หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (21) ตอนที่สาม
การสำแดงที่ผู้นำเทียมเท็จแสดงออกมาเมื่อศัตรูของพระคริสต์ก่อการรบกวน
พวกเราได้เสร็จสิ้นการสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสามของผู้นำและคนทำงานแล้ว นั่นคือ “การปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากการถูกศัตรูของพระคริสต์ก่อกวน ชักพาให้หลงผิด ควบคุม และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง และทำให้พวกเขาสามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ อีกทั้งละทิ้งคนเหล่านั้นได้จากหัวใจ” ต่อไป พวกเราจะชำแหละและเปิดโปงการสำแดงของผู้คนประเภทที่ไม่สามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานได้—พวกผู้นำเทียมเท็จ—โดยการนำพวกเขามาเปรียบเทียบกับงานที่ผู้นำและคนทำงานพึงกระทำให้สำเร็จลุล่วง ในการทำงานนี้ มีงานมากมายที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำ ซึ่งกำหนดให้พวกเขาต้องมีขีดความสามารถบางอย่าง มีความใส่ใจ ละเอียดถี่ถ้วน แข็งขัน มีความรับผิดชอบ คำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า มีหัวใจที่เปี่ยมรักในการปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และอื่นๆ พวกเขาต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้เท่านั้นจึงสามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบและภาระผูกพันของตนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้นำเทียมเท็จแตกต่างจากนี้โดยสิ้นเชิง ในความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่เลย พวกเขาอาจจะมีขีดความสามารถบางอย่าง มีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริงและแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ หรือพวกเขาอาจจะมีขีดความสามารถที่ต่ำกว่านั้นเล็กน้อย แต่อย่างน้อยก็สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ที่โจ่งแจ้งบางคนซึ่งกระทำชั่วมาอย่างมากมายได้ ต่อให้พวกเขาจะไม่สามารถแยกแยะแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ได้โดยสมบูรณ์ หรือขีดความสามารถของพวกเขาอาจจะต่ำเสียจนพวกเขาไม่สามารถแยกแยะหรือมองเห็นความแตกต่างระหว่างผู้ที่มีแก่นแท้ศัตรูของพระคริสต์และผู้ที่มีอุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ผู้นำเทียมเท็จย่อมแสดงให้เห็นถึงการสำแดงสองประการนี้ ประการหนึ่งคือ พวกเขาไม่ทำงานจริง และอีกประการหนึ่งคือพวกเขามีส่วนร่วมในงานธุรการทั่วไปที่ผิวเผินเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาจริงหรือทำงานที่แท้จริงได้เลย ในงานที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสามนั้น การสำแดงสองประการนี้ที่เป็นลักษณะเฉพาะของผู้นำเทียมเท็จยังคงเด่นชัด ต่อไป พวกเราจะสามัคคีธรรมกันว่าพวกเขามีการสำแดงอันเจาะจงประการใดบ้าง
I. การไม่เปิดโปงและไม่จัดการศัตรูของพระคริสต์เพราะกลัวที่จะล่วงเกินพวกเขา
ในยามที่ศัตรูของพระคริสต์ก่อกวน ชักพาให้หลงผิด ควบคุม หรือสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร การสำแดงประการแรกของผู้เทียมเท็จคือการนิ่งเฉย การนิ่งเฉยหมายถึงอะไร? หมายถึงการไม่ทำงานจริง การไม่ทำงานจริงนั้นมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง โดยหลักคือการกลัวที่จะล่วงเกินผู้คนและไร้ความกล้าหาญที่จะค้ำจุนหลักธรรม หลังจากกลายเป็นผู้นำแล้ว ผู้คนเหล่านี้ก็เริ่มอวดเบ่งอำนาจของตนเอง พลางคิดว่า “ตอนนี้ฉันมีสถานะ และได้เป็นเจ้าหน้าที่ของคริสตจักร ฉันต้องบริหารจัดการเรื่องอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และการเดินทางของพี่น้องชายหญิง ฉันต้องแยกแยะให้ได้ว่าสิ่งที่พี่น้องชายหญิงพูดสอดคล้องกับความจริงและเป็นไปตามมารยาทอันดีงามของธรรมิกชนหรือไม่ ฉันต้องดูว่าพวกเขาจริงใจต่อพระเจ้าหรือไม่ ชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกเขาเป็นปกติหรือไม่ พวกเขาอธิษฐานตอนเช้าและตอนค่ำหรือไม่ การชุมนุมตามปกติของพวกเขาเป็นปกติหรือไม่—ฉันต้องบริหารจัดการทั้งหมดนี้” ผู้นำเทียมเท็จใส่ใจเพียงประเด็นเหล่านี้เท่านั้น ในแง่ของระเบียบแบบแผน พวกเขาดูเหมือนจะลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน แต่เมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับหลักธรรมเกิดขึ้น หรือแม้แต่เมื่อศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัว เหล่าผู้นำเทียมเท็จกลับซ่อนตัวอยู่ในเงามืดโดยไม่ปริปากออกมาเลย พวกเขานิ่งเงียบ แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะเผยแพร่ตรรกะวิบัติอย่างไร พวกเขาก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เมื่อศัตรูของพระคริสต์ก่อกวน ชักพาให้หลงผิด และควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ ราวกับข้อมูลทั้งหมดนี้อันตรธานไปเมื่อมาถึงพวกเขา พวกเขาแสร้งทำเป็นไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ซึ่งแม้แต่พี่น้องชายหญิงทั่วไปก็สามารถแยกแยะได้ โดยกล่าวว่า “ฉันมองพวกเขาไม่ออก หากฉันขับไล่ผิดคนขึ้นมาจะทำอย่างไร? หากฉันเข้าใจพี่น้องชายหญิงผิดไปเล่า? อีกอย่าง พระนิเวศของพระเจ้าก็ยังต้องการคนไว้ทำงานรับใช้!” พวกเขาใช้ข้อแก้ตัวทุกรูปแบบมาบ่ายเบี่ยงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานก็เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดการกับศัตรูของพระคริสต์และไม่ปกป้องพี่น้องชายหญิงจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากศัตรูของพระคริสต์ ผู้นำเทียมเท็จบางคนถึงกับกล่าวว่า “หากฉันเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์อยู่เสมอ แล้วพวกเขายุยงพี่น้องชายหญิงให้มาโจมตีฉันเล่า จะทำอย่างไร? เช่นนั้นก็จะไม่มีใครลงคะแนนให้ฉันในการคัดเลือกครั้งหน้า และฉันก็จะไม่สามารถเป็นผู้นำได้อีกต่อไป อิทธิพลของฉันไม่แข็งแกร่งเท่าพวกเขา!” เพื่อปกป้องสถานะและความปลอดภัยส่วนตน ผู้นำเทียมเท็จจึงไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนในการปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และพวกเขาก็ไม่ได้หยุดยั้งศัตรูของพระคริสต์มิให้สร้างความเสียหายต่อพี่น้องชายหญิงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย พวกเขาทำตัวราวกับเป็นทั้งคนที่ชอบเอาใจผู้คนและเป็นเต่าที่หดหัวอยู่ในกระดอง ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ พวกเขาไม่ปกป้องพี่น้องชายหญิงเลย แต่กลับคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าจะปกป้องตนเองอย่างไร เมื่อถึงเวลาที่ต้องจัดการกับศัตรูของพระคริสต์หรือตัดแต่งและเปิดโปงคนเหล่านั้นเพื่อให้พี่น้องชายหญิงสามารถแยกแยะได้ พวกเขาก็กลัวแทบตาย กังวลว่าจะสูญเสียสถานะของตน และรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นเป็นอันตรายต่อตนเอง พวกเขาไม่สนใจผลประโยชน์ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรโดยสิ้นเชิง คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ ชื่อเสียง และความปลอดภัยส่วนตัว และความปลอดภัยของครอบครัวของตนเท่านั้น โดยกลัวว่าการเผลอล่วงเกินศัตรูของพระคริสต์ก็อาจจะทำให้คนเหล่านั้นผันตัวมาเป็นปฏิปักษ์และกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้อย่างโหดเหี้ยม แท้จริงแล้วผู้นำเทียมเท็จประเภทนี้พอมีขีดความสามารถอยู่บ้าง ด้วยขีดความสามารถและความเข้าใจเชิงลึกของพวกเขา พวกเขาย่อมรู้อยู่เต็มอกว่าใครเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่ปัญหาอยู่ที่พวกเขากลัวการล่วงเกินศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเห็นอุปนิสัยอันชั่วช้าของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็ไม่กล้าล่วงเกินคนเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับไม่ลังเลใจที่จะเสียสละผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าและของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อปกป้องตนเอง พวกเขามองดูพี่น้องชายหญิงถูกส่งตัวให้ศัตรูของพระคริสต์อย่างเฉยเมย ปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์ชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิด ควบคุม และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อพี่น้องชายหญิงตามใจชอบ ผู้นำเทียมเท็จเพียงแต่พูดลับหลังเป็นครั้งคราวกับบางคนที่ค่อนข้างไร้เล่ห์มารยาและมีความเป็นมนุษย์ที่ดีซึ่งไม่มีทีท่าเป็นภัยคุกคามต่อตนว่า “คนคนนั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์ เขาชักพาผู้อื่นให้หลงผิด เขาไม่ใช่คนดี” อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่น้องชายหญิงทุกคนและต่อหน้าศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็ไม่เคยกล้าเอ่ยคำว่า “ไม่” กับศัตรูของพระคริสต์แม้แต่ครั้งเดียว พวกเขาไม่เคยมีความกล้าหาญที่จะเปิดโปงการทำชั่วหรือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์เลย แม้กระทั่งระหว่างการชุมนุม เมื่อศัตรูของพระคริสต์ผูกขาดเวทีและพูดอยู่ฝ่ายเดียวเป็นเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมง พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ เลย หากศัตรูของพระคริสต์ตบโต๊ะและขึงตาใส่ผู้คน พวกเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดังเกินไป ภายในขอบเขตงานของพวกเขา บรรดาผู้ที่มีวุฒิภาวะน้อย พวกที่มีความเป็นมนุษย์อันขลาดกลัว และผู้ที่ต้องการไล่ตามเสาะหาความจริงแต่ยังไม่มีวิจารณญาณแยกแยะย่อมรู้สึกเป็นทุกข์ เพราะไม่มีผู้นำหรือคนทำงานคนใดก้าวออกมาเปิดโปงและแยกแยะการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์เลย ในขณะที่ศัตรูของพระคริสต์ทำตัวเป็นเผด็จการอยู่ในคริสตจักร กระทำการอย่างไม่ยั้งคิดตามอำเภอใจและก่อกวนชีวิตคริสตจักร พวกเขากลับมองดูอย่างจนปัญญา และไม่มีวิธีการตอบโต้คนเหล่านั้นเลย ในขณะเดียวกัน ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่ได้ทำงานจริง และไม่ได้แก้ไขปัญหาจริงให้กับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เมื่อพี่น้องชายหญิงตกอยู่ในความยากลำบาก ผู้นำเทียมเท็จไม่เพียงล้มเหลวในการเปิดโปงและจำกัดการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น แต่พวกเขายังถึงกับไม่กล้าพูดถึงความเป็นธรรมแม้แต่คำเดียว ต่อให้มโนธรรมของพวกเขารู้สึกบางอย่างและกล่าวโทษพวกเขาอยู่เล็กน้อย และพวกเขาก็หลั่งน้ำตานิดหน่อยในการอธิษฐานถึงพระเจ้าเบื้องหลังประตูที่ปิดสนิท แต่วันต่อมาในระหว่างการชุมนุม เมื่อพวกเขาเห็นศัตรูของพระคริสต์แสดงความเห็นที่ไร้ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานในพระนิเวศของพระเจ้า และตัดสินตามอำเภอใจ ถึงกับตัดสินพระเจ้าทางอ้อมและเผยแพร่มโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า พวกเขากลับไม่ทำอะไรเลย แม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งผิดก็ตาม แม้แต่ในยามที่พวกเขาเห็นศัตรูของพระคริสต์ผลาญของถวาย พวกเขาก็ใช้ท่าทีเมินเฉย พวกเขาไม่เปิดโปงหรือจำกัดศัตรูของพระคริสต์เลย และในหัวใจของพวกเขาก็ไม่รู้สึกถึงการตำหนิแม้แต่น้อยเลยด้วยซ้ำ—นี่คือความไม่รับผิดชอบอย่างยิ่ง! ผู้ใดก็ตามที่พอจะมีสำนึกของมโนธรรมอยู่บ้าง ต่อให้พวกเขารู้สึกว่าอำนาจของตนอ่อนแอเกินไป ก็ควรเข้าร่วมกับพี่น้องชายหญิงที่พอมีวุฒิภาวะและวิจารณญาณอยู่บ้างเพื่อสามัคคีธรรมถึงเรื่องนี้ และหารือถึงวิธีจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ แต่ผู้นำเทียมเท็จขาดความมุ่งมั่นและความกล้าหาญที่จะทำเช่นนั้น และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังขาดสำนึกของความรับผิดชอบอีกด้วย พวกเขาถึงกับบอกพี่น้องชายหญิงว่า “ศัตรูของพระคริสต์ชั่วช้าเกินไป หากพวกเราล่วงเกินพวกเขา พวกเขาก็จะนำเรื่องของพวกเราไปรายงานต่อรัฐบาล และถึงตอนนั้น พวกเราจะไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าได้แม้แต่คนเดียว ศัตรูของพระคริสต์รู้สถานที่ชุมนุมของคริสตจักร เพราะฉะนั้นพวกเราห้ามไปยั่วยุพวกเขา” นี่เป็นการกระทำที่น่าเกลียดอย่างสิ้นเชิงของการวางอาวุธและยอมจำนนต่อศัตรูของพระคริสต์ ของการประนีประนอมกับซาตานและร้องขอความกรุณาจากมัน
นอกจากการปกป้องตนเองแล้ว ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่ได้ทำงานที่ผู้นำและคนทำงานพึงทำ อย่างเช่น การปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและช่วยให้คนเหล่านั้นได้รับวิจารณญาณแยกแยะต่อศัตรูของพระคริสต์ และพวกเขาก็ยังไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบใดเลย แต่พวกเขากลับต้องการให้พี่น้องชายหญิงเลือกตนเป็นผู้นำอยู่ร่ำไป หลังจากหมดวาระหนึ่งแล้ว พวกเขาก็อยากได้รับเลือกในวาระต่อไป นี่เป็นเรื่องที่ไร้ยางอายและเกินจะแก้ไขมิใช่หรือ? ผู้คนเช่นนั้นสมควรได้เป็นผู้นำหรือไม่? (ไม่สมควร) พระนิเวศของพระเจ้าไว้วางใจมอบหมายฝูงแกะไว้กับเจ้า แต่เมื่อสัตว์ป่าที่บ้าคลั่งบุกเข้ามา ในช่วงเวลาที่คับขันนั้น เจ้ากลับปกป้องแต่ตนเองและมอบฝูงแกะให้กับสัตว์ป่าที่บ้าคลั่งนั่น เจ้าทำตัวเป็นเต่าหดหัว หาที่กำบัง หาที่ปลอดภัยเพื่อเข้าไปซ่อนตัว และผลลัพธ์ก็คือ แกะฝูงนั้นได้รับอันตราย—แกะบางตัวถูกกัดจนถึงแก่ความตาย และบางตัวก็พลัดหลงไป สมมุติว่าผู้นำคนหนึ่งเห็นศัตรูของพระคริสต์บังอาจก่อกวนงานของคริสตจักร อีกทั้งควบคุมและชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด แต่พวกเขากลับใช้ท่าทีไม่ใส่ใจเพื่อปกป้องหน้าตา สถานะ และความเป็นอยู่ของตนเอง และเพื่อรับรองความปลอดภัยของพวกเขาเอง ผลพวงที่ตามมาคือ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรส่วนใหญ่ถูกชักพาให้หลงผิด รู้สึกสิ้นไร้หนทาง และเริ่มคิดลบและอ่อนแอ บางคนถึงกับถูกศัตรูของพระคริสต์จับตัวไว้ และบางคนก็ไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตน แต่ถึงอย่างนั้น ผู้นำคนนี้กลับไม่รู้สึกรู้สาเมื่อเห็นศัตรูของพระคริสต์ก่อการรบกวน มโนธรรมของพวกเขาไม่รู้สึกถึงการตำหนิแต่อย่างใด ผู้นำหรือคนทำงานประเภทนี้มีความเป็นมนุษย์บ้างหรือไม่? เพื่อที่จะสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนเองในการรักษาตัวรอด พวกเขาไม่ลังเลที่จะส่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้ศัตรูของพระคริสต์ และปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์ชักพาคนเหล่านั้นให้หลงผิด สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง และย่ำยีคนเหล่านั้น นี่คือผู้นำประเภทใด? (ผู้นำเทียมเท็จ) นี่มิใช่การสมรู้ร่วมคิดกับซาตานหรอกหรือ? พวกเขาอยู่ฝ่ายใดกันแน่? ถึงแม้พวกเขาจะถูกระบุลักษณะว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จ แก่นแท้ของปัญหานี้อาจจะร้ายแรงยิ่งกว่าแก่นแท้ของการเป็นผู้นำเทียมเท็จเสียอีก มันมีธรรมชาติของการขายพี่น้องชายหญิงเพื่อประโยชน์ส่วนตน เช่นเดียวกับผู้คนที่ถูกจับและถูกทรมานจนกลายเป็นยูดาส ส่งมอบพี่น้องชายหญิงให้พญานาคใหญ่สีแดงสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้น ธรรมชาติของการที่ผู้นำเทียมเท็จส่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้กับศัตรูของพระคริสต์นั้นเป็นเช่นไร? ผู้นำเทียมเท็จเช่นนั้นย่อมเลวทรามอย่างที่สุดมิใช่หรือ? เมื่อเปรียบเทียบกับศัตรูของพระคริสต์ จากภายนอก ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ดูไม่มีเจตนาที่จะต่อต้านความจริง พวกเขาดูเหมือนจะสามารถสามัคคีธรรมความจริงบางประการได้ มีความสามารถในการทำความเข้าใจอยู่บ้าง อีกทั้งสามารถปฏิบัติความจริงได้เล็กน้อย และบางคนก็สามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาได้เสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าวางใจมอบหมายฝูงแกะไว้กับพวกเขา และเมื่อคนชั่วและปีศาจปรากฏตัวขึ้น พวกเขาก็ไม่เอาชีวิตของตนเข้าแลกเพื่อที่จะปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างสุดความสามารถ ในทางกลับกัน พวกเขากลับทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องตนเอง โดยผลักพี่น้องชายหญิงออกไปเป็นโล่กำบังเพื่อรักษาความปลอดภัยและผลประโยชน์ของตนเอง คนพวกนี้ช่างน่ารังเกียจและเห็นแก่ตัวเหลือเกิน! ดูเผินๆ แล้วความเป็นมนุษย์ของพวกเขาดูเหมือนไม่มีปัญหาสำคัญอะไร พวกเขามีความรักแก่ผู้คน พวกเขาสามารถช่วยเหลือผู้อื่น พวกเขาเต็มใจที่จะจ่ายราคาและสามารถสู้ทนความยากลำบากในขณะทำหน้าที่ของตนได้ อย่างไรก็ตามเมื่อศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัว พวกเขากลับทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายและไม่อาจเข้าใจได้ ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์ชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดหรือก่อกวนชีวิตคริสตจักรอย่างไร พวกเขาก็ไม่ทำอะไรเลย และไม่ว่ามีผู้คนมากมายเพียงใดถูกศัตรูของพระคริสต์โจมตี กีดกัน และทำให้เกิดความเสียหาย พวกเขาก็เพิกเฉย การทำเช่นนั้นย่อมเป็นการที่ผู้นำเหล่านี้ส่งมอบประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้อยู่ในการควบคุมของศัตรูของพระคริสต์โดยสมบูรณ์ ยอมให้ศัตรูของพระคริสต์ชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อคนกลุ่มนี้ตามอำเภอใจ ในขณะที่ผู้นำเหล่านี้ไม่ได้ทำงานใดเลย เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกชำระออกไปและปัญหาได้รับการแก้ไข ผู้นำเหล่านี้ก็ออกมาสามัคคีธรรมถึงการรู้จักตัวเองของตน ว่าพวกเขาเคยอ่อนแอ ขี้ขลาด หวาดกลัว เห็นแก่ตัว และหลอกลวงอย่างไร และพวกเขาก็ไม่ได้จงรักภักดี ไม่ได้ปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้ดี ทั้งยังทำให้พระเจ้าและพี่น้องชายหญิงผิดหวัง พวกเขาดูเหมือนสำนึกผิดอย่างมาก พวกเขาดูเหมือนสามารถที่จะกลับใจและกลับตัวได้แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พวกเขาก็ผลักพี่น้องชายหญิงไปหาศัตรูของพระคริสต์อย่างที่เคยทำเมื่อครั้งก่อน และหาพื้นที่ปลอดภัยให้ตนเองหลบซ่อน ถึงแม้พวกเขาไม่ได้ถูกศัตรูของพระคริสต์ทำให้เสียหายหรือชักพาให้หลงผิดเสียเอง แต่พวกเขาได้ละทิ้งหน้าที่รับผิดชอบของตนและทรยศต่อพระบัญชาของพระเจ้า และท่าทีที่พวกเขามีต่อหน้าที่ของตน ต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และต่อตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาก็ถูกเปิดโปงอย่างหมดเปลือก ทุกครั้งที่ศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัว พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะยืนเคียงข้างพระเจ้าและต่อสู้กับศัตรูของพระคริสต์ไปจนถึงปลายทาง ทั้งยังไม่พูดในสิ่งที่ควรพูดหรือทำงานที่ควรทำเพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อให้มโนธรรมของพวกเขามีความสงบสุขเลยแม้แต่น้อย และพวกเขาก็ไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนในฐานะผู้นำเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลยด้วยซ้ำ ทางเลือกและการกระทำทั้งหมดนี้ของผู้นำเทียมเท็จเป็นไปเพื่อปกป้องสถานะของพวกเขาจากความเสียหายโดยสมบูรณ์ พวกเขาไม่ได้สนใจความเป็นหรือความตายของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร สำหรับพวกเขาแล้วทุกสิ่งย่อมไม่เป็นปัญหาตราบเท่าที่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะของพวกเขาไม่ได้รับความเสียหาย ใครเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ ใครขับไล่ศัตรูของพระคริสต์ และศัตรูของพระคริสต์ควรถูกจัดการอย่างไร—ดูเหมือนเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย พวกเขาไม่ใส่ใจ และไม่ยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้อง เมื่อศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนชีวิตคริสตจักร สร้างความเสียหายแก่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร รวมถึงใส่ร้ายและทรมานบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาก็เมินเฉย สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญสำหรับพวกเขา ตราบเท่าที่สถานะของพวกเขายังไม่ตกอยู่ในอันตราย ทุกอย่างก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับพวกเขา เจ้าคิดอย่างไรกับคนประเภทนี้? โดยทั่วไปแล้วความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่ได้ดูแย่ และพวกเขาก็ดูเหมือนสามารถที่จะทำงานบางอย่างได้ เมื่อพวกเขาเผชิญกับการตัดแต่ง พวกเขาก็ดูเหมือนสามารถที่จะรู้จักตนเองและมีหัวใจที่สำนึกผิดอยู่เล็กน้อย อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับศัตรูของพระคริสต์ที่ก่อกวนคริสตจักร พวกเขาก็สูญเสียสำนึกไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่มีสำนึกของความยุติธรรม และไม่มีแม้แต่ความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับศัตรูของพระคริสต์ เมื่อพวกเขาพบเห็นหมู่มารและเหล่าซาตาน พวกเขาก็ประนีประนอม เมื่อพวกเขาเห็นคนชั่วก่อการรบกวน พวกเขาก็หลีกเลี่ยงคนเหล่านั้น หากตัดสินจากท่าทีที่พวกเขามีต่อคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ พวกเขากำลังเดินตามเส้นทางใด? นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงปัญหาของพวกเขาอย่างชัดเจนมิใช่หรือ? (ใช่) คนประเภทนี้อาจจะไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์จากภายนอก แต่ท่าทีที่พวกเขาแสดงออกต่อการกระทำและพฤติกรรมของคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์โดยแท้ และธรรมชาติของเรื่องนี้ก็เลวร้ายมาก สามารถกล่าวได้ว่านี่คือธรรมชาติของการละทิ้งหน้าที่รับผิดชอบของตนและหักหลังประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อประโยชน์ส่วนตน ธรรมชาติเช่นนี้ร้ายแรงมากมิใช่หรือ? พวกเขาแสดงความจงรักภักดีต่องานของคริสตจักรและต่อพระบัญชาของพระเจ้าบ้างหรือไม่? พวกเขามีท่าทีของความรับผิดชอบแม้เพียงเศษเสี้ยวหรือไม่? ไม่ว่าพวกเขาได้รับความไว้วางใจมอบหมายงานหรือพระบัญชามาเมื่อไร หลักการของพวกเขาคือหลีกเลี่ยงการล่วงเกินผู้คนและปกป้องตนเอง นี่คือมาตรฐานสูงสุดในการประพฤติปฏิบัติตนของพวกเขาและเป็นหลักการในการทำสิ่งทั้งหลายของพวกเขา และการนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ขอให้วางคำถามที่ว่าผู้คนเช่นนั้นจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่เอาไว้ก่อน—หากตัดสินเพียงเรื่องงานของการจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ควรค่าที่จะได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าหรือไม่? พวกเขาคู่ควรแก่การเป็นผู้นำและคนทำงานหรือไม่? (ไม่) ผู้คนเหล่านี้ไม่คู่ควรแก่การเป็นผู้นำและคนทำงาน นี่เป็นเพราะพวกเขาไร้ซึ่งมโนธรรมและสำนึก และพวกเขาก็ไม่คู่ควรแก่การทำงานของผู้นำคริสตจักร พวกเขาไม่หยุดยั้งศัตรูของพระคริสต์จากการสร้างความเสียหายต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างสุดความสามารถ และพวกเขาก็ไม่ลุล่วงความรับผิดชอบนี้อย่างเต็มที่ หรือทำงานนี้ให้ดีเพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอีกด้วย—นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขามีขีดความสามารถต่ำและไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่ทำต่างหาก ด้วยเหตุนี้เมื่อมองจากแง่มุมนี้แล้ว ผู้ที่กลัวการล่วงเกินผู้อื่นย่อมไม่คู่ควรแก่การเป็นผู้นำและคนทำงานโดยสิ้นเชิง ผู้นำและคนทำงานลักษณะนี้มีอยู่มากมายมิใช่หรือ? (ใช่) เมื่อไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น พวกเขาก็วิ่งวุ่นด้วยความกระตือรือร้นยิ่งกว่าใครๆ พวกเขายุ่งมากจนถึงกับไม่ได้หวีผมหรือล้างหน้า จนดูเหมือนไปถึงระดับของฝ่ายวิญญาณที่สูงยิ่ง แต่เมื่อศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัว พวกเขาก็หายตัวไป พวกเขาหาข้อแก้ตัวทุกรูปแบบเพื่อที่จะหลบเลี่ยงและไม่จัดการกับศัตรูของพระคริสต์เลย ธรรมชาติของพฤติกรรมเช่นนี้คืออะไร? นี่คือการไร้ซึ่งความจงรักภักดีในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและเป็นคนที่ไว้วางใจไม่ได้ ในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งยวด พวกเขาก็ถึงกับสามารถทรยศพระเจ้าและยืนอยู่ฝั่งซาตาน ปิดหูปิดตาในขณะที่คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรเสียด้วยซ้ำ พวกเขาไร้ประโยชน์เสียยิ่งกว่าสุนัขเฝ้าบ้าน นี่คือประเภทหนึ่งของผู้นำเทียมเท็จ
II. การไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์
ผู้นำเทียมเท็จยังมีอีกหนึ่งประเภท นั่นคือ เมื่อศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัว พวกเขาก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคนเหล่านั้นมีอุปนิสัยและแก่นแท้อย่างไร ศัตรูของพระคริสต์สำแดงและเผยสิ่งใดออกมา พวกเขาก่อการรบกวนในลักษณะใดต่อพี่น้องชายหญิง ถ้อยคำ ความคิด มุมมอง และพฤติกรรมใดที่สามารถก่อกวนและชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิด วิธีการใดที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ควบคุมผู้คน ภายใต้สถานการณ์ใดที่พี่น้องชายหญิงสามารถถูกชักพาให้หลงผิด ถูกควบคุม และเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงได้ และอื่นๆ—สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถแยกแยะได้ ศัตรูของพระคริสต์ชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิด พวกเขาและบรรดาพี่น้องชายหญิงที่ถูกชักพาให้หลงผิดแยกตัวจากคริสตจักรเพื่อไปจัดการชุมนุมของตนเองและก่อตั้งอาณาจักรอิสระ คนเหล่านี้ไม่ยอมรับการนำของพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ยอมรับการจัดการเตรียมงานจากพระนิเวศของพระเจ้า และไม่นบนอบการจัดการเตรียมการหรือแนวทางใดๆ จากพระนิเวศของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการนบนอบข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่ถือว่าการกระทำทั้งหลายของศัตรูของพระคริสต์ที่ชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดล้วนเป็นปัญหา พวกเขาไม่สามารถมองเห็นว่าสิ่งใดไม่ถูกต้องในสถานการณ์เหล่านี้ ไม่ต้องพูดถึงการเห็นได้ว่าคำพูด การกระทำ ความคิด และมุมมองของศัตรูของพระคริสต์นั้นก่อกวน สร้างความเสียหายและชักพาผู้คนให้หลงผิดอย่างไร พวกเขาไม่อาจมองเห็นผลกระทบที่เป็นลบเหล่านี้ได้และไม่รู้ว่าจะแยกแยะสิ่งเหล่านี้อย่างไร พี่น้องชายหญิงธรรมดาบางคนที่ได้เห็นและได้ฟังมามาก ย่อมมีวิจารณญาณแยกแยะ การรับรู้ และการตระหนักรู้ได้บ้างเล็กน้อย แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แม้เมื่อมีคนชี้ให้พวกเขาเห็นว่าคนนั้นคนนี้กำลังทำบางสิ่งเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดและรวบรวมพรรคพวกกันอย่างลับๆ ผู้นำเทียมเท็จก็ยังคงขัดขวาง โดยกล่าวว่า “พวกเราไม่สามารถเผยแพร่คำกล่าวเหล่านี้ได้ อย่าก่อกวนกันเลย พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดี—การที่พวกเขาสามัคคีธรรมร่วมกันผิดตรงไหน? เราต้องให้เสรีภาพกับผู้คน!” พวกเขายังไม่สามารถมองเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หากพวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง พวกเขาก็สามารถเฝ้าสังเกตและแสวงหา สามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงที่เข้าใจความจริงและพอมีวิจารณญาณอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ผู้นำเทียมเท็จมักคิดว่าตนเองถูกเสมอ เมื่อพี่น้องชายหญิงทำการตักเตือนพวกเขา พวกเขาก็ไม่ยอมรับ พลางคิดว่า “คุณหรือฉันที่เป็นผู้นำ? ในเมื่อฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ ฉันก็ต้องเข้าใจความจริงดียิ่งกว่าคนทั่วไป ไม่อย่างนั้นทำไมเป็นฉันที่ได้รับเลือก มิใช่คนอื่นเล่า? นี่เป็นการพิสูจน์ว่าฉันดีกว่าพวกคุณทุกคน ไม่ว่าฉันจะอายุมากกว่าหรือน้อยกว่าพวกคุณ ขีดความสามารถของฉันก็ต้องดีกว่าพวกคุณอย่างแน่นอน เมื่อศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัว ฉันควรเป็นคนแรกที่ชี้ตัวพวกเขา หากพวกคุณชี้ตัวพวกเขาก่อน ฉันก็จะไม่เห็นด้วยกับการประเมินของพวกคุณ ก่อนจะทำอะไรต้องรอให้ฉันชี้ตัวพวกเขาเสียก่อน!” ผลก็คือศัตรูของพระคริสต์เผยแพร่ความเห็นนอกรีตและตรรกะวิบัติมากมายในหมู่พี่น้องชายหญิง ต้านทานการจัดการเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเปิดเผย อีกทั้งโหวกเหวกโวยวายและต่อต้านคริสตจักร พระนิเวศของพระเจ้า และการจัดการเตรียมงานจากเบื้องบนอย่างเปิดเผย ศัตรูของพระคริสต์ถึงกับดึงพี่น้องชายหญิงไปเป็นพวกอย่างโจ่งแจ้งเพื่อจัดการชุมนุมเฉพาะกลุ่มซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้ฟังเพียงการประกาศของศัตรูของพระคริสต์และยอมรับความเป็นผู้นำของพวกเขาเท่านั้น แม้กระทั่งผู้ที่มีขีดความสามารถย่ำแย่ที่สุดในคริสตจักรก็ยังเห็นได้ว่าคนคนนี้เป็นศัตรูของพระคริสต์ มีเพียงสถานการณ์เช่นนั้นเท่านั้นที่ผู้นำเทียมเท็จจะยอมรับว่า “ตายแล้ว พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์! ทำไมฉันถึงเพิ่งมารู้ตอนนี้? ไม่สิ ที่จริงฉันรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่ได้พูดอะไรเพราะกลัวว่าพี่น้องชายหญิงมีวุฒิภาวะน้อยและขาดวิจารณญาณแยกแยะ” พวกเขาถึงกับกุคำลวงที่คิดขึ้นมาอย่างดีให้กับตนเอง เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะพวกเขาเองเป็นพวกด้านชา หัวทึบ มีขีดความสามารถต่ำ และไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ จึงปล่อยให้พี่น้องชายหญิงทนทุกข์กับความเสียหายมากมายที่เกิดจากคนเหล่านั้น แทนที่จะรู้สึกผิด ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้กลับโทษว่าพี่น้องชายหญิงพูดจาไร้สาระ เผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูล เข้าใจผู้คนผิดไป และอื่นๆ นี่คือผู้นำประเภทใด? พวกเขาเป็นคนเลอะเลือนโดยแท้มิใช่หรือ? โดยพื้นฐานแล้ว ผู้นำเช่นนั้นย่อมไม่สามารถรับผิดชอบงานของคริสตจักรได้ จากภายนอกพวกเขามักกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า อธิษฐาน เข้าร่วมการชุมนุม ฟังคำเทศนา เขียนบันทึกฝ่ายวิญญาณ และเขียนบทความคำพยานอยู่เป็นประจำ ดูเหมือนทุ่มเทความพยายามอย่างมาก แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น พวกเขากลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ไม่สามารถแสวงหาความจริงตามพระวจนะของพระเจ้า และแน่นอนว่าไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ตามพระวจนะของพระเจ้าได้ โดยทั่วไปผู้นำเทียมเท็จสามารถประกาศได้นานหนึ่งถึงสองชั่วโมง และเมื่อสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าและประสบการณ์ของตน พวกเขาก็สามารถพูดได้เรื่อยเปื่อยไม่รู้จบ แต่เมื่อศัตรูของพระคริสต์เผยแพร่ความเห็นนอกรีตและตรรกะวิบัติ ชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิดและก่อกวนงานของคริสตจักร พวกเขากลับไม่พูดอะไรเลยและไม่ได้ทำงานใดทั้งสิ้น พวกเขาไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการใช้มาตรการป้องกันหรือนำพี่น้องชายหญิงให้แยกแยะความเห็นนอกรีตและตรรกะวิบัติของศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น แต่แม้เมื่อพวกเขาเห็นศัตรูของพระคริสต์ก่อให้เกิดการรบกวนและการขัดขวาง พวกเขาก็ไม่เปิดโปงหรือชำแหละคนเหล่านั้น และไม่ตัดแต่งศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่ทำงานใดเลย ปัญหาของผู้คนเช่นนี้คืออะไร? (ขีดความสามารถของพวกเขาต่ำเกินไป) ถึงแม้พวกเขาจะมีขีดความสามารถต่ำ พวกเขาก็ยังคุยโวว่าตนเองเป็นคนฝ่ายวิญญาณ เป็นผู้นำที่ดี และเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและรักพระวจนะของพระเจ้า ทั้งยังอ้างอย่างหน้าไม่อายว่าพวกเขายอมละทิ้งความพอใจทางครอบครัวและเนื้อหนังเพื่อมาทำหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานให้ลุล่วง ในความเป็นจริง พวกเขาคือผู้นำเทียมเท็จตัวจริงที่ขาดความรับผิดชอบ ไร้ซึ่งมโนธรรมและสำนึก ทั้งยังด้านชาและหัวทึบอย่างหนัก—พวกเขาคือฟาริสีที่หน้าซื่อใจคดอย่างแท้จริง พวกเขารู้เพียงวิธีในการประกาศคำสอนและร้องตะโกนคำขวัญเท่านั้น เมื่อผู้คนถามคำถามกับพวกเขา พวกเขาก็สามารถสร้างทฤษฎีขึ้นมาได้อย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อชักพาคนเหล่านั้นให้หลงผิด แต่ตามข้อเท็จจริงแล้วพวกเขาไม่สามารถอธิบายหลักธรรมความจริงให้กระจ่างได้เลย แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็มองว่าตนเองมีความสามารถในการทำความเข้าใจและเข้าใจความจริง พวกเขารู้ชัดเจนอยู่ในหัวใจว่าเมื่อผู้คนมาแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาจากพวกเขา พวกเขาก็ไม่สามารถให้คำตอบที่สอดคล้องกับความจริงได้ แต่พวกเขายังคงแสร้งทำตัวเป็นผู้นำที่ดีและเป็นคนฝ่ายวิญญาณ นี่ค่อนข้างไร้ยางอายไปหน่อยมิใช่หรือ? (ใช่) ผู้นำเทียมเท็จส่วนมากมีลักษณะและปัญหาร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การไร้ยางอาย พวกเขาคิดว่าการมีสถานะและตำแหน่งผู้นำ และการสามารถพูดถึงทฤษฎีฝ่ายวิญญาณได้นั้นทำให้พวกเขาเป็นคนฝ่ายวิญญาณ พวกเขาใช้เวลากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ฟังคำเทศนา และดูวีดิทัศน์จากพระนิเวศของพระเจ้ามากกว่าผู้อื่น ทั้งยังสามัคคีธรรมเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าร่วมกับผู้อื่นมากกว่า ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อว่าพวกเขาสามารถทำงานของผู้นำและคนทำงานและสามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานได้ แต่ข้อเท็จจริงคือเมื่อเกิดปัญหาใหญ่เรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดอย่างไร้ยางอาย พวกเขาก็ได้แต่มองดูแต่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะใช้พระวจนะส่วนใดของพระเจ้ามาเชื่อมโยงและชำแหละศัตรูของพระคริสต์เพื่อให้พี่น้องชายหญิงได้รับวิจารณญาณแยกแยะ ปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์จากหัวใจ และหลีกเลี่ยงการถูกคนเหล่านั้นควบคุมและชักพาให้หลงผิด ถึงแม้ว่าบางครั้งในใจของพวกเขาจะตื่นตระหนกอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ยังคิดว่าตนเชื่อในพระเจ้ามานานและฟังคำเทศนามามากมาย อีกทั้งพวกเขาก็เข้าใจความจริงดีกว่าคนทั่วไป และสามารถพูดได้อย่างฉะฉาน พวกเขาจึงมักจะโอ้อวดว่า “ฉันเป็นคนฝ่ายวิญญาณ ฉันสามารถประกาศได้ ถึงแม้ฉันจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด และไม่สามารถเชื่อมโยงพระวจนะของพระเจ้ากับศัตรูของพระคริสต์และแยกแยะพวกเขาได้ แต่ฉันก็ได้ทำงานที่ควรทำและได้พูดสิ่งที่ควรพูดแล้ว ตราบเท่าที่พี่น้องชายหญิงสามารถเข้าใจได้ เท่านั้นก็พอแล้ว!” ส่วนผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รับการปกป้องหรือไม่นั้น ในหัวใจของพวกเขากลับไม่แน่ใจในเรื่องนี้ พวกเขายังคิดด้วยว่าตนเป็นคนฉลาดและแสร้งทำเป็นแก้ไขปัญหา แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็เพียงกล่าวคำพูดและคำสอนมากมายโดยไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง พวกเขาไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อเปิดโปงและชำแหละศัตรูของพระคริสต์ได้ แต่พวกเขากลับพ่นเพียงคำพูดและคำสอนเพื่อปกป้องและหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง พูดอยู่นานหนึ่งหรือสองชั่วโมงและทิ้งให้ผู้คนรู้สึกสับสนอย่างสิ้นเชิง แม้แต่สิ่งที่ผู้คนเข้าใจแต่เดิมก็กลับเลือนราง พวกเขาล้มเหลวในการช่วยพี่น้องชายหญิงจากการถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด ทั้งยังล้มเหลวในการทำให้พี่น้องชายหญิงแยกแยะศัตรูของพระคริสต์และปฏิเสธคนเหล่านั้นได้จากหัวใจ—พวกเขาไม่เคยสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ของการปกป้องพี่น้องชายหญิงเลย ต่อให้พวกเขามองเห็นผลที่ตามมาเช่นนี้ได้ พวกเขาก็ยังคงอ้างถึงอัตลักษณ์ของผู้นำและไม่ยอมถ่อมใจเพื่อแสวงหาความจริงกับผู้อื่น หรือรายงานปัญหาขึ้นไปเบื้องบนเพื่อแสวงหาหนทางแก้ไขเลย ผู้คนเช่นนั้นมิใช่พวกคนชั่วหรอกหรือ? เจ้าไม่มีคุณค่าใดเลย แต่เจ้าก็ยังเสแสร้ง เจ้าเสแสร้งไปเพื่ออะไร? ในเมื่อเจ้าไม่สามารถเป็นผู้นำได้ เจ้าก็ควรถอนตัวและไปเสแสร้งที่อื่น เจ้าต้องไม่สร้างความเสียหายต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร! ขณะที่เจ้าเสแสร้งอยู่นั้น ศัตรูของพระคริสต์ก็ใช้โอกาสนี้ในการทำเรื่องชั่วมากมายที่ก่อกวนและควบคุมผู้คน สร้างความเสียหายและชักพาผู้คนมากมายให้หลงผิด! ใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้เล่า? พระนิเวศของพระเจ้าจะสืบหาว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ!
ผู้นำและคนทำงานบางคนไม่ทำงานจริงเลยเมื่อต้องจัดการกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับศัตรูของพระคริสต์ และไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้อีกด้วย ในช่วงเวลาที่ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมและชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิดนั้น พวกเขาไม่เคยเปิดโปงการทำชั่วและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์อย่างแท้จริง อีกทั้งไม่สามารถอธิบายเรื่องเหล่านั้นให้ชัดเจนได้เลย ต่อมา ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรบางคนที่มีวิจารณญาณได้เปิดโปงและขับไล่ศัตรูของพระคริสต์ และผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ก็รู้สึกว่านี่เป็นความสำเร็จของตนเอง หลังจากศัตรูของพระคริสต์ถูกขับไล่ พวกเขาก็ทำการสรุปและกล่าวคำสอนบางประการว่า “ดูเถิด เมื่อศัตรูของพระคริสต์พูดและกระทำ ชีวิตคริสตจักรก็เกิดความผิดปกติ ผู้คนถูกรบกวน และพวกเขาก็ทนทุกข์กับความสูญเสียในจิตวิญญาณ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจากศัตรูของพระคริสต์ พวกเราต้องแยกแยะการกระทำ คำพูด ความเป็นมนุษย์ แก่นแท้ และอื่นๆ ของศัตรูของพระคริสต์—พวกเราควรเข้าใจทั้งหมดนี้ พระเจ้าทรงอนุญาตให้ศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัวในคริสตจักร ทรงยอมให้พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายและเปิดโปงความอัปลักษณ์ของตนเอง ทรงเผยศัตรูของพระคริสต์เพื่อให้พวกเราสามารถเตรียมตนเองให้พร้อมด้วยความจริง เติบโตในวิจารณญาณแยกแยะ และเพิ่มพูนวุฒิภาวะให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้—เจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่ในการนี้! ตอนนี้พวกเราได้แยกแยะศัตรูของพระคริสต์และไม่ถูกพวกเขาบีบคั้นอีกต่อไปแล้ว ทุกคนสามารถปฏิเสธพวกเขาได้ นี่เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การฉลอง!” สุดท้ายแล้ว ผู้นำเทียมเท็จก็ใช้น้ำเสียงของเจ้าหน้าที่และทำการสรุป โดยพูดราวกับว่าพวกเขาได้ทำงานจริงไปแล้วมากมาย จ่ายราคาอย่างหนัก และมีบทบาทที่สลักสำคัญในการขับไล่ศัตรูของพระคริสต์ นี่มิใช่เรื่องที่ค่อนข้างไร้ยางอายหรอกหรือ? เห็นได้ชัดว่า ตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขาไม่สามารถแยกแยะได้ว่าศัตรูของพระคริสต์เป็นอย่างไร พวกเขาไม่เข้าใจว่าศัตรูของพระคริสต์ชักพาผู้คนให้หลงผิดอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใดต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หรือแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เป็นอย่างไร ทว่าผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ก็ยังคงเสแสร้งราวกับว่าพวกเขาได้ทำงานมาแล้วมากมาย เห็นได้ชัดว่าผู้ที่แยกแยะศัตรูของพระคริสต์และขับไล่พวกเขาจากคริสตจักรได้คือบรรดาพี่น้องชายหญิง เห็นได้ชัดว่าผู้นำเทียมเท็จไม่ได้แสดงบทบาทที่ผู้นำและคนทำงานพึงทำหรือลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน แต่พวกเขาก็ยังสรุปและยกความดีความชอบให้กับตนเอง ราวกับพวกเขาได้วางแผนทุกอย่างล่วงหน้าไว้นานแล้ว และตอนนี้ก็กำลังบอกพี่น้องชายหญิงว่าการกระทำของพวกเขาผลิดอกออกผลและเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ นี่คือเรื่องที่ไร้ยางอายมิใช่หรือ? เหตุใดเจ้าจึงกล่าวด้วยท่าทีเยี่ยงเจ้าหน้าที่เช่นนี้? เจ้าไม่ทำงานจริง แต่ยังพูดจาราวกับเจ้าหน้าที่ เจ้าเป็นเจ้าหน้าที่ของพญานาคใหญ่สีแดงหรือ? คนเช่นนั้นคือฟาริสีมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเขารู้เพียงวิธีร้องตะโกนคำขวัญและประกาศคำสอนเท่านั้น เมื่อเกิดสิ่งทั้งหลายขึ้น พวกเขาไม่เพียงล้มเหลวในการปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง แต่พวกเขายังไม่มีเส้นทางในการปฏิบัติอีกด้วย พวกเขาทำได้แค่พ่นเรื่องไร้สาระและหลับหูหลับตาใช้ข้อบังคับ แต่โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดได้เลย หลังจากสิ่งทั้งหลายผ่านไปแล้ว พวกเขาก็ปฏิบัติตนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสร้งทำเป็นคนดี และยกความดีความชอบให้ตนเองอย่างหน้าไม่อายเหลือเกิน คนเหล่านี้คือแบบฉบับของฟาริสี พวกเขาทำได้เพียงประกาศคำสอน ตะโกนร้องคำขวัญ ทุ่มเทความพยายามอยู่บ้าง และอดทนต่อความยากลำบากบางอย่างได้เท่านั้น และพวกเขาก็ไม่สามารถทำงานจริงได้ แต่พวกเขายังแสร้งว่าตนเองเป็นผู้คนฝ่ายวิญญาณ พวกเขาคือฟาริสี นี่คือแก่นแท้ผู้นำเทียมเท็จประเภทนี้ พวกเขาสามารถประกาศคำสอนได้มากมายต่อหน้าทุกคน แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถเปิดโปงและจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ได้? พวกเขาสามารถประกาศได้นานต่อเนื่องกันหลายชั่วโมงและมีวาทศิลป์ดีเยี่ยม แล้วเหตุใดเมื่อเผชิญกับปัญหาจริง—โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์—พวกเขาจึงไม่สามารถรับมือกับสิ่งเหล่านั้น ดูตกตะลึงจนพูดไม่ออก? เหตุผลของการนี้คืออะไร? นี่เป็นเพราะพวกเขามีขีดความสามารถต่ำเกินไป ต่ำเพียงใด? พวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขามีการศึกษาและฉลาดหลักแหลม ค่อนข้างมีไหวพริบในการรับมือกับเรื่องภายนอก และพอเข้าใจในเรื่องกฎหมายอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามในเรื่องของการเชื่อในพระเจ้า เรื่องราวทางฝ่ายวิญญาณ และประเด็นปัญหาสำคัญต่างๆ นานา พวกเขากลับไม่สามารถแยกแยะและไม่สามารถมองสิ่งใดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทั้งยังไม่สามารถหาหลักธรรมความจริงพบอีกด้วย เมื่อไม่มีปัญหาเกิดขึ้น พวกเขาก็นั่งสงบราวกับชาวประมงที่รอปลาติดเบ็ด แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น พวกเขากลับประพฤติตนราวกับตัวตลกที่น่าขัน ราวกับมดบนกระทะร้อน เผยรูปโฉมอันน่าเวทนาออกมา บางครั้งพวกเขาก็ทำตัวจริงจังและขึงขังอย่างสุดโต่ง ในเวลาที่พวกเขาไม่ทำตัวขึงขัง พวกเขาก็ดูเป็นปกติ แต่เมื่อพวกเขาเริ่มทำตัวขึงขัง กลับทำให้ผู้คนหัวเราะ นี่เป็นเพราะเมื่อพวกเขาทำตัวขึงขัง พวกเขาก็พูดแต่สิ่งที่เป็นตรรกะวิบัติและคำพูดที่ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นคำพูดที่ดูเป็นมือสมัครเล่น แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังทำหน้าตาขึงขัง—เช่นนี้ไม่น่าขันหรอกหรือ? หากใครบางคนยกคำถามที่สำคัญอย่างยิ่งยวดขึ้นมาถามพวกเขา พวกเขาก็เริ่มสับสนและพูดไม่ออก ดูเหมือนอับอายเป็นพิเศษ ผู้นำเทียมเท็จที่เป็นเช่นนี้มีอยู่มากมาย การสำแดงหลักของพวกเขาคือขีดความสามารถต่ำและไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขาเป็นผู้คนที่เลอะเลือน การไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณหมายความว่าอย่างไร? เมื่อเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณและเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความจริง การนี้เหมือนกับพวกเขากำลังพยายามแปลภาษากรีกโบราณ—แต่พวกเขาไม่เข้าใจอะไรเลย แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงเสแสร้ง โดยกล่าวว่า “ฉันเป็นคนฝ่ายวิญญาณ ฉันเชื่อในพระเจ้ามานานแล้ว ฉันเข้าใจความจริงมากมาย พวกคุณเป็นผู้เชื่อใหม่ พวกคุณเพิ่งเริ่มเชื่อในพระเจ้าและไม่เข้าใจความจริง พวกคุณเชื่อถือไม่ได้” พวกเขาถือเสมอว่าตนเองเชื่อในพระเจ้ามานานและเข้าใจความจริง ผู้คนเช่นนั้นทั้งน่าขันและน่าเกลียดชัง นี่คือบทสรุปสามัคคีธรรมถึงการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จดังกล่าว
III. การทำตัวเป็นร่มป้องกันให้ศัตรูของพระคริสต์
ยังมีผู้นำเทียมเท็จอีกหนึ่งประเภทที่น่าเกลียดชังยิ่งกว่า พวกเขาไม่เพียงล้มเหลวในการเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ แต่ยังทำตัวเป็นร่มป้องกันให้ศัตรูของพระคริสต์ ใช้ความช่วยเหลืออันเปี่ยมรักเป็นข้ออ้างเพื่อปล่อยปละละเลยการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ที่ก่อกวนงานของคริสตจักร ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะเผยแพร่ตรรกะวิบัติมากมายเพียงใดเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้นอกจากจะไม่หักล้างหรือเปิดโปงสิ่งเหล่านั้นแล้ว พวกเขายังมอบโอกาสให้ศัตรูของพระคริสต์ได้แสดงมุมมองของตนและพูดออกมาอย่างเสรีอีกด้วย ไม่ว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทนทุกข์กับความเสียหาย การก่อกวน การชักพาให้หลงผิดในลักษณะใด ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ก็ยังคงไม่แยแส แม้กระทั่งในยามที่บางคนชี้ให้เห็นว่า “บุคคลเหล่านี้เป็นศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาคือคนที่ควรถูกจำกัดโดยพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่ควรได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้รับการบ่มเพาะ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ควรได้รับการปกป้อง พวกเขาทำให้พี่น้องชายหญิงเกิดความเสียหายมามากพอแล้ว ถึงเวลาคิดบัญชีกับพวกเขา รวมถึงเปิดโปงและจัดการกับพวกเขาอย่างเด็ดขาดเสียที” ผู้นำเทียมเท็จก็จะก้าวออกมาและออกตัวแทนศัตรูของพระคริสต์ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้งหลายอย่างอายุ จำนวนปีที่เชื่อในพระเจ้า และคุณูปการที่ผ่านมาของศัตรูของพระคริสต์ ผู้นำเทียมเท็จก็ใช้ข้อแก้ตัวนานาประการเพื่อออกตัวและปกป้องคนเหล่านั้น เมื่อผู้นำระดับสูงไปตรวจสอบงานหรือจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ เหล่าผู้นำเทียมเท็จก็กีดกันไม่ให้พี่น้องชายหญิงรายงานข้อเท็จจริงเรื่องการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ต่อผู้นำระดับสูง พวกเขาถึงกับใช้มาตรการปิดกั้นคริสตจักรเพื่อไม่ให้ผู้นำระดับสูงล่วงรู้ถึงการก่อกวนคริสตจักรของศัตรูของพระคริสต์ และพวกเขายังขัดขวางพี่น้องชายหญิงผู้มีวิจารณญาณแยกแยะไม่ให้เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์อีกด้วย ไม่ว่าผู้นำเทียมเท็จใช้ข้อแก้ตัวใดหรือมีจุดประสงค์อย่างไรในการทำตัวเป็นร่มป้องกันให้ศัตรูของพระคริสต์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว การที่พวกเขาทำเช่นนั้นย่อมเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของศัตรูของพระคริสต์ ในขณะที่ทรยศต่อผลประโยชน์ของคริสตจักรและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาใช้ข้อแก้ตัวต่างๆ นานามาปกป้องศัตรูของพระคริสต์ อย่างเช่น “ศัตรูของพระคริสต์ก็เชื่อในพระเจ้าและมีสิทธิ์ที่จะพูดในพระนิเวศของพระเจ้าเช่นกัน” และ “พวกเขาเคยทำหน้าที่ที่เสี่ยงอันตรายมาก่อน พระนิเวศของพระเจ้าควรคำนึงถึงคุณูปการในอดีตของพวกเขา” พวกเขากีดกันพี่น้องชายหญิงจากการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์และไม่ยอมให้ผู้นำระดับสูงรับรู้ถึงการทำชั่วนานาประการของคนเหล่านั้น ในขณะเดียวกัน พวกเขาเองก็ไม่เปิดโปงและแน่นอนว่าไม่ได้ตัดแต่งศัตรูของพระคริสต์ ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้อาจจะเป็นสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา เป็นเพื่อนสนิท หรือเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นคนที่พวกเขาเทิดทูน และพบว่าเป็นเรื่องลำบากใจที่จะปล่อยมือ ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ตราบเท่าที่พวกเขารู้ว่าคนเหล่านี้เป็นศัตรูของพระคริสต์และยังคงปกป้องการทำชั่วของคนเหล่านี้ บอกให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ด้วยความรัก และถึงกับใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้โอกาสศัตรูของพระคริสต์ได้เผยแพร่ตรรกะวิบัติทั้งหลายเพื่อก่อกวนและชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด การสำแดงเหล่านี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำตัวเป็นร่มป้องกันให้ศัตรูของพระคริสต์ ผู้นำเทียมเท็จบางคนอาจจะเคยทำงานจริงในด้านอื่นมาบ้าง แต่เมื่อเป็นเรื่องของการจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็ไม่รับมือกับคนเหล่านั้นตามข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาไม่ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานตามที่พระนิเวศของพระเจ้าต้องการ—พวกเขาไม่ได้หยุดยั้งศัตรูของพระคริสต์อย่างสุดกำลังจากการเผยแพร่มโนคติอันหลงผิด อารมณ์ที่เป็นลบ ความเห็นนอกรีต และตรรกะวิบัติเพื่อชักพาผู้คนในคริสตจักรให้หลงผิด ในทางกลับกัน พวกเขามักจะค้ำจุนคำสอนลวงโลกที่ศัตรูของพระคริสต์พูดออกมา รวมถึงค้ำจุนคำกล่าวและความเห็นของคนเหล่านั้น ซึ่งมาจากความรู้หรือปรัชญาของซาตานในฐานะสิ่งที่เป็นบวก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการสำแดงของการที่พวกเขาทำตัวเป็นร่มป้องกันให้กับศัตรูของพระคริสต์ แน่นอนว่ายังมีผู้นำเทียมเท็จบางคนที่ไม่จัดการกับศัตรูของพระคริสต์เพราะพวกเขาให้ค่ากับอิทธิพลในสังคมของคนเหล่านั้น พวกเขากล่าวว่า “พี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่มาจากชนชั้นล่างของสังคมและไม่มีอิทธิพลอะไร ถึงแม้คนคนนี้จะเป็นศัตรูของพระคริสต์ซึ่งมีความเป็นมนุษย์ที่ชั่ว พวกเขาก็มีอำนาจ มีอิทธิพลในโลกใบนี้ และเป็นคนที่มีความสามารถ ในยามที่พี่น้องชายหญิงหรือคริสตจักรเผชิญอันตราย พวกเราจำเป็นต้องมีคนที่น่าเกรงขามก้าวออกมาปกป้องพวกเรามิใช่หรือ? เพราะฉะนั้น พวกเราก็ปิดหูปิดตาให้กับการทำผิดของพวกเขาและอย่าจริงจังกับเรื่องนั้นนักเลย” ผู้นำเทียมเท็จเต็มใจที่จะทำตัวเป็นร่มป้องกันให้ศัตรูของพระคริสต์ เพื่อให้ศัตรูของพระคริสต์ยืนหยัดเพื่อพวกเขาและหนุนหลังพวกเขา—แม้แต่เรื่องเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสื่อมเสียสำหรับผู้นำเทียมเท็จ ยังมีผู้นำเทียมเท็จบางคนที่มีมุมมองที่ไม่ถูกต้อง พวกเขากล่าวว่า “ศัตรูของพระคริสต์บางคนมีสถานะและมีอิทธิพลในสังคม พวกเขาเป็นคนมีเกียรติ คริสตจักรของเราก็มีคนเช่นนั้นอยู่สองคน ถึงแม้พวกเขาจะเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่หากพวกเราเอาตัวพวกเขาออกไป ผู้คนก็จะคิดว่าคริสตจักรของเราไม่มีคนที่มีความสามารถ และพวกที่อยู่ในแวดวงศาสนาก็จะดูถูกพวกเรา พวกเราจำเป็นต้องเก็บพวกเขาเอาไว้เป็นหน้าเป็นตา เพราะฉะนั้นสองคนนี้คือสมบัติล้ำค่าของคริสตจักรเรา ไม่มีใครสามารถแยกแยะหรือเอาตัวพวกเขาออกไปได้ พวกเขาต้องได้รับการปกป้อง” นี่คือตรรกะประเภทใด? พวกเขามองว่าศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ดังนั้นพวกเขาจึงปกป้องคนเหล่านี้ ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้เป็นคนชั่วร้ายมิใช่หรือ? (ใช่) ไม่ว่ารูปการณ์จะเป็นอย่างไร ตราบเท่าที่ผู้นำและคนทำงานยอมให้ศัตรูของพระคริสต์ทำตามอำเภอใจในคริสตจักรและก่อกวนงานของคริสตจักร พวกเขาก็ย่อมเป็นผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จ ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเผยแพร่ตรรกะวิบัติอย่างไร ไม่ว่ามีผู้คนถูกชักพาให้หลงผิดมากมายแค่ไหน ไม่ว่าพวกเขาโจมตีและกีดกันคนที่เป็นบวกอย่างไร และไม่ว่าพวกเขาสร้างความเสียหายต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมากเพียงใด ผู้นำเทียมเท็จก็จะดูดายในเรื่องนั้นและแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง—ตราบเท่าที่พวกเขาสามารถรักษาตัวรอดได้ นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา สิ่งเหล่านี้เป็นการสำแดงหลักของผู้นำเทียมเท็จ ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์พูดหรือทำสิ่งใด ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่เปิดโปง ชำแหละ หรือจำกัดพวกเขาเพื่อให้พี่น้องชายหญิงสามารถแยกแยะและปฏิเสธพวกเขาได้ ในทางกลับกัน พวกเขาบำรุงเลี้ยงศัตรูของพระคริสต์ราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงของตน รับใช้และปกป้องพวกเขาราวกับเป็นบุคคลสำคัญ เปิดทางให้พวกเขา และสร้างโอกาสต่างๆ เพื่อให้พวกเขาได้ปฏิบัติ ในขณะที่ผู้นำเทียมเท็จปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์ชื่นชมเสรีภาพของตนอย่างเต็มที่ ผลประโยชน์ที่เสียไปเป็นของผู้ใดเล่า? (ผลประโยชน์ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร) ผู้นำเทียมเท็จไม่เพียงล้มเหลวในการปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเท่านั้น แต่พวกเขายังยอมให้ศัตรูของพระคริสต์มีอำนาจหน้าที่ในคริสตจักร ทำให้พี่น้องชายหญิงต้องรับใช้ศัตรูของพระคริสต์ราวกับเป็นวัวเป็นม้า เป็นทาสของคนเหล่านั้น ทำให้พี่น้องชายหญิงทำตามคำสั่งของศัตรูของพระคริสต์ ยอมรับข้อคิดเห็น ความคิด และมุมมองที่เป็นตรรกะวิบัติของศัตรูของพระคริสต์ ยอมรับการควบคุม และยอมรับแม้แต่ความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ศัตรูของพระคริสต์ก่อ และอีกมากมาย นี่คืองานที่ผู้นำเทียมเท็จทำ พวกเขากำลังหยุดยั้งศัตรูของพระคริสต์ไม่ให้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างถึงที่สุดหรือไม่? พวกเขาทำหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานให้ลุล่วงแล้วหรือยัง? พวกเขาทำงานของการปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแล้วหรือยัง? (ยัง) โดยสรุปก็คือ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ผู้นำคนใดที่อนุญาตให้ศัตรูของพระคริสต์ทำตามอำเภอใจโดยไม่ทำงานใดเลยย่อมเป็นผู้นำเทียมเท็จ เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพวกเขาคือผู้นำเทียมเท็จ? เพราะเมื่อศัตรูของพระคริสต์ควบคุมและชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด พวกเขาก็ปล่อยให้พี่น้องชายหญิงทนทุกข์กับความเสียหายนานาประการจากศัตรูของพระคริสต์ ล้มเหลวในการทำตามพระบัญชาที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขา พระนิเวศของพระเจ้าไว้ใจมอบหมายแกะของพระเจ้าและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้กับเจ้า แต่เจ้ากลับไม่ลุล่วงความรับผิดชอบของตนเอง เจ้าไม่คู่ควรแก่การแบกรับพระบัญชาจากพระเจ้า! ไม่ว่าเจ้ามีเหตุผลหรือมีความชอบด้วยเหตุผลอย่างไร หากในช่วงที่เจ้าดำรงตำแหน่งผู้นำ เจ้ากลับทำตัวเป็นร่มป้องกันให้ศัตรูของพระคริสต์ ทำให้พี่น้องชายหญิงทนทุกข์แสนสาหัสจากการก่อกวน การชักพาให้หลงผิด การควบคุม และความเสียหายอย่างร้ายแรงจากศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นคนบาปไปทุกยุค เหตุผลของการนี้คือ ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์หรือไม่อาจมองทะลุแก่นแท้ของพวกเขาได้—เจ้ารู้อย่างชัดเจนในหัวใจของเจ้าว่าศัตรูของพระคริสต์คือหมู่มารและเหล่าซาตาน แต่เจ้ากลับไม่ยอมให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเปิดโปงและแยกแยะพวกเขา ตรงกันข้ามเจ้ากลับปล่อยให้พี่น้องชายหญิงรับฟัง ยอมรับ และเชื่อฟังพวกเขา นี่คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงโดยสิ้นเชิง สิ่งนี้ทำให้เจ้าเป็นคนบาปไปทุกยุคมิใช่หรือ? (ใช่) เจ้าไม่เพียงล้มเหลวในการปกป้องบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ของตนและไล่ตามเสาะหาความจริงด้วยใจจริงเท่านั้น ทว่าเจ้ายังส่งเสริมให้ศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้นำและคนทำงาน บำรุงเลี้ยงพวกเขาราวกับสัตว์เลี้ยง และทำให้พี่น้องชายหญิงเชื่อฟังคำสั่งของพวกเขา พระนิเวศของพระเจ้าไว้วางใจมอบหมายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้กับเจ้ามิใช่เพื่อเป็นทาสรับใช้ของศัตรูของพระคริสต์หรือเป็นทาสรับใช้ของเจ้า แต่เพื่อให้เจ้านำพวกเขาให้ต่อสู้กับซาตานและศัตรูของพระคริสต์ แยกแยะและปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์ รวมถึงทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้ใช้ชีวิตคริสตจักรที่เป็นปกติ ทำหน้าที่ของพวกเขาได้ตามปกติ เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง อีกทั้งนบนอบและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าภายใต้การทรงนำของพระองค์ หากเจ้าไม่อาจลุล่วงแม้แต่ความรับผิดชอบนี้ เจ้าจะคู่ควรกับการถูกเรียกว่ามนุษย์หรือ? แต่กระนั้นเจ้าก็ยังต้องการปกป้องศัตรูของพระคริสต์ ศัตรูของพระคริสต์เป็นบรรพบุรุษของเจ้าหรือเป็นรูปบูชาของเจ้าอย่างนั้นหรือ? ต่อให้เจ้ามีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับพวกเขา เจ้าก็ยึดมั่นในหลักธรรมความจริงและให้ความสำคัญกับความยุติธรรมเหนือครอบครัว เจ้าควรรู้สึกผูกพันด้วยหน้าที่ที่จะลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน—เปิดโปง แยกแยะ และปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์ รวมถึงปกป้องพี่น้องชายหญิงอย่างสุดความสามารถ เพื่อป้องกันพวกเขาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากศัตรูของพระคริสต์ นี่คือการทำหน้าที่ของเจ้าและทำพระบัญชาของพระเจ้าให้เสร็จสมบูรณ์ด้วยความจงรักภักดี ด้วยการทำเช่นนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะถูกเรียกได้ว่าเป็นผู้นำและคนทำงานที่ได้มาตรฐาน หากเจ้าไม่อาจลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ทั้งยังเต็มใจที่จะทำตัวเป็นร่มป้องกันให้ศัตรูของพระคริสต์ นอกจากเป็นคนบาปตลอดทุกยุคแล้วเจ้ายังจะเป็นอะไรได้อีกเล่า? นี่คือบทสรุปสามัคคีธรรมถึงผู้นำเทียมเท็จที่ทำตัวเป็นร่มป้องกันให้ศัตรูของพระคริสต์ เห็นได้ชัดว่า การจัดคนเหล่านั้นให้อยู่ในกลุ่มผู้นำเทียมเท็จมิใช่ความอยุติธรรมเลย นี่คือหนึ่งในการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จที่แท้จริง
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ