หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (1) ตอนที่สอง
ประการที่หนึ่ง: นำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจพระวจนะของพระองค์ และเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า
ผู้นำเทียมเท็จไม่มีขีดความสามารถและศักยภาพที่จะทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า
ผู้นำเทียมเท็จคืออะไร? แน่นอนว่าผู้นำเทียมเท็จคือใครบางคนที่ไม่สามารถทำงานจริงได้ ใครบางคนที่ไม่ดูแลหน้าที่ของตนในฐานะผู้นำ พวกเขาไม่ได้ทำงานที่แท้จริงหรืองานสำคัญใดๆ พวกเขาเพียงแต่รับผิดชอบกิจธุระทั่วไปและงานในระดับผิวเผินบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตหรือความจริง ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานนี้มากเพียงใด การปฏิบัติงานดังกล่าวก็ไม่มีนัยสำคัญ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้นำเช่นนี้จึงถูกระบุลักษณะว่าเทียมเท็จ แล้วคนเราจะแยกแยะผู้นำเทียมเท็จอย่างไรกันแน่? ตอนนี้ให้พวกเราเริ่มการชำแหละของพวกเรากันเถิด ก่อนอื่นต้องบอกให้ชัดเจนว่าหน้าที่รับผิดชอบประการแรกของผู้นำหรือคนทำงานก็คือการนำผู้อื่นให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และสามัคคีธรรมความจริงในหนทางอย่างที่ผู้อื่นอาจเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ นี่เป็นเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดซึ่งใช้ตรวจสอบว่าผู้นำคนหนึ่งนั้นแท้จริงหรือเทียมเท็จ จงดูว่าพวกเขาสามารถนำผู้อื่นในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และเข้าใจความจริงได้หรือไม่ อีกทั้งพวกเขาสามารถใช้ความจริงแก้ปัญหาได้หรือไม่ นั่นเป็นเกณฑ์อย่างเดียวที่ใช้ตรวจสอบว่าผู้นำหรือคนทำงานคนหนึ่งมีขีดความสามารถและศักยภาพเช่นไรในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาสามารถนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่ หากผู้นำหรือคนทำงานคนหนึ่งสามารถทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างหมดจดและเข้าใจความจริง พวกเขาก็ควรแก้ไขมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันที่ผู้คนมีเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าตามพระวจนะของพระเจ้า และช่วยให้ผู้คนเข้าใจว่าพระราชกิจของพระเจ้ามีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างไร พวกเขาควรแก้ไขความลำบากยากเย็นที่แท้จริงซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเผชิญตามพระวจนะของพระองค์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทัศนะอันผิดพลาดที่พวกเขามีในความเชื่อของตนหรือความเข้าใจผิดที่พวกเขามีเกี่ยวกับการทำหน้าที่ พวกเขายังต้องนำพระวจนะของพระเจ้าไปใช้ในการแก้ปัญหาที่สำแดงออกมาเมื่อผู้คนเผชิญหน้ากับบททดสอบและความทุกข์ลำบากต่างๆ และสามารถนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้เข้าใจและปฏิบัติความจริง รวมทั้งเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์อีกด้วย ในเวลาเดียวกันพวกเขาต้องชำแหละอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนานัปการของผู้คนบนพื้นฐานของสภาวะที่เสื่อมทรามซึ่งถูกเผยให้เห็นในพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอาจจะมองเห็นได้ว่าอุปนิสัยใดในบรรดาอุปนิสัยเหล่านี้ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา สัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับตนเอง เกลียดชังและกบฏต่อซาตาน ด้วยวิธีนั้นจึงทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถตั้งมั่นในคำพยานของตน ทำให้ซาตานพ่ายแพ้ และถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าได้ท่ามกลางบททดสอบนานาสารพัด นี่คืองานที่เหล่าผู้นำและคนทำงานพึงทำ นี่เป็นงานพื้นฐานที่สุด ซึ่งสำคัญและจำเป็นที่สุดของคริสตจักร หากผู้คนที่รับใช้ในฐานะผู้นำนั้นมีศักยภาพที่จะทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและมีขีดความสามารถในการเข้าใจความจริง พวกเขาย่อมจะไม่เพียงแต่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะได้เท่านั้น แต่พวกเขายังจะสามารถชี้แนะ นำ และช่วยเหลือบรรดาผู้ที่พวกเขานำเหล่านั้นให้ไปสู่การเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ได้เช่นกัน แต่ขีดความสามารถในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและการเข้าใจความจริงนั้นคือสิ่งที่ผู้นำเทียมเท็จขาดพร่องอย่างแน่นอน พวกเขาไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่รู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ผู้คนเผยออกมาในสภาวการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งมีการเปิดโปงไว้ในพระวจนะของพระองค์ หรือสภาวะใดที่ก่อให้เกิดการต้านทาน การพร่ำบ่น และการทรยศพระเจ้า และอื่นๆ เหล่าผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทบทวนตนเองหรือเชื่อมโยงพระวจนะของพระเจ้ากับตนเองได้ พวกเขาเพียงเข้าใจคำสอนเล็กน้อยและข้อบังคับสองสามประการจากความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้า เมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมกับผู้อื่น พวกเขาก็เพียงแต่ท่องบางถ้อยคำจากพระวจนะของพระองค์ จากนั้นก็อธิบายความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะเหล่านั้น และด้วยการทำเช่นนั้น พวกเขาก็คิดว่าพวกเขากำลังสามัคคีธรรมความจริงและทำงานที่แท้จริงอยู่ หากใครสักคนหนึ่งสามารถอ่านและท่องพระวจนะของพระเจ้าได้เหมือนที่พวกเขาทำ พวกเขาก็จะคิดว่าคนเหล่านั้นเป็นใครคนหนึ่งที่รักและเข้าใจความจริง ผู้นำเทียมเท็จเข้าใจแต่ความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น โดยรากฐานแล้วพวกเขาไม่เข้าใจความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นจึงไม่สามารถพูดถึงความรู้ที่ได้จากประสบการณ์เกี่ยวกับพระวจนะเหล่านั้น ผู้นำเทียมเท็จไม่มีศักยภาพที่จะทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาสามารถเข้าใจเพียงความหมายระดับผิวเผินของพระวจนะ แต่กลับเชื่อว่านั่นคือการทำความเข้าใจพระวจนะของพระองค์และการเข้าใจความจริง ในชีวิตประจำวันพวกเขาตีความความหมายของพระวจนะของพระเจ้าตามตัวอักษรเพื่อให้คำแนะนำและช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ โดยเชื่อว่าการทำเช่นนั้นคือการทำงาน และพวกเขากำลังนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ ข้อเท็จจริงก็คือแม้ว่าผู้นำเทียมเท็จจะสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้ากับผู้อื่นในหนทางนี้อยู่บ่อยๆ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาจริงๆ ได้แม้แต่น้อย และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ถูกทิ้งให้ไม่สามารถปฏิบัติหรือมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าร่วมการชุมนุมหรือกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจความจริง และไม่มีการเข้าสู่ชีวิต และไม่มีใครในบรรดาพวกเขาที่สามารถพูดถึงความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของตนเลย ต่อให้มีคนชั่วและผู้ไม่เชื่อก่อการรบกวนในคริสตจักร ก็ไม่มีใครสามารถแยกแยะพวกเขาได้ เมื่อผู้นำเทียมเท็จมองเห็นผู้ไม่เชื่อหรือคนชั่วกำลังก่อการรบกวน พวกเขาก็ไม่ใช้วิจารณญาณแยกแยะ แต่กลับแสดงความรักของตนและให้การเตือนสติแก่ผู้ไม่เชื่อหรือคนชั่วเหล่านั้น โดยขอให้ผู้อื่นใจกว้างและอดทนต่อคนเหล่านี้ และปล่อยคนเหล่านี้ให้ก่อการรบกวนในคริสตจักรต่อไปโดยไม่ห้ามปราม การนี้ส่งผลให้งานของคริสตจักรแต่ละอย่างไร้ผลเลยทีเดียว นี่เป็นผลสืบเนื่องจากความล้มเหลวในการทำงานที่แท้จริงของผู้นำเทียมเท็จ ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถใช้ความจริงแก้ปัญหาได้ ซึ่งเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีความเป็นจริงความจริง เมื่อพวกเขาเอ่ยปาก พวกเขาก็เพียงพูดพ่นวาจาและคำสอน และทั้งหมดที่พวกเขาบอกให้คนอื่นปฏิบัติก็คือคำสอนและข้อบังคับ ตัวอย่างเช่น เมื่อใครบางคนเกิดมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า ผู้นำเทียมเท็จก็จะบอกพวกเขาว่า “พระวจนะของพระเจ้าครอบคลุมทั้งหมดนี้แล้ว สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำ นั่นคือการช่วยมนุษย์ให้รอด นั่นคือความรัก ดูสิว่าพระวจนะของพระองค์ชัดเจนและแจ่มแจ้งเพียงใด คุณยังเข้าใจพระองค์ผิดได้อย่างไร?” นี่เป็นคำสั่งสอนประเภทที่ผู้นำเทียมเท็จมอบให้กับผู้คน พวกเขาพูดพ่นวาจาและคำสอนเพื่อเตือนสติและตีกรอบผู้คน และทำให้ผู้คนปฏิบัติตามข้อบังคับ การนี้ไม่มีประสิทธิภาพเลยแม้แต่น้อย และการนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้ ผู้นำเทียมเท็จเพียงสามารถกล่าววาจาและคำสอนเพื่อชี้นำผู้คนเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้คนเหล่านั้นคิดว่าการสามารถพูดคำสอนได้นั้นหมายความว่าพวกเขาได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแล้ว ทว่าเมื่อมีความลำบากยากเย็นเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร พวกเขาไม่มีเส้นทาง และวาจาและคำสอนทั้งหมดที่พวกเขาเข้าใจก็กลับกลายเป็นถูกละเลย เรื่องนี้แสดงให้เห็นสิ่งใด? เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการเข้าใจคำสอนนั้นไม่มีประโยชน์หรือไม่มีค่าอะไรเลย สิ่งเดียวที่ผู้นำเทียมเท็จเข้าใจก็คือคำสอน พวกเขาไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหา ไม่มีหลักธรรมใดๆ ในการกระทำของพวกเขา และในชีวิตของพวกเขานั้น พวกเขาก็เพียงทำตามข้อบังคับบางอย่างที่พวกเขามองว่าดีเท่านั้น ผู้คนเช่นนี้ย่อมไม่มีความเป็นจริงความจริง นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเมื่อผู้นำเทียมเท็จนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า จึงไม่มีผลที่แท้จริง พวกเขาทำได้เพียงการทำให้ผู้คนเข้าใจความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้า และไม่สามารถช่วยเหลือผู้คนให้ได้รับความรู้แจ้งจากพระวจนะของพระเจ้า หรือเข้าใจว่าตนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามประเภทใด ผู้นำเทียมเท็จไม่เข้าใจว่าสภาวะของผู้คนคืออะไร หรือแก่นนิสัยใดที่ผู้คนเผยออกมาเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม พระวจนะใดของพระเจ้าที่ควรนำมาใช้เพื่อแก้ไขสภาวะที่ผิดพลาดและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ มีการกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้อย่างไรในพระวจนะของพระเจ้า ในข้อกำหนดและหลักธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้า หรือความจริงทั้งหลายที่อยู่ภายในพระวจนะเหล่านั้น ผู้นำเทียมเท็จไม่เข้าใจความเป็นจริงความจริงเหล่านี้เลย พวกเขาเพียงแนะนำผู้คนโดยกล่าวว่า “จงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น มีความจริงอยู่ในพระวจนะเหล่านั้น เจ้าจะเข้าใจเมื่อเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระองค์มากขึ้น หากเจ้าไม่เข้าใจพระวจนะบางประการ เจ้าก็ควรอธิษฐานมากขึ้น แสวงหามากขึ้น และไตร่ตรองพระวจนะเหล่านั้นมากขึ้นเท่านั้นเอง” นี่คือวิธีที่พวกเขาให้คำปรึกษาแก่ผู้คน และพวกเขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการทำเช่นนั้นได้ ไม่ว่าใครเผชิญกับปัญหาแล้วมาเพื่อแสวงหาจากพวกเขา พวกเขาก็จะพูดสิ่งเดียวกัน หลังจากนั้น คนคนนั้นก็ยังคงไม่รู้จักตนเองและยังคงไม่เข้าใจความจริง พวกเขาจะไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงของตนได้ หรือเข้าใจว่าตนควรปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร และพวกเขาก็จะแค่ยึดติดอยู่กับความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้าและข้อบังคับเท่านั้น เมื่อเป็นเรื่องของหลักธรรมความจริงในการปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าหรือความเป็นจริงประการใดที่พวกเขาควรเข้าสู่ พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี นี่คือผลจากงานของผู้นำเทียมเท็จ กล่าวคือไม่มีผลลัพธ์ที่แท้จริงเลยสักอย่างเดียว
พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนแต่งกายอย่างสุภาพเรียบร้อยและเหมาะสม ด้วยมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชน “อย่างสุภาพเรียบร้อยและเหมาะสม ด้วยมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชน”—วลีนี้มีทั้งหมดเก้าคำ แต่พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าคำเหล่านี้หมายถึงอะไร? (พวกเราทุกคนรู้ว่า ตามคำสอนแล้ว พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนแต่งกายอย่างสุภาพเรียบร้อยและเหมาะสม ด้วยมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชน แต่เมื่อพวกเราแต่งกายตนเอง พวกเราก็ไม่รู้วิธีประเมินวัดว่าสิ่งใดสุภาพเรียบร้อยหรือเหมาะสม) เรื่องนี้กล่าวถึงปัญหาที่ว่ามีการเข้าใจความจริงหรือไม่ หากเจ้าไม่สามารถประเมินวัดเรื่องนี้ได้ เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมเป็นการพิสูจน์ว่าเจ้าไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า แล้วการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าหมายถึงอะไร? นั่นหมายถึงการเข้าใจเกณฑ์สำหรับความสุภาพเรียบร้อยและความเหมาะสมซึ่งพระเจ้าตรัสถึง หรือกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงกว่านั้นก็คือสีและรูปแบบของเสื้อผ้า สีและรูปแบบใดจึงสุภาพเรียบร้อยและเหมาะสม? บรรดาผู้ที่มีศักยภาพในการทำความเข้าใจความจริงย่อมรู้ว่าสิ่งที่สุภาพเรียบร้อยและเหมาะสมเป็นอย่างไร และสิ่งที่แปลกประหลาดเป็นอย่างไร แม้ว่าเสื้อผ้าบางชิ้นนั้นสุภาพเรียบร้อยและเหมาะสม แต่เสื้อผ้าเหล่านั้นก็มีรูปแบบที่ล้าสมัย พระเจ้าไม่โปรดสิ่งที่ล้าสมัย และพระองค์ไม่ได้ทรงขอให้ผู้คนเลียนแบบรูปแบบการแต่งกายในอดีตหรือกลายเป็นพวกฟาริสีที่หน้าซื่อใจคด สิ่งที่พระเจ้าทรงหมายถึงในวลีที่ว่า “สุภาพเรียบร้อยและเหมาะสม” นั้นก็คือการมีสภาพเสมือนมนุษย์ที่ปกติ โดยปรากฏตัวอย่างสูงศักดิ์ สง่างาม และมีระดับ พระเจ้ามิได้ทรงขอให้ผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าที่แปลกประหลาด และไม่ได้ทรงขอให้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่นราวกับยาจก แต่พระองค์ทรงขอให้ผู้คนแต่งกายอย่างสุภาพเรียบร้อยและเหมาะสม ด้วยมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชน นี่คือการทำความเข้าใจของคนปกติ แต่หลังจากได้ยินเรื่องนี้ ผู้นำเทียมเท็จคนหนึ่งก็ตื่นเต้นเป็นที่สุดและกล่าวว่า “พระวจนะของพระเจ้าให้ขอบเขตแก่พวกเราว่าพึงแต่งกายอย่างไร ‘อย่างสุภาพเรียบร้อยและเหมาะสม ด้วยมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชน’—หากพวกเราปฏิบัติตามทั้งเก้าคำนี้ เช่นนั้นแล้วพวกเราย่อมถวายพระสิริแด่พระเจ้า ไม่นำความอับอายมาสู่พระองค์ และพวกเราจะเป็นคนที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงท่ามกลางผู้ไม่มีความเชื่อ แล้วสุภาพเรียบร้อยและเหมาะสมเป็นอย่างไร? นั่นก็คือคุณต้องพูดและกระทำด้วยสภาพเสมือนมนุษย์ และต้องมีมารยาทอันดีงามอย่างวิสุทธิชน เมื่อกล่าวถึงวิสุทธิชน โดยทั่วไปพวกเราจะอ้างอิงถึงวิสุทธิชนในสมัยโบราณ หากพวกเราต้องการมีมารยาทอันดีงามอย่างวิสุทธิชน เช่นนั้นแล้วพวกเราก็ต้องเลียนแบบรูปแบบของวิสุทธิชนสมัยโบราณ แต่หากคุณเดินไปไหนมาไหนโดยสวมเสื้อผ้าสมัยโบราณ เช่นนั้นแล้วผู้คนย่อมจะคิดว่าคุณเป็นบ้า นี่ไม่เป็นไปตามหลักธรรมในการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า แต่ก็ควรมีหลักฐานบางอย่างเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่วิสุทธิชนสวมใส่ในยุคหลังๆ ที่พวกเราสามารถสืบค้นได้ สภาพแวดล้อมทางสังคมเมื่อหลายสิบปีก่อนเคยดีกว่านี้ ผู้คนเรียบง่ายกว่า และแต่งกายอย่างอนุรักษนิยมและถูกควรมากกว่า หากคุณแต่งกายตามมาตรฐานนี้ เช่นนั้นคุณก็จะเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อยและเหมาะสม และมีมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชน นี่คือเส้นทางสำหรับการปฏิบัติ” เมื่อค้นพบว่าผู้คนในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสีน้ำเงิน เขาก็บอกพี่น้องชายหญิงว่า “ฉันเห็นความสว่างในพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ผู้คนในยุค 70 และ 80 แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ถูกควรและเรียบง่ายทีเดียว ไม่อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาสง่างาม แต่ก็ดูเหมือนจะตรงกับข้อกำหนดตามพระวจนะของพระเจ้ามากกว่า ดังนั้นพวกเราจะแต่งกายตามมาตรฐานนี้” ผู้นำคนนั้นจึงเป็นผู้นำในการสวมใส่เสื้อผ้าเช่นนี้ และทุกคนก็คิดว่าเสื้อผ้าดังกล่าวดูดี เหมาะสมและเรียบง่ายทีเดียว ผู้นำคนนั้นกล่าวว่า “พระเจ้าตรัสว่าไม่ให้สวมเสื้อผ้าแปลกประหลาด ก่อนอื่นเลย ต้องติดกระดุมเสื้อเชิ้ตขึ้นไปจนถึงคอ และต้องติดกระดุมที่ข้อมือทุกเม็ดด้วย ต้องไม่เปิดให้เห็นข้อมือ ต้องเก็บชายเสื้อเชิ้ตเข้าข้างใน และต้องปิดบังทุกสิ่งให้มิดชิด โดยไม่มีการเปลือยหน้าอกหรือแผ่นหลัง เห็นหรือไม่ว่านี่สุภาพเรียบร้อยและเหมาะสมเพียงใด! นี่คือความสุภาพเรียบร้อยและเหมาะสมมิใช่หรือ และนี่ก็ตรงตามมารยาทอันดีงามอย่างวิสุทธิชน ดังที่พระเจ้าทรงกำหนดมิใช่หรือ?” ผู้นำคนนั้นยินดีพอใจเป็นพิเศษกับเครื่องแต่งกายที่เขาสวมใส่อยู่ในขณะนั้น และในเวลาเดียวกันเขาก็กำหนดคนอื่นว่า “เสื้อผ้าของพวกคุณสมัยใหม่เกินไป ตามสมัยนิยมเกินไป เสื้อผ้าของพวกคุณนำความอับอายมาสู่พระเจ้า และพระองค์ไม่โปรดเสื้อผ้าเหล่านี้ ทุกคน รีบมาสวมเสื้อผ้าแบบที่ฉันใส่ ทำให้เหมือนฉันเลย!” ผู้คนที่ไม่มีวิจารณญาณก็ทำตาม โดยค้นหาและสวมใส่เครื่องแต่งกายที่เรียกว่าสุภาพเรียบร้อยและเหมาะสมซึ่งตรงตามมารยาทอันดีงามอย่างวิสุทธิชน และผู้คนส่วนใหญ่ก็คิดว่าการนี้ดีด้วยซ้ำ ทว่าในหัวใจของบางคนนั้น พวกเขารู้สึกขยะแขยงต่อสิ่งที่ล้าสมัยเหล่านี้ และรู้สึกว่าการทำเช่นนี้ไม่เหมาะควร และการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าเช่นนี้เป็นการบิดเบือน แม้จะไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าการฟังผู้นำคนนั้นถูกหรือผิด และไม่กล้าสรุปอะไรเลย ผู้คนเหล่านี้ก็สนับสนุนการไม่ทำตามฝูงชนอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ผู้นำคนนั้นกล่าวไม่ถูกต้องทั้งหมด และพวกเขาก็ไม่ทำตามนั้น มีเพียงบรรดาคนเขลาเบาปัญญาเท่านั้น ซึ่งเป็นบรรดาผู้คนที่ขาดศักยภาพในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า ที่ไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตนเอง ทำตามสิ่งใดก็ตามที่ผู้นำเทียมเท็จบอก และทำสิ่งใดก็ตามที่มีคนบอกให้พวกเขาทำ ด้วยวิธีใดก็ตามที่มีคนบอกให้พวกเขาทำสิ่งนั้น พวกเขาติดตามผู้นำเทียมเท็จคนนั้นและเอาอย่างเขา โดยแต่งกายเหมือนกันเมื่อออกไปข้างนอก เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาออกไปอยู่ท่ามกลางฝูงชน พวกเขาจะรู้สึกสุขใจไม่น้อย พลางคิดว่า “พวกเราเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และในเครื่องแต่งกายของฉันก็มีมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชนมากมายเหลือเกิน พวกคุณสวมใส่อะไรอยู่? ช่างฉูดฉาด ช่างสมัยใหม่ ช่างเลวร้ายอะไรอย่างนั้น! ดูพวกเราสิ พวกเราไม่เผยให้เห็นอะไรเลย!” พวกเขาคิดว่าตนน่าทึ่ง ผู้นำเทียมเท็จคนนั้นไม่เพียงแต่ไม่ตระหนักว่านี่เป็นการตีความพระวจนะของพระเจ้าผิดไป แต่จริงๆ แล้วกลับคิดว่าตนกำลังปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าและกำลังเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ นี่คือสิ่งที่ผู้นำเทียมเท็จทำ แม้แต่ข้อกำหนดของพระเจ้าที่มีต่อผู้คนจะเรียบง่ายที่สุดและเข้าใจได้ง่ายที่สุด ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่อาจเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นอ้างอิงถึงอะไร มาตรฐานใดหรือหลักธรรมใดที่พระวจนะเหล่านั้นกำหนด เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะสามารถเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ หรือเกี่ยวกับสภาวะต่างๆ นานาของมนุษย์ได้หรือไม่? พวกเขาสามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดหรือไม่ว่าความจริงในที่นี้คืออะไร? แน่นอนว่าไม่สามารถรู้ได้
ผู้นำเทียมเท็จไม่มีศักยภาพในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาเพียงแต่รู้ว่าพระเจ้าตรัสอะไรจากความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้า แต่ไม่เข้าใจว่าพระวจนะของพระเจ้าแสดงความจริงประการใด พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนทำสิ่งใด หรือผู้คนควรเข้าใจหลักธรรมความจริงประการใด เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็ตีความพระวจนะของพระองค์ตามตัวอักษรเท่านั้น แล้วมอบข้อบังคับและกฎเกณฑ์บางอย่างให้ผู้คนทำตาม โดยใช้ข้อบังคับและกฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเขาก็เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าเช่นกันและได้ทำงานแล้ว ผู้นำเทียมเท็จบางคนถึงกับคิดว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ผู้คนล้มเหลวในการกินและดื่มพระวจนะของพระองค์หรือการทุ่มเทพยายามอยู่เนืองนิตย์ เนื่องจากเห็นว่าทุกคนมีหนังสือพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในมือของตน พวกเขาจึงถือว่าการนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องซ้ำซ้อน เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเขาพบปัญหาระหว่างการชุมนุมหรือในขณะที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็เพียงแค่ส่งพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนที่คัดสรรแล้วให้แก่ผู้คน โดยบอกสิ่งต่างๆ แก่ผู้คนอย่างเช่น “จงอ่านพระวจนะของพระเจ้าในบทตอนนี้” หรือ “จงอ่านพระวจนะของพระเจ้าในบทตอนนั้น” หรือ “พระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงแง่มุมนี้ว่าอย่างนี้ และกล่าวถึงแง่มุมนั้นว่าอย่างนั้น” พวกเขาเพียงแค่ส่งพระวจนะของพระเจ้าในบทตอนที่คัดสรรแล้วให้แก่ผู้คน โดยใช้วิธีการโน้มน้าวใจเพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้คนอ่านพระวจนะของพระเจ้า และเชื่อว่านี่เป็นวิธีนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและพวกเขากำลังลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำ หลังจากได้เห็นพระวจนะเหล่านี้ ผู้คนก็กล่าวว่า “ฉันอ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าแล้วเช่นกัน นี่ไม่เป็นการซ้ำซ้อนหรอกหรือที่คุณจะรวบรวมพระวจนะเหล่านี้มาให้ฉัน?” อย่างไรก็ตาม ผู้นำเทียมเท็จเหล่านั้นก็คิดว่า “หากฉันไม่ส่งพระวจนะเหล่านี้ไปให้คุณ คุณก็จะไม่สามารถค้นหาได้ว่าพระวจนะเหล่านี้อยู่ในบทใดหรือหน้าใด คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระเจ้าตรัสพระวจนะเหล่านี้ภายใต้บริบทใด ในฐานะผู้นำ ฉันควรรับผิดชอบหน้าที่นี้ ซึ่งก็คือการส่งพระวจนะของพระเจ้าไปให้คุณทุกที่และทุกเวลา” ด้วยความรักอย่างท่วมท้น ผู้นำเทียมเท็จบางคนถึงกับส่งพระวจนะของพระเจ้าไปให้ใครบางคนสิบถึงยี่สิบบทตอนในหนึ่งวัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความจงรักภักดีต่องานของตนและมีความมุ่งมั่นที่จะนำผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าถูกส่งไปให้ผู้คน แต่ปัญหาของพวกเขาได้รับการแก้ไขหรือไม่? พวกเขาลุล่วงบทบาทที่ผู้นำควรแสดงหรือไม่? พวกเขามักจะไม่ลุล่วงบทบาทนี้ เพราะว่าหากผู้คนสามารถเข้าใจพระวจนะเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง พวกเขาย่อมจะไม่จำเป็นต้องมีผู้นำ ที่จริงแล้วพระวจนะของพระเจ้าในบทตอนต่างๆ ที่ผู้นำเทียมเท็จส่งไปนั้นเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับบรรดาผู้ที่อ่านพระวจนะของพระเจ้าบ่อยๆ แต่ผู้คนกำลังขาดพร่องสิ่งใด? ความลำบากยากเย็นและปัญหาของพวกเขาคืออะไร? นั่นก็คือ เมื่อเป็นเรื่องของประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความจริงเหล่านี้ ในยามที่เผชิญกับความลำบากยากเย็น ผู้คนก็ไม่สามารถมองเห็นแก่นแท้ของปัญหาเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ปัญหาจากตรงไหน และไม่รู้ว่าจะเข้าสู่ความจริงเหล่านี้ได้อย่างไร—และผู้นำเทียมเท็จก็ไม่รู้เช่นกัน เช่นนั้นพวกเขาลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนในเรื่องนี้แล้วหรือไม่? พวกเขามีความสามารถในการทำงานแห่งการนำหรือไม่? เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขายังไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบประการนี้เลย ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้คนอ่านเรื่องของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ในพระวจนะของพระเจ้า เพราะว่าพวกเขาไม่รู้วิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและขาดพร่องขีดความสามารถในการทำความเข้าใจและเข้าใจความจริง ผู้นำเทียมเท็จก็จะกล่าวว่า “ข้อกำหนดของพระเจ้าไม่สูงอะไร พระเจ้าทรงขอให้พวกเราเป็นคนที่ซื่อสัตย์ และการเป็นคนที่ซื่อสัตย์นั้นหมายถึงการพูดอย่างสัตย์จริง พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้ทั้งหมดแล้วมิใช่หรือว่า ‘จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่’ (มัทธิว 5:37)? พระวจนะของพระเจ้าช่างชัดเจนนัก! เพียงแค่กล่าวสิ่งใดก็ตามที่คุณคิดอยู่ในหัวใจของคุณ ช่างเรียบง่ายอะไรอย่างนั้น! เหตุใดคุณจึงทำไม่ได้? พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง พวกเราต้องปฏิบัติพระวจนะของพระองค์ การไม่ปฏิบัติคือการเป็นกบฏ แล้วพระเจ้าจะทรงช่วยบรรดาผู้ที่กบฏต่อพระองค์ให้รอดหรือไม่? พระองค์ไม่ทรงช่วย” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้คนก็ตอบว่า “ทุกสิ่งที่คุณพูดนั้นถูกต้อง แต่พวกเราก็ยังคงไม่รู้วิธีที่จะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เนื่องจากหลายๆ ครั้ง การโกหกไม่ได้ทำโดยตั้งใจ หรือเป็นสิ่งที่คนเราทำเมื่อพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น และมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังการโกหกนั้น ควรแก้ไขการนี้อย่างไร?” ผู้นำเทียมเท็จจะกล่าวว่าอย่างไร? “นี่เป็นเรื่องที่จัดการได้ง่ายมิใช่หรือ? พระวจนะของพระเจ้าบอกไว้ชัดเจนแล้วมิใช่หรือ? การเป็นคนซื่อที่สัตย์ก็เหมือนกับการทำตัวเป็นเด็กไม่มีผิด ช่างเรียบง่ายอะไรเช่นนั้น! ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร คุณก็สามารถทำตัวให้เหมือนเด็กได้มิใช่หรือ? แค่มองดูว่าเด็กๆ ประพฤติตนอย่างไร” ผู้ฟังจึงครุ่นคิดว่า “พฤติกรรมหลักของเด็กก็คือการเป็นคนไร้เดียงสาและมีชีวิตชีวา กระโดดโลดเต้น ไม่เป็นผู้ใหญ่ และไม่เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่าง ในเมื่อผู้นำกล่าวเช่นนั้นแล้ว ดังนั้นฉันก็ควรประพฤติตนในหนทางนี้” วันต่อมาบุคคลนี้ซึ่งอยู่ในวัยสามสิบกว่าปีหรือสี่สิบกว่าปีก็ถักผมของตนเป็นเปียเล็กๆ สองข้าง สวมที่คาดผมและติดกิ๊บติดผมสีชมพู สวมเสื้อเชิ้ต รองเท้า และถุงเท้าสีชมพู สวมเครื่องแต่งกายเป็นสีชมพูหมดทั้งตัว เมื่อเห็นดังนี้ ผู้นำก็กล่าวว่า “นั่นถูกต้องแล้ว! จงเดินให้เหมือนเด็กมากขึ้น กระโดดโลดเต้นด้วย จงพูดจาไร้เดียงสาให้เหมือนเด็กมากขึ้น มีนัยน์ตาที่ปราศจากความเลวร้าย และมีรอยยิ้มบนใบหน้าของคุณ—นี่คือการย้อนกลับไปมีลักษณะท่าทางแบบเด็กมิใช่หรือ? นี่คือกิริยาท่าทางของคนที่ซื่อสัตย์!” ผู้นำคนนั้นรู้สึกพึงพอใจทีเดียว ในขณะที่คนอื่นมองว่านี่เป็นพฤติกรรมที่เขลาและผิดปกติ ผู้นำเทียมเท็จคนนี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเท่านั้น แต่ยังไม่รู้วิธีที่จะแสวงหาหลักธรรมความจริงเลย จึงนำผู้คนลงไปสู่เส้นทางแห่งความไร้เหตุผล แม้กระทั่งความจริงที่เรียบง่ายที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ผู้นำเทียมเท็จคนนี้ก็ไม่รู้วิธีทำความเข้าใจความจริงประการนี้ให้ถูกต้องและหมดจด จึงหันไปใช้ข้อบังคับอย่างมืดบอด และทำความเข้าใจความจริงประการนี้อย่างบิดเบือนมากจนกระทั่งบรรดาผู้ที่ได้ยินเรื่องนี้รู้สึกขยะแขยง นี่คือสิ่งที่เหล่าผู้นำเทียมเท็จทำ
เหล่าผู้นำเทียมเท็จทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าไปในสารพัดหนทาง โดยสรรค์สร้างทัศนคติที่แปลกประหลาดและพิสดารนานัปการขึ้นมา พวกเขายังชูธงด้วยว่ากำลังปฏิบัติและทำตามพระวจนะของพระเจ้า โดยร้องขอให้ผู้อื่นยอมรับและยึดมั่นกับการทำความเข้าใจของตน โดยสรุปแล้ว ผู้คนอย่างผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้มักจะมีการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าที่ตื้นเขินและบิดเบือนอยู่บ่อยๆ เมื่อใช้คำศัพท์ฝ่ายวิญญาณในการนิยามเรื่องนี้ พวกเราคงจะบอกว่าพวกเขา “ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ” ไม่เพียงแค่การทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าของพวกเขาจะบิดเบือนเท่านั้น แต่พวกเขายังมักจะร้องขอให้ผู้อื่นทำตามคำสอนและข้อบังคับที่บิดเบือนเหล่านี้เช่นเดียวกันกับพวกเขา ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ใช้การทำความเข้าใจที่บิดเบือนของตนในการกล่าวโทษบรรดาผู้ที่มีการทำความเข้าใจความจริงอย่างหมดจดอีกด้วย เนื่องจากขาดพร่องความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้จึงไม่พินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้าเหมือนกับที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ จากภายนอกนั้น ดูราวกับว่าพวกเขาเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมในการกินและดื่มและการยอมรับ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพวกเขามีขีดความสามารถที่ย่ำแย่และไม่มีศักยภาพในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจึงปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าราวกับพระวจนะเหล่านั้นเป็นตำราเรียน โดยเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นไปตามตรรกะที่ว่า “หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง สองบวกสองเท่ากับสี่” พวกเขาไม่รู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง และในการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า คนเราต้องเข้าใจว่าความจริงที่บอกไว้ในพระวจนะของพระเจ้านั้นอ้างอิงถึงสิ่งใด และความจริงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสภาวะนานัปการใดบ้างและเนื้อหาใดบ้าง เวลาที่คนอื่นทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าด้วยวิธีที่เป็นรูปธรรมและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมาก พวกเขาก็มองว่าการนั้นผิวเผินและไม่ควรค่าแก่การรับฟัง โดยกล่าวว่า “ฉันเข้าใจทั้งหมดนั่นแล้ว ฉันรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่คุณกำลังพูดถึงนั้นมีการอธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้วในพระวจนะของพระเจ้า เพราะเหตุใดคุณจึงจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้?” อันที่จริงพวกเขาไม่ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่คนอื่นกำลังหารือกันนั้นเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงซึ่งสัมพันธ์กับความจริงในพระวจนะของพระเจ้า เพราะผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไม่มีศักยภาพในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจึงคิดว่าความจริงทุกประการนั้นเป็นเรื่องเดียวกันไม่มากก็น้อย ไม่มีข้อแตกต่างที่เฉพาะเจาะจงท่ามกลางประเด็นปัญหาทั้งหลายที่ความจริงเหล่านั้นกล่าวถึง พวกเขาเชื่อว่าถึงแม้ว่าการพูดคุยถึงสิ่งเหล่านี้จะไม่มีที่สิ้นสุด แต่โดยพื้นฐานแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นปัญหาเดียวกัน การเชื่อเช่นนี้บ่งชี้ถึงปัญหาอันร้ายแรง และการนี้ย่อมชี้ชะตากรรมให้บุคคลดังกล่าวไม่มีวันเข้าใจความจริง
ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถนำผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้
ปัจจุบันนี้มีบุคคลที่มีขีดความสามารถดีและมีศักยภาพในการทำความเข้าใจซึ่งได้รับประสบการณ์จากพระวจนะและการเข้าสู่พระวจนะของพระองค์ในระดับพื้นฐานมาบ้างแล้ว และมีความเป็นจริงความจริงอยู่บ้าง แต่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการชี้แนะและการนำที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นเพื่อให้การเข้าสู่ของพวกเขาประณีตและมีรายละเอียดได้มากขึ้น มีเพียงผู้นำเทียมเท็จเท่านั้นที่ไม่สามารถเข้าใจได้ว่ารายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงของความจริงนั้นอ้างอิงถึงสิ่งใด หรือเพราะเหตุใดรายละเอียดเหล่านั้นจึงได้รับการกล่าวถึงในหนทางเช่นนั้น โดยคิดว่านั่นเป็นการทำให้สิ่งทั้งหลายซับซ้อนหรือเป็นการเล่นคำโดยไม่จำเป็น พวกเขาไม่เข้าใจหรือไม่รู้วิธีทำความเข้าใจหรือมีประสบการณ์กับแง่มุมนานัปการที่เกี่ยวข้องกับความจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้หลังจากกลายเป็นผู้นำก็มีเพียงแต่การนำผู้คนในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าที่มีการสามัคคีธรรมกันทั่วไป รวมทั้งพูดคุยเกี่ยวกับคำสอนบางประการ และสรุปวิธีปฏิบัติบางอย่างในการปฏิบัติตามข้อบังคับทั้งหลาย และสิ่งที่ผู้คนได้รับจากพวกเขาก็มีเพียงคำศัพท์ฝ่ายวิญญาณอันผิวเผินบางคำ คำพูดและคำสอน ข้อบังคับ และคำขวัญที่มีการกล่าวถึงกันทั่วไป สำหรับคนที่เป็นผู้เชื่อใหม่ การประกาศของผู้นำเทียมเท็จอาจจะเพียงพอสำหรับหนึ่งปีหรือสองปีเท่านั้น แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งปีหรือสองปี บรรดาผู้ที่เริ่มเข้าใจความจริงบางประการก็จะเริ่มแยกแยะถ้อยแถลงและแนวทางชุดที่ผู้นำเทียมเท็จใช้ ส่วนบรรดาผู้ที่ขาดพร่องศักยภาพในการทำความเข้าใจโดยพื้นฐานนั้น ไม่ว่าผู้นำเทียมเท็จจะประกาศว่าอย่างไร พวกเขาก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่มีความตระหนักรู้ และไม่อาจตระหนักได้เลยว่าสิ่งที่ผู้นำเหล่านี้กำลังประกาศนั้นเป็นเพียงคำพูดและคำสอนเท่านั้น และสิ่งที่พวกเขาเข้าใจก็เป็นเพียงทฤษฎี คำขวัญและข้อบังคับบางประการที่กลวงเปล่า ซึ่งไม่ใช่ความจริงเลย บนพื้นฐานของการสำแดงเหล่านี้ ผู้นำเทียมเท็จสามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบใน “การนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจพระวจนะของพระองค์ และเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า” ได้หรือไม่? พวกเขาสามารถลุล่วงบทบาทนี้ได้หรือไม่? พวกเขาสามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนได้หรือไม่? (ไม่ได้) เหตุใดพวกเขาจึงทำไม่ได้? ประเด็นปัญหาสำคัญคืออะไร? (ผู้คนดังกล่าวไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไม่สามารถทำความเข้าใจความจริงได้) พวกเขาไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไม่สามารถทำความเข้าใจความจริงได้ ทว่าพวกเขาก็ยังคงต้องการนำผู้อื่น—การนี้เป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด! การคาดหวังให้ผู้นำเทียมเท็จนำผู้คนให้เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าก็เหมือนกับการพยายามตอกตะปูบนวุ้นให้ติดกับฝาผนัง—เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น! ลองดูการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เป็นตัวอย่าง พระวจนะของพระเจ้าในประเด็นนี้ค่อนข้างเรียบง่าย พระวจนะดังกล่าวมีเพียงสองสามประโยคและไม่ซับซ้อน ใครก็ตามที่มีการศึกษาเล็กน้อยก็รู้ว่าพระวจนะเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร แต่เพื่อพิสูจน์ว่าตนสามารถทำงานได้และสามารถนำผู้คนได้ ผู้นำเทียมเท็จเหล่านั้นจึงสาธยายบนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้าว่า “อะไรคือนัยสำคัญของข้อกำหนดของพระเจ้าในการให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์? นั่นก็คือการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก ผู้ไม่มีความเชื่อไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์ พวกเขาไม่พูดความจริง และสิ่งที่พวกเขากล่าวล้วนเป็นคำโกหกและคำพูดที่หลอกลวง โลกทั้งใบนี้เป็นชาติแห่งความเทียมเท็จอันยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่พระเจ้าทรงกำหนดเมื่อพระองค์เสด็จมาในวันนี้ก็คือให้ผู้คนซื่อสัตย์ หากคุณไม่ใช่คนซื่อสัตย์ พระเจ้าจะไม่ทรงรักคุณ หากคุณไม่ใช่คนซื่อสัตย์ คุณย่อมไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด และคุณก็ไม่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรได้ หากคุณไม่ใช่คนซื่อสัตย์ คุณย่อมไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ และคุณย่อมเป็นคนหลอกลวงแน่ๆ หากคุณไม่ใช่คนซื่อสัตย์ คุณย่อมเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน” ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจวิธีเป็นคนที่ซื่อสัตย์หรือไม่? (ไม่เข้าใจ) หลังจากทั้งหมดนั้น เรื่องนี้ก็ยังคงไม่ชัดเจน เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้เชื่อใหม่ก็รู้สึกว่าพระวจนะเหล่านี้ดีเลิศ เป็นบางสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาในระยะเวลายี่สิบปีหรือสามสิบปีในศาสนา บางคนถึงกับกล่าวว่า “พระวจนะเหล่านี้ทรงพลัง ทุกประโยคสมควรได้รับการกล่าวว่า ‘อาเมน’ คำเทศนานี้ดีจริงๆ เป็นคำเทศนาแห่งยุคราชอาณาจักรอย่างแท้จริง!” จากนั้นผู้นำเทียมเท็จก็กล่าวต่อไปว่า “พระเจ้าทรงขอให้พวกเราเป็นคนที่ซื่อสัตย์ แล้วพวกเราเป็นคนที่ซื่อสัตย์หรือไม่?” บางคนไตร่ตรองเรื่องนี้ว่า “เนื่องจากพระเจ้าทรงขอให้พวกเราเป็นคนที่ซื่อสัตย์ นั่นหมายความว่าพวกเรายังไม่ได้เป็นคนซื่อสัตย์” บางคนยังคงเงียบ พลางคิดว่า “ฉันมองว่าตัวเองไร้เล่ห์มารยาทีเดียว ฉันไม่เคยทะเลาะกับคนอื่น และเวลาทำธุรกิจ ฉันก็ไม่กล้าเล่นไม่ซื่อกับใคร บางครั้งหากฉันเอาเปรียบนิดหน่อย ฉันก็ไม่อาจนอนหลับได้ในตอนกลางคืนด้วยซ้ำไป ฉันเป็นคนที่ซื่อสัตย์หรือไม่? ฉันคิดว่าฉันเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยา และนั่นก็มีความหมายเหมือนกันกับการเป็นคนซื่อสัตย์ไม่ใช่หรือ?” คนอื่นๆ กล่าวว่า “ตามธรรมชาติแล้วฉันไม่อาจพูดโกหกได้ เมื่อใดก็ตามที่ฉันพูดบางสิ่งที่ไม่จริง หน้าของฉันจะกลายเป็นสีแดง ดังนั้นฉันต้องเป็นคนซื่อสัตย์ ถูกหรือไม่?” จากนั้นผู้นำเทียมเท็จก็กล่าวเสริมว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นคนซื่อสัตย์หรือไม่ ในเมื่อพระวจนะของพระเจ้าขอให้พวกเราซื่อสัตย์ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์ หากคุณปฏิบัติตนตามพระวจนะของพระเจ้า คุณย่อมเป็นคนซื่อสัตย์ เช่นนั้นคุณจึงเป็นอิสระจากความหลอกลวง จากพันธนาการแห่งอิทธิพลมืดของซาตาน ทันทีที่คุณกลายเป็นคนที่ซื่อสัตย์ คุณย่อมเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง สามารถลุล่วงหน้าที่ของคุณได้ และสามารถนบนอบพระเจ้าได้” ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจวิธีเป็นคนที่ซื่อสัตย์หรือไม่? (ไม่เข้าใจ) แต่บางคนก็รู้สึกปีติยินดีว่า “พระวจนะเหล่านี้ทรงพลัง อาเมน! ทุกประโยคนั้นถูกต้อง แม้ไม่มีส่วนใดที่มาจากพระวจนะของพระเจ้าโดยตรง แต่ทั้งหมดมาจากการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า การทำความเข้าใจนี้ช่างน่าอัศจรรย์! เหตุใดฉันจึงไม่สามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้เช่นนี้? ดูเหมือนว่าผู้นำคนนี้จะคู่ควรกับตำแหน่งอย่างแท้จริง พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นผู้นำจริงๆ!” หลังจากได้ยินเช่นนี้ ผู้คนที่มีขีดความสามารถและไหวพริบก็ไตร่ตรองว่า “คุณยังไม่ได้อธิบายเลยว่าคนซื่อสัตย์เป็นอย่างไร คนเราจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ได้อย่างไรกันแน่?” ผู้นำเทียมเท็จกล่าวต่อไปว่า “การเป็นคนที่ซื่อสัตย์หมายถึงการไม่โกหก ตัวอย่างเช่น หากคุณเคยประพฤติผิดประเวณีมาก่อน เช่นนั้นแล้วคุณย่อมอธิษฐานถึงพระเจ้าและสารภาพว่าคุณเคยทำเช่นนั้นมากี่ครั้ง และทำกับใคร หากคุณรู้สึกว่าคุณไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสพระเจ้าได้ เช่นนั้นคุณก็ต้องสารภาพกับผู้นำโดยชี้แจงทุกสิ่งทุกอย่าง การสารภาพอย่างตรงไปตรงมาเป็นข้อกำหนดขั้นพื้นฐานที่สุดของการเป็นคนซื่อสัตย์ นอกจากนั้น การนี้ยังเกี่ยวกับการพูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของคุณออกมา ไม่ผสมความเทียมเท็จลงในสิ่งใดๆ คุณคิดถึงสิ่งต่างๆ อย่างไร คุณมีเจตนาเช่นไร คุณเผยความเสื่อมทรามใดออกมา ใครคือคนที่คุณเกลียดชังหรือสาปแช่งอยู่ในหัวใจของคุณ ใครคือคนที่คุณต้องการสร้างความเสียหายให้หรือวางแผนที่จะต่อต้าน—ทั้งหมดควรถูกสารภาพออกมาให้บุคคลเหล่านั้นฟัง ด้วยการทำเช่นนั้น คุณจะกลายเป็นคนที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา ซึ่งใช้ชีวิตในความสว่าง นี่คือความหมายของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ คนซื่อสัตย์ต้องปล่อยมือจากอัตตาของตน พวกเขาต้องสามารถแสดงออกและชำแหละส่วนที่ชั่วที่สุดและมืดมนที่สุดในหัวใจของตนได้” เมื่อได้ยินดังนี้ ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจวิธีที่จะเป็นคนซื่อสัตย์หรือยัง? (ยังคงไม่เข้าใจ) แม้กระทั่งหลังจากได้ฟังแล้ว นั่นก็เป็นเพียงคำสอนที่คนเราเข้าใจ ไม่ใช่การปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจง ด้วยการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าดังกล่าว ผู้นำเทียมเท็จจึงนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าในหนทางนี้ และพวกเขาก็สามัคคีธรรมในหนทางนี้เช่นกัน โดยคิดว่าตนเข้าใจพระวจนะของพระเจ้ามากที่สุด มีศักยภาพในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า และสามารถนำผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ ในความเป็นจริง สิ่งที่พวกเขาเข้าใจและสามัคคีธรรมนั้นล้วนแต่เป็นคำสอนและคำขวัญเท่านั้น ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ ก็ตามแก่บรรดาผู้ที่ปรารถนาจะแสวงหาความเป็นจริงความจริงและเข้าใจหลักธรรมความจริง ทว่าผู้นำเทียมเท็จเหล่านั้นยังคงเชื่อว่าตนมีศักยภาพในการทำความเข้าใจที่ดีเยี่ยม มีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าอย่างหาตัวจับยาก และเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป พวกเขาเที่ยวไปประกาศคำสอนและคำขวัญเหล่านี้ โดยถึงกับใช้ในการเปรียบเทียบกับคำสอนและคำขวัญอื่นๆ และใช้คำสอนและคำขวัญเหล่านี้เพื่อโต้เถียงด้วยวาจาบ่อยๆ และถึงกับใช้คำสอนและคำขวัญเหล่านี้เพื่อสั่งสอน ตัดแต่ง ตัดสิน และกล่าวโทษผู้คนอยู่เนืองนิจ พวกเขาคิดว่าด้วยการทำเช่นนั้น พวกเขากำลังทำงาน โดยนำพระวจนะของพระเจ้ามาสู่ชีวิตจริง และนำพระวจนะของพระเจ้าไปใช้ นี่เป็นเรื่องที่น่าวิตกมิใช่หรือ? ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้ พวกเขาไม่สามารถนำผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็สามารถสามัคคีธรรมคำพูดและคำสอนได้บางประการเท่านั้น แต่ทว่าพวกเขากลับเที่ยวไปประกาศและโอ้อวดคำพูดและคำสอนเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงพวกเขาไม่เข้าใจความจริงใดๆ ในพระวจนะของพระเจ้าเลย ตัวอย่างเช่น พวกเขาไม่เข้าใจคำศัพท์ฝ่ายวิญญาณบางคำที่คล้ายคลึงกันหรือบางสำนวนที่คล้ายคลึงกัน และพวกเขาก็ไม่รู้ถึงความแตกต่างระหว่างคำศัพท์หรือสำนวนเหล่านั้น หรือวิธีที่จะนำคำศัพท์หรือสำนวนเหล่านั้นมาปรับใช้ในสถานการณ์จริง นอกจากการยึดมั่นกับข้อบังคับและการพูดพ่นคำพูดและคำสอนแล้ว พวกเขายังขาดพร่องความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริงและไม่ได้ปฏิบัติพระวจนะของพระองค์อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเหล่าผู้นำเทียมเท็จเองไม่เข้าใจความจริง และพวกเขาก็ไม่สามารถนำผู้คนให้เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ พวกเราได้อธิบายเรื่องนี้โดยยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เนื่องจากไม่รู้วิธีที่จะรับรู้ความจริงเกี่ยวกับการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เหล่าผู้นำเทียมเท็จจึงหันไปใช้การพูดพ่นคำพูดและคำสอน และการประกาศคำขวัญ โดยชักพาบรรดาคนเขลาและคนเลอะเลือนซึ่งขาดพร่องความเข้าใจฝ่ายวิญญาณให้หลงผิด และทิ้งพวกเขาให้สับสน หลังจากฟังคำพูดและคำสอนเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็เลื่อมใสบูชาผู้นำเทียมเท็จเป็นพิเศษ และหลังจากติดตามพวกเขามานานหลายปี ก็ลงเอยด้วยการไม่เข้าใจแม้กระทั่งความจริงขั้นพื้นฐานที่สุด และไม่มีการเข้าสู่ความจริงแต่ประการใด พวกเราควรจบการสามัคคีธรรมหัวข้อนี้ของพวกเราไว้ตรงนี้
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ