หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (13) ตอนที่หนึ่ง

สามัคคีธรรมของพวกเราในการชุมนุมครั้งที่แล้วพูดถึงความรับผิดชอบประการที่สิบเอ็ดของผู้นำและคนทำงาน พวกเราสามัคคีธรรมถึงความรับผิดชอบที่ผู้นำและคนทำงานควรลุล่วงและงานที่พวกเขาควรทำเพื่อพิทักษ์รักษาของถวาย ผู้นำและคนทำงานควรทำงานใดบ้างในการพิทักษ์รักษาของถวาย? (งานแรกคือพิทักษ์รักษาของถวาย งานที่สองคือตรวจดูบัญชี งานที่สามคือติดตาม ตรวจตรา และสอบทานว่ารายจ่ายต่างๆ เป็นไปตามหลักธรรมหรือไม่ ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด และรายจ่ายที่ไม่สมเหตุสมผลก็ต้องมีการเข้มงวดกวดขันกันอย่างเคร่งครัด การป้องกันไม่ให้ใช้ทิ้งใช้ขว้างและสูญเปล่าก่อนที่เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นย่อมดีที่สุด ถ้าเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นแล้ว คนที่รับผิดชอบก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ ไม่ควรเอาแต่แจ้งเตือนเท่านั้น แต่ต้องเรียกร้องให้ชดใช้ด้วย) โดยพื้นฐานแล้วนั่นคือสิ่งที่ควรทำ สิ่งสำคัญคือการพิทักษ์รักษาของถวาย แล้วก็ตรวจดูบัญชี หลังจากนั้นจึงติดตามและตรวจสอบรายจ่าย มีการใช้สอยและใช้จ่ายอย่างถูกต้อง เมื่อพวกเราสามัคคีธรรมถึงความรับผิดชอบประการที่สิบเอ็ดจบแล้ว คราวนี้ผู้คนก็ย่อมรู้และเข้าใจเรื่องของถวายกันอย่างถูกต้อง และตอนนี้พวกเขาก็รู้จักงานที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำเพื่อพิทักษ์รักษาของถวาย รวมทั้งเรื่องที่ว่าผู้นำเทียมเท็จทำงานนี้กันอย่างไร มีพฤติกรรมจำเพาะอย่างไรในการทำเช่นนั้นอีกด้วย ไม่ว่าสามัคคีธรรมของพวกเราจะเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานหรือพฤติกรรมต่างๆ ของผู้นำเทียมเท็จ ไม่ว่าจะเป็นสามัคคีธรรมถึงสิ่งที่เป็นบวกหรือเปิดโปงสิ่งที่เป็นลบ จุดประสงค์หลักก็คือการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าจะทำงานพิทักษ์รักษาของถวายให้ถูกควรกันอย่างไร และจะกำจัดแนวปฏิบัติที่ไม่สมเหตุสมผลในการพิทักษ์รักษา ใช้จ่าย และแจกจ่ายของถวายกันอย่างไร ประชากรทุกคนที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—ไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือคนทำงานหรือไม่ก็ตาม—ควรลุล่วงความรับผิดชอบของตนในการพิทักษ์รักษาของถวาย เมื่อเป็นดังนั้น ความรับผิดชอบนี้ย่อมเป็นเช่นใด? เป็นการกำกับดูแลและรายงานปัญหาที่พบทันที—กล่าวคือ เป็นการปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลและรายงาน จงอย่าคิดว่า “การพิทักษ์รักษาของถวายคือความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเราที่เป็นผู้เชื่อทั่วไป” ทัศนะนี้ไม่ถูกต้อง ในเมื่อผู้คนเข้าใจความจริงเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็ควรลุล่วงความรับผิดชอบของตน สำหรับปัญหาที่ผู้นำและคนทำงานไม่สามารถระบุชี้ หรือจุดบอดต่างๆ เรื่องที่ไม่อาจระบุออกมาโดยง่าย ถ้าใครพบปัญหาอันใดที่เป็นความไม่สมเหตุสมผลหรือละเมิดหลักธรรมในการพิทักษ์รักษา แจกจ่าย และใช้ของถวาย พวกเขาก็ควรรายงานเรื่องเหล่านี้ต่อผู้นำและคนทำงานทันที เพื่อให้แน่ใจว่ามีการพิทักษ์รักษาอย่างมีเหตุผล ใช้อย่างสมเหตุสมผล และมีการแจกจ่ายของถวายอย่างเป็นเหตุเป็นผล นี่คือความรับผิดชอบของประชากรทุกคนที่พระเจ้าทรงเลือกสรร

ประการที่สิบสอง: ระบุผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติของคริสตจักรอย่างทันท่วงทีและถูกต้องแม่นยำ หยุดยั้งและควบคุมเอาไว้ พร้อมทั้งแก้ไขให้ดีขึ้น นอกจากนี้ จงสามัคคีธรรมความจริงเพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเกิดวิจารณญาณแยกแยะผ่านสิ่งทั้งหลายดังกล่าวและเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น (ภาคที่หนึ่ง)

บัดนี้เมื่อสามัคคีธรรมเรื่องความรับผิดชอบประการที่สิบเอ็ดครบถ้วนแล้ว พวกเราก็จะสามัคคีธรรมเรื่องความรับผิดชอบประการที่สิบสองของผู้นำและคนทำงานกันต่อ ซึ่งก็คือ “ระบุผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติของคริสตจักรอย่างทันท่วงทีและถูกต้องแม่นยำ หยุดยั้งและควบคุมเอาไว้ พร้อมทั้งแก้ไขให้ดีขึ้น นอกจากนี้ จงสามัคคีธรรมความจริงเพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเกิดวิจารณญาณแยกแยะผ่านสิ่งทั้งหลายดังกล่าวและเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น” เนื้อหาหลักของความรับผิดชอบข้อนี้คืออะไร? คือการกำหนดให้ผู้นำและคนทำงานจัดการแก้ไขผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ในคริสตจักรเป็นสำคัญ—รวมทั้งปัญหาต่างๆ—ที่ขัดขวาง ก่อกวน และทำลายระเบียบปกติของคริสตจักร การที่จะระบุและแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างมีประสิทธิผล ลุล่วงความรับผิดชอบของตน และปฏิบัติงานนี้ให้ดีนั้น ผู้นำและคนทำงานต้องเข้าใจสิ่งใดเสียก่อน? ความรับผิดชอบนี้คือการ “ระบุผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติของคริสตจักรอย่างทันท่วงทีและถูกต้องแม่นยำ” นี่คือขอบข่ายของงานนี้ เมื่อมีจุดหมายและขอบข่าย ก็ย่อมชัดเจนว่าจำเป็นต้องแก้ปัญหาใดบ้าง และมีการคาดหวังให้ผู้นำและคนทำงานลงมือทำงานและทำตามความรับผิดชอบอันใด ความรับผิดชอบประการที่สิบสองมีข้อกำหนดหลักให้แก่ผู้นำและคนทำงานว่าอย่างไร? ให้หยุดยั้งและควบคุมผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน และแก้ไขให้ดีขึ้น พลางสามัคคีธรรมความจริงเพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเกิดวิจารณญาณแยกแยะผ่านสิ่งทั้งหลายดังกล่าวและเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นไปด้วย การที่จะทำเช่นนี้ต้องทำตามเงื่อนไขเบื้องต้นข้อใด? ถ้าเจ้ามองเห็นผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวาง ก่อกวน และทำลายระเบียบปกติของคริสตจักร แต่กลับคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา เช่นนั้นแล้วย่อมมีปัญหา นี่บ่งชี้ว่าเจ้าไม่สามารถมองทะลุถึงแก่นแท้ของปัญหา นั่นคือไม่เข้าใจอันตรายที่การขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักรสามารถนำเข้ามาในงานของคริสตจักร รวมทั้งผลสืบเนื่องและผลกระทบที่อาจมีต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ผู้นำและคนทำงานแบบนี้ยังจะสามารถทำงานของคริสตจักรได้ดีหรือไม่? พวกเขาจะสามารถแก้ปัญหาและแก้ไขให้ดีขึ้นได้หรือไม่? (ไม่ได้) เช่นนั้นแล้ว ประเด็นสำคัญที่ควรสามัคคีธรรมกันในที่นี้คืออะไร? ก็คือเฉพาะเมื่อเข้าใจหลักธรรมความจริงเสียก่อนเท่านั้น ผู้นำและคนทำงานจึงจะสามารถมองทะลุถึงแก่นแท้ของปัญหาและแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างมีประสิทธิผล การที่จะทำงานของคริสตจักรให้ดีนั้น ผู้นำและคนทำงานต้องรู้ก่อนว่าปัญหาที่เกิดเป็นปกติในงานของคริสตจักรมีอะไรบ้าง จากนั้นพวกเขาก็ต้องเข้าใจ แยกแยะ และตัดสินธรรมชาติของปัญหาที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องว่าส่งผลต่องานของคริสตจักรและระเบียบปกติของชีวิตคริสตจักรหรือไม่ มีธรรมชาติที่ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรหรือไม่ นี่คือประเด็นสำคัญมากที่ผู้นำและคนทำงานควรเข้าใจแต่แรก หลังจากเข้าใจเรื่องนี้แล้วเท่านั้นจึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิผล และสามารถ “หยุดยั้งและควบคุมเอาไว้ พร้อมทั้งแก้ไขให้ดีขึ้น” ดังที่กล่าวไว้ในความรับผิดชอบประการที่สิบสอง สรุปว่าก่อนที่จะแก้ปัญหาหนึ่งๆ เจ้าต้องเข้าใจเสียก่อนว่าปัญหาอยู่ตรงไหน สภาวะและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องเป็นเช่นไร เข้าใจธรรมชาติของปัญหา เข้าใจว่าปัญหาร้ายแรงเพียงใด จะชำแหละและแยกแยะออกมาได้อย่างไร และทำอย่างไรจึงจะปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง นี่คือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานจำต้องเข้าใจเสียก่อน ในเมื่อผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ พวกเราก็มาสามัคคีธรรมถึงสิ่งเหล่านี้จากหลายๆ แง่มุมอย่างเจาะจงกันเถิด เพื่อให้ทั้งผู้นำ คนทำงาน และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถเข้าใจได้ว่าจะเผชิญหน้าปัญหาเหล่านี้อย่างไรเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จะเชื่อมโยงปัญหาเข้ากับพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร และจะใช้หลักธรรมความจริงแก้ปัญหาได้อย่างไร ในหนทางนี้ เมื่อผู้นำและคนทำงานพบเจอเรื่องยากที่พวกเขาแก้ไขไม่ได้ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนย่อมจะสามารถเผชิญปัญหาด้วยกันและแสวงหาความจริงเพื่อหาทางออก และเมื่อเผชิญปัญหาที่เป็นการขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ทุกคนก็จะสามารถลุกขึ้นมาหยุดยั้งและควบคุมปัญหาเหล่านั้น ขณะเดียวกันสำหรับผู้คนและเรื่องราวที่เป็นลบ พวกเขาก็จะสามารถดำเนินการชำแหละ แยกแยะ และระบุกันอย่างเปิดเผยได้ว่าเป็นสิ่งใด อันเป็นการเปิดโอกาสให้หยุดยั้ง ควบคุม และถอนรากถอนโคนปัญหาเหล่านี้ที่มูลเหตุ เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราก็มาสามัคคีธรรมโดยเริ่มจากปัญหาที่เฉพาะเจาะจงที่สุดกันเถิด

ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักร

การที่จะระบุปัญหาที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติของคริสตจักรนั้น ผู้นำและคนทำงานควรเริ่มจากเรื่องใด? พวกเขาควรเริ่มด้วยการตรวจตราชีวิตคริสตจักรเพื่อค้นหาปัญหาเหล่านี้ พวกเจ้าทุกคนพอจะรู้อยู่บ้างใช่หรือไม่ว่าในชีวิตคริสตจักรมักจะมีปัญหาอันใดเกิดขึ้น โดยที่ธรรมชาติของปัญหานั้นๆ เป็นธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน? ไม่ว่าคริสตจักรหนึ่งๆ จะมีผู้คนมากเท่าใด ก็แน่นอนว่าย่อมมีคนไม่น้อยที่จะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร การกระทำใดบ้างที่พวกเจ้าเรียนรู้มาว่าเป็นการขัดขวางและก่อกวน? (พูดนอกเรื่องเสมอเวลาสามัคคีธรรมความจริงในที่ชุมนุม ไม่เอาประเด็นหลักเป็นศูนย์กลาง) (นอกจากนี้ยังกล่าววาจาและคำสอนเป็นประจำอีกด้วย) พูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริง ยกตัวอย่างเวลาผู้อื่นกำลังสามัคคีธรรมเรื่องการจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็จะพูดเรื่องการดูแลสามี (หรือภรรยา) และลูกๆ ของตนให้ดี เวลาผู้อื่นสามัคคีธรรมว่าการจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตนหมายที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยและนบนอบพระองค์ พวกเขาก็จะพูดว่าการจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตนนั้นหมายที่จะให้ครอบครัวและผู้ที่ตนรักได้พร นี่คือการพูดนอกเรื่องมิใช่หรือ? (ใช่) ถ้าเจ้าไม่ขัดจังหวะพวกเขา พวกเขาก็จะพูดต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเจ้าห้ามปรามพวกเขา พวกเขาก็จะโกรธ และเดือดดาลเพราะอับอาย ซึ่งเป็นการยกระดับพฤติกรรมที่ไม่ดีของพวกเขาขึ้นไปอีกขั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ปัญหานี้จึงมีธรรมชาติอยู่ในระดับที่เป็นการขัดขวางและก่อกวนซึ่งร้ายแรงมาก แม้ว่าการพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริงจะเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไป แต่กล่าวตามข้อเท็จจริงแล้ว สามารถขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักรได้ นี่คือปัญหาข้อแรก ส่วนข้อที่สอง “การกล่าววาจาและคำสอน” นี่จะมีลักษณะเป็นการขัดขวางและก่อกวนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของกรณีนั้นๆ บางคนกล่าววาจาและคำสอนเพราะพวกเขาไม่มีความเป็นจริงความจริง ทันทีที่เอ่ยปากจึงเป็นวาจาและคำสอนทั้งหมด มีแต่ทฤษฎีที่ว่างเปล่า อย่างไรก็ดี เจตนาของพวกเขาไม่ใช่การชักพาให้ผู้อื่นหลงผิดและยอมรับนับถือตน ด้วยการเข้มงวดกวดขันและห้ามปราม พวกเขาย่อมจะเกิดความตระหนักรู้ตนเอง หลังจากนั้นก็จะกล่าววาจาและคำสอนน้อยลง และจะไม่ขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงอีกต่อไป นี่จึงไม่นับเป็นการขัดขวางและก่อกวน อย่างไรก็ดี คนที่ตั้งใจกล่าววาจาและคำสอนโดยมีเจตนาที่จะชักพาให้ผู้อื่นหลงผิดย่อมทำเช่นนั้นแม้ในยามที่พวกเขารู้แก่ใจดีว่าสิ่งที่พวกเขากล่าวออกมาก็คือวาจาและคำสอน วัตถุประสงค์ที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ผู้อื่นยอมรับนับถือตน พวกเขาอยากดึงคนมาเข้าพวกและชักพาให้หลงผิด และอยากไขว่คว้าสถานะ นี่มีธรรมชาติที่ร้ายแรงทีเดียว เป็นธรรมชาติที่ต่างจากการได้แต่กล่าววาจาและคำสอนเพียงเพราะไม่เข้าใจความจริง พฤติกรรมเช่นนี้ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวนในชีวิตคริสตจักรนี้มีอยู่ทั่วไป และไม่ใช่ปัญหาเหมือนการกล่าววาจาและคำสอนหรือการพูดนอกเรื่องเท่านั้น มีอะไรอื่นอีกบ้าง? (การสร้างพลพรรค สร้างความร้าวฉาน และบั่นทอนความเป็นบวกของผู้อื่น) (ยังมีการระบายความคิดลบออกมา สร้างปัญหาและกวนใจผู้คนไม่เลิกอีกด้วย) (เวลาที่บางคนมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับการจัดแจงเตรียมงานโดยพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็แพร่มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้และระบายความคิดลบของตนออกมา ก่อให้เกิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับการจัดแจงเตรียมงานในตัวผู้อื่นด้วย) สิ่งเหล่านั้นมีลักษณะเป็นการขัดขวางและก่อกวน หนึ่งนั้นคือการสร้างพลพรรค อีกหนึ่งคือการสร้างความร้าวฉาน รวมทั้งการระรานและเล่นงานผู้คน แพร่มโนคติอันหลงผิด ระบายความคิดลบ แพร่กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูล และแก่งแย่งสถานะ—ทั้งหมดนี้คือการขัดขวางและก่อกวน ปัญหาเหล่านี้มีธรรมชาติที่ร้ายแรงกว่าการพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริงมากนัก นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่สัมพันธ์กับการลงคะแนนคัดเลือก ปัญหาเช่นใดที่เกิดขึ้นระหว่างการลงคะแนนคัดเลือกและเกี่ยวข้องกับการขัดขวางและก่อกวน? ตัวอย่างเช่น มีการยักย้ายถ่ายเทคะแนนเสียง—สัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์เพื่อให้ตนได้คะแนนเสียง นี่คือวิธีบั่นทอนการลงคะแนนคัดเลือกอย่างหนึ่ง และมีการกระทำลับหลัง—ปรับเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของผู้คนอยู่หลังฉากเพื่อดึงพวกเขามาอยู่ฝั่งเดียวกับตน ชักพาให้พวกเขาหลงผิด และให้พวกเขาลงคะแนนให้เจ้า ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างที่มีการลงคะแนนคัดเลือก เหล่านี้ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวนใช่หรือไม่? (ใช่) ปัญหาเหล่านี้เรียกรวมๆ ว่าการละเมิดหลักธรรมของการลงคะแนนคัดเลือก อีกปัญหาหนึ่งก็คือการพูดพร่ำเรื่องในบ้าน สร้างเครือข่ายส่วนตัว และจัดการกิจธุระส่วนตน บางคนอาจมาชุมนุมเพื่อเรื่องนี้—ไม่ใช่เพื่อเข้าใจความจริงหรือสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้า แต่เพื่อจัดการกิจธุระส่วนตน ปัญหาเช่นนี้จัดว่าร้ายแรงหรือไม่? (ร้ายแรง) นี่เท่ากับเป็นการขัดขวางและก่อกวนเช่นกัน

คราวนี้ก็มาสรุปปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการขัดขวางและก่อกวนที่เกิดขึ้นในชีวิตคริสตจักรกันเถิด ข้อแรก มักจะพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริง ข้อสอง กล่าววาจาและคำสอนเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิดและยอมรับนับถือตน ข้อสาม พูดพร่ำเรื่องในบ้าน สร้างเครือข่ายส่วนตัว และจัดการกิจธุระส่วนตน ข้อสี่ สร้างพลพรรค ข้อห้า แก่งแย่งสถานะ ข้อหก สร้างความร้าวฉาน ข้อเจ็ด เล่นงานและระรานผู้คน ข้อแปด แพร่มโนคติอันหลงผิด ข้อเก้า ระบายความคิดลบ ข้อสิบ แพร่กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูล และข้อสิบเอ็ด ละเมิดหลักธรรมของการลงคะแนนคัดเลือก รวมทั้งหมดสิบเอ็ดข้อ การสำแดงสิบเอ็ดข้อนี้คือปัญหาเรื่องการขัดขวางและก่อกวนที่มักจะเกิดขึ้นในชีวิตคริสตจักร เวลาใช้ชีวิตคริสตจักร ถ้าเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นมา ก็จำเป็นที่ผู้นำและคนทำงานต้องลุกขึ้นมาหยุดยั้ง ควบคุม และไม่เปิดโอกาสให้ลุกลามโดยไม่มีการควบคุม ถ้าผู้นำและคนทำงานไม่สามารถควบคุมได้ เช่นนั้นแล้วพี่น้องชายหญิงทุกคนก็ควรมาร่วมควบคุม ถ้าคนที่เกี่ยวข้องไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ชั่ว และไม่ได้จงใจก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน เพียงแต่ขาดความเข้าใจในความจริงเท่านั้น ก็สามารถช่วยเหลือและเกื้อหนุนพวกเขาด้วยการสามัคคีธรรมความจริง ถ้าคนที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวนนั้นชั่ว และเป็นกรณีที่เล็กน้อย เช่นนั้นแล้วก็ควรหยุดยั้งและควบคุมการขัดขวางและก่อกวนของพวกเขาด้วยการสามัคคีธรรมและเปิดโปง ถ้าพวกเขาเต็มใจที่จะกลับใจ และไม่กล่าวหรือกระทำการในหนทางที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวนอีกต่อไป เต็มใจเป็นสมาชิกที่มีความสำคัญน้อยที่สุดในคริสตจักร สามารถรับฟังและเชื่อฟังตามหน้าที่ ทำทุกสิ่งที่คริสตจักรจัดเตรียมให้ทำ ยอมรับข้อกำหนดที่พี่น้องชายหญิงวางไว้ให้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็สามารถอยู่ในคริสตจักรได้ชั่วคราว แต่ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับ กลับต่อต้านและเป็นปฏิปักษ์กับคนส่วนใหญ่ เช่นนั้นแล้วก็ควรลงมือตามขั้นตอนที่สอง—คือการเอาตัวพวกเขาออกไป แนวทางนี้เหมาะควรหรือไม่? (เหมาะควร)

I. มักจะพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริง

คราวนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตคริสตจักรซึ่งมีธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน สิ่งแรกก็คือการมักจะพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริง จะพิจารณาได้อย่างไรว่าพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริง? ทำอย่างไรพวกเราจึงจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการสามัคคีธรรมที่พูดนอกเรื่อง? พวกเจ้าก็มักจะพูดนอกเรื่องกันใช่หรือไม่เวลาสามัคคีธรรมความจริง? (ใช่) ปัญหานี้ต้องลุกลามไปไกลเพียงใดจึงจะนับว่ามีธรรมชาติเป็นการขัดขวางและก่อกวน? ถ้าระบุว่าทุกครั้งที่พูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริงคือการขัดขวางและก่อกวน ในอนาคตผู้คนย่อมกลัวที่จะพูดหรือสามัคคีธรรมในชีวิตคริสตจักรมิใช่หรือ? และถ้าผู้คนกลัวที่จะสามัคคีธรรม นั่นก็หมายความมิใช่หรือว่าพวกเขายังไม่เข้าใจปัญหาอย่างชัดเจน? (ใช่) ดังนั้น เมื่อมีการกำหนดลงไปให้ถูกต้องว่าการพูดนอกเรื่องแบบใดเวลาสามัคคีธรรมความจริงก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะพ้นจากการตีกรอบตัวเองเอาไว้ ในเมื่อพวกเจ้าพูดนอกเรื่องแม้แต่ในการสนทนาตามปกติ การทำเช่นนั้นเวลาสามัคคีธรรมความจริงจึงยิ่งพบได้ทั่วไป เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสามัคคีธรรมเรื่องนี้ให้ชัดเจนมากๆ เพื่อไม่ให้พวกเจ้าถูกตีกรอบ อย่าปล่อยให้ความกลัวการพูดนอกเรื่องและการก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน มายับยั้งไม่ให้เจ้าพูดและทำให้เจ้าไม่กล้าสามัคคีธรรมแม้ว่าเจ้าจะมีความรู้ หรือ—ในยามที่เจ้าอยากสามัคคีธรรม—บีบให้เจ้าต้องคำนึงก่อนว่า “สิ่งที่ฉันอยากพูดเกี่ยวโยงกับประเด็นหรือไม่? นอกเรื่องหรือไม่? ฉันควรร่างและสรุปความคิดเอาไว้ก่อนพูด จากนั้นก็ยึดตามเค้าโครงเพื่อไม่ให้พูดนอกเรื่องไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถ้าฉันพูดนอกเรื่อง ก็จะไม่เป็นประโยชน์กับใครและจะทำให้เวลาชุมนุมอันมีค่าสูญเปล่า ส่งผลต่อการทำความเข้าใจความจริงของพี่น้องชายหญิง และถ้ามันร้ายแรง ก็จะถึงขั้นขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักรได้” เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราควรมองการพูดนอกเรื่องว่าอย่างไร? ก่อนอื่น พวกเราต้องพิจารณาว่าการพูดนอกเรื่องเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชายหญิงหรือไม่ จากนั้นพวกเราก็ต้องมองให้ชัดเจนว่าการพูดนอกเรื่องมีผลต่อชีวิตคริสตจักรอย่างไร เช่นนี้พวกเราก็จะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการพูดนอกเรื่องไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อย ในกรณีที่ร้ายแรง ปัญหานี้อาจถึงกับก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักรและงานของคริสตจักรได้ สมมุติว่าในบางหัวข้อ เจ้ามองหาข้อความในพระวจนะของพระเจ้ามาสามัคคีธรรมถึงสิ่งที่เจ้ารู้และสิ่งที่เจ้าเข้าใจ หรือสมมุติว่าในบางหัวข้อ เจ้าสามัคคีธรรมถึงความรู้ที่เจ้าได้มา ความจริงที่เจ้าเข้าใจ และเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่เจ้าเข้าใจจากสิ่งที่เจ้ามีประสบการณ์ด้วย หรือสมมุติว่าสามัคคีธรรมของเจ้าในบางหัวข้อออกจะวกวนบ้าง และเจ้าก็แสดงความคิดของตนในเรื่องนั้นได้ไม่ชัดเจนนัก พูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง—ในสถานการณ์เหล่านี้ เจ้ากำลังพูดนอกเรื่องหรือไม่? ไม่มีเรื่องไหนในนี้นับเป็นการพูดนอกเรื่อง เช่นนั้นแล้วการพูดนอกเรื่องเป็นอย่างไร? เมื่อสิ่งที่เจ้ากล่าวมีความเชื่อมโยงน้อยหรือไม่เชื่อมโยงกับหัวข้อสามัคคีธรรม นั่นคือการพูดนอกเรื่อง เป็นเพียงการพร่ำพูดเรื่องภายนอก ซึ่งไม่ได้ทำให้ผู้คนเจริญใจแต่อย่างใด นั่นคือการพูดนอกเรื่องอย่างสิ้นเชิง ทีนี้พวกเราก็มาเสวนากันเถิดว่าอะไรคือการก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน ในกรณีของการพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริง วาจาและพฤติกรรมแบบใดที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน? แก่นแท้ของปัญหาในที่นี้คืออะไร? การพูดนอกเรื่องมีธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวนได้อย่างไร? เรื่องนี้ควรค่าแก่การสามัคคีธรรมหรือไม่? เมื่อสามัคคีธรรมเรื่องนี้จบ พวกเจ้าย่อมจะเข้าใจใช่หรือไม่ว่าการพูดนอกเรื่องหมายถึงสิ่งใด? (ใช่) เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็จงตอบคำถามนั้นเองเถิด (เมื่อสามัคคีธรรมของใครบางคนเป็นเรื่องที่ไม่สัมพันธ์กับความจริง—ยกตัวอย่างการคุยเล่นตามสบายและการเล่าเรื่องในบ้าน เสวนาถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกระแสนิยมในสังคมที่รบกวนจิตใจของผู้คน กีดกันพวกเขาจากการสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์—สามัคคีธรรมนั้นย่อมพูดนอกเรื่อง) นั่นกล่าวประเด็นหลักมากี่ข้อ? (หนึ่งข้อคือเป็นเรื่องที่ไม่สัมพันธ์กับความจริง) การไม่สัมพันธ์กับความจริงนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ประเด็นหนึ่งคือการคุยเล่นตามสบายและพูดพร่ำถึงเรื่องราวภายในบ้าน อีกหนึ่งคือการพูดถึงวัฒนธรรมดั้งเดิม การคิดอ่านทางศีลธรรมของมนุษย์ และสิ่งที่ผู้คนมองว่าประเสริฐราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง นี่เป็นปัญหาเรื่องความเข้าใจที่บิดเบี้ยว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ไม่สัมพันธ์กับความจริง ตัวอย่างเช่น พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ผู้คนหนุ่มสาวไม่ควรปราศจากความมุ่งมาดปรารถนา” บางคนก็สามัคคีธรรมว่า “ตั้งแต่โบราณกาลมา วีรบุรุษอุบัติขึ้นในช่วงที่ยังหนุ่มสาว” หรือ “ความทะเยอทะยานไม่ถูกจำกัดด้วยวัย” หรือเวลาที่เจ้าพูดถึงการยำเกรงพระเจ้า พวกเขาก็จะสามัคคีธรรมว่า “มีเทพอยู่เหนือหัวขึ้นไปสามฟุต” “เมื่อมนุษย์ลงมือ สวรรค์ย่อมจับตามอง” “ถ้าชัดเจนในมโนธรรม ก็ไม่ต้องกลัวภูตผีมาเคาะประตู” หรือ “หัวใจของคนเราต้องอิงความดี” นี่ไม่ใช่การพูดนอกเรื่องหรอกหรือ? ถ้อยคำเหล่านี้ไม่สัมพันธ์กับความจริงมิใช่หรือ? ถ้อยคำเหล่านี้คืออะไร? (ปรัชญาของซาตาน) เป็นปรัชญาของซาตาน และเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งอีกด้วย สิ่งแรกที่สำแดงว่าพูดนอกเรื่องก็คือเมื่อเรื่องที่พูดนั้นไม่สัมพันธ์กับความจริง เมื่อคนเราพูดถึงปรัชญาและทฤษฎีที่ผู้ไม่มีความเชื่อยึดถือว่าถูกต้องและสูงส่ง และฝืนเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นเข้ากับความจริง นั่นคือการพูดนอกเรื่อง เรื่องดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับความจริง—การสำแดงข้อนี้ควรที่จะเข้าใจได้ง่าย การสำแดงข้อที่สองคือยามที่หัวข้อที่เสวนานั้นรบกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้คน เวลาที่ไม่มีการสามัคคีธรรมความจริงในที่ชุมนุม และสิ่งที่สามัคคีธรรมนั้นเป็นเรื่องของความรู้ ความรอบรู้ทางวิชาการ ปรัชญา และกฎหมาย หรือปรากฏการณ์ทางสังคม และสัมพันธภาพต่างๆ อันซับซ้อนระหว่างบุคคล เมื่อนั้นย่อมรบกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้คน นี่คือยามที่ใครบางคนสามัคคีธรรมถึงเรื่องที่ตามหลักแล้วไม่เกี่ยวข้องกับความจริงและไม่มีส่วนในความจริงเลย ราวกับว่าเรื่องเหล่านั้นคือความจริง นี่ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นสับสน และระหว่างที่ฟัง การคิดอ่านของพวกเขาก็ออกห่างจากการสามัคคีธรรมความจริงไปหาเรื่องราวภายนอก จากนั้นผู้คนเหล่านี้ประพฤติตนอย่างไร? พวกเขาเริ่มมุ่งเน้นความรู้และการศึกษาวิจัยทางวิชาการ การรบกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้คนโดยธรรมชาติของตัวมันเองเป็นเรื่องร้ายแรง การสำแดงข้อที่สามก็คือเมื่อหัวข้อที่เสวนากันอยู่ทำให้ผู้คนเข้าใจพระเจ้าผิด ส่งผลให้ไม่มีความชัดเจนในนิมิต บางคนเองก็ไม่ชัดเจนเท่าใดนักในเรื่องของความจริง กระนั้นก็ยังอยากแสร้งทำเป็นว่าตนนั้นมีความชัดเจนและมีความเข้าใจ ดังนั้นเวลาพวกเขาสามัคคีธรรมความจริง จึงใส่คำสอนอันลุ่มลึกบางข้อเข้าไปในสิ่งที่ตนพูด เอาคำสอนทางศาสนาที่พวกเขาเคยฟังและเข้าใจมาปนกันยุ่ง พูดจาฟุ้งซ่านไร้หลักการ พอฟังพวกเขาแล้ว ผู้คนก็สูญเสียความชัดเจนเกี่ยวกับนิมิต ไม่รู้ว่าคนคนนั้นหมายที่จะเสวนาถึงความจริงข้อใดกันแน่ ยิ่งฟัง ผู้คนก็ยิ่งเลอะเลือนและความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าก็ยิ่งลดลง พวกเขาอาจถึงกับเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า ผู้คนไม่เพียงฟังการพูดคุยนี้จบโดยที่ไม่เกิดความเข้าใจในความจริงเท่านั้น—แต่ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขายังถูกทำให้เลอะเลือนอีกด้วย นี่ส่งผลในทางลบ เป็นสิ่งที่เกิดจากการพูดนอกเรื่อง

การพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริงสำแดงให้เห็นได้หลายทาง แต่ละทางก็มีธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการรบกวนการเข้าสู่ชีวิตของผู้คน เมื่อผู้คนได้ฟังสามัคคีธรรมดังกล่าว ไม่เพียงพวกเขาจะไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงและเส้นทางปฏิบัติเท่านั้น แต่ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขายังถูกทำให้เลอะเลือน พวกเขาสับสนในเรื่องของความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดการตีความผิดๆ และความเข้าใจบางอย่างที่คลาดเคลื่อนอีกด้วย นี่คือผลกระทบและผลสืบเนื่องอันไม่พึงประสงค์ที่การพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริงมีต่อผู้คน การสำแดงสามข้อนี้ต่างก็มีธรรมชาติที่ร้ายแรงทีเดียว ตัวอย่างเช่น การสำแดงข้อแรกคือ “เรื่องที่พูดนั้นไม่สัมพันธ์กับความจริง” การกล่าวสิ่งที่ฟังเหมือนถูกต้อง แต่ไม่ถูก และการนำสิ่งที่เป็นของซาตาน เช่น ความรู้ของมนุษย์ ปรัชญา ทฤษฎี วัฒนธรรมดั้งเดิม และคำกล่าวที่มีชื่อเสียงของบุคคลที่เรืองนาม เข้ามาประกาศและวิเคราะห์ในคริสตจักร ใช้โอกาสสามัคคีธรรมความจริงมาชักพาให้ผู้คนหลงผิด นี่ก่อให้เกิดการรบกวนพวกเขา และมีธรรมชาติที่ร้ายแรงยิ่ง ถ้าคนที่มีวิจารณญาณได้ฟังสามัคคีธรรมดังกล่าว พวกเขาย่อมจะกล่าวว่า “สิ่งที่คุณพูดอยู่นั้นไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ความจริง สิ่งที่คุณกำลังพูดถึงเป็นเรื่องของพฤติกรรมและคำกล่าวทางศีลธรรมที่ผู้ไม่มีความเชื่อคิดว่าดี นั่นเป็นหลักปรัชญาของผู้ไม่มีความเชื่อในเรื่องที่ว่าควรประพฤติปฏิบัติตนและดำรงชีวิตทางโลกอย่างไร ซึ่งตามหลักแล้วไม่สัมพันธ์กับความจริง” อย่างไรก็ดี บางคนก็ไม่มีวิจารณญาณ พอได้ฟังความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ พวกเขาก็ถึงกับคล้อยตาม และยึดปฏิบัติเหมือนเป็นความจริง ถ้าผู้นำและคนทำงานไม่หยุดยั้งและควบคุมเรื่องนี้เอาไว้ในห้วงเวลาดังกล่าว ถ้าพวกเขาไม่สามัคคีธรรมและชำแหละเรื่องนี้เพื่อให้ผู้คนเกิดวิจารณญาณ เช่นนั้นแล้วประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรบางคนก็อาจถูกชักพาให้หลงผิดได้ ผลของการถูกชักพาให้หลงผิดย่อมเป็นเช่นใด? พวกเขาจะเชื่อไปว่าสิ่งที่ประกาศโดยผู้มีชื่อเสียงในโลกที่ไม่มีความเชื่อ ซึ่งผู้คนนึกว่าถูกต้อง ดีงาม และลุ่มลึก เช่น สุภาษิตพื้นบ้าน รวมทั้งคติประจำใจและทฤษฎีเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติตนของผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายนั้น ล้วนถูกต้องและเป็นความจริงเหมือนพระวจนะของพระเจ้าไม่มีผิด พวกเขาถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้วมิใช่หรือ? ดูภายนอกก็เหมือนพวกเขากำลังสามัคคีธรรมความจริงอยู่ แต่แท้จริงแล้วกลับผสมแนวคิดบางอย่างของมนุษย์และปรัชญาบางอย่างที่ชักพาให้หลงผิดของซาตานเข้าไป และนี่ก็เห็นได้ชัดว่าก่อให้เกิดการรบกวนผู้คน ถ้าใครบางคนชักพาให้ผู้คนหลงผิดด้วยการหลอกว่าปรัชญาของซาตานและความรู้ของมนุษย์คือความจริง เช่นนั้นแล้วผู้นำและคนทำงานก็ควรเปิดโปงและชำแหละเรื่องราว เพื่อให้พี่น้องชายหญิงเกิดวิจารณญาณและเข้าใจว่าแท้จริงแล้วสิ่งใดคือความจริง นี่คืองานที่ผู้นำและคนทำงานควรทำ การสำแดงข้อที่สองคือ “รบกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้คน” บางคนฉวยโอกาสสามัคคีธรรมความจริงมากล่าวสิ่งที่ฟังเหมือนถูกต้อง แต่ไม่ถูก ยกชูความรู้ของมนุษย์ การศึกษาวิจัยทางวิชาการ พรสวรรค์ และความสามารถพิเศษอยู่เสมอ พวกเขายังพูดถึงบรรทัดฐานทางศีลธรรม วัฒนธรรมดั้งเดิม และอื่นๆ อีกด้วย หลอกว่าสิ่งที่มาจากซาตานนี้คือสิ่งที่เป็นบวก เป็นความจริง พาให้ผู้คนเชื่อกันอย่างผิดๆ ว่านี่คือสิ่งที่พึงสนับสนุน เผยแพร่ และเชิดชูในคริสตจักร ซึ่งทุกคนควรยึดปฏิบัติ ทำให้มีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนและความคิดนอกรีตทั้งหลายเพิ่มขึ้น ซึ่งในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนก็ดูเหมือนจะถูกต้อง แต่ไม่ถูก ทั้งยังทำให้ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนสับสน ทำให้พวกเขารู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วความจริงคืออะไร หรือเมื่อเผชิญปัญหาควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้อง หรือว่าเส้นทางใดคือเส้นทางที่ถูกต้อง นี่กดให้หัวใจของพวกเขาดำดิ่งอยู่ในความมืด นี่คือผลของการเผยแพร่ความคิดนอกรีตและความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิด ส่วนการสำแดงข้อที่สามนั้น พวกเราจะไม่สามัคคีธรรมกันในรายละเอียด สรุปว่าการเสวนาที่ออกนอกเรื่องนั้นบ้างก็เกี่ยวข้องกับความรู้ บ้างก็เกี่ยวข้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ และบ้างก็เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมอันดีงามทางศีลธรรม และอื่นๆ แต่ทั้งหมดนี้ไม่มีสิ่งใดสัมพันธ์กับความจริง—ตรงข้ามกับความจริงทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นมา ผู้นำและคนทำงานควรหยุดยั้งและควบคุมปัญหาเอาไว้ หลังจากที่ฟังสามัคคีธรรมของใครบางคน ถ้าผู้คนไม่เพียงไม่มีความชัดเจนในหัวใจเกี่ยวกับความจริง แต่ยังถูกรบกวนอีกด้วย ความรู้สึกนึกคิดที่เคยชัดเจนก็เลอะเลือน ไม่รู้ว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกควร เช่นนั้นแล้วก็ควรหยุดยั้งและควบคุมสามัคคีธรรมของบุคคลดังกล่าวเสีย ตัวอย่างเช่น เวลาสามัคคีธรรมความจริงเรื่องความเป็นมนุษย์ที่ปกติ บางคนกล่าวว่า “สิ่งที่พระเจ้าโปรดมากที่สุดในความเป็นมนุษย์ที่ปกติก็คือความสามารถที่จะสู้ทนความยากลำบาก ไม่ละโมบในความสุขสำราญหรือความสุขสบายทางเนื้อหนัง งดเว้นอาหารรสอร่อย ไม่สุขสำราญกับสิ่งที่คนเราควรสุขสำราญหรือสิ่งที่พระเจ้าทรงตระเตรียมไว้ให้ สามารถขัดขืนความต้องการของเนื้อหนังเหล่านี้ได้ ควบคุมแรงปรารถนาทั้งปวงของเนื้อหนังได้ กำราบร่างกายของตนได้ และไม่ปล่อยให้เนื้อหนังทำอะไรตามใจชอบ ดังนั้นเวลาค่ำคืนที่คุณอยากนอน คุณก็ต้องขัดขืนเนื้อหนัง ถ้าทำไม่ได้ คุณก็ต้องหาทางควบคุมมันไว้ ยิ่งคุณแน่วแน่ที่จะขบถต่อเนื้อหนัง และยิ่งคุณลงมือขบถต่อเนื้อหนัง นี่ก็จะยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าคุณมีสิ่งที่สำแดงถึงการปฏิบัติความจริงและมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้า ฉันคิดว่าสิ่งที่สำแดงถึงความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้อย่างโดดเด่นที่สุด—และเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนที่สุด—ก็คือการกำราบร่างกายของคนเรา ขัดขืนความต้องการของเนื้อหนัง ไม่ละโมบในความสุขสบายทางเนื้อหนัง และไม่ฟุ้งเฟ้ออยู่กับความสุขสำราญทางวัตถุ ยิ่งคุณไม่ฟุ้งเฟ้อ คุณก็จะยิ่งสั่งสมพรในราชอาณาจักรสวรรค์เอาไว้” วาจาเหล่านี้ฟังดูเป็นบวกทีเดียวมิใช่หรือ? มีที่ผิดพลาดหรือไม่? ในกลุ่มศาสนาหรือกลุ่มสังคมใดๆ ถ้อยคำเหล่านี้ย่อมจะผ่านการประเมินด้วยตรรกะ หลักปรัชญา และมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ ทุกคนจะยกนิ้วหัวแม่มือให้เพื่อแสดงความเห็นชอบและบอกว่าสิ่งที่พวกเขากล่าวมานั้นถูกต้อง ความเชื่อของพวกเขาดีงามและบริสุทธิ์ บางคนในคริสตจักรก็เชื่อเช่นนี้ด้วยมิใช่หรือ? เมื่อประเมินตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ ถ้อยคำทั้งหมดนี้ย่อมถูกต้อง—ถ้อยคำเหล่านี้มีอะไรถูกต้อง? บางคนอาจกล่าวว่า “พระเจ้าโปรดผู้คนแบบนั้น และนั่นก็เป็นวิถีชีวิตที่ไม่ฟุ้งเฟ้อของพระองค์ด้วย” นี่คือมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์มิใช่หรือ? ผู้คนเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเช่นนี้เอาไว้ ดังนั้นถ้าใครสักคนสามัคคีธรรมเช่นนี้จริง ก็ย่อมสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คนส่วนใหญ่พอดีมิใช่หรือ? (ใช่) เมื่อผู้คนโอบรับมโนคติอันหลงผิดเช่นนี้ พวกเขาก็กำลังเห็นพ้องกับมุมมองของคนคนนั้นมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าเห็นด้วยและยอมรับมุมมองของคนคนนั้น เมื่อนั้นเจ้าก็กำลังเห็นด้วยกับการกระทำของพวกเขามิใช่หรือ? จากนั้นเจ้าจะไม่พยายามเลียนแบบพวกเขาหรอกหรือ? และเมื่อเจ้าทำได้แล้ว เมื่อนั้นเส้นทางที่เจ้าเดินอยู่ เส้นทางปฏิบัติของเจ้าจะไม่ตายตัวหรอกหรือ? ที่ว่าตายตัวนี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเจ้ามุ่งมั่นว่าจะกระทำการและปฏิบัติในลักษณะดังกล่าว เมื่อเจ้าเชื่ออยู่ในหัวใจว่าพระเจ้าทรงรักผู้คนแบบนั้นและโปรดที่เจ้ากระทำการเช่นนั้น และเฉพาะเมื่อทำเช่นนั้นเจ้าจึงจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงยอมรับ เป็นคนที่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรสวรรค์ ได้รับพรบนสวรรค์ และมีบั้นปลายที่ดีงาม เมื่อนั้นเจ้าย่อมตั้งใจแน่วแน่ที่จะกระทำการในหนทางนั้น เมื่อตั้งปณิธานไว้เช่นนี้ ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าก็ถูกความคิดและมุมมองจำพวกนี้รบกวนและชักพาให้หลงผิดแล้วมิใช่หรือ? นี่คือข้อเท็จจริง นี่คือผลที่ตามมา ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าถูกรบกวน และเจ้าก็ไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ในที่นี้ยังมีปัญหาอีกข้อหนึ่งเช่นกันคือ เมื่อความรู้สึกนึกคิดของเจ้าถูกความคิดและมุมมองดังกล่าวรบกวนและทำให้เป็นอัมพาต เมื่อนั้นเจ้าย่อมสูญเสียความชัดเจนในเจตนารมณ์และข้อกำหนดของพระเจ้ามิใช่หรือ? เมื่อนั้นเจ้าย่อมเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า และพาตัวออกห่างจากพระองค์มิใช่หรือ? นี่บ่งชี้มิใช่หรือว่าเจ้าไม่ชัดเจนในเรื่องของนิมิต? จงคิดดูให้รอบคอบเถิดว่าเมื่อเจ้าถูกความคิดหรือมุมมองบางอย่างที่ผู้คนมองว่าถูกต้อง แต่กลับผิดนี้ชักจูงไปในทางที่ผิด เมื่อนั้นความรู้สึกนึกคิดของเจ้าย่อมถูกรบกวนมิใช่หรือ? เมื่อนั้นนิมิตในหัวใจของเจ้าจะยังชัดเจนอยู่ได้หรือไม่? (ไม่ได้) แล้วสิ่งที่เจ้ารู้เกี่ยวกับพระเจ้าจะถูกต้องหรือเป็นความเข้าใจผิด? ชัดเจนว่าเป็นความเข้าใจผิด แล้วสิ่งที่เจ้าเข้าใจและสิ่งที่เจ้าเชื่อว่าถูกต้องนั้นแท้จริงแล้วใช่ความจริงหรือไม่? ไม่ใช่—กลับขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า ความจริง สวนทางกันหมด เพราะฉะนั้น การพูดนอกเรื่องแบบนี้เวลาสามัคคีธรรมความจริงจึงเป็นการรบกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้คนโดยแท้ ในเมื่อการพูดนอกเรื่องเช่นนี้รบกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้คนอย่างร้ายแรงดังกล่าว สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่านี่ขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้า? นี่ชักนำผู้คนเข้าหามโนคติอันหลงผิด รวมทั้งปรัชญาและตรรกะของซาตาน ดังนั้นก็ย่อมดึงผู้คนออกห่างจากการสถิตของพระเจ้ามิใช่หรือ? เมื่อผู้คนเข้าใจพระเจ้าผิด เมื่อพวกเขาไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ ไม่สามารถปฏิบัติตามเจตนารมณ์และพระประสงค์ของพระองค์ได้ แต่กลับปฏิบัติตามตรรกะของซาตานและมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์แทน เมื่อนั้นพวกเขาย่อมเข้าใกล้พระเจ้าหรือออกห่างจากพระองค์มากขึ้น? (ออกห่างจากพระองค์มากขึ้น) พวกเขาออกห่างจากพระองค์มากขึ้น ดังนั้นระหว่างชุมนุมจึงควรควบคุมการสามัคคีธรรมเรื่องแบบนี้มิใช่หรือ? (ใช่) ธรรมชาติของการพูดนอกเรื่องแบบนี้ก็คือธรรมชาติของการก่อกวนผู้คน ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมโดยแท้ ถ้าไม่ถูกหยุดยั้งและควบคุมเอาไว้ ก็จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่เลอะเลือน ด้านชา และมีขีดความสามารถอ่อนด้อย—โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ—มาเลียนแบบและทำตามคนที่พูดนอกเรื่อง นี่คือยามที่ผู้นำและคนทำงานควรลุกขึ้นมาหยุดยั้งเรื่องนี้ทันที พวกเขาต้องไม่อนุญาตให้คนคนนั้นพูดนอกเรื่องต่อไป ต้องไม่ยอมให้เรื่องที่คนเหล่านั้นสามัคคีธรรมรบกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้คนและชักพาให้ผู้คนหลงผิดในจำนวนที่มากขึ้น นี่คือความรับผิดชอบที่ผู้นำและคนทำงานควรลุล่วง เป็นบทบาทหน้าที่ที่พวกเขาควรทำ

สามัคคีธรรมของพวกเราในหัวข้อการพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริงก็มีอยู่เท่านี้ ถัดไป พวกเราจะสรุปว่าคนเราต้องออกนอกเรื่องไปไกลเพียงใดเวลาสามัคคีธรรมความจริงและต้องสามัคคีธรรมเรื่องใด จึงจะมีธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นการขัดขวางและก่อกวน การพูดนอกเรื่องบางชนิดก็ชัดแจ้งคือพอใครบางคนออกนอกเรื่องโดยสิ้นเชิง พอพวกเขาเริ่มคุยเล่นตามสบายหรือเอาเรื่องราวในบ้านมาเสวนา นั่นย่อมดูออกได้ง่าย ตัวอย่างเช่น เวลาที่ทุกคนกำลังสามัคคีธรรมว่าควรทำหน้าที่ของตนอย่างไร ก็อาจมีคนสามัคคีธรรมถึงอดีต “อันรุ่งโรจน์” ของตน พูดถึงการกระทำอันดีงามที่พวกตนเคยทำหรือเล่าว่าช่วยพี่น้องชายหญิงเอาไว้อย่างไรบ้าง และอื่นๆ ไม่มีใครอยากฟังเรื่องแบบนี้ และยิ่งฟัง พวกเขาก็ยิ่งนึกรังเกียจจนกระทั่งเลิกสนใจคนคนนั้น และแล้วคนคนนั้นก็จะเห็นว่านั่นน่าอับอาย ตราบใดที่คนส่วนใหญ่สามารถดูคนแบบนี้ออก ฝ่ายหลังย่อมจะพูดต่อไม่ได้ ไม่ต้องเข้าใจความจริงมากนักก็สามารถใช้วิจารณญาณดูการพูดนอกเรื่องต่างๆ นี้ได้ การคุยเล่นตามสบาย การพูดพร่ำเรื่องในบ้าน การยกชูตัวเอง การอวดตน และการฉวยโอกาสเอาหัวข้อสามัคคีธรรมมาเล่าอดีต “อันรุ่งโรจน์” ของตนเอง—การพูดนอกเรื่องแบบนี้ดูออกง่าย โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการรบกวนมากนัก เพราะผู้คนส่วนใหญ่รังเกียจเรื่องแบบนี้และไม่เต็มใจฟัง พวกเขารู้ว่าคนเหล่านั้นกำลังอวดตน ไม่ได้สามัคคีธรรมความจริง และพูดนอกเรื่อง คนในกลุ่มอาจจะพยายามไม่ทำให้คนเหล่านั้นอับอายทันทีที่พวกเขาเริ่มพูด แต่นานเข้าผู้คนก็เริ่มสะอิดสะเอียนและไม่เต็มใจฟังต่อ รู้สึกว่าการอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตนเองกลับจะดีเสียกว่า ถ้าคนคนนั้นยังคงพูดต่อ พวกเขาก็จะลุกเดินจากไป เมื่อคนคนนั้นมองเห็นว่าสิ่งต่างๆ เกิดพลิกผัน และกำลังทำให้ตนเองได้อาย พวกเขาก็จะไม่พูดต่อ การพูดนอกเรื่องชนิดใดที่มีอิทธิพลต่อผู้คนในทางไม่ดีไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้คนก็ยังคงมองไม่ออกว่านั่นคือสิ่งที่เป็นลบ กลับมองว่าเนื้อหาที่ออกนอกเรื่องนั้นคือความจริงและตั้งใจฟัง? การพูดนอกเรื่องแบบนี้สามารถก่อให้เกิดการรบกวนผู้คนได้ และคนเราก็ควรใช้วิจารณญาณดูกรณีดังกล่าวให้ออก จงยกตัวอย่างการพูดนอกเรื่องประเภทนี้มาเถิด (เมื่อบางคนไม่ทบทวนตนเองหลังการถูกตัดแต่ง แต่มุ่งเน้นที่จะพูดถึงความถูกผิดของปัญหาเท่านั้น นี่ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของทุกคนสับสน ไม่เพียงทำให้ผู้คนไม่อาจเกิดวิจารณญาณได้เท่านั้น แต่ผู้คนยังรู้สึกด้วยว่าสิ่งที่คนคนนี้พูดเป็นไปตามความจริง คนคนนี้ถูกต้อง นี่ทำให้ทุกคนเข้าข้างคนเหล่านี้) พวกเขาแก้ตัวและสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองโดยอ้างการสามัคคีธรรมเรื่องควรยอมรับการถูกตัดแต่งอย่างไร ทำให้ผู้คนนึกว่าพวกเขาถูกตัดแต่งอย่างไม่เป็นธรรม ดึงผู้คนมาเข้าข้างและเห็นใจตน นอกจากนี้ยังทำให้ผู้คนเลื่อมใสว่าตนนั้นสามารถนบนอบและยอมรับการตัดแต่งภายใต้รูปการณ์เช่นนั้นได้ นี่ชักพาให้ผู้คนหลงผิด เป็นตัวอย่างของการตั้งใจและจงใจพูดนอกเรื่อง ซึ่งไม่เพียงทำให้คนฟังไม่อาจนบนอบเวลาเผชิญการตัดแต่ง ไม่อาจยอมรับการตัดแต่ง ไม่อาจทบทวนและทำความรู้จักตนเองได้เท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขาระวังตัวและแข็งขืนต่อการตัดแต่งอีกด้วย สามัคคีธรรมดังกล่าวจึงไม่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจนัยสำคัญของการตัดแต่ง ไม่ช่วยให้เข้าใจว่าผู้คนควรใช้ท่าทีเช่นไรเวลาเผชิญการตัดแต่งจึงจะถูกต้อง จะยอมรับการตัดแต่งอย่างไร และควรปฏิบัติอย่างไร กลับชักนำให้ผู้คนเลือกหนทางอีกแบบหนึ่งมารับมือการตัดแต่ง เป็นหนทางที่ไม่ใช่การปฏิบัติความจริงและไม่ใช่การทำตามหลักธรรมความจริง แต่เป็นหนทางที่ทำให้ผู้คนกลิ้งกลอกมากขึ้น สามัคคีธรรมดังกล่าวทำหน้าที่ชักพาให้ผู้คนหลงผิด การพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริงจึงเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตคริสตจักร ถ้าปัญหาชนิดนี้ลุกลามถึงขั้นขัดขวางและก่อกวน ผู้นำและคนทำงานก็ควรเร่งหยุดยั้งและควบคุมให้ได้ สามัคคีธรรมและชำแหละเรื่องนี้ เพื่อให้ผู้คนส่วนใหญ่มีวิจารณญาณมากขึ้น เรียนรู้จากประสบการณ์ดังกล่าว และเรียนรู้บทเรียน

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger