หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (21) ตอนที่หนึ่ง
วิธีแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ออกจากผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์
การแยกแยะตามท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง
วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานกันต่อ ก่อนที่จะเริ่มต้นสามัคคีธรรมอย่างเป็นทางการ พวกเรามาทบทวนหัวข้อหนึ่งเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์ที่สามัคคีธรรมกันไปก่อนหน้านี้เถิด นั่นคือ วิธีแยกแยะผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ออกจากเหล่าผู้มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ และความแตกต่างระหว่างคนสองประเภทนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงวิธีแยกแยะศัตรูของพระคริสต์เสียก่อน เรื่องนี้ไม่ยากเลย อันดับแรกเจ้าควรมองเห็นอย่างชัดเจนว่าศัตรูของพระคริสต์มีการสำแดงลักษณะนิสัยที่เห็นเด่นชัดประการใดออกมา เพื่อให้เจ้าสามารถระบุชี้ศัตรูของพระคริสต์ตัวจริงได้ในเวลาอันสั้น กำหนดได้ว่าพวกเขามิได้เป็นเพียงคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ หรือคนที่เดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์อย่างแน่นอน ในหนทางนี้ เจ้าย่อมจะมีวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์และจะไม่ถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิด ล่อให้ติดบ่วง และถูกพวกเขาควบคุมอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดมากที่สุดในขณะนี้คือการสามารถแยกแยะความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างคนที่มีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์กับคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ การจะแยกแยะคนสองประเภทนี้ เจ้าต้องเข้าใจลักษณะนิสัยหลักของพวกเขาเสียก่อน คนบางคนเข้าใจได้แค่การเผยความเสื่อมทรามในชีวิตประจำวันของศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น อย่างเช่น แนวโน้มที่พวกเขาจะอ้างสิทธิ์ทางสถานะและสั่งสอนผู้อื่น ทว่าไม่สามารถแยกแยะแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ได้ แบบนี้ใช้ได้หรือไม่? (ใช้ไม่ได้) นอกจากนี้ยังมีพวกที่กล่าวว่า การสำแดงที่เด่นชัดที่สุดของศัตรูของพระคริสต์คือความโอหังและความทะนงตนของพวกเขา และคนกลุ่มนี้ก็ระบุว่าคนที่โอหังและทะนงตนทุกคนเป็นศัตรูของพระคริสต์ เช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูกต้อง) เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง? เพราะความโอหังและความทะนงตนมิใช่การสำแดงที่เด่นชัดที่สุดของศัตรูของพระคริสต์ สิ่งเหล่านี้คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่มนุษย์ผู้เสื่อมทรามทั้งปวงมีร่วมกัน ทุกคนมีอุปนิสัยอันโอหังและทะนงตน ดังนั้นการระบุว่าผู้คนที่โอหังและทะนงตนล้วนเป็นศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นเรื่องผิดพลาดอย่างร้ายแรง แล้วการสำแดงใดบ้างที่เป็นการสำแดงที่เป็นแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างที่เป็นแก่นแท้ระหว่างศัตรูของพระคริสต์กับผู้มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างชัดเจนในพริบตาเดียว ทั้งยังทำให้คนเราสามารถแยกแยะได้ว่าแก่นแท้ของคนสองประเภทนี้แตกต่างกัน และคนเหล่านี้ควรได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน? ในบางแง่มุม อย่างเช่น การกระทำ พฤติกรรม และอุปนิสัย คนสองประเภทนี้มีความเหมือนหรือความคล้ายคลึงกันหรือไม่? (มี) หากเจ้าไม่ได้สังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน แยกแยะอย่างจริงจัง หรือมีวิจารณญาณและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอุปนิสัยและแก่นแท้ของคนสองประเภทนี้อยู่ในหัวใจ ก็ย่อมง่ายดายเหลือเกินที่จะปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับเป็นคนประเภทเดียวกัน เจ้าอาจจะถึงกับเข้าใจผิดว่าศัตรูของพระคริสต์เป็นคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ หรือเข้าใจผิดว่าคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เป็นศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งก่อให้เกิดการตัดสินที่ผิดพลาดเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นแล้ว สิ่งใดเป็นลักษณะนิสัยและความแตกต่างหลักระหว่างคนสองประเภทนี้ที่ทำให้คนเราสามารถใช้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนเพื่อแยกแยะว่าใครคือศัตรูของพระคริสต์ และใครคือผู้มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์? พวกเจ้าน่าจะไม่คุ้นเคยกับหัวข้อนี้ ดังนั้นมาฟังสิ่งที่พวกเจ้าคิดกันเถิด (แง่มุมหนึ่งที่ใช้แยกแยะระหว่างศัตรูของพระคริสต์กับผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์คือท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง อีกแง่มุมหนึ่งคือความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ในท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงนั้น ศัตรูของพระคริสต์เกลียดชังความจริง และไม่ยอมรับความจริงเลย ไม่ว่าพวกเขาทำชั่วจนก่อให้เกิดการก่อกวนและการขัดขวางมากมายเพียงใด และไม่ว่าเจ้าสามัคคีธรรมกับพวกเขาหรือตัดแต่งพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ไม่ยอมรับเรื่องนี้และไม่ยอมกลับใจอย่างเด็ดขาด ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์อาจจะทำผิดพลาดเช่นเดียวกันเมื่อพวกเขาไม่เข้าใจความจริงหรือไม่เข้าใจหลักธรรม แต่เมื่อถูกตัดแต่ง พวกเขาก็สามารถยอมรับความจริง ทบทวนและรู้จักตนเอง อีกทั้งสามารถรู้สึกสำนึกผิดและกลับใจได้ จากมุมมองในเรื่องท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ก็คือพวกเขาเกลียดชังความจริง ในขณะที่ผู้คนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์จะสามารถยอมรับความจริงได้ จากมุมมองในเรื่องความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์คือคนชั่วที่ไร้ซึ่งสำนึกของมโนธรรมหรือสำนึกของความละอายใจ ในขณะที่ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มีสำนึกของมโนธรรมและสำนึกของความละอายใจ) เจ้าพูดถึงลักษณะนิสัยสองประการ เนื้อหานี้เคยได้รับการสามัคคีธรรมมาก่อนหรือไม่? สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นลักษณะนิสัยที่เห็นได้ชัดเจนใช่หรือไม่? (ใช่) ท่าทีต่อความจริงของศัตรูของพระคริสต์และผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก และเป็นการสำแดงที่เห็นลักษณะนิสัยอย่างชัดเจน ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริงและไม่ยอมรับความจริงเลย พวกเขายอมตายเสียดีกว่าที่จะยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ไม่ว่าเจ้าสามัคคีธรรมเรื่องความจริงอย่างไร ในใจของพวกเขาก็ยังต้านทานและรังเกียจความจริง พวกเขาอาจจะสาปแช่งเจ้า หัวเราะเยาะเจ้า และดูหมิ่นเจ้าอยู่ในใจ รวมทั้งปฏิบัติต่อเจ้าด้วยความดูถูกเหยียดหยามเสียด้วยซ้ำ ศัตรูของพระคริสต์เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง นี่คือลักษณะนิสัยที่เห็นได้ชัดเจน แล้วลักษณะนิสัยของผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เป็นอย่างไร? หากพูดอย่างถูกต้องและเป็นกลางแล้ว ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์แต่ยังพอมีมโนธรรมและเหตุผลอยู่บ้างย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงมโนคติอันหลงผิดของตนและยอมรับความจริงผ่านการที่ผู้อื่นสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาได้ หากพวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเขาก็สามารถนบนอบได้เช่นกัน กล่าวคือ ตราบเท่าที่ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริง พวกเขาส่วนใหญ่ย่อมสามารถยอมรับความจริงได้ในระดับที่ต่างกัน สรุปคือ ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์สามารถยอมรับความจริงและนบนอบผ่านวิธีการต่างๆ เช่น การอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตนเอง การยอมรับการบ่มวินัยและความรู้แจ้งจากพระเจ้า หรือการตัดแต่ง ช่วยเหลือ และเกื้อหนุนจากพี่น้องชายหญิง นี่คือลักษณะนิสัยที่เห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์นั้นต่างกัน ไม่ว่าผู้ใดสามัคคีธรรมความจริงก็ตาม พวกเขาทั้งไม่ฟังและไม่นบนอบ พวกเขามีท่าทีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือ พวกเขายอมตายเสียดีกว่ายอมรับความจริง ไม่ว่าเจ้าตัดแต่งพวกเขาอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ต่อให้เจ้าสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริง ทั้งยังต้านทานและรู้สึกรังเกียจความจริงอยู่ในใจเสียด้วยซ้ำ คนบางคนที่มีอุปนิสัยเกลียดชังความจริงเช่นนั้นจะสามารถนบนอบพระเจ้าได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นศัตรูของพระเจ้า และพวกเขาก็เป็นคนที่ไม่อาจได้รับการไถ่
การแยกแยะโดยอ้างอิงจากความเป็นมนุษย์ของพวกเขา
เมื่อครู่พวกเจ้าเพิ่งพูดถึงลักษณะนิสัยอีกประการหนึ่งสำหรับแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ออกจากผู้มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งคือการแยกแยะจากมุมมองของความเป็นมนุษย์ มีผู้ใดต้องการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับลักษณะนิสัยนี้เพิ่มเติมอีกหรือไม่? (ศัตรูของพระคริสต์มีความเป็นมนุษย์ที่มุ่งร้ายเป็นพิเศษ พวกเขาสามารถข่มเหงและทรมานผู้คนได้ และไม่ว่าพวกเขาทำชั่วมากมายเพียงใด พวกเขาก็ไม่รู้จักที่จะกลับใจ) ถูกต้อง ลักษณะนิสัยหลักของพวกศัตรูของพระคริสต์คือความเป็นมนุษย์ที่มุ่งร้าย ความไร้ยางอาย และการไร้ซึ่งมโนธรรมและเหตุผลของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาทำชั่วในคริสตจักรมากมายเพียงใด หรือไม่ว่าพวกเขาสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรมากมายแค่ไหน พวกเขาก็ไม่ได้คิดว่านั่นเป็นเรื่องที่น่าละอาย อีกทั้งไม่ได้มองว่าตนเองเป็นคนบาป ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะเปิดโปงพวกเขาหรือพี่น้องชายหญิงจะตัดแต่งพวกเขาหรือไม่ คนเหล่านี้ก็ยังคงไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังไม่รู้สึกถูกตำหนิหรือรู้สึกเสียใจเลย นี่คือการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ในแง่ของความเป็นมนุษย์ ลักษณะนิสัยหลักของพวกเขาคือการไร้ซึ่งมโนธรรมและเหตุผล การไร้ซึ่งความละอาย และอุปนิสัยที่เลวทรามอย่างเหลือแสน ผู้ใดก็ตามที่แตะต้องผลประโยชน์ของพวกเขาย่อมถูกพวกเขาตัดสินและทรมาน และพวกเขาก็มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าเป็นพิเศษที่จะเอาคืน ไม่ว่ากับใครหน้าไหน ไม่เว้นแม้แต่ญาติพี่น้องของตนเอง นี่คือความเลวทรามของศัตรูของพระคริสต์ ในทางกลับกัน ไม่ว่าผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เผยความเสื่อมทรามออกมามากมายเพียงใด ก็ไม่จำเป็นที่พวกเขาจะต้องเป็นคนชั่ว ไม่ว่าพวกเขาจะมีข้อบกพร่องและความขาดตกบกพร่องในความเป็นมนุษย์อย่างไร ไม่ว่าพวกเขาสามารถทำผิดพลาดเช่นไร หรือไม่ว่าพวกเขาสามารถสะดุดล้มในเรื่องใดก็ตาม พวกเขาย่อมสามารถทบทวนตนเองและเรียนรู้บทเรียนได้หลังจากนั้น เมื่อพวกเขาเผชิญกับการถูกตัดแต่ง พวกเขาก็สามารถยอมรับความผิดพลาดของตนและรู้สึกสำนึกผิดได้ และเมื่อพี่น้องชายหญิงวิพากษ์วิจารณ์หรือเปิดโปงพวกเขา—ถึงแม้พวกเขาอาจจะพยายามปกป้องตนเองอยู่บ้าง และไม่เต็มใจที่จะยอมรับเรื่องนั้นในทันที—แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาได้รับรู้ถึงความผิดพลาดของตนอยู่ในหัวใจและได้นบนอบแล้ว นี่ย่อมพิสูจน์ว่า พวกเขายังสามารถยอมรับความจริงและสามารถกลับตัวกลับใจได้ เมื่อพวกเขาทำผิดพลาดหรือเผชิญกับปัญหา มโนธรรมและเหตุผลของพวกเขายังคงทำงานได้ พวกเขาตระหนักรู้ ไม่ได้ด้านชาและไม่รู้สึกรู้สา หรือทำตัวดื้อแพ่งและปฏิเสธที่จะยอมรับสิ่งต่างๆ นอกจากนี้ ถึงแม้บุคคลประเภทนี้จะมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็มีความเห็นอกเห็นใจอยู่ในระดับหนึ่งและค่อนข้างมีเมตตามากกว่า เมื่อพวกเขาเผชิญกับเรื่องต่างๆ ลักษณะนิสัยที่พวกเขาแสดงออกมาในแง่ของความเป็นมนุษย์ย่อมสามารถอธิบายได้—ในหนทางที่เหมาะสมและเข้าใจได้ง่ายที่สุด—ว่าค่อนข้างมีเหตุมีผล หากถูกตัดแต่งอย่างรุนแรง อย่างมากที่สุดพวกเขาก็อาจจะรู้สึกรังเกียจในหัวใจอยู่บ้าง แต่หากมองเรื่องนี้จากการสำแดงของความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ย่อมเห็นได้ว่าพวกเขายังรู้จักละอายใจ มโนธรรมของพวกเขายังคงกล่าวหาพวกเขาได้ และเหตุผลของพวกเขาสามารถส่งผลในการยับยั้งได้ในระดับหนึ่ง หากพวกเขาก่อให้เกิดความสูญเสียต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าหรือสร้างความเสียหายต่อพี่น้องชายหญิง ในใจของพวกเขาย่อมรู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอและรู้สึกว่าพวกเขาได้ทำให้พระเจ้าทรงผิดหวัง ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เผยการสำแดงเหล่านี้ออกมาในระดับที่แตกต่างกัน ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้แก้ไขในทันทีหรือเลือกสิ่งที่ถูกต้องและปฏิบัติอย่างเหมาะสมหลังจากมีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็ยังคงมีสำนึกของการตระหนักรู้อยู่ในหัวใจ พวกเขาถูกมโนธรรมของตนกล่าวหา พวกเขารู้ว่าตนทำผิดและไม่ควรกระทำการในหนทางนั้นอีก และพวกเขาก็รู้สึกด้วยว่าตนไม่ใช่คนดี—ลึกๆ แล้ว พวกเขาล้วนมีความรู้สึกเหล่านี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อเวลาผ่านไป สภาวะของพวกเขาจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และพวกเขาจะมีการกลับใจที่แท้จริง พวกเขาจะรู้สึกสำนึกผิดอยู่ลึกๆ เสียใจที่พวกเขาไม่ได้เลือกสิ่งที่ถูกหรือปฏิบัติอย่างเหมาะสมมาตั้งแต่แรก แน่นอนว่าการสำแดงเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นการสำแดงทั่วไปของมนุษย์ที่เสื่อมทราม อย่างไรก็ตาม พวกศัตรูของพระคริสต์เป็นกรณีที่พิเศษ พวกเขาไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นหมู่มาร ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใดหลังจากที่พวกเขาทำชั่วหรือทำบาป พวกเขาก็ไม่ได้สำนึกผิดเลย พวกเขายังคงทำตัวดื้อรั้นและยืนกรานไปจนถึงปลายทาง ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นสามารถนบนอบได้ในยามที่พวกเขาเผชิญกับการตัดแต่งทั่วๆ ไป เมื่อเผชิญการตัดแต่งอย่างรุนแรง พวกเขาอาจจะแก้ต่างให้ตนเอง ปฏิเสธสิ่งทั้งหลาย และไม่ยอมรับในทันที แต่ต่อมาพวกเขาก็สามารถทบทวนและมารู้จักตนเอง รวมถึงสามารถรู้สึกสำนึกผิดและกลับใจได้ ต่อให้ใครบางคนจะเยาะเย้ยพวกเขาและตัดสินพวกเขาว่าไม่มีความเป็นมนุษย์ พวกเขาอาจจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่ในหัวใจ แต่จะไม่สู้กลับหรือปฏิบัติต่อบุคคลนั้นราวกับเป็นศัตรู พวกเขาสามารถเข้าใจคนอื่นได้เช่นกัน คิดว่า “ฉันได้แต่โทษตัวเองที่ทำผิดพลาดเช่นนั้น ไม่ว่าผู้อื่นจะปฏิบัติต่อฉันอย่างไร ก็ไม่สมกับที่ฉันควรได้รับหรอก” การสำแดงเหล่านี้เผยออกมาในระดับที่แตกต่างกันไปตามในแต่ละบุคคล โดยสรุปก็คือ การเผยเหล่านี้คือสำแดงที่เป็นปกติและเป็นธรรมชาติของผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ผู้ที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และนี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากศัตรูของพระคริสต์อย่างชัดเจน การสำแดงที่แตกต่างกันของสองสภาวะนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนได้ในทันทีว่าคนไหนเป็นคนชั่ว และคนไหนเป็นศัตรูของพระคริสต์ และคนไหนเพียงแต่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์แต่มิได้เป็นคนชั่ว
การแยกแยะพวกเขาจากการดูว่าพวกเขากลับใจอย่างแท้จริงหรือไม่
ความแตกต่างระหว่างศัตรูของพระคริสต์กับผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ทั้งสองแง่มุมที่เพิ่งถูกกล่าวถึงนั้น แง่มุมแรกคือท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง ท่าทีที่ผู้คนมีต่อความจริงคือท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า คนสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันในแง่มุมนี้อย่างชัดเจน ต่อมาในแง่ของความเป็นมนุษย์ คนสองประเภทนี้ก็มีความแตกต่างทางแก่นแท้ที่เห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกัน ลักษณะนิสัยทั้งสองประการนี้เห็นได้ชัดเจนมาก นี่คือคนสองประเภทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นอกจากความแตกต่างสองประการนี้แล้ว อีกแง่มุมหนึ่งคือมีการสำแดงถึงการกลับใจหลังจากทำชั่วบ้างหรือไม่ ในกรณีของผู้ที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าพวกเขาทำชั่วเช่นไร—ไม่ว่าพวกเขาทรมานผู้คน ก่อตั้งอาณาจักรอิสระ แข่งขันกับพระเจ้าเพื่อสถานะ ขโมยของถวาย หรือสิ่งอื่นใด—ต่อให้พวกเขาจะถูกเปิดโปงโดยตรง พวกเขาก็ไม่ยอมรับการกระทำเหล่านี้ หากพวกเขาไม่ยอมรับการกระทำเหล่านี้ พวกเขาจะสามารถกลับใจได้หรือไม่? พวกเขายอมตายเสียดีกว่าที่จะกลับใจ พวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงเรื่องการทำชั่วของตน ถึงแม้พวกเขาจะตระหนักว่าการเปิดโปงนั้นถูกต้องโดยสมบูรณ์ แต่พวกเขาก็ต้านทานและต่อต้านการเปิดโปงดังกล่าว พวกเขาจะไม่ทบทวนโดยเด็ดขาดว่าตนเองอยู่บนเส้นทางที่ผิดหรือไม่ หรือกล่าวว่า “ฉันได้รับการระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ เรื่องนี้อันตรายมาก และฉันจำเป็นต้องกลับใจ” พวกเขาไม่มีความคิดประเภทนี้อยู่ในใจโดยสิ้นเชิง ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้เลย ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์มีลักษณะนิสัยที่เห็นได้ชัดก็คือ ไม่ว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีก็ตาม พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริงและไม่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเลย ตอนแรกที่พวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ชอบที่จะโดดเด่นจากฝูงชน แข่งขันเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ ทรมานผู้คน รวบรวมพรรคพวกและแบ่งแยกคริสตจักร จุดประสงค์ที่พวกเขาพยายามมีอำนาจคือเพื่ออาศัยคริสตจักรในการดำรงชีวิตและก่อตั้งอาณาจักรอิสระ หลังจากเชื่อมานานสามถึงห้าปี เมื่อเจ้าพบพวกเขาอีกครั้ง พวกเขายังคงแสดงออกถึงการสำแดงและลักษณะนิสัยเหล่านี้เช่นเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะผ่านไปแปดหรือสิบปี พวกเขาก็ยังคงเป็นเช่นเดิม บางคนกล่าวว่า “หลังจากเชื่อไปสักยี่สิบปี พวกเขาอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้!” พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? (ไม่ได้) พวกเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าปฏิสัมพันธ์กับคนไม่กี่คนหรือกับคนหมู่มาก ไม่ว่าทำหน้าที่ธรรมดาหรือกระทำการในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน พวกเขาก็แสดงออกถึงการสำแดงที่เหมือนเดิม พวกเขาไม่เคยกลับใจหรือหันหลังกลับ โดยยืนกรานที่จะอยู่บนเส้นทางเดิมไปจนถึงปลายทาง พวกเขาจะไม่กลับใจอย่างเด็ดขาด นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เป็น สำหรับคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ต่อให้บางคนไม่ใช่คนชั่ว แต่พวกเขาก็มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นเดียวกัน พวกเขาเผยความโอหัง การหลอกลวง ความเห็นแก่ตัว ความต่ำช้า และความเสื่อมทรามประเภทอื่นออกมา พวกเขายังแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ที่แย่อีกด้วย ตอนที่พวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้าเป็นครั้งแรกนั้น พวกเขาก็ต้องการแข่งขันเพื่อสถานะและผลประโยชน์ ต้องการโดดเด่นเพื่อให้ได้รับความชื่นชมจากผู้คน รวมถึงมีความทะเยอทะยานและความอยากที่จะเป็นผู้นำและมีอำนาจเช่นเดียวกัน การสำแดงเหล่านี้ปรากฏในมนุษย์ผู้เสื่อมทรามในระดับที่แตกต่างกันและไม่ต่างจากการสำแดงของพวกที่เป็นศัตรูของพระคริสต์มากนัก อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการเชื่อในพระเจ้า พวกเขาได้มาเข้าใจความจริงบางอย่างผ่านการมีประสบการณ์กับการพิพากษาและการเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาก็เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้น้อยลงเรื่อยๆ เหตุใดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้จึงถูกเผยให้เห็นน้อยลงเรื่อยๆ? นั่นเป็นเพราะหลังจากเข้าใจความจริงแล้ว พวกเขาย่อมตระหนักว่า พฤติกรรมและการสำแดงเหล่านี้คือการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ในตอนนี้เท่านั้นที่มโนธรรมของพวกเขาเริ่มตระหนัก และพวกเขาก็เห็นว่าตนเองเสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งและไร้สภาพเสมือนมนุษย์โดยแท้จริง จากนั้นพวกเขาก็เริ่มเต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและคิดหาวิธีทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ รวมถึงวิธีที่พวกเขาจะสามารถเป็นอิสระจากพันธนาการของตน และกลายเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริงได้ การสำแดงเช่นนี้คืออะไร? นี่คือการค่อยๆ กลับใจทีละน้อยมิใช่หรือ? (ใช่) ในกระบวนการของการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาค้นพบปัญหาของตนเอง รับรู้ถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และเข้าใจสภาวะนานาประการของตน พวกเขายังมารู้จักแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ของตนอีกด้วย และมโนธรรมของพวกเขาก็เริ่มตระหนักรู้มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขารู้สึกมากขึ้นทุกทีว่าตนเสื่อมทรามอย่างล้ำลึกและไม่เหมาะที่พระเจ้าจะทรงใช้งาน อีกทั้งพวกเขาได้ทำให้พระเจ้าทรงเกลียดชัง และพวกเขาก็รู้สึกรังเกียจตนเองอยู่ภายในใจ ลึกลงไปในหัวใจ พวกเขาค่อยๆ กลับใจโดยไม่รู้ตัว และการกลับใจนี้ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบางอย่างขึ้น ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่สามารถเห็นได้ในพฤติกรรมของพวกเขา ตัวอย่างเช่น เดิมทีเมื่อมีใครบางคนเปิดโปงปัญหาของพวกเขา พวกเขาก็จะรู้สึกรังเกียจ โกรธจัดด้วยความอับอาย อีกทั้งพยายามอธิบายและทำให้ตนเองชอบด้วยเหตุผล พยายามทุกวิถีทางที่จะหาข้อแก้ตัวและเหตุผลต่างๆ นานามาปกป้องตนเอง อย่างไรก็ตาม ผ่านการมีประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็เกิดความตระหนักว่านี่คือพฤติกรรมที่ผิด และเริ่มแก้ไขสภาวะและพฤติกรรมนี้ พยายามอย่างหนักในการยอมรับทัศนะที่ถูกต้อง มุ่งมั่นที่จะให้ความร่วมมือกับผู้อื่นอย่างปรองดอง เมื่อมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็เรียนรู้ที่จะแสวงหาและสามัคคีธรรมกับผู้อื่น รวมถึงเรียนรู้ที่จะสื่อสารจากหัวใจและเข้ากับผู้อื่นได้ด้วยดี สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงถึงการกลับใจใช่หรือไม่? (ใช่) หลังจากเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ได้รับความเข้าใจที่แท้จริงเพิ่มขึ้นทีละน้อยเกี่ยวกับอุปนิสัย พฤติกรรมและการสำแดงบางอย่างที่ศัตรูของพระคริสต์เผยออกมา แล้วจากนั้น พวกเขาก็ค่อยๆ ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และสามารถละทิ้งหนทางที่ไม่ถูกต้องซึ่งพวกเขาใช้ดำเนินชีวิตก่อนหน้านี้ และล้มเลิกการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะ รวมถึงสามารถกระทำการ ประพฤติปฏิบัติตน และทำหน้าที่ของพวกเขาตามหลักธรรมความจริงได้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสัมฤทธิ์ได้อย่างไร? การเปลี่ยนแปลงนี้สัมฤทธิ์ได้ด้วยการยอมรับความจริง การเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการกลับใจใช่หรือไม่? (ใช่) สิ่งเหล่านี้ล้วนสัมฤทธิ์ในกระบวนการของการกลับใจอย่างต่อเนื่อง ผลที่ตามมาก็คือ สภาวะของพวกเขาย่อมดีขึ้นอย่างแน่นอน วุฒิภาวะของพวกเขาย่อมเติบโตขึ้นตามประสบการณ์ลึกซึ้งขึ้น และเมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาย่อมสามารถทบทวนตนเองได้ ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญหน้ากับการชะงักงันหรือความล้มเหลว หรือพวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเขาก็นำเรื่องเหล่านี้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานถึงพระองค์ รวมถึงสามารถเชื่อมโยง ชำแหละ และเข้าใจสภาวะอันเสื่อมทรามของพวกเขาได้ในขณะที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า ถึงแม้พวกเขาอาจจะยังเผยความเสื่อมทรามและเกิดความคิดผิดๆ ในยามที่สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับตนเอง พวกเขาก็สามารถทบทวนและขบถต่อตนเองได้ ตราบเท่าที่พวกเขาเริ่มตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ พวกเขาจะสามารถแสวงหาความจริงอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้และปฏิบัติการกลับใจ ถึงแม้ความก้าวหน้านี้จะเชื่องช้ามากและผลลัพธ์ก็น้อยนิด แต่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ พวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง คนประเภทนี้มักจะรักษาท่าทีที่กระตือรือร้น เป็นบวก และมีแรงจูงใจในตนเอง รวมถึงรักษาสภาวะของการกลับตัวและกลับใจอยู่เสมอ ถึงแม้บางครั้งพวกเขาจะแข่งขันกับผู้อื่นเพื่อชื่อเสียงและสถานะ รวมทั้งเผยการสำแดงและการกระทำบางอย่างของศัตรูของพระคริสต์ในระดับที่แตกต่างกัน แต่หลังจากมีประสบการณ์บางอย่างกับการตัดแต่ง การพิพากษา และการตีสอน หรือการบ่มวินัยของพระเจ้า อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ย่อมถูกทิ้งและแปรเปลี่ยนไปในระดับที่แตกต่างกัน สาเหตุต้นตอที่สำคัญที่สุดของการสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เหล่านี้ก็คือ ในส่วนลึกของหัวใจนั้น คนประเภทนี้สามารถทบทวนและเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน รวมถึงเส้นทางผิดๆ ที่พวกเขาเดิน ทั้งยังสามารถกลับตัวได้ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลง การเติบโต และประโยชน์ทั้งหลายที่เกิดจากการกลับตัวของพวกเขาจะน้อยมาก และความคืบหน้าก็ช้ามากเสียจนพวกเขาอาจจะไม่ทันสังเกตเสียด้วยซ้ำ หลังจากมีประสบการณ์ดังกล่าวราวสามถึงห้าปี พวกเขาย่อมสามารถรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ในตนเอง และคนรอบตัวของพวกเขาย่อมจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าอย่างไร ระหว่างผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์กับพวกที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ย่อมมีความแตกต่างกัน ลักษณะนิสัยสำคัญในการนี้คืออะไร? (ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นสามารถกลับใจได้) เมื่อพวกเขาทำบางสิ่งที่ผิด กระทำการฝ่าฝืน หรือเผชิญกับการตัดแต่ง การพิพากษาและการตีสอน การสั่งสอนหรือการบ่มวินัย พวกเขาย่อมสามารถกลับใจได้ แม้กระทั่งในยามที่พวกเขาตระหนักว่าตนเองได้ทำผิดหรือผิดพลาดไป พวกเขาก็สามารถทบทวนตนเองและมีท่าทีของการกลับตัวและกลับใจอยู่ในหัวใจของพวกเขาได้ นี่คือความแตกต่างทางลักษณะนิสัยที่ทำให้ผู้มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์แตกต่างจากศัตรูของพระคริสต์โดยสิ้นเชิง
ข้อสรุปเรื่องความแตกต่างระหว่างศัตรูของพระคริสต์กับผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์
คนเหล่านั้นที่เป็นศัตรูของพระคริสต์คือซาตานที่มีชีวิต กล่าวได้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตเยี่ยงซาตาน พวกเขาคือหมู่มารและเหล่าซาตานที่ผู้คนมองเห็นได้ ดังนั้นแล้ว พวกเรามาสรุปความแตกต่างที่เป็นแก่นแท้ระหว่างศัตรูของพระคริสต์และผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์กันเถิด แง่มุมหนึ่งคือท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริงโดยเด็ดขาด ถึงแม้พวกเขาจะสามารถยอมรับเป็นคำพูดว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง คือสิ่งที่เป็นบวก และเป็นพระวจนะที่มีประโยชน์ต่อผู้คน ทั้งยังเป็นหลักเกณฑ์สำหรับสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก และผู้คนควรยอมรับ นบนอบ และปฏิบัติความจริงเหล่านี้—ถึงแม้พวกเขาจะสามารถกล่าวทั้งหมดนี้ได้—พวกเขาก็ไม่สามารถนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติได้โดยสิ้นเชิง เหตุใดพวกเขาจึงไม่ปฏิบัติพระวจนะเหล่านี้? เพราะพวกเขาไม่ได้ยอมรับความจริงอยู่ในหัวใจ ปากของพวกเขากล่าวว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง แต่ด้วยแรงจูงใจที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พวกเขากล่าวเช่นนี้เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริงและชักพาผู้คนให้หลงผิด เพียงเพราะศัตรูของพระคริสต์สามารถกล่าวคำพูดและคำสอนได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขายอมรับในหัวใจว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง พวกเขาไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้เพราะโดยพื้นฐานแล้วในหัวใจของพวกเขาไม่ยอมรับความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่เต็มใจที่จะยอมรับความจริงและปฏิบัติความจริงเพื่อเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ในทางกลับกัน ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นศัตรูของพระคริสต์ บางคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นสามารถยอมรับและนบนอบความจริง สิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก และคำพูดที่ถูกต้องได้ในระดับที่แตกต่างกัน—นี่คือความแตกต่างประการหนึ่ง ผู้ที่มีแก่นแท้ศัตรูของพระคริสต์เป็นปฏิปักษ์และหันหลังให้กับความจริง แต่บางคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นสามารถยอมรับและปฏิบัติความจริงได้ ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้านานหลายปี ท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้บ้าง พวกเขารู้สึกลึกลงไปในหัวใจว่า ถึงแม้พวกเขาจะไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ ความจริงก็เป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพียงแต่พวกเขาไม่ได้รักหรือสนใจในความจริง ดังนั้นการปฏิบัติความจริงจึงต้องใช้ความพยายามและความมานะอุตสาหะพอสมควร เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์แต่พอมีมโนธรรมและสำนึกอยู่บ้างจึงสามารถยอมรับความจริงได้ในระดับที่แตกต่างกัน อย่างน้อยที่สุด ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาก็ไม่รู้สึกต้านทานหรือผลักไสความจริง และพวกเขาก็ไม่ได้รังเกียจความจริง ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะประเภทนี้และแสดงการสำแดงต่อความจริงในลักษณะนี้ออกมา การอธิบายถึงผู้คนเช่นนั้นในหนทางนี้มิใช่ทั้งการใส่ร้ายและการทำให้พวกเขาดูดีเกินจริง การนี้ค่อนข้างเป็นกลางใช่หรือไม่? (ใช่) อีกแง่มุมหนึ่งคือการแยกแยะพวกเขาจากมุมมองของความเป็นมนุษย์ ซึ่งก็คือการแยกแยะโดยอ้างอิงจากมโนธรรม สำนึก และความดีหรือความชั่วของความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ผู้ใดก็ตามมีความเป็นมนุษย์ที่ชั่ว ไม่ยอมรับความจริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนที่รังเกียจความจริง ก็ย่อมเป็นผู้ไม่เชื่อหรือเป็นศัตรูของพระคริสต์อย่างแน่นอน คนบางคนไม่รักความจริงเป็นพิเศษและไม่สนใจความจริง เมื่อผู้อื่นสามัคคีธรรมความจริง พวกเขาก็เริ่มง่วงเหงาหาวนอนและขาดชีวิตชีวา อย่างไรก็ตาม ผู้คนประเภทนี้ไม่ได้มีความเป็นมนุษย์ที่ชั่วและไม่ได้ทรมานผู้อื่น หากเจ้าสามัคคีธรรมเรื่องเจตนารมณ์ของพระเจ้า หลักธรรมความจริง หรือกฎเกณฑ์ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็สามารถรับฟังและเต็มใจที่จะยอมรับความจริงและมุมานะเพื่อความจริงนั้น แต่พวกเขาอาจจะไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ หากพวกเขากลายเป็นผู้นำ พวกเขาอาจจะไม่สามารถนำเจ้าให้เข้าใจความจริงหรือนำเจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ แต่พวกเขาจะไม่ทรมานเจ้าอย่างแน่นอน นี่คือความเป็นมนุษย์ของผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าในกรณีใด ความเป็นมนุษย์ของผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ได้ชั่วมากขนาดนั้น พวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้ในระดับต่างๆ ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงไร้ซึ่งมโนธรรมและสำนึกเท่านั้น แต่ยังมีความเป็นมนุษย์ที่โหดร้ายสุดขีดอีกด้วย ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นมีสำนึกของมโนธรรมและพอมีเหตุผลอยู่บ้าง และพวกเขาก็สามารถรับมือกับบางเรื่องได้อย่างมีเหตุมีผล ตัวอย่างเช่น ในแง่ของวิธีเลือกและจะยืนอยู่ฝ่ายใดในการเผชิญกับข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า ในการรับมือกับผู้คนต่างๆ ในคริสตจักร และในการจัดการกับสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกและเป็นลบนั้น พวกเขาสามารถแยกแยะเรื่องเหล่านี้และเรื่องอื่นๆ ในทำนองเดียวกันได้ และสุดท้ายแล้วพวกเขาก็สามารถเลือกได้อย่างถูกต้องตามมโนธรรมของพวกเขา คนประเภทนี้ไม่ได้มีความเป็นมนุษย์ที่ชั่วและมีหัวใจที่ค่อนข้างโอบอ้อมอารี อีกหนึ่งความแตกต่างที่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมกันไปก็คือ บางคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นสามารถยอมรับความจริงได้ และเมื่อพวกเขาทำผิด พวกเขาก็สามารถทบทวนเรื่องนั้นและมีหัวใจที่คิดกลับใจได้ ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์ไม่แสดงถึงการสำแดงสองประการนี้อย่างสิ้นเชิง พวกเขาดื้อรั้นและไม่เปลี่ยนแปลงเพราะพวกเขารังเกียจความจริง ไม่ยอมรับความจริง และมีความเป็นมนุษย์ที่โหดร้ายอย่างสุดขีด คนประเภทนี้จึงไม่มีทางกลับตัวและสัมฤทธิ์การกลับใจได้ การที่ใครบางคนจะสามารถกลับใจอย่างแท้จริงได้หรือไม่ โดยหลักแล้วขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีมโนธรรมและสำนึกหรือไม่ และขึ้นอยู่กับท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มีโอกาสที่จะกลับตัว เพราะพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ชั่ว ทั้งยังมีมโนธรรมและสำนึกอยู่บ้าง รวมถึงสามารถยอมรับความจริงบางอย่างได้ในระดับที่แตกต่างกัน เมื่อพวกเขาทำผิดพลาดหรือกระทำผิด พวกเขาก็สามารถกลับใจได้หลังจากถูกตัดแต่ง นี่คือสิ่งที่กำหนดว่าผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นมีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด ในขณะที่ศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่ได้รับการไถ่ พวกเขามีธรรมชาติของหมู่มารและซาตาน ความแตกต่างที่เป็นแก่นแท้ระหว่างศัตรูของพระคริสต์กับผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์คือลักษณะนิสัยหลากหลายประการนี้เอง การสรุปความเช่นนี้ค่อนข้างเป็นกลางใช่หรือไม่? (ใช่) สำหรับลักษณะนิสัยทั้งหลายของศัตรูของพระคริสต์นี้ การสำแดงโดยละเอียดที่พวกเราสามัคคีธรรมกันไปจึงเป็นกลางและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ไม่มีองค์ประกอบใดที่เป็นการใส่ร้ายเลย ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรล้วนเผชิญและพบเจอการนี้มาแล้วทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เป็น สำหรับผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้น พวกเราได้เปิดโปงการสำแดงนานาประการไปเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถมองเห็นได้และสอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยไม่มีการทำให้ดูดีเกินจริงแต่อย่างใด
ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นมีข้อเสียและข้อบกพร่องมากมายในความเป็นมนุษย์ และพวกเขาก็เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนานาประการออกมาในระดับที่ต่างกัน อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้มีการสำแดงลักษณะนิสัยที่เด่นชัดบางอย่างในตัวของคนทุกคน ตัวอย่างเช่น คนบางคนโอหังเป็นพิเศษ คนบางคนชอบคิดคำนวณและหลอกลวงเป็นพิเศษ คนบางคนดื้อแพ่งเป็นพิเศษ คนบางคนเกียจคร้านเป็นพิเศษ และอื่นๆ การแสดงออกเหล่านี้เป็นการสำแดงของผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ และเป็นลักษณะนิสัยของความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ถึงแม้ว่าในหัวใจของคนเหล่านี้จะมีความปรานีอยู่บ้าง—พูดตรงๆ ก็คือ พวกเขาค่อนข้างจิตใจดี—เมื่อเผชิญกับเรื่องต่างๆ พวกเขาเห็นอย่างชัดเจนว่าผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้ากำลังได้รับความเสียหาย แต่เนื่องจากกลัวจะล่วงเกินผู้อื่น พวกเขาจึงกลายเป็นเหมือนเต่าที่หดหัวอยู่ในกระดอง ใช้ชีวิตด้วยปรัชญาของซาตานและไม่เต็มใจที่จะค้ำจุนหลักธรรมความจริง ถึงแม้ลึกๆ แล้วพวกเขารู้สึกว่าไม่ควรทำเช่นนี้ และการทำเช่นนี้เป็นการทำผิดต่อพระเจ้า พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเลือกเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เพราะพวกเขาเชื่อว่าในการดำเนินชีวิตและการเอาตัวรอด พวกเขาต้องพึ่งพาปรัชญาของซาตาน และมีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถปกป้องตนเองได้ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเลือกที่จะเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนและไม่ปฏิบัติความจริง พวกเขารู้สึกอยู่ในหัวใจว่าการปฏิบัติตนในหนทางนี้ทำให้พวกเขาไร้ซึ่งมโนธรรมและขาดความเป็นมนุษย์ พวกเขาไม่ใช่มนุษย์และแย่ยิ่งกว่าสุนัขเฝ้าบ้านเสียอีก อย่างไรก็ตามหลังจากตำหนิตนเองแล้ว เมื่อเผชิญกับอีกสถานการณ์หนึ่ง พวกเขาก็ยังคงไม่กลับใจและยังคงปฏิบัติตนเช่นเดิม พวกเขารู้สึกอ่อนแออยู่เป็นนิจและรู้สึกสำนึกผิดอยู่ตลอดเวลา เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงสิ่งใด? นี่พิสูจน์ว่า ถึงแม้ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์จะไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ แต่พวกเขาก็ยังมีปัญหาและความขาดตกบกพร่องในความเป็นมนุษย์ ดังนั้นพวกเขาย่อมเผยความเสื่อมทรามออกมามากมายอย่างแน่นอน เมื่อดูที่การสำแดงโดยรวมของคนเช่นนั้น พวกเขาคือคนที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งแต่อย่างใด พวกเขาคือสิ่งที่พระเจ้าทรงเอ่ยถึงว่าเป็นลูกหลานของซาตานนั่นเอง ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นดีกว่าศัตรูของพระคริสต์อย่างไร? หากพูดให้ตรงประเด็นก็คือ ถึงแม้ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์แต่ไม่ได้มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์จะเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานหลากหลายประการ แต่พวกเขาไม่ได้เป็นคนชั่วอย่างแน่นอน สถานการณ์ของพวกเขานั้นเหมือนกับที่กล่าวกันโดยทั่วไปว่า คนบางคนไม่ใช่คนชั่วและคิดคด และไม่ใช่คนดีเช่นกัน พวกเขาเพียงแต่เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริง เต็มใจที่จะกลับใจ และสามารถยอมรับความจริงได้หลังจากถูกตัดแต่ง ทั้งยังมีการนบนอบอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่คนชั่วและยังมีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า พวกเขาก็ยังคงห่างไกลจากมาตรฐานของการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วที่พระเจ้าตรัสถึง! คนบางคนเชื่อในพระเจ้ามาสามถึงห้าปี และมีความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าอยู่บ้าง คนบางคนเชื่อในพระเจ้ามาแปดถึงสิบปีแต่ไม่มีความก้าวหน้าเลย คนบางคนเชื่อในพระเจ้ามานานถึงยี่สิบปี โดยไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญแต่อย่างใด พวกเขายังคงเป็นเหมือนเมื่อก่อน พวกเขาดึงดันที่จะยึดติดกับมโนคติอันหลงผิดของตน เพียงเพราะพวกเขาได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าและถูกกฎเกณฑ์และข้อบังคับนานาประการของพระนิเวศของพระเจ้ายับยั้งเอาไว้ พวกเขาจึงไม่ได้ทำเรื่องผิดพลาดใหญ่หลวง ไม่ได้ทำชั่วจนก่อให้เกิดการสูญเสียที่ร้ายแรงต่อพระนิเวศของพระเจ้า และไม่ได้ก่อให้เกิดความวิบัติครั้งใหญ่ ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่ได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าทั้งหมดอย่างแน่นอน พวกเขาส่วนใหญ่อาจจะเป็นคนลงแรง และแน่นอนว่าบางคนจะถูกกำจัดออกไป ไม่ว่ากรณีก็ตาม ถึงแม้พวกเขาไม่ใช่คนชั่ว แต่พวกเขาก็เป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่แย่ จุดจบและบั้นปลายของพวกเขาย่อมจะไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่และพวกเขาเลือกเส้นทางของตนเองอย่างไร บางคนกล่าวว่า “พระวจนะของพระองค์ย้อนแย้งเหลือเกิน พระองค์ไม่ได้ตรัสหรอกหรือว่าคนเหล่านี้สามารถกลับตัวและกลับใจได้?” ความหมายของเราก็คือในบางบริบทและในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ผู้คนเหล่านี้สามารถยอมรับความจริงได้ในระดับต่างๆ คำว่า “ระดับต่างๆ” หมายความว่าอย่างไร? คำนี้หมายความว่า คนบางคนเกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยหลังจากเชื่อในพระเจ้าได้สามถึงห้าปี และเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากเชื่อมานานสิบถึงยี่สิบปี คนบางคนเชื่อในพระเจ้ามาสิบถึงยี่สิบปี และยังคงเป็นดังตอนแรกที่พวกเขาเริ่มเชื่อ พร่ำตะโกนว่า “ฉันต้องกลับใจ ฉันต้องตอบแทนความรักของพระเจ้า!” แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลย นี่เป็นเพราะพวกเขามีเพียงสำนึกของมโนธรรมจึงทำให้พวกเขามีความปรารถนาเช่นนี้อยู่ในหัวใจ และเต็มใจที่จะกลับตัวกลับใจ อย่างไรก็ตาม ความเต็มใจก็เทียบไม่ได้กับการสามารถปฏิบัติความจริง ทั้งยังไม่อาจเทียบได้กับการเข้าสู่ความเป็นจริง ความเต็มใจเป็นเพียงการไม่ต้านทานความจริง ไม่รังเกียจความจริง ไม่ว่าร้ายความจริงอย่างเปิดเผย ไม่กระทำการตัดสิน กล่าวโทษ หรือหมิ่นประมาทพระเจ้าอย่างเปิดเผย—มีเพียงการสำแดงเหล่านี้เท่านั้น แต่ความเต็มใจมิได้หมายถึงการสามารถนบนอบ รวมถึงยอมรับและปฏิบัติความจริงได้อย่างแท้จริง อีกทั้งมิได้หมายถึงการสามารถขบถต่อเนื้อหนังและความอยากได้อยากมีของตนเอง นี่คือข้อเท็จจริงที่เป็นกลางใช่หรือไม่? (ใช่) เป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง การมีมโนธรรมและสำนึกอยู่บ้าง รวมถึงมีหัวใจที่กลับใจอยู่เล็กน้อยในความเป็นมนุษย์ของตนก็ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม โดยแก่นแท้แล้ว ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นต่างจากศัตรูของพระคริสต์ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาคือคนที่สามารถยอมรับและนบนอบความจริงได้ อีกทั้งการนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาคือคนที่มีความเป็นจริงความจริง หรือเป็นคนที่พระเจ้าทรงรัก ระหว่างสองแง่มุมนี้มีความแตกต่างที่เป็นแก่นแท้อยู่ ทั้งสองแง่มุมนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ย่อมมีความเป็นมนุษย์ ท่าทีที่มีต่อความจริง และระดับของการกลับใจที่ดีกว่ามากเมื่อเทียบกับศัตรูของพระคริสต์ อย่างไรก็ตาม มาตรฐานที่พระเจ้าทรงประเมินผู้คนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาแตกต่างจากศัตรูของพระคริสต์อย่างไร นี่มิใช่มาตรฐาน พระเจ้าทรงประเมินความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งว่าพวกเขามีมโนธรรมและสำนึกหรือไม่ พวกเขารักและยอมรับความจริงหรือไม่ พวกเขาทำหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดีหรือไม่ พวกเขานบนอบพระเจ้าหรือไม่ และพวกเขาสามารถได้มาซึ่งความจริงและสัมฤทธิ์ความรอดได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นมาตรฐานที่พระเจ้าทรงประเมินผู้คน พระเจ้าได้ทรงตั้งข้อกำหนดนานาประการสำหรับบรรดาผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ พระเจ้าทรงใช้ข้อกำหนดเหล่านี้ในการประเมินผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ด้วยทรงมุ่งหมายที่จะช่วยพวกเขาให้รอด หลังจากได้ยินเช่นนี้แล้ว เจ้าเข้าใจเรื่องนี้ใช่หรือไม่? ก่อนอื่นเจ้าต้องเข้าใจโดยชัดเจนว่า ไม่ว่าเจ้ามีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มากมายเพียงใด ตราบเท่าที่เจ้าสามารถยอมรับความจริงได้ เจ้าก็มิใช่ศัตรูของพระคริสต์ ถึงแม้เจ้าจะไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าคือคนที่นบนอบพระเจ้า การไม่ผลักไสความจริงหรือรังเกียจความจริงนั้นมิได้หมายความว่าเจ้าคือใครบางคนที่ปฏิบัติและนบนอบความจริง การมีมโนธรรมและสำนึกอยู่บ้าง การมีหัวใจค่อนข้างโอบอ้อมอารี และการมีความเป็นมนุษย์ที่ดีกว่าศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเจ้าเป็นคนดี มาตรฐานในการประเมินว่าคนคนหนึ่งเป็นคนดีหรือไม่ดีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นมนุษย์ของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำเรื่องไม่ดีมากมายเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยยอมรับสิ่งที่ทำและไม่เคยกลับใจ แต่กลับปฏิบัติตนในหนทางเดิมต่อไป พวกเขาไม่เคยหันหลังกลับ และพวกเขาก็ต่อต้านพระเจ้าไปจนถึงปลายทาง แม้ว่าผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์บางคนจะต้องการกลับตัวและกลับใจด้วยใจจริง แต่การกลับตัวเพียงเล็กน้อยนั้นไม่ได้ความว่าพวกเขามีการกลับใจที่แท้จริง การมีความแน่วแน่ที่จะกลับใจไม่ได้หมายถึงการมีความสามารถที่จะเข้าใจความจริง ได้มาซึ่งความจริง และได้รับชีวิต
บางคนกล่าวว่า “ฉันไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้นฉันจึงดีกว่าศัตรูของพระคริสต์ และเสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งน้อยกว่าศัตรูของพระคริสต์” คำกล่าวเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่? นี่เป็นความเข้าใจที่บิดเบือนหรือไม่? (เป็นความเข้าใจที่บิดเบือน) ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นเดียวกับศัตรูของพระคริสต์ แต่แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาแตกต่างกัน ลองคิดดูว่า—คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) เช่นนั้นจงอธิบายทีเถิด (ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นเดียวกับศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาต่างก็มีอุปนิสัยที่โอหังและเลวร้าย และต่างไล่ตามไขว่คว้าสถานะกันทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ของพวกเขาแตกต่างกัน ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มีสำนึกของมโนธรรมอยู่บ้าง และสามารถยอมรับความจริงได้ในระดับที่แตกต่างกัน พวกเขาไม่ได้รังเกียจความจริงและไม่ได้เกลียดชังความจริง แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ที่มุ่งร้าย พวกเขาไร้ซึ่งสำนึกของมโนธรรม ทั้งยังรังเกียจและเกลียดชังความจริง พวกเขาจะไม่กลับใจ) พวกเขาล้วนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แล้วเหตุใดพระเจ้าจึงทรงระบุลักษณะผู้ที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์และเป็นศัตรูของพระองค์เล่า? (โดยหลักแล้วการนี้ขึ้นอยู่กับท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริงและเกลียดชังความจริง และการเกลียดชังความจริงก็คือการเกลียดชังพระเจ้าโดยแท้) มีสิ่งใดอีก? (แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์คือแก่นแท้ของหมู่มาร) ผู้ที่มีแก่นแท้ของหมู่มารนั้นมีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดบ้างหรือไม่? (ไม่มี) คนเหล่านี้ไม่ยอมรับความจริงเลย และไม่อาจได้รับการช่วยให้รอด เมื่อพิจารณาจากการที่คนสองประเภทนี้ต่างก็มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แล้วความแตกต่างระหว่างผู้ที่สามารถได้รับการช่วยให้รอดกับผู้ที่ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดคืออะไร? ในแง่ของอุปนิสัยอันเสื่อมทราม คนสองประเภทนี้เหมือนกัน แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่อาจได้รับการช่วยให้รอด ในขณะที่ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ แต่ไม่ได้มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ยังพอมีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดอยู่เล็กน้อย? (ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่เหมือนกับศัตรูของพระคริสต์ที่เป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงต่อความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้รักความจริงเป็นพิเศษ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ผลักไสความจริง และสามารถยอมรับความจริงได้ในระดับที่แตกต่างกัน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทีละน้อย มากไปกว่านั้นคือ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขายังมีสำนึกของมโนธรรมอยู่บ้าง ไม่เหมือนกับศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่มีสำนึกของความละอายใจเลย) ความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดอยู่ตรงนี้ นี่คือความแตกต่างที่เป็นแก่นแท้ เมื่อตัดสินจากแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ คนประเภทนี้ย่อมไม่อาจได้รับการไถ่และไม่มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด ต่อให้เจ้าต้องการช่วยพวกเขาให้รอด เจ้าก็ไม่อาจทำเช่นนั้น พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ พวกเขาไม่ใช่คนประเภทธรรมดาที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน แต่เป็นคนประเภทที่มีแก่นแท้ชีวิตของหมู่มารและซาตาน คนประเภทนี้ไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดโดยสิ้นเชิง ในทางตรงกันข้าม แก่นแท้ของคนธรรมดาที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเป็นเช่นไร? พวกเขาเพียงแต่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเท่านั้น ทว่าพวกเขาก็ยังมีมโนธรรมและสำนึกอยู่ในระดับหนึ่ง และสามารถยอมรับความจริงบางอย่างได้ นี่หมายความว่า ความจริงสามารถส่งผลบางอย่างต่อคนเหล่านี้ มอบความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดแก่พวกเขา นี่คือคนประเภทที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอด ศัตรูของพระคริสต์ไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดอย่างเด็ดขาด แต่ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่? (ได้) หากพวกเรากล่าวว่าคนเหล่านี้สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ นี่ย่อมไม่ใช่คำตอบที่เป็นจริง พวกเราสามารถกล่าวได้ว่าพวกเขามีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดเท่านั้น—นี่คือคำตอบที่ค่อนข้างเป็นกลาง สุดท้ายแล้ว คนคนหนึ่งจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น การนี้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริง ปฏิบัติความจริง และนบนอบความจริงอย่างแท้จริงได้หรือไม่ ดังนั้นแล้วจึงกล่าวได้เพียงว่า คนประเภทนี้มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด? เพราะพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ พวกเขามีธรรมชาติของซาตาน พวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง เกลียดชังพระเจ้า และไม่ยอมรับความจริงเลย พระเจ้ายังทรงสามารถช่วยพวกเขาให้รอดได้หรือไม่? (ไม่ได้) พระเจ้าทรงช่วยมนุษย์ผู้เสื่อมทรามให้รอด แต่มิใช่ซาตานและหมู่มาร พระเจ้าทรงช่วยผู้ที่ยอมรับความจริงเหล่านั้นให้รอด แต่ไม่ทรงช่วยพวกคนเลวที่เกลียดชังความจริง คำอธิบายนี้ทำให้เข้าใจชัดเจนใช่หรือไม่? (ใช่) พวกเราสามัคคีธรรมเช่นนี้เพื่อเลี่ยงไม่ให้ใครบางคนมีความเข้าใจที่บิดเบือน หลังจากแยกแยะระหว่างศัตรูของพระคริสต์กับผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ คนบางคนย่อมคิดว่าตนเองไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ และนี่หมายความว่าพวกเขาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย หมายความว่าพวกเขาได้หาที่หลบภัยที่ปลอดภัยให้ตนเองแล้วอย่างแท้จริง และในอนาคตพวกเขาจะไม่ถูกเอาตัวออกไป ขับไล่ หรือกำจัดออกไปอย่างแน่นอน นี่เป็นความเข้าใจที่บิดเบือนหรือไม่? การมีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดไม่ได้หมายความว่าคนเราจะได้รับการช่วยให้รอด ความหวังนี้ยังต้องการให้ผู้คนออกไปคว้ามา ท่าทีที่เจ้ามีต่อความจริงนั้นต่างจากท่าทีของศัตรูของพระคริสต์ เจ้ามิได้รังเกียจความจริง หรือความเป็นมนุษย์ของเจ้าก็ดีกว่าความเป็นมนุษย์ของศัตรูของพระคริสต์อยู่เล็กน้อย เจ้ามีสำนึกของมโนธรรมอยู่บ้าง และมีหัวใจที่ค่อนข้างโอบอ้อมอารี ไม่ทำร้ายผู้อื่น รู้จักกลับใจเมื่อทำสิ่งที่ผิด และสามารถกลับตัวได้ การเพียงแต่มีคุณสมบัติไม่กี่ประการนี้หมายความว่าเจ้ามีเงื่อนไขพื้นฐานในการยอมรับความจริง ปฏิบัติความจริง และสัมฤทธิ์การได้รับความรอด แต่การที่เจ้ามิได้เป็นศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะได้รับการช่วยให้รอด เจ้ามิใช่ศัตรูของพระคริสต์ แต่เจ้ายังคงเป็นมนุษย์ผู้เสื่อมทราม มนุษย์ผู้เสื่อมทรามจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดทั้งหมดหรือ? ไม่จำเป็นเลย ต่อให้คนเราไม่ได้เป็นศัตรูของพระคริสต์หรือเป็นคนชั่ว ตราบใดที่พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาก็ยังไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด ความรอดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนนั้นสัมฤทธิ์ผ่านการยอมรับและการไล่ตามเสาะหาความจริงของพวกเขา อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า ตราบใดที่คนบางคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่ในตัว พวกเขาก็ยังสามารถกบฏต่อพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า ทรยศต่อพระเจ้า และอื่นๆ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงจำเป็นต้องยอมรับการพิพากษา การตีสอน บททดสอบ และการถลุงจากพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการจัดเตรียมและการนำจากพระวจนะของพระเจ้า การตัดแต่ง การบ่มวินัย และการลงโทษจากพระเจ้า และอื่นๆ—พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำนี้ไม่อาจขาดสิ่งใดไปได้ เพราะฉะนั้น ในการสัมฤทธิ์การได้รับการช่วยให้รอด ประการหนึ่งคือจำเป็นต้องมีพระราชกิจของพระเจ้า และนอกจากนี้ ผู้คนก็จำเป็นต้องมีความแน่วแน่ที่จะให้ความร่วมมือ หลังจากเข้าใจความจริง พวกเขาพึงต้องมีความสามารถในการสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคา มีความสามารถที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และอื่นๆ นี่เป็นหนทางเดียวที่จะบรรลุความรอดแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า และได้รับพรอันหาได้ยากยิ่งของการได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์บนพื้นฐานของการเข้าใจความจริง เป็นเรื่องที่เรียบง่ายเช่นนั้นเอง เอาละ พวกเราจบการสามัคคีธรรมหัวข้อนี้แต่เพียงเท่านี้เถิด
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ