หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (18) ตอนที่สอง

ค. ควรรับมือข่าวลือที่ไม่มีมูลของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนและโลกศาสนาที่ให้ร้ายและโจมตีพระเจ้าอย่างไร

รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนและโลกศาสนาสร้างข่าวลือที่ไม่มีมูลมากมายเกี่ยวกับพระนิเวศของพระเจ้า กล่าวอ้างความเท็จว่าพี่น้องชายหญิงบีบบังคับให้ผู้คนยอมรับข่าวประเสริฐและอื่นๆ พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรหลังจากที่ได้ยินข่าวลือเหล่านี้? (โมโห ขุ่นเคือง) นี่เป็นข่าวลือเกี่ยวกับพวกเจ้า และพวกเจ้าก็รู้สึกขุ่นเคือง ขุ่นเคืองขนาดไหน? พวกเจ้าต้องการหาตัวคนที่กุข่าวลือและโต้เถียงกับพวกเขา กระทั่งอยากสั่งสอนให้พวกเขาได้รับบทเรียนด้วยใช่หรือไม่? (ใช่) ดูเผินๆ ข่าวลือเหล่านี้มีเป้าหมายอยู่ที่คริสตจักร แต่ที่จริงแล้ว ข่าวลือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสมาชิกทุกคนในคริสตจักร รวมทั้งชื่อเสียงและความสุจริตใจของสมาชิกแต่ละคน หลังจากได้ยินข่าวลือ พวกเจ้าก็รู้สึกขุ่นเคืองพร้อมกล่าวว่า “พวกเราไม่ได้ทำอย่างนั้น! พวกเราประกาศข่าวประเสริฐตามหลักธรรมความจริง ไม่เคยบังคับคนที่ไม่อยากเชื่อในพระเจ้า ความเชื่อเป็นเรื่องของความสมัครใจ พวกเราไม่เคยขู่เข็ญใคร และยิ่งไม่เคยทำร้ายหรือแก้แค้นผู้คน ตรงกันข้าม พวกเราที่ประกาศข่าวประเสริฐกลับถูกผู้คนในศาสนาทุบตีอย่างป่าเถื่อน แจ้งตำรวจ ทั้งยังส่งตัวให้พญานาคใหญ่สีแดงทรมาน พวกเรามากมายหลายคนถูกขังคุก และมีไม่น้อยที่ถึงกับถูกกักขังตามคุกเอกชนที่ผู้คนในศาสนาจัดตั้งขึ้นมา พวกเราต่างหากที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม!” หลังจากได้ยินข่าวลือเหล่านี้ พวกเจ้ารู้สึกขุ่นเคืองและอยากโต้เถียงกับพวกเขาตลอดเวลา พวกเจ้ามีปฏิกิริยาเช่นนี้เพราะข่าวลือเหล่านี้โจมตีและป้ายสีคริสตจักร รวมทั้งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรโดยตรง พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินข่าวลือที่เป็นการป้ายสีและตัดสินพระเจ้า? ข่าวลือเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตัวหรือความสุจริตใจและศักดิ์ศรีของพวกเจ้า นี่เป็นข่าวลือเกี่ยวกับพระเจ้า ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนตอนที่เจ้าเชื่อในพระเยซู บางคนก็บอกว่าพระเยซูประสูติจากหญิงพรหมจารีและไม่มีพระบิดา เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ฟังเช่นนั้น? เจ้านึกอยากโต้เถียงกับพวกเขาหรือไม่? “พวกเราเชื่อในพระเจ้า!” จากนั้นเจ้าก็ตรึกตรองว่า “นางมารีย์เป็นหญิงพรหมจารี และพระเยซูประสูติจากหญิงพรหมจารี ทรงปฏิสนธิโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือข้อเท็จจริง แต่ผู้ไม่มีความเชื่อกลับพูดเรื่องนี้กันอย่างหยาบคาย และฉันไม่ชอบฟังอะไรแบบนั้นเลย!” อย่างมากที่สุดเจ้าก็อาจจะมีความรู้สึกเช่นนั้น แต่ในหัวใจ เจ้ายังคงรู้สึกว่าการปฏิสนธิโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ขัดกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์อย่างแรง เจ้าไม่อาจเชื่อในเรื่องนี้ได้เพราะเจ้าเชื่อในวิทยาศาสตร์ เจ้าไม่ได้เชื่อในมหิทธานุภาพของพระเจ้าจากหัวใจของเจ้า และไม่เชื่อว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสและทรงทำคือความจริง ดังนั้นเจ้าก็จะไม่ออกไปโต้แย้งคำพูดเยี่ยงมารของผู้ไม่เชื่อ เป็นเพราะเจ้าไม่มีความจริงและไม่เข้าใจความจริง อย่างมากที่สุดเจ้าก็เห็นว่าข่าวลือที่ผู้คนพูดกันนั้นไม่น่าฟัง และคิดว่าผู้คนไม่ควรพูดจาเช่นนั้นเพราะข่าวลือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความมีหน้ามีตาของเจ้า เจ้าคิดว่า “ผู้ไม่มีความเชื่อช่างน่าขยะแขยงและชั่วช้านัก! บังอาจใช้วาจาสกปรก พวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่ออย่างแท้จริง! เป็นมารจริงๆ!” ก็เท่านั้น และนั่นคืออย่างมากที่สุดที่เจ้าทำได้ หลังจากได้ยินพวกเขาปล่อยข่าวลือพวกนี้ เหตุใดเจ้าจึงรู้สึกเดือดดาลและเห็นว่าผู้ไม่มีความเชื่อนั้นชั่วช้าและน่าขยะแขยง? เพราะข่าวลือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของเจ้า ข่าวลือเหล่านี้กระทบหัวใจของเจ้า ทำให้เจ้ารู้สึกขายหน้า นั่นจึงกระตุ้นโทสะของเจ้า และเจ้าก็ลุกขึ้นมากล่าวคำพูดที่เป็นบวกบางอย่างเพื่อหักล้าง การหักล้างเช่นนี้คือการยืนอยู่ฝ่ายพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? เป็นการปกป้องคำพยานให้พระเจ้าหรือไม่? ไม่ นี่เป็นไปเพื่อปกป้องหน้าตาและศักดิ์ศรีของเจ้าเองทั้งสิ้น เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้? เพราะเจ้าไม่เคยมองทะลุถึงแก่นแท้ของปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือสิ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์จากเจ้า สิ่งที่เจ้าเข้าใจและรู้สึกกลับไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า เป็นเพียงความหุนหันพลันแล่นและพฤติกรรมที่ดีงามของมนุษย์เท่านั้น พฤติกรรมอันดีงามของมนุษย์ไม่ได้แสดงถึงการเป็นคำพยานให้พระเจ้าของเจ้า เจ้าไม่เคยตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า เอาแต่ปกป้องหน้าตาและศักดิ์ศรีของตนเท่านั้น เจ้าหักล้างข่าวลือก็เพื่อให้มโนธรรมในใจเจ้าได้ผ่อนคลายลงบ้าง—เจ้าไม่ได้ยืนอยู่ฝ่ายพระเจ้าเพื่อพูดแทนพระองค์ และเจ้าก็ไม่ได้ใช้ความจริงหรือข้อเท็จจริงมาหักล้างข่าวลือและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า เจ้าไม่ได้เอ่ยปากพูดเพื่อพระเจ้า และแน่นอนว่าสิ่งที่เจ้าพูดไม่สอดคล้องกับความจริง แต่สอดคล้องกับผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของเจ้าเท่านั้น—เพียงเพื่อให้หัวใจของเจ้ารู้สึกหงุดหงิดน้อยลง และเพื่อให้เจ้าไม่รู้สึกว่าการเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าเป็นเรื่องน่าอับอาย ก็เท่านั้นเอง ฉะนั้น เมื่อพวกเจ้าได้ยินใครบางคนโจมตีและกล่าวโทษพระเจ้า ใส่ความและตัดสินคริสตจักรของพระเจ้า หรือกระทั่งกล่าวโทษพวกเจ้า พวกเจ้าจึงรู้สึกขุ่นเคืองเป็นพิเศษ ต้องการโต้แย้งและถกเถียงกับพวกเขา เพื่อกอบกู้ความมีหน้ามีตาของตนและชี้แจงเรื่องเหล่านี้ แต่นี่หมายความว่าเจ้าได้ตั้งมั่นในคำพยานของตนแล้วหรือ? ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น เมื่อไม่เข้าใจความจริงก็ไม่มีคำพยาน!

เวลาพวกเจ้าได้ยินข่าวลือที่แพร่กระจายอยู่ในโลกภายนอก ซึ่งให้ร้ายและโจมตีพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีพระเจ้าบนฟ้าสวรรค์หรือพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์บนแผ่นดินโลก พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร? พวกเจ้าไม่สนใจ หรือรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง? พวกเจ้าทนไม่ได้และไม่อาจยอมรับได้ หรืออับจนหนทาง? พอได้ยินข่าวลือเหล่านี้ บางคนก็คิดว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ พระเจ้าไม่ได้ทรงทำสิ่งเหล่านี้ ทำไมโลกและโลกศาสนาจึงโจมตีและให้ร้ายพระองค์อย่างนี้? พวกเราต้องหมั่นสละตน ทำหน้าที่ของตนเอง และปกป้องพระนามของพระเจ้า เมื่อพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง ความจริงเกี่ยวกับสรรพสิ่งก็จะปรากฏ และกลุ่มชนทั้งหมดในโลกก็จะมองเห็นว่าพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ที่พวกเราเชื่อคือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว เป็นพระเจ้าบนฟ้าสวรรค์ และไม่ผิดไปจากนี้เลย!” บางคนคิดว่า “พระเจ้าทรงแสดงความจริงมากมายเหลือเกิน และคนชั่วที่ไม่มีความเชื่อกับมารพวกนี้ก็รู้ดีว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง แต่ยังคงให้ร้ายและโจมตีพระเจ้า พระเจ้าต้องทรงทนทุกข์ไปอีกนานเท่าใด?” กระนั้นกลับมีบางคนกล่าวว่า “ผู้คนอยากพูดอะไรก็พูดได้ พวกเราไม่สนใจพวกเขาหรอก พระเจ้าไม่เคยหักล้างข่าวลือที่ให้ร้ายพระองค์ พระองค์ไม่ทรงตอบโต้ข่าวลือเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วพวกเราที่เป็นมนุษย์ตัวเล็กนิดเดียวจะทำอะไรได้? พระเจ้าถูกมนุษย์เข้าใจผิด โจมตี หมิ่นประมาท และปฏิเสธอย่างนี้เสมอมาไม่ใช่หรือ? พระเจ้าไม่ทรงพร่ำบ่นใดๆ และยังทรงช่วยผู้คนให้รอด จงปล่อยให้กาลเวลาเผยทุกสิ่งออกมาเถิด พระเจ้าจะทรงเป็นคำพยานให้พระองค์เอง!” พวกเจ้ามีมุมมองอย่างไร? เมื่อครู่นี้เราเพิ่งเอ่ยถึงการไม่ยอมจำนน รู้สึกขุ่นเคือง ไม่อาจยอมรับ อับจนหนทาง—พวกเจ้ารู้สึกแบบไหน? ความรู้สึกใดถูกต้องที่สุด? ควรรับมือเรื่องเหล่านี้ตามหลักธรรมความจริงอย่างไร? เวลาได้ยินข่าวลือเหล่านี้ พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร? (ขุ่นเคือง) ขุ่นเคือง แล้วพวกเจ้าก็ต้องการเขียนคำกล่าวโทษเพื่อประท้วงพวกที่สร้างข่าวลือ พวกฉ้อฉลในศาสนาและคนชั่วในศาสนาเหล่านี้ พวกเจ้ามีความคิดเช่นนี้หรือไม่? พวกเจ้าจะรู้สึกว่าแค่กำหมัดด้วยความโมโหยังไม่เพียงพอใช่หรือไม่? เจ้ารู้สึกอยากทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาทันทีหรือไม่? หรือเป็นเพียงความขุ่นเคืองที่ว่างเปล่าเท่านั้น? (มีความเกลียดชังและการปฏิเสธด้วย) ความขุ่นเคือง ความเกลียดชัง การปฏิเสธ—นี่คือภาวะอารมณ์ที่เกิดจากกิจกรรมทางความรู้สึกนึกคิด ไม่มีคำพูด พฤติกรรม หรือการกระทำที่เจาะจงลงไป เป็นเพียงภาวะอารมณ์เท่านั้น และแน่นอนว่าภาวะอารมณ์เหล่านี้แสดงถึงท่าทีบางอย่างเช่นกัน (นอกจากรู้สึกขุ่นเคืองแล้ว บางครั้งพวกเราก็เขียนบทความหรือทำรายการต่างๆ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและเปิดโปงว่าแก่นแท้ของการกระทำของพวกเขานั้นคือความเกลียดชังความจริงและเกลียดชังพระเจ้า เพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นข้อเท็จจริงที่แท้จริงเหล่านี้) ผู้คนเหล่านั้นจะยอมรับหลังจากที่มองเห็นข้อเท็จจริงที่แท้จริงหรือไม่? ต่อให้พวกเขายอมรับว่าสิ่งที่พวกเจ้าพูดมานั้นถูกต้อง แล้วให้ความเห็นอย่างเป็นธรรมว่า “การเชื่อของพวกคุณนั้นถูกต้องแล้ว เชื่อต่อไปเถิด พวกเราสนับสนุน!” ส่วนพวกฉ้อฉลในศาสนาก็รู้สึกละอายแก่ใจและกล่าวว่า “ขอโทษ พวกเราผิดไปแล้ว สิ่งที่พวกเราพูดไปไม่ใช่ข้อเท็จจริง จากนี้ไปพวกคุณเชื่อตามวิถีทางของพวกคุณเถิด และพวกเราก็จะเชื่อตามวิถีทางของพวกเรา” นั่นจะทำให้พวกเจ้ารู้สึกสบายใจหรือไม่? เป้าหมายที่พวกเจ้าตั้งไว้มีเท่านี้เองหรือ? (พวกเราต้องการเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าด้วยเพื่อให้พวกที่กำลังสืบค้นหนทางที่แท้จริงและกระหายความจริงสามารถแยกแยะถูกผิดได้อย่างชัดเจนและยอมรับหนทางที่แท้จริง) นี่เป็นเส้นทางหนึ่ง นี่คือวิธีปฏิบัติที่เป็นบวกวิธีหนึ่ง การเอาแต่โมโหและเกลียดชังมีประโยชน์หรือไม่? สาเหตุที่พวกเจ้าโมโหและเกลียดชังคืออะไร? เหตุใดจึงโมโหและเกลียดชัง? (พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังเพื่อช่วยผู้คนให้รอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว แต่พวกเขากลับแพร่กระจายข่าวลือเพื่อตัดสินและใส่ร้ายพระเจ้า พวกเราจึงรู้สึกขุ่นเคืองอย่างยิ่ง พลางคิดว่าพวกเขากำลังกลับผิดให้เป็นถูกและพูดจาเหลวไหลจริงๆ) พวกเจ้าคิดว่าการที่มวลมนุษย์และโลกปฏิเสธพระเจ้า รวมทั้งมีท่าทีต่อพระเจ้าเช่นนี้เฉพาะในช่วงเวลาที่พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ครั้งนี้เท่านั้นหรือ? ท่าทีที่มวลมนุษย์และโลกมีต่อพระเจ้าเป็นเหมือนกันมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ กล่าวโทษ ให้ร้าย โจมตี และหมิ่นประมาทพระเจ้าอยู่เสมอ ตั้งแต่พระเจ้าเริ่มทรงพระราชกิจของพระองค์มาจนบัดนี้ ท่าทีที่มวลมนุษย์มีต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ และต่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง มวลมนุษย์ไม่ได้เริ่มโจมตีและหมิ่นประมาทพระเจ้า กุข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์หลังจากที่พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ครั้งแรกเท่านั้น—ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่พระเจ้าเริ่มทรงพระราชกิจและตั้งแต่มวลมนุษย์ได้สัมผัสพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เป็นครั้งแรก และยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนคนที่ติดตามพระเจ้าก็จำต้องสู้ทนการถูกป้ายสี โจมตี ตัดสิน หมิ่นประมาท รวมทั้งข่าวลือต่างๆ และอื่นๆ จากระบอบของซาตานและกองกำลังทางศาสนาที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ซึ่งคอยต่อต้านพระเจ้าและคริสตจักรอยู่เสมอ เป็นไปได้หรือว่าผู้ที่ติดตามพระเจ้าจำเป็นต้องสู้ทนกับสิ่งเหล่านี้? บางคนกล่าวว่า “พวกเราขยะแขยงข่าวลือเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะมันบิดเบือนข้อเท็จจริงและกลับถูกให้เป็นผิดโดยสิ้นเชิง ทันทีที่ได้ยิน พวกเราก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และลึกลงไปในหัวใจ พวกเราก็นึกเกลียดพวกที่เสกสรรปั้นแต่งและแพร่กระจายข่าวลือ ไม่ว่าข่าวลือเหล่านี้จะมาจากโลกศาสนาหรือรัฐบาลมารของพรรคคอมมิวนิสต์จีน พวกเราก็มีท่าทีเพียงอย่างเดียว นั่นคือท่าทีของความเกลียดชังและความโกรธ แล้วพวกเราก็ต้องการหักล้างข่าวลือและชี้แจงทุกอย่าง” บางคนถึงกับกล่าวว่า “พวกเราต้องการถกเถียงกับพวกมารชั่วและศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ จะได้ทำให้ซาตานอับอายและดูหมิ่นเหยียดหยามมันได้!” ผู้คนส่วนใหญ่มีมุมมองเช่นนี้ใช่หรือไม่? มุมมองเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? ถ้ามองจากมุมมองของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ นี่ก็มีเหตุผล ผู้คนควรมีความเที่ยงตรงอยู่บ้างและมีภาวะอารมณ์ทุกอย่างตามปกติ พวกเขาควรรักและเกลียดอย่างชัดเจน รักสิ่งที่ควรรักและเกลียดสิ่งที่ควรเกลียด ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีคุณสมบัติเหล่านี้ แต่การมองตามมุมมองของความเป็นมนุษย์ที่ปกติเท่านั้นเพียงพอที่จะสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่? กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ แนวทางนี้ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่? หรือแท้จริงแล้ว นี่คือท่าทีและแนวทางที่พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่? เวลาที่เรากล่าวเช่นนี้ ผู้คนส่วนใหญ่อาจจะเข้าใจบางสิ่งและคิดว่า “พระองค์ตรัสว่านี่เป็นเพียงการมองสิ่งต่างๆ จากมุมมองของความเป็นมนุษย์ที่ปกติเท่านั้น ดูจากความนัยของสิ่งที่พระองค์ตรัส เห็นได้ชัดว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางของความหุนหันพลันแล่น ไม่ตรงตามหลักธรรมความจริง และไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า” ที่ว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้านั้นหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพระเจ้าไม่มีพระประสงค์ให้ผู้คนกระทำการเช่นนี้ พระประสงค์และมาตรฐานที่พระเจ้าทรงต้องการจากผู้คนไม่ใช่เช่นนี้ หากเจ้ากระทำการเช่นนี้ แม้พระเจ้าไม่ทรงกล่าวโทษ แต่จากมุมมองของพระองค์แล้ว นี่ไม่ได้หมายความว่าเจ้ากำลังทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ และพระองค์ก็ไม่ทรงยอมรับเรื่องนี้ ดูจากภายนอกเหมือนเจ้ากำลังกระทำการด้วยเหตุผลเวลาทำสิ่งเหล่านี้ มีทั้งความเกลียดชังและความรัก ต้องการชี้แจงข้อเท็จจริงเหล่านี้เพื่อพระเจ้า เพื่อให้โลกทั้งโลกรู้ว่าพระเจ้าคือพระเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าของมวลมนุษย์ทั้งปวง และทุกคนควรนมัสการพระเจ้าและยอมรับความรอดจากพระเจ้า จากภายนอก ดูเหมือนว่าสิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่นี้ไร้ที่ติ มีเหตุผล และเป็นไปตามกฎ มีความเป็นมนุษย์ มีศีลธรรม และยิ่งไปกว่านั้นยังตรงกับความนิยมชมชอบของผู้คนทั้งปวง แต่เจ้าเคยถามเรื่องนี้กับพระเจ้าหรือไม่? เจ้าได้แสวงหาพระเจ้าหรือยัง? เจ้าได้พบหลักธรรมในการปฏิบัติตนที่พระเจ้าทรงกำหนดให้แก่ผู้คนในพระวจนะของพระองค์หรือยัง? แท้จริงแล้วเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร? บางคนกล่าวว่า “พระวจนะของพระเจ้ามีมากมายนัก ไม่ง่ายเลยที่จะหาข้อกำหนดจำเพาะที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนพบในทุกๆ เรื่อง” ในเมื่อเจ้ายังไม่พบพระวจนะที่แน่ชัดของพระเจ้า แต่เจ้าก็สามารถมองหาเบาะแสจากท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อข่าวลือจำพวกนี้ จากนั้นเจ้าย่อมระบุได้มิใช่หรือว่าท่าทีที่ผู้คนควรมีในเรื่องนี้เป็นเช่นใด และพวกเขาควรปฏิบัติตามหลักธรรมข้อใดโดยอ้างอิงจากท่าทีที่พระเจ้าทรงมีในเรื่องนี้? (ใช่) ดังนั้นพวกเราก็มาดูกันเถิดว่าท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อเรื่องนี้แท้จริงแล้วเป็นเช่นใด

นับตั้งแต่มวลมนุษย์เริ่มประสบกับพระราชกิจของพระเจ้า ผู้คนก็พร่ำบ่นและไม่พอใจพระเจ้ามาโดยตลอด ถึงกับแอบเอ่ยวาจาที่น่าสะอิดสะเอียนมากมายซึ่งแสดงถึงความระแวง ความสงสัย การปฏิเสธ และอื่นๆ ต่อพระเจ้า นอกจากนี้ยังมีข่าวลือต่างๆ นานาจากพรรครัฐบาลและโลกศาสนาซึ่งแน่นอนว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและไม่สอดคล้องกับความจริง สำหรับพระเจ้าแล้ว ถ้อยคำเหล่านี้คืออะไร? ไม่ว่าจะเป็นความระแวง ความเข้าใจผิด หรือคำพร่ำบ่น ถ้อยคำเหล่านี้ก็เต็มไปด้วยการโจมตี ให้ร้าย และหมิ่นประมาทพระเจ้า โดยไม่ได้สะท้อนให้เห็นหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ในคริสตจักรย่อมมีบางคนที่ไม่รักความจริงอยู่ด้วยเสมอ คนเหล่านี้คือผู้ไม่เชื่อที่สงสัยพระวจนะของพระเจ้าและความจริง คอยแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อพระเจ้า ส่วนผู้ไม่มีความเชื่อและบรรดาพรรครัฐบาลที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าก็ยิ่งแล้วใหญ่ คนพวกนั้นรังเกียจความจริง—ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย พวกเขาโจมตีและตัดสินอย่างไร้ยางอาย อยากพูดอะไรก็พูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกฟาริสีในโลกศาสนายิ่งฉวยโอกาสตัดสินและกล่าวโทษอย่างไม่ยับยั้งชั่งใจ ความคิดเห็นทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก และแน่นอนว่าไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงและไม่ถูกต้อง เช่นนั้นแล้วความคิดเห็นเหล่านี้มีแก่นแท้เป็นเช่นใด? สำหรับพระเจ้าแล้ว ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงหรือมุมมองเท่านั้น แต่ยังเป็นการดูหมิ่น โจมตี ให้ร้าย และหมิ่นประมาทพระองค์อีกด้วย เหตุใดเราจึงกล่าวว่า “สำหรับพระเจ้าแล้ว”? เพราะพระเจ้าทรงประเมินทั้งหมดนี้ได้อย่างแม่นยำที่สุด พวกเราจึงทำได้เพียงเติมวลีนี้เข้าไปข้างหน้า ในประวัติศาสตร์ ท่าทีที่มวลมนุษย์มีต่อพระเจ้าเป็นเช่นนี้ตลอดมา วาจาของผู้คนที่โจมตีและจาบจ้วงพระเจ้าก็มีมากมายเหลือคณา ไม่มีสักคำที่มีเจตนาดี กระทั่งทุกวันนี้สิ่งที่หูของพวกเจ้าได้ยินและตาของพวกเจ้ามองเห็นก็ยังเหมือนเดิม ตั้งแต่เริ่มต้น ท่าทีทั้งหมดที่มวลมนุษย์มีต่อพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แล้วพระเจ้าทรงจัดการกับเรื่องเหล่านี้อย่างไร? พระเจ้าทรงมีเงื่อนไขหรือความสามารถในการจัดประชุมศาสนาระดับโลกเพื่อปกป้องพระองค์เอง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงของพระราชกิจของพระองค์ตามจริง และอธิบายเหตุอันชอบธรรมของพระองค์แก่มวลมนุษย์ได้หรือไม่? พระเจ้าทรงเคยทำเช่นนี้หรือไม่? ไม่ พระเจ้ายังทรงเงียบ พระองค์ไม่ทรงชี้แจงสถานการณ์ทั้งหมดนี้ และไม่ทรงปกป้องหรืออธิบายเหตุอันชอบธรรมของพระองค์เองเลย อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่โจมตีพระเจ้าในลักษณะที่ชั่วช้าเป็นพิเศษ พระเจ้าได้ทรงจัดสรรการลงโทษบางอย่างเอาไว้แล้ว ทรงปล่อยให้ข้อเท็จจริงบางอย่างบังเกิดแก่พวกเขา ส่วนการโจมตี ให้ร้าย และหมิ่นประมาทโดยสาธารณชนนั้น พระเจ้าทรงมีท่าทีเช่นใด? พระเจ้าทรงจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร? พระองค์ทรงเฉยเสีย ทรงทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ และทรงทำในหนทางที่ควรทำ ทรงเลือกคนที่พระองค์พึงเลือก ทรงนำผู้ที่พระองค์ควรนำ โลกทั้งโลกเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระองค์ไม่เคยขัดขวางหรือเปลี่ยนแปลงแผนการของพระองค์เองตามการโจมตี ให้ร้าย หรือหมิ่นประมาทของมนุษย์ เมื่อกองกำลังชั่วของซาตานปราบปรามและจับกุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ไม่ว่าจะบ้าคลั่งเพียงใด พระเจ้าก็ไม่เคยทรงเปลี่ยนแปลงแผนการของพระองค์หรือเปลี่ยนพระทัย พระดำริและแนวพระดำริทั้งปวงของพระองค์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง พระองค์เพียงทรงพระราชกิจต่อไปเช่นที่เคยมาตามที่ตั้งพระทัยไว้ว่าจะทำ และบริหารจัดการมวลมนุษย์ของพระองค์เท่านั้น สำหรับพระเจ้าแล้ว การโจมตี ให้ร้าย และหมิ่นประมาทเหล่านี้ไม่เคยก่อให้เกิดการแทรกแซงใดๆ พระเจ้าจึงไม่สนพระทัยสิ่งเหล่านี้ เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ปกป้องพระองค์เองหรือชี้แจงว่าทรงชอบด้วยเหตุผล? สำหรับพระเจ้าแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปกติ ความเป็นมนุษย์ก็คือความเป็นมนุษย์ และซาตานย่อมเป็นซาตาน เป็นเรื่องปกติมากที่มนุษย์ซึ่งไม่เข้าใจความจริงหรือข้อเท็จจริงตามความเป็นจริงจะทำเรื่องเช่นนี้ แล้วนี่ส่งผลต่อขั้นตอนต่างๆ ในพระราชกิจของพระเจ้าหรือไม่? ไม่ พระเจ้าทรงครองฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ ทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง สรรพสิ่งและทุกสิ่งทุกอย่างย่อมดำเนินไปอย่างมีแบบแผนตามพระวจนะของพระเจ้า ตามพระดำริของพระเจ้า และภายใต้อธิปไตยของพระองค์ ไม่ว่ามวลมนุษย์จะพูดหรือทำสิ่งใด ก็ไม่อาจส่งผลกระทบต่อพระราชกิจของพระเจ้าได้ไม่ว่าในหนทางใด—นี่คือสิ่งที่พระเจ้าผู้มีแก่นแท้เป็นพระเจ้าทรงทำได้ พระเจ้าทรงลงมือเมื่อถึงเวลา ทรงทำแผนการของพระองค์ให้ลุล่วงโดยไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ได้ ความเห็นของมนุษย์และการโจมตีหรือการให้ร้ายพระเจ้าใดๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะพยายามขัดขวางและทำลายพระราชกิจของพระเจ้าโดยเจตนา หรือเป็นการก่อกวนและทำลายพระราชกิจของพระเจ้าโดยไม่เจตนาก็ตาม พวกเขาก็ไม่เคยบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ เพราะเหตุใด? นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้า เป็นการยืนยันว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้ามีเอกลักษณ์ ไม่มีกำลังบังคับใดสามารถแทนที่ได้ และไม่มีกำลังบังคับใดเหนือกว่า นี่คือข้อเท็จจริง พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพนี้ พระเจ้าทรงมีอัตลักษณ์แท้จริงของพระองค์ และไม่มีกำลังบังคับใดสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ แล้วพระเจ้าควรสนพระทัยการโจมตีและให้ร้ายเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คนด้วยเหตุใดเล่า? สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะมีบุคคลสำคัญมากมายหรือกำลังบังคับที่ทรงพลังเพียงใดในหมู่มวลมนุษย์พยายามแทรกแซง ให้ร้าย โจมตี หรือหมิ่นประมาทพระองค์ ย่อมไม่สามารถรบกวนพระราชกิจของพระเจ้าได้แม้แต่น้อย ในทางกลับกัน การกระทำเหล่านี้มีแต่จะเน้นให้เห็นถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมและมหิทธานุภาพของพระเจ้าเท่านั้น การก่อกวนโดยกองกำลังชั่วของซาตานเป็นเพียงเหตุการณ์เล็กๆ ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ สิ่งที่สามารถมีอธิปไตยเหนือมวลมนุษย์ทั้งปวง มีอิทธิพลต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง และเปลี่ยนแปลงมวลมนุษย์ทั้งปวงได้ก็คือพระราชกิจของพระเจ้า แผนการของพระเจ้า ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า นี่คือข้อเท็จจริง ในทางตรงกันข้าม พระเจ้าจำเป็นต้องใส่พระทัยการดูหมิ่น โจมตี ให้ร้าย และหมิ่นประมาทพระองค์ของผู้คนหรือไม่? ไม่ เพราะพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจ สำหรับพระเจ้าแล้ว ถ้อยแถลงของพระองค์ที่ว่า “เราหมายความตามที่เรากล่าว สิ่งที่เรากล่าว เราจะทำ และสิ่งที่เราทำจะยืนยงตลอดกาล” ย่อมจะเป็นจริงเสมอ ซึ่งก็กำลังกลายเป็นจริงและกำลังจะลุล่วงในทุกวัน นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้า บางคนถามว่า “นี่คือความมั่นใจของพระเจ้า คือความเชื่อของพระองค์หรือ?” เจ้าเข้าใจผิดแล้ว! มนุษย์มีความมั่นใจ มนุษย์จำเป็นต้องมีความเชื่อ แต่ไม่ใช่พระเจ้า เพราะเหตุใด? เพราะพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ ไม่ว่ามวลมนุษย์จะให้ร้ายหรือกล่าวโทษพระองค์อย่างไร ไม่ว่ากองกำลังที่เป็นปฏิปักษ์ของซาตานจะก่อกวนและบ่อนทำลายอย่างไร ก็จะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องกำจัดกองกำลังที่เป็นปฏิปักษ์ในหมู่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม ซึ่งโจมตี ให้ร้าย และหมิ่นประมาทพระองค์เสียก่อน แล้วค่อยทรงพระราชกิจของพระองค์ แล้วพระเจ้าทรงพระราชกิจภายใต้สภาพการณ์เช่นใด? พระองค์ทรงได้ชัยชนะภายใต้สภาพการณ์เช่นใด? พระองค์ทรงพระราชกิจสำเร็จลุล่วงภายใต้สภาพการณ์เช่นใด? พระองค์ทรงพระราชกิจท่ามกลางเสียงอื้ออึงของการโจมตี ให้ร้าย และหมิ่นประมาทของมวลมนุษย์ทั้งปวงและกองกำลังที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมด พระองค์ทรงพระราชกิจสำเร็จลุล่วงในสภาพแวดล้อมและบรรยากาศเช่นนี้ นี่แสดงให้เห็นถึงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามิใช่หรือ? นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้ามิใช่หรือ? (ใช่) ใครเล่าจะปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ได้? เจ้ากล้าไม่ยอมรับหรือว่านี่คือข้อเท็จจริง?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger