หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (16) ตอนที่ห้า

คนที่ไม่เข้าใจความจริงต้องจดจำให้ได้เสียก่อนว่าเมื่อพวกเขามีมโนคติอันหลงผิด พวกเขาก็ควรแสวงหาความจริงมาแก้ไขมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้น ต้องไม่แพร่มโนคติอันหลงผิดหรือพูดจาไม่ระวังปากเป็นอันขาดว่า “ฉันมีเสรีภาพที่จะพูด ถึงอย่างไรนี่เป็นปากของฉัน อยากพูดอะไร อยากพูดกับใคร และอยากพูดที่ไหนก็พูดได้” การพูดเช่นนี้นั้นผิด คำพูดที่ดีหรือถูกต้องบางคำเมื่อพูดออกมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น แต่คำพูดที่เป็นมโนคติอันหลงผิดหรือเป็นการทดลองของซาตานนั้น อาจส่งผลที่ไม่อาจประมาณได้เมื่อพูดออกมา ตามผลสืบเนื่องเหล่านี้ หากเจ้ามีมโนคติอันหลงผิดที่เจ้าดึงดันจะกล่าวออกมา หากรู้สึกว่าทำเช่นนั้นแล้วรู้สึกดีและทำให้เจ้ามีความสุข ก็ต้องระบุว่าการกระทำของเจ้าคือการทำชั่ว พระเจ้าจะทรงบันทึกเอาไว้มัดตัวเจ้า เหตุใดจึงจะบันทึกเอาไว้มัดตัวเจ้า? มีการบอกกล่าววิธี เส้นทาง และหลักธรรมของการปฏิบัติมากมายที่เป็นบวกให้แก่เจ้าแล้ว แต่เจ้าก็ไม่เลือกสิ่งเหล่านั้น เจ้ากลับเลือกเส้นทางที่นำอันตรายมาสู่ผู้คน—นี่เป็นการจงใจมิใช่หรือ? เช่นนั้นแล้ว เป็นการเกินเหตุหรือไม่ที่เรียกการกระทำของเจ้าว่าการทำชั่ว? (ไม่) เจ้าสามารถเลือกที่จะแก้ไขปัญหานี้ด้วยตนเองทุกประการผ่านทางประสบการณ์ การอธิษฐานถึงพระเจ้า และการแสวงหา แทนที่จะนำมโนคติอันหลงผิดของเจ้าไปก่อกวนและชักพาผู้อื่นให้หลงผิด คนที่มีมโนธรรมและสำนึกควรเลือกหนทางนี้ แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่เลือกหนทางนี้? เหตุใดจึงเลือกหนทางที่ทำร้ายและเป็นอันตรายต่อผู้อื่น? นี่คือสิ่งที่ซาตานจะทำมิใช่หรือ? คนชั่วย่อมทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นและตนเอง หากเจ้าทำเรื่องเช่นนั้นด้วย พระเจ้าย่อมเกลียดที่เจ้าทำเช่นนั้นใช่หรือไม่? (ใช่) ต่อให้พระเจ้าไม่ทรงกล่าวโทษมโนคติอันหลงผิดของเจ้า เจ้าก็ต้องแสวงหาความจริงมาแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของเจ้าด้วยตนเอง และต้องมีเส้นทางที่จะปฏิบัติความจริง หากหนทางจัดการกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้าคือการแพร่ออกไปเพื่อทำร้ายและชักพาผู้อื่นให้หลงผิดโดยเจตนา รบกวนชีวิตคริสตจักร การเข้าสู่ชีวิต และสภาวะที่เป็นปกติของพี่น้องชายหญิง เช่นนั้นแล้ว การกระทำของเจ้าก็คือการทำชั่ว เวลาเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ คนเราควรเลือกสิ่งใด? คนคนหนึ่งที่มีความเป็นมนุษย์และไล่ตามเสาะหาความจริงจะไม่เลือกหนทางที่ทำร้ายและชักพาผู้อื่นให้หลงผิด เขาย่อมเลือกที่จะปฏิบัติและยึดมั่นในหลักธรรมเชิงรุกที่เป็นบวก มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและแสวงหาความจริง และขอให้พระเจ้าทรงช่วยแก้ปัญหาให้ บางคนกล่าวว่า “เวลาฉันขอให้พระเจ้าช่วย ฉันรู้สึกอยู่เสมอว่าความช่วยเหลือของพระองค์นั้นจับต้องไม่ได้และมองไม่เห็น ฉันเลือกแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้คนแทนได้หรือไม่?” ได้ เจ้าสามารถเลือกใครสักคนที่เข้าใจความจริงมากกว่าและมีวุฒิภาวะมากกว่าเจ้า คนที่เจ้าเชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหาให้เจ้าได้โดยไม่ถูกรบกวนหรือได้รับอิทธิพลจากมโนคติอันหลงผิดของเจ้าจนกลายเป็นคนอ่อนแอ ใครสักคนที่เคยมีประสบการณ์กับปัญหาที่คล้ายคลึงกันมาแล้วและสามารถบอกเจ้าได้ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร—เส้นทางนี้ก็เหมาะสมเช่นกัน หากเจ้าเลือกใครสักคนที่ปกติแล้วเลอะเลือนเป็นอย่างยิ่งและไม่สามารถมองทะลุสิ่งใดได้เลย เมื่อเขาได้ยินเรื่องนี้ ก็สร้างความวุ่นวายทันที ต้องการป่าวประกาศมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นไปทุกที่และก่อให้เกิดการรบกวน ปรารถนาที่จะเลิกเชื่อ—เช่นนั้นการกระทำของเจ้าย่อมจะรบกวนชีวิตคริสตจักรไปแล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อนั้นการกระทำของเจ้าก็จะถูกระบุว่าเป็นการทำชั่วมิใช่หรือ? (ใช่) เพราะฉะนั้น ในเรื่องที่ว่าเจ้าควรจัดการมโนคติอันหลงผิดอย่างไร เจ้าต้องรอบคอบและระมัดระวัง ต้องไม่กระทำการในลักษณะที่เลอะเลือนหรือหุนหันพลันแล่น และต้องไม่ปฏิบัติต่อมโนคติอันหลงผิดว่าเป็นความจริงอย่างเด็ดขาด—ไม่ว่าความคิดของมนุษย์จะถูกต้องเพียงใดก็ไม่ใช่ความจริง ในหนทางนี้ เจ้าจะรู้สึกสงบลงมาก และมโนคติอันหลงผิดของเจ้าก็จะไม่สามารถสร้างปัญหาได้ การมีมโนคติอันหลงผิดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว—ตราบใดที่เจ้าแสวงหาความจริง มโนคติเหล่านั้นย่อมจะได้รับการแก้ไขในที่สุด บางคนกล่าวว่า “แต่การแก้ไขมโนคติอันหลงผิดนั้นไม่ง่ายเลย” มโนคติอันหลงผิดบางอย่างแก้ไขยากจริงๆ แล้วควรทำอย่างไร? เรื่องนี้ง่ายมาก มโนคติอันหลงผิดบางอย่างในความคิดและจิตใจของคนบางคนไม่เคยมีการแก้ไขเลย นี่เป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แต่ไม่ว่ามโนคติอันหลงผิดจะแก้ไขยากเพียงใด นั่นก็ยังไม่ใช่ความจริงอยู่ดี ตราบใดที่เจ้าเข้าใจประเด็นนี้ เจ้าย่อมรับมือกับปัญหาได้ง่าย เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่เราต้องบอกพวกเจ้าเอาไว้คือ พระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดให้ทุกคนเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือตระหนักรู้ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ พระองค์ไม่ได้กำหนดว่าทุกคนต้องรู้ความจริงในเรื่องนั้นหรือรู้ว่าเหตุใดพระองค์จึงกระทำการในวิถีทางบางอย่าง นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนา พระองค์ไม่ได้ทรงกำหนดมาตรฐานเหล่านี้ให้แก่ผู้คน หากขีดความสามารถของเจ้าดีพอ เจ้าสัมฤทธิ์ความเข้าใจในระดับใดก็ตามย่อมถือว่าดีแล้ว—เพียงทำให้ดีที่สุด หากเจ้าไม่สามารถเข้าใจได้ เมื่อเจ้าอายุมากขึ้น และประสบการณ์ของเจ้าลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งสั่งสมประสบการณ์มากขึ้น ความเข้าใจในความจริงของเจ้าจะค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้นเช่นกัน และมโนคติอันหลงผิดของเจ้าก็จะลดน้อยลง อย่างไรก็ดี ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำความเข้าใจเรื่องพิเศษบางเรื่องและไม่เคยเข้าใจ พระเจ้าทรงบังคับให้พวกเขาเข้าใจเรื่องเหล่านี้หรือไม่? พระองค์ไม่ทรงบังคับ พระเจ้าไม่ทรงฝืนยัดเยียดให้พวกเขาเข้าใจ ตัวอย่างเช่น ท่ามกลางสรรพสิ่งทรงสร้างของพระเจ้ามีความล้ำลึกมากมายที่ผู้คนต้องการที่จะรู้ แต่ไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ดี ในพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า พระองค์กลับทรงมุ่งเน้นเฉพาะการแสดงความจริงเพื่อชำระผู้คนให้บริสุทธิ์และช่วยพวกเขาให้รอดเท่านั้น พระองค์แทบไม่ตรัสถึงเรื่องอื่น และแม้ในยามที่พระองค์ตรัสถึงเป็นครั้งคราว ก็เป็นไปแค่พอสังเขปเท่านั้น พระเจ้าไม่เคยตรัสอธิบายเรื่องเหล่านี้ให้ผู้คนฟังอย่างยืดยาว เพราะเหตุใด? เพราะผู้คนไม่จำเป็นต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ในพระราชกิจที่พระเจ้าทำในตัวผู้คน ด้านหนึ่งพระองค์ทรงเผยแก่นนิสัยของพระองค์ให้เห็น อีกด้านหนึ่งพระเจ้าย่อมมีพระดำริของพระองค์ แผนการของพระองค์ ที่มาและเป้าประสงค์ของสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงทำ หนทางและวิธีการที่พระองค์ทรงใช้ในการทรงพระราชกิจในตัวผู้คนต่างๆ หนทางและวิธีการที่พระองค์ทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และอื่นๆ พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าผู้คนต้องเข้าใจและเข้าสู่ความจริงทั้งปวง จึงถือว่าพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอด นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์เหลือเกิน! หนทางที่พระองค์ทรงกระทำการ ตรัส ทรงพระราชกิจ และครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งย่อมเผยอุปนิสัย แก่นแท้ อัตลักษณ์ และอื่นๆ ของพระองค์โดยธรรมชาติ แม้เป็นธรรมดาที่พระเจ้าจะทรงเผยสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นเหล่านี้ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเรียกร้องให้ผู้คนเข้าใจหรือหยั่งรู้ทั้งหมดนี้ นี่เป็นเพราะพระเจ้าย่อมจะเป็นพระเจ้าเสมอ และพระองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์ ขณะที่มวลมนุษย์ทรงสร้างนั้นเล็กกระจิริดและไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าจึงมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว! เพราะฉะนั้น จึงเป็นธรรมดามากที่ผู้คนจะเกิดมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันบางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า พระเจ้าไม่ใส่พระทัยในเรื่องนี้ แต่เจ้ากลับถือเป็นเรื่องจริงจังและยึดติดกับเรื่องนี้อย่างดื้อรั้นอยู่เสมอ แนวทางนี้ใช้ไม่ได้ หากเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีขีดความสามารถสูง ตราบใดที่เจ้าเข้าใจความจริงและรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเหล่านี้ย่อมจะได้รับการแก้ไขไปเอง หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่ว่าใครจะสามัคคีธรรมความจริงกับเจ้า เจ้าก็ไม่ยอมรับและยึดติดกับมโนคติอันหลงผิดของตนอยู่เสมอ ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นใด? ผลที่ตามมาย่อมจะเป็นว่า ต่อให้เจ้าไปถึงปลายทางชีวิตหรือถึงจุดที่พระราชกิจของพระเจ้าเสร็จสมบูรณ์ เจ้าก็จะไม่ได้ความจริง แต่กลับจะถูกมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้านำไปสู่ความตาย ต่อให้เจ้ามองเห็นกายวิญญาณของพระเจ้าปรากฏ เจ้าก็จะยังคงไม่สามารถแก้ไขมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันที่ตนมีเกี่ยวกับพระเจ้า พระเจ้าจะตรัสบอกข้อเท็จจริงทั้งหมดและสิ่งที่เป็นจริงแก่เจ้าเพียงเพราะเจ้าไม่สามารถแก้ไขมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ได้กระนั้นหรือ? ในแง่หนึ่ง ไม่จำเป็นที่พระองค์จะต้องทำเช่นนั้น ในอีกแง่หนึ่ง มีข้อเท็จจริงอยู่ว่าสมองและจิตใจของมนุษย์ไม่มีความจุอันมหาศาลที่จำเป็นต่อการรับรู้สิ่งเหล่านี้ พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำนั้นเหลือวิสัยที่มนุษย์จะจินตนาการได้และอยู่เหนือสรรพสิ่ง เมื่อเทียบกับสรรพสิ่งแล้ว มนุษย์ก็เหมือนทรายเม็ดหนึ่งบนชายหาด คำบรรยายนี้ใกล้เคียงข้อเท็จจริงและถือได้ว่าเหมาะสม ต่อให้พระเจ้าทรงต้องการที่จะบอกทุกสิ่งแก่เจ้า แล้วความจุในตัวเจ้ารับได้หมดหรือไม่? บางคนกล่าวว่า “ทำไมฉันจะรับทั้งหมดนั้นไม่ได้? หากพระเจ้าตรัสมากขึ้น ฉันก็สามารถเข้าใจมากขึ้นและได้รับมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ฉันก็จะยิ่งได้ประโยชน์!” นั่นคือความฝันลมๆ แล้งๆ เจ้าประเมินความจุของตนเองสูงเกินไปแล้ว แท้จริงแล้วเรื่องราวไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ตรัสบอกเจ้าล้วนเรียบง่ายและชัดเจนมาก เป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถเข้าใจได้ แท้จริงแล้ว มีสิ่งต่างๆ มากมายที่พระเจ้าไม่เคยตรัสถึงเพราะผู้คนไม่สามารถทำความเข้าใจได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องปกติมากที่ไม่สามารถแก้ไขมโนคติอันหลงผิดบางอย่างของเจ้าได้ในท้ายที่สุด สิ่งที่พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เจ้าเข้าใจและต้องการที่จะตรัสบอกเจ้า หรือสิ่งที่เจ้าสามารถแบกรับและเข้าใจได้นั้น เจ้าย่อมจะเข้าใจ ส่วนสิ่งที่เจ้าไม่อาจแบกรับหรือเข้าใจได้ ตาเนื้อของเจ้าไม่อาจมองทะลุได้ ต่อให้พระเจ้าตรัสบอกเจ้า นั่นก็จะไร้ประโยชน์และเสียแรงเปล่า ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงไม่ตรัสบอกสิ่งเหล่านี้แก่เจ้า ส่วนมโนคติอันหลงผิดดังกล่าว ต่อให้ถึงเวลาตายของเจ้าหรือถึงเวลาที่พระราชกิจของพระเจ้าแล้วเสร็จ เจ้าก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี เรื่องนี้ส่งผลต่อสิ่งใดบ้าง? ส่งผลต่อการนบนอบที่เจ้ามีต่อพระเจ้าหรือไม่? ส่งผลต่อการดำรงบทบาทสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของเจ้าหรือไม่? ส่งผลต่อการที่เจ้าจะรู้จักอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าหรือไม่? หากไม่ส่งผลต่อเจ้าในหนทางเหล่านี้ เช่นนั้นเจ้าย่อมจะได้รับการช่วยให้รอดแล้ว ดังนั้น มโนคติอันหลงผิดประเภทนี้ยังจำเป็นต้องแก้ไขหรือไม่? ไม่จำเป็น นี่คือมโนคติอันหลงผิดประเภทสุดท้าย เป็นประเภทที่ไม่สามารถแก้ไขได้แม้ถึงเวลาตายก็ตาม บางคนกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ยังไม่เข้าใจพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำไว้ พระวจนะที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ และสภาพแวดล้อมที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้นี้ พระองค์จะตรัสบอกข้าพระองค์ก่อนที่ข้าพระองค์จะตายเพื่อให้ข้าพระองค์สิ้นลมอย่างสงบสุขได้หรือไม่?” พระเจ้าไม่สนพระทัยคำขอเช่นนี้ เจ้าจากไปอย่างสงบสุขเถิด เจ้าจะเข้าใจทุกสิ่งในโลกวิญญาณ

พระเจ้าทรงมีมาตรฐานของพระองค์เองในการช่วยผู้คนให้รอด ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของตนได้ดีเพียงใดหรือว่าได้ปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นไปมากเท่าใดแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้าอย่างไรและนบนอบพระองค์อย่างไร เจ้ายำเกรงและนบนอบพระองค์อย่างแท้จริงหรือไม่ ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำล้วนมีความหมาย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะง่ายหรือยากที่เจ้าจะยอมรับ มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดมโนคติอันหลงผิดในตัวเจ้าหรือไม่ ไม่ว่ากรณีใดก็ไม่ส่งผลให้อัตลักษณ์ของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงไป พระองค์จะทรงเป็นพระผู้สร้างเสมอ และเจ้าก็จะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเสมอ หากมโนคติอันหลงผิดอันใดก็ไม่อาจจำกัดเจ้าได้ และเจ้ายังคงธำรงสัมพันธภาพกับพระเจ้าในฐานะของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างกับพระผู้สร้าง เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงของพระเจ้า หากมโนคติอันหลงผิดอันใดก็ไม่อาจรบกวนหรือมีอิทธิพลต่อเจ้า และส่วนลึกของหัวใจของเจ้าสามารถนบนอบพระเจ้าได้อย่างแท้จริง อีกทั้งไม่ว่าความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับความจริงนั้นลุ่มลึกหรือตื้นเขิน หากเจ้าสามารถละวางมโนคติอันหลงผิด และไม่ถูกจำกัดโดยมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้น โดยเชื่อเพียงว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต ว่าพระเจ้าจะทรงเป็นพระเจ้าตลอดกาล และสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไม่เคยผิด เช่นนั้นเจ้าย่อมสามารถได้รับการช่วยให้รอด ในข้อเท็จจริงนั้น วุฒิภาวะของทุกคนมีขีดจำกัด ในสมองของผู้คนสามารถอัดแน่นสิ่งทั้งหลายได้มากน้อยเพียงใดกัน? พวกเขาสามารถหยั่งถึงพระเจ้าได้หรือ? นั่นคือการวาดวิมานในอากาศ! จงอย่าลืมว่า เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าแล้ว ผู้คนจะเป็นเด็กทารกเสมอ หากเจ้าคิดว่าเจ้าฉลาดแยบยล หากเจ้าพยายามทำตัวฉลาดเฉลียวอยู่เสมอและพยายามขบคิดทุกสิ่งทุกอย่างให้ออก โดยคิดว่า “หากฉันไม่สามารถเข้าใจสิ่งนี้ เช่นนั้นฉันก็ไม่อาจยอมรับรู้ว่า ท่านเป็นพระเจ้าของฉัน ฉันย่อมไม่อาจยอมรับได้ว่า ท่านเป็นพระเจ้าของฉัน ฉันย่อมไม่อาจยอมรับรู้ว่า ท่านเป็นพระผู้สร้าง หากท่านไม่แก้ไขมโนคติอันหลงผิดของฉัน หากท่านคิดว่าฉันจะยอมรับรู้ว่าท่านคือพระเจ้า ว่าฉันจะยอมรับอธิปไตยของท่าน และฉันจะนบนอบท่าน ท่านก็ฝันไปเสียแล้ว” เช่นนั้น นี่ย่อมสร้างความเดือดร้อน เดือดร้อนอย่างไรหรือ? พระเจ้าไม่ทรงโต้เถียงถึงสิ่งเช่นนั้นกับเจ้า กับมนุษย์นั้น พระองค์จะทรงเป็นดังต่อไปนี้ตลอดไป นั่นคือ หากเจ้าไม่ยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า พระองค์ก็จะไม่ทรงยอมรับว่าเจ้าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ เมื่อพระเจ้าไม่ทรงยอมรับว่าเจ้าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นในสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าอันเป็นผลลัพธ์มาจากท่าทีที่เจ้ามีต่อพระองค์ หากเจ้าไม่สามารถนบนอบพระเจ้า ไม่สามารถยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า รวมถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าทำ ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งในอัตลักษณ์ของเจ้า เจ้ายังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระเจ้าอยู่หรือไม่? พระเจ้าไม่ทรงยอมรับเจ้า ไม่มีประโยชน์ที่จะโต้เถียง และหากเจ้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง อีกทั้งพระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์ในตัวเจ้า เจ้ายังคงมีหวังที่จะได้รับความรอดอยู่กระนั้นหรือ? (ไม่มี) เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงคำนึงถึงเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง? เจ้าไร้ความสามารถที่จะลุล่วงความรับผิดชอบและหน้าที่ของเจ้าซึ่งสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าพึงทำ และเจ้าไม่ปฏิบัติต่อพระผู้สร้างจากตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แล้วพระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร? พระองค์จะทรงมีทัศนะต่อเจ้าอย่างไร? พระเจ้าจะไม่ทรงมองว่าเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน แต่เป็นคนทราม เป็นมารและซาตานตนหนึ่ง เจ้าเคยคิดว่าตัวเองฉลาดแยบยลไม่ใช่หรือ? เหตุใดเจ้าจึงทำให้ตนเองกลายเป็นมารเป็นซาตานไปเสียได้? นี่ไม่ใช่ฉลาดแยบยล นี่โง่เง่า คำพูดเหล่านี้ช่วยให้ผู้คนเข้าใจสิ่งใดหรือ? ให้เข้าใจว่าผู้คนต้องไม่ล้ำเส้นเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ต่อให้เจ้ามีเหตุผลสำหรับมโนคติอันหลงผิดของตน ก็จงอย่าคิดว่าเจ้ามีความจริง และมีต้นทุนที่จะโหวกเหวกใส่พระเจ้าและตีกรอบพระองค์ ไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใดก็ตาม ก็จงอย่าเป็นเยี่ยงนั้น ทันทีที่เจ้าสูญเสียอัตลักษณ์ของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เจ้าย่อมจะถูกทำลาย—นี่ไม่ใช่เรื่องตลกเลย แน่แท้ว่าเป็นเพราะยามที่ผู้คนมีมโนคติอันหลงผิด พวกเขาใช้แนวทางที่ต่างกันและรับวิธีแก้ปัญหาที่ต่างกันมาใช้ จุดจบจึงแตกต่างกันไปโดยทั้งหมดทั้งสิ้น

พวกเจ้ามีหลักธรรมว่าควรปฏิบัติอย่างไรกับมโนคติอันหลงผิดหรือไม่? หลักธรรมเหล่านี้คุ้มครองให้พวกเจ้าประพฤติปฏิบัติตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างถูกควรใช่หรือไม่? เส้นทางนี้ดีงามหรือไม่? (ดีงาม) เช่นนั้นก็จงสรุปมาเถิด (หากเป็นมโนคติอันหลงผิดที่แก้ไขได้ค่อนข้างง่าย พวกเราต้องอธิษฐานและแสวงหา โดยค้นหาความจริงที่ชำแหละมโนคติอันหลงผิดประเภทนี้จากพระวจนะของพระเจ้า และพวกเราก็สามารถสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงที่เข้าใจความจริงอีกด้วย ในหนทางนี้ พวกเราจะสามารถมองทะลุแง่มุมที่คลาดเคลื่อนของมโนคติอันหลงผิด และแก้ไขมโนคติอันหลงผิดนี้ได้ ยังมีมโนคติอันหลงผิดบางอย่างที่แก้ไขไม่ง่าย แต่พวกเราก็ต้องไม่ยึดถือเอาไว้ พวกเราจำเป็นต้องมีท่าทีที่ยอมรับความจริงและนบนอบพระเจ้า รู้ว่าตนเองเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและสิ่งที่พระเจ้าทรงทำย่อมถูกต้องแน่นอน เพียงแต่พวกเราไม่ได้ตระหนักถึงเท่านั้น ไม่ว่าพวกเราเข้าใจหรือไม่ พวกเราก็ไม่สามารถแพร่มโนคติอันหลงผิดได้ พวกเราควรเรียนรู้ที่จะอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาบ่อยๆ แล้วมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ก็จะค่อยๆ แก้ไขได้เช่นกัน สถานการณ์แบบที่สามก็คือมโนคติอันหลงผิดบางอย่างอาจจะยังคงไม่ได้รับการแก้ไขในที่สุด ในกรณีดังกล่าว ตราบใดที่พวกเราไม่ถูกมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ตีกรอบเอาไว้และไม่แพร่มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ออกไป นั่นย่อมไม่เป็นไร ต่อให้มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขในท้ายที่สุด ตราบใดที่พวกเราไม่ยึดถือเอาไว้และไม่ทำความชั่วเพราะมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ พระเจ้าก็จะไม่ทรงกล่าวโทษพวกเรา และเรื่องนี้จะไม่ส่งผลต่อความรอดของพวกเรา) รวมแล้วมีหลักธรรมกี่ประการ? (สามประการ) รวมแล้วมีหลักธรรมอยู่สามประการ พวกเจ้าจดบันทึกเอาไว้หมดแล้วใช่หรือไม่? เมื่อพวกเจ้าเข้าใจความจริงและหยั่งรู้หลักธรรมเหล่านี้แล้ว มโนคติอันหลงผิดของพวกเจ้าก็จะแก้ไขไปเองตามธรรมชาติ เจ้าต้องไม่ปล่อยให้มโนคติอันหลงผิดมาขัดขวางหรือทำให้เจ้าสะดุด จงแก้ไขมโนคติอันหลงผิดที่สามารถแก้ไขได้นั้นอย่างสุดความสามารถของเจ้า ส่วนมโนคติอันหลงผิดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ชั่วคราว อย่างน้อยก็อย่าปล่อยให้ส่งผลต่อเจ้า มโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นไม่ควรขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และไม่ควรส่งผลต่อสัมพันธภาพระหว่างเจ้ากับพระเจ้า บรรทัดฐานของเจ้าก็คือ อย่างน้อยต้องไม่แพร่มโนคติอันหลงผิด ไม่ทำความชั่ว ไม่ทำให้เกิดการขัดขวางหรือการก่อกวน และไม่ทำตัวเป็นข้ารับใช้หรือเป็นช่องทางให้ซาตาน ไม่ว่าเจ้าจะใช้ความอุตสาหะมากเท่าใด หากสามารถแก้ไขมโนคติอันหลงผิดบางอย่างได้เพียงผิวเผินและไม่อาจแก้ไขได้อย่างหมดจด เช่นนั้นก็แค่เพิกเฉยเสีย อย่าปล่อยให้มโนคติอันหลงผิดส่งผลต่อการไล่ตามเสาะหาความจริงหรือการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า จงแตกฉานในหลักธรรมเหล่านี้ และเจ้าจะได้รับการคุ้มครองภายใต้รูปการณ์ที่ปกติ หากเจ้าเป็นคนที่ยอมรับความจริง รักสิ่งที่เป็นบวก ไม่ใช่คนชั่ว ไม่เต็มใจที่จะทำให้เกิดการขัดขวางหรือการก่อกวน และไม่ได้จงใจทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน เช่นนั้นเมื่อเจ้าเผชิญปัญหาเรื่องมโนคติอันหลงผิดที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยทั่วไปแล้วเจ้าย่อมจะได้รับการคุ้มครอง หลักธรรมของการปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่สุดก็คือ หากเกิดมีมโนคติอันหลงผิดที่แก้ไขยาก จงอย่ารีบเร่งกระทำการตามมโนคติอันหลงผิดนั้น จงรอและแสวงหาความจริงมาแก้ไขมโนคติอันหลงผิดนั้นเสียก่อน โดยเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นไม่อาจผิดได้ จงจดจำหลักธรรมนี้ไว้ นอกจากนี้ จงอย่าละทิ้งหน้าที่หรือปล่อยให้มโนคติอันหลงผิดส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า หากเจ้ามีมโนคติอันหลงผิดและคิดว่า “ฉันจะทำหน้าที่นี้อย่างขอไปทีก็พอ ฉันอารมณ์ไม่ดี ก็เลยจะไม่ทำงานดีๆ ให้คุณ!” แบบนี้ใช้ไม่ได้ เมื่อท่าทีของเจ้ากลายเป็นลบและสุกเอาเผากิน นั่นย่อมเป็นปัญหา นี่คือการที่มโนคติอันหลงผิดกำลังแสดงอาการอยู่ในตัวเจ้า เมื่อมโนคติอันหลงผิดแสดงอาการขึ้นมาในตัวเจ้าและส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า นั่นหมายความว่าถึงตอนนี้ สัมพันธภาพระหว่างเจ้ากับพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วโดยแท้ มโนคติอันหลงผิดบางอย่างอาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรง และต้องแก้ไขมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นในทันที มโนคติอันหลงผิดอื่นๆ ไม่ได้ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้า ดังนั้น จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หากมโนคติอันหลงผิดที่เกิดขึ้นในตัวเจ้าสามารถส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ทำให้เจ้าสงสัยพระเจ้า ไม่ขยันทำหน้าที่ของตน—ถึงขั้นรู้สึกว่าการไม่ทำหน้าที่ของเจ้าจะไม่มีผลตามมา—และไม่มีความหวาดกลัวหรือหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนี้ก็อันตราย นี่หมายความว่าเจ้าจะตกอยู่ในการทดลอง ถูกซาตานหลอกล่อและจับตัวไป ท่าทีที่เจ้ามีต่อมโนคติอันหลงผิดของตนและสิ่งที่เจ้าเลือกนั้นสำคัญยิ่ง ไม่ว่าจะสามารถแก้ไขมโนคติอันหลงผิดได้หรือไม่ และไม่ว่าจะแก้ไขได้ถึงระดับใด สัมพันธภาพที่ปกติระหว่างเจ้ากับพระเจ้าก็ต้องไม่เปลี่ยนแปลง ด้านหนึ่งเจ้าควรจะสามารถนบนอบสภาพแวดล้อมทุกอย่างที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงเอาไว้ให้ และยืนยันว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำล้วนถูกต้องและมีความหมาย สำหรับเจ้าแล้ว ความรู้นี้และความจริงแง่มุมนี้ไม่ควรเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด อีกด้านหนึ่ง เจ้าต้องไม่ละเลยหน้าที่ที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ เจ้าต้องไม่ปลดภาระหน้าที่นี้จากตัวเจ้า หากเจ้าไม่มีการต่อต้าน การไม่ยอมรับ หรือความเป็นกบฏต่อพระเจ้าไม่ว่าจะภายในหรือภายนอก พระเจ้าก็จะทรงมองเห็นเพียงความนบนอบของเจ้า และเห็นว่าเจ้ากำลังรอคอย เจ้าอาจจะยังคงมีมโนคติอันหลงผิด แต่พระเจ้าไม่ทรงมองเห็นความเป็นกบฏของเจ้า เมื่อไม่มีความเป็นกบฏและการไม่ยอมรับในตัวเจ้า พระเจ้าก็ยังทรงมองว่าเจ้าคือหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ ในทางกลับกัน หากหัวใจของเจ้าเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่นและการต่อต้าน เจ้ากำลังมองหาโอกาสที่จะตอบโต้ และไม่อยากทำหน้าที่ของตน แต่ปรารถนาที่จะปลดภาระหน้าที่ของเจ้าแทน—ถึงขั้นมีคำพร่ำบ่นพระเจ้าทุกรูปแบบอยู่ในหัวใจของเจ้า และมีการเผยให้เห็นการสำแดงบางอย่างที่เป็นการต่อต้านและความขุ่นเคืองในระหว่างการทำหน้าที่ของเจ้า—แล้วเมื่อถึงตอนนี้ สัมพันธภาพที่เจ้ามีกับพระเจ้าย่อมเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เจ้าได้เปลี่ยนฐานะของตนจากสิ่งมีชีวิตทรงสร้างไปแล้ว เจ้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างอีกต่อไป แต่กลายเป็นสื่อกลางของหมู่มารและซาตาน—ดังนั้นพระเจ้าก็จะไม่ทรงแสดงความเมตตาต่อเจ้า เมื่อใครมาถึงจุดนี้ เขาก็กำลังเข้าเขตอันตราย ต่อให้พระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งใด เขาก็จะไม่สามารถตั้งมั่นในคริสตจักรได้ ดังนั้น ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ—โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวพันกับประเด็นปัญหาอย่างการแก้ไขมโนคติอันหลงผิด—ผู้คนต้องใส่ใจหลีกเลี่ยงการทำสิ่งต่างๆ ที่ล่วงเกินพระเจ้า หรือสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวโทษ หรือสิ่งที่ทำร้ายหรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่น นี่คือหลักธรรม

ปัญหาเรื่องผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย! เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ผู้คนจะต้องธำรงรักษาสัมพันธภาพที่เป็นปกติกับพระเจ้าเอาไว้ แต่สิ่งที่ส่งผลต่อสัมพันธภาพนี้มากที่สุดก็คือมโนคติอันหลงผิดของผู้คน ต่อเมื่อแก้ไขมโนคติอันหลงผิดที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระเจ้าแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถรักษาสัมพันธภาพที่เป็นปกติกับพระเจ้าไว้ได้ ปัจจุบันนี้ ผู้คนมากมายมีปัญหาร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปี แม้พวกเขาจะสามารถสู้ทนความทุกข์และจ่ายราคาในการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขากลับไม่อาจแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของตนได้หมด เรื่องนี้ส่งผลร้ายแรงต่อสัมพันธภาพระหว่างพวกเขากับพระเจ้า และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรักและความนบนอบที่พวกเขามีให้พระเจ้า เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผู้คนจะเกิดมโนคติอันหลงผิดเช่นใดเกี่ยวกับพระเจ้า ก็เป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องไม่มองข้าม มโนคติอันหลงผิดก็เหมือนกำแพง ตัดขาดสัมพันธภาพที่ผู้คนมีกับพระเจ้า ทำให้พวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ การที่ผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าจึงเป็นปัญหาร้ายแรงมากที่ไม่อาจเพิกเฉยได้! หากผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดและไม่สามารถแสวงหาความจริงมาแก้ไขมโนคติของตนได้อย่างทันท่วงที นี่ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการคิดลบ การไม่ยอมรับพระเจ้า และแม้กระทั่งการเป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์ได้โดยง่าย ถึงตอนนั้นพวกเขายังสามารถยอมรับความจริงได้อีกหรือ? การเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาก็จะหยุดอยู่กับที่ เส้นทางของการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้านั้นไม่ราบรื่นและขรุขระ ด้วยเหตุที่ผู้คนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม พวกเขาจึงสามารถใช้ทางอ้อมมากมาย และอาจลงเอยด้วยการก่อให้เกิดมโนคติอันหลงผิดในสถานการณ์ใดก็ได้ หากไม่แก้ไขมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ด้วยการแสวงหาความจริง ผู้คนก็อาจกบฏต่อพระเจ้าและต่อต้านพระองค์ และเดินไปบนเส้นทางของการเป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์ เมื่อผู้คนเลือกเส้นทางของพวกศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้าคิดหรือว่าพวกเขาจะมีโอกาสของความรอดเหลืออยู่อีก? ถึงตอนนั้นการจัดการไม่ใช่เรื่องง่าย และจะไม่มีโอกาสหลงเหลืออีกเลย เพราะฉะนั้น ก่อนที่พระเจ้าจะทรงปฏิเสธว่าเจ้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ เจ้าควรเรียนรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระเจ้า จงอย่าพยายามพินิจพิเคราะห์พระผู้สร้างหรือพยายามค้นหาว่าจะพิสูจน์และยืนยันได้อย่างไรว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อคือพระผู้สร้าง นี่ไม่ใช่ภาระผูกพันหรือหน้าที่รับผิดชอบของเจ้า สิ่งที่เจ้าควรคิดและตรึกตรองอยู่ในหัวใจทุกวันก็คือทำอย่างไรจึงจะลุล่วงหน้าที่ของตนและกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน แทนการคิดว่าทำอย่างไรจึงจะพิสูจน์ได้ว่าพระเจ้าคือพระผู้สร้างหรือไม่ พระองค์คือพระเจ้าที่แท้จริงหรือไม่ หรือพินิจพิเคราะห์ว่าพระเจ้าได้ทรงทำสิ่งใดไปแล้วบ้าง และการกระทำของพระองค์ถูกต้องหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าควรพินิจพิเคราะห์

19 มิถุนายน ค.ศ. 2021

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger