เดรัจฉานในคราบมนุษย์ พวกเขาไม่อาจถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของมวลมนุษย์ แต่ควรถูกจัดประเภทให้อยู่หมู่สัตว์เดรัจฉาน เหตุใดพวกเขาจึงไม่ทำหน้าที่รับผิดชอบของตนให้ลุล่วง? เพราะพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึกเลย หน้าที่รับผิดชอบ ภาระผูกพัน ความรัก ความอดทน ความเห็นอกเห็นใจ การปกป้องพี่น้องชายหญิง—ในหัวใจของพวกเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่เลย พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้เลย การที่พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ในความเป็นมนุษย์นั้นเทียบเท่ากับการไม่มีความเป็นมนุษย์ สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จประเภทที่สี่

สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงทั้งสี่ประเภทของผู้นำเทียมเท็จที่จำเป็นต้องถูกเปิดโปงในหัวข้อหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสามของผู้นำและคนทำงาน แน่นอนว่ามีการสำแดงอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้ว การสำแดงทั้งสี่ประเภทนี้ก็สามารถเป็นตัวแทนของการสำแดงนานาประการของผู้นำเทียมเท็จในการปฏิบัติงานนี้ รวมถึงแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาได้แล้ว ไม่ว่าพวกเราจะจำแนกการสำแดงของพวกเขาออกเป็นกี่ประเภทก็ตาม การสำแดงที่เด่นชัดสองประการของผู้นำเทียมเท็จก็ยังคงสามารถพบได้ในสี่ประเภทนี้ ประการแรกคือการไม่ทำงานจริง และอีกประการหนึ่งคือการไม่สามารถทำงานจริงได้ สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงที่เด่นชัดสองประการของผู้นำเทียมเท็จ ไม่ว่าความเป็นมนุษย์และขีดความสามารถของผู้นำเทียมเท็จเป็นเช่นไร และไม่ว่าพวกเขาปฏิบัติต่อความจริงอย่างไร การสำแดงสองประการนี้ย่อมปรากฏอยู่ในการสำแดงทั้งสี่ประเภทข้างต้นอยู่ดี การสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสามของผู้นำและคนทำงานของพวกเราในเนื้อหาที่ว่าด้วยการเปิดโปงผู้นำเทียมเท็จในวันนี้จบลงเพียงเท่านี้

ภาคผนวก: การตอบคำถาม

พวกเจ้ามีคำถามใดหรือไม่? (ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มีเรื่องที่ต้องการถาม ในช่วงเริ่มการชุมนุม พระเจ้าทรงถามพวกเราว่าความแตกต่างระหว่างผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์กับศัตรูของพระคริสต์ที่แท้จริงคืออะไร และลักษณะเฉพาะโดยทั่วไปของแก่นแท้ศัตรูของพระคริสต์คืออะไร ในตอนนั้น พวกเรารู้สึกว่าความรู้สึกนึกคิดของพวกเราว่างเปล่า และหลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง พวกเราก็นึกออกเพียงคำพูดและคำสอนที่แสนเรียบง่ายบางประการเท่านั้น ถึงตอนนี้พระเจ้าได้ทรงสามัคคีธรรมความจริงอันว่าด้วยการเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์มานานปีกว่าแล้ว แต่พวกเราสามารถเข้าใจและปฏิบัติความจริงเหล่านั้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหตุผลหนึ่งก็คือ พวกเราไม่ได้ทุ่มเทความพยายามให้กับความจริงเหล่านี้ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ พวกเราพบเจอศัตรูของพระคริสต์ค่อนข้างน้อย และยังไม่เข้าใจความจริงเหล่านี้ด้วยการเห็นว่าความจริงเหล่านี้เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงอย่างไร ดังนั้นแม้กระทั่งในตอนนี้พวกเราก็ยังไม่มีการเข้าสู่ความจริงเหล่านี้อย่างแท้จริง พวกเราไม่มีวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์มากนัก และมีการสำแดงของอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มากมายในตัวของพวกเราที่ยังไม่ได้ระบุออกมา ข้าพระองค์ต้องการถามว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร) ไม่ว่าความจริงในแง่มุมใดก็ตาม เจ้าต้องมีประสบการณ์จริงและมีความรู้จากประสบการณ์อยู่บ้าง และต้องสัมฤทธิ์ความเข้าใจที่แท้จริงเพื่อให้พระวจนะแห่งความจริงจารึกลงในหัวใจของเจ้า กระบวนการในการได้รับความจริงเป็นเช่นนี้เสมอ สิ่งที่เจ้าจดจำได้คือสิ่งทั้งหลายที่เจ้าได้รับผ่านประสบการณ์ของตน สิ่งเหล่านั้นคือความประทับใจที่ลุ่มลึกที่สุด ดังนั้นในขณะที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมหัวข้อศัตรูของพระคริสต์กันในวันนี้ เราจึงให้พวกเจ้าทบทวนเนื้อหานี้ก่อน พวกเจ้าย่อมสามารถนึกเนื้อหาบางส่วนออก ในสิ่งทั้งหลายที่พวกเจ้านึกออกนั้น บางส่วนคือสิ่งที่เป็นทฤษฎีสำหรับพวกเจ้า แต่โดยธรรมชาติแล้ว ย่อมมีการสำแดงบางอย่างของศัตรูของพระคริสต์ที่เจ้าสามารถนำมาเทียบกับชีวิตจริงได้ไม่มากก็น้อย—ทุกคนต้องมีประสบการณ์กับเรื่องนี้ในหนทางนี้ สถานการณ์ปกติสำหรับผู้คนคือไม่ว่าในขณะที่ฟังคำเทศนา พวกเขาจะดูเหมือนเข้าใจได้ดีแค่ไหนก็ตาม พวกเขาก็เข้าใจเพียงทางทฤษฎีและในแง่ของคำสอนเท่านั้น และพวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับความจริงเลย คนเราจะสามารถเข้าใจความจริงได้เมื่อใด? เมื่อคนเรามีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้จนพวกเขาสามารถมีความรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงบ้างเท่านั้น หากไร้ซึ่งการมีประสบการณ์กับสถานการณ์จริง ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถได้รับความรู้ความเข้าใจ ดังนั้น ขณะที่พวกเราสามัคคีธรรมถึงหัวข้อของศัตรูของพระคริสต์ในวันนี้ จึงจำเป็นต้องให้พวกเจ้าทบทวนโดยสังเขป และย้ำเตือนพวกเจ้าอย่างเรียบง่าย หลังจากนี้ ไม่ว่าพวกเราสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานหรือการสำแดงนานาประการของผู้นำเทียมเท็จ อย่างน้อยเรื่องที่สามัคคีธรรมก็จะไม่ว่างเปล่าเกินไปสำหรับพวกเจ้า—ก็เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม พวกเจ้ายังจำเป็นต้องได้รับการเปิดโปงการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ บางคนกล่าวว่า “หากพระเจ้าไม่ทรงจัดเตรียมผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่เป็นจริงบางอย่างไว้ พวกเราจะได้รับการเปิดโปงจากที่ใด? พวกเราไม่สามารถออกไปตามหาศัตรูของพระคริสต์ด้วยตนเองได้ใช่หรือไม่?” เจ้าไม่จำเป็นต้องออกไปเสาะหาพวกเขา หนทางแก้ไขที่เรียบง่ายที่สุดก็คือ เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับศัตรูของพระคริสต์ จงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเปรียบเทียบคนเหล่านั้นกับพระวจนะของพระเจ้า จงเปรียบเทียบการเผยภายนอก คำกล่าว การกระทำ และอุปนิสัยของพวกเขา รวมไปถึงความคิดและมุมมองของพวกเขา และแม้กระทั่งวิธีวางตัวของพวกเขาและการจัดการกับโลก วิถีชีวิตของพวกเขา และอื่นๆ—กล่าวคือ จงนำสิ่งเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับการสำแดงสิบห้าประการของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเราได้หารือกันไปแล้ว จงเปรียบเทียบสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความเข้าใจของผู้คนเป็นเช่นนี้ นั่นคือ พวกเขานึกออกได้ไม่มากนัก เพราะความทรงจำของมนุษย์มีจำกัด ผู้คนสามารถพูดถึงสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาได้รับผ่านการมีประสบการณ์ด้วยตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าพวกเขาจะพูดมากมายเพียงใด สิ่งที่พูดก็ไม่ได้มาจากความจำ แต่มาจากประสบการณ์และสิ่งที่พวกเขาได้พบเจอ สิ่งเหล่านี้ที่พวกเขาได้รับมาใกล้เคียงกับความจริงและสิ่งที่เป็นจริงตามข้อเท็จจริงมากที่สุด—สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้คนได้รับผ่านประสบการณ์ นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว สิ่งทั้งหลายที่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ รวมถึงสิ่งทั้งหลายที่อ้างอิงจากความรู้นั้นไม่สอดคล้องกับความจริง ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะครอบครองตำแหน่งที่โดดเด่นในใจของเจ้ามากี่ปีหลังจากเข้าสู่จิตใจของเจ้าครั้งแรกก็ตาม เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงอย่างถ่องแท้ สิ่งเหล่านี้ย่อมจะถูกทิ้งและถูกกำจัดออกไป อย่างไรก็ตาม สิ่งทั้งหลายที่ใกล้เคียงและสอดคล้องกับความจริงซึ่งเจ้าได้รับมาจากประสบการณ์นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ไม่ว่าพวกเจ้าเข้าใจคำถามที่เราถามในวันนี้อย่างถ่องแท้หรือไม่ พวกเจ้าย่อมสามารถเข้าใจหัวข้อของการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะพวกเจ้าล้วนมีประสบการณ์กับการก่อกวนและการชักพาให้หลงผิดจากศัตรูของพระคริสต์ การนี้ได้มอบวิจารณญาณแยกแยะให้เจ้าอยู่บ้าง และเมื่อพวกเจ้าเผชิญกับศัตรูของพระคริสต์ที่ทำชั่วและก่อกวนงานของคริสตจักร ความจริงเหล่านี้ย่อมจะเกิดผลกับพวกเจ้าได้ วจนะเหล่านี้จะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อเจ้าเผชิญกับสภาพแวดล้อมจริงเท่านั้น หากเจ้าไม่มีประสบการณ์กับการถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและเอาแต่จินตนาการถึงการกระทำของพวกเขาอยู่ในใจ การนี้ย่อมไร้ประโยชน์ ไม่ว่าเจ้าจินตนาการได้ดีเพียงใด นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะสามารถแยกแยะพวกเขาได้ มีเพียงในยามที่เผชิญกับสภาพแวดล้อมจริงเท่านั้นผู้คนจึงตอบโต้โดยสัญชาตญาณ ใช้ความคิดและมุมมองของตนเอง ใช้ทฤษฎีบางอย่างที่พวกเขาเคยพบเจอ รวมถึงใช้คำสอน วิธีการ และหนทางบางอย่างที่พวกเขาได้เรียนรู้มาในการเผชิญและจัดการกับเรื่องเหล่านี้ และท้ายที่สุดก็เกิดการตัดสินใจในรูปแบบต่างๆ แต่ก่อนที่ผู้คนจะเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ ย่อมเป็นเรื่องดีทีเดียวหากพวกเขามีความเข้าใจและความประทับใจอันบริสุทธิ์เกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ บางคนกล่าวว่า “การที่พระองค์ตรัสเอาไว้มากมายก่อนที่พวกเราจะเผชิญหน้ากับศัตรูของพระคริสต์นั้นมีประโยชน์อะไร?” การนี้มีประโยชน์ วจนะที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์มิได้ถูกพิมพ์ไว้ในหนังสือหรอกหรือ? วจนะเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าสามารถมีประสบการณ์โดยสมบูรณ์และมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งได้ในหนึ่งหรือสองวันใช่หรือไม่? ไม่ใช่ จุดประสงค์ของการพิมพ์วจนะลงในหนังสือเล่มนั้นคือเพื่อช่วยพวกเจ้าให้รอดและอนุญาตให้พวกเจ้าได้อ่านวจนะเหล่านี้บ่อยๆ เข้าใจความจริงเหล่านี้ รวมถึงอ่านพระวจนะของพระเจ้าและได้รับเสบียงของชีวิตในยามที่เจ้าเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคต—ไม่ว่าเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์ ความลำบากยากเย็นในการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตัวเจ้าเอง หรือสิ่งใดก็ตาม พระวจนะของพระเจ้าในหนังสือเล่มนี้เป็นต้นกำเนิดสำหรับการมีประสบการณ์และการรับมือสิ่งต่างๆ ของเจ้า และการเข้าสู่ความจริงในแง่มุมเหล่านี้ ไม่ว่าในขณะที่ฟังคำเทศนานั้นเจ้าสามารถเข้าใจได้มากเพียงใด นั่นก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้ามีความเป็นจริงมากแค่ไหน หากเจ้าคิดไม่ออกหรือจำบางสิ่งบางอย่างไม่ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตเจ้าจะไม่มีวันมีประสบการณ์หรือไม่มีวันเข้าใจได้ โดยสรุปก็คือ พวกเจ้าต้องเข้าใจว่า มีเพียงสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนได้รับผ่านประสบการณ์และรู้จักจากพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สัมพันธ์กับความจริง สิ่งทั้งหลายที่ผู้คนจำได้และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาเข้าใจอยู่ในความรู้สึกนึกคิดนั้นโดยมากแล้วไม่สัมพันธ์กับความจริง สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่เกี่ยวกับคำสอนเท่านั้น เมื่อเป็นเรื่องของความจริงแล้ว สิ่งใดสำคัญที่สุด? สิ่งสำคัญที่สุดคือประสบการณ์และการเข้าสู่ ไม่ว่าเป็นความจริงในแง่มุมใดก็ตาม เมื่อผู้คนมีประสบการณ์กับสิ่งนั้นอย่างแท้จริง ผลสุดท้ายที่พวกเขาเก็บเกี่ยวย่อมเป็นผลแห่งความจริงและเป็นเส้นทางเพื่อความอยู่รอดของตน เพราะฉะนั้นการจำไม่ได้ย่อมไม่ใช่ปัญหา

หากเราเริ่มหารือถึงหัวข้อหลักโดยตรงตั้งแต่ช่วงต้นของการชุมนุม พวกเจ้าก็คงจะตามไม่ทันมิใช่หรือ? ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการบางอย่างและถามพวกเจ้าเสียก่อนว่า “พวกเจ้าจำความแตกต่างระหว่างผู้มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์กับผู้มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ได้หรือไม่?” จุดประสงค์ของเราในการถามคำถามนี้ก่อนมิใช่เพื่อทำให้พวกเจ้าตกตะลึงจนพูดไม่ออกหรือตีแผ่พวกเจ้า แต่เพื่อกระตุ้นเตือนพวกเจ้า จากนั้นพวกเราก็ทำการทบทวน และบางคนก็ค่อยๆ จำได้ว่า “ก่อนหน้านี้พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อความจริง และความเป็นมนุษย์ของศัตรูของพระคริสต์เป็นอย่างไรไปแล้ว” เนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์ได้สร้างการรับรู้อันล้ำลึกไว้ในตัวเจ้าแล้ว เนื้อหานี้กำลังรอให้เจ้านำไปใช้ในยามที่เจ้ามีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านั้น เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวทางและทิศทางสำหรับการปฏิบัติของเจ้า แต่ก็ยังมีเนื้อหาอีกมากที่เจ้าไม่เกิดความประทับใจเลยหลังจากได้ฟังครั้งแรก เนื้อหานี้ก็จำเป็นต้องมีประสบการณ์เช่นเดียวกัน เมื่อเจ้าผ่านประสบการณ์เหล่านี้แล้วจึงกินดื่ม และอ่านอธิษฐานพระวจนะเหล่านี้ เจ้าก็จะได้รับมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าเจ้าเคยมีความประทับใจในเนื้อหานี้หรือไม่ หลังจากที่เจ้าก้าวผ่านสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว ทั้งหมดย่อมจะผสมปนเปกัน คำสอนที่เจ้าจำได้จะกลายเป็นความเข้าใจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า และจะเป็นสิ่งที่เจ้าได้รับหลังจากมีประสบการณ์กับคำสอนเหล่านั้น สำหรับเนื้อหาที่เจ้ายังไม่เกิดความประทับใจ หลังจากผ่านประสบการณ์ครั้งหนึ่ง เจ้าอาจจะเกิดความประทับใจขึ้นบ้าง แต่นั่นจะเป็นเพียงความรู้ในเชิงการรับรู้เล็กน้อยเท่านั้น ความรู้ในเชิงการรับรู้นี้สามารถอยู่ในระดับของคำสอนเท่านั้น เจ้ายังต้องมีประสบการณ์กับสิ่งที่คล้ายกันอีกครั้งหนึ่ง และในจุดนั้นเอง สิ่งนี้จะชี้แนะเจ้า มอบทิศทางให้แก่เจ้า และมอบเส้นทางปฏิบัติให้แก่เจ้า การมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าและการมีประสบการณ์กับความจริงเป็นกระบวนการในลักษณะนี้ การที่พวกเจ้าไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของเราอย่างไรเป็นเรื่องน่าอายหรือไม่? นี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายเลย หากพวกเจ้าถามคำถามเราขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เราก็จำเป็นที่จะต้องขบคิดในทันทีเช่นกัน โดยพิจารณาว่าคำถามดังกล่าวหมายถึงอะไรและเกี่ยวข้องกับความจริงในแง่มุมใด สมองและจิตใจของมนุษย์ทำงานเช่นนี้—ทั้งสองสิ่งต้องการเวลาในการตอบสนอง ต่อให้เป็นสิ่งที่เจ้าคุ้นเคยอย่างดี หากเจ้าไม่ได้ประสบกับสิ่งนั้นมานานหลายปี และเมื่อเจ้าพบเจออีกครั้งอย่างกะทันหัน เจ้าจะยังคงต้องการเวลาในการตอบ ไม่ว่าเจ้ามีประสบการณ์กับบางสิ่งอย่างลึกซึ้งเพียงใด หากเจ้าเผชิญกับสิ่งนั้นอีกครั้งหลังจากที่ผ่านไปหลายวันหรือหลายปี เจ้าจะยังคงต้องการเวลาในการตอบ—นอกจากนี้ความเข้าใจของพวกเจ้าในหัวข้อศัตรูของพระคริสต์อยู่ในระดับของคำพูดและคำสอนเท่านั้น เจ้าจึงยังไม่สามารถนำสิ่งนี้มาเทียบกับศัตรูของพระคริสต์ที่เจ้าเผชิญในชีวิตจริงได้ และกล่าวได้ว่า โดยพื้นฐานแล้วเจ้ายังคงไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ ดังนั้นความจริงเหล่านี้กำลังรอให้พวกเจ้ามีประสบการณ์อย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง—เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถยืนยันความจริงแท้และความถูกต้องแม่นยำของพระวจนะของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้พวกเราได้สามัคคีธรรมกันว่า ศัตรูของพระคริสต์ดันทุรังที่จะไม่กลับใจ สมมุติว่าเจ้าท่องจำเรื่องนี้ได้และกล่าวว่า “พระเจ้าตรัสว่าศัตรูของพระคริสต์ดันทุรังที่จะไม่กลับใจ พวกเขาจะดื้อดึงกับพระเจ้าและต่อต้านพระองค์ไปจนถึงปลายทาง พวกเขาไม่ยอมรับความจริง และจะไม่มีวันยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเขารังเกียจความจริง” นี่เป็นเพียงการที่เจ้าเข้าใจ ยอมรับ หรือมีความประทับใจต่อคำกล่าวนี้ในเชิงคำสอนเท่านั้น นี่เป็นเพียงความรู้ในเชิงการรับรู้เพียงเล็กน้อย ในจิตใต้สำนึกของเจ้านั้นเจ้ารู้สึกว่าคำกล่าวนี้ถูกต้อง แต่คำพูดที่เฉพาะเจาะจงคำใดที่ศัตรูของพระคริสต์กล่าว อุปนิสัยอันเสื่อมทรามประการใดที่พวกเขาเผยออกมา ธรรมชาติใดที่ขับเคลื่อนพวกเขา และอื่นๆ ที่สอดคล้องและสัมพันธ์กับพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์? ในบรรดาสิ่งเหล่านั้น สิ่งใดสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าการเปิดโปงของพระเจ้าเป็นไปตามข้อเท็จจริง? การนี้พึงให้เจ้าพบกับศัตรูของพระคริสต์ด้วยตัวเอง หรือได้ยินเรื่องการกระทำและคำพูดของศัตรูของพระคริสต์จากผู้สังเกตการณ์ และท้ายที่สุดเจ้าย่อมตระหนักว่า “พระวจนะของพระเจ้าสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างยิ่งและถูกต้องโดยสมบูรณ์ คนคนนี้ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์และถูกปลดหลายต่อหลายครั้ง ถึงแม้พวกเขายังไม่ถูกขับไล่หรือเอาตัวออกไป การสำแดงและการเผยของพวกเขาก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลย เป็นพวกดันทุรังไม่ยอมกลับใจ และไม่เพียงแต่มีอุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังมีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ด้วย—พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์โดยสมบูรณ์อย่างแท้จริง” และวันหนึ่งเมื่อคนคนนี้ถูกขับไล่ เจ้าย่อมยืนยันอยู่ในหัวใจของตนว่า “พระวจนะของพระเจ้าช่างแม่นยำเหลือเกิน! ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ผู้มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะไม่เปลี่ยนแปลง” คำพูดเหล่านี้หยั่งรากลงในหัวใจของเจ้า สิ่งนี้มิใช่เพียงความจำหรือความประทับใจเพียงเล็กน้อย และนี่ก็ไม่ใช่เพียงความรู้ในเชิงของการรับรู้ แต่เจ้ากลับเข้าใจและยอมรับพระวจนะของพระเจ้าอย่างลึกซึ้งว่า “ศัตรูของพระคริสต์จะไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาจะต่อต้านพระเจ้าไปจนถึงปลายทาง ไม่แปลกใจเลยที่พระเจ้าไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด ไม่แปลกใจเลยที่พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจในคนเหล่านั้น ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาไม่มีวันมีความรู้แจ้งหรือความสว่างในขณะที่ทำหน้าที่ของตน และไม่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตแต่อย่างใด—พวกเขามุ่งมั่นที่จะไปตามทางของตนเอง นี่คือศัตรูของพระคริสต์อย่างแท้จริง!” เมื่อเจ้ายืนยันความถูกต้องของพระวจนะของพระเจ้าแล้ว เจ้าก็บอกกับตนเองว่า “พระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริงอย่างแท้จริง พระวจนะเหล่านี้ถูกต้องแล้ว อาเมน!” การที่เจ้ากล่าวอาเมนหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเจ้าได้มาเข้าใจผ่านประสบการณ์ของตนแล้วว่า พระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักเกณฑ์ในการประเมินสรรพสิ่ง พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และแม้ในยามที่ยุคสมัยนี้ผ่านไปหรือมวลมนุษย์เหล่านี้จะสูญสิ้นไป พระวจนะของพระเจ้าก็จะไม่ดับสูญ เหตุใดพระวจนะเหล่านี้จึงจะไม่สูญสลายไป? เพราะไม่ว่าเมื่อใด แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่ายุคสมัยนี้จะผ่านพ้นไป ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์ผู้เสื่อมเหล่านี้จะสูญสิ้น พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าจะเป็นความจริงของข้อเท็จจริงเสมอ—ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ได้ นี่คือพระวจนะของพระเจ้า! เมื่อเจ้ารู้สึกว่า พระวจนะของพระเจ้าสอดคล้องและตรงกับข้อเท็จจริงที่เจ้าเห็นและเผชิญ และหัวใจของเจ้าได้รับการยืนยัน และนี่ไม่ใช่เพียงความรู้สึกที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าต้องถูกต้องหรือพระวจนะของพระเจ้าต้องไม่ผิด ทว่าเจ้ากลับได้เห็นและมีประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านี้ด้วยตนเอง เมื่อนั้นเจ้าจะกล่าวอาเมนต่อพระวจนะของพระเจ้าไปโดยธรรมชาติ เมื่อถึงตอนนั้นหากเราถามอีกครั้งว่า “การสำแดงของผู้มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร?” ความเข้าใจภายในตัวเจ้าจะออกมาทันที เจ้าจะไม่เพียงแต่มีความประทับใจ วลีที่จดจำได้ หรือการตระหนักรู้หรือความรู้ในเชิงการรับรู้บางอย่างเท่านั้น เจ้าจะกล่าวออกมาโดยทันทีว่า “ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริงอย่างแน่นอน และไม่ยอมกลับใจโดยเด็ดขาด!” ถึงแม้ว่าคำกล่าวนี้อาจจะไม่ได้มีโครงสร้างที่เป็นเหตุเป็นผลมากนัก ถึงแม้นี่เป็นสิ่งที่กล่าวออกมาในทันทีทันใด และผู้คนจะไม่เข้าใจในตอนแรก แต่เจ้าก็รู้ว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไรเพราะเจ้าได้มีประสบการณ์และได้เห็นสิ่งนี้ด้วยตาของเจ้าเอง ศัตรูของพระคริสต์เป็นสิ่งชั่วช้าเช่นนี้จริงๆ—พวกเขาจะไม่มีวันกลับใจ คำพูดเหล่านี้จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ผู้ใดก็ตามที่ไม่มีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ย่อมจะไม่ได้รับสิ่งใดทั้งสิ้น

2 ตุลาคม ค.ศ. 2021

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger