หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (18) ตอนที่ห้า

จ. ภัยจากข่าวลือที่ไม่มีมูล

ข่าวลือที่แพร่กระจายอยู่ในคริสตจักรไม่ใช่เพียงเรื่องของการปฏิเสธพระเจ้าหรือตัดสินพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น ยังมีข่าวลือประเภทอื่นอีกด้วย จึงจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณแยกแยะและชำแหละข่าวลือเหล่านี้ ทั้งยังควรหยุดยั้งและควบคุมข่าวลือเหล่านี้เอาไว้เช่นกัน สรุปแล้ว ข่าวลือไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน ข่าวลือไม่ทำประโยชน์แก่ผู้คน บางคนกล่าวว่า “ฉันอยากฟังข่าวลือดูว่าพูดอะไรบ้างเท่านั้น จะได้เกิดวิจารณญาณแยกแยะและปัญญาจากข่าวลือ” หากเจ้ามีความสามารถในการใช้วิจารณญาณแยกแยะอยู่บ้างและไม่กลัวถูกข่าวลือรบกวน เจ้าก็ฟังได้ แต่ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นใด? หากเจ้าไขว้เขว เริ่มสงสัยพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ เช่นนั้นก็อันตราย นั่นหมายความว่าเจ้าถูกชักพาให้หลงผิดเสียแล้ว หากเจ้าแยกแยะไม่ได้ กลับถูกชักพาให้หลงผิดแทน นั่นย่อมเป็นปัญหามิใช่หรือ? เจ้ามีวุฒิภาวะนั้นหรือไม่? เจ้านึกว่าตนเองมีความเชื่อ แต่เจ้าเข้าใจความจริงหรือไม่? หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง ความเชื่อของเจ้าย่อมไม่จริงแท้ และเจ้าก็ยังจะถูกชักพาให้หลงผิดอยู่ดี หากเจ้าเข้าใจความจริงบางอย่าง พอที่จะรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง สามารถแยกแยะและไม่ยอมรับข่าวลือเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมเกิดปัญญาจากการฟังข่าวลือได้ หากเจ้าคิดว่าตนมีแค่ความเชื่อ แต่ที่จริงแล้ว ความเชื่อนี้ยังไม่ใช่วุฒิภาวะที่แท้จริง และเจ้ายังไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้ว เราว่ายากมากที่เจ้าจะเกิดวิจารณญาณแยกแยะและปัญญาจากข่าวลือได้จริงๆ ข่าวลือทั้งหลายมาจากไหน? มาจากซาตาน ซาตานอาศัยทุกช่องโหว่และฉกฉวยทุกโอกาสเพื่อจุกจิกกับวลีที่ใช้ในพระวจนะของพระเจ้า และหาสิ่งที่มันสามารถใช้เป็นข้ออ้างได้จากพระวจนะของพระเจ้า โดยเอาพระวจนะของพระเจ้าไปใช้นอกบริบท นี่ดูเหมือนมีหลักการ แต่แท้จริงแล้วกลับทำนอกบริบทเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิด หลังจากที่ได้ฟังข่าวลือเหล่านี้ คนที่ไม่เข้าใจความจริงย่อมคิดในใจว่า “สิ่งที่พวกเขาพูดนี้มีหลักการรองรับในพระวจนะของพระเจ้า จึงควรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่อาจเป็นข่าวลือได้ไม่ใช่หรือ?” ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกชักพาให้หลงผิด ข่าวลือบางอย่างชัดเจนและแยกแยะได้ง่าย อย่างไรก็ดี ข่าวลือบางอย่างกลับแยกแยะได้ยาก ดูภายนอกเหมือนสอดคล้องกับข้อเท็จจริง แต่แก่นแท้กลับไม่เป็นเช่นนั้น อย่าคิดว่าข่าวลือเหล่านี้ถูกต้องเพียงเพราะฟังดูแล้วสอดคล้องกับความหมายตามตัวอักษรในพระวจนะของพระเจ้า แท้จริงแล้วถ้อยแถลงเหล่านี้มีมากมายที่เป็นทฤษฎีอันว่างเปล่า เป็นกับดัก และไม่นำความเจริญใจหรือประโยชน์มาสู่ผู้คน ควรปฏิเสธถ้อยแถลงเหล่านี้ให้หมด ด้วยเหตุที่ระดับความเข้าใจที่ผู้คนมีต่อพระวจนะของพระเจ้านั้นแตกต่างกัน และบริบทที่พระเจ้าตรัสก็ต่างกันด้วย การใช้และการตีความพระวจนะของพระเจ้าอย่างมืดบอดจึงมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความผิดพลาดมากที่สุด ซาตานมักจะชักพาให้ผู้คนหลงผิดด้วยการนำพระวจนะของพระเจ้าไปใช้นอกบริบทและตีความผิดๆ การกล่าวโทษพระราชกิจของพระเจ้าโดยอ้างพระคัมภีร์หรือพระวจนะของพระเจ้าจึงเป็นกลลวงของซาตาน เป็นวิธีการที่มันชักพาผู้คนให้หลงผิด การกล่าวโทษเหล่านั้นคือกับดัก และควรปฏิเสธถ้อยแถลงทำนองนั้นให้หมด ดูภายนอกข่าวลือคือคำพูดเพียงหนึ่งหรือสองประโยค หรือไม่กี่ประโยคเท่านั้น ไม่มากพอที่จะทำให้กลัว และไม่ใช่สิ่งที่ควรกลัว สิ่งที่พึงกลัวก็คือข่าวลือที่สรุปความตามพระคัมภีร์หรือความจริงที่กล่าวอ้างโดยไม่คำนึงถึงบริบท นี่คือสิ่งที่สามารถชักพาให้ผู้คนหลงผิดได้มากที่สุด เป็นสิ่งที่รบกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้คนมากที่สุด นี่จะทำให้ผู้คนที่ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะสะดุดล้ม เฉพาะคนที่เข้าใจความจริงเท่านั้นจึงสามารถแยกแยะลมปากเยี่ยงมารที่ชักพาให้หลงผิดเช่นนั้นออก ตัวอย่างเช่น บางคนหาพระวจนะบางส่วนของพระเจ้ามาใช้เป็นหลักการในการกล่าวว่าพระเจ้าทรงรักผู้คนประเภทนี้และไม่รักคนประเภทนั้น พระเจ้าทรงช่วยผู้คนประเภทนี้ให้รอดและไม่ช่วยผู้คนประเภทนั้น ผู้คนประเภทนี้ย่อมถูกพระเจ้ากำจัดออกไป ส่วนคนประเภทนั้นไม่มีความหมายต่อพระเจ้า และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้อยแถลงเหล่านี้คือการสรุปความมิใช่หรือ? การสรุปความเหล่านี้แท้จริงแล้วไม่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า หลักการที่พวกเขาพบนั้นแท้จริงแล้วถูกใช้นอกบริบท เป็นเรื่องของบริบทที่แตกต่างกันและเป็นถ้อยคำที่ต่างออกไป นี่คือการตีความที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้มองทะลุเข้าไปถึงแก่นแท้ และใช้ข้อบังคับตามอำเภอใจ แต่คนที่ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะย่อมถูกพิษและถูกชักพาให้หลงผิดเมื่อได้ฟังความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ กลายเป็นคิดลบอยู่ในใจ คิดว่าในเมื่อสิ่งที่พูดมานั้นอิงตามพระวจนะของพระเจ้า ก็ต้องถูกต้อง พวกเขาไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ถี่ถ้วนหลังจากนั้นเพื่อหาข้อผิดพลาดในความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ กลับเชื่อหมดใจว่าเป็นเรื่องจริง พวกเขากำลังถูกชักพาให้หลงผิดอยู่มิใช่หรือ? หากไม่มีคนที่เข้าใจความจริงไปสามัคคีธรรมกับพวกเขา ย่อมอันตรายเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยที่สุดผู้คนเหล่านี้ก็อาจคิดลบไปนานหกเดือนถึงหนึ่งปีก็ได้ นี่ไม่เพียงถ่วงการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาให้ช้าลงเท่านั้น แต่หากพวกเขาถอนตัวและเลิกเชื่อ พวกเขาก็จะย่อยยับโดยสิ้นเชิงและสูญสิ้นความรอดจากพระเจ้า ฉะนั้น ผู้คนที่ด้อยวุฒิภาวะและไม่เข้าใจความจริงจึงเสี่ยงมากที่จะถูกซาตานชักพาให้หลงผิด! มีแต่คนที่เข้าใจความจริงเท่านั้นจึงจะปลอดภัยและมั่นคง หากวันหนึ่งเจ้าพบเจอคนที่แพร่กระจายข่าวลือเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดเข้าจริงๆ วิธีที่มีประสิทธิผลสูงสุดคือการหาคนที่เข้าใจความจริงมาสามัคคีธรรมด้วยโดยเร็ว เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะสามารถช่วยเจ้าออกมาจากสถานการณ์นี้ได้ การแสวงหาความช่วยเหลือจากคนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและใช้ข้อบังคับอย่างมืดบอด ไม่เพียงแก้ปัญหาไม่ได้เท่านั้น แต่ยังจะชักพาให้เจ้าหลงผิดยิ่งขึ้นอีกด้วย ดังนั้น การถูกชักพาให้หลงผิดจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในศาสนาเท่านั้น—ต่อให้เจ้าเชื่อในพระเจ้าและใช้ชีวิตคริสตจักร หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าก็สามารถถูกชักพาให้หลงผิดได้ง่ายอยู่ดี ต่อให้เจ้าเชื่อมานานสามปีถึงห้าปี หรือเจ็ดถึงแปดปีแล้วก็ตาม หากเจ้ายังไม่ได้รับความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เสี่ยงที่จะถูกชักพาให้หลงผิดอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มักจะมีมโนคติอันหลงผิดและมักจะคิดลบย่อมมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะถูกชักพาให้หลงผิดและสามารถทรยศพระเจ้าเมื่อใดก็ได้ เพราะซาตานท่องโลกดุจสิงโตคำราม แสวงหาผู้คนมาขย้ำกิน นี่คือข้อเท็จจริง ซาตานนี้คือใคร? คือทุกคนที่รังเกียจความจริงและเกลียดชังความจริง รวมถึงศัตรูของพระคริสต์ ผู้นำเทียมเท็จ ผู้คนที่เหลวไหล และคนที่ชักพาให้ผู้อื่นหลงผิดอีกด้วย—พวกเขาคือซาตานทั้งสิ้น ผู้คนเหล่านี้ท่องไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ก่อกวนและชักพาให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหลงผิดในทุกที่ที่พวกเขาไป ดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงเป็นมารที่ไม่ยอมรับพระเจ้า ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรระวังระไวเป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองจะไม่ถูกชักพาให้หลงผิดและสามารถตั้งมั่นได้

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในคริสตจักรมีผู้เชื่อใหม่บางคนหรือคนที่มีขีดความสามารถอ่อนด้อยอย่างยิ่ง ซึ่งไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า จึงถูกข่าวลือต่างๆ ชักพาให้หลงผิด ชักจูง และรบกวนอยู่บ่อยครั้ง คนที่กุข่าวลือสามารถล้มผู้คนกลุ่มนี้ได้อย่างง่ายดายด้วยการสรุปความโดยไม่ไตร่ตรอง วาจาและถ้อยแถลงที่พวกเขาโพล่งออกมาโดยไม่ยั้งคิดนี้สามารถทำให้บางคนคิดลบ อ่อนแอ และไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตน เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าเรียกหา ผู้คนเหล่านี้ก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หาเหตุผลและข้ออ้างต่างๆ นานามาปฏิเสธและหลีกเลี่ยง เห็นได้ชัดว่าคนที่กุข่าวลือนี้มีบทบาทเช่นใดในคริสตจักร? พวกเขาทำตัวเป็นข้ารับใช้ของซาตานอย่างไม่ต้องสงสัย ตัวอย่างเช่น บางคนกล่าวว่า “เวลาทำหน้าที่ของคุณ คุณต้องมีแผนสำรองเอาไว้ พระนิเวศของพระเจ้าเรียกคุณไปทำหน้าที่ และถ้าคุณไม่ทำให้ดี พระนิเวศของพระเจ้าก็อาจเลิกใช้คุณเมื่อไรก็ได้ ถึงตอนนั้นถ้าคุณกลับไปอยู่บ้าน คุณก็จะใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แล้วจะไม่มีใครหาเลี้ยงคุณ!” ฟังแล้ว “อบอุ่นหัวใจ” ใช่หรือไม่? สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ฟังดูเปี่ยมรักและมีน้ำใจทีเดียว แต่เจ้าพบเห็นการคำนึงถึงพระทัยของพระเจ้าในวาจาเหล่านี้บ้างหรือไม่? วาจาเหล่านี้ให้การเกื้อหนุน เสบียง ความช่วยเหลือ หรือการหนุนใจแก่ผู้คนบ้างหรือไม่? (ไม่) การบอกให้ผู้คนเตรียมแผนสำรอง—นี่คือการฉุดรั้งผู้คนเอาไว้มิใช่หรือ? ที่กล่าวเช่นนี้ พวกเขาหมายความว่าอย่างไร? “คุณต้องคอยระวัง พระเจ้าอาจจะหันมาเล่นงานคุณก็ได้!” นี่คือพิษที่พวกเขาลอบวางเอาไว้ในตัวผู้คน พอได้ฟังดังนี้ ผู้คนย่อมคิดว่า “ถูกต้อง ฉันโง่ขนาดนี้ได้อย่างไร? ฉันเกือบจะขายบ้านของตัวเองไปแล้ว—ถ้าฉันไม่ได้ทำหน้าที่ของตนให้ดีและถูกปลด ฉันก็คงจะไม่มีแม้แต่บ้านให้กลับไป โชคดีที่พวกเขาเตือนฉัน ไม่เช่นนั้นฉันคงจะทำเรื่องโง่เขลาลงไป” ช่างเป็นคำเตือนที่ “มีเมตตา” จริงๆ แต่ก็มีพิษมากทีเดียว และพิษก็ซึมลึก! พวกเจ้าเคยได้ยินข่าวลือแบบนี้บ้างหรือไม่? ข่าวลือเหล่านี้ฟังดูดีสำหรับผู้คนเป็นอย่างยิ่ง เห็นอกเห็นใจเหลือเกิน และมี “ความรัก” ที่มากมาย ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นทั้งญาติและมิตรกับคนที่ตนคุยด้วย ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างพวกเขา—เพียงเพราะพวกเขาทุกคนเชื่อในพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้จึงมี “ความรัก” อันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ให้แก่คนที่พวกเขาคุยด้วย ผู้คนจึงคิดว่า “นี่คือความคุ้มครองของพระเจ้าโดยแท้! เช่นนั้นฉันก็ควรไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ให้รอบคอบเสียก่อน เวลาไปทำหน้าที่ของตน ถ้าฉันทำตัวสุกเอาเผากินอยู่เสมอ และถ้าถูกขับออกไป ฉันจะทำอย่างไร? ดังนั้นเวลาทำหน้าที่ ฉันต้องระมัดระวัง ฉันควรทำงานที่ทำให้ตัวเองดูดีให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงความผิดพลาด และต่อให้ฉันผิดพลาดจริงๆ ก็ไม่อาจปล่อยให้คนอื่นพบเห็น แบบนั้นฉันก็จะไม่ถูกขับออกไปใช่ไหม? และต่อให้ถูกขับออกไปก็ไม่เป็นไร ฉันมีแผนสำรอง มีเงินเก็บ และบ้านของฉันก็ยังอยู่ตรงนั้น นี่ไม่ได้เป็นเพียงเพราะพระเจ้าไม่ทรงคำนึงถึงความรู้สึกของผู้คนและไม่ทรงดำเนินการตามความรู้สึกทางเนื้อหนังหรอกหรือ? แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น มีอะไรให้กลัวหรือ? ผู้คนย่อมทำตามความรู้สึกของตนเอง มีความรักอยู่ทั่วทุกแห่งในโลกมนุษย์!” ถ้อยแถลงเดียวที่ “อบอุ่นหัวใจ” นี้สร้าง “มิตรภาพ” ในหมู่คน แต่วางพระเจ้าเอาไว้ตรงไหน? นี่ทำให้พระเจ้ามีความสำคัญอยู่อันดับสามหรือสี่ ทำให้พระองค์เป็นคนนอก ราวกับว่าพระเจ้าไว้วางใจไม่ได้และมีแต่ผู้คนเท่านั้นที่คู่ควรแก่การไว้วางใจ มีแต่ผู้คนเท่านั้นที่คำนึงถึงผู้อื่น ถ้อยแถลงหนึ่งเดียวนี้สร้างผลพวงที่มีนัยสำคัญถึงเพียงนี้ ช่าง “ถูกจังหวะ” เหลือเกิน! พวกเจ้าชอบฟังคำพูดเช่นนี้ใช่หรือไม่? แม้เจ้าจะรู้ว่ามีความมุ่งร้ายซ่อนอยู่ในคำพูดของพวกเขา เจ้าก็ยังหวังว่าใครสักคนจะสามารถบอกใบ้เจ้า สามารถช่วยเหลือเจ้า สามารถเอาคำเตือนจากใครบางคนที่เคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นมาก่อนมาบอกเจ้าในยามที่เจ้าไม่รู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่ข้างหน้า และสามารถกล่าวคำพูดที่มาจากหัวใจแก่เจ้าได้ ถ้อยแถลงนี้เป็น “กุญแจสำคัญ” มี “ความสำคัญ” อย่างยิ่ง! นี่คือการหลงเชื่อคำของพวกเขาโดยสิ้นเชิงมิใช่หรือ? คำพูดที่ “ไร้ความคิด” ของนักกุข่าวลือนี้ได้ซื้อผู้คนและขายพระเจ้าไปแล้ว การกระทำเช่นนี้เป็นอย่างไร? ดีงามหรือไม่? (ไม่) พวกเจ้าว่านี่เป็นคนเช่นใด? ในสายตาของผู้คน พวกเขาเป็นคนดี เป็นคนมีเมตตา แต่ในสายตาของคนที่เข้าใจความจริง นี่คือคนเลอะเลือน ดูจากสิ่งที่การกระทำและพฤติกรรมของพวกเขาแล้ว พวกเขาปฏิบัติตนเหมือนข้ารับใช้ของซาตานทุกอย่าง พวกเขาเป็นมารโดยแท้! การกล่าวเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) ถูกต้องอย่างยิ่ง! ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย พวกเขาชักจูงให้ทุกคนระแวดระวังพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่พูดอะไรสักคำที่สามารถทำให้ผู้คนเจริญใจได้ เหตุใดพวกเขาจึงไม่พูดเล่า? เพราะหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์และความเกลียดชังต่อพระเจ้า แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาคือแก่นแท้ธรรมชาติของซาตาน และโดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาไม่ยอมรับพระเจ้าและยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระองค์ บางคนกล่าวว่า “พวกเขามีปกติวิสัยที่ยืนต่อต้านพระเจ้า แล้วทำไมถึงยังติดตามพระเจ้าอยู่เล่า?” เพื่อให้ได้รับพร! พวกเขาต้องการล่อลวงเอาผลลัพธ์ของการได้รับพรจากพระนิเวศของพระเจ้า แต่ก็ไม่อยากจ่ายราคาหรือไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขายังต้องการบ่อนทำลายพระเจ้า ก่อกวนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ทำให้คนเหล่านี้พาตัวออกห่างจากพระเจ้าและทรยศพระเจ้าอีกด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนเยี่ยงนี้คือมารโดยแท้ แต่บางคนที่เบาปัญญาก็มักจะมองไม่ออกและไม่อาจจดจำใบหน้าเยี่ยงมารของผู้คนพวกนี้ได้เลย พวกเขาสามารถยอมรับคำพูดเยี่ยงมารที่คนพวกนี้พูดออกมาได้ทั้งหมด ซึ่งก็สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์และความต้องการตามความรู้สึกทางเนื้อหนัง ภายใต้การชักพาให้หลงผิดของผู้คนพวกนี้ พวกเขาสามารถทรยศและปฏิเสธพระเจ้าเมื่อใดก็ได้—แม้พวกเขาจะไม่ต้องการปฏิเสธพระองค์ก็ตาม นั่นก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขา ซาตาน หมู่มาร และข้ารับใช้ของซาตานช่างยอกย้อนและหลอกลวงอย่างยิ่ง! ตัวพวกมันเองไม่ยอมรับพระเจ้าและยืนหยัดต่อต้านพระองค์ พวกมันเกลียดชังความจริงและไม่ยอมรับความจริง ถึงกับต้องการกีดกันไม่ให้มีผู้คนมาติดตามพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริงกันมากขึ้น ในพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้มีบทบาทเป็นช่องทางสำหรับซาตาน พูดจาและกระทำการเพื่อซาตาน พวกเขาทำหน้าที่เป็นตัวประกอบเสริมความเด่น ถูกใช้เพื่อเพิ่มวิจารณญาณแยกแยะให้แก่ผู้คนโดยเฉพาะ ดังนั้นสิ่งต่างๆ มากมายที่พวกเขาพูดออกมา ฟังดูภายนอกอาจเหมือนไม่เป็นปัญหาเท่าใดนัก พวกเขาถึงกับยกพระวจนะของพระเจ้ามากล่าวอ้างบ่อยๆ โดยหาหลักฐานและคำกล่าวบางอย่างในพระวจนะของพระเจ้า จากนั้นก็ต่อเติมเสริมแต่งบ้าง เพื่อทำให้ดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ สิ่งที่พวกเขาพูดตรงข้ามกับความจริง เมื่อเจ้าได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด ก็อาจดูเหมือนว่าถูกต้อง แต่หากเจ้านำไปเทียบกับพระวจนะของพระเจ้าอย่างรอบคอบ เจ้าย่อมสามารถแยกแยะว่าหลักใหญ่ใจความไม่ได้ตรงตามความจริง วาจาลวงโลกทั้งหมดที่พวกเขาพูดล้วนมาจากซาตาน พวกเขากำลังทดสอบพระเจ้า พยายามหาช่องทางใช้ประโยชน์จากพระวจนะของพระเจ้า ตีความพระวจนะของพระเจ้าผิดๆ เพื่อกล่าวโทษพระเจ้าและชักพาให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหลงผิด ทำให้คนเหล่านี้คาดเดาพระเจ้า เข้าใจพระเจ้าผิด ทรยศและปฏิเสธพระเจ้า เป็นต้น ฉะนั้น นอกจากศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วแล้ว คนที่สร้างข่าวลือเพื่อชักพาให้ผู้อื่นหลงผิดก็เป็นคนอีกจำพวกหนึ่งในคริสตจักรที่ควรใช้วิจารณญาณคอยดู ระแวดระวัง และเอาตัวออกไปเช่นกัน

ฉ. แยกแยะผู้คนที่แพร่กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูลและหลักธรรมในการรับมือคนเหล่านี้

พวกเราควรแยกแยะคนในคริสตจักรที่กุข่าวลือเพื่อชักพาให้ผู้อื่นหลงผิดอย่างไร? ก่อนอื่นคนที่กุข่าวลือย่อมไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นแน่ พวกเขารังเกียจความจริง นอกจากนี้พวกเขาก็มักจะประดิษฐ์คำพูดเยี่ยงมารและถ้อยแถลงที่เหลวไหลสารพัดชนิดมาใช้ชักพาให้พี่น้องชายหญิงที่ด้อยวุฒิภาวะ มีรากฐานที่ตื้นเขิน และไม่เข้าใจความจริงบางคนหลงผิดและดึงไปเป็นพวก ผลสัมฤทธิ์ของพวกเขาคือการก่อกวนและทำให้ระเบียบปกติของชีวิตคริสตจักรเสียหาย รบกวนการไล่ตามเสาะหาตามปกติของผู้คนและทำให้ผู้คนออกห่างจากเส้นทางที่ถูกต้อง ทำให้ผู้คนคิดลบและอ่อนแอ ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้คนละทิ้งหน้าที่ของตนและเลิกเชื่อในพระเจ้า—นี่ทำให้พวกเขาถึงกับมีความสุขมากขึ้น ฉะนั้น การเรียกคนที่กุข่าวลือว่าข้ารับใช้ของซาตานจึงเป็นคำเรียกที่ถูกต้องแม่นยำโดยแท้ นี่คือใบหน้าที่แท้จริงและธาตุแท้ของผู้คนเยี่ยงนี้ ซึ่งแยกแยะได้ง่าย บางคนก็พอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง แม้ตัวพวกเขาเองไม่รักความจริง แต่ก็ไม่แทรกแซงหรือแสดงความคิดเห็นว่าผู้อื่นควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร ผู้คนเหล่านี้สามารถมองข้ามไปได้ แต่บางคนที่อิจฉาและเกลียดชังคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ตัดสินและโจมตีคนเหล่านั้นอยู่เสมอ พลางเก็บงำเจตนาบางอย่างเอาไว้ และถึงกับฉวยเอาไพ่ตายในมือมากล่าวโทษพวกเขา ผู้คนควรระแวดระวังคนเช่นนี้ แม้สิ่งที่ผู้คนเหล่านี้พูดออกมาอาจฟังดูถูกต้อง เป็นเหตุเป็นผล และตรงกับความหมายตามตัวอักษรในพระวจนะของพระเจ้าอย่างมากทีเดียว แต่พอใช้วิจารณญาณแยกแยะอย่างถี่ถ้วน นี่กลับเป็นเรื่องโกหกและข่าวลือเสียส่วนใหญ่ เป็นเรื่องไร้สาระโดยแท้ ควรใช้วิจารณญาณแยกแยะข่าวลือลวงโลกและเรื่องโกหกพวกนี้ให้ออก บางคนกล่าวว่า “ฉันเพิ่งเชื่อในพระเจ้ามาไม่นาน อ่านพระวจนะของพระเจ้ามาน้อย และไม่เข้าใจความจริง ฉันจะใช้วิจารณญาณแยกแยะข่าวลือกับเรื่องโกหกได้อย่างไร?” มีวิธีเดียวก็คือ จากวันนี้ไปให้มุ่งอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น แสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น ปล่อยให้พระวจนะของพระเจ้าหยั่งรากลงไปในหัวใจของเจ้า ด้วยการชี้แนะจากพระวจนะของพระเจ้าและการมองเรื่องราวต่างๆ ตามความจริง เจ้าย่อมจะมีวิจารณญาณแยกแยะ ข่าวลือที่แพร่โดยผู้คนเหล่านี้จะไม่มีผลกับเจ้าและจะไม่รบกวนการไล่ตามเสาะหาตามปกติของเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะเสวนากันถึงข่าวลือใดหรือพูดเรื่องเหลวไหลใด เจ้าก็จะไม่หวั่นไหวหลังจากได้ยิน จะไม่คิดลบและอ่อนแอ และจะยิ่งไม่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า เจ้าจะมุ่งไล่ตามเสาะหาในทิศทางที่ถูกต้องเท่านั้น นี่หมายความว่าเจ้ามีภูมิต้านทาน—ข้ารับใช้เยี่ยงนั้นของซาตานจะไม่ก่อให้เกิดผลอันใดในคริสตจักรอีกต่อไป การเรียนรู้ว่าจะใช้วิจารณญาณแยกแยะข่าวลืออย่างไรนี้ไม่มีทางลัด มีเพียงวิธีเดียวคือฟังคำเทศนาให้มากขึ้น อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น และสามัคคีธรรมความจริงให้มากขึ้น เมื่อเจ้ามีความเข้าใจความจริงแล้ว เจ้าย่อมจะมีวิจารณญาณแยกแยะไปเอง จุดประสงค์ของการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและสามัคคีธรรมความจริงคืออะไร? คือการเข้าใจความจริงและมีวิจารณญาณแยกแยะข่าวลือและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ด้วยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าเห็นว่าข่าวลือเหล่านั้นขัดแย้งและต่อต้านพระวจนะของพระเจ้า ตรงข้ามกับความจริงโดยสิ้นเชิง ข่าวลือเหล่านั้นก็จะพังครืนไปเอง แน่นอนว่ามีบางคนกล่าวว่า “ฉันไม่เคยทุ่มเทพยายามในการอ่านพระวจนะของพระเจ้า และไม่เข้าใจว่าความจริงในพระวจนะของพระเจ้าคืออะไรกันแน่ ฉันจำได้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นคือ ในแง่ของการประพฤติปฏิบัติตน ฉันต้องทำตามคนหมู่มาก ไม่ว่าผู้คนส่วนใหญ่ปฏิเสธอะไร ฉันย่อมปฏิเสธด้วย คนส่วนมากยอมรับอะไร ฉันยอมรับด้วย ฉันแค่ทำตามคนหมู่มากก็พอ” แบบนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่) บางครั้งคนหมู่มากก็ผิดเช่นกัน และการทำตามคนหมู่มากย่อมหมายถึงการทำผิดไปพร้อมกับพวกเขา เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะทำตามคนที่เข้าใจความจริง นี่เท่านั้นจึงเป็นวิธีที่ดี

การแพร่กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูลเป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นในคริสตจักร แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่การก่อกวนและภัยที่ก่อให้เกิดกับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ไม่ใช่เล็กน้อย อย่างน้อยที่สุด มันก็สามารถทำให้ผู้คนคิดลบและอ่อนแอได้ อย่างเลวร้ายที่สุด มันย่อมสามารถทำให้ผู้คนพาตัวออกห่างจากพระเจ้าและถึงขั้นทรยศพระองค์ได้ ฉะนั้น การแพร่กระจายข่าวลือจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในคริสตจักร ก็ควรหยุดยั้งและควบคุมเอาไว้ทันที หากผู้นำคริสตจักรด้านชาและหัวทึบ ไม่สามารถทำงานจริง และไม่อาจตรวจพบประเด็นปัญหานี้ได้ แต่บางคนที่มีขีดความสามารถดี ซึ่งไล่ตามเสาะหาและเข้าใจความจริง กลับตรวจพบปัญหานี้ เช่นนั้นแล้วกลุ่มหลังก็ควรก้าวออกมาแก้ไขปัญหานี้ เมื่อพิจารณาด้วยการแสวงหาและสามัคคีธรรมกับผู้คนจำนวนมากเพื่อลงมติและได้รับการยืนยันว่ามีการแพร่กระจายข่าวลืออยู่ ผู้คนก็ควรแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหาดังกล่าว หากไม่ชัดเจนว่าความเห็นหนึ่งๆ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ ก็จงอย่าระบุลงไปอย่างมืดบอด ส่วนความเห็นที่ชัดเจนและไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ มองออกง่ายว่าเป็นข่าวลือและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ก็ควรเปิดโปงและชำแหละทันทีเพื่อให้ทุกคนสามารถแยกแยะได้ หลังจากที่ฟังใครบางคนพูดสักประโยคสองประโยค หากเจ้าแยกแยะไม่ได้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดออกมาเป็นข่าวลือหรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ เจ้าก็ควรรับมือด้วยความระมัดระวังและไม่สรุปความอย่างมืดบอด จงรอจนกระทั่งพวกเขาพูดจบเพื่อแยกแยะให้ชัดเจน เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นข่าวลือหรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ก็ควรหยุดยั้งและควบคุมคนคนนี้ทันที หากการตักเตือนและการห้ามปรามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังควบคุมพวกเขาไม่ได้ และพวกเขายังดึงดันที่จะแพร่กระจายข่าวลือต่อไป ก็ควรเอาตัวพวกเขาออกจากคริสตจักร หลักธรรมและเส้นทางนี้ชัดเจนหรือไม่ว่าควรทำสิ่งใดและควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อพบเจอคนที่แพร่กระจายข่าวลือในคริสตจักร? (ชัดเจน)

เนื้อหาของข่าวลือไม่เพียงเกี่ยวพันกับปัญหาใหญ่ๆ ที่เรากล่าวมานี้เท่านั้น มีบางข่าวลือที่เป็นเพียงสิ่งละอันพันละน้อยอีกด้วย เช่น ความเห็นเกี่ยวกับการตัดแต่ง หรือเกี่ยวกับคนที่พระนิเวศของพระเจ้าใช้งานหรือคนที่พระนิเวศกำจัดออกไป รวมทั้งถ้อยแถลงที่ไม่จริงอื่นๆ ก่อนที่คริสตจักรจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์หมดจด ย่อมมีผู้นำเทียมเท็จ ศัตรูของพระคริสต์ คนชั่วต่างๆ ผู้คนที่เลอะเลือน คนปัญญาทึบที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ—มีผู้คนสารพัดชนิดในคริสตจักร คนโกหกและนักกุข่าวลือก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป มีลมปากเยี่ยงมารและข่าวลือสารพัดอย่างในหมู่คน ในส่วนของข่าวลือเหล่านี้ ด้านหนึ่งผู้คนจำเป็นต้องมีเหตุผลตามปกติในการตัดสินข่าวลือเหล่านี้ อีกด้านหนึ่ง ในกรณีของข่าวลือที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า แผนการบริหารจัดการของพระเจ้า พระเจ้าพระองค์เอง และแม้แต่กฎการปกครองในพระนิเวศของพระเจ้าและเรื่องอื่นๆ ผู้คนจำเป็นต้องมีความจริงไว้ใช้แยกแยะเรื่องเหล่านี้ สำหรับเรื่องราวภายนอก ผู้คนจำเป็นต้องมีเหตุผลตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติไว้ตัดสิน ส่วนเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจของพระเจ้าและความจริง ผู้คนจำต้องมีความเป็นจริงความจริงและวุฒิภาวะไว้แยกแยะเรื่องเหล่านี้ สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือประเภทใด ผู้คนก็ควรใช้วิจารณญาณแยกแยะและปฏิเสธไม่ยอมรับข่าวลือเหล่านั้น แน่นอนว่าบางคนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและใช้ชีวิตไปตามข่าวลือเหล่านี้เท่านั้น วันนี้มีบางคนแพร่กระจายคำกล่าวที่ทำให้ผู้คนเอนเอียงไปทางหนึ่ง ผู้คนเหล่านี้ก็คล้อยตาม รุ่งขึ้นมีคำกล่าวอีกอย่างที่ทำให้ผู้คนเอนเอียงไปอีกทางหนึ่ง แล้วพวกเขาก็คล้อยไปตามทางนั้น ตัวอย่างเช่น ผู้นำหรือคนทำงานบางคนกล่าวว่าคนที่สามารถเขียนบทความคำพยานได้ย่อมจะสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อม ดังนั้นพวกเขาจึงฝึกเขียนบทความ ศึกษาการเขียน และหาแหล่งข้อมูล วันถัดมาผู้นำหรือคนทำงานอีกคนก็บอกว่าคนที่ทำหน้าที่ของตนย่อมจะสามารถได้รับการช่วยให้รอด ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มสาละวนทำหน้าที่ แต่ไม่ว่าจะยุ่งอย่างไร พวกเขาก็ไม่เคยร้อนใจหรือสนใจเรื่องที่สำคัญที่สุดคือการไล่ตามเสาะหาความจริงและการเข้าสู่ชีวิตเลย กระแสนิยมเลวร้ายต่างๆ นานาที่ก่อตัวตามกลุ่มต่างๆ ในคริสตจักรจึงพัดพาคนบางคนออกไปตลอดเวลา ข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่สมาชิกคริสตจักรก็ชักพาให้บางคนหลงผิดและมีอิทธิพลต่อพวกเขาอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี มีบางคนเช่นกันที่ยังคงไม่แยแสและไม่ให้ความสนใจต่อข่าวลือที่พวกเขาได้ยินได้ฟังนี้ พวกเขาไม่สนใจว่าพระนิเวศของพระเจ้ากำลังทำงานอะไรอยู่ ไม่สนใจที่จะเชื่อในพระเจ้าและไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริง ผู้คนเหล่านี้เป็นผู้เชื่อแต่ในนาม มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ดีกว่านั้นบ้าง พวกเขาสามารถแสวงหาความจริงและยอมรับความจริงได้ ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เป็นลบและผู้คนที่คิดลบเหล่านี้ มีแต่คนที่ด้อยวุฒิภาวะ ไร้รากฐาน และไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงโดยสิ้นเชิงเท่านั้นที่ได้รับอิทธิพลจากคำกล่าวและความเห็นต่างๆ อยู่เสมอ ด้วยเหตุที่ผู้คนเหล่านี้คอยเดินตามอยู่ตลอดเวลา จึงมีบางคนคอยกุข่าวลือต่างๆ นานาขึ้นมาอยู่เสมอเพื่อกวนน้ำให้ขุ่น พวกเขารู้สึกว่าการทำเช่นนี้เท่านั้นจึงจะทำให้การเชื่อในพระเจ้ามีชีวิตชีวาและน่าตื่นเต้น ไม่จืดชืด และเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่พวกเขาจะรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญ เรื่องเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในหมู่ผู้เชื่อใหม่ หากคริสตจักรแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยการแพร่กระจายข่าวลือและผู้คนที่ถูกชักพาให้หลงผิด นั่นก็หมายความว่าคริสตจักรแห่งนั้นมีผู้คนที่เข้าใจความจริงอยู่น้อยเกินไปอย่างแน่นอน ในคริสตจักร ผู้คนที่กล่าวถึงข้างต้นมักติดตามข่าวลือและการยั่วยุใดๆ ที่คนที่มีแรงจูงใจแอบแฝงปรุงแต่งขึ้นมา ซึ่งเป็นปัญหาอย่างยิ่ง ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะขีดความสามารถที่อ่อนด้อย ทั้งยังเป็นการสำแดงให้เห็นอย่างแท้จริงว่าไม่เข้าใจความจริงอีกด้วย สิ่งที่คนที่ไม่เข้าใจความจริงกล่าวออกมานั้นส่วนมากไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและมีสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ปะปนอยู่อีกด้วย กล่าวให้ถูกต้องก็คือ ทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก หากสิ่งที่พวกเขาพูดมีแรงจูงใจและจุดประสงค์อยู่ด้วย เช่นนั้นก็ไม่ใช่เพียงเรื่องโกหก แต่เป็นยิ่งกว่านั้นอีกคือเป็นกลอุบายของซาตานและแผนสมคบคิดของคนชั่วอีกด้วย ฉะนั้น สิ่งที่คนที่ไม่มีความจริงพูดออกมาโดยมากจึงเป็นคำพูดเยี่ยงมารและไม่ควรเชื่อ

นั่นคือบทสรุปของสามัคคีธรรมเรื่องการแพร่กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูล เรื่องการแพร่กระจายข่าวลือนี้เป็นสิ่งที่เผยผู้คนได้มากที่สุด และเปิดโอกาสให้เห็นพฤติกรรมของผู้คนต่างๆ อย่างชัดเจน ถึงเวลานี้พวกเจ้าก็ควรเข้าใจแล้วว่าพึงมีท่าทีเช่นใดต่อข่าวลือและคนที่กระจายข่าวลือ และควรใช้วิธีการใดมารับมือข่าวลือ ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) เมื่อเข้าใจแล้ว เวลาพบเจอเรื่องเช่นนี้อีกครั้ง พวกเจ้าก็ควรนำมาเทียบกับสามัคคีธรรมของพวกเรา และใช้วิธีการที่ถูกต้องที่สุดมาจัดการแก้ปัญหาเหล่านี้ เช่นนี้จึงสอดคล้องกับหลักธรรม

17 กรกฎาคม ค.ศ. 2021

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger