หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (15) ตอนที่สอง

2. เปิดโปงและเล่นงานกัน

ในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า บางคนไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจและไม่รู้ว่าจะสามัคคีธรรมเรื่องการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าจากประสบการณ์ของตนอย่างไร พวกเขารู้จักแต่การนำพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงผู้คนมาเชื่อมโยงเข้ากับผู้อื่น ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาสามัคคีธรรมถึงความจริงในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาย่อมมีแรงจูงใจส่วนตัวอยู่เสมอ อยากใช้โอกาสนั้นเปิดโปงและโจมตีผู้อื่นตลอดเวลา เป็นเหตุให้เกิดความไม่สงบในคริสตจักร ถ้าคนที่ถูกเปิดโปงสามารถรับมือสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง เข้าใจว่าสถานการณ์เหล่านี้มาจากพระเจ้า เรียนรู้ที่จะนบนอบและอดทน ก็จะไม่เกิดข้อพิพาทใดๆ อย่างไรก็ดี เมื่อใครบางคนได้ฟังผู้อื่นเปิดโปงและสามัคคีธรรมถึงปัญหาของตน พวกเขาก็อาจรู้สึกอยากท้าทายขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คิดในใจว่า “ทำไมพออ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว คุณถึงไม่แบ่งปันความเข้าใจในพระวจนะจากประสบการณ์ของคุณ หรือพูดถึงการรู้จักตัวคุณเอง กลับเอาแต่เล่นงานและเพ่งเล็งฉันอย่างเดียว? คุณไม่ชอบหน้าฉันใช่ไหม? พระวจนะของพระเจ้าก็ระบุชัดเจนแล้วว่าฉันมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม—แท้จริงแล้วจำเป็นด้วยหรือที่คุณจะต้องพูดเรื่องนั้นออกมา? ฉันอาจมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม แต่คุณก็มีเช่นกันไม่ใช่หรือ? คุณเพ่งเล็งฉันอยู่เสมอ บอกว่าฉันหลอกลวง แต่คุณก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเหลี่ยมคูเหมือนกัน!” เมื่อเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและการท้าทาย พวกเขาก็อาจจะใช้ความอดทนสักครั้งสองครั้ง แต่นานเข้า พอความขุ่นข้องหมองใจของพวกเขาพอกพูนขึ้นมาก็ย่อมระเบิด เมื่อระเบิดแล้ว ก็สร้างความวิบัติ พวกเขากล่าวว่า “เวลาบางคนกระทำการและพูดจา ดูภายนอกพวกเขาแสร้งทำเป็นซื่อสัตย์และเปิดเผยอย่างยิ่ง แต่แท้จริงแล้วพวกเขาเต็มไปด้วยกลอุบายสารพัดชนิด คอยวางแผนเล่นงานผู้อื่นอยู่เสมอ เวลาพวกเขาคุยด้วย ก็ไม่มีใครสามารถจับความคิดหรือเจตนาของพวกเขาได้ พวกเขาเป็นคนหลอกลวง เมื่อพบเจอคนเช่นนี้ พวกเราไม่อาจพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาได้ พวกเขาน่ากลัวเกินไป ถ้าไม่ระวังให้ดี คุณก็จะตกหลุมพรางของพวกเขา ถูกพวกเขาโกงและหลอกใช้ ผู้คนแบบนี้ชั่วที่สุด เป็นคนชนิดที่พระเจ้าทรงชิงชังและขยะแขยงที่สุด พวกเขาควรถูกโยนลงบาดาลลึก ลงบึงไฟและกำมะถัน!” เมื่อได้ฟังเช่นนี้ อีกฝ่ายก็คิดว่า “คุณมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม แต่กลับไม่ยอมให้คนอื่นเปิดโปงคุณอย่างนั้นหรือ? คุณโอหังและคิดว่าตนเองถูกเสียขนาดนั้น ดังนั้นฉันก็จะหาพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งมาเปิดโปงคุณ และดูว่าเมื่อถึงตอนนั้นคุณมีอะไรจะพูดบ้าง!” หลังจากถูกเปิดโปง อีกฝ่ายก็ยิ่งโมโหมากขึ้นและคิดไปว่า “แบบนี้คุณจะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้จบใช่ไหม? คุณจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปอยู่ดีใช่ไหม? คุณก็แค่ไม่ชอบหน้าฉัน คิดว่าฉันมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามใช่ไหม? ได้ อย่างนั้นฉันก็จะเปิดโปงคุณด้วย!” ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า “บางคนก็เป็นศัตรูของพระคริสต์โดยแท้ รักสถานะและคำสรรเสริญจากคนอื่น ชอบอบรมสั่งสอนคนอื่น ใช้พระวจนะของพระเจ้ามาเปิดโปงและกล่าวโทษคนอื่น ทำให้คนอื่นนึกว่าตัวพวกเขาไม่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม พวกเขาล้วนสูงส่งและทรงอำนาจ นึกว่าตัวเองได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์แล้ว แต่พวกเขาก็เป็นแค่วิญญาณโสมมเท่านั้นมิใช่หรือ? เป็นแค่เหล่าซาตานและวิญญาณชั่วไม่ใช่หรือ? ศัตรูของพระคริสต์คืออะไร? ศัตรูของพระคริสต์ก็คือเหล่าซาตาน!” พวกเขาปะทะคารมกันไปกี่รอบแล้ว? มีผู้ชนะหรือไม่? (ไม่มี) พวกเขาพูดอะไรที่อาจจะทำให้ผู้อื่นเจริญใจบ้างหรือไม่? (ไม่) ดังนั้น วาจาเหล่านี้คือสิ่งใด? (คำตัดสิน คำกล่าวโทษ) เป็นคำตัดสิน พวกเขาผลีผลามพูดโดยไม่นึกถึงสถานการณ์จริงหรือข้อเท็จจริง ตัดสินและกล่าวโทษผู้อื่นตามอำเภอใจ ถึงกับสาปแช่งผู้อื่นอีกด้วย พวกเขามีข้อเท็จจริงรองรับในการเรียกอีกฝ่ายว่าศัตรูของพระคริสต์หรือไม่? คนคนนั้นมีการกระทำและการสำแดงอันใดที่ชั่วเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์บ้าง? อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของคนคนนั้นเข้าขั้นแก่นแท้ในตัวศัตรูของพระคริสต์หรือไม่? เมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้ฟังพวกเขาเปิดโปงอีกฝ่าย ประชากรเหล่านั้นจะคิดว่านั่นเป็นไปตามข้อเท็จจริงและเป็นความสัตย์จริงหรือไม่? มีความเมตตาหรือเจตนาดีในถ้อยคำที่ทั้งสองคนนี้กล่าวออกมาหรือไม่? (ไม่มี) พวกเขาต่างก็มีจุดประสงค์ที่จะช่วยให้อีกฝ่ายรู้จักตนเอง สามารถทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน และเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้หรือไม่? (ไม่) ถ้าเช่นนั้นพวกเขาทำดังนี้เพื่ออะไร? เพื่อระบายความอาฆาตมาดร้ายส่วนตัว เพื่อโจมตีและแก้แค้นอีกฝ่าย ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวหาอีกฝ่ายตามอำเภอใจด้วยเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงแต่อย่างใด พวกเขาไม่ได้ประเมินและระบุลักษณะของอีกฝ่ายให้ถูกต้องตามพระวจนะของพระเจ้า ตามแก่นแท้และสิ่งที่อีกฝ่ายเผยออกมา แต่กลับใช้พระวจนะของพระเจ้ามาโจมตีกัน แก้แค้น และระบายความอาฆาตมาดร้ายส่วนตัว พวกเขาไม่ได้สามัคคีธรรมความจริงแต่อย่างใด นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรง พวกเขาฉวยเอาเรื่องราวเกี่ยวกับอีกฝ่ายมาเล่นงานและกล่าวโทษอยู่เสมอว่ามีอุปนิสัยที่โอหัง—ท่าทีเช่นนี้ร้ายกาจและมุ่งร้าย และแน่ชัดว่านี่ไม่ใช่การเปิดโปงเพราะมีเจตนาดี ผลที่ตามมามีแต่จะทำให้เป็นปฏิปักษ์และเกลียดชังกันเท่านั้น ถ้าการเปิดโปงดำเนินไปด้วยท่าทีของการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความรัก ผู้คนย่อมจะสามารถรับรู้ได้และสามารถตอบสนองต่อการเปิดโปงนั้นได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าใครสักคนฉวยเอาอุปนิสัยที่โอหังของอีกคนมากล่าวโทษและเล่นงาน นี่ก็คือการโจมตีและระรานคนคนนั้นโดยแท้ ทุกคนล้วนมีอุปนิสัยที่โอหัง แล้วจะเพ่งเล็งคนคนหนึ่งอยู่เสมอเพื่ออะไร? เหตุใดจึงมุ่งสนใจคนคนเดียวตลอดเวลาโดยไม่ยอมปล่อยพวกเขาไป? การเปิดโปงอุปนิสัยที่โอหังของคนคนเดียวอย่างต่อเนื่อง—มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้พวกเขาทิ้งอุปนิสัยนั้นไปจริงหรือ? (ไม่จริง) เช่นนั้นแล้วมีเหตุผลอันใด? เพราะพวกเขาไม่ชอบหน้าอีกฝ่าย ดังนั้นจึงมองหาโอกาสที่จะโจมตีและเอาคืน อยากระรานอีกฝ่ายอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเขากล่าวว่าอีกฝ่ายคือศัตรูของพระคริสต์ เป็นซาตาน เป็นมาร เป็นคนที่หลอกลวงและร้ายกาจ นั่นใช่ข้อเท็จจริงหรือไม่? อาจจะมีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่จุดประสงค์ที่พวกเขาพูดสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อช่วยเหลืออีกฝ่ายหรือเพื่อสามัคคีธรรมความจริง แต่เพื่อระบายความอาฆาตมาดร้ายส่วนตัวและแก้แค้น พวกเขาถูกระรานมา ดังนั้นจึงอยากตอบโต้ แล้วพวกเขาตอบโต้อย่างไร? ด้วยการเปิดโปงอีกฝ่าย กล่าวโทษอีกฝ่าย เรียกอีกฝ่ายเป็นมาร เป็นซาตาน เป็นวิญญาณชั่ว ศัตรูของพระคริสต์—แปะป้ายอะไรก็ได้ที่เลวทรามที่สุดและข้อกล่าวหาอะไรก็ได้ที่ร้ายแรงที่สุดให้แก่ฝ่ายนั้น นี่คือการตัดสินและกล่าวโทษตามอำเภอใจมิใช่หรือ? เจตนา จุดประสงค์ และแรงจูงใจของทั้งสองฝ่ายในการกล่าวสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อช่วยให้อีกฝ่ายรู้จักตนเองและแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน และยิ่งไม่ใช่เพื่อช่วยให้อีกฝ่ายเข้าสู่ความเป็นจริงในพระวจนะของพระเจ้าหรือเข้าใจหลักธรรมความจริง แต่พวกเขากำลังพยายามเล่นงานและโจมตีอีกฝ่าย เปิดโปงฝ่ายนั้นเพื่อให้สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตนที่จะระบายความอาฆาตมาดร้ายส่วนตัวและแก้แค้น นี่คือการลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกัน แม้วิธีเล่นงานผู้อื่นเช่นนี้อาจจะดูมีหลักการรองรับมากกว่าการเปิดโปงข้อบกพร่องของกันและกัน มีการเชื่อมโยงพระวจนะของพระเจ้าเข้ากับอีกฝ่ายเพื่อกล่าวว่าอีกฝ่ายมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและเป็นมาร เป็นซาตาน และเมื่อดูภายนอกก็เหมือนมีสภาวะฝ่ายวิญญาณอยู่มาก แต่วิธีการสองอย่างนี้กลับมีธรรมชาติที่เหมือนกัน ทั้งสองวิธีนี้ไม่มีอย่างไหนเป็นการสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าและความจริงตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ กลับไร้ซึ่งความรับผิดชอบและเป็นการตัดสิน กล่าวโทษ และสาปแช่งอีกฝ่ายตามอำเภอใจและตามความชอบส่วนตน รวมทั้งลงมือเล่นงานด้วยเรื่องส่วนตัว บทสนทนาที่มีธรรมชาติเช่นนี้ก่อให้เกิดการขัดขวางและรบกวนชีวิตคริสตจักรเช่นกัน แทรกแซงและทำลายการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร

พวกเจ้าควรทำอย่างไรเมื่อพบเจอคนสองคนลงมือเล่นงานกันโดยต่างก็เปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของอีกฝ่าย? จำเป็นต้องทุบโต๊ะและพูดจาสั่งสอนพวกเขาหรือไม่? จำเป็นต้องราดน้ำเย็นสักถังให้พวกเขาเย็นลง ทำให้พวกเขาตระหนักว่าทำไม่ถูกและให้ขอโทษกันหรือไม่? วิธีการเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่? (ไม่ได้) สองคนนี้ทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอทุกครั้งที่มีการชุมนุม และเมื่อการชุมนุมแต่ละครั้งสิ้นสุดลง พวกเขาก็เตรียมพร้อมที่จะทะเลาะกันในคราวต่อไป เวลาอยู่บ้าน พวกเขาก็มองหาพระวจนะของพระเจ้าและหลักการที่จะใช้เล่นงาน ถึงกับจดร่างเอาไว้ และขบคิดว่าจะเล่นงานอีกฝ่ายอย่างไร จะเล่นงานแง่มุมใด จะตัดสินและกล่าวโทษอีกฝ่ายอย่างไร ใช้น้ำเสียงแบบไหน และจะใช้พระวจนะคำใดของพระเจ้ามาลงมือเล่นงานและกล่าวโทษให้น่าเชื่อถือที่สุด พวกเขายังหาคำศัพท์ฝ่ายวิญญาณที่หลากหลายและใช้วิธีแสดงออกต่างๆ มากล่าวโทษและโจมตีอีกฝ่ายด้วย ป้องกันไม่ให้พลิกสถานการณ์ได้ และพยายามคว่ำอีกฝ่ายให้ได้ในการปะทะคารมครั้งถัดไป ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก พฤติกรรมเหล่านี้จัดเป็นการลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันทั้งสิ้น ปัญหาเช่นนี้แก้ไขง่ายหรือไม่? หลังจากที่ได้รับคำแนะนำ ความช่วยเหลือ และสามัคคีธรรมความจริงจากผู้คนส่วนใหญ่แล้ว ถ้าพวกเขายังคงไม่กลับใจหรือพลิกครรลองของตนให้ถูกต้อง—กล่าวคือ พวกเขายังโต้เถียงและสาปแช่งกันเมื่อพบหน้า ไม่ฟังคำแนะนำของใคร และไม่ยอมรับความจริงเมื่อมีคนสามัคคีธรรมความจริงให้ฟังหรือตัดแต่งพวกเขา—ควรทำอย่างไร? นี่จัดการได้ง่าย กล่าวคือ ควรชำระพวกเขาออกไป นั่นย่อมจะแก้ปัญหามิใช่หรือ? นั่นง่ายมิใช่หรือ? จำเป็นต้องสามัคคีธรรมกับพวกเขาต่อไปหรือไม่? จำเป็นต้องช่วยเหลือพวกเขาอย่างเปี่ยมรักต่อไปหรือไม่? จงบอกเราเถิด เหมาะควรหรือไม่ที่จะแสดงความอดทนอดกลั้นแก่ผู้คนเช่นนี้อย่างเปี่ยมรัก? (ไม่เหมาะควร) ทำไมจึงไม่เหมาะควร? (พวกเขาไม่ยอมรับความจริง—ไม่มีประโยชน์ที่จะสามัคคีธรรมกับพวกเขา) ถูกต้อง พวกเขาไม่ยอมรับความจริง พวกเขาเข้าร่วมการชุมนุมก็เพื่อต่อล้อต่อเถียงกันเท่านั้น พวกเขาไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง และชอบแต่จะต่อล้อต่อเถียงกันเท่านั้น นี่ใช่การเผยและสำแดงความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่? ความมีเหตุผลซึ่งความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีนั้น พวกเขามีหรือไม่? (ไม่มี) พวกเขาไร้ซึ่งความมีเหตุผลตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ขณะชุมนุม ผู้คนเช่นนี้ย่อมไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยความสนใจในลักษณะที่ถูกควรเพื่อให้ตนสามารถเข้าใจและได้รับความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า และด้วยเหตุนั้นจึงแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและแก้ปัญหาของตนได้ แต่พวกเขากลับอยากแก้ปัญหาให้ผู้อื่นอยู่เสมอ ความสนใจของพวกเขามุ่งไปที่ผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง มองหาข้อเสียในตัวคนเหล่านั้น มุ่งหมายที่จะค้นหาปัญหาของผู้อื่นในพระวจนะของพระเจ้าตลอดเวลา พวกเขาใช้โอกาสในการอ่านและสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้ามาเปิดโปงและเล่นงานผู้อื่น ใช้พระวจนะของพระเจ้ามาตัดสิน ดูเบา และกล่าวโทษผู้อื่น ทว่าพวกเขากลับแยกตัวเองออกจากพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาเป็นคนแบบใด? ใช่ผู้คนที่ยอมรับความจริงหรือไม่? (ไม่ใช่) พวกเขาเก่งและเฉียบคมในเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษคือ หลังจากที่อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พวกเขามักจะระบุปัญหา สภาวะ และการสำแดงต่างๆ ในตัวผู้อื่นออกมาได้ตามที่พระวจนะของพระองค์เปิดโปง ยิ่งพวกเขาระบุปัญหาเหล่านี้ออกมา ก็ยิ่งรู้สึกว่าตนแบกรับความรับผิดชอบอย่างสำคัญ และเชื่อว่ามีสิ่งที่ตนสามารถทำได้อยู่มากมาย คิดไปว่าตนควรเปิดโปงปัญหาเหล่านี้ออกมา พวกเขาจะไม่ยอมให้คนที่มีปัญหาเหล่านี้หลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว พวกเขาเป็นคนเช่นใด? ผู้คนแบบนี้มีสำนึกหรือไม่? พวกเขามีความสามารถที่จะเข้าใจความจริงหรือไม่? (ไม่มี) ในคริสตจักร ถ้าผู้คนเช่นนี้ไม่เอ่ยปากหรือก่อให้เกิดการรบกวน ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดการพวกเขา อย่างไรก็ดี ถ้าพวกเขาทำตัวเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เล่นงาน ตัดสิน และกล่าวโทษผู้อื่นอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วคริสตจักรก็ควรลงมือจัดการพวกเขาไปตามนั้น ชำระพวกเขาออกไปเสีย ส่วนคนที่ถูกผู้คนเปิดโปง จากนั้นก็เล่นงาน ตัดสิน และกล่าวโทษคนที่เปิดโปงตนโดยใช้หนทางและวิธีการเดียวกัน ถ้ารูปการณ์นั้นร้ายแรงและพวกเขาก็ขัดขวางและรบกวนชีวิตคริสตจักรไปแล้ว ก็ควรชำระพวกเขาออกไปและแยกพวกเขาออกจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเช่นกัน—ไม่อาจปรานีพวกเขาได้

สิ่งอื่นที่สำแดงถึงการลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันซึ่งมีลักษณะของธรรมชาติที่ขัดขวางและรบกวนชีวิตคริสตจักรอยู่ในตัวมีสิ่งใดอีก? การเปิดโปงข้อบกพร่องของกันและกัน การเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของกันและกันเพื่อระบายความอาฆาตมาดร้ายส่วนตัวและแก้แค้นกัน ก็สำแดงถึงการขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักรอย่างชัดแจ้ง นอกจากการสำแดงสองอย่างนี้แล้ว ยังมีการแสร้งเปิดใจตีแผ่และชำแหละตนเองโดยจงใจที่จะเปิดโปงและชำแหละผู้อื่น—การเล่นงานเช่นนี้ก็สำแดงถึงการขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักรเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่คนคนหนึ่งกล่าวออกมา ตราบใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาของตนเอง แต่เกี่ยวข้องกับปัญหาของผู้อื่น ไม่ว่าจะพูดในลักษณะที่ชี้ชัดลงไปหรือพูดผ่านๆ แบบอ้อมค้อมและถนอมน้ำใจก็ตาม นั่นใช่การเล่นงานหรือไม่? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้ว สถานการณ์เช่นใดจึงจะเป็นการเล่นงาน? ขึ้นอยู่กับเจตนาและจุดประสงค์เบื้องหลังสิ่งที่พูด ถ้าพูดบางสิ่งเพื่อโจมตีและแก้แค้นผู้คน หรือระบายความอาฆาตมาดร้ายส่วนตัว นี่ก็คือการเล่นงาน สถานการณ์เช่นนี้ก็อย่างหนึ่ง นอกจากนี้ การกระพือแง่มุมที่ผิวเผินของปัญหาให้เป็นเรื่องใหญ่เพื่อตัดสินและกล่าวโทษผู้คน โดยสวนทางกับข้อเท็จจริงและสิ่งที่จริงแท้ ด่วนสรุปโดยไร้ความรับผิดชอบและไม่ดูเลยว่าแก่นแท้ของปัญหาเป็นเช่นใด—นี่ก็คือการระบายความอาฆาตมาดร้ายส่วนตัวและแก้แค้นเช่นกัน เป็นการตัดสินและกล่าวโทษ และสถานการณ์เช่นนี้ก็เป็นการเล่นงานด้วย มีอะไรอีก? (การกุข่าวลือที่ไม่มีมูลเกี่ยวกับผู้คน นี่ใช่หรือไม่?) การกุข่าวลือที่ไม่มีมูลย่อมนับด้วยแน่นอน ยิ่งใช่เข้าไปใหญ่ มีกี่สถานการณ์ที่เป็นการเล่นงาน? (สาม) จงสรุปสถานการณ์เหล่านี้มาเถิด (อย่างแรกคือการโจมตีผู้อื่นโดยมีจุดประสงค์จำเพาะ อย่างที่สองคือการตัดสินและกล่าวโทษผู้อื่นในทางตรงข้ามกับข้อเท็จจริงและสิ่งที่จริงแท้ ซึ่งก็คือการระบุลักษณะผู้อื่นตามอำเภอใจอย่างไร้ความรับผิดชอบ อย่างที่สามคือการกุข่าวลือที่ไม่มีมูลเกี่ยวกับผู้คน) ธรรมชาติของสถานการณ์ทั้งสามอย่างนี้ต่างก็มีลักษณะเป็นการเล่นงานส่วนตัว พวกเราจะแยกอย่างไรว่าสถานการณ์ใดเป็นการเล่นงานส่วนตัวและอย่างไหนไม่ใช่? เมื่อพูดถึงคนที่ลงมือเล่นงาน การกระทำหรือวาจาเช่นใดคือการเล่นงาน? สมมุติว่าวาจาของคนคนหนึ่งมีธรรมชาติเป็นการชี้นำอยู่บ้างในตัว และสามารถชี้นำผู้อื่นไปในทางที่ผิดได้ ทั้งยังมีลักษณะเป็นการกุข่าวลือในตัวอีกด้วย คนคนนั้นกำลังปั้นน้ำเป็นตัว กุข่าวลือและเรื่องโกหกเพื่อชักพาและชี้นำให้ผู้คนหลงผิด เจตนาและจุดประสงค์ของพวกเขาก็คือการทำให้ผู้คนอีกมากยอมรับรู้และเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้อง และเห็นด้วยว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นสอดคล้องกับความจริง ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็อยากแก้แค้นใครอื่นไปด้วย อยากทำให้คนเหล่านั้นคิดลบและอ่อนแอ พวกเขานึกไปว่า “คุณมีลักษณะนิสัยที่เลวทรามขนาดนั้น—ฉันต้องเปิดโปงสถานการณ์ที่แท้จริงของคุณ และกระทืบความโอหังของคุณเอาไว้ จากนั้นก็จะได้เห็นกันว่าคุณมีอะไรให้อวดและทำตัวเด่นอีกบ้าง! เทียบเคียงกับคุณแล้วฉันจะเด่นได้อย่างไร? ความเกลียดชังที่ฉันมีจะไม่สลายหายไปจนกว่าฉันจะฟาดฟันให้คุณคิดลบและโค่นคุณลงได้ ฉันจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าคุณก็สามารถคิดลบและมีความอ่อนแอเช่นกัน!” ถ้านี่คือจุดประสงค์ของพวกเขา เช่นนั้นแล้วคำพูดของพวกเขาก็เป็นการเล่นงาน แต่สมมุติว่าเจตนาของพวกเขามีเพียงการอธิบายข้อเท็จจริงและสิ่งที่จริงแท้ในเรื่องหนึ่งๆ ให้กระจ่างเท่านั้น—หลังจากที่มีความเข้าใจเชิงลึกที่ถูกต้องในเรื่องนั้นและค้นพบแก่นแท้ของปัญหาด้วยการผ่านประสบการณ์มาระยะหนึ่งแล้ว พวกเขาก็รู้สึกว่าควรสามัคคีธรรมถึงเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ผู้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าใจและรู้ว่าความเข้าใจที่ถ่องแท้ในเรื่องนี้เป็นเช่นใด กล่าวคือ จุดประสงค์ของพวกเขาคือการแก้ไขทัศนะที่มองด้านเดียวหรือบิดเบี้ยวของผู้คนอีกมากให้ถูกต้องในเรื่องนี้—นี่ใช่การเล่นงานหรือไม่? (ไม่ใช่) พวกเขาไม่ได้บีบให้ใครบางคนยอมรับความคิดเห็นส่วนตัวของพวกเขา และยิ่งไม่ได้เก็บงำเจตนาที่เป็นความคุมแค้นส่วนตัว แต่กลับปรารถนาที่จะชี้แจงสิ่งที่จริงแท้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ ให้กระจ่างเท่านั้น พวกเขากำลังใช้ความรักมาช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจ และใช้ความเข้าใจนี้มาป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายพลัดหลง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะยอมรับเรื่องนี้หรือไม่ พวกเขาก็สามารถลุล่วงความรับผิดชอบของตน ดังนั้นพฤติกรรมนี้ แนวทางนี้ จึงไม่ใช่การเล่นงาน ด้วยภาษา การเลือกใช้คำ อากัปกิริยา น้ำเสียง และท่าทีที่ใช้พูดจาในการสำแดงที่ต่างกันสองอย่างนี้ คนเราย่อมบอกได้ว่าเจตนาและจุดประสงค์ของคนคนนั้นเป็นเช่นใด ถ้าคนคนหนึ่งหมายที่จะเล่นงานอีกฝ่าย ภาษาของพวกเขาย่อมจะบาดหูเป็นแน่ เจตนาและจุดประสงค์ของพวกเขาก็จะชัดเจนอยู่ในน้ำเสียงที่ใช้พูด ในการเปล่งเสียง การเลือกใช้คำ และท่าที ถ้าพวกเขาไม่บีบให้อีกฝ่ายยอมรับสิ่งที่พวกเขากำลังพูดอยู่ และแน่นอนว่าไม่ได้กำลังเล่นงานอีกฝ่าย เช่นนั้นแล้วก็แน่ชัดว่าวาจาของพวกเขาเป็นไปตามการสำแดงมโนธรรมและสำนึกในความเป็นมนุษย์ที่ปกติ นอกจากนี้ ท่าที น้ำเสียง และการเลือกใช้คำเวลาพูดจาก็ย่อมจะเป็นเหตุเป็นผล และอยู่ในขอบเขตของความเป็นมนุษย์ที่ปกติอย่างแน่นอน

หลังการสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมว่าด้วยการแยกแยะว่าสิ่งใดคือการเล่นงานส่วนตัวและสิ่งใดไม่ใช่ คราวนี้พวกเจ้าก็สามารถใช้วิจารณญาณดูเรื่องนี้ได้แล้วใช่หรือไม่? ถ้าพวกเจ้ายังคงไม่สามารถดูเรื่องนี้ออก เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็จะไม่สามารถรู้ทันแก่นแท้ของปัญหา ไม่ว่าสามัคคีธรรมของใครคนหนึ่งจะน่าฟังเพียงใด ถ้าพวกเขาไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม ถ้าพวกเขาไม่ได้มุ่งหมายที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างถูกควรและช่วยให้ผู้คนเข้าใจความจริง แต่กลับค้นหาสิ่งที่จะนำมาใช้เล่นงานผู้คนเพื่อที่จะตามรังควานอีกฝ่ายไม่เลิก พยายามเต็มที่ที่จะตัดสินและกล่าวโทษอีกฝ่าย และแม้ภายนอกจะดูเหมือนพวกเขากำลังใช้วิจารณญาณดูผู้คนอยู่ แต่แท้จริงแล้วเจตนาและจุดประสงค์ของพวกเขากลับเป็นการกล่าวโทษและเล่นงานผู้อื่น เช่นนั้นแล้วสถานการณ์นี้ก็เกี่ยวพันกับการเล่นงานส่วนตัว เรื่องเล็กน้อยที่ดำเนินอยู่ระหว่างผู้คนย่อมง่ายและเห็นได้ชัดเจนยิ่ง ถ้ามีการสามัคคีธรรมความจริงในเรื่องเหล่านี้ ก็จะใช้เวลาในการชุมนุมไม่เต็มครั้งดี เมื่อเป็นดังนั้น จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องยึดเอาเวลาของพี่น้องชายหญิงมาพูดถึงเรื่องเหล่านี้เสียมากมายทุกครั้งที่มีการชุมนุม? ไม่จำเป็น ถ้ามีคนตามรังควานผู้อื่นไม่เลิก นั่นย่อมเป็นการเล่นงานผู้คนและก่อให้เกิดการรบกวน เหตุใดผู้คนจึงยึดมั่นในเรื่องหนึ่งๆ และพูดถึงเรื่องนั้นอย่างไม่จบสิ้น? เพราะไม่มีใครเต็มใจปล่อยมือจากเจตนาและจุดประสงค์ของตนเอง ไม่มีใครพยายามที่จะรู้จักตนเอง และไม่มีใครยอมรับความจริง หรือข้อเท็จจริงและสิ่งที่จริงแท้ ดังนั้นพวกเขาจึงตามรังควานผู้อื่นไม่หยุด ธรรมชาติของการตามรังควานผู้อื่นไม่หยุดนี้เป็นเช่นไร? เป็นการเล่นงาน นี่คือการหาสิ่งที่จะใช้เล่นงานผู้อื่น จับผิดคำที่ผู้อื่นเลือกใช้ และใช้ข้อบกพร่องของผู้อื่นมาเล่นงานพวกเขา หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องเรื่องเดียวไม่เลิกและทุ่มเถียงจนใบหน้าแดงก่ำ ถ้าผู้คนสามัคคีธรรมตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เกื้อหนุนและช่วยเหลือกัน—ซึ่งเป็นการลุล่วงความรับผิดชอบของตน—เช่นนั้นแล้วสัมพันธภาพระหว่างพวกเขาก็ย่อมจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าพวกเขาลงมือเล่นงานและโต้เถียงกัน ต่างก็พาตัวเข้าไปวุ่นวายกันเพื่อที่จะชี้แจงเหตุผลอันชอบธรรมของตนให้ชัดแจ้ง อยากกุมความได้เปรียบอยู่เสมอ ไม่อยากยอมรับความพ่ายแพ้และไม่ยอมประนีประนอม ไม่ปล่อยมือจากความขุ่นข้องหมองใจส่วนตัว เช่นนั้นแล้วสัมพันธภาพระหว่างพวกเขาสองคนก็จะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ และเลวร้ายลงไปทุกทีในที่สุด และจะไม่ใช่สัมพันธภาพระหว่างบุคคลตามปกติ ดวงตาของพวกเขาอาจถึงกับแดงฉานทุกครั้งที่พบหน้ากันด้วยซ้ำ ลองคิดดูเถิด เวลาสุนัขกัดกัน ดวงตาของตัวที่ดุร้ายย่อมแดงฉาน เหตุใดดวงตาของมันจึงแดงฉาน? เพราะเปี่ยมล้นไปด้วยความเกลียดชังมิใช่หรือ? นี่ก็เหมือนผู้คนที่เล่นงานกันใช่หรือไม่? เวลาผู้คนสามัคคีธรรมความจริง ถ้าพวกเขาไม่เล่นงานกัน แต่สามารถชดเชยข้อบกพร่องของกันและกันด้วยการดึงจุดแข็งของอีกฝ่ายมาใช้ และเกื้อหนุนกัน เป็นไปได้หรือไม่ที่สัมพันธภาพระหว่างพวกเขาจะไม่ดี? สัมพันธภาพของพวกเขาย่อมจะเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน เมื่อคนสองคนพูดจา คุยเล่น สามัคคีธรรม หรือแม้กระทั่งโต้วาทีกันตามมโนธรรมและสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ สัมพันธภาพของพวกเขาย่อมจะเป็นปกติ และพวกเขาก็จะไม่โมโหหรือเริ่มทะเลาะเบาะแว้งกันทันทีที่พบหน้า ถ้าผู้คนเกิดความเกลียดชังและความเดือดดาลที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจอธิบายได้ในยามที่พวกเขาไม่ได้เผชิญหน้ากันด้วยซ้ำ แค่เพราะมีการเอ่ยถึงอีกฝ่าย เช่นนี้ก็ไม่ใช่การสำแดงว่ามีสำนึกและมโนธรรมตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ผู้คนเล่นงานกันเพราะพวกเขามีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม นี่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมของพวกเขาโดยสิ้นเชิง ล้วนเป็นเพราะผู้คนไม่รักความจริง ไม่สามารถยอมรับความจริง และไม่ยอมปฏิบัติความจริงหรือจัดการเรื่องราวตามหลักธรรมในยามที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น ดังนั้นจึงเป็นปกติที่จะเกิดกรณีที่เปิดโปงข้อบกพร่องของกันและกัน ตัดสิน และถึงกับเล่นงานและกล่าวโทษกันในชีวิตคริสตจักร เนื่องจากผู้คนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม มักจะอยู่ในสภาวะที่ไร้สำนึก ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน และต่อให้พวกเขาเข้าใจความจริงบางอย่าง ก็ยากที่พวกเขาจะปฏิบัติความจริง ระหว่างพวกเขาจึงเกิดข้อพิพาทและการเล่นงานกันสารพัดชนิดโดยง่าย ถ้าการเล่นงานเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ก็จะกระทบกระเทือนชีวิตคริสตจักรเพียงชั่วคราว แต่คนที่มีแนวโน้มที่จะเล่นงานกันอย่างต่อเนื่อง ย่อมก่อให้เกิดการขัดขวางและรบกวนชีวิตคริสตจักรอย่างร้ายแรง ทั้งยังแทรกแซงและส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอีกด้วย

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger