หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (20) ตอนที่ห้า

ผู้นำเทียมเท็จไม่ปฏิบัติต่อผู้คนตามพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับปฏิบัติตามความชอบของตนเอง พวกเขากระทำการโดยปราศจากหลักธรรม ทำสิ่งต่างๆ ตามที่ตนต้องการ เมื่อเห็นศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนคริสตจักร ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่เกลียดชังศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเชื่อว่าการอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ศัตรูของพระคริสต์ฟังบ้างจะสามารถควบคุมการขัดขวางและการก่อกวนของคนเหล่านั้นได้ ศัตรูของพระคริสต์เป็นคนจำพวกใด? เป็นพวกมาร เป็นเหล่าซาตาน! ไม่ว่าจะเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปี ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใด พวกเขาสามารถขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร และก่อกวนการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้ พวกเขาคือหมู่มารและเหล่าซาตานในชีวิตจริง ผู้นำเทียมเท็จหวังที่จะทำให้ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกเสียใจและกลับใจด้วยการอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ฟังสักสองบทตอน นี่คือความโง่เขลาอย่างยิ่งมิใช่หรือ? ผู้คนอย่างศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริงเลย ไม่ว่าจะกระทำชั่วมากเท่าใด พวกเขาก็จะไม่ทบทวนตนเองหรือรู้จักตนเอง และไม่ว่าจะทำผิดพลาดมากเท่าใด พวกเขาก็จะไม่ยอมรับข้อผิดพลาดของตน พวกเขาคือคนเลวร้ายที่ถูกกำหนดให้ลงนรก แต่เจ้ากลับคิดว่าการอ่านพระวจนะของพระเจ้าสักสองบทตอนและกล่าวถ้อยคำเตือนสติบ้างก็จะเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้—นี่คือการคิดเพ้อฝันมิใช่หรือ? หากมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามสามารถยอมรับความจริงได้ง่ายขนาดนั้น พระเจ้าก็จะไม่จำเป็นต้องทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอน เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสพระวจนะมากมายและแสดงความจริงมากมายเหลือเกินในพระราชกิจของพระองค์? เพราะการช่วยผู้คนให้รอดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความยากลำบากของผู้คนมีมากมายเกินไป และการกบฏของพวกเขาก็ร้ายแรงเกินไป! เฉพาะคนที่ยอมรับความจริงได้เท่านั้นที่สามารถได้รับการช่วยให้รอด คนที่รังเกียจและเกลียดชังความจริงไม่อาจได้รับการช่วยให้รอด อย่างไรก็ดี ผู้นำเทียมเท็จเชื่อว่าหากพวกเขากล่าวคำพูดที่รุนแรงกับผู้ไม่เชื่อ คนชั่ว และศัตรูของพระคริสต์บ้าง บุคคลเหล่านี้ก็จะรู้สึกเสียใจและเริ่มทำความรู้จักตัวเอง ถึงตอนนั้นหากพวกเขากล่าวคำเตือนสติและชูใจบุคคลเหล่านี้บ้าง คนเหล่านี้ก็จะกลับใจ เป็นการทำให้คนเหล่านี้สามารถจดจ่ออยู่กับการทำหน้าที่ของตน กลายเป็นคนที่จงรักภักดี และเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย เป็นการเปลี่ยนศัตรูของพระคริสต์ให้กลายเป็นแกะที่ว่านอนสอนง่าย นี่เป็นแนวคิดที่โง่เขลามิใช่หรือ? แนวคิดนี้โง่เขลาอย่างยิ่ง! นี่เหมือนคำพูดเพ้อเจ้อของคนวิกลจริต—เรื่องจะง่ายเช่นนั้นได้อย่างไร! พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษามานานกว่าสามสิบปีแล้ว ผู้คนสัมฤทธิ์การรู้จักตนเองและการเปลี่ยนแปลงไปแล้วเท่าใด? ผู้คนส่วนน้อยเท่านั้นที่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้บ้าง คนที่ไม่รักความจริง ไม่ว่าจะฟังคำเทศนาไปมากเท่าใด อย่างมากก็เข้าใจเพียงคำสอนบางอย่างเท่านั้น อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย แม้แต่พฤติกรรมอันดีงามและการทำดีก็แทบไม่มีให้เห็น คนเหล่านี้เป็นคนแบบใด? เป็นคนที่กินขนมปังให้อิ่มท้อง—พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลย พวกเขามุ่งเน้นที่การชื่นชมพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น ไล่ตามไขว่คว้าแต่พร เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานที่แต่งตัวให้ดูดี! ผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกไปแล้ว พวกเขาเต็มไปด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม กระดูกและเลือดของพวกเขาเต็มไปด้วยพิษของซาตาน หากพวกเขายอมรับความจริงหรือการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าไม่ได้ แล้วพวกเขาจะนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดีได้อย่างไร? พวกเขาจะยำเกรงพระเจ้าและหลีกเลี่ยงความชั่วได้อย่างไร? การบรรลุถึงความรอดจะง่ายได้อย่างที่ผู้คนคิดกันกระนั้นหรือ? ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามมานานหลายพันปี ถึงขั้นที่พวกเขากลายเป็นมารไปแล้ว เวลานี้พระเจ้าได้เสด็จมาช่วยพวกเขาให้รอด และไม่ว่าพระองค์จะตรัสพระวจนะไปมากเท่าใด การเปลี่ยนผู้คนที่กลายเป็นมารไปแล้วให้กลับเป็นมนุษย์ที่แท้จริงย่อมเป็นงานที่ยากเย็นอย่างเหลือเชื่อ ไม่เพียงพระเจ้าต้องทรงแสดงความจริงมากมายเท่านั้น แต่ผู้คนก็ต้องให้ความร่วมมืออย่างสุดความสามารถด้วยการไล่ตามเสาะหา ยอมรับ และปฏิบัติความจริงเช่นกัน—เช่นนี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถเป็นอิสระจากอิทธิพลของซาตานและบรรลุถึงความรอดจากพระเจ้า พระเจ้าเคยตรัสว่า “ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว” แม้จะมีผู้คนมากมายเชื่อในพระเจ้า แต่เฉพาะคนที่มีประสบการณ์ที่แท้จริงกับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า นบนอบพระราชกิจของพระองค์โดยสมบูรณ์เท่านั้น จึงสามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และการทำให้เพียบพร้อม ผู้ไม่เชื่อ คนชั่ว และศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อยล้วนรังเกียจความจริงอยู่ในหัวใจ พวกเขาจะไม่มีวันได้รับความรอดจากพระเจ้า และได้แต่ถูกพระราชกิจของพระเจ้าเผยและกำจัดออกไปเท่านั้น ผู้นำเทียมเท็จไม่มีความเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาคิดถึงพระราชกิจแห่งการช่วยผู้คนให้รอดของพระเจ้าในแง่ที่ง่ายดายยิ่ง เชื่อว่าด้วยการอ่านพระวจนะของพระเจ้าบางส่วนให้คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ฟัง กล่าวคำพูดตัดแต่งที่เกรี้ยวกราดบ้าง คนเหล่านั้นก็จะกลับใจและเปลี่ยนไป และกลายเป็นคนที่ทำหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดี ปัญหาในที่นี้คืออะไร? นอกจากจะไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่เข้าใจความจริงแล้ว นี่ยังเป็นเพราะว่าผู้นำเทียมเท็จมีขีดความสามารถที่ต่ำอย่างยิ่งอีกด้วย เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงไม่มีความเข้าใจในเรื่องพระราชกิจของพระเจ้าและเรื่องที่ว่าพระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดอย่างไรโดยสิ้นเชิง การดูว่าคนคนหนึ่งมีแก่นแท้เป็นเช่นไร มีความเป็นจริงความจริงหรือไม่ และควรได้รับการปฏิบัติอย่างไรนั้น จำเป็นต้องพิจารณาขีดความสามารถและท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง—เจ้าต้องสังเกตดูว่าพวกเขามีความเข้าใจในความจริงอย่างไรและสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ แล้วอะไรคือพื้นฐานการประเมินว่าคนคนหนึ่งเข้าใจความจริงได้หรือไม่? นั่นขึ้นอยู่กับคุณภาพของขีดความสามารถของพวกเขาเป็นหลัก และขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้าที่บริสุทธิ์หรือไม่ บางคนมีชีวิตอยู่จนอายุห้าสิบหรือหกสิบปี แต่ยังคงไม่สามารถมองทะลุถึงแก่นแท้และความเป็นจริงของความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ พวกเขายังคงคิดฝันว่าสังคมมนุษย์งดงามและต้องการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียวและสงบสุข นี่เป็นความโง่เขลาและไร้เดียงสาอย่างยิ่งมิใช่หรือ? หากการเชื่อในพระเจ้าสามารถเปลี่ยนทุกคนให้กลายเป็นคนดีได้ พระเจ้าจะจำเป็นต้องทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนเพื่อช่วยผู้คนให้รอดหรือไม่? ผู้นำเทียมเท็จไม่ระบุลักษณะของผู้คนต่างๆ ตามพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับระบุตามพฤติกรรมภายนอกของคนเหล่านั้นและความประทับใจส่วนตน งานที่พวกเขาทำก็ตื้นเขินมากเช่นกัน เหมือนเด็กเล่นขายของ พวกเขาคิดว่าตนสามารถหาพระวจนะที่ถูกต้องของพระเจ้ามาใช้กับสถานการณ์หนึ่งๆ ได้ และเพียงอ่านพระวจนะของพระเจ้าบางส่วนให้ผู้คนฟังก็จะเปลี่ยนแปลงผู้คนได้ “ดูสิ ภายใต้การนำและการเตือนสติของฉัน ด้วยการช่วยเหลืออย่างเปี่ยมรักของฉัน พระวจนะของพระเจ้าได้ส่งผลในตัวผู้คนแล้ว พวกเขาไม่อยากเป็นศัตรูของพระคริสต์กันอีกต่อไป และเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนะของตนที่มีต่อการเชื่อในพระเจ้า พวกเขาจะไม่แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์กันอีกต่อไป และจะไม่จัดตั้งอาณาจักรอิสระ พวกเขาจะไม่ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอีกแล้ว และจะไม่ชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิดหรือดึงเข้าเป็นพวกอีกต่อไป!” เจ้าจะสามารถควบคุมพวกเขาได้หรือ? เจ้าไม่มีทางควบคุมผู้คนที่ชั่วอย่างแท้จริงที่ทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนได้ เพราะพวกเขามีแก่นแท้ของคนชั่ว พวกเขากระทำชั่วได้ทุกเมื่อไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เมื่อใดที่มีโอกาส พวกเขาก็ทำความชั่ว การที่เจ้าไม่คัดพวกเขาออกจากคริสตจักรจะไม่เป็นไรกระนั้นหรือ? พวกเขาจะสมัครใจเลิกทำชั่วกันหรือไม่? พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นหมู่มารและเหล่าซาตาน! หมู่มารและซาตานต่อต้านพระเจ้ามากี่ปีแล้ว? พวกมันยังคงต่อต้านพระเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้ ศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วสารพัดชนิดที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติของคริสตจักรก็คือหมู่มารและเหล่าซาตานในชีวิตจริง พวกเขาคือศัตรูในชีวิตจริง พวกเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของตัวเองเพราะคำพูดไม่กี่คำของเจ้าหรือเพราะหัวใจที่เปี่ยมรักของเจ้าได้หรือ? เจ้าช่างโง่เขลานัก! คิดหรือว่าเจ้าสามารถช่วยผู้คนให้รอดจากบาปได้เพียงเพราะเจ้าเข้าใจคำสอนเล็กน้อย? เจ้าช่วยให้พวกเขารอดได้หรือ? พวกเขาถูกกำหนดให้ลงนรก ส่วนเจ้ากลับคิดว่าคำพูดดีๆ ไม่กี่คำจะเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ มันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ? หากช่วยผู้คนให้รอดได้ง่ายขนาดนั้น พระเจ้าก็ไม่จำเป็นจะต้องตรัสพระวจนะมากมายเช่นนั้นหรือทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนแล้ว พระองค์จะต้องใช้เวลามากมายและใช้โลหิตจากพระหทัยเป็นอันมากมาช่วยผู้คนให้รอดกระนั้นหรือ?

เวลานี้ได้มีการเผยผู้คนต่างๆ ในคริสตจักรออกมาและจำแนกพวกเขาตามประเภทเรียบร้อยแล้ว ทุกคนควรถูกจำแนกไปตามประเภทของพวกเขา และในพระนิเวศของพระเจ้าก็มีหลักธรรมและกฎการปกครองเพื่อควบคุมว่าควรปฏิบัติและจัดการผู้คนประเภทต่างๆ อย่างไร พระเจ้าทรงมีความอดทนและอดกลั้น ความกรุณาและความเมตตาอันเปี่ยมรัก รวมทั้งพระอุปนิสัยอันชอบธรรม—แต่อย่าลืมว่าพระเจ้าทรงมีพระพิโรธและทรงมีบารมีด้วยเช่นกัน บางคนกล่าวว่า “พระเจ้าต้องประสงค์ให้ทุกคนได้รับการช่วยให้รอดและไม่ต้องประสงค์ให้ผู้ใดทนทุกข์กับความพินาศ” นี่เป็นความจริง แต่พระเจ้ามีพระประสงค์ให้ “ทุกคน” ได้รับความรอด ไม่ใช่ทุกสิ่งหรือมารทุกตน เมื่อผู้คนทนทุกข์กับความพินาศ พระเจ้าจึงทรงรู้สึกโทมนัสและเสียพระทัยยิ่ง เมื่อหมู่มารทนทุกข์กับความพินาศ นั่นคือบทอวสานอันชอบธรรมและเป็นการลงโทษที่สาสมแล้ว พระเจ้าไม่เศร้าพระทัยกับพวกมัน นี่คืออุปนิสัยของพระเจ้า และเป็นหลักธรรมที่พระองค์ทรงใช้จัดการผู้คน ผู้คนต้องการเห็นแย้งกับพระเจ้าเสมอ คิดไปว่าผู้ไม่เชื่อ ศัตรูของพระคริสต์ และคนชั่วพวกนั้นก็เป็นมนุษย์เช่นกัน พวกเขาเชื่อว่าคนที่ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอยู่ตลอดเวลาก็เป็นมนุษย์ คนที่แก่งแย่งสถานะและตั้งอาณาจักรอิสระก็เป็นมนุษย์ และผู้ที่ประพฤติผิดศีลธรรมทางเพศอย่างต่อเนื่องก็เป็นมนุษย์เช่นกัน พวกเขานำเอาบุคคลเหล่านี้ที่ล้วนเป็นพวกของหมู่มารมาจัดอยู่ในหมู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร นี่เป็นเรื่องเหลวไหลมิใช่หรือ? การนี้สวนทางกับพระประสงค์ของพระเจ้ามิใช่หรือ? เพราะมุมมองของพวกเขาในเรื่องต่างๆ ล้วนขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้าและความจริงโดยสิ้นเชิง ความคิดเห็นที่พวกเขามีต่อบุคคลที่เป็นแบบอย่างในด้านลบ หมู่มาร และเหล่าซาตาน ล้วนตรงข้ามกับพระวจนะของพระเจ้าทั้งสิ้น และแตกต่างกันอย่างยิ่ง พระเจ้าไม่เคยทรงถือว่าพวกมารที่ติดตามซาตานเป็นมนุษย์ พระเจ้าทรงระบุลักษณะของผู้คนเหล่านี้อย่างไร? พวกเขาเป็นข้ารับใช้ของมารซาตาน เป็นสัตว์เดรัจฉาน ผู้นำเทียมเท็จปฏิบัติต่อผู้ไม่เชื่อ หมู่มาร และข้ารับใช้ของซาตานเหล่านี้เหมือนพี่น้องชายหญิงด้วยเจตนาดีและด้วยความรักอันเลอะเลือน ทั้งยังถูกความคิดเพ้อฝันของตนบีบบังคับ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงแสดงความรักความเมตตาต่อคนเหล่านั้นอย่างมากมาย ช่วยเหลือและเกื้อหนุนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเหตุที่ผู้นำเทียมเท็จหยิบยื่นความช่วยเหลือ การเกื้อหนุน และความเป็นผู้นำให้แก่ผู้คนเหล่านั้น ผลก็คือพี่น้องชายหญิงที่แท้จริง ผู้ที่พระเจ้าต้องประสงค์ที่จะช่วยให้รอด ถูกทำให้ว้าวุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง ชีวิตคริสตจักรจึงไม่สามารถเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้อง และพี่น้องชายหญิงก็ไม่สามารถกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและสามัคคีธรรมความจริงตามปกติโดยไม่ถูกคนชั่วก่อกวนได้เลย นี่คือ “ความสำเร็จ” ของผู้นำเทียมเท็จมิใช่หรือ? “ความสำเร็จ” ของพวกเขาสำคัญมากทีเดียว ไม่เพียงพวกเขาจะไม่สามารถปกป้องพี่น้องชายหญิงเท่านั้น แต่ยังให้ความเคารพและการปกป้องที่ไม่สมควรแก่ศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วพวกนั้นอีกด้วย นี่คือการขัดขวางงานของคริสตจักรมิใช่หรือ? ธรรมชาติของผู้นำเทียมเท็จที่ทำเช่นนี้คือการขัดขวาง แต่พวกเขากลับคิดว่าตนกำลังธำรงรักษางานของคริสตจักร กำลังช่วยเหลือและเกื้อหนุนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พระเจ้าทรงมองการกระทำเหล่านี้ของผู้นำเทียมเท็จอย่างไร? พระเจ้าทรงชิงชังพวกเขา พระองค์ทรงชิงชังพวกเขาเป็นพิเศษ! ผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริง กลับมุ่งเน้นที่การปกป้องดูแลคนชั่ว ทำตัวเป็นข้ารับใช้ของซาตาน นี่ทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—คนที่รักความจริง—ไม่สามารถได้รับการเกื้อหนุนและสิ่งบำรุงเลี้ยงจากคริสตจักรแม้จะใช้ชีวิตคริสตจักรอยู่ก็ตาม แม้ต้องการทำหน้าที่ของตน แต่ก็ไม่อาจได้รับการรับรองความปลอดภัย ผู้นำเทียมเท็จไม่รับรู้เรื่องเหล่านี้โดยสิ้นเชิงและคิดว่า “ฉันปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แล้วทำไมพวกคุณถึงพร่ำบ่นเล่า? ฉันต้องทำอย่างไรกันแน่ถึงจะทำให้พวกคุณพอใจ? นี่คือความหมายของการปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรม พวกคุณเอาแต่ทำตัวจุกจิกและเอาใจยาก! อย่างไรก็ตาม ฉันต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า ฉันทำทุกอย่างเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า!” พวกเขาไม่สนใจเหตุผลเลยมิใช่หรือถึงสามารถพูดพล่ามสิ่งที่ไร้สาระเช่นนี้ออกมาได้? พวกเขาโง่เขลาเป็นที่สุดมิใช่หรือ? พวกเขาไร้เหตุผลและโง่เขลาอย่างที่สุดจริงๆ พระนิเวศของพระเจ้าพูดทุกวันว่าพระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดอย่างไร แต่ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่เคยเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาคิดว่าไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร มีแก่นแท้เช่นไร ไม่ว่าเขาได้ทำเรื่องชั่วเพียงใด และไม่ว่าความเป็นมนุษย์ของคนคนนั้นจะมุ่งร้ายขนาดไหน ท้ายที่สุดเขาย่อมจะกลับตัวและกลับใจภายใต้การชี้แนะจากพระวจนะของพระเจ้าและด้วยการช่วยเหลือของผู้คนที่คอยเกื้อหนุนอย่างเปี่ยมรัก มุมมองเช่นนี้ผิดโดยสิ้นเชิงมิใช่หรือ? (ใช่) นอกจากจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ผู้นำเทียมเท็จยังแสร้งทำเป็นเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าอีกด้วย โดยคิดอยู่ฝ่ายเดียวและดำเนินการตามความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตน พวกเขาจึงแสดงความเมตตาและความรักแก่คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ แล้วผลลัพธ์เป็นเช่นไร? พวกเขาลงเอยด้วยการเป็นโล่กำบังคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ กลายเป็นคนสมรู้ร่วมคิดกับพวกนั้น มอบโอกาสและพื้นที่ให้พวกเขาใช้ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรและชีวิตคริสตจักร ในขณะเดียวกัน พี่น้องชายหญิงที่ต้องการการปกป้องอย่างแท้จริงกลับถูกผู้นำเทียมเท็จเพิกเฉย โดยไม่เคยถามพี่น้องชายหญิงเลยว่า “พวกคุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่มีศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเหล่านี้อยู่ในคริสตจักร รวมทั้งพวกที่ระบายความคิดลบและแพร่มโนคติอันหลงผิด? พวกคุณเห็นด้วยหรือไม่กับการให้พวกเขาอยู่ในคริสตจักรต่อไป? พวกคุณเต็มใจที่จะทำหน้าที่ของพวกคุณและใช้ชีวิตคริสตจักรร่วมกับพวกเขาหรือไม่?” พวกเขาไม่เคยถามว่าพี่น้องชายหญิงรู้สึกอย่างไรในเรื่องเหล่านี้ พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร—ผู้นำและคนทำงานเช่นนี้น่าขยะแขยงมากใช่หรือไม่? พวกเขาดำเนินงานโดยชูธงว่าเป็นผู้นำและคนทำงาน ดำรงตำแหน่งดังกล่าว แต่แท้จริงแล้วกลับทำงานเพื่อปกป้องซาตานและข้ารับใช้ของซาตาน น่าเศร้าจริงๆ! หากพวกเจ้าบอกว่าผู้นำและคนทำงานเยี่ยงนี้มีขีดความสามารถต่ำและไม่ทำงานจริง พวกเขาก็อาจจะไม่เชื่อ พวกเขาจะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม คิดว่าตนมีงานรัดตัวทุกวัน ไม่ได้อยู่เฉย แล้วจะไม่ทำงานจริงได้อย่างไร? แต่จากการสำแดงของพวกเขา—นั่นคือ การรู้สึกว่าทั้งสองกลุ่มต่างก็มีความสำคัญ จึงคิดว่าต้องปฏิบัติต่อคนทั้งสองกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน ใช้การปฏิบัติที่เป็นธรรมเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยให้คนชั่วและคนที่ขัดขวางและก่อกวนเพื่อเป็นใหญ่ในคริสตจักร และยอมให้การทำชั่วต่างๆ ยืดเยื้ออยู่ในคริสตจักรต่อไป—ผู้นำและคนทำงานเหล่านี้คืออะไร? จากการสำแดงของพวกเขา วิธีและหลักการทำงาน รวมทั้งแรงจูงใจในการทำงานของพวกเขา พวกเขาคือผู้นำเทียมเท็จและคนโง่ที่เลอะเลือนอย่างไม่ต้องสงสัย การกล่าวเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง)

ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมของกลุ่มคนหรือชนชั้นใดก็ไม่มีการจำแนกความแตกต่างระหว่างคนดีและคนชั่ว และยิ่งไม่หารือกันว่าซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร หรือแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเป็นเช่นไร พวกเขาไม่แบ่งแยกดีชั่วด้วยซ้ำไป แต่ในพระนิเวศของพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้า ความจริงไม่เคยเปลี่ยนแปลง และพระวจนะของพระเจ้าก็ทำให้ทุกสิ่งสำเร็จลุล่วง ในคริสตจักร ผู้คนสารพัดประเภทถูกพระวจนะของพระเจ้าเผยออกมา พวกเขาจึงถูกจำแนกไปตามประเภทโดยปริยาย ควรนำผู้คนทุกประเภทมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามความเป็นมนุษย์ การไล่ตามเสาะหา และแก่นแท้ของพวกเขา นี่คือการจำแนกผู้คนตามลำดับชั้นใช่หรือไม่? นี่ไม่ใช่การจำแนกผู้คนตามลำดับชั้น แต่เป็นการระบุลักษณะของพวกเขา แต่ละคนควรถูกจำแนกไปตามประเภท—พวกเขาควรถูกจัดให้อยู่ในที่ของตน การอยู่ปะปนกันไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ การปะปนกันนั้นเป็นเรื่องชั่วคราวและมีระยะเวลาที่กำหนดแน่นอน ตัวอย่างเช่น เมื่อข้าวละมานและข้าวสาลีขึ้นปะปนกัน หากการถอนข้าวละมานส่งผลต่อข้าวสาลีและอาจทำให้ข้าวสาลีตายได้ เช่นนั้นก็ยังไม่ควรถอนข้าวละมาน แต่การไม่ถอนข้าวละมานก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการจัดหมวดหมู่ของข้าวเหล่านั้น—แล้วควรถอนข้าวละมานเมื่อใด? เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พระเจ้าจะทรงเตรียมเวลาเอาไว้ให้ ตอนนี้ถึงเวลาที่จะจำแนกคนแต่ละคนไปตามประเภทของตนแล้ว ผู้คนทุกประเภทต้องถูกจัดหมวดหมู่ นี่คือความจำเป็น เหตุใดจึงต้องทำงานนี้? เมื่อมองจากมุมมองทางทฤษฎี เรื่องนี้มีพื้นฐานอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า เมื่อมองจากมุมมองตามสถานการณ์จริง ก็มีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้—มีคุณค่าในแง่ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และการทำเช่นนี้ก็จำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อการถอนข้าวละมานไม่ส่งผลต่อข้าวสาลี ก็ต้องถอนข้าวละมานและแยกออกจากข้าวสาลี หากผู้ไม่เชื่อและคนชั่ว—ซึ่งก็คือพวกที่เป็นข้าวละมาน—ได้รับการปฏิบัติอย่างพี่น้องชายหญิง นั่นย่อมอยุติธรรมต่อพี่น้องชายหญิงทุกคนที่สละตนเพื่อพระเจ้าด้วยความจริงใจมากเกินไป ประการหนึ่งคือ ผู้คนเหล่านี้ย่อมจะถูกคนชั่วที่ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรคอยรบกวน ชักจูง และทำร้ายบ่อยครั้ง อีกประการหนึ่ง บางคนที่ด้อยวุฒิภาวะย่อมไม่เข้าใจความจริงและจะถูกบีบคั้น กลายเป็นคนที่คิดลบและอ่อนแอ หรือถึงกับสะดุดล้มเมื่อพวกเขาไปมาหาสู่กับคนชั่วที่คอยขัดขวางและก่อกวน ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งที่คนที่คอยขัดขวางและก่อกวนทำ รวมทั้งทุกคำพูดที่พวกเขาพูด ล้วนก่อให้เกิดความโกลาหล ยุ่งเหยิง และสถานการณ์ที่ชุลมุนวุ่นวาย สถานการณ์ที่ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุดก็คือ เมื่อพวกเขาทำหน้าที่หรือทำงานบางอย่าง พวกเขากลับกระทำผิดโดยไม่ยั้งคิดและไม่ทำตามหลักธรรม นำไปสู่การสูญเสียกำลังคน ทรัพยากรวัตถุ และทรัพยากรทางการเงินเป็นอันมากโดยไม่มีผลสัมฤทธิ์ใดๆ สุดท้ายแล้วเกิดอะไรขึ้น? เมื่อพวกเขาถูกปลด ทุกคนต้องจ่ายให้กับการทำชั่วของพวกเขา งานก็จำเป็นต้องทำใหม่ อีกทั้งแรงงาน ทรัพยากรวัตถุ เวลา และพลังงานที่ล้ำค่าที่สุดของทุกคนที่สละให้ก่อนที่บุคคลเหล่านั้นจะถูกปลด ล้วนสูญเปล่าเพราะการกระทำผิดโดยไม่ยั้งคิดของพวกเขาและไม่สามารถชดเชยได้ ผลกระทบที่เป็นลบซึ่งพวกเขานำมาสู่งานนี้ยิ่งใหญ่เกินไป! ไม่มีใครแบกรับความรับผิดชอบนี้ได้ ต่อให้ทำงานนี้ได้ดีในภายหลัง ก็ไม่มีใครสามารถชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นได้ บางคนบอกว่าให้พวกเขาคืนเงินมา นี่ก็ควรทำเช่นกัน แต่เงินซื้อเวลาได้หรือ? เงินซื้อเวลาและพลังงานของพี่น้องชายหญิง หรือซื้อความจริงใจที่พี่น้องจ่ายไปได้หรือ? ไม่ได้—สิ่งเหล่านั้นหาค่ามิได้! ไม่ว่าจะมีกี่คนที่ทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนในคริสตจักร ผลที่ตามมาย่อมมากมายจนนับไม่ถ้วน การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงจำนวนมากก็จะได้รับผลกระทบ ความสูญเสียนั้นใหญ่หลวงและไม่อาจชดเชยได้ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตของพี่น้องชายหญิงสามารถชดเชยได้หรือไม่? ใครจะชดใช้ให้กับความสูญเสียครั้งนี้? ดังนั้นคนชั่วพวกนี้จึงต้องถูกชำระออกไป พวกเขาไม่ใช่คนประเภทเดียวกับพี่น้องชายหญิงที่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาเป็นพวกเดียวกับซาตานและหมู่มาร และมาที่พระนิเวศของพระเจ้าเพื่อก่อกวนและทำลาย หากไม่คัดคนชั่วพวกนี้ออกจากคริสตจักร ก็จะไม่มีวันรับประกันเรื่องงานของคริสตจักรและระเบียบในชีวิตคริสตจักรได้ ไม่ว่ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะมีกี่คนก็ตาม ตราบเท่าที่มีคนคนหนึ่งในหมู่พวกเขาขัดขวางและก่อกวน—เป็นคนที่กระทำผิดโดยไม่ยั้งคิด ไม่เคยจัดการเรื่องต่างๆ ตามหลักธรรม ไม่เคยยอมรับสิ่งที่เป็นบวกหรือความจริง ไม่เคยฟังใคร กระทำการอย่างดื้อรั้นตามอำเภอใจไม่ว่าพวกเขาจะมีสถานะหรืออำนาจหรือไม่ก็ตาม และเป็นซาตานที่มีชีวิตตนหนึ่งโดยแก่นแท้—ตราบใดที่มีคนเยี่ยงนี้อยู่ในคริสตจักร สักวันหนึ่งพวกเขาย่อมจะทำให้เกิดการก่อกวนและการทำลายงานของคริสตจักรครั้งใหญ่ เมื่อถึงวันที่จะจัดการกับพวกเขาและคัดพวกเขาออก ผู้คนมากมายจะต้องเก็บกวาดผลสืบเนื่องอันไม่พึงประสงค์และสถานการณ์วุ่นวายที่พวกเขาก่อเอาไว้! เพราะฉะนั้น การขับไล่หรือคัดศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วพวกนี้ออกจึงเป็นงานสำคัญที่ผู้นำและคนทำงานควรรับผิดชอบและต้องไม่ประมาท อย่างไรก็ดี ผู้นำเทียมเท็จกลับแสดงความเมตตาปรานีและความรักต่อพวกที่ควรถูกขับไล่หรือคัดออก ทำเป็นมองไม่เห็นการทำชั่วของพวกเขา ยอมผ่อนปรนและเกื้อกูลพวกเขาในฐานะพี่น้องชายหญิง และถึงกับมองคนที่เป็นประโยชน์กับตนว่าเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ บ่มเพาะ และใช้งานพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะทำเรื่องไม่ดีอะไร ผู้นำเทียมเท็จก็หาข้ออ้างมาช่วยให้พวกเขาพ้นผิด ถึงขั้นให้ความช่วยเหลือและเกื้อหนุนพวกเขาอย่างเปี่ยมรัก ในระดับหนึ่ง นี่คือการจงใจขัดขวางมิใช่หรือ? (ใช่) ผู้นำเทียมเท็จกระทำการตามแนวคิดของตน ตามความเมตตาปรานีและความกระตือรือร้นของตนเอง ก่อปัญหามากมายให้กับคริสตจักรและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในที่สุด! หากคนชั่วพวกนี้กุมอำนาจ ความวิบัติและผลสืบเนื่องที่พวกเขานำมาให้คริสตจักรย่อมจะมากมายเกินคณานับ

ปัจจุบันมีข้อบังคับในพระนิเวศของพระเจ้าว่า ไม่ว่าใครกระทำความผิดก็ตาม ตราบใดที่เป็นการสร้างความสูญเสียให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาต้องชดใช้ หากการสูญเสียนั้นยิ่งใหญ่เกินไปและผลที่ตามมาก็ร้ายแรง จะสามารถแก้ปัญหาด้วยการชดใช้เป็นเงินเพียงอย่างเดียวหรือไม่? ความสูญเสียบางอย่างไม่อาจชดใช้ด้วยเงินเป็นจำนวนเท่าใดก็ตาม เพราะเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขและกู้คืนมาได้ แต่ละวันในเวลานี้ล้วนล้ำค่าและสำคัญยิ่ง เมื่อวันหนึ่งผ่านไป จะเอาเวลากลับมาได้หรือ? นั่นก็เอาคืนมาไม่ได้เช่นกัน เหตุใดพวกเราจึงพูดว่าการพลาดบางสิ่งบางอย่างไปคือความเสียใจชั่วชีวิต? เพราะเวลาไม่อาจย้อนคืนมาได้นั่นเอง การที่เรากล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? เป็นการดีที่สุดที่จะป้องกันก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น แทนที่จะใช้เงินแก้ปัญหาหลังจากที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว นี่คือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด “วัวหายล้อมคอก” จึงเป็นทางเลือกสุดท้าย การป้องกันเอาไว้ก่อนที่จะเกิดเรื่องย่อมดีที่สุด นี่หมายความว่าก่อนที่จะเกิดการขัดขวางหรือการก่อกวนใดๆ ผู้นำและคนทำงานต้องมีวิจารณญาณแยกแยะที่ชัดเจนและมีความเข้าใจอันถ่องแท้เกี่ยวกับผู้คนหลากหลายประเภทในคริสตจักร เฝ้าสังเกตอย่างรอบคอบ รวมถึงจับสภาวะ อุปนิสัย และการไล่ตามเสาะหาของผู้คนหลากหลายประเภทอย่างทันท่วงที รวมทั้งท่าทีและมุมมองที่พวกเขามีขณะทำหน้าที่อีกด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนจะมีชีวิตคริสตจักรและสภาพแวดล้อมในการทำหน้าที่ของตนที่เป็นปกติ เช่นนี้งานของคริสตจักรจึงจะก้าวหน้าได้อย่างเป็นระเบียบ เหล่านี้คือหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน แน่นอนว่าผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทำงานนี้ได้ พวกเขาเป็นคนโง่ที่เลอะเลือนและไร้ประโยชน์ คราวนี้พวกเขามีแนวคิดที่ฉลาดเฉลียวว่า “ใครไม่ทำตามหลักธรรมและทำงานพลาดจะถูกปรับ! ถ้าศัตรูของพระคริสต์ทำอะไรผิด เขาก็จะถูกปรับ!” พวกเขาคิดว่าการสั่งปรับเป็นทางแก้ที่ดีที่สุดและเป็นหลักปฏิบัติที่ดีที่สุด หากปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ได้ด้วยการสั่งปรับ แล้วการไล่ตามเสาะหาความจริงจะมีประโยชน์อันใด? เหตุใดจึงเรียกผู้นำเทียมเท็จว่าเทียมเท็จ? เพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริง และถือว่าการทำตามข้อบังคับคือการปฏิบัติความจริง ถือว่าคำพูดและคำสอนที่พวกเขาเข้าใจคือความจริง และเมื่อเกิดสิ่งต่างๆ ขึ้น ก็แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถหาหลักธรรมหรือแนวทางที่ถูกต้องพบ และไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอ พวกเขาไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและไม่สามารถจับความเข้าใจความหมายของพระเจ้าได้เลย แต่ก็ยังคงต้องการทำงานและเป็นผู้นำหรือคนทำงาน—ช่างโง่เขลาเหลือเกิน! เมื่อมองในแง่นี้ สิ่งใดคือการสำแดงหลักของผู้นำเทียมเท็จ? เขาไม่สามารถมองเข้าไปถึงแก่นแท้ของผู้คนประเภทต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ไม่สามารถจำแนกคนเหล่านั้นได้ และแน่นอนว่าไม่สามารถจัดการและปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นตามหลักธรรม ในความรู้สึกนึกคิดของผู้นำเทียมเท็จ ทั้งหมดนี้เป็นความสับสนยุ่งเหยิง พวกเขาคาดเดาพระวจนะของพระเจ้าและความหมายของพระองค์ตามความกระตือรือร้น มโนคติอันหลงผิด และความคิดฝันของตนเอง พร้อมกันนั้นพวกเขาก็ยัดเยียดความเมตตา ความกระตือรือร้น ความคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดของตนให้กับพระเจ้า เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับความจริง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า และสามารถเป็นตัวแทนพระประสงค์ของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ในการทำงานและในการนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร นี่คือการสำแดงหลักของผู้นำเทียมเท็จ พวกเราจะจบการสามัคคีธรรมถึงการสำแดงประการที่สองของผู้นำเทียมเท็จกันไว้ตรงนี้

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger