หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (14) ตอนที่สี่

ค. สัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรจากการมีส่วนได้ส่วนเสีย

สัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรอีกชนิดหนึ่งก็คือสัมพันธภาพที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้คนทำสิ่งต่างๆ เช่น ป้อยอ ยกชู สรรเสริญ และทำตัวให้ถูกใจกันก็เพื่อผลประโยชน์ การนำเอาการประพฤติปฏิบัติที่คดโกงและบรรยากาศอันเลวเช่นนั้นเข้ามาในชีวิตคริสตจักรย่อมมีผลร้ายแรงต่อผู้อื่นที่กำลังอ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือรับฟังการแบ่งปันประสบการณ์อยู่เงียบๆ เมื่อมีการสร้างสัมพันธภาพที่มีส่วนได้ส่วนเสีย บุคคลที่เกี่ยวข้องมักจะกล่าวหรือทำสิ่งที่ขัดกับความต้องการของตน เพื่อประโยชน์ของตนเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าใครสักคนมองเห็นว่าอีกคนหนึ่งสามารถทำประโยชน์ให้แก่ธุรกิจหรือผลประโยชน์ของพวกเขาในหนทางบางอย่าง พวกเขาก็อาจจะเลือกคนคนนั้นเป็นผู้นำ เสนอชื่อคนคนนั้นทำหน้าที่จำเพาะ หรือเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่คนคนนั้นพูด โดยกล่าวอ้างว่าถูกต้องไม่ว่าจะตรงตามความจริงหรือไม่ก็ตาม เพื่อเป็นการประจบเอาใจ พวกเขาทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ตรงตามหลักธรรมและขัดกับความจริงเพื่อประจบเอาใจคนเหล่านั้น ซึ่งรบกวนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในการใช้วิจารณญาณดูผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย และในการเข้าสู่ความจริง พวกเขาบรรยายสิ่งที่ผิดและบิดเบี้ยวว่าถูก อธิบายมโนคติอันหลงผิดและเรื่องคิดฝันของมนุษย์ว่าตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า และอื่นๆ และด้วยเหตุนั้นจึงรบกวนความคิดอ่านของผู้คน รวมทั้งทิศทางและจุดหมายที่ถูกต้องในการไล่ตามเสาะหาของผู้คน พฤติกรรมทั้งหมดนี้เกิดจากการที่พวกเขาดำรงรักษาสัมพันธภาพที่มีส่วนได้ส่วนเสียเอาไว้ พวกเขาสามารถพูดจาขัดกับมโนธรรมและกระทำการขัดกับหลักธรรมเพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง สิ่งที่พวกเขาพูดและทำย่อมรบกวนและทำลายชีวิตคริสตจักร ในที่สุดก็พาให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นไม่สามารถสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้า อ่านอธิษฐานพระวจนะของพระเจ้า หรือแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวในลักษณะที่ปกติและมีแบบแผน ส่งผลให้ผู้คนสูญเสียการเข้าสู่ชีวิต เวลาผู้คนสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจจากประสบการณ์ของตน พวกเขามักจะถูกสัมพันธภาพที่มีส่วนได้ส่วนเสียของผู้คนเข้าแทรกแซง บ้างก็เป็นการแทรกแซงด้วยวาจา บ้างเป็นการแทรกแซงทางพฤติกรรม และบ้างก็เป็นเรื่องของจุดหมายและทิศทาง ผู้คนมักจะพูดขัดจังหวะขณะสามัคคีธรรมความจริงและอ่านอธิษฐานพระวจนะของพระเจ้า พาออกนอกเรื่องอยู่เนืองๆ และมักจะส่งผลในระดับต่างๆ กัน เพราะฉะนั้นจึงควรกวดขันคนที่มีสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรจากการมีส่วนได้ส่วนเสียและมีพฤติกรรมที่เกี่ยวโยงกับเรื่องนี้ ผู้นำคริสตจักรที่เผชิญปัญหาเหล่านี้ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็น และแน่นอนว่าไม่ควรปล่อยปละการทำชั่วดังกล่าว และเห็นดีเห็นงามกับการเกิดเรื่องเช่นนั้นในชีวิตคริสตจักร แต่พวกเขาควรระวังระไว จับสังเกตได้เร็ว และควรหยุดยั้งและควบคุมเรื่องดังกล่าวทันที

การมีสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรจากการมีส่วนได้ส่วนเสียเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในคริสตจักร ตัวอย่างเช่น ถ้าใครสักคนวางแผนที่จะสมัครรับเลือกเป็นผู้นำคริสตจักรคนต่อไป พวกเขาก็อาจจะดึงคนกลุ่มหนึ่งมาบอกแนวคิดของตนให้พวกเขารู้ ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้เบาปัญญา พวกเขาจึงบอกใบ้ว่า “ถ้าพวกเราเลือกคุณ คุณจะทำประโยชน์อะไรให้พวกเราบ้าง?” ด้วยเหตุนี้ในหมู่พวกเขาจึงเกิดสัมพันธภาพที่อิงตามส่วนได้ส่วนเสีย ขณะชุมนุม พวกเขามักจะใช้จุดยืนเดียวกันในเรื่องต่างๆ เพื่อดำรงรักษาส่วนได้ส่วนเสียของพวกตนเอาไว้ และพวกเขาก็พูดคุยกันเสมอโดยที่ผู้อื่นไม่ตระหนักหรือล่วงรู้เบื้องหลัง ว่าคนคนหนึ่งดีอย่างไร สิ่งที่อีกคนหนึ่งทำได้รับอนุญาตและได้พรจากพระเจ้าอย่างไร ใครถวายของบ้างและถวายมากเท่าใด และใครทำคุณูปการอันใดให้แก่พระนิเวศของพระเจ้าบ้าง พวกเขามักจะสรรเสริญและชมเชยกัน และในชีวิตคริสตจักร พวกเขาก็มักจะบอกกล่าวเรื่องเหล่านี้เพื่อสนับสนุนฉันทามติที่พวกเขาเพิ่งมีร่วมกันไปก่อนหน้านั้นและเพื่อค้ำจุนผลประโยชน์ที่พวกเขามีด้วยกัน ตัวอย่างเช่น บางคนอาจจะบอกว่า “ถ้าคุณเลือกฉันเป็นผู้นำ พอฉันเข้ารับตำแหน่ง ฉันจะให้คุณเป็นผู้นำกลุ่ม” พวกเขาต่างก็มองหาผลประโยชน์ส่วนตนมิใช่หรือ? เพื่อที่จะบรรลุผลประโยชน์ของตน พวกเขาต้องกล่าวบางสิ่งหรือลงมือทำบางอย่างมิใช่หรือ? ดังนั้น พวกเขาจึงสำแดงสิ่งต่างๆ ออกมาขณะชุมนุม โดยทั้งหมดนั้นมุ่งหมายที่จะค้ำจุนฉันทามติที่พวกเขามีร่วมกันมาก่อน รวมทั้งผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะสัมฤทธิ์จุดหมายของตน สิ่งที่พวกเขาทำส่วนใหญ่ย่อมมีผลประโยชน์เป็นแรงขับเคลื่อน ดังนั้น เจตนาและจุดประสงค์เบื้องหลังสิ่งที่พวกเขากล่าวและทำจึงไม่ถูกควรอย่างยิ่งมิใช่หรือ? สัมพันธภาพที่สร้างขึ้นมาในหมู่พวกเขาจึงเป็นสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรใช่หรือไม่? ควรควบคุมสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรเยี่ยงนี้ภายในคริสตจักรใช่หรือไม่? บางคนกล่าวว่า “ถ้าไม่พบเจอ พวกเราจะควบคุมได้อย่างไร?” เรื่องดังกล่าวเมื่อทำแล้วย่อมจะสามารถพบเจอและจะถูกเปิดโปง เว้นแต่จะไม่ได้ลงมือทำแต่อย่างใด ถ้าผู้คนสามัคคีธรรมความจริง สามัคคีธรรมถึงความเข้าใจและประสบการณ์ของตนอย่างถูกควร ไม่ได้ผสมสิ่งใดที่ไม่สัมพันธ์กับความจริงลงไป ทุกคนก็จะสามารถรับรู้เรื่องนี้ได้ ถ้ามีการปลอมปน ผู้คนก็จะสามารถดูออกเช่นกัน ดังนั้นจึงควรยับยั้งสัมพันธภาพเชิงธุรกรรมแลกเปลี่ยนต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อดำรงรักษาผลประโยชน์ที่มีร่วมกันในคริสตจักร อย่างน้อยที่สุดก็ควรตักเตือนและสามัคคีธรรมกับคนที่เกี่ยวข้อง ทำให้พวกเขาตระหนักถึงปัญหาของตนและเข้าใจผลอันร้ายแรงของการทำกิจกรรมดังกล่าว พร้อมกันนั้นก็ทำให้พี่น้องชายหญิงสามารถมีวิจารณญาณในธรรมชาติของเรื่องเหล่านี้อีกด้วย กิจกรรมจำพวกนี้มีผลเช่นใดต่อผู้คนส่วนมาก? พาให้ผู้คนนึกว่าคริสตจักรไม่แตกต่างจากสังคมเท่าใดนัก ต่างก็เป็นสถานที่ให้ทุกคนหาประโยชน์จากกัน ให้ผู้คนทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ของตน พฤติกรรมนี้ไม่ใช่การรบกวนแบบพอทำเนา แต่ก่อให้เกิดการรบกวนชีวิตคริสตจักรอย่างร้ายแรง จงบอกเราเถิดว่าคนที่ดึงผู้คนมาเข้าพวกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้เสียงจากพวกเขาในการลงคะแนนคัดเลือก ใช้ช่องทางที่ไม่ปกติมาชักใยการลงคะแนนคัดเลือกเพื่อให้ได้ตำแหน่งผู้นำ นี่ใช่คนดีหรือไม่? เห็นได้ชัดว่าผู้นำที่ได้รับเลือกในลักษณะนี้ไม่ใช่คนดี แล้วพี่น้องชายหญิงที่ตกอยู่ในกำมือของพวกเขาจะสามารถคาดหวังสิ่งที่ดีได้บ้างหรือไม่? ถ้าใครบางคนได้เป็นผู้นำด้วยช่องทางที่ไม่ปกติ แทนที่จะได้รับเลือกตามหลักธรรม ผู้นำเช่นนั้นก็ไม่ใช่คนดีเป็นแน่ ถ้ายอมให้พวกเขาเป็นผู้นำ ก็เท่ากับส่งมอบพี่น้องชายหญิงให้กับคนชั่ว ให้กับศัตรูของพระคริสต์อย่างโจ่งแจ้ง เป็นการส่งผู้คนส่วนใหญ่เข้าสู่เงื้อมมือของซาตานอย่างได้ผล ในฉากเหตุการณ์ดังกล่าว ดอกผลที่พวกเขาจะได้จากชีวิตคริสตจักรย่อมชัดเจนในตัวเอง นี่คือชนิดของสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรและผูกอยู่กับผลประโยชน์ เมื่อสัมพันธภาพระหว่างผู้คนมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะระหว่างกลุ่มหรือตัวบุคคล การกระทำของผู้คนย่อมจะเอนเอียงเข้าหาผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าที่จะทำตามหลักธรรมเพื่อค้ำชูผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า สัมพันธภาพเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยมโนธรรมและสำนึกตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แต่กลับสวนทางกับทั้งมโนธรรมและสำนึก และยิ่งสวนทางกับหลักธรรมความจริง สิ่งที่พวกเขากล่าว ทำ และแสดงให้เห็น รวมทั้งเจตนา จุดประสงค์ แรงจูงใจ ที่มา และอื่นๆ ล้วนขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ ดังนั้นจึงอาจนิยามสัมพันธภาพเหล่านี้ได้ว่าไม่ถูกควร เนื่องจากการสร้างสัมพันธภาพเช่นนี้รบกวนการใช้ชีวิตคริสตจักรของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ทำให้เป็นเรื่องยากที่ผู้คนส่วนใหญ่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้าและสามัคคีธรรมความจริงกันเฉพาะพระพัตกร์พระเจ้าอย่างเงียบสงบ จึงควรห้ามปรามสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรเช่นนั้นภายในคริสตจักร ในกรณีที่ร้ายแรงและประกอบด้วยพฤติกรรมของคนชั่ว ควรมีการตักเตือน และถ้าไม่ว่าจะทำอย่างไร คนที่เกี่ยวข้องก็ไม่กลับใจ ก็ควรเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักร

ง. ความเกลียดชังระหว่างบุคคล

สัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรระหว่างบุคคลมีการสำแดงที่หลากหลาย ในจำนวนนั้นมีอีกหนึ่งคือความเกลียดชังส่วนตัว ตัวอย่างเช่น อาจเกิดความไม่ลงรอยหรือข้อพิพาทภายในครอบครัวระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ ระหว่างสะใภ้ด้วยกัน หรือระหว่างพี่น้องผู้ชาย หรืออาจเกิดขึ้นระหว่างเพื่อนบ้าน บางครั้งก็ถึงกับลุกลามเป็นความเกลียดชัง ต่อจากนั้นผู้คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถร่วมมือหรือทำงานด้วยกัน ถึงขั้นไม่อาจมองหน้ากันได้ โต้เถียงและทะเลาะกันทุกครั้งที่พบหน้าเหมือนเป็นคู่อริ เมื่อเห็นหน้ากันในที่ชุมนุม หัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเกลียดชังอีกด้วย และพวกเขาก็ไม่สามารถสงบใจอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อชื่นชมพระวจนะของพระเจ้า ไม่สามารถทบทวนและทำความรู้จักตัวเอง และแน่นอนว่าไม่สามารถปล่อยมือจากอคติและความเกลียดชังของตนเพื่อที่จะมีการชุมนุมที่ปกติได้ แต่เมื่อใดที่พบหน้า พวกเขากลับทะเลาะเบาะแว้งและปะทะคารมกัน ต่างฝ่ายต่างเปิดโปงข้อบกพร่องและโจมตีกัน ถึงกับสบถใส่กัน ส่งผลในทางลบต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างยิ่ง ผู้คนดังกล่าวจึงเป็นผู้ไม่เชื่อ พวกเขาคือผู้ไม่มีความเชื่อ สำหรับคนที่เชื่อในพระเจ้าและรักความจริงอย่างจริงใจ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดหรือพวกเขาจะมีข้อพิพาทกับใคร หรือมีอคติกับใคร พวกเขาก็สามารถแสวงหาความจริง ทบทวนและทำความรู้จักตัวเอง และแก้ปัญหาตามหลักธรรมความจริง ถ้าพวกเขาทำสิ่งใดผิดและติดค้างใครสักคน พวกเขาก็สามารถขอโทษและยอมรับความผิดของตนก่อน และจะไม่ก่อให้เกิดการโต้เถียงหรือปัญหาในการชุมนุมเป็นอันขาด การมีข้อพิพาทและก่อให้เกิดความวุ่นวายในคริสตจักรเป็นการผิดขนบของธรรมิกชนโดยสิ้นเชิง พฤติกรรมดังกล่าวนำความเสื่อมเสียมาให้พระเจ้าอย่างร้ายแรง ผู้คนที่กระทำการเช่นนี้ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ มโนธรรม และสำนึกอย่างยิ่ง ไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าอย่างแน่นอน ปัญหาข้อนี้พบได้ค่อนข้างบ่อยขึ้นในหมู่ผู้เชื่อใหม่ เนื่องจากผู้เชื่อใหม่ไม่เข้าใจความจริง และอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาก็ยังไม่ได้ถูกชำระให้บริสุทธิ์ จึงง่ายที่พวกเขาจะมีข้อพิพาทในหลายๆ เรื่อง ถึงกับระเบิดความหัวร้อนของตนออกมาและทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ผู้คนก็จะเก็บงำความเกลียดชังเอาไว้ในหัวใจ และแม้ในยามที่ใช้ชีวิตคริสตจักร พวกเขาก็จะยังคงมีข้อพิพาทกันอย่างไม่รู้จบด้วยความหัวร้อนและความเกลียดชังนี้ นี่ส่งผลต่อชีวิตคริสตจักร กระทบประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรซึ่งกำลังกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า สรรเสริญพระเจ้า และแบ่งปันความเข้าใจที่มีต่อพระวจนะของพระเจ้าจากประสบการณ์ของตน นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรโดยตรงอีกด้วย ผู้เชื่อใหม่บางคนหลงทุ่มเถียงเพราะเห็นแย้งกันในเรื่องเล็กน้อยโดยง่าย ตัวอย่างเช่น ก่อนที่จะเริ่มการชุมนุม บางคนอาจจะอยากร้องเพลงนมัสการเพลงหนึ่ง ขณะที่ผู้อื่นอยากร้องอีกเพลงมากกว่า—แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ก็สามารถนำไปสู่ข้อพิพาทได้ง่าย ในทำนองเดียวกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องหนึ่งๆ บางครั้งก็สามารถกลายเป็นการโต้วาทีได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่การล่วงเกินบางคนเพราะไม่คำนึงถึงการใช้วาจาก็สามารถจุดชนวนให้โต้เถียงกันได้ เหตุการณ์จำพวกนี้เกิดขึ้นทั่วไปในหมู่ผู้เชื่อใหม่ เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นขณะชุมนุม ก็ย่อมรบกวนชีวิตคริสตจักรเป็นธรรมดา นี่ย่อมรบกวนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรด้วยมิใช่หรือ? คนที่มีแนวโน้มที่จะทุ่มเถียงและโต้วาทีเรื่องถูกผิดคือคนที่รบกวนชีวิตคริสตจักรได้ง่ายที่สุด พวกเขาสนใจแต่จะตอบสนองความถือดีและหน้าตาของตนเท่านั้น ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เมื่อทำดังนี้ พวกเขาย่อมก่อให้เกิดการรบกวนชีวิตคริสตจักรมิใช่หรือ? (ใช่) คริสตจักรคือสถานที่ที่พี่น้องชายหญิงชุมนุมกันเพื่อกิน ดื่ม และชื่นชมพระวจนะของพระเจ้า เป็นสถานที่ให้นบนอบและนมัสการพระเจ้า แน่นอนที่สุดว่าไม่ใช่สถานที่ให้ระบายความขุ่นข้องหมองใจส่วนตัว และไม่ใช่ที่ให้ทะเลาะหรือทุ่มเถียงเรื่องถูกผิดกันเป็นแน่ เมื่อผู้คนดังกล่าวก่อให้เกิดการรบกวนเช่นนี้ ย่อมนำไปสู่ผลสืบเนื่องเช่นใด? ย่อมส่งผลโดยตรงให้ไร้ความรื่นรมย์ขณะชุมนุม พาให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่สามารถได้รับความเจริญใจในชีวิต และถึงกับทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถพบเจอสันติสุข ทนทุกข์อย่างที่ไม่อาจบรรยายได้ นานเข้า บ้างก็กลายเป็นคนที่คิดลบและอ่อนแอ ถึงกับลังเลที่จะเข้าชุมนุม สถานการณ์เช่นนี้พบได้ทั่วไปในคริสตจักรส่วนใหญ่และเป็นสิ่งที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนมีประสบการณ์มาโดยตลอด แล้วควรแก้ปัญหาเรื่องการโต้เถียงและทะเลาะกันเนืองๆ ในที่ชุมนุมอย่างไร? ควรคัดเลือกบทตอนในพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้มาหลายบทตอน และอ่านด้วยกันหลายๆ ครั้งระหว่างชุมนุม จากนั้นทุกคนก็ควรสามัคคีธรรมความจริงกัน แบ่งปันความเข้าใจของตน แนวทางนี้สามารถให้ผลบางอย่างได้ ไม่เพียงคนที่มีแนวโน้มที่จะโต้เถียงจะสามารถตระหนักรู้การกระทำผิดของตนและรู้สึกผิดได้เท่านั้น แต่แม้กระทั่งคนที่ดูอยู่รอบนอกก็สามารถคิดทบทวนได้ว่าในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันนั้น พวกเขาเคยเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมาหรือไม่ และสามารถทุ่มเถียงกับผู้อื่นหรือไม่—เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่ดูอยู่รอบนอกก็สามารถทำความรู้จักตัวเองได้เช่นกัน ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้วยหรือไม่ก็ตาม หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าไปหลายบทตอนและหลายครั้งแล้ว พวกเขาย่อมจะสามารถตระหนักรู้อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนและมองเห็นว่าการใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่เสื่อมทรามหมายถึงการไร้ซึ่งมโนธรรมและเหตุผลโดยแท้ ไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย ผลของการใช้ชีวิตคริสตจักรเช่นนี้ไม่เลวเลยใช่ไหม? แม้จะมีข้อพิพาทในตอนเริ่มชุมนุม ถ้าหลังจากนั้นทุกคนสามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้า สงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อทบทวนตนเอง ใช้ความจริงแก้ปัญหา และกลับใจได้จริง—ถ้าสัมฤทธิ์ผลเหล่านี้ได้—เช่นนี้ก็คือชีวิตคริสตจักรที่ปกติ เพราะฉะนั้นไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมจะเป็นเช่นใด ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องไม่ดี ตราบใดที่ทุกคนรวมหัวใจและความรู้สึกนึกคิดเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อแสวงหาความจริง และอ่านหลายๆ บทตอนที่เกี่ยวข้องในพระวจนะของพระเจ้าร่วมกันสักสองสามครั้ง ต่อให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้หมด ผู้คนก็จะสามารถเท่าทันปัญหาได้บ้างและมีวิจารณญาณบางอย่าง—ทุกคนจะได้ประโยชน์จากการนี้ พวกเจ้าว่าชีวิตคริสตจักรเช่นนี้หาได้ยากหรือไม่? นี่คือการเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี ออกจะเป็นเรื่องดีในความโชคร้าย อย่างไรก็ดี นี่ไม่ควรพาให้ผู้คนสนับสนุนแนวคิดที่ว่าข้อพิพาทและการโต้วาทีเป็นสิ่งที่พึงทำในชีวิตคริสตจักร แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจสนับสนุนได้ ข้อพิพาทและการโต้วาทีสามารถทำให้ความหัวร้อนและความขัดแย้งระเบิดออกมาได้ง่าย ซึ่งไม่ดีต่อทุกคนและทำให้คนที่เกี่ยวข้องเกิดความทุกข์ใจในส่วนของตน เพราะฉะนั้น การแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหาจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด และการเข้าใจความจริงก็สามารถป้องกันเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันได้อย่างมีประสิทธิผลในอนาคต คนฉลาดควรใช้ท่าทีที่อดทนอดกลั้นเมื่อเกิดความไม่ลงรอยและกระทบกระทั่งกัน ในเมื่อพวกเขาก็มีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและสามารถทำร้ายผู้อื่นได้ง่ายเช่นกัน เวลาพวกเขาเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนออกมา พวกเขาก็ควรอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหาทันที เมื่อทำดังนี้ พอถึงเวลาชุมนุม ความขุ่นเคืองและความเกลียดชังส่วนตัวย่อมสลายไปสิ้น พาให้รู้สึกว่ามีเสรีในหัวใจ และทำให้เข้ากับพี่น้องชายหญิงฉันมิตรได้ง่ายขึ้น และด้วยเหตุนั้นจึงส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว เมื่อใดก็ตามที่มีคนเห็นพี่น้องชายหญิงเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมา พวกเขาควรเสนอการช่วยเหลือด้วยความรัก ไม่ใช่ตัดสิน กล่าวโทษ หรือปฏิเสธพี่น้อง อาจเป็นไปได้ว่าหลังจากที่พยายามช่วยเหลือไปสักครั้งสองครั้ง กลับแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ก็ต้องใช้ความอดทนและอดกลั้นอยู่ดี ตราบใดที่พวกเขาไม่รบกวนชีวิตคริสตจักรหรือจงใจทำความชั่ว ก็ควรปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความอดทนและอดกลั้นไปจนสุดทาง—ย่อมมีสักวันที่พวกเขาจะสำนึกรู้ตัว ถ้าใครสักคนมีความเป็นมนุษย์ที่ชั่วและไม่ยอมรับความช่วยเหลือใดๆ ไม่ยอมรับความจริงไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงให้ฟังอย่างไร เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าด้วยความจริงใจ และจำเป็นต้องรักษาระยะห่างจากบุคคลเช่นนี้ ถ้าพวกเขารบกวนชีวิตคริสตจักรครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ควรจัดการและปฏิบัติต่อพวกเขาตามหลักธรรม ถ้าพวกเขาไม่ใช่คนชั่ว เพียงแต่มักจะเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมาเท่านั้น เกลียดตัวเอง แต่ก็รู้สึกว่าไม่มีกำลังที่จะทำสิ่งที่ผิดแผกออกไปในเวลานั้นๆ เช่นนั้นแล้วก็ควรเกื้อกูลบุคคลดังกล่าวด้วยความรัก ช่วยให้พวกเขาเข้าใจความจริง เกิดวิจารณญาณและตระหนักรู้ว่าตนเผยความเสื่อมทรามออกมา—เมื่อเป็นเช่นนี้ การเผยความเสื่อมทรามของพวกเขาก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ถ้าพี่น้องชายหญิงได้รับผลจากผู้คนเหล่านี้เป็นบางครั้งเท่านั้น ก็อาจให้อภัยพวกเขาได้ ตราบใดที่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่มีปัญหาใหญ่โต และพวกเขาก็ไม่ใช่คนชั่วหรือคนหลอกลวง ตราบนั้นก็ควรเกื้อหนุนและช่วยเหลือพวกเขาโดยสามัคคีธรรมความจริง ถ้าพวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้ ก็ควรปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความรัก อย่างไรก็ดี ถ้าพวกเขาไม่ยอมกลับใจและส่งผลต่อชีวิตคริสตจักรในทางลบเป็นเวลานานๆ ผู้นำคริสตจักรก็ควรตักเตือนและกำหนดข้อห้ามขึ้นมา ถ้าพวกเขาดึงดันไม่ยอมรับความจริง บุคคลดังกล่าวก็เป็นคนชั่ว คนชั่วไม่อาจเข้ากับใครได้ พวกเขาคือปลาเน่าและเป็นปีศาจ การให้พวกเขาอยู่ในคริสตจักรต่อไปมีแต่จะก่อให้เกิดการขัดขวางและรบกวน เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแม้จะว่ากล่าวไปแล้วหลายครั้งก็ควรถูกจัดการในฐานะคนชั่ว และเอาตัวออกไปจากคริสตจักร ใครก็ตามที่มักจะรบกวนชีวิตคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็คือผู้ไม่เชื่อและเป็นคนชั่ว ต้องเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักร ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครหรือพวกเขาจะกระทำการเช่นไรในอดีต ถ้าพวกเขามักจะรบกวนงานของคริสตจักรและชีวิตคริสตจักร ไม่ยอมถูกตัดแต่ง และปกป้องตนเองเสมอด้วยการให้เหตุผลในทางที่ผิด ก็ต้องเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักร แนวทางนี้ล้วนเป็นไปเพื่อดำรงรักษาการดำเนินงานของคริสตจักรให้เป็นปกติและปกป้องผลประโยชน์ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้าทุกประการ ข้อพิพาทและการสร้างปัญหาอย่างไร้เหตุผลของคนชั่วไม่กี่คนไม่ควรส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและงานของคริสตจักร—นี่ไม่คุ้มค่าและไม่ยุติธรรมต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอีกด้วย

ถ้าคนชั่วมักจะก่อให้เกิดการรบกวนในคริสตจักร ทำให้ชีวิตคริสตจักรไม่เกิดผล ทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือการจำแนกชนิดของผู้คนและแบ่งการชุมนุมออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้แก่ คนที่รักความจริงและทำหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจก็ชุมนุมด้วยกัน คนที่อยากไล่ตามเสาะหาความจริง แต่ไม่ทำหน้าที่ของตนก็ไปชุมนุมด้วยกัน และคนที่ชอบก่อให้เกิดการขัดขวางและรบกวน นินทาผู้อื่น ตัดสินและกล่าวโทษผู้อื่น ก็ให้ชุมนุมด้วยกัน เช่นนี้ในเบื้องต้นคริสตจักรก็จะสามารถแบ่งผู้คนออกเป็นสามกลุ่ม—เจ้าจะกล่าวก็ได้ว่าเป็นการจำแนกทุกคนไปตามประเภท—ด้วยเหตุนี้จึงแน่ใจได้ว่ากลุ่มเหล่านี้จะไม่พูดแทรกกันขณะชุมนุม ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี ไม่ว่าพวกเขาจะบุ่มบ่ามประพฤติผิดเช่นไร ก็จะไม่ส่งผลต่อผู้อื่น และจะทำร้ายแต่ตนเองเท่านั้น บางคนมีอุปนิสัยที่ชั่วช้า ถ้าใครสักคนพูดอะไรที่ทำร้ายความรู้สึกหรือล่วงเกินพวกเขา พวกเขาก็จะเกลียดคนคนนั้น และคิดหาทางเล่นงานแก้เผ็ด ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเขาเช่นไร หรือตัดแต่งพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริง พวกเขายอมตายมากกว่าจะยอมกลับใจ แล้วก็รบกวนชีวิตคริสตจักรต่อไป นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาคือคนชั่ว พวกเราไม่อาจยอมผ่อนปรนให้แก่คนชั่วจำพวกนี้ไปเรื่อยๆ ได้ ควรเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักรตามหลักธรรมความจริง นี่เป็นทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้หมด ไม่ว่าพวกเขาจะทำผิดในเรื่องใดหรือทำสิ่งใดที่ไม่ดี ผู้คนที่มีอุปนิสัยชั่วช้านี้จะไม่ยอมให้ใครเปิดโปงหรือตัดแต่งตน หากใครสักคนเปิดโปงและล่วงเกินพวกเขา พวกเขาก็จะบันดาลโทสะ โต้คืน และไม่มีวันยอมให้เรื่องจบ พวกเขาไม่มีความอดทนและอดกลั้นให้แก่ผู้อื่น และไม่มีการข่มใจ การประพฤติปฏิบัติตนของพวกเขาเป็นไปตามหลักการใด? “ยอมทรยศเสียเองดีกว่าถูกทรยศ” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาไม่ทนยอมให้ใครล่วงเกิน นี่คือตรรกะของคนชั่วมิใช่หรือ? แท้จริงแล้วนี่คือตรรกะของคนชั่ว พวกเขาไม่ยอมให้ใครล่วงเกินตน สำหรับพวกเขาแล้ว การมีคนมาสะกิดให้ตนโมโหแม้เพียงน้อยนิดก็เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และพวกเขาก็เกลียดคนที่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะตามเล่นงานคนคนนั้นไม่เลิกและจะไม่มีวันปล่อยเรื่องนี้ไป—คนชั่วย่อมเป็นเช่นนั้น เจ้าควรแยกเดี่ยวหรือเอาตัวคนชั่วออกไปทันทีที่พบว่าพวกเขามีแก่นแท้ของคนชั่ว ก่อนที่พวกเขาจะสามารถทำความชั่วครั้งใหญ่ นี่จะลดความเสียหายจากพวกเขาให้เหลือน้อยที่สุด เป็นทางเลือกที่เปี่ยมปัญญา ถ้าผู้นำและคนทำงานรอจนคนชั่วก่อให้เกิดความวิบัติบางชนิดแล้วค่อยจัดการคนเหล่านั้น พวกเขาก็กำลังตั้งรับ นั่นย่อมจะพิสูจน์ว่าผู้นำและคนทำงานเบาปัญญาอย่างยิ่ง และไม่มีหลักธรรมในการกระทำของตน มีผู้นำและคนทำงานบางคนที่เบาปัญญาและไม่รู้ความถึงเพียงนี้โดยแท้ พวกเขายืนกรานที่จะรอจนกว่าจะมีหลักฐานแน่ชัดแล้วค่อยจัดการคนชั่ว เพราะพวกเขาคิดว่านั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้ตนสบายใจ แต่ที่จริงแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานแน่ชัดแล้วค่อยแน่ใจว่าใครคนหนึ่งเป็นคนชั่ว เจ้าสามารถบอกได้จากวาจาและการกระทำในชีวิตประจำวันของพวกเขา เมื่อเจ้าแน่ใจว่าพวกเขาชั่ว เจ้าก็สามารถเริ่มควบคุมหรือแยกเดี่ยวพวกเขา นี่ก็เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งงานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะไม่มีภัย ผู้นำและคนทำงานบางคนไม่สามารถใช้วิจารณญาณดูว่าใครชั่ว และไม่สามารถจัดการคนชั่วได้ทันกาล ผลก็คืองานของคริสตจักรและชีวิตคริสตจักรได้รับผลกระทบ และการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็พลอยมีอุปสรรค นี่เป็นสิ่งที่โง่เขลามาก นี่คือวิธีดำเนินงานของผู้นำเทียมเท็จ ด้านหนึ่งพวกเขาไม่มีวิจารณญาณ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนและกลัวการล่วงเกินผู้อื่น เวลาทำหน้าที่ผู้นำ ประการแรก ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถทำงานได้จริง และประการที่สอง พวกเขาทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาไม่อาจแก้ปัญหาแม้แต่เรื่องการรบกวนที่คนชั่วก่อให้เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และไม่สามารถปกป้องพี่น้องชายหญิงได้ ผู้คนเช่นนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำและคนทำงาน จงบอกเราเถิด ถ้ามีใครถูกระบุว่าเป็นคนชั่ว ยังจำเป็นที่จะต้องสามัคคีธรรมความจริงเพื่อช่วยพวกเขาอยู่หรือไม่? (ไม่) ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้โอกาสแก่พวกเขา บางคนมี “ความรัก” มากเกินไป ให้โอกาสกลับใจแก่คนชั่วอยู่เสมอ แต่นี่สัมฤทธิ์ผลอันใดได้หรือไม่? นี่เป็นไปตามหลักธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? เจ้าเคยเห็นคนชั่วคนไหนสามารถกลับใจได้จริงหรือไม่? ไม่มีใครเคยเห็น การหวังให้คนชั่วกลับใจก็เหมือนการสงสารงูพิษ เป็นการสงสารสัตว์ร้าย นี่เป็นเพราะสามารถระบุลงไปตามแก่นแท้ของคนชั่วว่าคนชั่วจะไม่มีวันรักสิ่งที่เป็นบวก ไม่มีวันยอมรับความจริง และไม่มีวันกลับใจ เจ้าจะไม่พบคำว่า “กลับใจ” ในพจนานุกรมของพวกเขา ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเขาอย่างไร พวกเขาก็จะไม่วางแรงจูงใจและผลประโยชน์ของตน จะหาเหตุผลและข้ออ้างต่างๆ มาสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง และไม่มีใครสามารถโน้มน้าวพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาทนทุกข์กับการสูญเสีย พวกเขาย่อมไม่อาจทนรับได้ และจะคอยกวนใจผู้อื่นไม่รู้จบด้วยเรื่องนั้น ผู้คนที่ไม่เต็มใจทนทุกข์กับการสูญเสียใดๆ แบบนี้ จะสามารถกลับใจโดยแท้ได้อย่างไร? ผู้คนที่เห็นแก่ตัวอย่างยิ่งคือคนที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาคือคนชั่ว และจะไม่มีวันกลับใจ ถ้าเจ้าล่วงรู้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่าคนเช่นนี้ชั่ว และเจ้ายังคงให้โอกาสกลับใจแก่พวกเขา นั่นไม่เบาปัญญาหรอกหรือ? นั่นก็เท่ากับการกอดงูที่หนาวจนเยือกแข็งไว้กับอกเพื่อให้ความอบอุ่น เพียงเพื่อที่จะถูกมันกัดในภายหลัง มีแต่คนเบาปัญญาเท่านั้นที่จะทำเรื่องโง่เขลาดังกล่าว ในคริสตจักร การที่ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเกลียดชังคนชั่วเป็นปรากฏการณ์ที่ปกติ เพราะคนชั่วไม่มีความเป็นมนุษย์และทำเรื่องผิดศีลธรรมอยู่เสมอ การเกลียดคนชั่วเป็นวิธีคิดที่ถูกต้อง เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้คนควรมีตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ

จงบอกเราเถิดว่าคนที่ไม่มีความรักให้แก่พี่น้องชายหญิงเลยเป็นคนเช่นใด? เหตุใดพวกเขาจึงไม่มีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลตามปกติกับพี่น้องชายหญิงแม้แต่น้อย? คนแบบนี้ไม่ว่าพวกเขาจะมีปฏิสัมพันธ์กับใคร ย่อมเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์เหล่านี้เข้ากับผลประโยชน์และธุรกรรมแลกเปลี่ยนเท่านั้น ถ้าไม่มีผลประโยชน์หรือธุรกรรมแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้คน คนแบบนี้ชั่วมิใช่หรือ? บางคนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและใช้ชีวิตไปตามความรู้สึกเท่านั้น พาตัวเข้าไปใกล้ชิดใครก็ตามที่ปฏิบัติต่อพวกตนเป็นอย่างดี และคิดว่าใครก็ตามที่ช่วยเหลือพวกตนนั้นเป็นคนดี ผู้คนเช่นนี้ไม่มีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลตามปกติเช่นกัน พวกเขาใช้ชีวิตตามความรู้สึกเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจะสามารถปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงอย่างยุติธรรมและเที่ยงธรรมได้หรือไม่? ย่อมทำเช่นนี้ไม่ได้แน่ เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ไม่มีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลตามปกติกับพี่น้องชายหญิง หรือกับคนที่เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริง ย่อมเป็นคนที่ไร้มโนธรรมและสำนึก ไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และแน่ชัดว่าไม่ใช่คนที่รักความจริง คนเหล่านี้ไม่ต่างจากคนชั้นต่ำใจแคบในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับใครก็ตามที่มีประโยชน์ต่อพวกเขาและเมินคนที่ไม่มีประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนไล่ตามเสาะหาความจริงหรือสามารถแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์—คนที่ทุกคนเลื่อมใสและชื่นชอบ—พวกเขากลับอิจฉา จงเกลียดจงชัง และพยายามทำทุกอย่างเพื่อรวบรวมข้อมูลไว้ใช้ตัดสินและกล่าวโทษผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง นี่คือสิ่งที่คนชั่วทำมิใช่หรือ? ผู้คนดังกล่าวไม่มีมโนธรรมและสำนึก—พวกเขาเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้คนได้อย่างถูกต้อง ไม่สามารถเข้ากับผู้อื่นได้ตามปกติ ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลตามปกติกับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และถึงกับเกลียดชังคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงได้ลงคอ ผู้คนเช่นนี้ต้องรู้สึกเดียวดายและเงียบเหงาอยู่ในหัวใจอย่างยิ่ง พร่ำบ่นฟ้าสวรรค์และผู้อื่นอยู่เสมอ พวกเขามีความเบิกบานหรือพบความหมายอันใดในการมีชีวิตอยู่บ้างหรือไม่? ผู้คนเหล่านี้มีอุปนิสัยที่ชั่วช้า และไม่ว่าพวกเขาจะมีปฏิสัมพันธ์กับใคร พวกเขาก็สามารถเกิดความเกลียดชังในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้ กล่าวโทษและแก้เผ็ดคนเหล่านั้น ทั้งยังนำความวิบัติมาให้ คนชั่วเยี่ยงนี้คือมารโดยแท้ นำความวิบัติมาให้คริสตจักรทุกวันตราบที่พวกเขายังคงอยู่ ถ้าพวกเขาอยู่นาน ความวิบัติก็จะไม่สิ้นสุด มีแต่การเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักรเท่านั้นจึงจะสามารถหลบหลีกความวิบัติได้ นอกจากนี้ยังมีคนที่ดูภายนอกเหมือนมีอารยะ แต่กลับชมชอบผลประโยชน์เป็นพิเศษ ด้วยเหตุนั้นการที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าจึงเป็นไปเพื่อไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์เช่นกัน ถ้าพวกเขาไม่ได้หาประโยชน์เกินควรสักระยะหนึ่ง ใบหน้าของพวกเขาย่อมมีความหม่นมัวทาบทา ราวกับว่าใครสักคนติดเงินพวกเขาอยู่มากมาย ใครก็ตามที่มองเห็นใบหน้าที่ขุ่นเคืองและท้อแท้ของพวกเขาย่อมได้รับผลกระทบทางอารมณ์ทันที พวกเจ้าคิดว่าถ้ามีใบหน้าเช่นนั้นอยู่ในชีวิตคริสตจักร ย่อมจะนำผลพวงเช่นใดมาให้? ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรส่วนใหญ่ย่อมจะรู้สึกอึดอัดเมื่อได้เห็นเป็นแน่ การอ่านพระวจนะของพระเจ้าและการสามัคคีธรรมความจริงของพวกเขาก็จะถูกรบกวนและได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ยังไม่ได้หยั่งรากลงไปในหนทางที่แท้จริง การมองเห็นใบหน้าที่หม่นมัวตลอดเวลาในชีวิตคริสตจักรอยู่บ่อยๆ ย่อมจะส่งผลต่อพวกเขาอย่างง่ายดายเหลือเกิน! คริสตจักรควรมีผู้คนที่มีบุคลิกร่าเริง พูดจาเรียบง่ายและเปิดเผยให้มากขึ้น มีผู้คนที่หัวใจเปี่ยมสันติสุขและความเบิกบาน ผู้คนที่มีวิญญาณเป็นอิสระและเสรีให้มากขึ้น นี่ย่อมจะทำให้ชีวิตคริสตจักรเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม พวกหน้าง้ำที่หม่นมัวตลอดเวลาควรอธิษฐานถึงพระเจ้าอยู่ที่บ้านและปรับเปลี่ยนวิธีคิดของตนก่อนมาชุมนุม เมื่อทำเช่นนี้ พวกเขาจึงจะอารมณ์ดีและได้บางสิ่งบางอย่างจากการชุมนุม นอกจากนี้ก็จะเป็นผลดีต่อผู้อื่นด้วย อย่างน้อยที่สุดผู้อื่นก็จะไม่ถูกรบกวน และเพื่อให้แน่ใจว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะสามารถมีชีวิตคริสตจักรที่ปกติ ผู้นำและคนทำงานควรเรียนรู้ที่จะสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหา ถ้าใครสักคนมาชุมนุมด้วยใบหน้าที่หม่นมัว ผู้นำและคนทำงานก็ควรก้าวออกไปถามว่า “คุณต้องการความช่วยเหลือหรือไม่?” นี่เรียกว่าการใช้ความรักช่วยเหลือผู้อื่นในเชิงรุก ถ้าผู้นำและคนทำงานมองเห็นใครบางคนมีปัญหา แล้วกลับเพิกเฉย หลีกเลี่ยงและอยู่ห่างจาก “คนหน้าง้ำ” เหล่านั้นโดยไม่สามัคคีธรรมความจริงเพื่อทำให้วันเวลาของคนเหล่านั้นสว่างไสวขึ้นมา เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่ได้กำลังทำงานจริง การที่จะทำงานของคริสตจักรให้ได้ประสิทธิผลนั้น ก่อนอื่นผู้นำและคนทำงานต้องเรียนรู้ที่จะเป็นคนรู้ใจของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร คล้ายกับที่ผู้ไม่มีความเชื่อเรียกว่าเจ้าหน้าที่รัฐผู้เอาใจใส่ บางคนไม่เต็มใจที่จะมีบทบาทเช่นนั้น เลือกที่จะเป็นคนดูอยู่รอบนอกเสมอ—เมื่อเป็นดังนี้ พวกเขาจะสามารถนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้มีชีวิตคริสตจักรที่ดีได้อย่างไร? ที่จริงแล้ว การที่ใครบางคนมีปัญหาอยู่ในหัวใจหรือไม่ ในระดับหนึ่งสามารถดูได้จากสีหน้าของพวกเขา ถ้าใบหน้าของบางคนหม่นมัวอยู่เสมอ ก็หมายความเป็นแน่ว่าหัวใจของพวกเขามืดมิด ไม่มีความสว่างแม้แต่น้อย ถ้าวันทั้งวันพวกเขาจมอยู่กับข้อพิพาทเรื่องถูกผิด ใบหน้าของพวกเขาจะยังคงมีรอยยิ้มได้อย่างไร? ใบหน้าของผู้คนเหล่านี้มีเมฆดำปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ไม่มีแสงอาทิตย์แม้สักขณะหนึ่ง และนี่ก็ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาด้วย ถ้าผู้นำและคนทำงานเชื่องช้าในการจัดการแก้ปัญหาข้อนี้ ทำให้พี่น้องชายหญิงทนทุกข์กับการถูกรบกวนอย่างต่อเนื่องและทุกข์ทรมานอย่างที่ไม่อาจกล่าวออกมาได้ นี่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้นำและคนทำงานไม่สามารถปฏิบัติงานได้จริง ไม่สามารถใช้ความจริงแก้ปัญหา และไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง ถ้าผู้นำและคนทำงานเข้าใจความจริงและสามารถระบุปัญหาของพี่น้องชายหญิงได้ สามารถให้การเกื้อหนุนและช่วยเหลือได้ทันกาล ไม่เพียงสามารถช่วยแก้ปัญหาให้ผู้คนได้เท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยให้ผู้คนเข้าใจหลักธรรมความจริงและลุล่วงหน้าที่ของตนได้อีกด้วย เช่นนั้นแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาและการจัดการเรื่องราวทั้งหลายก็ย่อมจะมีประสิทธิภาพ และงานของคริสตจักรก็จะไม่ได้รับผลกระทบ ถ้าผู้นำและคนทำงานไม่สามารถระบุและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที นี่ย่อมส่งผลต่องานของคริสตจักร ถ้าผู้นำและคนทำงานไม่สามารถระบุและจัดการปัญหาได้ สร้างความเสียหายให้แก่งานของคริสตจักรและขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาก็ทำตามที่พระเจ้าและประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรต้องการไม่ได้มิใช่หรือ? พวกเขาไม่มีหลักธรรมในการจัดการเรื่องราวมิใช่หรือ? การจัดการปัญหาทันทีและไม่ลังเลหลังจากที่มองทะลุแก่นแท้ของปัญหาแล้ว—นี่เรียกว่าการลุล่วงความรับผิดชอบและมีความจงรักภักดี นี่คือการทำหน้าที่ของคนเราได้ตามมาตรฐาน

หัวข้อสามัคคีธรรมของวันนี้คือประเด็นปัญหาข้อที่หก—การมีสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควร ปัญหาจำพวกนี้ที่เกิดขึ้นในชีวิตคริสตจักรโดยทั่วไปแล้ว ได้แก่ ความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกควรกับคนต่างเพศ ความสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน สัมพันธภาพที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และความเกลียดชังระหว่างบุคคล ไม่ว่าจะเป็นสัมพันธภาพที่อิงความกำหนัดทางเนื้อหนัง ผลประโยชน์ทางเนื้อหนัง หรือมีอารมณ์ความรู้สึกทางเนื้อหนังเข้าไปพัวพัน ก็ล้วนจัดอยู่ในหมวดสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรทั้งสิ้น เพราะอยู่นอกขอบข่ายของมโนธรรมและสำนึกตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ การมีอยู่ของสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรเหล่านี้สามารถทำให้ผู้คนไม่สบายใจอยู่บ้าง ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือสามารถรบกวนการเข้าสู่ชีวิต การไล่ตามเสาะหาความจริง และการไล่ตามเสาะหาของผู้คนเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้า สัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรนานาชนิดเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากมโนธรรมหรือสำนึก และสวนทางกับความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เป็นการยากที่ผู้คนจะยอมรับและปฏิบัติความจริงในยามที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสัมพันธภาพที่ผิดปกติเหล่านี้ และนี่ก็รบกวนพวกเขาในการใช้ชีวิตคริสตจักรและไล่ตามเสาะหาการเติบโตในชีวิต รวมทั้งรบกวนระเบียบปกติของคริสตจักรอีกด้วย นี่ยังความเสียหายให้แก่การเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและสามารถทำร้ายงานของคริสตจักรเช่นกัน ด้วยเหตุทั้งปวงนี้จึงสำคัญยิ่งที่ผู้นำและคนทำงานจะต้องระบุและจัดการปัญหาเหล่านี้ให้ทันท่วงที

สำหรับสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรนี้ พวกเราได้แจกแจงสถานการณ์ต่างๆ และจำแนกออกเป็นส่วนๆ แล้ว พวกเจ้าสามารถยกตัวอย่างเพื่อฝึกใช้วิจารณญาณได้หรือไม่? จุดประสงค์ของการเรียนรู้วิจารณญาณคืออะไร? คือการทำให้พวกเจ้าสามารถใช้วิจารณญาณดูและนิยามแก่นแท้ของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย เพื่อที่จะตัดสินได้อย่างถูกต้อง แล้วจากนั้นก็ปฏิบัติต่อพวกเขาตามหลักธรรม นี่คือผลลัพธ์ในท้ายที่สุด เคยมีใครพูดหรือไม่ว่า “คุณพูดถึงเรื่องถูกผิดเหล่านี้ เรื่องในชีวิตประจำวันเหล่านี้ตลอดทั้งวัน—พวกเราไม่เต็มใจฟังเรื่องเหล่านี้อีกแล้ว แม้กระทั่งการชุมนุม พวกเราก็ไม่อยากมาอีกต่อไป คุณควรสามัคคีธรรมความจริงไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงพูดเรื่องสถานการณ์เหล่านี้ตลอดเวลา”? พวกเจ้าเคยสังเกตเห็นผู้คนเช่นนี้บ้างหรือไม่? พวกเขาเป็นคนเช่นใด? (เป็นคนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ) พวกเราสามัคคีธรรมกันเช่นนี้ ทว่าพวกเขากลับไม่เข้าใจความจริงอยู่ดี—พวกเขาไม่มีสติปัญญาอย่างคนปกติ ผู้คนเช่นนี้ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ควรให้คนที่มีสติปัญญาไม่เท่ามนุษย์ฟังคำเทศนาอยู่อีกหรือไม่? บางทีพวกเขาก็อาจจะเสนอขึ้นมาว่า “การชุมนุมเป็นเรื่องของการสามัคคีธรรมความจริงเสมอ พูดถึงอะไรอย่างการปฏิบัติความจริงเสมอ—ฉันเหนื่อยที่จะฟังเรื่องนี้ ฉันไม่เต็มใจที่จะมาชุมนุมอีกต่อไป” ถ้าพวกเขามีทัศนะดังกล่าวจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็เป็นคนที่รังเกียจความจริง สำหรับผู้คนเช่นนี้ พระนิเวศของพระเจ้าไม่ดึงดันที่จะให้พวกเขาเข้าร่วม รีบให้พวกเขาออกไปเสีย ถ้าตัวพวกเขาเองไม่เต็มใจมาชุมนุม และไม่เปิดใจรับสิ่งที่เสวนาให้ฟัง พวกเราก็ไม่ดึงดัน—พวกเราไม่ได้อยากจะทำให้พวกเขาลำบาก ผู้คนเช่นนี้ต่อให้พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามาทั้งชีวิตก็จะไม่เข้าใจความจริงและจะไม่เข้าสู่ความเป็นจริง เปลืองความพยายามเปล่าๆ ถ้าพวกเขาชอบฟังความรู้ที่เป็นทฤษฎี เช่นนั้นแล้วก็ปล่อยให้พวกเขาไปศึกษาหาความรู้เชิงทฤษฎีเถิด สักวันหนึ่งเมื่อพวกเขาไม่ได้รับความจริงมาเป็นชีวิต พวกเขาย่อมจะเสียใจ

29 พฤษภาคม ค.ศ. 2021

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger