หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (2) ตอนที่สี่
ประการที่สาม: สามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงที่พึงเข้าใจเพื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ละอย่างให้ถูกควร (ภาคที่หนึ่ง)
ผู้นำเทียมเท็จสามารถกล่าวได้เพียงคำพูดและคำสอนเพื่อเตือนสติผู้คนเท่านั้น
ต่อไปพวกเราจะสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่สามของผู้นำและคนทำงาน—คือการสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงที่พึงเข้าใจเพื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ละอย่างให้ถูกควร นี่เป็นงานสำคัญและเป็นรากฐานของบรรดาผู้นำและคนทำงาน และพวกเราจะสามัคคีธรรมรวมทั้งชำแหละการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จบนพื้นฐานของหน้าที่รับผิดชอบประการนี้ ความสามารถของผู้นำหรือคนทำงานในการสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงซึ่งผู้คนควรเข้าใจเพื่อการทำหน้าที่ของตนให้ดีนั้นเป็นข้อบ่งชี้ที่ดีที่สุดว่าพวกเขามีความเป็นจริงความจริงหรือไม่ และเป็นกุญแจสำคัญในการพิจารณาว่าพวกเขาสามารถทำงานที่แท้จริงได้ดีหรือไม่ ตอนนี้พวกเราจงมาดูกันเถิดว่าผู้นำเทียมเท็จจัดการกับงานนี้อย่างไร ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของผู้นำเทียมเท็จก็คือการที่พวกเขาไม่สามารถอธิบายหรือชี้แจงประเด็นปัญหาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริงได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน หากใครบางคนขอคำแนะนำจากพวกเขา พวกเขาก็สามารถบอกได้เพียงคำพูดและคำสอนที่ว่างเปล่าแก่คนเหล่านั้น เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาซึ่งจำเป็นต้องมีการแก้ไข พวกเขาก็ตอบกลับอยู่เนืองๆ ด้วยถ้อยแถลงอย่าง “พวกคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำหน้าที่นี้กันทุกคน หากพวกคุณมีปัญหา พวกคุณก็ควรคิดหาวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยตนเอง อย่ามาถามฉัน เพราะฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และฉันก็ไม่เข้าใจ จัดการปัญหาด้วยตัวคุณเองเถอะ” บางคนอาจโต้ตอบว่า “พวกเราถามคุณเพราะพวกเราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากพวกเราทำได้ ก็คงจะไม่ถามคุณหรอก พวกเราไม่เข้าใจปัญหานี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง” ผู้นำเทียมเท็จตอบว่า “ฉันพูดถึงหลักธรรมให้คุณฟังไปแล้วไม่ใช่หรือ? ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี และอย่าก่อการรบกวนหรือการขัดขวาง คุณยังจะถามอะไรอีก? จัดการปัญหาไปตามที่คุณเห็นสมควรเถิด! พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้แล้วว่า จงให้ความสำคัญแก่ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นอันดับแรก” ผู้คนเหล่านั้นจึงตกอยู่ในความสับสนอย่างสิ้นเชิง และคิดว่า “นี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา!” นี่คือวิธีที่ผู้นำเทียมเท็จปฏิบัติต่องาน พวกเขาเพียงแค่ตรวจงาน ทำไปตามขั้นตอน และไม่เคยจัดการกับปัญหาเลย ไม่ว่าผู้คนจะยกประเด็นปัญหาใดขึ้นมา ผู้นำเทียมเท็จก็บอกให้พวกเขาแสวงหาความจริงด้วยตนเอง พวกเขามักจะถามผู้คนว่า “คุณมีปัญหาอะไรบ้างหรือไม่? การเข้าสู่ชีวิตของคุณเป็นอย่างไร? คุณกำลังทำหน้าที่ของคุณในลักษณะสุกเอาเผากินหรือไม่?” ผู้คนเหล่านั้นตอบโดยกล่าวว่า “บางครั้งฉันก็พบว่าตัวเองอยู่ในสภาวะสุกเอาเผากิน ฉันแก้ไขสภาวะนั้นและเปลี่ยนแปลงตัวเองผ่านทางการอธิษฐาน แต่ฉันก็ยังคงไม่เข้าใจหลักธรรมความจริงเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของฉัน” ผู้นำเทียมเท็จจึงกล่าวว่า “ในการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา ฉันสามัคคีธรรมหลักธรรมที่เฉพาะเจาะจงกับคุณไปแล้วไม่ใช่หรือ? ฉันจัดเตรียมพระวจนะของพระเจ้าให้คุณไปหลายบทตอนแล้วด้วยซ้ำไป ตอนนี้คุณควรเข้าใจแล้วไม่ใช่หรือ?” อันที่จริงพวกเขาเข้าใจคำสอนทั้งหมด แต่พวกเขายังคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของตนได้ ผู้นำเทียมเท็จถึงกับพร่ำพูดคำพูดที่ฟังดูสูงส่งว่า “เพราะเหตุใดคุณจึงแก้ปัญหาไม่ได้? คุณแค่ยังไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ละเอียดมากพอ หากคุณอธิษฐานมากขึ้นและอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น เช่นนั้นแล้วปัญหาทั้งหมดของคุณย่อมจะได้รับการแก้ไข พวกคุณจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะหารือและหาหนทางร่วมกัน เมื่อนั้นปัญหาของพวกคุณก็จะได้รับการแก้ไขในที่สุด ส่วนประเด็นปัญหาทางวิชาชีพนั้น อย่าถามฉันเลย เพราะหน้าที่รับผิดชอบของฉันคือการตรวจสอบงาน ฉันทำงานของฉันเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนที่เหลือนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องวิชาชีพซึ่งฉันไม่เข้าใจ” ผู้นำเทียมเท็จมักจะใช้เหตุผลและข้อแก้ตัวอย่างเช่น “ฉันไม่เข้าใจ ฉันไม่เคยเรียนรู้เรื่องนี้ ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ” เพื่อบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงคำถาม พวกเขาอาจดูถ่อมใจมากทีเดียว อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการเปิดโปงประเด็นปัญหาที่ร้ายแรงของผู้นำเทียมเท็จ—นั่นคือพวกเขาขาดความเข้าใจในปัญหาทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับความรู้เฉพาะทางในงานบางประเภท พวกเขาจึงรู้สึกอับจนหนทางและดูอึดอัดและอับอายเป็นที่สุด แล้วพวกเขาทำอย่างไร? พวกเขาทำได้เพียงรวบรวมพระวจนะของพระเจ้าหลายบทตอนมาสามัคคีธรรมกับทุกคนในระหว่างการชุมนุม พูดถึงคำสอนบางประการเพื่อเตือนสติผู้คน ผู้นำที่มีความเมตตาเล็กน้อยอาจแสดงความใส่ใจต่อผู้คนและถามพวกเขาเป็นครั้งคราวว่า “หมู่นี้คุณเผชิญกับความลำบากยากเย็นในชีวิตของคุณบ้างหรือไม่? คุณมีเสื้อผ้าสวมใส่เพียงพอหรือไม่? มีใครในหมู่พวกคุณที่กำลังประพฤติไม่ดีบ้างหรือไม่?” หากทุกคนกล่าวว่าพวกเขาไม่มีประเด็นปัญหาเหล่านั้นเลย ผู้นำก็ตอบว่า “เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร ดำเนินการงานของพวกคุณต่อไปเถิด ฉันมีเรื่องอื่นๆ ที่ต้องจัดการ” แล้วก็จากไปอย่างเร่งรีบ โดยเกรงกลัวว่าใครบางคนอาจตั้งคำถามขึ้นมาและขอให้พวกเขาแก้ไข ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอาย นี่คือวิธีที่บรรดาผู้นำเทียมเท็จทำงาน—พวกเขาไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้เลย พวกเขาจะสามารถดำเนินการงานของคริสตจักรอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร? ผลก็คือเกิดการสะสมของปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขจนขัดขวางงานของคริสตจักรในที่สุด นี่คือลักษณะเฉพาะและการสำแดงอันโดดเด่นของวิธีที่ผู้นำเทียมเท็จทำงาน
ในงานของพวกเขานั้น ผู้นำเทียมเท็จมีใจกระตือรือร้นกับการประกาศเท่านั้น และพวกเขาชอบที่จะกล่าวคำพูดและคำสอนมากที่สุด ตลอดจนกล่าวคำพูดเพื่อเตือนสติและชูใจผู้คน โดยคิดว่าตราบใดที่พวกเขาทำให้ผู้คนมีพลังและยุ่งอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ ก็เท่ากับว่าพวกเขาทำงานได้ดีแล้ว นอกจากนั้นผู้นำเทียมเท็จยังมีความปรารถนาอันแรงกล้าในการดูแลสภาวะในชีวิตประจำวันของทุกคน พวกเขาถามผู้คนอยู่เนืองๆ ว่ากำลังเผชิญกับความลำบากยากเย็นในเรื่องนั้นบ้างหรือไม่ และหากมีใครกำลังเผชิญอยู่จริงๆ พวกเขาก็เต็มใจที่จะช่วยแก้ไขความลำบากยากเย็นเหล่านี้ พวกเขาทำตัวให้ยุ่งอยู่กับกิจธุระทั่วไปเหล่านี้อย่างแท้จริง บางครั้งถึงกับเลื่อนมื้ออาหารออกไป และอยู่จนดึกดื่นและตื่นแต่เช้าอยู่บ่อยๆ เมื่อพิจารณาจากความยุ่งและการทำงานหนักของพวกเขา เหตุใดปัญหาทั้งหลายในงานของคริสตจักรและความลำบากยากเย็นซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเผชิญในการทำหน้าที่ของตนจึงยังคงไม่ได้รับการแก้ไข? นี่เป็นเพราะผู้นำเทียมเท็จไม่มีวันจะสามารถอธิบายหลักธรรมความจริงซึ่งสัมพันธ์กับการทำหน้าที่ได้อย่างชัดเจน คำพูดและคำสอน และคำเตือนสติที่พวกเขากล่าวนั้นไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงและไม่สามารถแก้ไขประเด็นปัญหาจริงได้เลย ไม่ว่าพวกเขาจะพูดมากเพียงใดหรือพวกเขาจะยุ่งหรือเหนื่อยล้าเพียงใด งานของคริสตจักรก็ไม่เคยคืบหน้า แม้ว่าจากภายนอกทุกคนจะดูเหมือนกำลังทำหน้าที่ของตน แต่พวกเขากลับไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่แท้จริงมากนัก เพราะผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงซึ่งสัมพันธ์กับการทำหน้าที่ หรือใช้ความจริงในการแก้ไขประเด็นปัญหาจริงได้—เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถแก้ไขประเด็นปัญหามากมายที่มีอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ตัวอย่างเช่น คราวหนึ่งพระนิเวศของพระเจ้าต้องการพิมพ์หนังสือพระวจนะของพระเจ้า และผู้นำคนหนึ่งต้องคัดเลือกบุคคลสองคนเพื่อรับผิดชอบงานนี้ มาตรฐานสำหรับการคัดเลือกผู้คนคืออะไร? ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาควรจะดีพอสมควร พวกเขาควรเป็นคนที่เชื่อถือได้ และสามารถรับความเสี่ยงได้ หลังจากที่บุคคลดังกล่าวได้รับการคัดเลือก ผู้นำคนนี้ก็บอกพวกเขาว่า “วันนี้ฉันเรียกพวกคุณทั้งสองคนมาเพื่อมอบหมายเรื่องหนึ่งให้พวกคุณ พระนิเวศของพระเจ้ามีหนังสือเล่มหนึ่งที่ต้องการจะพิมพ์ และฉันต้องการให้พวกคุณหาโรงพิมพ์ และหลังจากที่พิมพ์หนังสือทั้งหมดแล้ว พวกคุณต้องแจกจ่ายหนังสือเหล่านั้นไปให้ถึงมือของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทันที เพื่อให้พวกเขาสามารถกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้โดยไม่เนิ่นช้า พวกคุณมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการงานนี้หรือไม่? พวกคุณเต็มใจที่จะรับผิดชอบภาระและความเสี่ยงนี้หรือไม่?” บุคคลทั้งสองเชื่อว่านี่คือการที่พระเจ้าทรงยกชูพวกเขาขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงตอบตกลง ผู้นำจึงถามพวกเขาว่า “พวกคุณมีความแน่วแน่ที่จะทำให้พระบัญชาของพระเจ้าลุล่วงหรือไม่? พวกคุณเต็มใจที่จะให้คำสัตย์สาบานหรือไม่?” บุคคลทั้งสองจึงให้คำสัตย์สาบาน โดยกล่าวว่า “หากพวกเราไม่สามารถทำให้พระบัญชาของพระเจ้าลุล่วงได้และทำให้งานนี้เสียหาย เป็นเหตุให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าต้องทนทุกข์กับการสูญเสีย เช่นนั้นแล้วก็ขอให้พวกเราโดนฟ้าแลบและฟ้าร้องจากสวรรค์ อาเมน!” ผู้นำกล่าวว่า “พวกเราจำเป็นต้องสามัคคีธรรมความจริงด้วย ขณะที่ทำงานนี้ในเวลานี้ พวกคุณกำลังดำเนินธุรกิจอยู่ใช่หรือไม่? พวกคุณถูกขอให้ทำงานในฐานะลูกจ้างอยู่มิใช่หรือ?” บุคคลทั้งสองตอบว่า “ไม่ใช่ นี่เป็นหน้าที่ของพวกเรา” ผู้นำจึงกล่าวว่า “ในเมื่อนี่เป็นหน้าที่ของพวกคุณ พวกคุณก็ต้องตอบแทนความรักของพระเจ้า พวกคุณไม่อาจทำให้พระเจ้าไม่สบายพระทัยหรือทำให้พระองค์ทรงเป็นกังวลได้ การเต็มใจที่จะรับความเสี่ยงนั้นไม่เพียงพอ พวกคุณจำเป็นต้องทำหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดี เมื่อพวกคุณเผชิญกับประเด็นปัญหาทั้งหลาย พวกคุณก็ควรอธิษฐานให้มากขึ้นและปรึกษาหารือกัน อย่าเอาแต่ใจหรือกระทำตามใจตนเอง ทำไมฉันถึงให้พวกคุณสองคนร่วมมือกัน? นั่นก็เพื่อให้พวกคุณสามารถหารือสิ่งต่างๆ เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ทำให้พวกคุณกระทำการได้ง่าย หากพวกคุณตกลงกันไม่ได้ เช่นนั้นก็จงอธิษฐาน แต่ละคนควรปล่อยมือจากความคิดเห็นของตนเอง และกระทำการเมื่อพวกคุณมีความเห็นพ้องต้องกันแล้วเท่านั้น ฉันหวังว่าพวกคุณสองคนจะสามารถทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้!” ในท้ายที่สุด ผู้นำคนนี้ก็พบพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับวิธีทำหน้าที่ของตนให้ดี และพวกเขาทั้งสามคนก็อ่านอธิษฐานบทตอนนั้นหลายครั้ง ด้วยการทำเช่นนั้น ก็ถือว่าพวกเขาได้รับมอบหมายเรื่องดังกล่าวแล้ว และถือว่าหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำลุล่วงแล้ว การปฏิบัติงานของผู้นำคนนี้เป็นเช่นไร? ผู้นำรู้สึกพึงพอใจมากทีเดียว เช่นเดียวกับบุคคลทั้งสองคน ผู้เห็นเหตุการณ์ให้ความเห็นว่า “ผู้นำคนนี้รู้จริงอยู่บ้างเกี่ยวกับการทำงานให้สำเร็จ วาทะของพวกเขามีระเบียบแบบแผนและมีเหตุผลดี และพวกเขาก็ทำสิ่งทั้งหลายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อันดับแรกเขามอบหมายงานให้สองคนนั้น จากนั้นก็แก้ไขประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความคิดและทัศนคติของทั้งสองคน และสุดท้ายเขาก็กล่าวคำพูดที่เข้มงวดบางประการ โดยให้คนทั้งสองให้คำสัตย์สาบานและปฏิญาณ เขาทำงานนี้ด้วยความมีระเบียบแบบแผนอย่างแท้จริง และเขาสมควรได้รับตำแหน่งผู้นำจริงๆ—เขามีประสบการณ์และแบกรับภาระได้” ในท้ายที่สุด ผู้นำก็บอกพวกเขาว่า “จำไว้ว่า การพิมพ์หนังสือไม่ใช่งานง่ายๆ และไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญสามารถรับผิดชอบได้ งานนี้ไม่ใช่งานที่ฉันหรือพระนิเวศของพระเจ้ามอบหมายให้พวกคุณ แต่เป็นพระบัญชาจากพระเจ้า พวกคุณต้องไม่ทำให้พระองค์ทรงผิดหวัง ตราบเท่าที่พวกคุณทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ชีวิตของพวกคุณย่อมจะก้าวหน้า และพวกคุณก็จะมีความเป็นจริง” ในทางทฤษฎีนั้น คำพูดเหล่านี้ไม่มีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับหลักธรรม ถือได้ว่าคำพูดเหล่านี้ถูกต้องไม่มากก็น้อย ดังนั้นพวกเรามาวิเคราะห์เรื่องนี้และดูกันเถิดว่า “ความเทียมเท็จ” ในผู้นำเทียมเท็จคนนี้สำแดงออกมาที่ใด ผู้นำคนนี้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับประเด็นปัญหาโดยละเอียดนานัปการอย่างเช่น แง่มุมทางวิชาชีพและทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับงานนี้หรือไม่? พวกเขาได้สามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงที่เฉพาะเจาะจงหรือมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่? (ไม่) พวกเขาเพียงแค่กล่าวคำพูดที่ว่างเปล่าและไร้ความหมายบางคำ—คำพูดที่ผู้คนส่วนใหญ่กล่าวกันบ่อยๆ และคำพูดที่ไม่มีน้ำหนักใดๆ เพราะผู้นำคนนี้พูดและให้คำแนะนำเป็นการส่วนตัว ผู้คนจึงรู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่าปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำพูดเหล่านี้เป็นการพูดคุยที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่มีผลใดๆ ในการแก้ไขประเด็นปัญหาที่แท้จริงซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิมพ์หนังสือ แล้วประเด็นปัญหาที่เฉพาะเจาะจงซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิมพ์หนังสือนั้นมีอะไรบ้าง? พวกเราควรหารือถึงประเด็นปัญหาเหล่านี้แล้วดูว่างานที่ผู้นำคนนี้ทำเป็นงานของผู้นำเทียมเท็จหรือไม่
ก่อนอื่นการพิมพ์หนังสือนั้นเกี่ยวข้องกับการเรียงพิมพ์ และจากนั้นก็มีการพิสูจน์อักษร การจัดรูปแบบสารบัญและเนื้อหาหลัก ตลอดจนน้ำหนัก สี และคุณภาพของกระดาษ นอกจากนั้นยังมีเรื่องวัสดุทำปกหนังสือว่า ควรจะเป็นปกอ่อนหรือปกแข็ง รวมทั้งการออกแบบ สีสัน ลวดลาย และรูปแบบตัวอักษรสำหรับหน้าปกด้วย ท้ายที่สุดก็มีเรื่องของการเข้าเล่มว่าจะใช้การไสกาวหรือการเย็บเล่ม เหล่านี้เป็นประเด็นปัญหาทั้งหมดที่อยู่ภายในขอบเขตของการพิมพ์หนังสือ ผู้นำได้หารือถึงประเด็นปัญหาเหล่านี้บ้างหรือไม่? (ไม่) อีกประเด็นหนึ่งก็คือการมองหาโรงพิมพ์ โดยดูว่าเครื่องจักรในการพิมพ์และการเข้าเล่มทันสมัยหรือไม่ คุณภาพของการพิมพ์และการเข้าเล่มเป็นเช่นไร และเรื่องราคา—พวกเขาควรให้คำแนะนำสำหรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ตลอดจนหลักธรรมและขอบเขตต่างๆ มิใช่หรือ? หากผู้นำกล่าวไว้แล้วว่า “ฉันไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ แค่หาอะไรมาก็ได้” เขาจะเป็นผู้นำที่มีประโยชน์หรือไม่? คำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องซึ่งเขากล่าวออกมานั้นสามารถทดแทนประเด็นปัญหาโดยละเอียดนานัปการที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์หนังสือได้หรือไม่? (ไม่ได้) ทว่าผู้นำเทียมเท็จคนนี้กลับเชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นทดแทนได้ เขาคิดว่า “ฉันสามัคคีธรรมความจริงไปแล้วมากมายหลายประการ และฉันบอกหลักธรรมทั้งหมดให้กับพวกเขาแล้ว พวกเขาควรจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้!” คำว่า “ควร” นี้คือตรรกะและวิธีการแก้ปัญหาของผู้นำเทียมเท็จคนนี้ ในท้ายที่สุดเมื่อพิมพ์หนังสือออกมาแล้ว เนื่องจากกระดาษมีคุณภาพต่ำและบางเกินไป จึงมองเห็นตัวอักษรจากทั้งสองด้าน ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุและผู้ที่สายตาไม่ดีต้องอ่านหนังสือด้วยความอุตสาหะและยากลำบากมาก นอกจากนั้นยังมีประเด็นปัญหาของขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือกระบวนการเข้าเล่ม—การเข้าเล่มได้มาตรฐานหรือไม่นั้นมีผลต่อคุณภาพโดยรวมและอายุการใช้งานของหนังสือ เพราะผู้นำไม่ได้ให้คำแนะนำ และบรรดาผู้ที่ดำเนินงานนี้ก็ขาดหลักธรรมและประสบการณ์ และทำการต่อรองราคาโดยไม่รับผิดชอบ โรงพิมพ์จึงทำงานลวกๆ และใช้วัสดุคุณภาพต่ำเพื่อจะได้คุ้มทุน และสุดท้ายเมื่อหนังสือถูกแจกจ่ายให้กับพี่น้องชายหญิง หนังสือเหล่านั้นก็เริ่มหลุดร่อนออกจากกันภายในสองเดือน ปกและหน้าหนังสือหลุดออกมา และงานพิมพ์ทั้งหมดนั้นทำไปโดยเปล่าประโยชน์ เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของใคร? หากมีใครบางคนต้องรับผิดชอบ ความรับผิดชอบโดยตรงจะตกอยู่กับบุคคลสองคนที่รับผิดชอบการพิมพ์หนังสือ และความรับผิดชอบโดยอ้อมจะไปอยู่ที่ผู้นำเทียมเท็จ ผู้นำเทียมเท็จถึงขนาดมีข้อแก้ตัวโดยกล่าวว่า “คุณไม่สามารถตำหนิฉันที่งานนี้ออกมาไม่ดี ฉันก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน! ฉันไม่เคยพิมพ์หนังสือ และฉันก็ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ ฉันจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?” ข้อแก้ตัวนี้ฟังขึ้นหรือไม่? ในฐานะผู้นำ งานนี้อยู่ภายในขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของเจ้า ไม่ว่าจะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทักษะ ความรู้ประเภทหนึ่ง หรือความจริง เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกส่วนของงานนั้น แต่เจ้าพยายามที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้แล้วหรือยัง? เจ้าได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนในแบบจริงจังและมีมโนธรรมแล้วหรือยัง? บางคนอาจจะกล่าวว่า “ฉันต้องการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของฉัน แต่ฉันก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน ไม่ว่าฉันจะพยายามเรียนรู้อย่างหนักเพียงใด ฉันก็ไม่สามารถเข้าใจได้อยู่ดี!” นี่หมายความว่าเจ้าไม่ได้มาตรฐานในฐานะผู้นำ เจ้าเป็นผู้นำเทียมเท็จโดยสมบูรณ์ เนื่องจากหนังสือมีคุณภาพต่ำ พี่น้องชายหญิงจึงรู้สึกไม่พอใจนัก พร้อมกล่าวว่า “ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่ต้องจ่ายเงินสำหรับหนังสือเหล่านี้ แต่คุณภาพก็ต่ำเกินไป! ผู้นำคนนี้ทำงานของเขาอย่างไร? เขาดำเนินการงานนี้อย่างไรกัน?” เมื่อผู้นำได้ยินคำพูดนี้ เขาก็ตอบว่า “คุณสามารถตำหนิฉันในเรื่องนั้นได้หรือ? ฉันไม่ได้เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ และฉันก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นการประหยัดเงินให้พระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่หรือ? การประหยัดเงินให้พระนิเวศของพระเจ้าเป็นเรื่องผิดอย่างนั้นหรือ?” คำพูดของผู้นำถูกต้อง คำพูดดังกล่าวไม่ผิดเลย ผู้นำไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย อย่างไรก็ดีมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือเงินที่ใช้ในการพิมพ์หนังสือนั้นสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ หนังสือที่แจกจ่ายให้กับพี่น้องชายหญิงเริ่มหลุดออกจากกันและหน้าหนังสือหายไปภายในเวลาสองเดือน ใครควรเป็นคนรับผิดชอบผลที่ตามมานี้? นี่เป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำมิใช่หรือ? เรื่องนี้เกิดขึ้นภายในขอบเขตงานของเจ้า ระหว่างช่วงเวลาที่เจ้ารับหน้าที่เป็นผู้นำ ดังนั้นเจ้าก็ควรรับผิดชอบมิใช่หรือ? เจ้าต้องรับผิดชอบต่อคำตำหนิ เจ้าไม่อาจปฏิเสธหน้าที่รับผิดชอบของตนได้! บางคนอาจถึงกับพูดจาในแบบที่ไม่มีเหตุผล โดยกล่าวว่า “ฉันไม่เคยทำงานนี้มาก่อน ฉันไม่สามารถทำผิดพลาดในงานที่ฉันไม่เคยทำมาก่อนได้เลยหรือ?” แค่จากถ้อยคำเหล่านี้ เจ้าก็ไม่เหมาะสมกับงานของเจ้าแล้ว และเจ้าควรจะถูกปลด เจ้าไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ เจ้าคือผู้นำเทียมเท็จที่แท้จริง การกล่าวคำพูดที่ไพเราะมากมาย แต่ไม่ทำงานจริงเลย—นี่คือการสำแดงที่เห็นได้ชัดที่สุดของผู้นำเทียมเท็จ
ผู้นำเทียมเท็จบางคนไม่สามารถทำงานจริงแต่ละงานได้อย่างถูกควรและเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของความเป็นจริงอย่างมั่นคง พวกเขาสามารถจัดการได้เพียงกิจธุระทั่วไปบางอย่างเท่านั้น แล้วพวกเขาก็เชื่อว่าตนเป็นผู้นำที่ได้มาตรฐาน เชื่อว่าตนเก่งมาก และมักจะคุยโวโดยกล่าวว่า “ฉันต้องกังวลกับทุกสิ่งในคริสตจักร และฉันต้องจัดการกับทุกปัญหา คริสตจักรสามารถอยู่ได้โดยไม่มีฉันหรือไม่? หากฉันไม่จัดการชุมนุมให้พวกคุณ พวกคุณก็คงจะเป็นเหมือนกองทรายร่วนๆ กองหนึ่งไม่ใช่หรือ? หากฉันไม่คอยดูแลและช่วยประคับประคองงานผลิตภาพยนตร์ คงจะมีผู้คนมาก่อกวนอยู่เนืองๆ ไม่ใช่หรือ? งานผลิตภาพยนตร์จะสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นหรือ? แม้ฉันจะเป็นคนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในงานบทเพลงนมัสการ หากฉันไม่มาตรวจงานของพวกคุณบ่อยๆ ยืนหยัดเพื่อพวกคุณ และจัดการชุมนุมให้พวกคุณ พวกคุณจะสามารถผลิตเพลงนมัสการเหล่านั้นได้หรือ? พวกคุณจะต้องใช้เวลานานเพียงใดจึงจะเข้าใจเรื่องต่างๆ?” ถ้อยแถลงเหล่านี้อาจดูสมเหตุสมผลและถูกต้อง แต่หากเจ้ามองดูอย่างใกล้ชิด งานที่ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางนานัปการซึ่งถูกผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ควบคุมดูแลกำลังคืบหน้าไปอย่างไร? พวกเขาสามารถสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงได้อย่างชัดเจนหรือไม่? (ไม่ได้) ครั้งหนึ่งฝ่ายผลิตภาพยนตร์ขอคำแนะนำในประเด็นปัญหาเรื่องสีของเสื้อผ้า พวกเขาถ่ายภาพนิ่งหลายภาพ และพื้นหลังกับผู้คนในภาพนั้นแตกต่างกัน แต่โดยพื้นฐานแล้วสีของเสื้อผ้ากลับเป็นโทนสีเดียวกัน—สีทั้งหมดเป็นสีเทาหม่นและสีเหลือง เราจึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดพวกเขาจึงสวมใส่เสื้อผ้าสีเหล่านี้?” พวกเขาบอกว่าตั้งใจเลือกสีเหล่านี้ พวกเขาตรากตรำและพยายามอย่างหนักในการเฟ้นหาเสื้อผ้าสีเหล่านี้มาจากตลาดแห่งหนึ่ง เรากล่าวว่า “เหตุใดเจ้าจึงเลือกสีเหล่านี้? เบื้องบนให้คำแนะนำเจ้าในเรื่องนั้นหรือไม่? เบื้องบนแนะนำเจ้าให้ใช้สีสันที่หลากหลาย และสีเหล่านั้นต้องสง่างามและเหมาะสมไม่ใช่หรือ? ผลลัพธ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?” สุดท้ายหลังจากสอบถาม บางคนก็กล่าวว่า “สีอื่นๆ ดูไม่สง่างามและเหมาะสมพอ หรือไม่ก็เหมือนกับสีที่ผู้เชื่อในพระเจ้าหรือวิสุทธิชนสวมใส่ มีแต่โทนสีนี้เท่านั้นที่ดูเหมือนกับสีที่ผู้เชื่อควรสวมใส่มากกว่า ดังนั้นทุกคนจึงมีทัศนะตรงกันว่าการสวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นสีประเภทนี้เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้ามากที่สุดและเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของพระนิเวศของพระเจ้าที่ดีที่สุด” เราจึงกล่าวว่า “เราไม่เคยบอกให้พวกเจ้าทุกคนสวมใส่เสื้อผ้าสีเหล่านี้ มีสีสันที่สง่างามและเหมาะสมอยู่มากมาย จงคิดสิว่าสายรุ้งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาของพระองค์กับมวลมนุษย์นั้นงดงามเพียงใด มีสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีคราม สีม่วง—มีให้เห็นทุกสี ยกเว้นสีที่พวกเจ้ากำลังสวมใส่อยู่ เพราะเหตุใดพวกเจ้าจึงเลือกสีเหล่านั้น?” ผู้นำของพวกเขาได้ทำงานที่เป็นรูปธรรมในการดำเนินการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้อย่างละเอียดหรือไม่? เรากล้าบอกว่าพวกเขาไม่ได้ทำอย่างแน่นอน หากผู้นำมีการทำความเข้าใจอย่างหมดจดรวมทั้งเข้าใจความจริงและข้อกำหนดของพระเจ้าอย่างแท้จริง สมาชิกในฝ่ายผลิตภาพยนตร์คงจะไม่เลือกเสื้อผ้าดังกล่าวและไม่ปรึกษาเบื้องบนเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ประเด็นเรื่องเสื้อผ้าอาจจะได้รับการแก้ไขโดยระดับที่ต่ำกว่าไปแล้ว แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่สามารถจัดการกับประเด็นปัญหานี้ได้ ตรงกันข้ามพวกเขากลับถามเบื้องบนถึงเรื่องนี้อย่างไร้ยางอาย คนเช่นนี้ควรถูกตัดแต่งมิใช่หรือ? ผู้นำเทียมเท็จคนนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ง่ายที่สุดนี้ได้ด้วยซ้ำไป—พวกเขาจะมีประโยชน์อะไร? เจ้าเป็นแค่เพียงเศษขยะ! เจ้าได้รับมอบหมายให้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าและเป็นพยานให้พระองค์ แต่เจ้ากลับลงเอยด้วยการทำให้พระเจ้าเสื่อมเสีย เจ้าเข้าใจมากพอสมควรมิใช่หรือ? เจ้าสามารถพูดถึงความรู้และคำสอนมากมายได้อย่างฉะฉานมิใช่หรือ? เช่นนั้นแล้วเหตุใดคำสอนและความรู้ทั้งหมดนั้นจึงไม่มีประสิทธิภาพในสถานการณ์นี้? เจ้าถึงกับล้มเหลวในการแก้ไขและดำเนินการตรวจสอบประเด็นปัญหาเรื่องเสื้อผ้าอย่างละเอียดได้อย่างไร? เจ้าเคยมีประสิทธิผลอย่างที่เจ้าพึงมีในฐานะผู้นำหรือไม่? เจ้าเคยลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบอย่างที่เจ้าพึงทำในฐานะผู้นำหรือไม่? นี่คือการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จ ผู้นำเทียมเท็จไม่มีความเข้าใจหลักธรรมในงานที่เฉพาะเจาะจงใดๆ เลย พวกเขาไม่สามารถให้การแก้ไขและคลี่คลายประเด็นปัญหาใดๆ เกี่ยวกับความเข้าใจความจริงที่บิดเบือนได้อย่างทันท่วงที และไม่สามารถทำให้ผู้คนค้นพบทิศทางและเส้นทางในการผ่านพ้นปัญหานี้ได้ ผู้นำเทียมเท็จเพียงแค่กล่าวคำพูดและคำสอน รวมทั้งตะโกนคำขวัญเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถทำงานที่เป็นรูปธรรมได้เลย
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ