หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (21) ตอนที่สอง
ประการที่สิบสาม: การปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากการถูกศัตรูของพระคริสต์ก่อกวน ชักพาให้หลงผิด ควบคุม และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง และทำให้พวกเขาสามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ อีกทั้งละทิ้งคนเหล่านั้นได้จากหัวใจ
งานหลายอย่างที่ผู้นำและคนทำงานต้องปฏิบัติทันทีที่รับรู้ว่าศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนคริสตจักร
ต่อไปพวกเราจะสามัคคีธรรมถึงหัวข้อหลัก พวกเราได้เสร็จสิ้นการสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองของผู้นำและคนทำงานไปแล้ว สำหรับสามัคคีธรรมนี้ พวกเราจะหารือถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสาม นั่นคือ “การปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากการถูกศัตรูของพระคริสต์ก่อกวน ชักพาให้หลงผิด ควบคุม และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง และทำให้พวกเขาสามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ อีกทั้งละทิ้งคนเหล่านั้นได้จากหัวใจ” หน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสามเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ว่าผู้นำและคนทำงานควรปฏิบัติต่อศัตรูของพระคริสต์อย่างไร ผู้นำและคนทำงานควรทำงานใดเมื่อมีศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัวในคริสตจักร? อันดับแรก หน้าที่รับผิดชอบนี้ระบุว่า ขณะที่แก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องก้าวออกมาเพื่อปกป้องพี่น้องชายหญิงจากการถูกศัตรูของพระคริสต์ก่อกวน ชักพาให้หลงผิด ควบคุม และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง นี่คืองานแรกที่พวกเขาควรทำ ส่วนเรื่องที่ว่าศัตรูของพระคริสต์ก่อกวน ชักพาให้หลงผิด ควบคุม และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างไรนั้น เรื่องนี้ได้รับการสามัคคีธรรมไปมากมายแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้นเนื้อหาดังกล่าวจะไม่ใช่หัวข้อหลักของสามัคคีธรรมในวันนี้ วันนี้พวกเราจะมุ่งเน้นหน้าที่รับผิดชอบซึ่งผู้นำและคนทำงานต้องทำให้ลุล่วง รวมถึงงานที่พวกเขาต้องทำเมื่อเผชิญกับพฤติกรรมและการกระทำเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ เพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากความเสียหาย ก่อนอื่น ผู้นำและคนทำงานต้องปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากการก่อกวน การชักพาให้หลงผิด การควบคุม และการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงของศัตรูของพระคริสต์—นี่เป็นหนึ่งในหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน “หนึ่งในหน้าที่รับผิดชอบ” หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าในบรรดางานมากมายที่ผู้นำและคนทำงานต้องรับผิดชอบ การปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตคริสตจักรตามปกติได้โดยไร้ซึ่งการก่อกวนและการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงจากศัตรูของพระคริสต์นั้นเป็นงานที่สำคัญ นี่ยังเป็นงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งพวกเขาไม่สามารถบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบได้ด้วยเช่นกัน เหล่าผู้นำและคนทำงานควรให้ความสำคัญและไม่ควรละเลยงานนี้ การรักษาชีวิตคริสตจักรให้ดำเนินไปตามปกติเป็นงานที่สำคัญมาก ทั้งยังเป็นงานที่สำคัญที่สุดในบรรดางานทั้งปวงของคริสตจักร นี่ยังเป็นความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานด้วยเช่นกัน งานพื้นฐานของผู้นำและคนทำงานคือการนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปสู่ความเป็นจริงความจริง เมื่อเหล่าซาตานและศัตรูของพระคริสต์เข้ามาก่อกวนและชักพาผู้คนให้หลงผิด และแก่งแย่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปจากพระองค์ เหล่าผู้นำและคนทำงานควรลุกขึ้นเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์เพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถแยกแยะคนเหล่านั้นได้ ทำให้ศัตรูของพระคริสต์เผยรูปลักษณ์ที่แท้จริงของตน แล้วจึงเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักร การนี้เพื่อป้องกันมิให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง นี่คือความรับผิดชอบที่เหล่าผู้นำและคนทำงานควรทำให้ลุล่วงในขณะทำงานของคริสตจักร แล้วการป้องกันสิ่งเหล่านี้หมายถึงอะไร? ควรป้องกันสิ่งเหล่านี้อย่างไร? ที่จริงแล้ว คำว่า “ป้องกัน” หมายถึงการหยุดยั้งไม่ให้บางสิ่งเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ประเด็นสำคัญในที่นี้คืออะไร? การหยุดยั้งไม่ให้เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นคือการสัมฤทธิ์การป้องกัน ในการรับมือกับเหตุการณ์ของศัตรูของพระคริสต์ งานหลักของเหล่าผู้นำและคนทำงานก็คือการหยุดยั้งศัตรูของพระคริสต์จากการก่อกวน การชักพาให้หลงผิด การควบคุม และการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พวกเขาต้องปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากความเสียหายของศัตรูของพระคริสต์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นี่เป็นงานสำคัญที่เหล่าผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำ และนี่คือหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสามที่พวกเราต้องสามัคคีธรรมให้กระจ่าง แล้วประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะได้รับการปกป้องได้อย่างไร? ด้วยการหยุดยั้งมิให้ศัตรูของพระคริสต์ก่อให้เกิดการทำชั่วเหล่านี้ขึ้น การหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ทำได้หลายหนทางและวิธีการ อย่างเช่น การเปิดโปง การตัดแต่ง การชำแหละ และการจำกัด มีอะไรอีก? (การขับไล่) นั่นเป็นขั้นตอนสุดท้าย เมื่อพี่น้องชายหญิงยังคงขาดวิจารณญาณและไม่รู้ว่าใครบางคนเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่ผู้นำและคนทำงานได้ระบุไปแล้วว่าคนเหล่านั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์ หากพวกเขาขับไล่คนเหล่านั้นออกไปโดยตรง ผู้ที่ขาดวิจารณญาณอาจจะเกิดมโนคติอันหลงผิดและการตัดสิน และบางคนก็อาจจะสะดุดได้ หากเป็นเช่นนั้น ผู้นำและคนทำงานควรทำงานใด? สิ่งที่เราเพิ่งกล่าวถึงคืออะไร? (การเปิดโปง การตัดแต่ง การชำแหละ และการจำกัด) พวกเจ้ามีวิธีการที่ดีในการห้ามมิให้ศัตรูของพระคริสต์ทำชั่วหรือไม่? การจับตาดูพวกเขาเป็นวิธีการที่ดีหรือไม่? การจับตาดูถือเป็นหนทางและวิธีการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักธรรมใช่หรือไม่? (ใช่) หนทางที่เหมาะสมในการปฏิบัติต่อศัตรูของพระคริสต์คืออะไร? การพิพากษา การตีสอน บททดสอบ และการถลุงนั้นใช้กับศัตรูของพระคริสต์ได้หรือไม่? (ไม่ได้) เหตุใดจึงไม่ได้? (ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริง พวกเขารังเกียจความจริง) ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริงและไม่ยอมรับความจริง ดังนั้นการใช้บททดสอบ การถลุง การพิพากษา และการตีสอนในการจัดการกับศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจนี้ในตัวพวกเขา แนวคิดนี้ไม่เหมาะสม ดังนั้นวิธีการนี้ย่อมจะไม่ได้ผลอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้ววิธีการใดจึงเหมาะสม? ผู้คนมากมายที่ทนทุกข์แสนสาหัสจากความเสียหายที่เกิดจากศัตรูของพระคริสต์นั้นเกลียดชังพวกเขาอย่างลึกซึ้ง และเชื่อว่าศัตรูของพระคริสต์ควรถูกพิพากษา กล่าวโทษ และตีแผ่ต่อสาธารณะ พวกเขาคิดว่าควรทำให้ศัตรูของพระคริสต์ยอมรับความผิดพลาดของตนและสารภาพบาปอย่างเปิดเผยในคริสตจักร และได้รับความอับอายอย่างที่สุด พวกเจ้าคิดว่าการใช้วิธีการเหล่านี้จะเหมาะสมหรือไม่? (ไม่) หากพวกเราพิจารณาจากแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ จริงๆ แล้วการกระทำเช่นนั้นย่อมจะไม่มากเกินไป—หมู่มารจะได้รับการปฏิบัติอย่างไรก็ได้ การนี้ทำได้อย่างสบายเช่นเดียวกับการบี้แมลง ดังนั้น จุดประสงค์ในการที่ผู้นำและคนทำงานทำเช่นนี้จึงดูถูกต้องและชอบธรรมอย่างยิ่ง แต่วิธีการเหล่านี้มีปัญหาหรือไม่? งานนี้อยู่ในขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานหรือไม่? การทำสิ่งทั้งหลายในหนทางนี้สอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่? (ไม่สอดคล้อง) เห็นได้ชัดว่าการทำเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับหลักธรรม หลักธรรมมาจากที่ใด? (จากพระวจนะของพระเจ้า) ถูกต้อง แม้ศัตรูของพระคริสต์—หมู่มาร—เป็นเป้าหมายของการกระทำดังกล่าว วิธีการทั้งหลายก็ควรสอดคล้องกับหลักธรรมและข้อกำหนดของพระเจ้าด้วยเช่นกัน เพราะการทำงานนี้คือการที่ผู้นำและคนทำงานกำลังลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน มิใช่จัดการกับกิจธุระของครอบครัวหรือเรื่องส่วนตัว
I. การเปิดโปง
การจัดการกับศัตรูของพระคริสต์และการหยุดยั้งพวกเขาไม่ให้ทำชั่วและสร้างความเสียหาย รวมถึงชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดเป็นความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน จุดประสงค์ในการทำเช่นนี้คือเพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากความเสียหาย ไม่ใช่เพื่อทรมานผู้ใดหรือฉวยโอกาสตอบโต้ผู้ใด และแน่นอนว่าไม่ใช่การรณรงค์ต่อต้านผู้ใด เพราะฉะนั้นงานที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำเพื่อหยุดยั้งศัตรูของพระคริสต์จากการทำชั่วให้ได้มากที่สุดคืออะไร? อันดับแรกคือการเปิดโปงพวกเขา จุดประสงค์ของการเปิดโปงคืออะไร? (เพื่อช่วยให้ผู้คนมีวิจารณญาณ) ถูกต้อง จุดประสงค์ก็เพื่อช่วยให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมีวิจารณญาณแยกแยะแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ เพื่อให้พวกเขาสามารถพาใจออกห่างจากศัตรูของพระคริสต์และไม่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด และ—เมื่อศัตรูของพระคริสต์พยายามควบคุมและชักพาพวกเขาให้หลงผิด—พวกเขาจะสามารถปฏิเสธคนเหล่านั้นได้อย่างแข็งขัน แทนที่จะปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์บงการและเล่นกับความรู้สึกของพวกเขา ดังนั้นการเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์เป็นสิ่งที่สำคัญใช่หรือไม่? (ใช่) การเปิดโปงพวกเขาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่เจ้าต้องเปิดโปงพวกเขาอย่างถูกต้องแม่นยำ เช่นนั้นแล้วเจ้าควรเปิดโปงพวกเขาอย่างไร? สิ่งใดควรเป็นพื้นฐานในการเปิดโปงของเจ้า? การตีตราพวกเขาตามอำเภอใจนั้นเหมาะสมหรือไม่? การที่เจ้ากล่าวโทษพวกเขาอย่างไม่ยั้งคิดโดยไม่มีหลักฐานเป็นสิ่งที่ใช้ได้หรือไม่? (ไม่ได้) เช่นนั้นแล้วเจ้าควรเปิดโปงพวกเขาอย่างแม่นยำอย่างไรเพื่อให้สัมฤทธิ์เป้าหมายของการปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร? (สิ่งหนึ่งก็คือ พวกเราต้องเปิดโปงพวกเขาอย่างเป็นกลางและสัตย์จริงตามข้อเท็จจริงเรื่องการทำชั่วของพวกเขา นอกจากนี้ พวกเราก็ต้องแยกแยะและชำแหละพวกเขาตามพระวจนะของพระเจ้า) คำกล่าวทั้งสองนี้ตรงประเด็น และขาดไม่ได้ทั้งสองแง่มุม ประการหนึ่งคือต้องมีหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริง เจ้าต้องตัดสินและระบุลักษณะแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ตามคำพูดกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงความคิดและมุมมองอันไร้สาระที่พวกเขาเผยออกมา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการแยกแยะและชำแหละพวกเขาตามพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะใดของพระเจ้าที่เจ้าควรอ้างอิง? พระวจนะใดของพระเจ้าที่ตรงไปตรงมาและตรงประเด็นมากที่สุด? (พระวจนะที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) ถูกต้อง เจ้าต้องหาพระวจนะบางประการที่เผยโฉมหน้าศัตรูของพระคริสต์เพื่อเปิดโปงพวกเขาและทำการเปรียบเทียบอย่างเหมาะสมและเป็นกลาง เพื่อให้แน่ใจว่าถูกต้องแม่นยำโดยสมบูรณ์ พี่น้องชายหญิงย่อมจะเข้าใจเมื่อได้ฟังเช่นนี้ พวกเขาจะเกิดวิจารณญาณต่อคนที่เกี่ยวข้องและระวังตัวจากคนเหล่านั้นทันที เมื่อมีวิจารณญาณในหัวใจ พวกเขาก็จะรู้สึกรังเกียจคนคนนี้ว่า “สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็เป็นศัตรูของพระคริสต์! เมื่อก่อนพวกเขาเคยช่วยเหลือฉันและทำดีกับฉันเสียด้วยซ้ำ ฉันคิดว่าพวกเขาเป็นคนดี ผ่านการชำแหละและสามัคคีธรรมนี้ ความหน้าซื่อใจคดและการสำแดงอันเป็นแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ของพวกเขาก็ถูกเปิดโปง ช่วยให้ทุกคนเห็นว่าคนคนนี้อันตราย พระวจนะของพระเจ้าได้เปิดโปงพวกเขาอย่างแม่นยำเหลือเกิน! พวกเขาไม่ใช่คนดี พวกเขาพูดจาดีและการกระทำของพวกเขาก็ดูไม่มีปัญหา แต่ด้วยการเปิดโปงแก่นแท้ของพวกเขา ตอนนี้จึงเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งว่า แท้จริงแล้วพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์” หากตัดสินจากการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้คน เมื่อผู้นำและคนทำงานกำลังทำงานเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ พวกเขากำลังหยุดยั้งศัตรูของพระคริสต์ไม่ให้ก่อกวนและชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดอย่างเต็มที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แน่นอนว่าพวกเขากำลังลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากการถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงอีกด้วย พวกเขากำลังทำหนึ่งในงานของตนในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง งานที่ว่านี้คืออะไร? การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ งานของการเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์เป็นหนึ่งในงานที่ผู้นำและคนทำงานต้องทำเพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร สำหรับงานนานาประการที่ผู้นำและคนทำงานต้องทำ พวกเราจะไม่เรียงลำดับงานเหล่านั้นตามขนาดหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก่อนอื่น พวกเรามาสามัคคีธรรมถึงงานแห่ง “การเปิดโปง” กันเถิด การเปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์หมายรวมถึงการเปิดโปงเจตนา จุดประสงค์ และผลที่ตามมาจากการทำชั่วอย่างไม่ว่างเว้นของพวกเขาซึ่งก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักร เปิดโปงว่าขณะที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำและคนทำงานนั้นศัตรูของพระคริสต์ไม่ทำงานจริงของคริสตจักรเลย ทั้งยังไม่สนใจการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เปิดโปงโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของศัตรูของพระคริสต์ว่าเป็นคนที่ไม่รู้จักตนเองแต่อย่างใด ไม่เคยปฏิบัติความจริง และเอาแต่กล่าวคำพูดและคำสอนเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดเท่านั้น รวมถึงเปิดโปงคำกล่าวและการกระทำที่แตกต่างกันของพวกเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าและลับหลังผู้คน การเปิดโปงแง่มุมเหล่านี้อย่างถี่ถ้วนแสดงให้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์ว่าเป็นเหล่าซาตานและพวกมารชั่ว นี่คืองานสำคัญที่ผู้นำและคนทำงานต้องทำ แล้วสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องมีในการทำงานนี้คืออะไร? อันดับแรกพวกเขาจำเป็นต้องมีสำนึกถึงภาระอยู่บ้างใช่หรือไม่? (ใช่) เมื่อผู้นำและคนทำงานแบกรับหน้าที่รับผิดชอบนี้ พวกเขาก็มักจะคิดว่า “คนคนนั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์ พี่น้องชายหญิงบางคนมักจะไปหาพวกเขาเมื่อมีคำถาม สร้างความสนิทสนมกับพวกเขาและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาอยู่เสมอ การถูกคนคนนี้ชักพาให้หลงผิดทำให้คนมากมายเทิดทูนเขาเป็นพิเศษ ควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี?” พวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและมักจะแสวงหาพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ด้วยความตั้งใจ เตรียมตนเองให้พร้อมด้วยความจริงในเรื่องนี้ จากนั้นพวกเขาก็ขอให้พระเจ้าทรงตระเตรียมช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือไม่พวกเขาก็มองหาเวลาและโอกาสที่เหมาะสมด้วยตนเองเพื่อสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงถึงเรื่องนี้ พวกเขาปฏิบัติต่อเรื่องนี้ว่าเป็นภาระของตนและเป็นงานสำคัญที่พวกเขาจำเป็นต้องทำในลำดับต่อไป พวกเขาตระเตรียม แสวงหา และอธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อขอการทรงนำอยู่เป็นนิจ พวกเขาอยู่ในสภาพจิตใจและภาวะเช่นนี้เสมอ นี่คือความหมายของการมีสำนึกถึงภาระ หลังจากเตรียมตัวกับภาระดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว พวกเขาก็ต้องรอจนกว่าภาวะทั้งหลายจะพร้อม อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ต้องรอให้มีคนที่มีวิจารณญาณที่แท้จริงเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์สักสองหรือสามคนเสียก่อนจึงเริ่มเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นได้ หากพวกเขาใช้ความรู้สึกของตนเพียงอย่างเดียวมากำหนดว่าใครบางคนดูเหมือนเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่ไม่สามารถมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งว่าแท้จริงแล้วคนคนนั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือไม่ เช่นนั้นแล้วพวกเขาต้องไม่กระทำการอย่างบุ่มบ่าม โดยสรุปแล้ว ขณะที่ดำเนินงานนี้ พวกเขาย่อมจะมีความรู้แจ้งและการทรงนำของพระเจ้าอย่างแน่นอน นี่คือความหมายของการทำงานจริงและลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน
II. การตัดแต่ง
หลังจากได้ดำเนินงานของการเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์แล้ว ถึงแม้พี่น้องชายหญิงจะได้รับวิจารณญาณขึ้นมาบ้าง แต่ก่อนที่ศัตรูของพระคริสต์จะถูกตีแผ่อย่างสมบูรณ์ก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่คนเหล่านี้จะก่อกวนและชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิดมากขึ้น จนทำให้มีคนเทิดทูน เลื่อมใส และติดตามพวกเขาเพิ่มมากขึ้น นี่ทำให้การเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องในการเชื่อในพระเจ้าของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรล่าช้าอย่างหนัก ขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาและสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นงานที่สองที่ผู้นำและคนทำงานต้องทำก็คือ เมื่อศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิด หรือเมื่อคำพูดและการกระทำของพวกเขาละเมิดหลักธรรมความจริงอย่างชัดเจน ผู้นำและคนทำงานต้องฉวยหลักฐานและออกมาตัดแต่งพวกเขาทันที แล้วเปิดโปงการทำชั่วของพวกเขาตามพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้พี่น้องชายหญิงสามารถแยกแยะและมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นี่คือหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและคุ้มกันงานของพระนิเวศของพระเจ้าโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหล่าผู้นำและคนทำงานไม่ควรนั่งเฉยหรือปิดหูปิดตา พวกเขาควรฉวยโอกาสในทันที ชี้ให้เห็นเหตุการณ์ และออกมาตัดแต่งพวกศัตรูของพระคริสต์ โดยเปิดโปงการกระทำ ความทะเยอทะยาน ความอยากได้อยากมี และแก่นแท้ของพวกเขาอย่างเที่ยงตรง แน่นอนว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องระบุลักษณะอย่างถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้นว่าศัตรูของพระคริสต์เป็นคนประเภทใด เพื่อให้พี่น้องชายหญิงมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เพื่อให้ศัตรูของพระคริสต์รู้ได้ด้วยตนเองและตระหนักว่าไม่ใช่ทุกคนที่ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะพวกเขาและสามารถถูกพวกเขาหลอกได้—ตระหนักว่าอย่างน้อยก็มีบางคนที่สามารถรู้เท่าทันการกระทำและพฤติกรรมของพวกเขา รวมถึงมองเห็นแก่นแท้ ความทะเยอทะยานและความอยากที่แอบแฝงของพวกเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แน่นอนว่าจุดประสงค์ของการตัดแต่งศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่เพื่อเปิดโปงแก่นแท้ของพวกเขาผ่านทางคำพูดต่างๆ เพียงอย่างเดียว จุดประสงค์ที่สำคัญกว่านั้นคืออะไร? (ประการหนึ่งก็เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงให้เกิดวิจารณญาณ รวมถึงจำกัดการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์) ถูกต้อง การนี้ก็เพื่อจำกัดพวกเขา เพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาทำสิ่งต่างๆ ที่ก่อกวนและชักพาผู้คนให้หลงผิด พวกเขาจะเกิดความลังเลใจและรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง เพื่อทำให้พวกเขาอยู่ภายใต้ข้อจำกัด มีการยับยั้งชั่งใจ และไม่กล้ากระทำการโดยไม่ยั้งคิด เพื่อให้พวกเขารู้ว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่เพียงมีความจริง และความจริงครองอำนาจเท่านั้น แต่ยังมีกฎการปกครองอีกด้วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิบัติตนอย่างเผด็จการและด้วยความไม่ยั้งคิดตามอำเภอใจในพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อทำลายผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และสร้างความเสียหายต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร รวมทั้งเพื่อให้พวกเขารู้ด้วยว่า พวกเขาจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำผิดด้วยความประมาทซึ่งก่อกวนงานของคริสตจักรและสร้างความเสียหายต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอีกด้วย ในขณะที่ตัดแต่งศัตรูของพระคริสต์อย่างทันท่วงทีนั้น เหล่าผู้นำและคนทำงานก็ต้องลุกขึ้นเปิดโปงพวกเขา ช่วยให้ผู้คนเกิดวิจารณญาณและมองเห็นความทะเยอทะยาน ความอยาก เจตนา และจุดประสงค์ของศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างทะลุปรุโปร่งอีกด้วย แน่นอนว่านี่เป็นการปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและคุ้มกันผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อพิจารณาที่ผู้นำและคนทำงานต้องคำนึงถึง และการดำเนินงานนี้ก็อยู่ในขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขา พวกเขาไม่สามารถละเลยหรือไม่ใส่ใจได้ หากผู้นำและคนทำงานค้นพบศัตรูของพระคริสต์ในคริสตจักร พวกเขาก็ควรระแวดระวังคำพูดและการกระทำ รวมถึงตรรกะวิบัติที่ศัตรูของพระคริสต์แอบเผยแพร่ลับหลังอยู่เสมอ และพวกเขาก็ต้องปฏิบัติการตัดแต่งและเปิดโปงคนเหล่านั้น นี่เป็นหนึ่งในงานของผู้นำและคนทำงานเพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่ให้ถูกศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและทำให้เกิดความเสียหาย
III. การชำแหละ
งานต่อมาสำหรับผู้นำและคนทำงานคืออะไร? คือการชำแหละ การชำแหละนั้นแทบจะเหมือนกับการเปิดโปง ทว่ามีระดับที่แตกต่างกัน เมื่อเป็นการชำแหละ ย่อมมิใช่เพียงการเปิดโปงข้อเท็จจริง สถานการณ์จริง หรือภูมิหลังเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องการระบุลักษณะนิสัย กล่าวคือ งานนี้เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ เกี่ยวกับปัญหาต้นตอที่สำคัญ ชำแหละท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ต่อความจริง ต่อหน้าที่ของตน และต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า รวมถึงแรงจูงใจ เจตนา และจุดประสงค์เบื้องหลังการที่พวกเขาเผยแพร่ตรรกะวิบัติทั้งหลาย—เหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงทำเช่นนี้—และแยกแยะว่าแท้จริงแล้วแก่นแท้ของพวกเขาเป็นเช่นไรผ่านความคิด มุมมอง คำพูด การกระทำของพวกเขา รวมถึงอุปนิสัยและการสำแดงที่พวกเขาเผยออกมา สิ่งเหล่านี้ควรถูกนำไปเปรียบเทียบกับพระวจนะของพระเจ้าและอธิบายเพื่อให้พี่น้องชายหญิงสามารถได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อศัตรูของพระคริสต์ และเห็นอย่างชัดเจนจากมุมมองที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงว่าเหตุใดศัตรูของพระคริสต์ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาจึงพูดและทำสิ่งเหล่านี้ มุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อคนเหล่านี้เป็นอย่างไร และพระองค์ทรงระบุลักษณะของพวกเขาอย่างไร แน่นอนว่า เหล่าผู้นำและคนทำงานก็ควรบอกให้พี่น้องชายหญิงตีตัวออกหากและปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์ รวมถึงระแวดระวังการถูกชักพาให้หลงผิดด้วยการกระทำ พฤติกรรม คำพูด และมุมมองของศัตรูของพระคริสต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจพระเจ้าผิด ระแวดระวังพระเจ้า ตีตนออกหากจากพระเจ้า ปฏิเสธพระเจ้า และถึงกับตัดสินและกล่าวโทษพระเจ้าอยู่ในใจเช่นเดียวกับศัตรูของพระคริสต์อีกด้วย จุดประสงค์ของการชำแหละก็เหมือนกับงานอื่นๆ อย่างการเปิดโปงและการตัดแต่ง คือการหยุดยั้งศัตรูของพระคริสต์มิให้ก่อกวน สร้างความเสียหาย และชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด การนี้ก็เพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมิให้ถูกศัตรูของพระคริสต์ทำให้เสียหายอย่างร้ายแรง และมิให้เบี่ยงเบนไปจากครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า เมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมองเห็นข้อเท็จจริงและสถานการณ์จริงอย่างชัดเจนว่าศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนคริสตจักรอย่างไร อีกทั้งมองเห็นแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์อย่างชัดเจน พวกเขาก็จะไม่ถูกคนเหล่านั้นควบคุมและชักพาให้หลงผิดอีกต่อไป ต่อให้คนเลอะเลือนและโง่เขลาบางคนยังคงเทิดทูนและชื่นชมศัตรูของพระคริสต์อยู่ภายใน รวมถึงยังคงปฏิสัมพันธ์และใกล้ชิดกับคนเหล่านั้น ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่สามารถก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ได้อีกต่อไป พวกเขาจะได้แต่ทำบางสิ่งบางอย่างกับคนโง่เขลา โดยไม่ส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตของผู้ที่เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริง และด้วยเหตุนี้พวกเขาย่อมจะไม่สามารถก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักรได้ การบรรลุถึงระดับนี้คือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานควรสัมฤทธิ์ให้ได้ นั่นคือ พวกเขาต้องทำให้แน่ใจว่าบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริงและเต็มใจทำหน้าที่ของตน รวมถึงบรรดาผู้ที่รักความจริงนั้นสามารถลุล่วงหน้าที่ของตนและดำเนินชีวิตคริสตจักรที่เป็นปกติได้ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องทำให้แน่ใจได้ด้วยว่าผู้คนเหล่านี้จะสามารถระมัดระวังตัวจากการถูกศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและชักพาให้หลงผิด และสามารถปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์ได้ นี่คือการหยุดยั้งศัตรูของพระคริสต์จากการทำชั่วและการก่อกวนอย่างสุดกำลัง ทำให้การปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสัมฤทธิ์ผลได้โดยสมบูรณ์ แน่นอนว่าไม่ว่าเจ้าทำงานของตนอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด และไม่ว่าเจ้าพูดอย่างละเอียดถี่ถ้วนอย่างไร ก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนโง่เขลา คนที่มีขีดความสามารถต่ำ รวมถึงคนที่เลอะเลือนบางคนที่ไม่สามารถปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์และจะยังคงเคารพและเลื่อมใสคนเหล่านั้นอยู่ในหัวใจ อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมจะมาถึงจุดที่พวกเขาสามารถปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์ได้ หากผู้นำและคนทำงานสามารถสัมฤทธิ์ผลเช่นนี้ได้ พวกเขาก็จะได้ปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างเต็มที่ และสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ดังที่ปรารถนาแล้ว สำหรับพวกคนหัวทึบที่ไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมอย่างไร หากพวกเขายังสามารถออกแรงทำงานได้เล็กน้อย พวกเขาก็ควรได้รับการเอาใจใส่และความช่วยเหลืออยู่บ้าง รวมถึงควรได้รับความรัก ความอดทน และการผ่อนปรนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย นี่คือการทำทุกอย่างที่คนคนหนึ่งพึงทำ และการทำงานในหนทางนี้ย่อมเป็นไปตามหลักธรรม ผู้นำและคนทำงานที่สามารถทำได้ตามมาตรฐานนี้มีมากหรือไม่? (ไม่มาก) เพราะฉะนั้นจงพยายามอย่างสุดความสามารถ เจ้าต้องปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและอย่างถึงที่สุด คำว่า “อย่างถึงที่สุด” หมายความว่าอย่างไร? หมายถึงการทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปได้เพื่อสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงที่เจ้าเข้าใจ เพื่อนำเสนอหลักฐานที่เจ้าได้มาแล้ว—การสำแดงถึงการทำชั่วนานาประการของศัตรูของพระคริสต์—โดยเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นกับพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ สามัคคีธรรมและชำแหละพวกเขา นี่ก็เพื่อให้พี่น้องชายหญิงสามารถมองเห็นสถานการณ์จริงตามข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน แยกแยะและมองแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง อีกทั้งรู้จักท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อศัตรูของพระคริสต์ นี่คืองานชิ้นสำคัญที่ผู้นำและคนทำงานต้องลงมือทำ
IV. การจำกัด
งานลำดับต่อไปที่ผู้นำและคนทำงานต้องทำคืออะไร? การจำกัด งานของ “การจำกัด” นี้ง่ายต่อการดำเนินการ นี่คืองานที่สัมพันธ์กับการดำเนินการอันเจาะจงเพื่อให้การจำกัดสัมฤทธิ์ผล ตัวอย่างเช่น ศัตรูของพระคริสต์มักกล่าวคำพูดและคำสอนอยู่เสมอ ยกชูตนเองอยู่เป็นนิจ บางครั้งก็ดูแคลนผู้อื่น เป็นพยานยืนยันบ่อยครั้งว่าพวกเขาสู้ทนความทุกข์มาแล้วมากเพียงใดและได้สร้างคุณูปการใดต่อพระนิเวศของพระเจ้าในระหว่างการชุมนุม รวมถึงเป็นพยานยืนยันถึงตนเองอย่างหน้าไม่อาย พูดเรื่องที่ว่าผู้อื่นเลื่อมใสพวกเขาอย่างไร พวกเขาดีกว่าผู้อื่นอย่างไร พวกเขามีเอกลักษณ์อย่างไร เป็นต้น ผู้นำและคนทำงานควรจำกัดการทำชั่วนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ที่ควบคุมและชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดอย่างสุดความสามารถ แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาทำชั่วต่อไปเรื่อยๆ เหล่าผู้นำและคนทำงานควรจำกัดระยะเวลาและหัวข้อที่ศัตรูของพระคริสต์หารือ นอกจากนี้ สำหรับการกระทำของศัตรูของพระคริสต์ทั้งในที่รโหฐานและในที่สาธารณะ อย่างเช่น การใช้ความช่วยเหลือเล็กน้อยเพื่อดึงผู้คนมาเป็นพวกของตน ยุยงให้เกิดความแตกแยก การเผยแพร่มโนคติอันหลงผิดและความคิดเห็นที่เป็นลบ และอื่นๆ ผู้นำและคนทำงานไม่ควรปฏิบัติตนราวกับว่าหูหนวกหรือตาบอด พวกเขาควรเข้าใจการกระทำของศัตรูของพระคริสต์อย่างทันท่วงที เมื่อค้นพบพฤติกรรมที่ก่อกวนและชักพาผู้อื่นให้หลงผิด พวกเขาก็ควรเปิดโปงและชำแหละพฤติกรรมเหล่านี้ และบังคับใช้ข้อจำกัดกับศัตรูของพระคริสต์ในทันที ไม่อนุญาตให้พวกเขาวนเวียนก่อกวนงานของคริสตจักรและชักพาผู้คนให้หลงผิด นี่คือหนึ่งในงานสำคัญที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำใช่หรือไม่? (ใช่) เจ้าสามารถจำกัดการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ด้วยการตัดแต่ง เปิดโปง และชำแหละพวกเขาเท่านั้นใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) เจ้าไม่สามารถจำกัดพวกเขาในหนทางนี้ได้เพราะพวกเขาคือเหล่าซาตานและพวกมารชั่ว ตราบเท่าที่มือและเท้าของพวกเขาไม่ถูกมัดเอาไว้ และปากของพวกเขาไม่ได้ปิดสนิท พวกเขาย่อมจะเผยแพร่ข้อโต้แย้งผิด ๆ และเอ่ยคำพูดเยี่ยงมารที่ก่อกวนผู้คน ผู้นำและคนทำงานต้องดำเนินการจำกัดพวกเขาในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาเผยแพร่ตรรกะวิบัติเพื่อก่อกวนและชักพาผู้คนให้หลงผิด ผู้นำและคนทำงานต้องขัดขวางและหยุดยั้งคนเหล่านี้อย่างทันท่วงที พวกเขายังต้องทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมีวิจารณญาณและมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์อย่างชัดเจนอีกด้วย นี่คืองานที่แท้จริงที่เหล่าผู้นำและคนทำงานพึงทำ
V. การจับตาดู
หลังจากการจำกัดศัตรูของพระคริสต์แล้ว งานต่อมาก็คือการจับตาดูพวกเขา จงดูว่าศัตรูของพระคริสต์ชักพาผู้ใดให้หลงผิดและเผยแพร่ตรรกะวิบัติและคำพูดเยี่ยงมารลับหลังเช่นไร ตรวจสอบว่าพวกเขากำลังเข้าข้างพญานาคใหญ่สีแดงและสมคบคิดกันหรือไม่ ดูว่าพวกเขาได้ร่วมมือกับโลกศาสนาหรือไม่ พวกเขาแอบวางอุบายที่ไม่น่าไว้วางใจร่วมกับพรรคพวกของตนหรือไม่ ดูว่าพวกเขาอาจทรยศด้วยการเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่ และอื่นๆ นี่ก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบที่ผู้นำและคนทำงานพึงลุล่วง ก่อนที่การกระทำของศัตรูของพระคริสต์จะถูกเปิดเผยออกมา เหล่าผู้นำและคนทำงานไม่ควร “อุทิศตนเองอย่างเต็มที่ในการศึกษาหนังสือของนักปราชญ์และไม่ใส่ใจกับเรื่องภายนอก” แต่ควรเฉลียวฉลาดดั่งงู เมื่อผู้นำและคนทำงานพบว่าใครบางคนเป็นศัตรูของพระคริสต์ หากยังไม่ถึงเวลาขับไล่หรือเอาตัวคนคนนั้นออกไป พวกเขาก็ต้องจับตาดูคนเหล่านั้นอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านั้นทำชั่วต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าคำพูดและการกระทำของคนเหล่านั้นถูกจับตาดูจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เนื่องจากศัตรูของพระคริสต์รักในอำนาจและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ผู้นำและคนทำงานจึงควรจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ศัตรูของพระคริสต์มักปฏิสัมพันธ์กับผู้ใดลับหลังตลอดเวลาและพวกเขาติดต่อกับคนในศาสนาหรือไม่ ศัตรูของพระคริสต์บางคนมักจะติดต่อกับศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสในศาสนาอยู่เป็นประจำ และบางคนก็ถึงกับปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจากกรมงานแนวร่วม เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น ผู้นำและคนทำงานไม่ควรปิดหูปิดตาในเรื่องนี้ แต่ควรระแวดระวังศัตรูของพระคริสต์และเตรียมพร้อมตลอดเวลา หากศัตรูของพระคริสต์เห็นว่าวิธีการที่ตนใช้ชักพาผู้คนให้หลงผิดและดึงตัวมาเป็นพวกของตนใช้ไม่ได้ผลในพระนิเวศของพระเจ้าและเห็นว่าการทำชั่วของตนก็ถูกเปิดโปงแล้ว รวมทั้งรู้ว่าตนจะไม่มีจุดจบที่ดี เจ้าย่อมไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดหรือความชั่วของพวกเขาจะไปไกลถึงเพียงไหน เพราะฉะนั้น เมื่อเจ้าเกิดความมั่นใจอยู่ในหัวใจของตนว่าใครบางคนเป็นศัตรูของพระคริสต์ เจ้าก็ต้องจับตาดูและคอยสังเกตคนคนนั้นอย่างใกล้ชิดโดยไม่เลิกรา นี่คือความรับผิดชอบของเจ้า จุดประสงค์ของการทำเช่นนี้คืออะไร? เพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ศัตรูของพระคริสต์กระทำผิดต่อคริสตจักรและต่อพี่น้องชายหญิงเพื่อทำให้พี่น้องชายหญิงเกิดความเสียหายให้ได้มากที่สุด ศัตรูของพระคริสต์บางคนมักสอบถามเกี่ยวกับของถวายอยู่เสมอว่า “ใครเป็นคนบริหารจัดการเงินของพระนิเวศของพระเจ้า? ใครเป็นคนทำบัญชี? บัญชีเหล่านั้นได้รับการทำอย่างถูกต้องหรือไม่? เป็นไปได้หรือไม่ว่ากำลังมีการยักยอกเกิดขึ้น? เงินของคริสตจักรถูกเก็บเอาไว้ที่ไหน? เรื่องเหล่านี้ควรเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิ์รับรู้มิใช่หรือ? พระนิเวศของพระเจ้ามีทรัพย์สินอยู่เท่าไร? ใครมอบของถวายมากที่สุด? ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย?” คำพูดของพวกเขาทำให้ฟังดูราวกับว่าพวกเขาเป็นกังวลเรื่องการเงินของพระนิเวศของพระเจ้า แต่ในความเป็นจริงพวกเขากลับมีแรงจูงใจที่แตกต่างออกไป ไม่มีศัตรูของพระคริสต์คนใดที่ไม่ละโมบเงินทอง แล้วในกรณีเช่นนี้ ผู้นำและคนทำงานควรทำอย่างไร? ก่อนอื่น เจ้าควรจัดการของถวายอย่างถูกควร มอบหมายให้คนที่ไว้วางใจได้เก็บรักษาสิ่งเหล่านี้อย่างปลอดภัย และเจ้าไม่ควรปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์ประสบความสำเร็จในการสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนโดยเด็ดขาด—เจ้าต้องไม่เลอะเลือนต่อประเด็นนี้ ทันทีที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เจ้าก็ควรตระหนักว่า “มีบางอย่างผิดปกติ ศัตรูของพระคริสต์กำลังจะทำอะไรบางอย่าง เงินของคริสตจักรกำลังตกเป็นเป้าหมายของพวกเขา พวกเขาอาจจะกำลังวางแผนร่วมมือกับพญานาคใหญ่สีแดงเพื่อลอบวางอุบายและฮุบเงินของคริสตจักร พวกเราต้องย้ายเงินนั้นเดี๋ยวนี้!” ประการหนึ่ง เจ้าไม่อาจปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์รู้ว่าใครเป็นผู้บริหารจัดการการเงินของพระนิเวศของพระเจ้า นอกจากนี้ หากผู้ที่บริหารจัดการเงินรู้สึกว่าความปลอดภัยตกอยู่ในความเสี่ยง ทั้งเงินและผู้ที่บริหารจัดการเงินต้องถูกโยกย้ายไปโดยเร็ว นี่คือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานควรเอาใจใส่ และเป็นงานที่พวกเขาควรปฏิบัติมิใช่หรือ? (ใช่) ในทางตรงกันข้าม เมื่อผู้นำที่โง่เขลาได้ยินศัตรูของพระคริสต์กล่าวสิ่งเหล่านี้แต่กลับคิดว่า “คนคนนี้แบกรับภาระ และรู้จักที่จะแสดงความกังวลต่อเงินของพระนิเวศของพระเจ้า เพราะฉะนั้นพวกเรามอบหน้าที่รับผิดชอบบางอย่างแก่พวกเขาและให้พวกเขาได้ช่วยเหลือเรื่องบัญชีเถิด” เมื่อทำเช่นนี้ พวกเขาย่อมกลายเป็นยูดาสไปแล้วมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาไม่เพียงล้มเหลวในการปกป้องของถวายเท่านั้น แต่ยังถึงกับขายสิ่งเหล่านั้นให้กับศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจึงกลายเป็นยูดาสอย่างแท้จริง เจ้าคิดอย่างไรกับผู้นำและคนทำงานเหล่านี้? พวกเขาเป็นคนชั่วมิใช่หรือ? พวกเขาคือหมู่มารมิใช่หรือ? พวกเขาไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนเท่านั้น แต่พวกเขายังได้ส่งมอบของถวายพระเจ้าและพี่น้องชายหญิงให้กับศัตรูของพระคริสต์อีกด้วย ดังนั้นแล้วในที่ที่มีศัตรูของพระคริสต์อยู่ เมื่อผู้นำและคนทำงานค้นพบเบาะแสใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาต้องเริ่มสืบค้นและทำงานที่เฉพาะเจาะจงบางอย่าง ซึ่งในที่นี้ “การจับตาดู” จึงเป็นงานที่ขาดไม่ได้
งานจับตาดูที่ผู้นำและคนทำงานดำเนินการนั้นมิใช่เรื่องของการจารกรรมหรือกิจกรรมการสอดแนมใดๆ งานนี้เป็นเพียงการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของเจ้า เอาใจใส่มากขึ้น เฝ้าสังเกตด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และบันทึกว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังทำสิ่งใด และเจตนาทำสิ่งใด หากเจ้าค้นพบสัญญาณใดๆ ว่าพวกเขากระทำชั่วและก่อกวนคริสตจักร เจ้าต้องใช้มาตรการตอบโต้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เจ้าไม่สามารถปล่อยให้พวกเขาประสบความสำเร็จโดยเด็ดขาด นี่คือการหยุดยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนงานของคริสตจักรให้ได้มากที่สุด โดยธรรมชาติแล้ว การนี้ยังคุ้มกันงานของคริสตจักรและปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้ดีที่สุดอีกด้วย นี่คือการสำแดงของการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน การจับตาดูไม่ได้หมายถึงการจัดการเตรียมผู้คนไม่กี่คนให้ปฏิบัติตนเป็นสายลับ และให้พวกเขาติดตาม สะกดรอย และเฝ้าจับตาผู้คนราวกับจารชน หรือไปค้นบ้านของพวกเขา และใช้วิธีการสอบสวนที่รุนแรง พระนิเวศของพระเจ้ามิได้ข้องเกี่ยวกับกิจกรรมเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าต้องเข้าใจสถานการณ์ของศัตรูของพระคริสต์ให้ได้ในทันที เจ้าสามารถสอบถามถึงสถานการณ์ปัจจุบันของพวกเขาด้วยการพูดคุยกับคนในครอบครัวของพวกเขา หรือพี่น้องชายหญิงที่คุ้นเคยกับพวกเขา หรือสามารถแยกแยะพวกเขาได้ ทั้งหมดนี้คือวิธีการและหนทางในการทำงานนี้มิใช่หรือ? หากผู้นำและคนทำงานปฏิบัติงานที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของพวกเขาและเป็นไปตามหลักธรรมที่พระเจ้าทรงกำหนด พวกเขาก็กำลังลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน จุดประสงค์ของผู้นำและคนทำงานในการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนคืออะไร? คือเพื่อให้เจ้าทำทุกอย่างที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อหยุดยั้งศัตรูของพระคริสต์ไม่ให้ก่อการรบกวนและขัดขวางให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันศัตรูของพระคริสต์ไม่ให้สร้างความเสียหายต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และขายผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า นี่คือหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน การทำเช่นนี้ช่วยหยุดยั้งมิให้เกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์ให้ได้มากที่สุดมิใช่หรือ? ผู้นำและคนทำงานที่ปฏิบัติงานนี้กำลังทำทุกอย่างที่มนุษย์สามารถทำได้มิใช่หรือ? (ใช่) การทำเช่นนี้เป็นเรื่องยากหรือไม่? (ไม่) การทำเช่นนี้ไม่ยาก นี่คือสิ่งที่ผู้ซึ่งเข้าใจความจริงสามารถสัมฤทธิ์ได้ สิ่งใดที่ผู้คนสามารถสัมฤทธิ์ได้ พวกเขาก็ควรทำอย่างเต็มที่เพื่อให้สำเร็จลุล่วง ส่วนที่เหลือนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำ ที่จะทรงใช้อธิปไตยของพระองค์และทรงจัดวางเรียบเรียง และทรงนำ นี่คือสิ่งที่พวกเรากังวลน้อยที่สุด พวกเรามีพระเจ้าอยู่เบื้องหลังพวกเรา พวกเราไม่เพียงแต่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อที่แท้จริงอีกด้วย นี่ไม่ใช่การเกื้อหนุนฝ่ายวิญญาณ ที่จริงแล้วพระเจ้าทรงเฝ้าดูอยู่เบื้องหลัง และพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างผู้คน สถิตอยู่กับพวกเขาเสมอ เมื่อไรก็ตามที่ผู้คนทำสิ่งใดหรือทำหน้าที่ใด พระองค์ย่อมกำลังทรงเฝ้ามองอยู่ พระองค์ทรงอยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยเหลือเจ้าในทุกที่และทุกเวลา ทรงดูแลและคุ้มครองเจ้า สิ่งที่ผู้คนควรทำคือการทำสิ่งที่สมควรทำให้สำเร็จลุล่วงอย่างสุดความสามารถ ตราบเท่าที่เจ้าเกิดการตระหนักรู้ รู้สึกอยู่ในหัวใจ มองเห็นในพระวจนะของพระเจ้า ได้รับการตักเตือนจากผู้คนรอบตัว หรือได้รับสัญญาณหรือหมายสำคัญบางอย่างจากพระเจ้าที่ประทานข้อมูลแก่เจ้า—ว่านี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ นี่คือพระบัญชาของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเจ้า—เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน และไม่นั่งเฉยหรือเฝ้ามองจากข้างสนาม เจ้ามิใช่หุ่นยนต์ เจ้ามีความคิดและจิตใจ เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น เจ้ารู้แน่ว่าเจ้าควรทำอย่างไร และเจ้าย่อมมีความรู้สึกและการตระหนักรู้อย่างแน่นอน ดังนั้น จงนำความรู้สึกและการตระหนักรู้เหล่านี้ไปใช้กับสถานการณ์จริง ใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านั้น และแปรเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้เป็นการกระทำของเจ้า และในหนทางนี้ เจ้าย่อมจะได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน สำหรับสิ่งที่เจ้าสามารถตระหนักได้ เจ้าควรปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงที่เจ้าเข้าใจ ในหนทางนี้เจ้าย่อมกำลังทำอย่างสุดความสามารถและพยายามอย่างเต็มที่ในการทำหน้าที่ของเจ้า ในฐานะผู้นำและคนทำงาน เมื่อเจ้าได้พยายามอย่างสุดความสามารถ กล่าวคือ เมื่อเจ้าหยุดยั้งมิให้เกิดการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ได้มากที่สุด พระเจ้าย่อมจะพอพระทัยที่เจ้าสามารถปฏิบัติในหนทางนี้ได้ เหตุใดพระเจ้าจึงจะพอพระทัย? พระเจ้าจะทรงกำหนดเกี่ยวกับผู้นำและคนทำงานเหล่านั้นว่า พวกเขากำลังลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน และพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปฏิบัติงานซึ่งเป็นหน้าที่ตามบทบาทของพวกเขา นี่คือการเห็นชอบจากพระเจ้าใช่หรือไม่? (ใช่)
VI. การขับไล่
หน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสามของผู้นำและคนทำงานหมายรวมถึงงานอันเฉพาะเจาะจงทั้งหลายที่พวกเขาต้องทำ ซึ่งพวกเราได้ระบุไว้หลายข้อ นั่นคือ พวกเขาต้องปฏิบัติการเปิดโปง การตัดแต่ง การชำแหละ การจำกัด และการจับตาดูศัตรูของพระคริสต์ การสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมพื้นฐานเหล่านี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ไม่ว่าในสถานการณ์พิเศษ ผู้นำและคนทำงานจะกระทำการเฉพาะเจาะจงอย่างไร หลักธรรมสำหรับการจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ จุดประสงค์หลักของงานเหล่านี้ก็คือเพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร สมมุติว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรต่างยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์แล้วว่าใครบางคนเป็นศัตรูของพระคริสต์ และได้เกิดวิจารณญาณแยกแยะและเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าศัตรูของพระคริสต์พยายามควบคุมและชักพาผู้คนให้หลงผิดอยู่เสมอ พวกเขารู้ว่าหากมีศัตรูของพระคริสต์อยู่ก็ย่อมไม่สามารถมีวันที่ดีหรือชีวิตคริสตจักรที่ดีได้ และทุกคนต่างเรียกร้องอย่างเป็นเอกฉันท์ให้เอาตัวศัตรูของพระคริสต์ออกไปจากคริสตจักร ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ ผู้นำและคนทำงานบางคนยังคงสนับสนุนการปล่อยให้ใช้ศัตรูของพระคริสต์เป็นเครื่องฝึกฝนในการเปิดโปง การตัดแต่ง การชำแหละ การจำกัด และการจับตาดูศัตรูของพระคริสต์ต่อไป—ยังมีความจำเป็นจะต้องผ่านกระบวนการเหล่านี้อยู่หรือไม่? ผู้นำและคนทำงานบางคนอาจจะกล่าวว่า “หากพวกเราไม่ผ่านกระบวนการเหล่านี้ ฉันจะไม่ละเลยหน้าที่รับผิดชอบของตนหรือ? มีเพียงการก้าวผ่านกระบวนการเหล่านี้เท่านั้นที่เน้นย้ำบทบาทผู้นำของฉัน ฉันต้องทำงานนี้ ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ฉันต้องปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์อยู่ต่อไปก่อน อันดับแรกฉันจะเปิดโปงพวกเขา จากนั้นก็ตัดแต่งและชำแหละพวกเขา และปล่อยให้พี่น้องชายหญิงยืนยันอีกครั้งว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ หลังจากเห็นพ้องต้องกัน พวกเราจึงจะขับไล่หรือเอาตัวพวกเขาออกไป แบบนี้ย่อมได้ผลดีกว่ามิใช่หรือ?” ผลที่ได้ก็คือ ระหว่างช่วงเวลานี้ ศัตรูของพระคริสต์เริ่มเผยแพร่มโนคติอันหลงผิดเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดและก่อกวนงานของคริสตจักรอีกครั้ง ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่คนทุกคน และบางคนก็ถึงกับไม่ยอมมาชุมนุมอีก เพื่อแสดงความมุ่งมั่นและพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ได้ละเลยหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง ผู้นำและคนทำงานเหล่านี้จึงแสร้งทำแบบผิวเผินพอเป็นพิธีและทำให้งานยืดเยื้อ ผลลัพธ์ก็คือพวกเขาใช้เส้นทางอ้อมมากมายโดยไม่จำเป็น ก่อกวนความเป็นระเบียบของชีวิตคริสตจักร และเสียเวลาอันมีค่าในการไล่ตามเสาะหาความจริงของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพียงเพื่อเอาตัวศัตรูของพระคริสต์ออกไปในภายหลังเท่านั้น แนวทางนี้ยอมรับได้หรือไม่? (ไม่ได้) แนวทางนี้มีปัญหาตรงไหน? (นี่เป็นเพียงการทำตามข้อบังคับและแสร้งทำพอเป็นพิธีเท่านั้น) จุดประสงค์ของผู้นำและคนทำงานในการทำงานเหล่านี้คืออะไร? (เพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร) แล้วหากใครบางคนยังไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ และยังผูกพันกับคนเหล่านั้นอยู่มาก เมื่อผู้นำและคนทำงานตัดสินใจที่จะขับไล่ศัตรูของพระคริสต์ออกจากคริสตจักร บางคนย่อมเกิดความขุ่นเคือง โดยกล่าวว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้เปี่ยมรักหรือยุติธรรมต่อผู้คน ขาดหลักธรรมในการทำสิ่งทั้งหลาย และอื่นๆ และผู้คนที่เลอะเลือนบางคนก็ถึงกับได้รับอิทธิพลและถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด และต้องการเดินตามพวกเขาออกไปจากคริสตจักร ในสถานการณ์เช่นนี้ควรทำอย่างไร? ในเวลานี้ ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำงานสำคัญบางอย่าง เช่น ปฏิบัติการตัดแต่งศัตรูของพระคริสต์และใช้พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงและชำแหละศัตรูของพระคริสต์ เพื่อให้พี่น้องชายหญิงสามารถเรียนรู้บทเรียนได้อย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงและแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ในท้ายที่สุด วันหนึ่งพวกเขาย่อมกล่าวว่า “คนคนนี้น่ารังเกียจเหลือเกิน พวกเขาเป็นคนชั่วและเป็นศัตรูของพระคริสต์อย่างแท้จริง รีบชำระพวกเขาออกไปกันเถิด!” นี่ไม่ใช่เสียงของคนคนเดียว แต่เป็นเสียงของพี่น้องชายหญิงมากมาย ในกรณีนี้ยังจำเป็นต้องทำงานของการจำกัดและการจับตาดูศัตรูของพระคริสต์อยู่หรือไม่? ไม่จำเป็น เพียงแค่ขับไล่พวกเขาออกไปโดยตรงก็พอ ผู้นำและคนทำงานที่ทำงานของตนมาจนถึงระดับนี้ย่อมสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ในการปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากความเสียหายของศัตรูของพระคริสต์แล้ว การนี้พิสูจน์ให้เห็นสิ่งใด? ในแง่หนึ่ง การนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรนี้มีวิจารณญาณแยกแยะ มีขีดความสามารถ และมีสำนึกของความยุติธรรม ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้น อาจจะเป็นเพราะผู้นำและคนทำงานมีความสามารถในการทำงานจริง หรือการกระทำเช่นนี้ของศัตรูของพระคริสต์โจ่งแจ้งเกินไป ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาย่ำแย่และเลวร้ายเกินไปจนก่อให้เกิดความขุ่นเคืองต่อสาธารณชน และพวกเขาตัดช่องทางของตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้เหล่าผู้นำและคนทำงานไม่ต้องใช้กระบวนการในการจัดการกับพวกเขามากนัก เรื่องนี้ทุ่นความพยายามไปได้มากมิใช่หรือ? ในสถานการณ์เช่นนั้น การขับไล่หรือเอาตัวพวกเขาออกไปย่อมเป็นเรื่องดีใช่หรือไม่? นอกจากนี้ งานที่ผู้นำและคนทำงานต้องทำนั้นมีมากมายและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงานนี้งานเดียว เจ้าคิดว่าการขับไล่ศัตรูของพระคริสต์ทำให้เรื่องนี้จบลงหรือ? คิดว่าเจ้าได้ทำให้ทุกสิ่งสำเร็จโดยสมบูรณ์แล้วอย่างนั้นหรือ? ยังห่างไกลนัก! เจ้ามีงานอื่นที่ต้องทำ นอกจากจัดการกับศัตรูของพระคริสต์และปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากความเสียหายแล้ว ผู้นำและคนทำงานยังมีหน้าที่รับผิดชอบในการนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า นำพวกเขาไปสู่การแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และนำพวกเขาไปสู่การแก้ไขอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเขามี ท่ามกลางงานสำคัญอื่นๆ มากมาย อย่างไรก็ตาม หากศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัวขึ้นระหว่างที่ทำงานเหล่านี้ การจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ย่อมกลายเป็นงานที่สำคัญอันดับหนึ่ง พวกเขาต้องเปิดโปงและจัดการกับตัวศัตรูของพระคริสต์เสียก่อน รวมถึงสามัคคีธรรมความจริงในแง่มุมอื่นๆ ด้วย หากเกิดการก่อกวนของศัตรูของพระคริสต์ขึ้นและทำให้งานอื่นๆ ดำเนินไปอย่างยากยิ่ง โดยงานนั้นต้องเผชิญกับอุปสรรคและการแทรกแซง และศัตรูของพระคริสต์ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเติบโตในชีวิตของพี่น้องชายหญิง ต่อความเป็นระเบียบของชีวิตคริสตจักร และต่อสภาพแวดล้อมในการทำหน้าที่ทั้งหลาย เช่นนั้นก็แน่นอนว่าจำเป็นต้องจัดการกับตัวการหายนะที่ใหญ่ที่สุดและต้นตอของความวิบัตินี้เสียก่อน หลังจากจัดการและเอาตัวศัตรูของพระคริสต์ออกไปแล้วเท่านั้น งานอื่นๆ จึงจะดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติและเป็นระเบียบ ดังนั้น หากศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัวในคริสตจักร และพี่น้องชายหญิงมีวิจารณญาณแยกแยะพวกเขาได้โดยเร็วในเวลาอันสั้น และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ศัตรูของพระคริสต์ ไปให้พ้น!” นี่ย่อมจะเบาแรงของผู้นำและคนทำงานไปได้มากไม่ใช่หรือ? เจ้าควรจะแอบพึงพอใจอยู่เงียบๆ มิใช่หรือ? เจ้าอาจจะกล่าวว่า “ฉันกังวลว่าฉันไม่สามารถจำกัดศัตรูของพระคริสต์และมารตนนี้ได้ ฉันยังกังวลด้วยว่าพี่น้องชายหญิงบางคนจะถูกชักพาให้หลงผิดและได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากพวกเขา และกังวลว่าวุฒิภาวะของตัวเองน้อยเกินไปที่จะเปิดโปงแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ชำแหละเรื่องเหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน และแก้ไขปัญหานี้” ตอนนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล ถ้อยคำประโยคเดียวนี้จากพี่น้องชายหญิงย่อมทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไข และ “ภาระ” ของผู้นำและคนทำงานย่อมถูกยกออกไป ช่างมหัศจรรย์อะไรเช่นนี้! เจ้าควรขอบคุณพระเจ้า นี่คือพระคุณของพระเจ้า! เรื่องราวลักษณะนี้อาจจะเกิดขึ้นในคริสตจักรเพราะมีการหารือมากมายเกี่ยวกับหัวข้อของการเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ และเพราะพี่น้องชายหญิงไม่ได้ต่ำต้อยไปกว่าผู้นำและคนทำงานมากมายอย่างที่เจ้าอาจจะทึกทักเอาเอง ภายใต้การนำแห่งพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาย่อมมีความสามารถบางอย่างในการทำความเข้าใจความจริงและแก้ไขปัญหาด้วยตนเองอีกด้วย เมื่อพวกเขารวมตัวกันเรียกร้องให้มีการลงคะแนนและขับไล่ศัตรูของพระคริสต์ นี่ย่อมเป็นเรื่องที่ดี เป็นปรากฏการณ์ที่ดี! ผู้นำและคนทำงานไม่จำเป็นต้องรู้สึกเสียใจ ผิดหวัง หรือคิดลบเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลังจากเอาอุปสรรค เอาศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ออกไป ทุกๆ ขั้นตอนของงานที่ตามมาก็ยังคงเป็นบททดสอบอันหนักหน่วงสำหรับผู้นำและคนทำงาน ทุกๆ งานที่พวกเขาจำเป็นต้องทำนั้นเกี่ยวข้องกับหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขา รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานของพวกเขา
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ